คำประกาศสมัชชาคนจนถึงพี่น้องประชาชนและรัฐบาลอำนาจเบ็ดเสร็จ

พวกเรามาในครั้งนี้ เพื่อมาบอกกล่าวเรื่องราวความทุกข์ยาก และความคิดเห็นของพวกเราต่อพี่น้องประชาชนและรัฐบาลใหม่

พวกเรา คือพี่น้องร่วมแผ่นดินที่มีหลากหลายชาติพันธุ์ อบอวลด้วยวัฒนธรรมที่แตกต่าง และศาสนาที่ตนศรัทธา พวกเราล้วนถูกทำให้ "ยากจน" จาก "การพัฒนา" ที่ไม่มีความยุติธรรม การพัฒนาประเทศที่คนเพียงส่วนน้อยนิดได้ประโยชน์บนความทุกข์ยากแสนสาหัสของคนส่วนใหญ่ การพัฒนาประเทศที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติมากกว่าการพึ่งพาอย่างเคารพ การพัฒนาที่เน้นการเติบโตของตัวเลขทางเศรษฐกิจมากกว่าการคำนึงถึงความยั่งยืนของชุมชนและสิ่งแวดล้อม

วันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ได้แถลงนโยบายว่าจะแก้ไขปัญหาความยากจน เคารพสิทธิมนุษยชน ให้ประชาชนมีส่วนร่วม คืนอำนาจให้ท้องถิ่น เคารพสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน ฟังประชามติของประชาชน มีกระบวนการประชาพิจารณ์ และนำพาประเทศหลุดพ้นจากความล้าหลัง

นับเป็นหลักการที่ดีของระบอบประชาธิปไตย

แต่พวกเราก็เริ่มเคยชินแล้วว่า นโยบายที่ดีที่เหมาะสมของรัฐบาลมักกลายเป็นเพียงคำกล่าวที่เป็นเพียงนามธรรมอันหอมหวาน หาได้เป็นการปฏิบัติสร้างรูปธรรมได้จริงแต่ประการใด

รัฐบาลเคยบอกว่าจะคืนอำนาจให้ท้องถิ่น แต่ 4 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลหาได้จริงจังจริงใจในการการผลักดันให้มีพระราชบัญญัติป่าชุมชน เพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการป่าอย่างยั่งยืน ไม่มีการดำเนินการเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า เพื่อให้มีการกระจายการถือครองที่ดิน ไม่ได้มีการส่งเสริมการจัดการน้ำขนาดเล็กโดยชุมชน และหยุดการก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ที่ทำลายชุมชนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่คุ้มต่อการสูญเสีย ไม่มีการแก้ไขกฎหมายป่าไม้ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ไม่เคยแก้ไขกฎหมายคุ้มครองดูแลทรัพยากรชายฝั่งทะเล ไม่เคยดูแลรับผิดชอบอย่างจริงจังต่อครอบครัวและชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายและโครงการพัฒนาต่างๆ ขอรัฐ

ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศถูกตัดสิทธิและโอกาสในการเข้าถึงที่ดิน แหล่งน้ำ และสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมเพื่อการพึ่งพาตัวเอง ขาดอิสรภาพในการเลือกวิถีการดำรงชีวิตทั้งที่อยู่ในเมืองและชนบท ตลอดทั้งรัฐยังใช้วิธีการรุนแรงในการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ โดยปราศจากการคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนและความสงบสุขที่ตั้งอยู่บนความยุติธรรมของสังคม ภายใต้การเคารพถึงประวัติศาสตร์ ความแตกต่างทางศาสนาและวัฒนธรรม

รัฐบาลไม่เคารพสิทธิชุมชนตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540

รัฐบาลกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพียงเพื่อให้คนงานมีชีวิตรอดไปวันๆ เมินเฉยในการผลักดันหรือแก้ไขกฎหมายให้ส่งเสริมสิทธิของผู้ใช้แรงงานและความปลอดภัยในการทำงาน รัฐบาลยืนยันการขายรัฐวิสาหกิจและแปรรูปมหาวิทยาลัยเป็นแหล่งการแสวงหากำไร

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังได้ร่างพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้น โดยกฎหมายฉบับนี้ได้ให้อำนาจกับรัฐส่วนกลางอย่างล้นเหลือ ลิดรอนสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เปิดโอกาสให้นายทุนต่างชาติสามารถครอบครองที่ดินจำนวนมหาศาลได้ ทำลายสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน เช่น ห้ามจัดตั้งสหภาพแรงงาน การทำกิจการใดๆ ในเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษนั้นไม่จำเป็นต้องศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมแต่อย่างใด โดยผู้ได้รับผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ย่อมเป็นเพียงกลุ่มทุน เจ้าของกิจการบริษัท ผู้หนุนหลังพรรคการเมืองที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ

สมัชชาคนจนตระหนักดีว่า แม้พรรคไทยรักไทยจะได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งอย่างท่วมท้น จนสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้สำเร็จ แต่เสียงสวรรค์ของประชาชนไม่ได้อนุญาตให้รัฐบาลใช้อำนาจทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้บัญญัติรับรองให้ประชาชนมีสิทธิ์ในการตรวจสอบและมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ เพราะประชาธิปไตยที่แท้จริงมิใช่เพียงการหย่อนบัตรในคูหาเลือกตั้งเท่านั้น การตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาลโดยกระบวนการของภาคประชาชนจึงเป็นสิทธิอันชอบธรรมตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

การเดินทางไกลจากทั่วทุกสารทิศในครั้งนี้ ก็เพื่อบอกว่า ปัญหาเก่าๆ ของพวกเรายังไม่ได้รับการแก้ไข ไม่เว้นแม้แต่ปัญหาของแม่ใหญ่ไฮ ขันจันทา หญิงเหล็กจากอุบลราชธานี ผู้ที่ประชาชนและรัฐบาลยกย่องเชิดชู

ขณะที่นโยบายใหม่ๆ ของรัฐบาล กำลังดาหน้าเข้ามาทำลายวิถีชีวิตและชุมชนของพวกเรา พวกเราจึงต้องมาประกาศให้พี่น้องประชาชน ผู้อยู่บนผืนแผ่นเดียวกันได้รับรู้ว่า พวกเราจะดำเนินการต่อสู้ เพื่อสร้างสังคมที่ยุติธรรม มีความยั่งยืน และสันติสุขต่อไป

พวกเราขอยืนหยัดเจตนารมณ์ที่ว่า "ประชาชนต้องกำหนดอนาคตของตนเอง"

สมัชชาคนจน
15 มีนาคม 2548
ณ หน้ารัฐสภา