สมัชชาคนจนสองพันคนปักหลักสู้ ยึดสันเขื่อนตั้งหมู่บ้าน รุกรัฐแก้ปัญหา

 

 
 
 
 
เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 52 ที่ผ่านมา กลุ่มสมัชชาคนจนเขื่อนหัวนาและเขื่อนราษีไศล จำนวน 2000 กว่าคน ได้มาชุมชนอยู่สันเขื่อนราษีไศล ที่ตั้งอยู่บ้านดอนงูเหลื่อม ต.หนองแค อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ มีมติร่วมกันที่จะปักหลักในการสร้างหมู่บ้านคนจนขึ้น หลังชุมนุมยืดเยื้อมาแล้ว 19 วัน แต่ยังไม่มีความคืบหน้าในการแก้ปัญหา
 
10.00 น นายประวัติ รัฐิรมย์ รองผู้ว่าราชการศรีสะเกษ พร้อมกับนายทรรศนันทน์ เถาหมอ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทาน 8 และนายจำรัส สวนจันทร์ หัวหน้าโครงการบำรุงรักษาระบบชลประทานมูนล่าง ตัวแทนกรมชลประทาน ได้เดินทางมา ณ.บริเวณสันเขื่อนราษีไศล เพื่อร่วมหารือแนวทางการแก้ปัญหาที่ยืดเยื้อยาวนาน กรณีเขื่อนหัวนา – เขื่อนราษีไศล กับชาวบ้าน โดยก่อนจะมีการประชุม นายประวัติ รัฐิรมย์ ได้ทำพิธีเปิดบ้านหมู่บ้านคนจนที่ตั้งอยู่บริเวณสวนหย่อมหน้าเขื่อนราษีไศล ซึ่งมีชาวบ้านได้มากลางเต็นท์ปักหลักอยู่ประมาณ 2000 กว่าครอบครัว
 
นายพุฒิ บุญเต็ม กล่าวว่า นับตั้งแต่เกิดโครงการเขื่อนราษีไศลและเขื่อนหัวนาตั้งแต่ปี 2536 ชาวบ้าน กว่าร้อยหมู่บ้าน หลายพันครัวเรือนไม่เคยได้อยู่อย่างสงบ เพราะไร่นาป่าทามถูกน้ำท่วมและรัฐบาลไม่ได้มีแผนการจะชดเชยความเสียหายใด ๆ ส่วนที่จ่ายค่าชดเชยไปบ้างแล้วก็เกิดจากการต่อสู้ของชาวบ้าน ด้วยความลำบากเลือดตากระเด็น มีหลายคนที่ล้มหายตายจากไป และบางคนก็ถูกจับซึ่ง เสียเงินทองและทรัพย์สินไปมากมาย เขื่อนทั้ง 2 ตัวนี้ถึงจะมีประโยชน์บ้าง แต่เทียบกันไม่ได้กับการสูญเสียและการกระทำด้วยการโกงชาวบ้าน
           
นายพุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่ากรณีเขื่อนราษีไศลชาวบ้านมาเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาค่าชดเชยที่เหลือประมาณ 70 % ซึ่งได้หลักการที่ชัดเจนหมดแล้วโดยให้ใช้มติครม.1 กุมภาพันธ์ 2543 ในการพิสูจน์ที่ดินทำกินและจ่ายในราคาไร่ละ 32,000 บาท แต่หลังจากนั้นกลไกการแก้ปัญหา ซึ่งอยู่ในมือกรมชลประทาน กลับไม่ทำงาน มีการเล่นแง่ หน่วงเหนี่ยวตลอดเวลา นอกจากนั้นปัญหาอื่น ๆ ยังไม่มีความคืบหน้า เช่นกรณี น้ำท่วมนานอกอ่างของเขื่อนราษีไศล และการศึกษาผลกระทบทางสังคม ของสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเรื่องน้ำท่วมนานอกอ่างรัฐต้องตรวจสอบทรัพย์สินราษฎรที่ได้รับผลกระทบ(นานอกอ่าง)ซึ่งมีผู้เดือดร้อนมายื่นรายชื่อ 550 คน ตลอดจนต้องให้ชาวบ้านเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเขื่อนราษีไศล ส่วนกรณีรายชื่อผู้รับค่าชดเชย 12 ล้านหากมีการคัดค้านให้นำสู่กระบวนการอุทธรณ์
 
ส่วนด้านนายสมบัติ โนนสังข์ แกนนำชาวบ้านกรณีเขื่อนหัวนากล่าวว่า เขื่อนหัวนานับตั้งแต่มีมติครม. 25 กรกฎาคม 2543 ให้ยุติการดำเนินการใด ๆ จนกว่าจะศึกษาผลกระทบเสร็จ และให้มีการตรวจสอบทรัพย์สินราษฎร แต่การตรวจสอบทรัพย์สินใช้เวลา 7 ปี แล้วยังไม่เสร็จ เพราะกรมชลฯหน่วงเหนี่ยว ไม่อยากรับรองสิทธิ์ ล่าสุดมติการประชุม 29 มกราคม 2552 ถูกเจ้าหน้าที่กรมชลประทานบิดเบือน โดยแต่งตั้งคำสั่งแต่งตั้งกรรมการไม่ให้มีอำนาจรับรองการตรวจสอบทรัพย์สิน
 
“เรื่องนี้ต้องมีการตรวจสอบ ลงโทษให้เหมาะสมที่มีกราดำเนินที่มีการโกงชาวบ้าน และต้องเร่งรัดให้มีการรับรองผลการตรวจสอบทรัพย์สินโดยเร็ว”แกนนำสมัชชาคนจนกล่าว
                 
ซึ่งในขณะนี้มีขบวนการล่ารายชื่อชาวบ้านเพื่อเสนอล้มมติ ครม.25 กรกฎาคม 2543 ให้ปิดเขื่อนหัวนา ทั้งที่การศึกษาผลกระทบยังไม่แล้วเสร็จ การตรวจสอบทรัพย์สินก็ยังไม่เสร็จ ชาวบ้านที่มาชุมชนกันที่สันเขื่อนราษีไศลจึงเรียกร้องให้รัฐยุติการกระทำดังกล่าว และให้สอบสวนผู้กระทำที่หยามน้ำใจชาวบ้านครั้งนี้
                 
นายพุฒ กล่าวทิ้งท้ายว่า ที่ประชุมได้รับข้อเสนอของชาวบ้านและจะนำเรื่องดังกล่าวเสนอไปยังคณะกรรมการชุดใหญ่ซึ่งมีนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฯ โดยชาวบ้านต้องการให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจในกระทรวงเกษตร กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งประชุมเจรจาตกลง ภายใน 3 วัน เพื่อกำจัดอุปสรรคในการแก้ปัญหาทุกอย่างที่เป็นอยู่ และเริ่มกระบวนการแก้ไขปัญหาทันที ถ้าหากยังไม่มีความคืบหน้าอีก ชาวบ้านจะปฏิบัติตามแผนงานที่วางไว้เพราะได้เตรียมที่จะลงมือทำนาบริเวณหน้าเขื่อนราษีไศลเพื่อสะสมเสบียงอาหารไว้สำหรับการต่อสู้ครั้งนี้

Comments

... ไอ้เวลาแจกเงิน

... ไอ้เวลาแจกเงิน ให้คนที่สบายๆ เช่นพวกรัฐวิสาหกิจ...เพราะกลัวพวกมันประท้วง ทั้งๆที่พวกมันไม่เดือดร้อนเลย...ทำไม การแจกเงิน 2,000.บาท มันรวดเร็วจริงๆ.

... เคยมีโอกาศได้แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่องปัญหา ที่เกิดจากการสร้างเขื่อนต่างๆ ของรัฐฯ.เกี่ยวกับการจัดหาที่ดินทดแทน ของ จนท.รัฐแก่ชาวบ้าน ที่ถูกน้ำท่วม ว่า......คนของรัฐ. ไม่เคยมีเลย ที่จะนำเอา คำว่าทำเล ที่ทำมาหากินเดิม มาพิจารณาประกอบ ในการเลือกทำเลที่อยู่ใหม่ให้เขา ว่าสภาพที่อยู่ มันใกล้เคียงกับสภาพแวดล้อม ที่เอื้ออำนวยกับ ถิ่นเดิม ที่เคยอยู่อาศัยและทำมาหากิน ตามวิถีดั้งเดิม ที่เขาเคยดำรงชีพ มาแต่บรรพบุรุษ มาก่อนหรือไม่......เท่าที่เห็น แนวคิดของทางการ มักมองตื้นๆแบบเหยียดหยาม ว่า...ให้เงินชดเชยพวกมันไป ก็จบ ผลที่ติดตามมา ที่เกิดกับชาวบ้าน ไม่เคยมีใคร คิดลึกก้าวไปข้างหน้าเลย ว่า เขาจะเผชิญอนาคตอย่างไร หลังจากย้ายจากถิ่นฐานเดิม ไปอยู่ตามพื้นที่โคกดอน ที่ทางการจัดหาให้...???.

...ผมได้เปรียบเทียบให้ ข้าราชการระดับสูง ของท้องที่บางคน ให้ได้คิด ว่า......สมมติ เขาให้คุณเกษียรอายุราชการ ก่อน ๑๐ ปี แล้วจ่ายเงินเดือนชดเชยให้ ตามอายุราชการทุกอย่าง...และผมท้าพนันกับเขา ว่า...ภายใน ๓ ปี. เงินบำเหน็จ หรือเงินก้อนชดเชย ที่คุณได้ไป หมดแน่นอน และหลังจากนั้น บอกได้เลยว่า ตัวคุณเอง ไม่มีวันทำมาหากินอะไรเป็น และยังจะถูกสังคมเหยียดหยาม เหมือนเศษอะไรสักอย่าง ในสังคม......เขาอึ้ง ครับ และหาคำตอบที่ฉาดฉาน ให้ผมไม่ได้เลย............. นี่ล่ะ วิสัยทัศน์ ข้าราชการไทย 98%......???.