ปัญหาแคดเมียมแม่ตาว... ถึงเวลาที่ต้องทำความจริงให้ปรากฏ

ศรีสุวรรณ จรรยา
กรรมการสิ่งแวดล้อม สภาทนายความ


           


คงไม่ใช่เรื่องซ้ำซาก ที่จะต้องกล่าวถึงปัญหาสารแคดเมียมแพร่กระจายในพื้นที่นาข้าวของชาวบ้านลุ่มน้ำแม่ตาว ลุ่มน้ำแม่กุ กว่า 12 หมู่บ้าน ในตำบลแม่ตาว ตำบลแม่กุ และตำบลพระธาตุผาแดง อำเภอแม่สอด จังหวัดตากขึ้นมาอีกครั้ง


หลังจากเฝ้าดูกระบวนการบริหารจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในฝ่ายภาครัฐมาเกือบ 5 ปี นับตั้งแต่สถาบันจัดการทรัพยากรน้ำนานาชาติ (International Water Management Institute: IWMI) ร่วมกับกรมวิชาการเกษตร เผยแพร่ผลการวิจัยปัญหาการปนเปื้อนของสารแคดเมียมในตัวอย่างดินและพืชในปริมาณที่สูงมากในพื้นที่ดังกล่าวมาตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ.2547 จวบจนปัจจุบัน


            สิ่งที่พบในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลคือ การแก้ผ้าเอาหน้ารอด ด้วยการจัดสรรงบประมาณ 92.1 ล้านบาทสั่งให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเข้าไปจัดซื้อข้าวของชาวบ้านมาทำลายทิ้งเสีย (รับซื้อเฉพาะปี พ.ศ.2547 - 2549) และพยายามส่งเสริมให้ชาวบ้านเปลี่ยนอาชีพจากทำนาข้าว ไปเป็นอาชีพอื่น และมีแผนงานอื่น ๆ ในการจัดการปัญหากว่า 10 แผนงานโดยใช้งบประมาณแผ่นดินไปกว่า 274 ล้านบาท โดยที่ยังเพิกเฉยหรือล่าช้าเกินสมควรต่อการพิสูจน์หาข้อเท็จจริงว่า ปัญหาดังกล่าวใครเป็นผู้ก่อปัญหา ตัวการที่แท้จริงคือใคร เพื่อที่จะได้นำไปสู่ข้อยุติในการเรียกร้องความรับผิดชอบของผู้ก่อปัญหาตามกฎหมาย เพื่อที่จะได้ไม่ต้องนำเงินภาษีของประชาชนทั้งประเทศไปแก้ปัญหา ให้กับผู้ประกอบการทำเหมืองแร่ซึ่งอาจจะเป็นหนึ่งในต้นเหตุของปัญหาหลักเพียงกลุ่มเดียว


            ที่ผ่านมา ความพยายามของหน่วยงานภาครัฐในการแก้ไขปัญหา ดูเหมือนจะแข็งขันเอาจริง เอาจัง กันแต่เฉพาะในช่วงที่ปัญหาถูกตีแผ่ผ่านหน้าสื่อสารมวลชนประเภทต่าง ๆ เท่านั้น แต่พอเรื่องราวนานวันขึ้น เมื่อข่าวคราวเงียบหายไป ความกระตือรือร้นของหน่วยงานภาครัฐก็เย่อหย่อนตามไปด้วย จนกระทั่งแทบจะไม่ทำอะไรเลยจนบัดนี้ ในขณะที่ปัญหาในพื้นที่ยังคงปรากฏ และแฝงอยู่ กับความเจ็บป่วยของชาวบ้านกว่า 6,000 ราย ที่มีสารแคดเมียมเจือปนอยู่ในเลือด กระดูก และปัสสาวะ (ในที่นี้มีระดับแคดเมียมสูงกว่าปกติ 844 ราย ไตวายและไตเสื่อม 40 ราย ไตเริ่มเสื่อม 219 ราย เป็นนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ 24 ราย ) กับการที่ต้องมาทนพิษ ทรมาน กับการเป็นโรคไต ไตวาย โรคกระดูกพรุน และล้มตายไปแล้วกว่า 13 ราย อันเนื่องมาจากการได้รับสารแคดเมียมที่ปนเปื้อนในข้าว ในพืชผัก ที่ต้องบริโภคกันยู่ทุกวันนั้น ยังไม่ได้รับการแก้ไขหรือช่วยเหลือ หรือทำอะไรให้ดีขึ้นกับปรากฏการณ์ที่เป็นอยู่


การแก้ไขปัญหาที่พอจะเห็นเป็นรูปธรรม คือ การส่งเสริมแกมบังคับให้ชาวบ้านเปลี่ยนพื้นที่จากพื้นที่นา ไปเป็นพื้นที่ไร่ เปลี่ยนวิถีชีวิต และวัฒนธรรมดั่งเดิมจากการเป็นชาวนา ทำนาข้าวที่เคยปลูกข้าวหอมมะลิที่มีชื่อเสียงของประเทศ ไปเป็นชาวไร่อ้อย เพื่อส่งเข้าโรงงานอุตสาหกรรมผลิตเอธานอลในพื้นที่ ที่กำลังจะเปิดเดินเครื่องในเดือนธันวาคม พ.ศ.2551 นี้


ฤดูกาลที่ผ่านมาพื้นที่นาจำนวนกว่า 13,000 ไร่ที่มีสารแคดเมียมปนเปื้อนในผืนนา (มี 369 ไร่ ความเข็มข้นมากกว่า 10 มิลลิกรัม/กิโลกรัม, มี 1,100 ไร่ ความเข็มข้น 3-9 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และมี 11,531 ไร่ ความเข็มข้น 3 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ในขณะที่มาตรฐานยุโรปอยู่ที่ไม่เกิน 3 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ) ถูกแปรเปลี่ยนให้ไปทำไร่อ้อยได้เพียง ไม่ถึง 2,000 ไร่ เนื่องจากติดขัดปัญหาพื้นที่ไม่เหมาะสม เพราะเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำน้ำท่วมขังมากเกินไป ไม่เหมาะสมต่อการปลูกอ้อยได้ แม้ทดลองปลูกไปก็ได้ผลผลิตไม่คุ้มทุน หากจะทำให้ได้จริงต้องลงทุนยกแปลงนาให้เป็นร่องสวน พร้อมกับปรับปรุงบำรุงดินขนานใหญ่ จากดินเหนียวท้องนา ให้มาเป็นดินร่วนซุย ใส่ปูนขาว ปูนมาล์ลหรือโดโลไมท์ และอินทรียวัตถุจำนวนมาก จึงจะปลูกอ้อยได้ดี ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่มีเงินลงทุนมากมายขนาดนั้น ส่วนการส่งเสริมให้ปลูกพืชยืนต้นอื่น ๆ เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ต้นสัก ต้นสบู่ดำ ฯลฯ ก็ไม่สามารถประสบผลสำเร็จ เนื่องจากผืนดินมีสภาพไม่เหมาะสมนั่นเอง อีกทั้งไม่มีตลาดรองรับ


เมื่อเป็นเช่นนั้นใน 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา เมื่อรัฐบาลเลิกจ่ายเงินค่าชดเชยให้กับชาวบ้าน เราจึงเห็นพื้นนาที่เคยว่างเปล่ากลับกลายมาเป็นผืนนาข้าวที่เขียวขจีอีกครั้ง โดยชาวบ้านให้เหตุผลว่า เมื่อรัฐบาลไม่ได้ช่วยเหลืออะไร ชาวบ้านก็ต้องดิ้นรนเพื่อปากท้องของตนเองและคนในครอบครัว และว่าหากถึงเวลาเก็บเกี่ยวข้าวแล้วก็คงไม่เก็บข้าวไว้กินเอง แต่จะขายให้พ่อค้านำไปสีขายให้กับคนกรุงเทพฯได้กินต่อไป ส่วนชาวบ้านที่ทำนา ก็จะไปซื้อข้าวจากแหล่งอื่นที่คิดว่าปลอดสารแคดเมียมมาบริโภคกันเองแทน


เรื่องดังกล่าว ใช่ว่าหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจะไม่รู้โดยเฉพาะกรมควบคุมมลพิษ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมการปกครอง กรมควบคุมโรค และกรมพัฒนาที่ดิน รวมทั้งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มีหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยตรงต่อการจัดการปัญหาดังกล่าวมาตั้งแต่ต้น แต่ดูเหมือนว่าหน่วยงานต่าง ๆ ดังกล่าวจะดูเชื่องช้าต่อการแก้ไขปัญหาอย่างน่าละอายยิ่ง ในขณะที่มีกฎหมายมากมายหลายฉบับที่ระบุว่าเป็นหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ ข้างต้นที่จะต้องเข้าไปดำเนินการป้องกัน แก้ไขปัญหาตามบทบาท ภาระหน้าที่ของตนตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งหน่วยงานนั้น


            แต่เป็นที่น่าแปลกใจอย่างยิ่งก็คือ ความพยายามให้ความช่วยเหลือ หรือปกปิดข้อมูลข่าวสาร ของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ที่จะนำเสนอข้อเท็จจริงว่าสาเหตุของปัญหาที่แท้จริงนั้น ใครคือตัวการ ดูเหมือนจะแข็งขันในการปกป้องผู้ประกอบการมากกว่าการเข้าไปป้องกันแก้ไขปัญหาให้กับชาวบ้านและผู้เจ็บป่วย แต่จะไม่น่าแปลกใจเลยถ้าผู้ประกอบการเหมืองแร่ในพื้นที่เป็นบริษัทเล็ก ๆ เหมือนดังเช่น กรณีสารพิษตะกั่วแพร่กระจายในลำห้วยคลิตี้ จังหวัดกาญจนบุรี ที่หน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยงานต่างรุมชี้ไปเลยว่าใครเป็นตัวการ แต่พอมาเป็นบริษัทใหญ่ ๆ ในพื้นที่แห่งนี้ ที่ผู้บริหารเป็นถึงบุคคลชั้นสูงในสังคมไทย ทุกอย่างกลับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ แม้ว่าโดยตรรกะแล้ว ถ้าไม่ทำตัวเป็นหูหนวก ตาบอดจนเกินไปแล้ว สามารถฟันธงได้เลยว่า ต้นเหตุของปัญหาหลักนั้นอยู่ที่ใด หรือแม้แต่สถาบันทางการศึกษาหลักของประเทศถึง 2 แห่ง ก็พลอยตกเป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมให้กับผู้ประกอบการไปด้วย เพียงแค่ค่าจ้างให้ทำงานวิจัยในพื้นที่เพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือแม้กระทั่งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นักการเมืองที่มีชื่อเสียง อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ยังพยายามทำตนเป็นนักล็อบบี้ยิสต์ ให้กับผู้ประกอบการ เพื่อไม่ให้ใครมาเปิดเผยข้อเท็จจริงว่า ใครคือต้นเหตุของปัญหาที่แท้จริง


            แต่ทว่าวันนี้ ความยุติธรรม ความเป็นธรรม และความเสมอภาค กำลังจะปรากฏเมื่อชาวบ้านที่ประสบเคราะห์กรรมในพื้นที่ดังกล่าวกว่า 6,000 คน ได้มาร้องทุกข์ต่อสภาทนายความ เพื่อขอความช่วยเหลือทางคดีให้กับชาวบ้านทั้งหมด ทั้งทางแพ่ง และทางปกครองกับผู้ประกอบการ และหรือหน่วยงานภาครัฐทั้งหมดที่เกี่ยวข้องและที่ต้องรับผิดชอบโดยตรง อย่างน้อยความจริงจะได้รับการพิสูจน์ เปิดเผยต่อหน้าศาลเองว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไร และทำไมเรื่องดังกล่าวจึงเป็นปัญหาเพาะบ่ม ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เบ็ดเสร็จเสียที และความรับผิดชอบตามหลักการผู้ใดเป็นผู้ก่อมลพิษ ผู้นั้นมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ (Polluter Pays Principle: PPP) ก็จะตามมา โดยเฉพาะจะได้เลิกถกเถียงกันเสียทีว่ากิจกรรมที่กระทำกันบริเวณต้นน้ำห้วยแม่ตาว แม่กุ เช่น การเปิดหน้าดิน การระเบิดภูเขา การลอยแร่ การใช้สารเคมีมหาศาลในการเพิ่มศักยภาพแร่ การกองสุมแร่ในที่กลางแจ้ง ความล่าช้าในการสร้างบ่อกักเก็บตะกอนดิน และความล่าช้าในการปฏิบัติตามเงื่อนไขในรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม เมื่อเปรียบเทียบกับการปิดหน้าผิวดินของชาวบ้านเพื่อปลูกข้าวโพด ข้าวไร่ อย่างไหนกันแน่ คือ ต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหาการแพร่กระจายของสารแคดเมียมตลอดลุ่มน้ำแม่ตาว และแม่กุ หรือชาวบ้านผิดเองที่ไปเกิด ตั้งถิ่นฐานและทำนาไร่อยู่ในพื้นที่เหล่านั้น


ทั้งนี้ในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ระบุไว้ชัดเจนต่อหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐว่าใครต้องทำอะไร อีกทั้งพระราชบัญญัติพัฒนาที่ดิน พ.ศ.2551 ก็ระบุไว้เช่นกันว่าใครมีหน้าที่โดยตรงในการเข้าไปแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ และที่สำคัญจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ก็คือ หน่วยงานอนุญาตหรือผู้ให้ประทานบัตร ที่ต้องแสดงความรับผิดชอบสูงสุด ในฐานะหน่วยงานทางปกครองของรัฐ ที่พึงมีหน้าที่กระทำการใด ๆ เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้กับชาวบ้านที่เดือดร้อน และวันนี้หน่วยงานเหล่านั้นได้ทำหน้าที่แล้วหรือยัง


อีกไม่นาน ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาตีแผ่ต่อสังคม เมื่อศาลมีคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยแล้ว แต่ทั้งนี้ชาวบ้านยังคงแสดงเจตนารมณ์ไว้ชัดเจนว่า พร้อมที่จะเจรจาพูดคุยหาทางออกร่วมกันกับทุก ๆ ฝ่าย หากมีความบริสุทธิ์ใจและมุ่งมั่นที่จะแสดงความรับผิดชอบ และร่วมป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ปัญหาแคดเมียมแพร่กระจายที่แม่ตาว ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะถิ่นอีกต่อไปแล้ว ในเมื่อช้างตายทั้งตัว จะมัวเอาใบบัวมาปิดให้มิดได้อย่างไร...ความจริงต้องเป็นความจริงวันยังค่ำ...

Comments

คนไทยคนที่2

มันบาปจริงๆ ที่คนรายำ ทำเหมืองแร่ แล้วปล่อยให้สารพิษอย่างแคดเมี่ยม ไปให้ชาวบ้านที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องรับเคราะห์
ต้องบอกว่า มึนงง ต่อไอ้เรื่องที่เน่าๆแบบนี้มาก
ห่วยงานราชการที่กินเงินเดือนจากภาษีอากรของประชาชนที่มีอยู่มากมาย ที่เกี่ยวข้อง
ไม่ว่าจะ กรมควบคุมมลพิษ สาธารณสุขจังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัด นายอำเภอ 9ล9
ไม่ได้เข้าไปตรวจสอบการทำงานของเหมืองเหล่านี้ลยหรือ
เรื่องแบบนี้มันเป็นหน้าที่ของเจ้าของเหมืองที่จะต้องรับผิดชอบชัดๆ แต่ทว่ากลับปล่อยไปตามเวรตามกรรม นี่ถ้าบ้านที่อยู่อาศัยของไอ้พวกเจ้าของเหมืองมันโดนเองบ้าง มันคงออกมาโวยวายบ้านแตกแน่นอน
รู้จักเคารพตนเองกันบ้าง รู้จักเคารพต่อสภาพแวดล้อมบ้าง อย่าเอาเปรียบกันให้มากเกินไปนัก

c,j

และก็เป็นแหล่งหาเงินของส่วนราชการทั้งหลายได้งบมาแล้วไม่ทำเก็บเงินเข้ากระเป๋า เกือบทุกหน่วย แต่บริษัทผาแดงก็ต้องร่วมรับผิดชอบ แต่ละปีกำไรมหาศาล แต่ไม่มีใครกล้าแตะ

ปชช.

เคยลงพท.แม่ตาวมาก่อนจะบีบให้ชาวบ้านเลิกทำนา
และจะขอเฝ้ารอดูคำตัดสินว่าที่สุดแล้ว ความจริงที่ปกปิดนั้น...ใครคือผู้ฆ่าประชาชนทางอ้อม!!???

สดสวย

กรรมการบริษัท

http://www.padaeng.com/aboutus04th.htm

sodsouy

ผู้บริหาร
http://www.padaeng.com/aboutus05th.htm

คนแม่ตาว

เรื่องที่เป็นปัญหานี้ มีหลายหน่วยงานเข้าไปดูแลแล้วตั้งแต่ต้น มีการแก้ปัญหาร่วมกันมาตลอด กำลังไปด้วยดี ทำไมจึงต้องมาทำให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายอีก สงสารชาวบ้านที่ถูกยุยงบ้างเถอะ และขณะนี้กำลังจะถูกแบ่งแยกออกเป็น 2 ฝ่ายให้ขัดแย้งกันเองแล้ว

พวกที่เป็นนายทุนเจ้าของที่ดินนั่นแหละตัวดี ต้องการจะเรียกร้องให้มีการจ่ายชดเชยอีก เพราะไม่ต้องทำอะไรก็ได้เงินฟรีๆ ไร่ละ 4,220 บาท เมื่อก่อนให้ชาวบ้านเช่าที่ดินได้ค่าเช่าปีละ 800 บาทต่อไร่เท่านั้น พอรัฐฯ เลิกจ่ายชดเชยให้ ก็เลยพยายามจะเรียกร้องอีก โดยร่วมมือกับสมาชิกสภาทนายความบางคน พอทีเถอะ ได้มาฟรีๆ ตั้ง 3 ปีแล้ว

ที่ผู้เขียนอ้างว่ามีคนป่วยโรคไตเป็นจำนวนมาก และตายไปแล้ว 13 คน ไม่รู้ไปเอาข้อมูลมาจากไหน ลองไปถามที่ รพ.แม่สอด ดูซิว่ามีคนตายด้วยโรคแคดเมียม หรือไม่ ที่ว่ามีคนตายไป 13 คนนั้น รู้ไหม่ว่าคนที่ตายไปนั้นก็เพราะป้วยเป็นโรคมะเร็ง เบาหวาน หัวใจ และอุบัติเหตุ อย่ามั่ว

คนแม่ตาว

แสนเพ็ง

ชาวบ้านส่วนใหญ่เขาหาทางออกกันได้แล้ว
ไปปล่อยข่าวกับชาวบ้านว่าจะได้ค่าเสียหายเท่านั้นเท่านี้

ตัวเองหวังฟันค่าทนายรึเปล่า???

คนรู้จริง

วันก่อนมีกลุ่มคนแม่กุมาบอกให้ชาวบ้านเอาเงินมาเป็นค่าจ้างทนายฟ้องร้อง บอกว่าเอาเงินร้อยไปต่อเงินล้าน ใครมาถามให้บอกยากจน แม้แต่คนป่วยก็เรียกเก็บเงินคนละ 500 บาท ทนายความลงพื้นที่ไปกินนอนที่บ้านเศรษฐีที่ดินแม่กุ รวมหัวกันคิดเงินค่าฟ้องร้อง คราวที่แล้วเก็บไปไร่ละ 20 บาท คราวนี้มาขออีก อ้างว่าเป็นค่าเดินทางของกลุ่ม ในกลุ่มมีคนทำงานที่เคยอยู่ผาแดงฯถูกไล่ออกเพราะกินเหล้าไปเมาอาละวาดโกรธแค้น คนเขารู้กันทั้งเมืองแล้วว่าที่นี่มันผลประโยชน์ การเมืองท้องถิ่น กับเศรษฐีที่ดินเคยได้เงินฟรี นายเบิ้มคนแม่กุถางไร่ปลูกข้าวโพดกั้นน้ำบนเขาไม่แบ่งน้ำให้ใครใช้ยังมีหน้ามาเรียกเงิน

คนรู้จริง

อีกหน่อยความจริงจะปรากฏแน่ ว่าคนปลุกปั่นชาวบ้านให้เกิดความแตกแยก หน้าตาเป็นยังไง ชาวบ้านช่วยกันแก้ปัญหา หาทางออก มารวมกันประชุมที่บ้านกำนันแม่ตาวบ่อยๆ คนมาจากที่อื่นเอาปัญหามาให้ ไม่เคยมาถามสักคำว่าเขาทำอะไรอยู่ มายุยงให้เรียกเงิน จะให้รออีกกี่สิบปี มือเท้าก่มี ไม่รู้จักสามัคคีกัน ให้ทนายความรวมหัวกับคนที่เยอะเพราะยึดที่ดินเขามาจำนอง พาคนข้างนอกมาจูงจมูก คนที่น้อย จะได้อะไร คนเช่าเคยคิดถึงไหม ตอนได้ชดเชยคนเช่าถูกเจ้าของที่เบี้ยวไม่แบ่งเงินให้ ได้เงินฟรีๆ มา 3 ปี ก็ได้ใจ ค่าชดเชยที่เขาให้เกือบจะซื้อที่ดินนั้นได้อยู่แล้ว

คนตาก

ชุมชนเดือดร้อน เพราะคนบ้านเมืองอื่นเข้ามายุ่ง มาหาผลประโยชน์
นักข่าวก็เล่นข่าวแบบที่เห็น...ดูมันตื่นเต้น ขายได้
สภาทนายก็หาเรื่องเขาไปทั่ว
เล่นทั้งระดับชาติ ระดับท้องถิ่น

น่าเบื่อจริงๆ ประเทศไทย

ทนาย สวล

ให้นำข้อมูลของทุกฝ่ายให้ศาลเป็นผู้พิจารณาดีที่สุด แม้เหมืองปล่อยสารแคดเมี่ยมไม่เกินค่ามาตรฐานหากชาวบ้านเสียหายเหมืองก็ต้องรับผิด(ดูคดีสารตะกั่วที่คลิตี้เป็นหลัก)

ทนายมือใหม่

"การเป็นทนายความต้องดี ต้องเก่ง ต้องทันต่อเหตุการณ์ กฏหมายมีไว้เพื่อปกป้องคนดี ปกป้องสังคมและปกป้องตนเอง ผู้รู้กฏหมายจึงไม่สมควรอย่างยิ่งจะยกเอาเหตุที่ตน รู้กฏหมายนั้น นำไปรังแกผู้อื่น ไปเอารัดเอาเปรียบผู้ที่ไม่รู้และอ่อนแอกว่า ผมอยากให้ทุกคนได้เป็นทนายความ เพราะผมเชื่อว่าทนายความที่ดีและเก่งจะปกป้องผู้คนในสังคมให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบและสันติการเป็นทนายความที่ดี อย่าเป็นทนายความที่ไม่ได้ความ"

ทนายความ ที่ไม่ได้ความ โดยนิวัติ แก้วล้วน แนะนำให้คุณศรีสุวรรณลองไปหาอ่านซะ น่าสนใจทีเดียว แม้จะสอนผู้ที่ต้องการสอบเป็นทนายความมือใหม่ ข้อมูลที่หยิบมากล่าวอ้างมีมูลความจริงมากน้อยเพียงใด ทำการบ้านด้านเพียงพอแล้วหรือยัง หรือแค่นั่งเทียนเต้าเรื่องตามแต่จินตนาการจะพาไป สักแต่เอามันและสะใจ ไม่รับไม่รู้เขาแก้ปัญหากันไปถึงไหน อย่าทำงานง่ายสักแต่เอาหน้าเอากล่อง ขอให้แค่มีชื่อโผล่บนหน้าหนังสือพิมพ์ ถ้าคิดได้แค่นี้ เลิกเป็นเหอะอาชีพทนายความ เพราะ...

จรรยาบรรณทนายความคือ การสร้างสมานฉันท์และสันติสุขในสังคม หรือยุยง สร้างความแตกแยก เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรือส่วนกลุ่มมากกว่าส่วนรวม ช่วยตอบที...

อย่างไรก็ตาม เห็นด้วยกับจั๋วเรื่อง ...ถึงเวลาที่ต้องทำความจริงให้ปรากฎ ลำดับแรก ต้องเริ่มที่ตัวคุณเองก่อน

อินทร์ธนู

อ่านแล้วเซ็งจริงๆ ไม่รู้ว่าเจ้าของบทความต้องการอะไร พวกเราทำงานในพื้นที่มานานถึงแม้ว่าจะไม่ใช่คนแม่สอด แต่ก็รักคนที่นี่ กว่าจะทำความเข้าใจกับชาวบ้านให้มาร่วมกันแก้ปัญหาก็ยากแสนยากอยู่แล้ว ทำไมจึงไม่เข้าใจกันบ้าง ชอบพูดกันนักว่าพวกเราไม่ทำอะไรเลย ลองไปถามชาวบ้านหลายๆ กลุ่มดู จะได้รู้ความจริง อย่าไปฟังแต่เพียงคนบางกลุ่มที่ชอบสร้างความแตกแยกและมีผลประโยชน์แอบแฝง

ทุกหน่วยงานในพื้นที่ก็ทำงานเป็นทีมอยู่แล้ว ชาวบ้านได้รับการช่วยเหลือและแก้ไขอย่างถูกต้องและถูกทางเป็นลำดับ อย่างมาสร้างปัญหาให้ยุ่งยากเพิ่มขึ้นอีกเลย

คนตามข่าว

เห็นด้วยกับคห.ที่ 12 สังคมไทยทุกวันนี้มีแต่พวกชอบเอาหน้า อ่านข่าวนสพ. คนบางคนก็บ้าอุปโลกตัวเองตำแหน่งนั้นตำแหน่งนี้
อย่างคุณพี่ศรีสุวรรณเนี่ยก็คนนึง ไล่เรียงตำแหน่งเท่าที่เคยอ่านเจอะในข่าว เยอะซะจนสงสัยว่าตัวแกเองจะจำได้มั้ย..
นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน
เลขาธิการสมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน
เลขาธิการองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย
ฯลฯ
เฮ้อ งง แทนพี่แกจริงๆๆ ว่าแต่ว่า มันมีอยู๋จริงบ้างมั้ย..สงสัยจัง
ความจริง แค่ก.ก.สิ่งแวดล้อม สภาทนายความ ก็น่าจะพอและเป็นที่จดจำ..หากมีความคิดความอ่าน มีอุดมการณ์ในการทำงานอย่างแท้จริง ไม่ใช่พวกอุดมเกินนนนน...
แล้ว

คนแม่สอด

ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกหน่วยงานในพื้นที่ที่มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา อย่าท้ออย่าถอย หมดกำลังใจกับพวกมือไม่พาย เท้าราน้ำ พวกชอบกวนน้ำให้ขุ่น รวมทั้งพวกหวังกอบโกยผลประโยชน์ งอมืองาเท้าไม่ทำอะไร หวังแต่เงินชดเชยจนเคยตัว โดยเฉพาะพวกนายทุนเจ้าของที่ดินและนักการเมืองท้องถิ่นบางคนทีหยิบฉวยประเด็นเรียกร้องค่าชดเชยมาคอยหาเสียงกับชาวบ้าน มันนึกว่าชาวบ้านโง่หรืองัยว่ะ

เรียกหาความถูกต้อง

ผู้เขียนเป็นถึงทนายความ อยากให้ตรวจสอบข้อมูลในบทความนี้มีหลายประเด็นที่ไม่ถูกต้องและบิดเบือนคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง อย่าเขียนด้วยความอคติเป็นที่ตั้ง มากกว่าบนพื้นฐานของความถูกต้องและเป็นจริง โดยเฉพาะการกล่าวหาแบบพล่อย ดูหมิ่นดูแคลนสถาบันของผู้อื่น เช่น...แม้แต่สถาบันทางการศึกษาหลักของประเทศถึง 2 แห่ง ก็พลอยเป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมให้กับผู้ประกอบการไปด้วย เพียงแค่ค่าจ้างให้ทำงานวิจัยในพื้นที่เล็กๆ น้อยๆ...ซึ่งแม้คุณจะเลี่ยงไม่ระบุชื่อ แต่ก็เป็นเรื่องที่ไม่สมควรที่จะดูถูกวิชาชีพของผู้อื่น ที่สำคัญแต่ละสถาบันก็มีจรรยาบรรณในวิชาชีพของตนด้วยกันทั้งนั้น คงไม่มีใครกล้าเอาชื่อเสียงของสถาบันมาเสี่ยงกับเรื่องนี้ เว้นเสียแต่คนที่พูดที่กล่าวหาคนอื่นจะกระทำเสียเอง จึงตีขลุมเหมารวมเอาว่าคนอื่นจะเป็นอย่างตัวเอง
ถ้าอยากจะรับรู้และศึกษาปัญหาในเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ สิ่งแรกที่ต้องทำประการแรกก็คือ เปิดใจให้กว้างๆ พร้อมเรียนรู้และรับฟังเรื่องราวจากผู้รู้จริงในพื้นที่โดยปราศจากผลประโยชน์เคลือบแฝง ไม่ใช่หลับหูหลับตามั่วข้อมูลและปลุกปั่นชาวบ้านตามคำบงการของกลุ่มนายทุนเพียงไม่กี่คน
จะได้ไม่มานั่งเสียใจทีหลัง เพราะเป็นถึงทนายดันเสียรู้หลงเชื่อคนผิด เว้นเสียแต่จะสมยอมพร้อมใจหวังได้ทั้งเงินทั้งกล่อง อันนี้ก็สุดแต่เวรแต่กรรม ชาวบ้านตาดำๆ ก็คงต้องทำใจ

อยากรู้จริงๆๆ

555...งานเข้าแล้วครับพี่น้อง เจอคนรู้จริงแฉเข้าให้ มีเรี่ยไรเงินจากชาวบ้านด้วยหรือเนี่ย ไหนว่าชาวบ้านเขาเดือดร้อนไง ขนาดคนป่วยยังไม่เว้น ยังกล้าเรียกเงินอีกหรือ??? สภาทนายความทำอะไรอยู่ ช่วยตรวจสอบและชี้แจงทีคร๊าบ...

อยากรู้จริงๆๆ

555...งานเข้าแล้วครับพี่น้อง เจอคนรู้จริงแฉเข้าให้ มีเรี่ยไรเงินจากชาวบ้านด้วยหรือเนี่ย ไหนว่าชาวบ้านเขาเดือดร้อนไง ขนาดคนป่วยยังไม่เว้น ยังกล้าเรียกเงินอีกหรือ??? สภาทนายความทำอะไรอยู่ ช่วยตรวจสอบและชี้แจงทีคร๊าบ...

คณะทนาย

1)ถ้าคิดว่าตนเองเป็นทองแท้ ทำไมจึงกลัวไฟด้วย
2)สภาทนายความทำคดีให้ชาวบ้านทั่วประเทศ ไม่เคยคิดค่าทนายความ ทำให้ฟรีครับ ไม่เคยมีทนายความคนไหนแหกคอกไปเรียกเก็บเงินทองชาวบ้าน เพราะมีฝ่ายมรรยาทดูแลอยู่ พบฝ่าฝืนถึงขั้นถอดถอนใบประกอบวิชาชีพ
3)ดูเหมือนเจ้าหน้าที่ของเหมืองจะออกมาตอบโต้ เป็นเดือดกันเป็นฟืนเป็นไฟนะครับ หรือถูกเจ้านายใหญ่ที่ส่วนกลาง ตำหนิว่าปล่อยให้เรื่องนี้แดงขึ้นมาได้อย่างไร ทำไมไม่รีบล๊อบบี้ เดี๋ยวปลายปีถูกแป๊กโบนัส ทำไมไม่เอาเวลาส่วนใหญ่ไปแก้ไขปัญหาการแพร่กระจายมลพิษของตนเองล่ะ สิ่งที่คุณศรีสุวรรณ นำเสนอน่ะเป็นแค่นำจิ้ม หรือโหมโรงเท่านั้น ข้อมูลเด็ด ๆ ยังมีอีกมากครับ เพราะเคยเห็นคุณศรีสุวรรณ เอามาโชว์ในที่ประชุมคณะทนาย รับรองคนที่ค้านจะออกอี้
4)งานนี้ชาวบ้านมาร้องทุกข์เป็นพัน ๆ คนจะปล่อยให้สภาทนายวางเฉยแล้วเชื่อข้อมูลของเหมืองได้อย่างไร เพราะเหมืองดีแต่วิ่งล๊อบบี้ไปทั่ว แม้แต่สื่อมวลชนฉบับใดเสนอข่าวก็รีบแจ้นเข้าไปเคลียเพื่อไม่ให้เสนอข่าว ขนาดชาวบ้านในพื้นที่ยังพยายามโฆษณาชวนเชื่อว่าอย่ามาร้องเรียนเลยเดี๋ยวกำลังจะช่วยอย่างโน้นอย่างนี้ นี่จะ 5 ปีแล้ว ช่วยอะไร ที่สำคัญนิยมแบ่งแยกชาวบ้านให้เป็นฝักฝ่ายไม่ให้รวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว โดยมีรางวัลมาฬ่อ หรือผลประโยชน์มาให้
5)อย่าเสียเวลาเลยครับ คณะทำงานที่ช่วยเหลือชาวบ้านครั้งนี้มีมากกว่า 20 คน ล๊อบบี้ให้ตายก็ไม่สำเร็จ คุณศรีสุวรรณน่ะเขาเป็นกรรมการอาวุโส มีดรีกรีกว่า 5 ปริญญา โดยเฉพาะเชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมที่สุด เพราะเป็นนักสิ่งแวดล้อมมากว่า 20 ปี เป็นที่รู้จักกันในแวดวงเอ็นจีโอสิ่งแวดล้อม การหาเรื่องดิสเครดิสเขา...ยากครับ
6)เอาเวลาไปช่วยชาวบ้านดีกว่าครับ

จำเรอญ

เท่าที่อ่าน และติดตามข่าวดู
ยังไม่มีการชี้มูลความผิดที่ชัดเจน ว่าสาเหตุมาจากอะไรกันแน่???
แต่ในกระทู้กลับบอกว่า มีการร่วมมือกัน เยียวยาแล้ว

มันคนละประเด็นกัน
การหาสาเหตุ เพื่อให้เป็นบทเรียนในการป้องกัน เพื่อจะได้ไม่เกิดซ้ำ หรือเกิดที่อื่น
เราควรหาต้นตอ ไม่ใช่เพื่อประนาม แต่เพื่อให้เกิดการเรียนรู้

การเยียวยา ช่วยเหลือก็เป็นอีกเรื่องนึง
คนที่ไม่ได้ทำผิด ก็เยียวยาเพื่อนมนุษย์ในสังคมได้

หลายความเห็น พูดทำนองว่า ได้ทำการเยียวยาจนเป็นที่พอใจแล้ว
จะไปฟื้นฝอยหาอะไรอีก???

"แน่นอน คุณเจ็บปวด เมื่อคุณทำพลาด"
"แต่ความเจ็บปวดนั้นจะไม่นาน ถ้าคุณพลาดอย่างมหันต์"

คนแม่สอดแท้ๆ

อ่านแล้วน่าปวดหัวที่สุด กี่ปีแล้วครับที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมา มีหน่วยงานไหนบ้างครับที่สามารถชี้ชัดออกมาเลยว่าแคดเมี่ยมที่ลุ่มน้ำแม่ตาวมาจากไหน ทำไมครับไม่กล้าชี้ หรือว่าอะไรบังตา สูญเสียงบประมาณหลวงไปกี่ร้อยล้านแล้วครับ ทั้งวิจัย ทั้งตรวจดิน ตรวจน้ำ ก็ยังไม่สามารถชี้ชัดว่าแคดเมี่ยมมาจากไหน ทำความจริงให้ปรากฏเสียทีครับ อย่าซื้อเวลาอยู่เลยผิดก็ว่าไปตามผิดถูกก็ว่าไปตามถูก ชาวบ้านจะได้นอนตายตาหลับ เรื่องยิ่งยืดเยื้ออยู่นาน ก็จะมีไม่หวังดีเยอะขึ้นเรื่อยๆ

ทนาย สวล

ทนาย สวล.ของสภาไม่มีใครลอบบี้ได้อย่างมากก็ออก ให้ดูตัวอย่างคดีสารตะกั่วที่จังหวัดกาญจนบุรี คดีโปรเฟส ที่สระแก้ว และคดีต่อไปที่แม่สอด ความจริงต้องถูกพิสูจน์แน่ๆ

คนกลาง

" หลงตัวเอง "
ไม่มีใครอยู่เหนือใครในโลกนี้
มันอยู่ที่ใจเท่านั้นเหนือกันได้
อย่าลำเอียงคิดเชื่อว่าเหนือใคร
ตัวเหลวไหลยังพร่ำเพื่อว่าเหนือคน
หลงตัวเองว่าตัวดีนี่ภัยร้าย
ไม่ฟังใครว่าตัวถูกทุกเหตุผล
มีแต่มืดบอดสนิทชีวิตตน
หัดฟังคนอื่นบ้างชี้ทางเรา
ใช่โง่เขลาเบาปัญญาอวดว่ารู้
ทั้งที่อยู่ใต้โคลนจนถึงเหง้า
อวดฉลาดอวดรู้อยู่ทุกคราว
แล้วใครเล่าจะนับรับว่าดี
มีแต่คนหลอกใช้ให้ตกอับ
อย่าสดับคำเยินยอพอสุขขี
คำสรรเสริคือหวังผลที่ตนมี
ตรองให้ดีอย่ามัวงงหลงตัวเอง

ไมรู้ว่าใครแต่ง บังเอิญอ่านเจอ เห็นว่าให้ข้อคิดเตือนใจได้ดีทีเดียว เลยขออนุญาตนำมาขยายต่อเพื่อเป็นวิทยาทาน ฝากมายังผู้ที่กำลังตกอยู่ในอาการโรค"หลงตัวเอง" กำเริบหนัก หรือครั่นเนื้อครั่นตัวเริ่มมีอาการ เผื่อว่าพอจะทันเยียวยารักษา ก่อนจะระบาดลุกลามไปทั้งหมู่คณะ อานิสสงค์ทั้งหลายทั้งปวงขอยกคุณงามความดีให้กับผู้แต่งซึ่งไม่ปรากฎนามก็แล้วกัน

แสนเพ็ง

ชอบ คห. 23 ที่สุดเลย