"ภูมิธรรม" ชี้ 2 สัปดาห์จับตาแผนปลุกปฏิวัติ


เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ—23 พ.ย. 2548 "ภูมิธรรม" เตือนจับตา 1-2 สัปดาห์ จะมีการเคลื่อนไหวปลุกระดมมวลชนเพื่อโค่นล้มรัฐบาล เผยได้กลิ่น "ปฏิวัติรัฐบาล" มา 2-3 วันแล้ว ขณะที่ "ทักษิณ" สั่งรัฐมนตรีปิดปาก ห้ามตอบโต้ประเด็นการเมือง ด้านตำรวจหอบสำนวนขออนุมัติหมายจับ "สนธิ-สโรชา" วันนี้

 


พรรคไทยรักไทยได้แสดงความเป็นห่วงถึงสถานการณ์ทางการเมือง หลังจากความเคลื่อนไหวของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ที่นำประเด็นต่างๆ มาเปิดเผยในการจัดเวทีเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รมช.คมนาคม และรองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นแกนนำคนสำคัญของพรรค ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ตนเป็นห่วงสถานการณ์ เพราะประเด็นต่างๆ ที่นายสนธิเสนอเกี่ยวกับสถาบันเบื้องสูงและมีบรรดาขาประจำที่คัดค้านนายกรัฐมนตรีไปร่วมชุมนุมด้วยเป็นจำนวนมาก แสดงว่านายสนธิและขาประจำเหล่านั้น ร่วมกันหมิ่นสถาบันเบื้องสูง


 


เพราะในช่วงที่ผ่านมา นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นายธงทอง จันทรางศุ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านขนบธรรมเนียมและพระราชประเพณี ไปชี้แจงกับประชาชนในกรณี การทำบุญประเทศ ณ อุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 10 เมษายน ผ่านรายการโทรทัศน์ไปแล้ว ขณะเดียวกันหนังสือพระบรมราชานุญาตให้ใช้สถานที่ที่นายแก้วขวัญ วัชโรทัย เลขาธิการสำนักพระราชวังก็นำมาแสดงไปแล้ว ฉะนั้นสิ่งที่นายสนธิพูดนั้นไม่เป็นความจริง แต่ตนมองว่า 1.นายสนธิพูดไปแบบไม่รู้และเข้าใจผิด หากเป็นเช่นนั้นนายสนธิควรแสดงความรับผิดชอบคือขอโทษนายกรัฐมนตรีและยุติการกล่าวอ้างถึงสถาบันเบื้องสูงที่เคยใช้เป็นเครื่องมือ 2.หากนายสนธิรู้ว่าข้อมูลผิด แต่ยังนำมากล่าวอ้างเช่นนี้อีกนั้น นายสนธิควรรับผิดชอบ และตนได้ทราบข่าวว่าเวทีการชุมนุม ทุกวันศุกร์นั้น โดยเฉพาะการชุมนุมเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมาเป็นการซ้อมใหญ่เพื่อเตรียมจะขับเคลื่อนต่อต้านรัฐบาล สิ่งเหล่านี้น่าเป็นห่วงมาก และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรใช้สติปัญญาพิจารณาด้วย ไม่เช่นนั้น สถานการณ์บ้านเมืองจะแย่ลงไปอีก ผู้ที่ไปเข้าร่วมในเวทีดังกล่าว มีทั้งขาประจำ ผู้ที่ไม่รู้เรื่อง และผู้ที่อยากฟังข้อมูลที่นายสนธิอ้างว่า นายกรัฐมนตรีหมิ่นสถาบันเบื้องสูง


 


นายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยไปข้องเกี่ยวเลย แต่เวทีดังกล่าวนั้นการอ้างถึงสถาบันเบื้องสูงหลายรูปแบบเพื่อดึงเป็นประเด็นการเมือง หากนายสนธิอยากเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลก็สามารถพูดและกระทำได้ แต่อย่าใช้สถาบันเบื้องสูงและประชาชนมาเกี่ยวข้องและเป็นเครื่องมือ เพราะสถานการณ์เช่นนี้น่าเป็นห่วงที่สุด ประเทศไทยอยู่ในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ฉะนั้นการแสดงออกควรอยู่ในระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่การปลุกระดมมวลชนด้วยวิธีการเช่นนี้เพราะตอนนี้มีการอ้างสถาบันเบื้องสูงมาใช้ในการต่อสู้กันมาก หากสถานการณ์เลยเถิดไปมากกว่านี้ ประเทศจะเสียประโยชน์ เหมือนกับในอดีต


 


หากสถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาอีก ประเทศจะย่ำแย่ ขอย้ำว่าการต่อสู้นั้นควรใช้วิถีประชาธิปไตยดีกว่า เพราะเรื่องราวเหล่านี้มีความซีเรียสมาก เพราะมีกระแสข่าวว่าเวทีวันศุกร์ของนายสนธินั้นจะเป็นจุดโค่นล้มรัฐบาล ซึ่งตนหวังว่ากระแสข่าวดังกล่าวจะไม่เป็นความจริง หากมันเกิดขึ้นจริงคงเป็นเรื่องน่าเศร้ามาก และหากมีการสร้างสถานการณ์ขึ้นในเวทีดังกล่าว เช่น ขว้างระเบิดใส่ประชาชนเหตุการณ์จะลุกลามบานปลาย วันนี้ประชาชนทุกคนที่ติดตามข่าวสารต่างๆ ควรใช้ความคิดพิจารณาข่าวสารให้มากเพราะประเทศนี้เป็นของประชาชนทุกคน


 


"ในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้ ต้องจับตาการเคลื่อนไหวต่างๆ ให้ดี อย่าปล่อยให้ใครมาใช้สถานการณ์นี้ปลุกระดมมวลชนจนควบคุมไม่ได้" นายภูมิธรรม กล่าว


 


เมื่อถามว่า ได้ยินกระแสข่าวจะโค่นล้มหรือปฏิวัติรัฐบาลมาเมื่อใด นายภูมิธรรม ตอบว่า "ได้ยินมา 2-3 วันแล้ว ผมไม่อยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้นจริง"


 


เมื่อถามถึงการได้สัญชาติไทยของนายเหยียน ปิน หรือนายชาญชัย รวยรุ่งเรือง นักธุรกิจสองสัญชาติ ที่มีความใกล้ชิดกับพรรคไทยรักไทย นายภูมิธรรม กล่าวว่า หากดูเบื้องหลังของนายชาญชัยที่มีกว่า 10 ปีนั้น นายชาญชัยใกล้ชิดเกือบทุกรัฐบาล เพราะนายชาญชัยมีโอกาสประสานงานร่วมกันกับรัฐบาลจีน เช่นหากพรรคประชาธิปัตย์เดินทางไปจีนก็จะไปพบกับนายชาญชัย แม้แต่นายเฉลียว อยู่วิทยา เจ้าของเครื่องดื่มกระทิงแดง ที่มีความสัมพันธ์กับพรรคประชาธิปัตยและไปค้าขายในจีนนายเฉลียวก็ยังประสานกับนายชาญชัย


 


เมื่อถามว่านายชาญชัยได้สัญชาติไทยในรัฐบาลชุดนี้หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่ใช่และไม่เกี่ยวข้องเลย เรื่องนี้เกิดขึ้นมากว่า 10 ปีแล้วเพราะนายชาญชัยเป็นนักธุรกิจชาวจีนที่ต้องเชื่อมโยงกับทุกฝ่ายตนคิดว่าหากมองทุกเรื่องนั้นมันเกี่ยวพันกับทุกฝ่ายและควรให้ความเป็นธรรมด้วยอย่าให้บางเรื่องบางกรณีถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ป้ายสีคนนั้นคนนี้มันไม่มีประโยชน์


 


"เสนาะ" วิตก "เกิดเรื่องใหญ่แล้ว"


 


รายงานข่าวจาก ส.ส.กลุ่มวังน้ำเย็น ที่ใกล้ชิดกับนายเสนาะ เทียนทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย แจ้งว่า หลังจากที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองเลขาธิการพรรค กล่าวถึงการเคลื่อนไหวโค่นล้มรัฐบาลในช่วงนี้และขอให้จับตาสถานการณ์ใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งหลังจากที่นายเสนาะทราบข่าวนี้ก็กล่าวกับ ส.ส.ที่ใกล้ชิดว่า "ภูมิธรรมพูดแบบนั้นเลยหรือ บ้านเมืองในวันนี้เกิดเรื่องใหญ่แล้ว" ยังไม่อยากพูดอะไรออกมาในช่วงนี้เพราะมันยังไม่ถึงเวลา หากพูดอะไรออกไปมันจะเกิดเรื่องใหญ่"


 


ทักษิณยืนยันอยู่ครบวาระไม่ยุบสภา


 


วันเดียวกันนี้ น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้หยิบยกเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมือง พร้อมกำชับรัฐมนตรีว่าอย่าไปโต้ตอบขอให้ชี้แจง และตนมั่นใจว่าการเลือกตั้งทั่วไปน่าจะเกิดขึ้นในเดือนเมษายนปี 2552 แน่นอน เพราะนายกฯ ได้ย้ำในที่ประชุมว่า จะไม่มีการยุบสภาหรือลาออก ก่อนหมดสมัยของรัฐบาลทักษิณ 2 พร้อมทั้งเร่งให้รัฐมนตรีแต่ละคนทำงานกันเต็มที่


 


ทางด้าน น.ต.ศิธา ทิวารี โฆษกพรรคไทยรักไทย แถลงภายหลังการประชุมพรรคไทยรักไทยว่า เนื่องจากวันนี้ เป็นวันครบรอบวันเกิดของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ พรรคจึงจัดงานฉลองกันในหมู่ส.ส.ในช่วงเย็น ซึ่งมีส.ส.มาร่วมงานคับคั่ง โดยนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ประธานวิปรัฐบาล เป็นตัวแทนส.ส.ขึ้นกล่าวอวยพรคุณหญิงพจมาน อย่างไรก็ตามการประชุมพรรควันนี้จึงประชุมกันเพียงสั้นๆ มี พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นประธาน โดย พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวในที่ประชุมว่า กระแสการเมืองในปัจจุบันหลายเรื่องไม่มีนัยสำคัญอะไร บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่ผิด แต่มีการหยิบจับมาปะติดปะต่อ โดยระบุว่ารัฐบาลไม่ควรทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เมื่อมีการชี้แจงจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เช่น สำนักพระราชวัง ทำให้ความไม่เข้าใจต่างๆ ในสังคมคลี่คลายและนายกฯ ยังยืนยันด้วยว่าจะทำงานต่อไปอย่างเต็มที่จนหมดวาระในปี 2552


 


ทหารยันไม่มีปฏิวัติ


 


แหล่งข่าวนายทหารระดับสูง กล่าวยืนยันว่า กองทัพไม่ได้มีการเคลื่อนไหวเพื่อทำการปฏิวัติต่อต้านล้มล้างรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ตามที่มีกระแสข่าวปล่อยจากพรรคไทยรักไทยอย่างแน่นอน เพราะหากทำอะไรขึ้นมาตอนนี้จะทำให้การพัฒนาประเทศถอยหลังไปอีกหลายปี


 


การที่ พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ ผบ.ทหารสูงสุด และ พล.ต.พฤณท์ สุวรรณทัต ผบ.พล.1 รอ. เคลื่อนไหวการกระทำของนายสนธิ นั้น เป็นการชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าจะไม่ปฏิวัติอย่างแน่นอน เพราะ พล.อ.เรืองโรจน์ ก็เพื่อนร่วมรุ่นของ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีต ผบ.ทหารสูงสุด และ พล.ต.พฤณท์ สุวรรณทัต ก็เป็นเพื่อน พ.ต.ท.ทักษิณ ที่จะต้องสนับสนุนกันอยู่แล้ว


 


"ขณะนี้เพื่อนของนายกรัฐมนตรีคุมกำลังเกือบทั้งหมด จะบอกว่ามีทหารเริ่มเคลื่อนไหวคงเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่รู้จะไปเอากำลังมาจากไหน ทั้งนี้ยอมรับว่า หลังจากที่ พล.อ.เรืองโรจน์ (ตท.5) และ พล.ต.พฤณท์ (ตท.10) ออกมาเคลื่อนไหวต่อกรณีดังกล่าว ทำให้นักเรียนเตรียมทหารรุ่นพี่และรุ่นน้อง ไม่ค่อยพอใจ และมีการพูดคุยถึงการกระทำดังกล่าวว่าไม่เหมาะสม เพราะเหมือนเป็นการเอาสถาบันทหารไปปกป้องกับคนคนเดียว" แหล่งข่าวกองทัพ ระบุ


 


3 ส.ส.ไทยรักไทยงดเดินสายสัญจรโต้ "สนธิ"


 


ส่วนความเคลื่อนไหวของส.ส.พรรคไทยรักไทย ที่ได้ออกมาตอบโต้นายสนธิ ได้เปลี่ยนท่าที โดยนายวิชิต ปลั่งศรีสกุล ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ทีมกฎหมายของพรรคไทยรักไทย แถลงว่า ตนพร้อมด้วยนายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ และนายสิทธิชัย กิตติธเนศวร ส.ส.นครนายก ขอยกเลิกการเดินทางสัญจรในรายการ "วิชิต-สิทธิชัย-ประชา พบประชาชน" ตามจังหวัดต่างๆ เพื่อตอบโต้ข้อกล่าวหาของนายสนธิ เนื่องจากขณะนี้ได้มีคำสั่งศาลห้ามนายสนธิ หยุดพูดพาดพิงนายกรัฐมนตรีแล้ว พวกตนเคารพคำสั่งศาล ไม่เช่นนั้นอาจกลายเป็นการละเมิดอำนาจศาลได้


 


ด้านนายประชา กล่าวว่า เอกสารข้อมูลเบื้องหลังของนายสนธิ แม้จะเป็นข้อมูลเก่า แต่เป็นไปในแบบก้าวหน้า มีทั้งเบื้องหลังธุรกิจใน จ.เชียงใหม่ จ.เชียงราย และประเทศจีน ซึ่งเอกชนเจ้าของธุรกิจต่างๆ เป็นผู้ให้ข้อมูลมา อาทิ โรงพิมพ์ตะวันออก แต่ที่ยังไม่อยากแฉข้อมูลตอนนี้เพราะเกรงว่าอาจเป็นการเอาเปรียบกัน เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งต้องหยุด เราก็ควรต้องหยุดด้วย


 


ตร.หอบสำนวนขออนุมัติหมายจับสนธิวันนี้


 


วันเดียวกัน ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรภาค 3 อ.เมือง จ.นครราชสีมา พล.ต.ท.สถาพร หลาวทอง ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 (ผบช.ภ.3) ได้เรียกประชุมคณะกรรมการพิจารณาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามที่มีตำรวจ สภ.อ.เมืองยโสธร และประชาชนใน จ.นครราชสีมา แจ้งความดำเนินคดี นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ น.ส.สโรชา พรอุดมศักดิ์ สองผู้ดำเนินรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร หลังจากคณะกรรมการของ บช.ภ.3 เคยสรุปเบื้องต้นไปแล้วว่าคดีมีมูล


 


ภายหลังการประชุมซึ่งใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง พล.ต.ต.สุรสีห์ สุนทรศารทูล รอง ผบช.ภ.3 เปิดเผยว่า คณะกรรมการมีความเห็นว่า การกล่าวอ้างถึงสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ควรจะกล่าวในวาระหรือโอกาสที่เป็นมงคลหรือวันสำคัญ ถือว่าเป็นการเทิดพระเกียรติ ไม่ใช่มากล่าวอ้างตามอำเภอใจเมื่อใดหรือสถานที่ใดก็ได้ โดยเฉพาะการกล่าวอ้างถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ในลักษณะที่เป็นการใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายชื่อเสียงของบุคคลอื่น โดยหวังผลประโยชน์ของตนเอง ซึ่งก่อให้เกิดความสับสนและเข้าใจผิดในหมู่ประชาชน ถือเป็นการกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์


 


ดังนั้น คณะกรรมการจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การกระทำของนายสนธิ และ น.ส.สโรชา เข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 คือ การดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และรัชทายาท ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 15 ปี


 


สำหรับการดำเนินการขั้นต่อไปนั้น ก็คือการออกหมายจับ ซึ่งได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.สมพิศ ชนะมี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยโสธร (ผบก.ภ.จว.ยโสธร) นำสำนวนคดีไปขออำนาจศาลจังหวัดยโสธรเพื่อออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งหมดในวันนี้ (23 พ.ย.) จากนั้นพนักงานสอบสวนจะสอบปากคำผู้ต้องหา และรวบรวมพยานหลักฐานประกอบสำนวนคดีอย่างครบถ้วน เพื่อเสนอต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นผู้พิจารณาสั่งคดีในขั้นตอนสุดท้าย


 


"คดีนี้พนักงานสอบสวนไม่ออกหมายเรียกก่อนขอออกหมายจับ เพราะคณะกรรมการเห็นว่า ในการออกหมายเรียกหรือหมายจับเป็นเรื่องการก้าวล่วงในสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพราะฉะนั้นต้องมีองค์กรกลางซึ่งเป็นกลางในการดำเนินการจับกุม คือศาล และศาลจะเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัยว่า ความเห็นของพนักงานสอบสวนที่จะขอออกหมายจับนั้นศาลเห็นด้วยหรือไม่ เมื่อผลออกมาอย่างไร เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องปฏิบัติตามนั้น" พล.ต.ต.สุรสีห์ กล่าว


 


http://www.bangkokbiznews.com/2005/11/23/w001reg_54753.php?news_id=54753