ข่าวมอนิเตอร์ประจำวันที่ 17 พฤศจิกายน 2550

การเมือง


กกต.มีมติห้าม 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทำกิจกรรมทางการเมือง


ศูนย์ข่าวแปซิฟิค - นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงภายหลังการประชุม กกต. ว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณากรณีที่พรรคการเมืองขอหารือเกี่ยวกับการปราศรัยหาเสียงและการดำเนินกิจกรรมของ 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิทางการเมือง โดยที่ประชุมมีมติว่า อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ไม่สามารถปราศรัยร่วมหาเสียง ถ่ายรูปคู่กับผู้สมัคร เป็นวิทยากรให้กับพรรคการเมือง รวมถึงการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะปราศรัยช่วยพรรคพลังประชาชน ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ด้วย


   


ประธาน กกต. กล่าวต่อว่า ที่ประชุม กกต. ยังมีมติห้ามให้ 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ และการสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมือง โดยมติของ กกต. จะมีผลผูกพันไปทุกพรรค ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการลิดรอนสิทธิทางการเมืองใด ๆ แต่เป็นการตอบข้อหารือของนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ที่ได้หารือเรื่องการปราศรัยหาเสียง ขณะที่พรรคเพื่อแผ่นดิน หารือเรื่องการดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานโยบายและยุทธศาสตร์ และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน หารือถึงเรื่องการสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ซึ่งตามกฎหมายบังคับว่าต้องตอบข้อหารือภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับข้อหารือ เราก็ต้องทำหน้าที่ ส่วนจะมีการฟ้องร้องหรือไม่ เป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณา


   


ส่วน สิ่งที่ได้มีการกระทำไปก่อนหน้านี้ ทั้งการจัดสรรผู้สมัครลงเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชน การช่วยผู้สมัครหาเสียง ถือว่ามีความผิดสำเร็จแล้ว จะสามารถไปร้องต่อ กกต.ได้หรือไม่ ประธาน กกต. กล่าวว่า ต้องไปที่ศาล การที่ กกต. มีมติเป็นเพียงความเห็น แต่หากใครเห็นว่า การกระทำมีความผิดเกิดขึ้น ก็ไปร้องทุกข์ดำเนินคดีเอง


 


 


"สมัคร" ชี้ ตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล ให้คุยหลังเลือกตั้ง "เรืองโรจน์" ไม่ห่วงโยกย้ายทหาร ลั่น พปช.ไม่อาฆาต คมช.


เว็บไซต์แนวหน้า -สำหรับบรรยากาศที่เวทีปราศรัย เมื่เวลา 17.00 น. นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เดินทางมาถึงเวทีการปราศรัย พร้อมด้วยแกนนำพรรค ทั้งนี้ได้มีการเปิดตัวผู้สมัครส.ส.กทม.ทั้ง 36 คน ร่วมทั้งผู้สมัครส.ส.สัดส่วน กลุ่ม 6 ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าด้านหลังเวทีปราศรัยในวันนี้ บรรดาอดีตกรรมการบริหารพรรคทั้ง111 คน ที่ปกติแล้วทุกครั้งเมื่อมีการปราศรัยของพรรคพลังประชาชน บุคคลกลุ่มนี้จะมาสังเกตการณ์อยู่เสมอ แต่ในการปราศรายครั้งนี้ไม่มีอดีตกรรมการเดินทางมาร่วมสังเกตการแต่อย่างใด


 



โดยนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ก่อนปราศรัยถึงกรณีที่ผบ.ทบ.โยกย้ายนายทหาร 84 นาย ซึ่งเป็นการสั่งโยกย้ายกำลังในช่วงการเลือกตั้งว่า ตนคิดว่าเมื่อเปลี่ยนคนใหม่นโยบายก็เปลี่ยน แต่ก็มองในแง่ดี ซึ่งตนจะปราศรัยในประเด็นนี้ด้วย ส่วนกรณีที่พล.อ.ชวลติ ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เสนอให้มีการตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลนั้น ตนเห็นว่าควรให้มีการเลือกตั้งก่อน ให้มีการนับคะแนนก่อนแล้วค่อยคุย เรื่องนี้มีคนในพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คือนายสุริยะใส กตะศิลา ออกมาพาดพิงถึงตนว่าคนที่มีพฤติกรรมอย่างนี้ไม่น่าเป็นรัฐบาลนั้น อย่างนี้ก็ต้องย้อนกลับไปดูตนเอง ส่วนกรณีของหนังสือ "บันลือโลกฆ่าตัดตอน2500 ศพ แพะรับบาป8,000 คน"นั้น ตนจะอธิบายให้ฟังว่า ตำรวจเห็นว่าเป็นสิ่งที่ส.ส.ควรรู้ก็เลยนำไปแจก ซึ่งพรรคพลังประชาชนไม่เกี่ยวข้อง คนที่จะใส่ร้ายคนอื่นต้องดูให้ดีก่อน เพราะพี่ชายคนเขียนก็เป็นตำรวจ และออกมารับรองให้แล้ว สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ ตนไม่รู้สึกกดดันอะไร ทำไมต้องกดดัน ตนไม่ได้ทำอะไรผิด ก็สบายๆไม่มีปัญหา


 



พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และอดีตคณะปฏิรูปการปกครองเพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) กล่าวว่า การโยกย้ายนายทหารครั้งนี้ เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นปี เพียงแต่ปีนี้มาเร็วเท่านั้น แต่ไม่เชื่อว่า จะเป็นการจัดทัพเพื่อรับเลือกตั้ง หรือเตรียมการปฏิวัติ น่าจะเป็นการคิดกันไปเองมากกว่า ซึ่งนายทหารหลายคนที่ได้รับแต่งตั้งครั้งนี้ก็มาตามลำดับชั้น ซึ่งตนยังเชื่อมั่นในตัวพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่ยืนยันว่าจะไม่มีการปฏิวัติแน่นอน เพราะเห็นการทำงานมานาน และหากพรรคได้มาเป็นรัฐบาล จะไม่อาฆาตมาดร้ายคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) มิฉะนั้นบ้านเมืองจะไม่มีทางสงบ


 



จากนั้นเวลา 17.45 น. นายสมัคร ได้ขึ้นเวทีปราศรัย โดยมีประชาชนที่มาฟังการปราศรัยชูธงพรรคพลังประชาชนพร้อมกับโหเสียงร้องต้อนรับนายสมัคร ซึ่งนายสมัครได้เรียกบรรดาแกนำให้ขึ้นมายืนอยู่บนเวทีพร้อมกัน พร้อมทั้งได้บอกกับประชาชนที่มาฟังการปราศรัยว่าได้กรุณานั่งลงก่อน


 



 


"หมัก"ปิดท้ายอัด กม.มั่นคง - ด่า รธน. - แว้งขย้ำสื่อตามระเบียบ


ผู้จัดการออนไลน์ -นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวบนเวทีปราศรัยใหญ่ของพรรคที่ท้องสนามหลวงเมื่อคืนวันที่ 16 พ.ย.ว่า การที่มีความพยายามออก พ.ร.บ.ความมั่นคงในราชอาณาจักรทั้งที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติเหลือเวลาไม่นานและเป็นกฎหมายที่ขัดรัฐธรรมนูญ และขี่คอรัฐธรรมนูญอย่างร้ายกาจ เรื่องนี้เป็นเรื่องปลายเหตุ ต้นเหตุตนได้รับเอกสาร ถอดเทปการสนทนาของบุคคลคนหนึ่งที่ไปปาฐกถาในวันที่ 26 ก.ย. 3-4 วันก่อนพ้นตำแหน่ง ไปพูดแล้วให้ผู้ใต้บังคับบัญชาถอดเทปเป็นเอกสารยาวแจกไปทุกหน่วย ข้อความที่พูดแสดงให้เห็นว่า คนๆ นี้ยังตามล่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เลิกโดยระบุว่า นโยบายประชานิยมคนที่คิดและเขียนเป็นนโยบายนั้นต้องการทำลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น บ้าชัดๆ แสดงให้เห็นว่า การเมืองยังเล่นกันไม่จบไม่สิ้น แต่ตนจะไม่แจกเอกสาร จะเอาไว้อ่านเอง


   


นายสมัครกล่าวต่อว่า การที่ทำแบบนี้ แสดงให้เห็นว่าการเมืองมันเล่นการเมืองไม่จบไม่เลิก มาบอกว่านักการเมืองที่มาทำงานต้องการแข่งกับเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน พูดแบบนี้แบ่งแยกประชาชน แบ่งแยกนักการเมือง ตอนนี้ก็จะเลือกตั้งอยู่แล้วทำไมต้องมาจงเกลียดจงชังกับพรรคการเมืองพรรคนี้ มันเรื่องอันตรายของบ้านเมืองนี้นะ ที่อยู่ดีๆ จะมาชี้หน้าว่าไม่จงรักภักดี จะเอาเขาให้ตายทั้งครอบครัว เอาให้สูญพันธุ์ ใครกินปูนก็ร้อนท้อง พรุ่งนี้ก็ออกมาแถลงข่าวเล่นกันแบบนี้แล้วจะมีประชาธิปไตยได้อย่างไร พวกที่เลวคือ คนเขียนรัฐธรรมนูญแล้วมาบังคับให้ประชาชนรับ มันเลวจนใช้ไม่ได้ ถ้าใช้ต่อไปบ้านเมืองจะวายวอด


   


นายสมัครกล่าวว่า มีคนบอกว่าตนหยาบคายต่ำช้าที่ตนบอกว่ารัฐธรรมนูญเฮงซวย แล้วก็มีคนบอกว่าตนต้องไปวัดวุฒิภาวะที่ตอบโต้เรื่องเสพเมถุน มาคาดคั้นจะเอากับตนให้ได้ ตนตอบไปแบบนั้นก็สมควรแล้ว จน นสพ.ไทยรัฐ คอลัมน์ไต้ฝุ่นบอกว่า ไม่ต้องเสนอข่าวของตนนั้น ขอถามว่าสื่อเป็นพ่อคนทั้งเมืองหรือ พาดข่าวเล่นงานนักการเมืองจนเสียหายและสกปรกได้ ขอถามว่า สื่อสะอาดนักหรือ เมื่อโดนย้อนบ้างก็จะเป็นจะตาย ตนปากกับใจตรงกัน คบได้ ไม่เหมือนไอ้พวกหน้าใสบางคนที่ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ มันคบไม่ได้ และวันนั้นไอ้หนุ่มหน้าใส นักข่าวยังไม่เลิกบอกว่าตนก้าวร้าว เป็นนายกฯไม่ได้ ตนรู้ตัวดี มีวุฒิภาวะ ตนไม่ดีเบตกับพรรคใดทั้งนั้น ตนไม่โง่


   


"พรุ่งนี้สันนิษฐานได้ว่า ข่าวของผมไม่มี เพราะวันนี้ผมพูดดึกไปลงข่าวไม่ทัน ทีวีก็กลับไปแล้ว"นายสมัครกล่าว จากนั้นได้ปิดเวทีปราศรัยในเวลา 22.15 น.


 


 


คตส.ขอข้อมูลป.ป.ช."ทักษิณ"รวยผิดปกติ


เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ- นายแก้วสรร อติโพธิ กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ในฐานะอนุกรรมการไต่สวน กรณีกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กระทำความผิดทางกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานราชการแผ่นดิน ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ เพื่อเอื้อประโยชน์ธุรกิจต่อตนเองและพวกพ้อง ที่มีนายกล้านรงค์ จันทิก เป็นประธาน เปิดเผยว่า อนุกรรมการฯ จะเข้าไปตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หลังพ้นจากตำแหน่ง 1 ปี เพื่อนำข้อมูลมาประกอบในสำนวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่พ.ต.ท.ทักษิณ กรณีใช้อำนาจเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวกพ้อง และร่ำรวยผิดปกติ


 



ทั้งนี้ ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 30 ให้อำนาจ คตส.เข้าไปตรวจสอบเรื่องดังกล่าวได้ จึงต้องมีการประสานงานไปยังป.ป.ช.เพื่อขอรายการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของพ.ต.ท.ทักษิณ อย่างเป็นทางการอีกครั้ง



"การเข้าไปตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินหนี้สินของพ.ต.ท.ทักษิณ หลังพ้นตำแหน่ง 1 ปี ครั้งนี้ อาจทำให้วันที่ 19 พ.ย.นี้ ยังไม่สามารถเสนอให้ที่ประชุมคตส.ชุดใหญ่พิจารณาหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาพ.ต.ท.ทักษิณอย่างเป็นทางการได้ เนื่องจากต้องรอตรวจสอบให้เรียบร้อยก่อน"


 



นายแก้วสรรยังกล่าวว่า วานนี้ (16 พ.ย.) นางชวนพิศ ฉายเหมือนวงศ์ อดีตผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) หนึ่งในผู้ถูกตั้งข้อกล่าวหาการทุจริตก่อสร้างบ้านเอื้ออาทร โครงการร่มเกล้า-บางพลี ได้เดินทางเข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา โดยนางชวนพิศถือเป็นผู้ถูกกล่าวหารายสุดท้ายที่เข้าชี้แจง หลังจากนี้อนุกรรมการฯ จะนำคำแก้ข้อกล่าวหาของบุคคลต่างๆ มาพิจารณา เพื่อดูว่าจะต้องเรียกพยานที่ผู้ถูกกล่าวหาร้องขอมาสอบปากคำเพิ่มเติมหรือไม่ แต่ยืนยันว่าจะสรุปผลการไต่สวนเสนอให้ที่ประชุมคตส.ชุดใหญ่พิจารณาได้ภายในเดือนธ.ค.นี้อย่างแน่นอน


 



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางชวนพิศใช้เวลาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่ออนุกรรมการกว่า 7 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น.โดยก่อนหน้านี้ คตส.ได้แจ้งข้อกล่าวหานางชวนพิศและเจ้าหน้าที่ กคช.รวมถึงบริษัทเอกชน ข้อหาร่วมกันทุจริตหาผลประโยชน์จากการขายที่ดิน เนื่องจากตรวจสอบพบว่าการเคหะฯ ขายที่ดินเปล่าในราคาประเมินจริง 470 ล้านบาท ให้กับบริษัท เดวา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ในราคา 612 ล้านบาท สูงกว่าราคาจริง 142 ล้านบาท และนำผลส่วนต่างที่ได้ไปจ่ายเป็นโบนัสให้กับพนักงาน กคช. 52 ล้านบาท จึงถือว่าผู้ถูกตั้งข้อกล่าวหาร่วมกันใช้อำนาจหน้าที่เพื่อเอื้อประโยชน์จากโครงการ


 



นอกจากนี้ เปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนเข้ามาจับเสือมือเปล่าราคาที่ดินและค่าก่อสร้างได้กำไรไปรวม 326 ล้านบาท โดยแบ่งให้การเคหะฯ 142 ล้านบาท และบริษัทเอกชนอีก 184 ล้านบาท จากการก่อสร้างบ้านเอื้ออาทรโครงการร่มเกล้า-บางพลี ที่เข้ามาซื้อที่ดินเปล่า และตั้งโครงการขึ้นมาก่อสร้างมีมูลค่า 4,285 ล้านบาท โดย คตส.ตรวจสอบพบมีมูลค่าก่อสร้างจริงเพียง 4,101 ล้านบาท


 


 


คุณภาพชีวิต


ปรับกองทุนหมู่บ้านสอดรับศก.พอเพียง


ผู้จัดการรายวัน - ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ที่มีนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้เห็นชอบแผนดำเนินงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองปี 2551 ที่จะปรับทิศทางดำเนินงานให้สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมากยิ่งขึ้น และจะยกระดับให้กองทุนหมู่บ้านให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ การเงิน และมีบทบาทที่มากกว่าเดิมที่มีหน้าที่จัดการเงิน ไปสู่การมุ่งสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม ระบบสวัสดิการชุมชน พร้อมกันนี้ได้วางเป้าหมายให้กองทุนหมู่บ้านมีความพร้อมที่จะยกระดับเป็นนิติบุคคล และพัฒนาเป็นสถาบันการเงินชุมชนและเกิดการเชื่อมโยงเป็นโครงข่ายองค์กรการเงินชุมชนในระดับต่างๆ ตั้งแต่ระดับหมู่บ้านจนถึงระดับประเทศ และมีโครงข่ายระบบสวัสดิภาพ และสวัสดิการตั้งแต่ระดับหมู่บ้านจนถึงระดับประเทศตลอดจนมีฐานข้อมูลกลางระดับประเทศที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการและการเข้าถึงของประชาชนผู้สนใจ โดยได้วางแนวทางดำเนินงานไว้ 6 ด้าน คือ


   


1.การพัฒนาคุณภาพและศักยภาพการดำเนินงาน เช่น การกำหนดมาตรฐานการบริหารจัดการและพัฒนากองทุนหมู่บ้านเป็นสถาบันการเงินชุมชนต้นแบบตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง การส่งเสริมรูปแบบบริหารจัดการกองทุนในแนวริเริ่มสร้างสรรค์


   


2.การพัฒนาเครือข่ายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เช่น การส่งเสริมบทบาทการเชื่อมโยงเครือข่ายกองทุนกับเครือข่ายการพัฒนาอื่นทั้งภาคประชาชนภาคประชาสังคมและภาครัฐ


   


3.การจัดการความรู้ ได้แก่ การบริหารจัดการกองทุน การรณรงค์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการทำต้นแบบสถาบันการเงินชุมชน


   


4.ให้คงมีคณะอนุกรรมการสนับสนุนและติดตามกองทุนหมู่บ้านระดับจังหวัดและอำเภอทำหน้าที่ต่อไป โดยส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างคณะอนุกรรมการฯกับเครือข่ายกองทุนฯ


   


5.เพิ่มขีดความสามารถของสำนักงานกองทุนหมู่บ้านฯ ให้มีความริเริ่มสร้างสรรค์อิสระและคล่องตัว มีการปรับโครงสร้างส่วนกลางให้สอดคล้องกับภารกิจการจัดการความรู้แก่กองทุนหมู่บ้าน และเครือข่างคณะกรรมการกองทุนหมุ่บ้านทุกระดับ และจัดตั้งสำนักงานสาขาจำนวน 13เขต เพื่อให้ประสานงานกับคณะอนุกรรมการสนับสนุนระดับจังหวัดและอำเภอ และเป็นหน่วยเสริม สนับสนุนการบูรณาการการเรียนรู้ การเงินและสวัสดิการชุมชน รวมถึงทำหน้าที่ติดตามประเมินผล


   


6.ให้จัดทำการประชาสัมพันธ์แผนงาน โครงการต่าง ๆ โดยใช้สื่อวงกว้างและสื่อในชุมชน


   


ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตามแนวทางข้างต้นจะใช้งบประมาณปี 2551 จำนวน 100 ล้านบาทในการดำเนินงาน และจากที่ต้องมีการปรับโครงสร้างสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ที่ประชุมครั้งนี้จึงเห็นชอบให้ยกเลิกระเบียบคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ว่าด้วยการแบ่งส่วนงาน และหน้าที่ของส่วนงานเพื่อเปลี่ยนมาเป็นโครงสร้างแบบใหม่ด้วย


 


 


เศรษฐกิจ


'อาเซียน'เดินหน้า'ประชาคมเศรษฐกิจ'
ผู้จัดการรายวัน -การประชุมระดับผู้นำของสมาคมอาเซียน ที่จะเริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์(18)นี้ เตรียมลงมติรับรองเอกสาร "พิมพ์เขียวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน" ซึ่งเป็นแผนแม่บทในการก้าวสู่ความเป็นตลาดอันหนึ่งอันเดียวกันภายในปี 2015 อย่างไรก็ตาม บรรดานักเฝ้าติดตามมองว่า สมาคมภูมิภาคแห่งนี้จะประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ได้แค่ไหน ยังขึ้นอยู่กับการลงมือปฏิรูปด้านต่างๆ ที่ต้องมีความเจ็บปวด อีกทั้งยังอาจถูกขัดขวางทัดทานจากระบบงานที่ไร้ประสิทธิภาพ, กลุ่มเสียประโยชน์, ตลอดจนกลเม็ดถ่วงเวลาต่างๆ


ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่สิงคโปร์ระหว่างวันที่ 18-22 คราวนี้ นอกจากจะมีการลงนามใน "กฎบัตรอาเซียน" แล้ว เอกสารสำคัญอีกฉบับหนึ่งที่จะมีการเซ็นกันก็คือ พิมพ์เขียวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน อันเป็นแผนแม่บทซึ่งระบุบรรดามาตรการและการปฏิบัติการที่ต้องลงมือทำก่อน ในการดำเนินงานเปลี่ยนอาเซียน ให้กลายเป็นภูมิภาคซึ่งมีการเคลื่อนย้ายสินค้า, บริการ, การลงทุน, แรงงานมีฝีมือ โดยเสรี และการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เสรียิ่งขึ้น ภายในปี 2015

เจ้าหน้าที่ด้านการค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผู้หนึ่ง กล่าวกับเอเอฟพีโดยขอไม่ให้ออกนามว่า "กุญแจสำคัญที่สุดคือเจตนารมณ์ทางการเมือง ถ้าประเทศต่างๆ ไม่ได้มีเจตนารมณ์ทางการเมืองอันมุ่งมั่นที่จะผลักดันการปฏิรูปต่างๆ เหล่านี้ แผนการนี้ก็จะเป็นเพียงความฝันเท่านั้น"


"ตัวอย่างเช่น รัฐบาลของบรรดาชาติสมาชิกสามารถที่จะต่อต้านแรงกดดันจากกลุ่มผลประโยชน์ภายในประเทศ ซึ่งคัดค้านการอนุญาตให้สายการบินต่างชาติเข้ามาให้บริการในเส้นทางบินภายในประเทศได้หรือเปล่า"


พวกนักวิเคราะห์ต่างชมเชยอาเซียน ที่ได้ตัดสินใจร่นตารางเวลาการบูรณาการกันทางเศรษฐกิจให้เร็วขึ้น 5 ปี จากปี 2020 เป็น 2015 แต่พวกเขาก็บอกด้วยว่า สมาคมวัย 40 กะรัตแห่งนี้จะต้องทำภารกิจอันลำบากยากยิ่ง หากจะสร้างตลาดและฐานการผลิตที่เป็นหนึ่งเดียวขึ้นมา


การปฏิรูปเหล่านี้บางอย่างก็อาจต้องสู้รบกับกลุ่มผลประโยชน์ภายในประเทศ ที่ไม่อยากสูญเสียสิ่งที่ตนเองเคยครอบงำอยู่ ตลอดจนอาจต้องเจอแรงต่อต้านจากพวกเจ้าหน้าที่ในกระทรวงทบวงกรมอย่างเช่น ศุลกากร อันเป็นแหล่งคอร์รัปชั่นใหญ่ในบางประเทศ นักวิเคราะห์เหล่านี้ชี้


นอกจากนั้น เรื่องที่กำลังทำให้สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนยุ่งยากขึ้นไปอีกก็คือ ความแตกต่างไม่เท่าเทียมกันระหว่างพวกสมาชิกที่ค่อนข้างพัฒนามากกว่าของอาเซียน อย่างเช่น บรูไน, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, และไทย และพวกรัฐสมาชิกซึ่งรายได้ต่ำกว่าอย่าง กัมพูชา, ลาว, พม่า, และเวียดนาม


ในก้าวแรกของการบูรณาการนี้ อาเซียนได้ตกลงที่จะดำเนินการให้เกิดความคืบหน้าก่อนในสินค้าและบริการต่างๆ รวม 12 สาขา อันได้แก่ สินค้าเกษตร, สินค้าประมง, ยานยนต์, ผลิตภัณฑ์ไม้, ยางพารา, สิ่งทอ, อิเล็กทรอนิกส์, การท่องเที่ยว, การบิน, เทคโนโลยีสารสนเทศและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง, โลจิสติกส์, และการบริการด้านสุขภาพ โดยมุ่งที่จะขจัดเครื่องกีดขวางทั้งที่เป็นภาษีและมิใช่ภาษีศุลกากร ให้หมดสิ้นไปภายในปี 2010


ที่ประชุมรัฐมนตรีขนส่งของอาเซียนได้ตกลงกันในเดือนพฤศจิกายนนี้เกี่ยวกับการเปิดน่านฟ้าเสรี โดยให้สายการบินแห่งชาติของแต่ละฝ่าย สามารถเปิดเที่ยวบินระหว่างเมืองหลวงของชาติสมาชิกได้ก่อนสิ้นปี 2008 และจากนั้นก็อาจขยายต่อไปให้ครอบคลุมถึงเมืองใหญ่แห่งที่สองของแต่ละชาติด้วย


อย่างไรก็ตาม ไมก์ บาร์เคลย์ รองประธานกรรมการบริหารส่วนภูมิภาค ของสมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (ไออาตา) ให้ความเห็นว่า อาเซียนยังจะต้องเดินกันไปอีกไกล ในเรื่องการเปิดเสรีภาคการบินนี้


"เราไม่เห็นว่ามีการผ่อนคลายใดๆ ในเรื่องมาตรการควบคุมการถือครองกรรมสิทธิ์ของต่างชาติ ... เรามองไม่เห็นโอกาสที่สายการบินต่างๆ จะไปเปิดเที่ยวบินภายในประเทศในชาติสมาชิกอาเซียนอีกชาติหนึ่ง" เขากล่าวต่อที่ประชุมด้านการบินที่สิงคโปร์เดือนที่แล้ว


ทางด้านสถาบันธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย อันเป็นหน่วยงานศึกษาวิจัยของธนาคารแห่งนี้ ได้ระบุในรายงานฉบับเร็วๆ นี้ ถึงการปฏิรูปอย่างมโหฬารบางประการซึ่งรัฐสมาชิกอาเซียนต้องดำเนินการ


"การปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่วางรากฐานอยู่ที่ความรู้ เป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวดสำหรับมาเลเซียและไทย และการปฏิรูปด้านสถาบันและด้านธรรมาภิบาล ตลอดจนการฟื้นฟูการลงทุนด้านภูมิอากาศที่ดี ควรถือเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นของอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์" รายงานนี้กล่าว


สำหรับกัมพูชา, ลาว, พม่า, และเวียดนามนั้น สถาบันแห่งนี้ชี้ว่า จำเป็นต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการขนส่งและการสื่อสาร รวมทั้งยังจำเป็นต้องมีระบบทางด้านกฎหมาย, ระบบศาลยุติธรรม, และระบบด้านธรรมาภิบาล ตลอดจนต้องมีกำลังแรงงานที่มีฝีมือ


"ประเทศเหล่านี้ยังคงไม่มีความพร้อมสำหรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรอก" เป็นทัศนะของ ฮีโร คัตสึมาตะ นักวิเคราะห์แห่งสถาบัน เอส. ราชารัตนัม เพื่อการระหว่างประเทศศึกษา ในสิงคโปร์


เขาแนะว่า รัฐอาเซียนที่มั่งคั่งกว่าทั้ง 6 อาจรวมตัวกันเป็นแกนกลางของประชาคมเศรษฐกิจนี้ภายในปี 2015 จากนั้นจึงให้รัฐสมาชิกที่ยากจนกว่าเข้ามาสมทบทีหลัง


 


 


ต่างประเทศ


พนักงานรถไฟของฝรั่งเศสผละงานประท้วงต่อเนื่องเป็นวันที่ 3


กรมประชาสัมพันธ์ - พนักงานรถไฟของฝรั่งเศสผละงานประท้วงในวันนี้เป็นวันที่ 3 ติดต่อกันแล้ว ส่งผลให้เกิดปัญหาการคมนาคมขนส่งอย่างต่อเนื่อง และคาดว่า อาจจะยังไม่มีการให้บริการรถไฟจนถึงวันสุดสัปดาห์นี้ เนื่องจากสหภาพแรงงานรถไฟยืนยันจะรอจนกว่าการเจรจา 3 ฝ่าย ระหว่างรัฐบาล สหภาพแรงงานและนายจ้างจะสามารถ  ทำข้อตกลงกันได้เกี่ยวกับการปฏิบัติตามเงื่อนไขต่าง ๆ


 



ส่วนที่เยอรมนีก็เผชิญกับการประท้วงของพนักงานรถไฟครั้งที่วุ่นวายที่สุดในประวัติศาสตร์ต่ออีกในวันนี้เป็นวันที่ 2 ทำให้ผู้โดยสารได้รับความเดือดร้อนและการขนส่งสินค้าในหลายพื้นที่ต้องหยุดชะงักลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของเยอรมนีโดยตรง อย่างไรก็ตามคาดว่า การให้บริการจะเริ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่งในเช้าวันพรุ่งนี้เวลา 08.00 น. โดยพนักงานรถไฟเรียกร้องให้บริษัทดอยช์ บานห์ ผู้ประกอบการปรับปรุงเงื่อนไขการทำงานและปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานด้วย .



 


ศาลอุทธรณ์ซาอุ เพิ่มโทษ สตรีที่ถูกรุมโทรม ในคดีแบ่งแยกเชื้อชาติ


ศูนย์ข่าวแปซิฟิค -ศาลอุทธรณ์ของซาอุดิอาระเบีย เพิ่มการลงโทษโบยและจำคุกสตรีที่ถูกรุมโทรม ฐานมีเพศสัมพันธ์กับคนต่างเผ่าพันธุ์ โดยในตอนที่ถูกทำร้ายนั้นเธออยู่ในรถยนต์คันเดียวกับชายอื่นที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือด และการที่เธอขออุทธรณ์คดีนั้น ผู้พิพากษาก็เห็นว่าเป็นความพยายามชักนำสื่อมวลชนเข้ามากดดันผู้พิพากษาด้วย หนังสือพิมพ์ ดิ อาหรับนิวส์ รายงานว่าสตรีวัย 19 ปีจากชนเผ่าชีอะห์ในซาอุดิอาระเบีย ถูกรุมโทรมถึง 14 ครั้งในจังหวัดทางตะวันออกเมื่อประมาณ 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา โดยมีชาย 7 คนจากชนเผ่าซุนนี่ห์ถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงฐานข่มขืน ทั้งหมดรับโทษจำคุกตั้งแต่ไม่ถึง 1 ปีไปจนถึง 5 ปี แต่สตรีที่ตกเป็นเหยื่อก็ถูกลงโทษเช่นกันในความผิดเกี่ยวกับการแบ่งแยกเชื้อชาติ ที่ห้ามความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงที่มีเชื้อชาติต่างกัน


   


นอกจากนี้ยังถูกโบย 90 ครั้งฐานอยู่ในรถยนต์ของชายแปลกหน้า แต่เมื่อเธออุทธรณ์คดีโทษโบยก็เพิ่มขึ้นเป็น 200 ครั้งและจะถูกจำคุก 6 เดือน อย่างไรก็ตามผู้พิพากษาได้ตัดสินเพิ่มโทษกลุ่มผู้ต้องหาอีก 2 เท่าเช่นกัน ทั้งที่มีการแสดงความเห็นว่าพวกเขาสมควรถูกประหารชีวิต ส่วนทนายความของเหยื่อถูกสั่งให้ออกจากการทำคดีนี้ ทั้งถูกยึดใบอนุญาตประกอบอาชีพ และ ถูกคุมประพฤติด้วย


 


 


เล็งตั้งองค์กรป้องกันสิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์


เว็บไซต์คมชัดลึก -สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันศุกร์ (16 พ.ย.) ว่าคณะนักวิทยาศาสตร์ และตัวแทนรัฐบาลจากหลายประเทศทั่วโลก กำลังเตรียมจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูแลเรื่องวิกฤติความหลากหลายทางชีวภาพบนโลกใบนี้ เลียนแบบคณะทำงานระหว่างรัฐบาลเรื่องสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง (ไอพีซีซี) ขององค์การสหประชาชาติ เนื่องด้วยข้อมูลจากสมาคมอนุรักษ์โลก (ไอยูซีเอ็น) ชี้ว่า 1 ใน 4 ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 1 ใน 8 ของสัตว์ปีก 1 ใน 3 ของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ และ 70% ของพืช กำลังเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในปัจจุบัน


 



การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อจัดตั้งเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญขึ้นมาทั่วโลกแบบเดียวกับไอพีซีซี แล้วออกรายงานเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพของโลกใบนี้ที่ทันต่อเหตุการณ์เป็นระยะๆ เนื่องด้วยการสูญพันธุ์ของสัตว์และพืชอยู่ในความสนใจของคนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักการเมือง น้อยกว่าเรื่องการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เห็นเป็นรูปธรรมกว่าด้วยการสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ ทั้งยังคุกคามต่อชีวิตมนุษย์โดยตรง ทำให้มีการดำเนินงานเพื่อป้องกันเรื่องนี้กันอย่างแข็งขันมากกว่า


 



ด้านนายวายโว เดอ โบเออร์ เลขาธิการการประชุมด้านสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงแห่งสหประชาชาติ กล่าวเตือนว่า โลกจะตกอยู่ในปัญหาร้ายแรงหากบรรดาผู้นำประเทศต่างๆ ไม่บรรลุข้อตกลงกันให้ได้ในการประชุมด้านสภาพอากาศของยูเอ็น ซึ่งจะมีขึ้นที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ในเดือนหน้า ทั้งยังกล่าวด้วยว่า รัฐบาลล้าหลังภาคธุรกิจมากในการรับมือกับความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า


 



นายเดอ โบเออร์ กล่าวนอกรอบการประชุมโอเปคที่ซาอุดีอาระเบีย เรียกร้องให้ทั่วโลกหันมาคุยกับเรื่องน้ำมัน และสิ่งแวดล้อมได้แล้ว โดยกล่าวว่า โลกไม่สมควรจะมีสงครามน้ำมันเกิดขึ้น เพราะมีพลังงานหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานจากฟอสซิล พลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ รวมไปถึงพลังงานนิวเคลียร์ที่สามารถนำมาใช้เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการปล่อยก๊าซโลกร้อนในปริมาณที่ต่ำ



  


นายเดอ โบเออร์ กล่าวด้วยว่า ทุกประเทศในโลกต้องเริ่มลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้แล้ว และไม่ควรจะทำธุรกิจแบบที่กำลังทำกันอยู่ และว่ามีสัญญาณชัดเจนว่าหลายประเทศเต็มใจที่จะเจรจาให้คืบหน้าในบาหลี แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าพอมาถึงโต๊ะเจรจา ต่างฝ่ายต่างต้องการให้ปัญหาของตนได้รับการแก้ไขมากที่สุด จึงทำให้ตกลงกันไม่ค่อยได้


 


 


ปากีสถานเลิกกักบริเวณบุตโต


เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ -ปากีสถานเลิกกักบริเวณอดีตนายกรัฐมนตรีเบนาซีร์ บุตโต และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนอีกคนหนึ่ง วานนี้ (16 พ.ย.) ก่อนหน้าที่นายจอห์น เนโกรปอนเต รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศสหรัฐ จะเดินทางถึงกรุงอิสลามาบัด เพื่อโน้มน้าวให้มีการยกเลิกภาวะฉุกเฉิน


 



นางบุตโตถูกกักบริเวณในบ้านพักของคนสนิทที่เมืองละฮอร์ และปรากฏว่าเมื่อวันพฤหัสบดี (15 พ.ย.) มีผู้เสียชีวิต 3 คนจากเหตุประท้วงการกักบริเวณเธอ


 



"ได้มีการยกเลิกคำสั่งกักบริเวณแต่ตำรวจยังรักษาความปลอดภัยตามปกติแก่นางบุตโต" เจ้าหน้าที่ระดับสูงรัฐปัญจาบเผย


 



ด้านสหรัฐได้แสดงสัญญาณว่ากำลังหมดความอดทนกรณีที่ นายมูชาร์ราฟประกาศใช้ภาวะฉุกเฉิน ล่าสุดนายโรเบิร์ต เกตส์ รัฐมนตรีกลาโหม ตั้งคำถามเกี่ยวกับศักยภาพของนายมูชาร์ราฟในการทำหน้าที่พันธมิตรของสหรัฐ ในสงครามกับเครือข่ายอัลไกดาและกลุ่มตาลีบัน


 



"ความสามารถของมูชาร์ราฟในการทำหน้าที่หุ้นส่วนในสงครามต่อต้านก่อการร้าย ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้าในปากีสถาน" นายเกตส์กล่าว


 



หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทมส์ รายงานอ้างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐ ที่ระบุว่าพวกเขาวิตกว่ามูชาร์ราฟอาจหลุดจากอำนาจในที่สุด ดังนั้นสหรัฐจึงควรจัดทำแผนการเพื่อรองรับเหตุการณ์นี้


 



ด้านพลเรือเอกไมเคิล มุลเลน ประธานเสนาธิการทหารร่วม กล่าวว่า เขามั่นใจว่าอาวุธนิวเคลียร์ของปากีสถานยังปลอดภัยในช่วงของการเกิดความตึงเครียดทางการเมือง


 



ขณะเดียวกัน นางบุตโตได้พยายามเพิ่มแรงกดดันมูชาร์ราฟด้วยการโทรศัพท์ถึงบรรดาแกนนำทางการเมือง เพื่อผนึกกำลังต้านมูชาร์ราฟ ทั้งยังพูดคุยกับกงสุลใหญ่อเมริกันเป็นเวลาถึง 2 ชั่วโมง


 



ในส่วนของประธานาธิบดี มูชาร์ราฟ ได้แต่งตั้งนายโมฮัมเหม็ดเมียน ซุมโร ประธานวุฒิสภาและพันธมิตรใกล้ชิดกับเขา ขึ้นทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี เพื่อดูแลประเทศก่อนการเลือกตั้งต้นเดือนม.ค.



การแต่งตั้งรักษาการนายกรัฐมนตรีมีขึ้นหลังจากสภาทำหน้าที่ครบวาระ 5 ปีเต็มเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของปากีสถาน


 



รายงานข่าวระบุด้วยว่าประธานาธิบดีมูชาร์ราฟได้ลงนามในคำสั่งเพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะมีอำนาจยกเลิกภาวะฉุกเฉิน แม้ในกรณีที่ลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพ


 



ทั้งนี้ มูชาร์ราฟประกาศใช้ภาวะฉุกเฉินเมื่อวันที่ 3 พ.ย. ในนามของผู้บัญชาการกองทัพ แต่เขาได้แก้ไขกฎระเบียบเพื่อให้ประธานาธิบดีเป็นผู้ยกเลิกภาวะฉุกเฉิน


 



การเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังจากเขาย้ำเจตนารมณ์ที่จะแขวนเครื่องแบบทหาร ตามคำเรียกร้องของนานาชาติ ทันทีที่ศาลสูงตัดสินว่าเขาชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 ต.ค.อย่างชอบธรรม


 



เจ้าหน้าที่คาดว่าศาลจะตัดสินเรื่องดังกล่าวภายในปลายเดือนพ.ย. ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ประธานาธิบดีมูชาร์ราฟลาออกจากตำแหน่งในกองทัพ และสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ในฐานะพลเรือน อย่างไรก็ตาม มูชาร์ราฟเคยกล่าวเป็นนัยว่าควรใช้ภาวะฉุกเฉินไปจนกว่าจะถึงการเลือกตั้ง



 

Comments

YSOSTUPID

ฟังกึ๋นประชาธิปัตย์เรื่องเศรษฐกิจแล้วมองออกแล้วว่า วาระประชาชน ที่แท้ก็คือภาระประชาชน ดีๆนี่เอง