ปากคำ "มูฮำหมัด ดือราแม" วินาทีถูกตำรวจสะบ้าย้อยบุกค้น

ผมได้รับมอบหมายให้ไปติดตามข้อมูลที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 ที่มีการยิงนักฟุตบอลเสียชีวิต 19 คน ในเขตเทศบาลตำบลสะบ้าย้อย เนื่องจากคดีนี้ ทางญาติผู้เสียชีวิตได้มอบหมายให้สภาทนายความ ส่งทนายความเข้าซักค้านระหว่างการไต่สวนของศาล ตามกระบวนการพิจารณาคดีวิสามัญฆาตกรรม ประกอบกับมีเสียงเรียกร้องให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีนี้ เหมือนกับเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะ และตากใบ


ก่อนหน้านี้ ผมได้เข้าไปเก็บข้อมูลจากทุกฝ่ายหลายครั้ง รวมทั้งฝ่ายตำรวจ โดยผมเคยเข้าไปขอข้อมูลจากผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอสะบ้าย้อย แต่ได้รับแจ้งว่าเพิ่งมารับตำแหน่งหลังจากเกิดเหตุ ผมจึงไปพบกับรองผู้กำกับฯ ซึ่งอยู่ในวันเกิดเหตุมาแล้ว


ขณะที่มีข่าวแพร่ออกมาว่า จะมีการประกาศให้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และอำเภอเทพา สะบ้ายย้อย นาทวี ของจังหวัดสงขลา เป็นพื้นที่ฉุกเฉิน ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่นั้น


เวลา 13.30 น. วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม 2548   ผมกลับเข้าไปที่สถานีตำรวจภูธรอีกครั้ง เพื่อขอข้อมูลจากตำรวจ จ.ส.ต.<?xml:namespace prefix = st1 ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:smarttags" />ชาญณรงค์ หนูเลื่อน ซึ่งเผชิญหน้ากับกลุ่มวัยรุ่นที่บุกเข้าโจมตีในวันดังกล่าว


ครั้งนี้ ผมขับรถจักรยานยนต์เข้าไปจอดหน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอสะบ้าย้อย พบตำรวจชั้นประทวนชื่อ ประทีป คำแก้ว ซึ่งทำท่าตกใจพร้อมกับบอกว่า


"คุณเข้ามาได้อย่างไร เขาไม่ให้รถมอเตอร์ไซค์เข้ามาจอดในโรงพัก กลัวจะมีคนมาวางระเบิด" ผมจึงขอโทษ แล้วขับไปจอดที่ข้างเสาธงด้านหน้าโรงพักแทน


จากนั้น จึงเข้ามาแนะนำตัว พร้อมมอบนามบัตร แล้วแจ้งว่าจะมาหา จ... ชาญณรงค์ หนูเลื่อน ได้รับคำตอบว่า อยู่ที่ป้อมน้ำขาว แต่จากนั้นเขาเปลี่ยนท่าที โดยบอกว่าผมไม่เชื่อว่าคุณเป็นนักข่าว ขอดูบัตรนักข่าวด้วย


ผมบอกว่า ไม่ได้เอามา


เขาถามอีกว่า แล้วติดต่อกับหัวหน้าโรงพักหรือยัง


ผมตอบว่า ยังไม่ได้ติดต่อ


ผมจึงโทรศัพท์หา พ...ภูมิเพ็ชร พิพัฒน์เพ็ชรภูมิ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอสะบ้าย้อย ได้รับคำตอบว่า ที่โรงพักไม่มีตำรวจ ชื่อ จ... ชาญณรงค์ หนูเลื่อน


เมื่อผมถามย้ำว่า เป็นตำรวจที่อยู่ในเหตุการณ์ปะทะ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 ที่ป้อมตลาดสะบ้าย้อย พ...ภูมิเพ็ชร พิพัฒน์เพ็ชรภูมิ ตอบว่าไม่รู้จักเพราะมาไม่ทันเหตุการณ์วันที่ 28 เมษายน 2547


ผมจึงโทรศัพท์ ไปหา พ... พงษ์ยุทธ ณ พัทลุง รองผู้กำกับฯ ได้รับคำตอบว่า จ... ชาญณรงค์ หนูเลื่อน อยู่ที่ป้อมน้ำขาว ตรงสวนสาธารณะเทศบาลตำบลสะบ้าย้อย ผมจึงแจ้งตำรวจที่ชื่อประทีป คำแก้วทราบว่า ได้ประสานงานกับผู้บังคับบัญชาของสถานีตำรวจภูธรอำเภอสะบ้าย้อยทราบแล้วว่า จะมาพบ จ.ส.ต.ชาญณรงค์ หนูเลื่อน


จากนั้น ได้มีตำรวจนอกเครื่องแบบเข้ามาถามผมว่า มาทำไม ผมจึงแจ้งจุดประสงค์ให้ทราบ พร้อมกับมอบนามบัตรให้ แต่ตำรวจนอกเครื่องแบบยังต้องการดูบัตรนักข่าว ผมตอบว่าไม่ได้เอาบัตรประจำตัวพนักงานฯ ซึ่งระบุตำแหน่งว่าผมเป็นผู้สื่อข่าวมาด้วย แต่ตำรวจนอกเครื่องแบบนายนี้ ซึ่งผมทราบในเวลาต่อมาว่า เป็นตำรวจชั้นประทวนก็ยังไม่เชื่อว่า ผมเป็นนักข่าวจริง หลังจากพูดคุยได้ซักพัก ผมจึงขอตัวออกไปพบ จ.ส.ต.ชาญณรงค์ หนูเลื่อน


ผมขับมอเตอร์ไซค์ ไปที่ป้อมน้ำขาวห่างจากโรงพักประมาณ 3 กิโลเมตร ได้พบกับ จ.ส.ต. ชาญณรงค์ หนูเลื่อนตามที่ตั้งใจไว้


หลังจากแนะนำตัวและมอบนามบัตร ผมได้แจ้งจุดประสงค์ว่า ต้องการมาสอบถามข้อเท็จจริงเหตุการณ์ปะทะกัน เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 จากฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่ง จ... ชาญณรงค์ หนูเลื่อน เป็นผู้หนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์


หลังจากคุยกับ จ... ชาญณรงค์ หนูเลื่อนไปได้พอสมควร มีรถกระบะโตโยต้าวีโก้ มาจอดที่หน้าป้อม จากนั้นมีตำรวจนอกเครื่องแบบที่เจอกันตรงโรงพักสะบ้าย้อย เปิดประตูรถเดินมาที่ผมนั่งคุยอยู่กับ จ... ชาญณรงค์ หนูเลื่อน โดยมาพร้อมกับตำรวจนอกเครื่องแบบอีกหนึ่งคน


เมื่อเดินมาถึงที่ผมนั่งอยู่ ตำรวจคนดังกล่าวก็พูดว่า "พวกนี้ไม่รู้เข้ามาทำอะไร ยิ่งสถานการณ์อย่างนี้ ยิ่งต้องระวัง" จากนั้นก็ขอตรวจค้นกระเป๋า พร้อมกับถามว่า "คุณเป็นพวกไหน สมานฉันท์หรือเปล่า" ผมตอบว่าผมเป็นนักข่าว


ต่อมา ตำรวจอีกหนึ่งคน ซึ่งนอนฟังการสัมภาษณ์อยู่ เข้ามาสมทบ พร้อมนำสมุดบันทึกเล่มหนึ่งมาเปิดต่อหน้า พร้อมกับพูดว่า พวกนี้ชอบสร้างปัญหา บ้านเมืองวุ่นวายก็เพราะพวกนี้ ทนนั่งฟังอยู่ตั้งนานแล้ว


หลังจากตรวจค้นอย่างละเอียด ตำรวจชุดเดียวกันนี้ ได้ขอตรวจรถมอเตอร์ไซค์


เมื่อตรวจเสร็จแล้วให้ผมกลับมานั่งที่เดิม ยื่นสมุดบันทึก ซึ่งแบ่งเป็นช่องๆ ระบุวันที่ ให้ผมลงชื่อในกระดาษเปล่า โดยไม่มีการบันทึกข้อความใดๆ ลงไปในสมุดเล่มดังกล่าว  


จากนั้น ได้ยึดกล้องถ่ายรูปดิจิตอล สมุดจดหมายเลขโทรศัพท์ 2 เล่ม สมุดบันทึก 1 เล่ม กล่องใส่นามบัตรแหล่งข่าว และแฮนดี้ไดรฟ์  แล้วสั่งให้ผมขับรถตามไปที่โรงพัก เพื่อบันทึกประวัติ


เมื่อไปถึงโรงพัก ตำรวจชุดนี้ได้นำผมเข้าไปในห้องธุรการ ซึ่งอยู่บนชั้น 2  แล้วถ่ายรูปด้วยกล้องจากโทรศัพท์มือถือ


ต่อมา ตำรวจชุดนี้ได้ให้ดาบตำรวจทัด ไม่ทราบนามสกุล  เป็นผู้บันทึกประวัติผม ลงในแบบฟอร์มประวัติผู้ติดยาเสพติด โดยแจ้งว่าไม่มีแบบฟอร์มอื่น พร้อมกับลบคำว่าผู้ติดยาเสพติดออก


ในใบบันทึกประวัติ ดาบตำรวจทัดเขียนว่า มีพฤติกรรมขับรถจักรยายนต์มาจอดหน้าโรงพัก


ครู่ต่อมา ตำรวจกลุ่มนี้ได้นำสิ่งของที่ยึดไป เอามาคืนให้ทั้งหมด และขอให้เปิดดูข้อมูลในแฮนดีไดรฟ์ แต่เนื่องจากเครื่องคอมพิวเตอร์ขัดข้อง จึงเปิดดูได้เพียงรูปถ่ายนายแพทย์แวมาหะดี แวดาโอ๊ะ ที่บันทึกไว้ 4 รูปเท่านั้น


ขณะที่คอมพิวเตอร์อีกเครื่องที่ใช้การได้ ไม่มีโปรแกรมเปิดแฮนดี้ไดรฟ์ จึงไม่สามารถเปิดดูข้อมูลได้ แต่เครื่องนี้ต่ออินเตอร์เน็ตได้ ผมจึงเปิดเว็บไซด์สำนักข่าวประชาไท ซึ่งเป็นต้นสังกัดของผมให้ตำรวจกลุ่มนี้ดู และสั่งพริ้นต์หน้าหลักของเว็บข่าวประชาไท ให้ไป 1 ชุด ตามที่ตำรวจกลุ่มนี้ต้องการ


ระหว่างการบันทึกประวัติและตรวจสอบข้อมูล ตำรวจที่แสดงตนเป็นหัวหน้าทีมตรวจค้น ได้ซักถามข้อมูลเกี่ยวกับสำนักข่าวประชาไทด้วย


เป็นที่น่าสังเกตว่า ตำรวจที่เข้าตรวจค้น ถ่ายรูป ทำประวัติผมนั้น ทั้งหมดล้วนเป็นตำรวจชั้นประทวนทั้งสิ้น

Comments

supat

อันนี้เรียกว่า กลวิธีหรือลูกเล่นของการคุกคามวิธีหนึ่งครับ
เจอแล้วจะโตขึ้นอีกเป็นกอง และเข้าใจสัจธรรมในสังคมไทย เช่นเดียวกับที่พี่น้องคนค้านท่อก๊าซโดนมาแล้ว
ขอให้กำลังใจคุณมูฮัมหมัดให้มุมานะสู้ต่อไป

พี่กุ้ง

ระวังตัวด้วย เป็นห่วง

บัง

แท็งกริ้ว ครับ

ปกครอง

คนที่เขาอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น
เขาก็ต้องมีการระมัดระวังเพราะไม่รู้ใครเป็นใคร
คุณไม่มีบัตรประจำตัวนักข่าวไปแสดงก็ต้องมีการตรวจค้นเป็นธรรมดา
เป็นระเบียบของทางราชการครับ

คนไทย

สะท้อนความเป็นจริงในสังคมไทย และทัศนคติของเจ้าหน้าที่"ตำรวจ"ได้เป็นอย่างดี ระวังตัวด้วยก็แล้วกัน เป็นห่วงนะ

คนชายแดน

อือ......น่าสนใจในวิธีการต้อนรับนะปกติเป็นเช่นนี้สังคมถึงเจอแต่ปัญหาถ้าพูดถึงโรงพักทุกคนทราบดีและเป็นที่ๆไม่มีใครอยากเข้าโรงพักเพื่อประชาชน.........ใครถ้าได้รับการต้อนรับเช่นนั้นความระมัดระวังมีได้แต่ไม่ใช้ระแวงมันทุกคนกับพฤติกรรมตนเองน่าจะหันกลับมาทบทวนใหม่ดูแลตนเองเด้อ........ห่วงอยู่