โสภณ พรโชคชัย: ภาษีทรัพย์สิน มีแต่ดี ดีต่อทุกฝ่าย

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม 2552 ผมได้รับเชิญจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลังไปพูดเรื่องภาษีเรื่องภาษีทรัพย์สินหรือภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พอพูดเสร็จมีคำถามมาว่า เห็นพูดแต่ข้อดี ไม่พูดถึงข้อเสียบ้างเลย และยังถามอีกว่าไม่เห็นใจคนจนบ้างหรือไร รัฐจึงมาซ้ำเติมด้วยการเก็บภาษีนี้
 
ผมคิดว่ายังมีประชาชนจำนวนมากที่ยังไม่เข้าใจภาษีทรัพย์สิน และไม่ว่าภาษีอะไร หลายคนก็อาจส่ายหัวไว้ก่อน เพราะไม่มีใครอยากจะเสีย เพราะคิดว่าจะเป็นการสูญเปล่า และยังอาจถูกนำไปใช้อย่างทุจริตอีกต่างหาก แต่ผมขอยืนยันว่าภาษีทรัพย์สินนี้ ดีจริง ๆ มีแต่ได้กับได้ และที่สำคัญเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ไม่เป็นโทษแก่ใครเลย ผมจึงอยากขอให้ทุกฝ่ายทั้งเจ้าที่ดินรายใหญ่ หรือคน (อยาก) จนที่ ‘มีทองเท่าหนวดกุ้ง แต่นอนสะดุ้งจนเรือนไหว’ มาทำความใจเกี่ยวกับภาษีทรัพย์สินเสียใหม่ แล้วท่านจะรักภาษีทรัพย์สิน!
 
ภาษีทรัพย์สินคืออะไร
 
ภาษีทรัพย์สินในต่างประเทศเก็บจากทรัพย์สินทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ แต่ของไทยในที่นี้จะหมายถึงเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ จึงเรียกว่า ‘ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง’ เช่นถ้าเป็นโรงงาน ก็นำเฉพาะที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาคำนวณภาษีโดยไม่รวมเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ เพดานอัตราภาษีมี 3 อัตราคือ ไม่เกิน 0.5% สำหรับอัตราทั่วไป ไม่เกิน 0.1% สำหรับที่อยู่อาศัยที่ไม่ประกอบการเชิงพาณิชย์ และไม่เกิน 0.05% สำหรับที่เกษตรกรรม ส่วนในกรณีที่ดินที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าให้เก็บภาษีตามอัตราทั่วไป แต่หากยังไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์อีกให้เสียภาษีเพิ่มอีก 1 เท่าในทุก 3 ปี แต่ไม่เกิน 2% ต่อปีของฐานภาษี
 
ทรัพย์สินที่ได้รับการยกเว้นภาษี ได้แก่ พระราชวัง ทรัพย์สินของรัฐที่ใช้ในกิจการของรัฐหรือสาธารณะ ทรัพย์สินที่เป็นศาสนสมบัติ นอกจากนี้ยังจะมีการออกพระราชกฤษฎีกายกเว้นภาษีให้กับผู้มีรายได้น้อย เกษตรกรรายย่อยที่ทรัพย์สินมีมูลค่าต่ำกว่าที่กำหนด
 
หากร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้รับการประกาศใช้ ยังจะมีบทเฉพาะกาลให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นได้เตรียมตัวอีก 2 ปี และเมื่อถึงปีแรกของการเก็บภาษี ยังให้เก็บเพียง 50% ของภาษีที่คำนวณได้ ในปีที่สองให้เก็บ 75% และให้เริ่มเก็บ 100% ในปีที่สาม การผ่อนผันตามบทเฉพาะกาลนี้ก็เพื่อให้ประชาชนได้ค่อย ๆ ปรับตัวกับภาษีนี้
 
และเมื่อมีภาษีนี้แล้ว ภาษีอีก 2 รายการซึ่งมีลักษณะซ้ำซ้อนและไม่เป็นปัจจุบัน จะได้รับการยกเลิก คือ ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ซึ่งจัดเก็บ ณ อัตรา 12.5% ของค่าเช่า และภาษีบำรุงท้องที่ซึ่งจัดเก็บจากฐานราคาปานกลางของที่ดินปี 2521-2524 (ไม่เคยปรับปรุงให้ท้นสมัยอีกเลยนับแต่นั้นมา) และเป็นภาษีที่มีฐานการเก็บแคบและไม่เป็นธรรมเท่าที่ควร
 
ภาษีนี้มีภาระต่ำมาก
 
ที่ว่าเช่นนี้ก็เพราะอัตราภาษีต่ำมาก ยกตัวอย่างเช่น คน ๆ หนึ่งมีบ้านราคา 1 ล้านบาท เสียภาษี 0.1% หรือปีละเพียง 1,000 บาท หรือเดือนละ 83 บาท ซึ่งยังถูกกว่าค่าเก็บขยะและดูแลชุมชนเสียอีก ในประเทศยุโรปและอเมริกา เขาจัดเก็บภาษีกันในอัตรา 1-2% ของมูลค่าทรัพย์สิน ทำให้มีเงินไปพัฒนาท้องถิ่นได้มากมาย เขาจึงมีสาธารณูปโภคที่ดีกว่าไทย
 
อันที่จริง ไม่มีความจำเป็นต้องยกเว้นภาษีให้กับใครเลย เพราะการยกเว้น จะขึ้นอยู่กับดุลพินิจ และอาจทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำได้ ยกตัวอย่างเช่น บางคนอาจมีห้องชุดราคาเพียง 300,000 บาท ต้องเสียภาษี 0.1% หรือปีละ 300 บาท เงินเพียงเท่านี้จะเสียเพื่อตัวเองและประเทศชาติไม่ได้เลยหรือ บางท่านอาจบอกว่า 300 บาทของผู้มีรายได้น้อยก็ถือว่ามากแล้ว กรณีนั้นอาจจะใช่ หากเป็นคนจนจริง ก็คงไม่มีสมบัติอะไร
 
ผู้ที่มีทรัพย์สิน 300,000 บาท แม้จะน้อยเมื่อเทียบกับคนมีบ้านหลังใหญ่กว่า แต่ก็ไม่ถือเป็นผู้มีรายได้น้อย และที่สำคัญชาวบ้านอาจทำบุญ ทำสังฆทาน (อาจเพราะเมื่อคืนฝันไม่ดี) เป็นเงินครั้งละมากกว่า 300 เสียอีก บางคนยังอาจเสียไปกับอบายมุขต่าง ๆ มากกว่านี้นัก ดังนั้นการเสียภาษีเพื่อประโยชน์สุขของตนเองโดยตรง จึงไม่พึงเป็นปัญหา และควรรณรงค์ให้ประชาชนร่วมกันมีสำนึกเสียภาษี
 
ยิ่งถ้าเป็นชาวนาที่มีที่ดินขนาดเล็กเพียง 15 ไร่ อยู่ในที่ทุรกันดารที่มีราคาไร่ละ 10,000 บาท ชาวนาดังกล่าวก็มีทรัพย์สินเป็นเงิน 150,000 บาท หากเขาต้องเสียภาษี ณ อัตรา 0.05% เขาจะเสียเป็นเงินเพียง 75 บาทต่อปีเท่านั้น ภาระภาษีเช่นนี้จึงไม่น่าจะมีปัญหากับชาวนาเลย และอย่างน้อยชาวนาท่านนี้ก็ยังมีทรัพย์สิน ไม่ใช่ชาวนาเช่านาแต่อย่างใด เงิน 75 บาทที่เสียไปเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ควรสร้างความภูมิใจแก่ชาวนาท่านนั้นต่างหาก
 
มีแต่ได้ ไม่มีใครเสียหาย
 
ภาษีนี้เก็บมาเพื่อใช้พัฒนาท้องถิ่นโดยตรง โดยอาจนำมาใช้พัฒนาสาธารณูปโภค สาธารณูปการ การศึกษาให้ทันความต้องการของท้องถิ่น และเมื่อท้องถิ่นได้รับการพัฒนา มูลค่าทรัพย์สินของเราก็จะยิ่งเพิ่มพูน เช่น คน ๆ หนึ่งมีบ้านราคา 1 ล้านบาท เสียภาษี 0.1% หรือปีละเพียง 1,000 บาท แต่เมื่อท้องถิ่นได้รับการพัฒนา ราคาบ้านก็สามารถเพิ่มขึ้นสุทธิประมาณ 3% ต่อปี หรือปีละ 30,000 บาท ดังนั้นการเสียภาษีเพียง 1,000 บาท แต่ทำให้ทรัพย์สินมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากมายนั้น จึงนับเป็นความคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง
 
ยิ่งถ้าเป็นเจ้าที่ดินรายใหญ่ที่มีทรัพย์สินมูลค่า 100 ล้านบาท หากต้องเสียภาษี 0.5% ก็เป็นเงิน 500,000 บาท แต่หากท้องถิ่นนั้นเจริญขึ้น ก็จะทำให้มูลค่าทรัพย์สินสูงขึ้น 1.5 ล้านบาท (สมมติให้เพิ่มในอัตราต่ำที่ 1.5%) เท่ากับว่าเจ้าที่ดินรายใหญ่นั้น ได้กำไรถึง 1 ล้านบาทต่อปี
 
ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ยิ่งเก็บภาษีได้มากเท่าไหร่ ท้องถิ่นนั้น ๆ ยิ่งเจริญ ท้องถิ่นนำไปปรับปรุงถนน ทำให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันดีขึ้น พอท้องถิ่นนั้นเจริญ มูลค่าทรัพย์สินก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น เจ้าของที่ดินก็ได้ประโยชน์ เข้าทำนอง “ยิ่งให้ ยิ่งได้” และโดยนัยนี้ เราจึงไม่ควรมีข้อยกเว้นการเก็บภาษีนี้แก่ใครทั้งสิ้น
 
ตัดวงจรอุบาทว์การโกงกิน
 
ภาษีทรัพย์สินนั้นเป็นเงินภาษีที่จัดเก็บและใช้ภายในท้องถิ่น ไม่ผ่านรัฐบาลส่วนกลาง โอกาสที่จะรั่วไหลเพราะนักการเมืองใหญ่หรือเพราะข้าราชการประจำกังฉินระดับชาติ จึงไม่มี และโดยที่เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เก็บได้ จะถูกนำไปใช้เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นเท่านั้น ประชาชนจึงมีความรู้สึกเป็นเจ้าของภาษี ต่างจากในปัจจุบันที่รัฐบาลส่วนกลางส่งงบประมาณมาให้ส่วนท้องถิ่นใช้ คนในท้องถิ่นจึงไม่รู้สึกเป็นเจ้าของเงินดังกล่าว ทำให้เกิดปรากฏการณ์ ‘วัดครึ่งหนึ่ง กรรมการครึ่งหนึ่ง’ กลายเป็นการทุจริตประพฤติมิชอบไป
 
เมื่อประชาชนในท้องถิ่นเห็นศักยภาพของตนเองในการพัฒนาท้องถิ่นเพื่อตนเองจากภาษีของตน คนดี ๆ ซึ่งเป็นชาวบ้านธรรมดาในท้องถิ่นก็จะอาสามาทำงานเพื่อส่วนรวมในองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเป็นนักการเมืองเขี้ยวโง้ง โอกาสการผูกขาดตัดตอนของนักการเมืองท้องถิ่นเสือนอนกินหรือข้าราชการประจำที่ขี้ฉ้อ จึงมีน้อยลง
 
ในประเทศตะวันตก ไม่เฉพาะนายกเทศมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ผู้บริหารฝ่ายการศึกษา การสาธารณูปโภค และอื่น ๆ ในองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ก็จะมาจากการเลือกตั้งเช่นกัน มีเพียงเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการเท่านั้น ที่เป็นข้าราชการประจำ การเลือกตั้งผู้บริหารฝ่ายต่าง ๆ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้การบริหารท้องถิ่นเป็นไปตามความต้องการของคนในท้องถิ่น โดยมีประชาชนในท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง นี่จึงเป็นผลดีของภาษีทรัพย์สินที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์จริงในท้องถิ่น
 
ช่วยสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่แท้
 
นี่เองภาษีทรัพย์สินจึงช่วยสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่ ‘กินได้’ หรือเรียกว่าเป็นรูปธรรม ประชาธิปไตยนั้นเป็นระบอบที่ใคร ๆ ก็เห็นดีด้วย แต่การรดน้ำพรวนดินระบอบประชาธิปไตยไม่ได้อยู่ที่การยกมือหรือการเลือกตั้งเท่านั้น ที่ผ่านมา ประชาชนถูกบิดเบือนให้แปลกแยกกับระบอบประชาธิปไตยที่ทุกคนต้องมีส่วนร่วม มีส่วนได้ มีส่วนเสียกับระบอบนี้ และใช่ว่าทุกวันนี้ประชาชนไม่ได้เสียภาษี เพียงแต่ไม่ได้เสียภาษีทางตรงจากทรัพย์สินที่ครอบครอง จึงทำให้ขาดความรู้สึกเป็นเจ้าของเท่าที่ควร และกลายเป็นว่าท้องถิ่นเป็นหนี้บุญคุณรัฐบาลส่วนกลางที่ส่งเงินมาให้เสียอีก
 
และด้วยเหตุนี้ผมจึงเสนอว่าไม่ควรมีข้อยกเว้นการเก็บภาษีทรัพย์สินนี้ ทุกคนควรภูมิใจที่ได้เสียภาษีนี้เพื่อประโยชน์สุขของตนและส่วนรวม ผู้ครอบครองทรัพย์สินไม่ว่าใหญ่น้อย ก็ล้วนแต่ไม่ใช่คนยากจนข้นแค้นที่ต้องรอการสงเคราะห์ การมีข้อยกเว้นก็เท่ากับเรายอมศิโรราบกับผู้มีฐานะระดับสูง ระบบอุปถัมภ์ก็จะหยั่งรากลึก ระบอบประชาธิปไตยก็จะอ่อนแอ และถ้าเจ้าของทรัพย์รายเล็กยังต้องเสียภาษี เจ้าที่ดินรายใหญ่ก็ย่อมต้องเสียภาษีเพื่อตนเองเช่นกัน
 
ภาษีทรัพย์สินที่ใช้เพื่อท้องถิ่นนี้ ไม่มีใครมาปล้นชิงไปได้ ทุกคนได้ประโยชน์ จึงขอให้ทุกท่านที่อ่านบทความนี้ ช่วยกันทำให้ภาษีทรัพย์สินเกิดขึ้นจริงในประเทศไทย ประชาชนทั่วไป โปรดอย่าเข้าใจผิดว่าภาษีนี้จะเป็นภาระแก่ตน เจ้าที่ดินรายใหญ่ ก็โปรดอย่าได้ขัดขวาง เพราะทุกฝ่ายล้วนได้รับประโยชน์สุขจากภาษีทรัพย์สินนี้
 

 
* ดร.โสภณ พรโชคชัย เป็นผู้ประเมินค่าทรัพย์สินและนักวิจัยด้านอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ขณะนี้เป็นประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย (www.thaiappraisal.org) และยังเป็นกรรมการหอการค้าสาขาจรรยาบรรณ สาขาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ปรึกษาหอการค้าไทยสาขาอสังหาริมทรัพย์ และกรรมการสภาที่ปรึกษาของ Appraisal Foundation ซึ่งเป็นหน่วยงานควบคุมวิชาชีพประเมินค่าทรัพย์สินในสหรัฐอเมริกาที่แต่งตั้งขึ้นโดยสภาคองเกรส Email: sopon@thaiappraisal.org
 

 

Comments

เห็นด้วยกับการเก็บภาษีแบบที่

เห็นด้วยกับการเก็บภาษีแบบที่ ด็อกเตอร์ว่าสุดๆ เลยแหละ เก็บให้หมด ทั้งหน่วยธุรกิจ หน่วยราชการ และเจ้าของที่ตัวจริง ต้องไปจ่ายภาษีด้วยนะ จะได้รู้ว่า ตกลงในเมืองไทย ใครมีที่ดินมากที่สุดอย่างน้อยๆ จะได้รู้มั่งว่า 200 อันดับแรก ที่มีที่ดินมากที่สุด เป็นใครบ้าง

แต่ที่ด็อกเตอร์อธิบายมา คือ ข้อดีในการเก็บภาษี กระบวนการ ในการจัดเก็บ ละเอียดดี แต่พอพูดถึงการนำเงินภาษีไปใช้ดูจะพูดรวมๆ คลุมๆ เครือๆ ว่า จะทำให้รัฐมีรายได้จากภาษีที่ดินเยอะ สำหรับเอามาพัฒนาประเทศ

ที่ว่ามามันก็สำคัญจริงๆ แต่ถ้าเพิ่มประเด็น การใช้จ่ายเงินงบประมาณ เพื่อให้กระจายออกจากกรุงเทพฯ ไปพัฒนาแต่ละจังหวัดอย่างเท่าเทียม และเป็นธรรม จะทำอย่างไร จะใช้สูตรอะไรมาคิด

ขอบคุณครับ ภาษีนี้ใช้ภายในท้อ

ขอบคุณครับ

ภาษีนี้ใช้ภายในท้องถิ่น จึงไม่ได้กระจายไปท้องถิ่นอื่นครับ
พอท้องถิ่นเข้มแข็ง ก็จะทำให้ประชาธิปไตยโดยรวมแข็งแรง

ส่วนการใช้จ่ายนั้น ก็แล้วแต่ท้องถิ่นเอาไปทำอะไร
ส่วนมากจะสร้างสาธารณูปโภค สาธารณูปการ พัฒนาการศึกษา ฯลฯ
คนท้องถิ่น ย่อมรู้ใจและทันใจกับท้องถิ่น

ส่วนการโกงนั้น ในเมื่อทุกคนออก และร่วมเป็นเจ้าของ
ทีนี้จะปล่อยให้นักการเมืองท้องถิ่นมาโกงย่อมเป็นไปไม่ได้
คนดี ๆ ก็จะสมัครเข้ามาแข่งขัน
ทำการเมืองให้สะอาดขึ้นครับ

คุณโสภณฯ มีความคิดซื่อ

คุณโสภณฯ มีความคิดซื่อ บริสุทธิ์ ดีมากๆ (ฉลาด แต่ขาดเฉลียว) ท่านดูถูกผู้นำไทยทุกระดับชั้น ที่มีความฉลาด+แกมโกงเป็นสายเลือดไทย อยู่ทุกหย่อมหญ้า ยิ่งเรียนมากรู้มาก ยิ่งแนบเนียนในการโกงมากๆ และเป็นสามัคคีคอรัปชั่น เชียว จะบอกให้
ตราบใดสังคมไทย ยังขาดผู้นำเด็ดขาด ประเภทเจียรนัยเพ็ชรพลอยได้เก่ง รู้จักนำปัจจัยด้านเจียรนัยที่มีอยู่พร้อมในองค์กร มาประสานงานอย่างบูรณาการ และตัวผู้นำต้องพร้อมเป็น แบบอย่างที่ดีด้วย
คำตอบ คือทำอย่างไรให้สังคมไทย เข้าใจ เข้าถึง"ความพอ" ทางจิตวิญญาณ และพัฒนาออก เป็นรูปธรรมอย่างที่ ท่านโสภณฯ ขายความคิด รวมถึงทุกๆด้าน ที่เป็นเรื่องของความเสียสละแต่น้อย ของคนมีฐานะ เพื่อประโยชน์สุขมหาชน ที่เป็นคนจนส่วนใหญ่ ของประเทศ
ดูใกล้ๆตัว เรื่องประกันราคาข้าว ดูเหมือนเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล ต่อชาวนา เพื่อแก้ปัญหาขูดรีดราคา จากพ่อค้าคนกลาง ทำไปทำมาชาวนาก็จนเหมือนเดิม แต่ไปมั่งมีศรีสุข ที่ข้าราชการผู้ใหญ่ และข้าราชการการเมืองระดับรัฐมนตรี เพราะบรรดาตีนโรงตีนศาลหาผลประโยชน์ให้ผู้บังคับบัญชา โดยสวมข้าว จากพะม่า ลาว เขมร เวียตนาม ในราคาถูกๆเป็นข้าวไทย ชาวนาไทยเอาข้าวปประกัน โรงสีบอกคลังเต็ม อยากประกันจริงๆต้องลดราคา ให้โรงสี จึงจะคุยกันรู้เรื่อง
คงมีเท่านี้แหละครับ

คุณโสภณฯ มีความคิดซื่อ

คุณโสภณฯ มีความคิดซื่อ บริสุทธิ์ ดีมากๆ (ฉลาด แต่ขาดเฉลียว) ท่านดูถูกผู้นำไทยทุกระดับชั้น ที่มีความฉลาด+แกมโกงเป็นสายเลือดไทย อยู่ทุกหย่อมหญ้า ยิ่งเรียนมากรู้มาก ยิ่งแนบเนียนในการโกงมากๆ และเป็นสามัคคีคอรัปชั่น เชียว จะบอกให้
ตราบใดสังคมไทย ยังขาดผู้นำเด็ดขาด ประเภทเจียรนัยเพ็ชรพลอยได้เก่ง รู้จักนำปัจจัยด้านเจียรนัยที่มีอยู่พร้อมในองค์กร มาประสานงานอย่างบูรณาการ และตัวผู้นำต้องพร้อมเป็น แบบอย่างที่ดีด้วย
คำตอบ คือทำอย่างไรให้สังคมไทย เข้าใจ เข้าถึง"ความพอ" ทางจิตวิญญาณ และพัฒนาออก เป็นรูปธรรมอย่างที่ ท่านโสภณฯ ขายความคิด รวมถึงทุกๆด้าน ที่เป็นเรื่องของความเสียสละแต่น้อย ของคนมีฐานะ เพื่อประโยชน์สุขมหาชน ที่เป็นคนจนส่วนใหญ่ ของประเทศ
ดูใกล้ๆตัว เรื่องประกันราคาข้าว ดูเหมือนเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล ต่อชาวนา เพื่อแก้ปัญหาขูดรีดราคา จากพ่อค้าคนกลาง ทำไปทำมาชาวนาก็จนเหมือนเดิม แต่ไปมั่งมีศรีสุข ที่ข้าราชการผู้ใหญ่ และข้าราชการการเมืองระดับรัฐมนตรี เพราะบรรดาตีนโรงตีนศาลหาผลประโยชน์ให้ผู้บังคับบัญชา โดยสวมข้าว จากพะม่า ลาว เขมร เวียตนาม ในราคาถูกๆเป็นข้าวไทย ชาวนาไทยเอาข้าวปประกัน โรงสีบอกคลังเต็ม อยากประกันจริงๆต้องลดราคา ให้โรงสี จึงจะคุยกันรู้เรื่อง
คงมีเท่านี้แหละครับ

คุณโสภณฯ มีความคิดซื่อ

คุณโสภณฯ มีความคิดซื่อ บริสุทธิ์ ดีมากๆ (ฉลาด แต่ขาดเฉลียว) ท่านดูถูกผู้นำไทยทุกระดับชั้น ที่มีความฉลาด+แกมโกงเป็นสายเลือดไทย อยู่ทุกหย่อมหญ้า ยิ่งเรียนมากรู้มาก ยิ่งแนบเนียนในการโกงมากๆ และเป็นสามัคคีคอรัปชั่น เชียว จะบอกให้
ตราบใดสังคมไทย ยังขาดผู้นำเด็ดขาด ประเภทเจียรนัยเพ็ชรพลอยได้เก่ง รู้จักนำปัจจัยด้านเจียรนัยที่มีอยู่พร้อมในองค์กร มาประสานงานอย่างบูรณาการ และตัวผู้นำต้องพร้อมเป็น แบบอย่างที่ดีด้วย
คำตอบ คือทำอย่างไรให้สังคมไทย เข้าใจ เข้าถึง"ความพอ" ทางจิตวิญญาณ และพัฒนาออก เป็นรูปธรรมอย่างที่ ท่านโสภณฯ ขายความคิด รวมถึงทุกๆด้าน ที่เป็นเรื่องของความเสียสละแต่น้อย ของคนมีฐานะ เพื่อประโยชน์สุขมหาชน ที่เป็นคนจนส่วนใหญ่ ของประเทศ
ดูใกล้ๆตัว เรื่องประกันราคาข้าว ดูเหมือนเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล ต่อชาวนา เพื่อแก้ปัญหาขูดรีดราคา จากพ่อค้าคนกลาง ทำไปทำมาชาวนาก็จนเหมือนเดิม แต่ไปมั่งมีศรีสุข ที่ข้าราชการผู้ใหญ่ และข้าราชการการเมืองระดับรัฐมนตรี เพราะบรรดาตีนโรงตีนศาลหาผลประโยชน์ให้ผู้บังคับบัญชา โดยสวมข้าว จากพะม่า ลาว เขมร เวียตนาม ในราคาถูกๆเป็นข้าวไทย ชาวนาไทยเอาข้าวปประกัน โรงสีบอกคลังเต็ม อยากประกันจริงๆต้องลดราคา ให้โรงสี จึงจะคุยกันรู้เรื่อง
คงมีเท่านี้แหละครับ

คุณโสภณฯ มีความคิดซื่อ

คุณโสภณฯ มีความคิดซื่อ บริสุทธิ์ ดีมากๆ (ฉลาด แต่ขาดเฉลียว) ท่านดูถูกผู้นำไทยทุกระดับชั้น ที่มีความฉลาด+แกมโกงเป็นสายเลือดไทย อยู่ทุกหย่อมหญ้า ยิ่งเรียนมากรู้มาก ยิ่งแนบเนียนในการโกงมากๆ และเป็นสามัคคีคอรัปชั่น เชียว จะบอกให้
ตราบใดสังคมไทย ยังขาดผู้นำเด็ดขาด ประเภทเจียรนัยเพ็ชรพลอยได้เก่ง รู้จักนำปัจจัยด้านเจียรนัยที่มีอยู่พร้อมในองค์กร มาประสานงานอย่างบูรณาการ และตัวผู้นำต้องพร้อมเป็น แบบอย่างที่ดีด้วย
คำตอบ คือทำอย่างไรให้สังคมไทย เข้าใจ เข้าถึง"ความพอ" ทางจิตวิญญาณ และพัฒนาออก เป็นรูปธรรมอย่างที่ ท่านโสภณฯ ขายความคิด รวมถึงทุกๆด้าน ที่เป็นเรื่องของความเสียสละแต่น้อย ของคนมีฐานะ เพื่อประโยชน์สุขมหาชน ที่เป็นคนจนส่วนใหญ่ ของประเทศ
ดูใกล้ๆตัว เรื่องประกันราคาข้าว ดูเหมือนเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล ต่อชาวนา เพื่อแก้ปัญหาขูดรีดราคา จากพ่อค้าคนกลาง ทำไปทำมาชาวนาก็จนเหมือนเดิม แต่ไปมั่งมีศรีสุข ที่ข้าราชการผู้ใหญ่ และข้าราชการการเมืองระดับรัฐมนตรี เพราะบรรดาตีนโรงตีนศาลหาผลประโยชน์ให้ผู้บังคับบัญชา โดยสวมข้าว จากพะม่า ลาว เขมร เวียตนาม ในราคาถูกๆเป็นข้าวไทย ชาวนาไทยเอาข้าวปประกัน โรงสีบอกคลังเต็ม อยากประกันจริงๆต้องลดราคา ให้โรงสี จึงจะคุยกันรู้เรื่อง
คงมีเท่านี้แหละครับ

ผมอยากให้เก็บภาษีที่ดินอย่างเ

ผมอยากให้เก็บภาษีที่ดินอย่างเดียวครับ
ไม่ควรเก็บภาษีบ้านอาคารเรือนโรง เพื่อคนจะได้กล้าสร้าง ขยาย ซ่อม ปรับปรุงสิ่งก่อสร้าง (โดยไม่ต้องกลัวว่าราคาประเมินจะสูงขึ้นทำให้ภาษีบ้านอาคารสูงขึ้นตาม) ถ้ามีการก่อสร้างปรับปรุงอาคารบ้านเรือนมากขึ้นก็หมายถึงคนมีงานทำมากขึ้น เมืองก็จะไม่ดูทรุดโทรม เศรษฐกิจก็จะดีขึ้น

ที่จริงควรเก็บภาษีที่ดินเพิ่มขึ้น ๆ ปีละ 3-4 % ของค่าเช่าศักย์ จนในที่สุดสัก 25-33 ปีก็เท่าค่าเช่า ความได้เปรียบเสียเปรียบในการได้ครองที่ดินมากน้อย ดีเลวผิดกันก็จะหมดไป ที่ดินจะราคาเป็นศูนย์หรือเกือบศูนย์ คนจะเลิกเก็งกำไรเก็บกักที่ดิน คนจนก็หาที่อยู่ที่ทำกินได้ง่าย ค่าเช่าหรือภาษีที่ดินก็ลดลงสู่ระดับที่ควรเป็น ผลตอบแทนแรงงานและทุนสูงขึ้น การว่างงานลด ผลผลิตของชาติจะสูงขึ้น

ขณะเดียวกันค่อย ๆ ลด/เลิกภาษีจากการทำงานและการลงทุนผลิตและค้าขาย รวมทั้งภาษีเงินได้ รายได้สุทธิจะสูงขึ้น แต่สินค้าจะถูกลง ขายของแข่งสู้ต่างชาติได้ดีขึ้นครับ

ขอเชิญดูผลดีและความเป็นธรรมขอ

ขอเชิญดูผลดีและความเป็นธรรมของการมุ่งเก็บภาษีที่ดินแทนภาษีจากการลงแรงลงทุนได้ที่ http://th.wikipedia.org/wiki/เฮนรี_จอร์จ ครับ
สุธน หิญ http://geocities.com/utopiathai

ยุก economic babble

ยุก economic babble ของญี่ปุ่น ราคาที่ดินในเมื่องใหญ่อย่างโตเกียวสูงมากเลย และเจ้าของบ้านเสียภาษีที่ดินท้องถิ่นไม่ได้ บังคับให้พวกเขาไม่มีทางเลือกนอนจากที่จะขายบ้านเอง แต่เท่าที่อ่านบทเรียนของอาจารย์ท่านนี้ ก็รู้สึกว่าอัตราภาษีก็น่าจะไม่พลลบต่อชีวิดคนชั้นกลางมากนักครับ รัฐบาลต้องประชาสัมพันธ์จุดนี้เพื่อคลี่คลายความกังวลของคนชั้นกลาง

ขอบคุณครับ กรณีจำนำข้าว

ขอบคุณครับ

กรณีจำนำข้าว ประกันราคาข้าวนั้น เป็นเรื่องนโยบายรวมศูนย์จากส่วนกลาง
ดังนั้นนักการเมืองเขี้ยวโง้ว และข้าราชการประจำระดับสูงที่หากินอยู่
ก็ย่อมจะมีช่องทางทำมาหากินได้อยู่แล้ว
ประกอบกับขาดการตรวจสอบ จึงทำให้เกิดปัญหา

ปล.
ขออนุญาตแสดงความเห็นหน่อยนะครับ ที่ท่านว่า
"คำตอบ คือทำอย่างไรให้สังคมไทย เข้าใจ เข้าถึง"ความพอ" ทางจิตวิญญาณ"
อันนี้เป็นสิ่งที่มองแบบตั้งเงื่อนไขซึ่งไม่รู้จะเป็นไปได้ไหม
เหมือน "โลกจะมีสุข ถ้ามนุษย์มีธรรม" ก็ใช้เทศน์ได้ตลอดกาล
พูดอีกก็ (ดูคล้าย) ถูกอีก นะครับ

Somsak, you should write

Somsak, you should write more!! Your Thai is good!!:-) and I'm impressed!! How many langauges do u speak?
How abt Mandarin " Ni hui shua Zhong-wen ma?"
:-) BTW, I always like Dr Sophon's articles. His views are really balanced and he always offer lots of great insights

Joy ขอบคุณครับ

Joy ขอบคุณครับ คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่เข้าใจการเขียนของภาษาจีนเพราะเราก็ใช้ตัวหน้งสือจินเหมือนกันทั้งฟันคนจินพูดไม่รู้เรื่องเลยครับ ยกตัวอย่างเช่น เราเข้าใจสิ่งที่หนังสือพิมพ์เขียนด้วยตัวหน้งสือ Hanji ประมาณ ๗๐ ๘๐ % ถ้าเขียนด้วย 繁体字 ซึ่งเป็น Hanji แบบเก่าที่ยังใช้อยู่ที่ Taiwan Hongkong ...etc

สำหรับถาษีเก้าหน้าที่ดินและภาษีมรดกนั้น ผมคิดว่าคนไทยต้องพยายามให้ทำตอนนี้ครับ หมายถึงว่า ตอนที่พรรคการเมืองยังแย่งชิงอำนาจกันอย่างรุนแรงอยู่ ถ้าสถานการณ์สงบลงแล้ว นักการเมืองไทยอาจจะไม่ทำ

ท่านที่สนใจเรื่องตัวอย่างจากต

ท่านที่สนใจเรื่องตัวอย่างจากต่างประเทศ โปรดอ่าน:

AREA แถลง ฉบับที่ 20/2552: 14 กรกฎาคม 2552
ประสบการณ์เก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในสหรัฐอเมริกา

ผู้แถลง: ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการ
ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ AREA บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส

จากการที่ประเทศไทย (อาจ) มีภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อนำมาใช้นั้น ในสหรัฐอเมริกา มีการดำเนินการอย่างไร ต่อไปนี้เป็นประสบการณ์ที่ ดร.โสภณ พรโชคชัย ได้นำคณะข้าราชการและภาคเอกชนไทยไปดูงานในสหรัฐอเมริกา เพื่อให้เห็นอารยธรรมการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งในสหรัฐอเมริกา เรียกว่า ภาษีทรัพย์สิน
ในการบริหารราชการส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นของสหรัฐอเมริกานั้น ได้แบ่งพื้นที่ของประเทศออกเป็น 50 มลรัฐ ในแทบทุกมลรัฐ จะมีองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ที่เรียกว่า County ซึ่งมีอยู่รวมกันประมาณ 7,000 แห่ง และในแต่ละ County จะมี City หรือ Town คือนครหรือเมือง ซึ่งอาจมีขนาดเล็ก ๆ ไม่กี่ร้อยคนจนถึงเป็นแสนคน อย่างไรก็ตามในบางมลรัฐอาจมีระบบอื่น ๆ ที่ไม่ได้เรียกว่า County ก็ได้ แต่มีการแบ่งระดับขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นคล้าย ๆ กัน
วาชูเคาน์ตี้ (Washoe County) มลรัฐเนวาดา
วาชูเคาน์ตี้ประกอบด้วยนครรีโนและนครอื่นๆ มีขนาดประมาณ 4.6 ล้านเอเคอร์หรือประมาณ 16,000 ตร.กม. หรือเท่ากับสิบเท่าของกรุงเทพมหานคร ทรัพย์สิน ประกอบด้วยสังหาริมทรัพย์ 33,000 รายการ อสังหาริมทรัพย์ 171,000 รายการ ซึ่งมีทั้งที่อยู่อาศัย อสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์และอื่น ๆ ฝ่ายประเมินค่าทรัพย์สินของ Washoe County สามารถสร้าง CAMA เพื่อประเมินค่าทรัพย์สินได้ปีละ 100,000 รายการจาก 171,000 รายการ และในอนาคตคาดว่าจะสามารถประเมินใหม่ได้ทุกปี
ในวาชูเคาน์ตี้นี้ ใช้มูลค่าตลาดเป็นฐาน โดยให้นำมาคิดเพื่อการเสียภาษีเพียง 35% ของราคาตลาด เช่น ถ้าทรัพย์สินราคา 1 ล้านบาท ก็จะคิดเพื่อการเสียภาษีเพียง 350,000 บาท เป็นต้น อัตราภาษีที่เสียก็ประมาณ 3% สำหรับที่อยู่อาศัย และไม่เกิน 8% สำหรับทรัพย์สินที่สร้างรายได้ จึงเสียภาษีประมาณ 10,500 บาทต่อปีสำหรับทรัพย์สินที่มีราคา 350,000 บาท หรือประมาณ 1-2% ของมูลค่าตลาด
ผลของการประเมินค่าทรัพย์สินนี้ได้รับการยอมรับจากประชาชนเจ้าของทรัพย์สิน และแทบไม่มีใครไม่ยอมจ่ายภาษีเลย (เก็บได้ราว 99.6%) ในกรณีผู้ที่ขัดขืน ก็อาจถูกฟ้องบังคับขายทอดตลาดได้ จึงไม่มีใครพยายามไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
เจ้าหน้าที่ในสำนักงานประเมินค่าทรัพย์สินนั้นมี 85 คน มีงบประมาณราว 7.1 ล้านดอลลาร์ต่อปี หรือประมาณ 250 ล้านบาท และส่วนใหญ่ใช้เพื่อการพนักงาน นอกจากนี้สำนักประเมินฯ ยังมีงบประมาณค่าใช้จ่ายเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ อีกราว 1 ล้านดอลลาร์ต่อปี และสามารถจัดเก็บภาษีได้ประมาณ 470 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (15,000 ล้านบาท) โดย 20 ล้านดอลลาร์เก็บจากสังหาริมทรัพย์ และอีก 450 ล้านดอลลาร์เก็บจากอสังหาริมทรัพย์

เมืองนอร์ฟอร์ค มลรัฐแมสซาชูเซ็ต
เมืองนอร์ฟอล์คตั้งอยู่ห่างจากนครบอสตันไปทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 40 กิโลเมตร ในมลรัฐแมสซาชูเซ็ตต์ เป็นเมืองขนาดเล็กที่มีบ้านเพียง 2,895 หน่วย แต่มีแปลงที่ดินทั้งหมดเกือบ 4,000 แปลง เมืองนี้จัดเก็บภาษีทรัพย์สินประเภทอสังหาริมทรัพย์ได้ 520 ล้านบาท และสังหาริมทรัพย์ได้ 12 ล้านบาท รวม 532 ล้านบาท คิดเป็น 55%ของงบประมาณทั้งปีซึ่งเป็นเงิน 960 ล้านบาท (532 ล้านที่เก็บได้ + 428 ล้านได้รับการอุดหนุนของมลรัฐ)
อัตราภาษีทรัพย์สินทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์คือ 1.193% เช่นถ้าใครมีบ้านราคา 1 ล้านบาท ก็ต้องเสียภาษี 11,930 บาท การที่เก็บเก็บภาษีท้องถิ่นในรูปแบบภาษีทรัพย์สินน้อยเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นว่าท้องถิ่นไทยขึ้นกับรัฐบาลส่วนกลางในการจัดสรรงบประมาณเป็นอย่างมาก และนี่อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ประชาธิปไตยที่ทุกฝ่ายควรมีส่วนร่วมไม่มีโอกาสหยั่งรากในผืนแผ่นดินไทย
ชาวบ้านผู้เป็นเจ้าของบ้านในเมืองต่าง ๆ ในสหรัฐอเมริกาสามารถแย้งราคาที่ทางราชการประเมินเพื่อการเสียภาษีให้ตนได้ แต่ปรากฏว่ามีน้อยรายมากที่แย้ง อย่างที่เมืองนอร์ฟอล์คนี้ มีแย้งเพียง 30 รายหรือ 0.1% ของบ้านทั้งหมด

นครแองเคอะริจ มลรัฐอลาสก้า
นครแองเคอะริจนี้มีพื้นที่รวมกัน 4,921 ตร.กม. หรือ 1,900 ตร.ไมล์ แต่ส่วนใหญ่ 94% เป็นภูเขา มีประชากรประมาณ 270,000 คน มีแปลงที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยรวมกันประมาณ 94,000 แปลง (ส่วนมากบ้านหนึ่งหลังมี 1 แปลง) รวมมูลค่าของที่อยู่อาศัยได้ประมาณ 880,000 ล้านบาท หรือตกเป็นเงินแปลงละ 9.362 ล้านบาท
ในนครแห่งนี้ ท้องถิ่นจัดเก็บภาษีทรัพย์สินประมาณ 1% ของมูลค่าตลาดเช่นกัน คือเก็บได้ประมาณ 8,800 ล้านบาทต่อปีมาใช้จ่ายเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ที่น่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือ ระบบทะเบียนทรัพย์สินโดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจัดทำโดยระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์นั้น สามารถนำมาใช้ได้โดยหน่วยงานแทบทุกแห่ง ทั้งตำรวจดับเพลิง หน่วยงานสาธารณูปโภค แม้แต่นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ระบบนี้มีผู้ช่วยออกค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ซึ่งต่างจากประเทศไทยที่เราพัฒนาแบบ “แยกส่วน” ทำให้เกิดความสูญเปล่า ขาดประสิทธิภาพเท่าที่ควรแล้ว ยังอาจเป็นช่องทางในการทุจริตกับโครงการ GIS ขนาดใหญ่ด้วย

การจัดเก็บภาษีทรัพย์สินหรือในประเทศไทยเรียกว่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (เพราะเราจำกัดเฉพาะอสังหาริมทรัพย์) นั้น สามารถเป็นจริงได้ และสามารถดำเนินการให้เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายได้ หากได้เริ่มทดลองใช้แล้ว ย่อมจะทำให้เห็นคุณค่าจากผลดีของการเสียภาษี (หากภาษี ไม่ถูกใครฉ้อราษฎร์บังหลวงเสียก่อน)!

ส่วนท่านที่สนใจภาษีมรดก

ส่วนท่านที่สนใจภาษีมรดก

โปรดอ่าน
โสภณ พรโชคชัย: ผลการสำรวจภาษีมรดกจากนานาชาติ
http://www.prachatai.com/journal/2009/06/24818

"คนรวยมักมีนักกฎหมายและนักบัญ

"คนรวยมักมีนักกฎหมายและนักบัญชีมือดีคอยให้การช่วยเหลือ จึงไม่อาจเก็บภาษีดังกล่าวได้จริง ผลกรรมเลยตกแก่บุพากรีของครอบครัวที่ไม่รวย แต่มีเพียงอสังหาริมทรัพย์ที่จะยกให้แก่ลูก ๆ "

นีคือสื่งที่เกิดขึ่นที่ญี่ปุ่นด้วยครับทั้งๆที่คนรวยคนญี่ปุ่นอาจจะไม่ค่อยถนัดนักถ้าเปรียบเทียบกับคนรวยประเทศอื่น ผมก็คงจะต้องขายบ้านเมื่อสืบทอดมรดกของแม่ (อัตราภาษีมรดกที่ญี่ปุ่นค่อนข้างสูงเพราะการปฎิรูประบบภาษีหลังเราแพ้สงครามนั้น มาจากความคิดเห็นของ Newdealers ซึ่งนำการปฎิรูระบบการเมืองทีญี่ปุ่น)

แต่ สำหรับเฉพาะประเทศไทย อาจารย์คิดอย่างไงครับ? การนำภาษิมรดกมาใช้จะมีประโยชต่อประเทศนี้มากหมายหรือเปล่า? เห็นเหมือนว่าอาจารย์ไม่ค่อยสนับสนุนใอเดียนี่นัก เพราะเก็บภาษียาก

คุณสมศักดิ์

คุณสมศักดิ์ ใช้ภาษาไทยได้ดีจริง BTW, มีคนแซวคุณสมศักดิ์เรื่องเกี่ยวกับฟันที่ Prachathai Eng. ไม่ทราบว่าได้อ่านหรือยังคะ :-)

Dr. โสภณมักจะมีบทความดีๆและสร้างสรรค์มาให้อ่านเสมอ ขอบคุณค่ะ

ใช่ครับ

ใช่ครับ ไม่ได้สนับสนุนภาษีนี้
ไม่ใช่ไปเอื้อใครนะครับ แต่ไม่จำเป็นต้องเก็บก็ได้
หากมีภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ดี

ขออนุญาตคัดลือกเรื่องภาษีมรดกที่ผมเขียนไว้อีกทีครับ
ตาม link ข้างต้นอีกทีครับ

ผลการสำรวจภาษีมรดกจากนานาชาติ

ผู้แถลง: ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการ
ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ AREA บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส

ในขณะนี้รัฐบาลกำลังมีนโยบายเกี่ยวกับภาษีทรัพย์สิน ซึ่งจะเรียกเก็บเป็นรายปีจากมูลค่าของทรัพย์สินโดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ที่ถือครองเพื่อใช้ในการบริหารราชการส่วนภูมิภาค นอกจากนี้รัฐบาลยังเคยประกาศแนวคิดเกี่ยวกับภาษีมรดก ซี่งสร้างความหวาดวิตกให้กับเจ้าของทรัพย์สินที่มีรายได้สูงเป็นอย่างมาก ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส โดย ดร.โสภณ พรโชคชัย จึงได้สำรวจความเห็นของผู้รู้จากทั่วโลกเกี่ยวกับระบบภาษีมรดก มาเพื่อประกอบความเข้าใจของทุกฝ่าย

ภาษีมรดกนั้นเป็นเรื่องของการเมือง ซึ่งมักมีการ ‘โยนหินถามทาง’ เป็นระยะ ๆ และขึ้นอยู่กับการต่อสู้ทางความคิดทางการเมืองมาโดยตลอด ระบบภาษีมรดกมีในประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นสงครามความคิดระหว่างฝ่ายพรรคอนุรักษ์นิยม ซึ่งเป็นของคนชั้นสูง กับฝ่ายพรรคแรงงาน ซึ่งเป็นของคนระดับล่าง ซึ่งในห้วงหนึ่งฝ่ายพรรคแรงงานสามารถกุมอำนาจและมีภาษีมรดกขึ้นมารีดภาษีกับผู้มีรายได้สูงที่มีมรดก และยังขยายแนวคิดนี้ไปยังประเทศในเครือจักรภพอังกฤษอีกด้วย

ภาษีนี้อาจจัดเป็นภาษีเชิงการเมือง ฝ่ายเจ้าของที่ดินรายใหญ่ก็มักอ้างว่าตนเองไม่ได้ทำธุรกิจ และเป็นทรัพย์สินที่ถือครองมาโดยสุจริต ไม่ควรต้องเสียภาษีในยามที่โอนให้ทายาท แต่อีกฝ่ายหนึ่งก็มองว่า ทรัพย์สินเหล่านี้ได้ประโยชน์มหาศาลจากระบบสาธารณูปโภคที่ลงทุนโดยรัฐ ดังนั้นมูลค่าที่เพิ่มขึ้น จึงได้จากการลงทุนของรัฐ จึงควรเสียภาษี

ในอังกฤษ ศาสตราจารย์วิลเลียม แมคคลัสกี แห่งมหาวิทยาลัยอัสเตอร์ ให้ข้อมูลว่า อังกฤษในฐานะเจ้าตำรับ ยังมีการใช้กฎหมายมรดกอยู่ ซึ่งมุ่งจะเก็บภาษีจากการที่เจ้าของที่ดินไม่ได้ทำประโยชน์กับทรัพย์สินของตนเท่าที่ควร เช่นเดียวกับในสหรัฐอเมริกา นายเดวิด เลน ที่ปรึกษาด้านการเวนคืนทรัพย์สินให้ความเห็นว่า การจัดเก็บภาษีมรดกนั้นคำนวณจากมูลค่าตลาดล่าสุด ลบด้วยหนี้สินใด ๆ ของผู้ให้มรดก และหากทรัพย์สินดังกล่าวมีราคาเกินกว่าประมาณ 100 ล้านบาท ก็ต้องนำไปเสียภาษี และกระบวนการคำนวณภาษีนั้นกินเวลายาวนาน จนบางครั้งอาจเป็นปี แต่เขามีระบบการจัดเก็บภาษีที่เข้มงวด โอกาสโกงจึงมีจำกัด

ในอาฟริกาใต้ ศาสตราจารย์วัลมอน กะยูท อดีตคณบดีคณะอสังหาริมทรัพย์ มหาวิทยาลัยอาฟริกาใต้ ก็ยังมีการเก็บภาษีมรดก แต่มีการกำหนดให้ชัดเจนว่า ทายาทต้องได้รับมรดก จะเกิดกรณียึดไปเพื่อเสียภาษีเสียแทบทั้งหมดไม่ได้

อย่างไรก็ตามในออสเตรเลียซึ่งแม้เป็นหนึ่งในประเทศเครือจักรภพอังกฤษ แต่ก็เลิกเก็บภาษีทรัพย์สินมาตั้งแต่ปี 2524 แล้ว นายแม็กซ์ เลน ประธานบริษัทนายหน้ารายใหญ่แห่งหนึ่ง ชื่อเลนแอนด์ฮอร์น ได้ย้ำให้เห็นว่า โอกาสที่จะนำภาษีนี้กลับมาใช้ใหม่คงยากมาก ในแคนาดา โดยนายบ็อบ บราวน์ ผู้อำนวยการสถาบันภาษีทรัพย์สินนานาชาติ ก็ให้ข้อมูลว่าแคนาดา ก็ไม่มีระบบภาษีทรัพย์สินแล้วเช่นกัน

ส่วนในมาเลเซีย ดร.อิสกันดา อิสซาเมล ซึ่งร่ำเรียนการประเมินค่าทรัพย์สินมาจากอังกฤษและเคยรับราชการอยู่กรมประเมินค่าทรัพย์สินมาเลเซีย บอกว่า มาเลเซียก็เลิกเก็บภาษีนี้แล้วเช่นกันตั้งแต่ปี 2544 แต่ก่อนหน้านี้เก็บอยู่ ณ อัตราประมาณ 40% ของส่วนต่างระหว่างมูลค่าตลาดล่าสุด กับมูลค่าตลาดตอนได้มา ซึ่งสร้างความสับสนมาก เนื่องจากบางคนได้ทรัพย์มานับร้อยปีแล้ว สมัยนั้นคงไม่มีหลักฐานราคาให้เปรียบเทียบ

ประเทศสวีเดนก็เช่นเดียวกับประเทศในยุโรปหลายแห่ง อาจารย์บุญส่ง ชเลธร ผู้ประสานงานมหาวิทยาลัยรามคำแหงประจำสวีเดน กล่าวว่า สวีเดนมีระบบภาษีทรัพย์สินจนกระทั่งหลังเกิดสึนามิ เมื่อปี 2547 ปรากฏว่าพลเมืองสวีเวนมาเสียชีวิตจากเหตุพิบัติภัยสึนามิเป็นจำนวนมาก ยังความเศร้าโศกกันทั้งประเทศ ทายาท ยังต้องมาเสียภาษีมรดกอีก รัฐบาลสวีเดนจึงเร่ง ‘เยียวยา’ ทางจิตใจแก่ประชาชนด้วยการยกเลิกภาษีมรดก โดยให้ยกเลิกย้อนหลังไปถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสึนามิดังกล่าว

อาจกล่าวได้ว่าภาษีมรดกไม่เป็นที่นิยมแล้ว เพราะหลายคนเลี่ยงภาษีด้วยการตั้งนิติบุคคลในลักษณะบริษัทหรือ Trust ขึ้นมาดูแลทรัพย์สิน คนรวยมักมีนักกฎหมายและนักบัญชีมือดีคอยให้การช่วยเหลือ จึงไม่อาจเก็บภาษีดังกล่าวได้จริง ผลกรรมเลยตกแก่บุพากรีของครอบครัวที่ไม่รวย แต่มีเพียงอสังหาริมทรัพย์ที่จะยกให้แก่ลูก ๆ

ภาษีที่ควรเก็บ ควรจะเป็นการเก็บภาษีที่ดินว่างเปล่าที่ไมได้ใช้ประโยชน์ในเมืองให้จงหนัก เพราะรัฐบาลได้ลงทุนสาธารณูปโภคไปมากมาย แต่เจ้าของกลับเพียงแต่นั่งรอให้ราคาขึ้นโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ตามควร ทำให้เกิดต้นทุนค่าเสียโอกาส ผู้ที่จะพัฒนาที่ดินก็ต้องเสียเงินไปซื้อที่ห่างไกลเมืองออกไปเรื่อย ๆ ส่งผลให้สาธารณูปโภคต้องตามออกไปโดยไม่สิ้นสุด เป็นความสูญเสียของคนส่วนใหญ่ไป

ดูเป็นประชาธิปไตยแต่คิดว่ายัง

ดูเป็นประชาธิปไตยแต่คิดว่ายังคงลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของคนไม่ได้ จากตัวอย่างคนมี 350,000 กับ 200 ล้าน อัตราภาษีเท่ากัน
หรือเน้นเฉพาะการหารายได้เท่านั้น

Khun Sopon, This tax is

Khun Sopon,

This tax is called the Council Tax in UK? If it is, the scheme has not been received without criticism. Some argue that the market value of properties may not reflect the actual income of their owners. Also, there is a debate whether local councils (local authorities overseeing taxation) deliver as much as they are expected to. In a centralised bureaucratic state, there's a limit to which local authorities can do in matters such as school and health services improvement. This is of course a British experience. In principle, I support what you are proposing.

Is this auther's explanation

Is this auther's explanation of the law drfated by the government, or the author's proposal? (maybe the former, I guess) How much revenue increae is expected to the local councils? I think there must be some rough calculation.

ผมเข้าใจว่าคุณอ่านภาษาไทยได้

ผมเข้าใจว่าคุณอ่านภาษาไทยได้
แต่เครื่องคอมฯ ของคุณ คงพิมพ์ภาษาไทยไม่ได้นะครับ

ผมขออนุญาตเขียนเป็นภาษาไทย เพื่อทุกคนจะได้อ่านด้วยกันนะครับ

ในสหราชอาณาจักร เขาเรียกว่า Council Tax ครับ
Valuation Office Agency เป็นคนประเมิน band valuation
สำหรับทรัพย์สินเพื่อการเสี่ยภาษี ซึ่งก็ราว ๆ 1% ของมูลค่าครับ
แต่ที่นี่เขาไม่ได้ประเมินใหม่ทุกปีเช่นในกรณีสหรัฐอเมริกาครับ
โปรดดูรายละเอียดที่
http://www.voa.gov.uk/council_tax/

กรณีมูลค่าทรัพย์สิน กับรายได้ของเจ้าของ (actual income of their owners)
ประเด็นนี้ไม่เกี่ยวกันอยู่แล้วครับ
เช่น บางคน 'ผ้าขี้ริ้วห่อทอง' มีเงินมากกว่าบ้านมากมายนัก
เราไม่ได้เก็บภาษีกันตามรายได้ครับ

ส่วนในทางตรงกันข้าม บางคนล้มละลายมา
ก็ต้องหาเงินมาจ่ายภาษีนี้ครับ เพราะภาระน้อย
ที่สำคัญเป็นหน้าที่เพื่อให้ทรัพย์สินของตนมีราคาเพราะท้องถิ่นเจริญ
จะได้ขายไปใช้หนี้ได้ราคาด้วยครับ ! (ถ้าจำเป็น)

ส่วนการปรับปรุงการศึกษาหรือการสาธารณสุข
ท้องถิ่นจัดการได้อยู่แล้ว ยกเว้นเรื่องหลักสูตรหรือหมอ ซึ่งอยู่ที่รัฐบาลส่วนกลาง
ถ้าท้องถิ่นมีเงิน อาจจัดการศึกษาให้มากขึ้น หรือหาสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น
ทำได้มากมายครับ ถ้ามีเงินจากภาษีนี้เสียอย่าง

ขอบคุณครับ

อัตราภาษีนี้เสนอโดยรัฐบาลครับ

อัตราภาษีนี้เสนอโดยรัฐบาลครับ
จริง ๆ ควรเก็บมากกว่านี้ครับ คือราว 1% ของมูลค่าทรัพย์สิน

ตอนนี้เก็บได้ราว ๆ 20,000 ล้าน
แต่ถ้าเก็บตามนี้อาจเก็บได้ประมาณ 40,000 - 50,000 ล้านบาทมั๊ง
(ผมจำตัวเลขไม่ได้)

มาช่วยท่านสุธน promote เรื่อง

มาช่วยท่านสุธน promote เรื่อง Henry George อีกแรงครับ
ใครสนใจแนวคิดดังกล่าว
โปรดเข้าไปใน link ตามที่ท่านว่าไว้ครับ
ใครสนใจหนังสือของ Henry George ที่แปลโดย ท่านสุธน
ก็ติดต่อท่านได้ตามเว็บครับ

Thanks for your replies. I

Thanks for your replies. I live in the UK and yes I don't have a Thai font programme in my new computer - I'll install it asap.

To make my point clearer. The UK Council Tax has been implemented for almost two decades, and we're able to evaluate its pros and cons.

You have already highlighted its benefits so I'll skip the pro.

The downside of Council Tax-- properties are evaluated according to their market value and are categorised into band, ranging from A to H (in Scotland and Wales to I). What you have in practice is residents who live in the areas where the market value of their properties is soaring can end up paying thrice people who live less than 15 kms from them. It is not always the fact that people who live in the high or booming market areas are more affluent than the ones living outside (some have lived there long before the market boom, some are compelled to live there for work or personal reasons, etc.). This is a typical problem you will face in big cities where re-development and re-urbanisation take place vigorously- Bangkok and industrial cities will soon associate with this problem. The gist here is whether the capital value of property or the annual income is a better index to show the wealth of tax payers. That aside, not all tax-payers, especially those of the high bands, are confident that their taxes are well spent locally; they tend to contribute towards very basic services such as improving garbage collection, street cleaning, and re-cycling. Serious issues of schooling, housing, health, and policing are not within the administrative power of local councils. In the worst scenario, you can have local councils collecting high tax, but hardly delivering anything. This bizarre case is often found in the high end housing/ commercial areas. I'm not worried for the riches who don't care much about public services, but a loophole in tax principle breeds local corruption.

In the UK, this tax scheme has been received with mixed blessing. The Liberal Democrat Party (LDP- the 'will never make it' party that I support) once proposed Council Tax to be removed all together. But as I expressed earlier, in principle, it is a sound and equitable tax scheme. Only at implementation level that people will or will not learn to abuse it. The Wikipedia has quite a good article on Council Tax, UK. Good luck.

ว่าจะไม่เขียนแล้วเชียว

ว่าจะไม่เขียนแล้วเชียว แต่อดไม่ได้
อย่างว่าโสภณ จบมาด้านนี้ ก็ย่อม ทำมาหารัปทานทางด้านนี้เพราะถ้าไม่มีกฏหมายอย่างนี้ออกมา จะทำมาหารัปประทานได้อย่างไร?
เปิดฉากของกฏหมายออกมามันก็ตลกแล้ว เพราะดันมีการยกเว้นบางกลุ่มบางพวก
ถ้าหากเป็นประชาธิปไตยจริง คิดทำเพื่อส่วนรวมจริง มันต้องเก็บภาษีให้หมดไม่มีข้อยกเว้น
ถ้าหากมีข้อยกเว้น มันก็คงไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยอย่างแน่นอน
การประเมินมูลค่า ของทรัพย์สินนั้น ใช้เกณท์อะไร ใครคือผู้ประเมิน และแต่ละคนที่เป็นเจ้าหน้าที่ที่ประเมิน มีความรู้ความเข้าใจแค่ไหน ความซื่อสัตย์ไม่คอรับชั่นอยู่ขนาดไหน จะเชื่อถือได้อย่างไร มีบทลงโทษคนที่ทำหน่าที่ประเมินอย่างหนักหรือไม่ถ้าหากประเมินพลาด หรือคอรับชั่น
การกำหนดอัตราภาษีเท่าที่โสภณบอกมานั้น นอกจากจะไม่ช่วยสังคมแล้วทว่ายังยิ่งจะทำให้ความถี่ห่างแห่งชนชั้นมันกว้างออกไปอีกต่างหาก นั่นคือพรอฟเพอร์ตี้ ของคนชั้นกลางระดับล่างย่อมตกไปอยู่ในมือของคนชั้นสูงหมดสิ้นอันเนื่องจากที่คนชั้นกลางระดับล่างไม่อาจที่จะหาเงินมาเสียภาษีได้ แต่สำหรับคนชั้นนายทุนหรือคนชั้นสูงไม่มีปัญหาในด้านนี้
นั่นเพราะชนชั้นนายทุนหรือชนชั้นสูงมีรายได้ที่จำนวนมหาศาลอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วในขณะที่อัตราเพดานของการเก็บภาษีระหว่างชนชั้นสูงนายทุนและชนชั้นกลางระดับล่างอยู่ในอัตราเดียวกัน
ไอ้เรื่องภาษีทรัพย์สินนี้ มันได้มีการพยายามที่จะคิดนำมาใช้นานแล้ว แต่ทว่าเมื่อมาคิดถึงผลดีผลเสียแล่้ว พบว่ามันเสียมากกว่าดี และสามารถทำให้เกิดกลียุคได้อย่างง่ายๆ สังคมคนกินคนยิ่งจะหนักข้อขึ้น
มันไม่ต้องเอาเรื่องที่มันไม่มีทางที่จะเป็นจริงไปได้มาหลอกลวงว่าการเก็บภาษีเช่นนี้จะมีแต่ผลดีไม่มีผลเสียเพราะเป็นการพูดความจริงไม่หมด
ลำพังแค่เดี๋ยวนี้ขณะนี้ ความแตกต่างทางชนชั้นระหว่างคนมี กับคนไม่มีมันก็ห่างกันมากอยู่แล้ว นี่ยังพยายามจะเอาเปรียบคนที่ไม่มีให้มันหนักข้อขึ้นอีกหรือ
พวกยุโรปหรือสหรัฐที่มันใช้กฏหมายแบบนี้ได้นั้น มันเก็บทุกคนไม่มียกเว้น
ถ้าหากจะลอกฝรั่ง ต้องลอกมันให้หมด อย่าลอกมันมาแค่ครึ่งๆกลางๆ
ประเทศนี้ที่มันบิดเบี้ยวอยู่ทุกวันนี้ เพราะเล่นลอกเอาของเขามาอย่างครึ่งๆกลางๆนี่แหละ

แหะ แหะ

แหะ แหะ ขอบคุณที่ด็อกเตอร์มาตอบครับ ด็อกเตอร์มีวิสัยทัศน์ไปไกล ถึงเรื่องการใช้จ่ายเงินภาษี รวมทั้งเรื่องการเปลี่ยนผ่านระบอบประชาธิปไตย และเบียดขับนักการเมือง ผมยังไม่กล้าคิดไปไกลปานนั้นครับ

เรื่องการใช้จ่ายเงินภาษี ผมอ่านของ ดร.ดวงมณี เลาวกุล มธ. ก็เข้าใจในระดับหนึ่ง

ผมว่าปัญหา คือ คนรายได้น้อย ชนชั้นล่าง รายได้ต่ำ ก็ด้อยอำนาจ ด้อยโอกาส โดยเฉพาะการผลักดัน ให้เกิดการจับจ่ายไปสู่ชนชั้นต่ำ มันเป็นปัญหาของนักวิชาการไทยเหมือนกัน เพราะมองว่า มันเป็นการสิ้นเปลือง และสูญเปล่า เช่นเดียวกับประชานิยมของทักษิณ สุดท้ายจึงลงเอยลงที่การใช้จ่ายโครงการขนาดยักษ์ เพื่อคนเมือง มันเลยมากระจุกอยู่เฉพาะเมือง ไม่ออกไปชนบทสักที

และมันเป็นแบบนี้เสมอมา

ส่วนข้อถกเถียงของป๋า "สุธนหิญ" ในประเด็นที่มาของการเก็บภาษี ซึ่งป๋าธน เห็นว่าเก็บเฉพาะ "ที่ดิน" ก็พอ ขณะ ดร.โสภณ เห็นว่า ควรเก็บทั้งที่ดินและโรงเรือน ผมว่าโดยหลักการเก็บภาษีภาพรวมแล้ว ทั้งสองคนไม่ขัดกัน แม้จะนำไปสู่วิธีการและผลกระทบที่แตกต่างกันในทางสังคมก็ตาม

ผมว่าอาจกำหนดเอาไว้แบบครอบคลุมแบบเต็มรูป ตามที่ ดร.โสภณ เสนอก็ไม่เลว โดยการเริ่มจากการเก็บภาษีที่ดิน ตามแนวป๋าธนหิญ ก็ไม่น่าจะผิดกติกา ส่วนภาษีโรงเรือน ขึ้นอยู่กับนโยบายการคลังของรัฐบาลว่า จะเรียกเก็บเพิ่มหรือไม่

แต่ประเด็นสำคัญ คือ จะผลักดันให้กฎหมายนี้ผ่านออกมาบังคับใช้ได้อย่างไร น่าจะเป็นคำถามสำคัญเช่นกัน

สำหรับข้อเสนอของคุณวิชชา เสนอให้คนรู้จัก "หยุดบริโภค" และรู้จัก "ความพอเพียง" ก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะเป็นการก้าวลงไปถึงความ "พอเพียง" ระดับจิตวิญญาณกันเลยทีเดียว เหมือนแนวทาง ถอนรากถอนโคน (radical) เป็นการเสนอภาพ "ยูโธเปีย" ที่น่าสนใจมากๆ

ผมสนใจการก้าวไปสู่ยูโธเปียเหมือนกัน แต่ผมไม่คิดว่าการ "พอเพียง" ด้วยการปฏิวัติตัวจากการรื้อถอนจิตวิญญาณ แบบคุณวิชชาว่า มันจะได้ผล เพราะโครงสร้างสังคมมันกำหนดอยู่ ประวัติศาสตร์ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า ความจนทำให้ คนจนเงิน จนทรัพย์สิน จนอำนาจ และจนโอกาส จากโครงสร้างสังคมทำให้มันเป็น

ดังนั้นวิธีที่จะรื้อถอนได้ ก่อนอื่นต้องปฏิวัติทรัพย์สินส่วนตัว ให้เป็นทรัพย์สินสาธารณะก่อน
เมื่อการแบ่งปันความต้องการขั้นพื้นฐานและขั้นสูง (Needs Theory)จน "เพียงพอ" แล้วคนจะ "พอเพียง" โดยธรรมชาติ แล้วเราก็ไม่ต้องมาถกเถียงเรื่องนี้เลย ว่าควรเก็บภาษีแบบใด นี่ก็เป็น "ยูโธเปีย" อีกแบบเหมือนกัน

เป็นการชี้จุดอ่อนเรื่องวิธีกา

เป็นการชี้จุดอ่อนเรื่องวิธีการประเมินเพื่อเก็บภาษีที่น่าสนใจเอามากๆ ผมเห็นด้วย แต่ผมเสนอว่า ใช้วิธีประเมินแบบปรับราคา กันทุกปี ก็ได้นะ เพื่อให้มีความเหมาะสม และสอดคล้องกับมูลค่าที่เป็นจริง รวมทั้งการจัดเก็บทุกภาคส่วน ไม่มีเว้น แม้หน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ

ประเด็นที่คิดกันมาแล้วไม่ได้ผลักดันออกมาใช้ ผมว่าไม่น่าจะเพราะกลัวเกิด "กลียุค" อย่างที่ว่า หรอกมั้งครับ แต่ปัญหาคือ "ชนชั้นนำ" ที่เป็นผู้ออกกฎหมาย และเสียประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลง จึงไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง โดยขับเคลื่อนวาทกรรม "กลียุค" และปัญหาต่างๆ ออกมาหักล้างมากกว่า

ส่วนการลอกบางส่วนของต่างประเทศ แล้วปรับปรุงก็ไม่ใช่จะไม่มีประโยชน์ เพราะระบบกรรมสิทธิ์ของไทย กับต่างประเทศอาจมีทั้งเหมือนและไม่เหมือน หรือ ถ้าลอกมาทั้งดุ้น ต้องปรับระบบกรรมสิทธิ์ ที่ดิน กฎหมายต่างๆ ในประเทศรองรับด้วย ผมก็ยังไม่เห็นว่าจะเสียหาย

แต่ทั้งหมดก็ย้อนกลับมาอยู่ที่คำถามว่า ไอ้ที่ถกเถียงกันนี่เพราะ "อยากให้ทำ" โดยต้องระวังจุดอ่อนจุดนั้นจุดนี้ หรือ "ไม่ต้องการให้ทำ" เอาเสียเลย ส่วนตัวผมอยากให้ทำ และเห็นว่า ถ้าทำแล้วมันมีจุดอ่อนก็ทยอยปรับแก้ไป เพราะยังไงเสีย กฎหมายภาษีที่ดิน ก็ไม่ใช่กฎหมายชั่วกัลปาวสานต์ แบบ รัฐธรรมนูญ 50

ว่าจะไม่เขียนแล้วเชียว

ว่าจะไม่เขียนแล้วเชียว แต่อดไม่ได้
อย่างว่าโสภณ จบมาด้านนี้ ก็ย่อม ทำมาหารัปทานทางด้านนี้เพราะถ้าไม่มีกฏหมายอย่างนี้ออกมา จะทำมาหารัปประทานได้อย่างไร?

ตอบ
เข้าใจผิดครับ อย่าได้มีอคติ และสบายใจได้ครับ ผมช่วยเขียนเรื่องนี้เพื่อให้สังคมได้รู้ ไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรเลยครับ

เปิดฉากของกฏหมายออกมามันก็ตลกแล้ว เพราะดันมีการยกเว้นบางกลุ่มบางพวก
ถ้าหากเป็นประชาธิปไตยจริง คิดทำเพื่อส่วนรวมจริง มันต้องเก็บภาษีให้หมดไม่มีข้อยกเว้น
ถ้าหากมีข้อยกเว้น มันก็คงไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยอย่างแน่นอน

ตอบ
เรื่องข้อยกเว้น ผมเองก็ไม่เห็นด้วย ยกเว้นสถานที่ราชการและพระราชวัง ในประเทศเราคงต้องยกเว้นไว้สักกรณีนะครับ แม้ว่าถ้าเป็นในอังกฤษ สมเด็จพระราชินีและราชวงศ์ต้องเสียภาษี
และผมก็ไม่เห็นควรลดหย่อนให้ใครที่อ้างว่า "จน" ด้วยครับ เพราะคนมีทรัพย์สินย่อมไม่จนจริง เพราะยังขายทรัพย์สินมากิน มาใช้หนี้ หรือมาเสียภาษีได้

การประเมินมูลค่า ของทรัพย์สินนั้น ใช้เกณท์อะไร ใครคือผู้ประเมิน และแต่ละคนที่เป็นเจ้าหน้าที่ที่ประเมิน มีความรู้ความเข้าใจแค่ไหน ความซื่อสัตย์ไม่คอรับชั่นอยู่ขนาดไหน จะเชื่อถือได้อย่างไร มีบทลงโทษคนที่ทำหน่าที่ประเมินอย่างหนักหรือไม่ถ้าหากประเมินพลาด หรือคอรับชั่น

ตอบ
ในประเทศไทย ทางสำนักประเมินราคาทรัพย์สิน กรมธนารักษ์เป็นผู้รับผิดชอบ และต่อไปให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท) เป็นผู้ดำเนินการ ส่วนจะว่าจ้างบริษัทประเมินเอกชนไปรับเหมาทำการประเมินหรือไม่ ก็แล้วแต่แต่ละ อปท เหตุผลที่ไม่ต้องห่วงเรื่องทุจริตก็คือ
1. การประเมินนี้ไม่ใช่ประเมินแบบปกติแค่รายหรือสองราย จึงไม่น่าจะมีปัญหาการโกงกันได้
2. นอกจากนี้สมาคมด้านการประเมินค่าทรัพย์สินก็มีการควบคุมนักวิชาชีพ มีการประกันการบริการวิชาชีพ และต่อไปจะมี พรบ.ควบคุมวิชาชีพที่เป็นทางการขึ้นอีก
3. ที่สำคัญในการประเมินเพื่อการเก็บภาษีแบบ Computer-assisted Mass Appraisal นี้ ไม่ค่อยได้ใช้ดุลพินิจเฉพาะบุคคลเหมือนกรณีประเมินทั่วไป และ
4. มีคณะกรรมการกำกับ ตรวจสอบในระดับต่าง ๆ ด้วยครับ

การกำหนดอัตราภาษีเท่าที่โสภณบอกมานั้น นอกจากจะไม่ช่วยสังคมแล้วทว่ายังยิ่งจะทำให้ความถี่ห่างแห่งชนชั้นมันกว้างออกไปอีกต่างหาก นั่นคือพรอฟเพอร์ตี้ ของคนชั้นกลางระดับล่างย่อมตกไปอยู่ในมือของคนชั้นสูงหมดสิ้นอันเนื่องจากที่คนชั้นกลางระดับล่างไม่อาจที่จะหาเงินมาเสียภาษีได้ แต่สำหรับคนชั้นนายทุนหรือคนชั้นสูงไม่มีปัญหาในด้านนี้
นั่นเพราะชนชั้นนายทุนหรือชนชั้นสูงมีรายได้ที่จำนวนมหาศาลอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วในขณะที่อัตราเพดานของการเก็บภาษีระหว่างชนชั้นสูงนายทุนและชนชั้นกลางระดับล่างอยู่ในอัตราเดียวกัน

ตอบ
ที่ท่านเขียนไว้ข้างต้น ไม่เป็นเหตุเป็นผลนะครับ การกำหนดเพดานอัตราภาษีมี 3 อัตราคือ ไม่เกิน 0.5% สำหรับอัตราทั่วไป ไม่เกิน 0.1% สำหรับที่อยู่อาศัยที่ไม่ประกอบการเชิงพาณิชย์ และไม่เกิน 0.05% สำหรับที่เกษตรกรรม ส่วนในกรณีที่ดินที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าให้เก็บภาษีตามอัตราทั่วไป แต่หากยังไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์อีกให้เสียภาษีเพิ่มอีก 1 เท่าในทุก 3 ปี แต่ไม่เกิน 2% ต่อปีของฐานภาษี

เขาเอื้ออำนวยให้ชาวนาได้เสียภาษีต่ำมาก จะไปสร้างความถี่ห่างทางชนชั้นยิ่งขึ้นได้อย่างไร

คนรวยต่างหากที่ไม่อยากเสียภาษี เพราะถ้ามีทรัพย์ 100 ล้าน เสียภาษี 500,000 บาท ยังมากกว่าบ้านคนจนทั้งหลัง นี่คือสาเหตุที่เจ้าที่ดินที่มีอำนาจพยายามเตะถ่วง แต่ผมพยายามชี้ว่า ถ้าเขายอมเสีย 500,000 เขาจะได้กำไรมากกว่านี้จากการที่มูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้นนั่นเอง เพื่อให้ทุกฝ่ายได้มาช่วยกันผลักดันภาษีนี้ เพื่อพัฒนาระบอบประชาธิปไตย

ไอ้เรื่องภาษีทรัพย์สินนี้ มันได้มีการพยายามที่จะคิดนำมาใช้นานแล้ว แต่ทว่าเมื่อมาคิดถึงผลดีผลเสียแล่้ว พบว่ามันเสียมากกว่าดี และสามารถทำให้เกิดกลียุคได้อย่างง่ายๆ สังคมคนกินคนยิ่งจะหนักข้อขึ้น
มันไม่ต้องเอาเรื่องที่มันไม่มีทางที่จะเป็นจริงไปได้มาหลอกลวงว่าการเก็บภาษีเช่นนี้จะมีแต่ผลดีไม่มีผลเสียเพราะเป็นการพูดความจริงไม่หมด
ลำพังแค่เดี๋ยวนี้ขณะนี้ ความแตกต่างทางชนชั้นระหว่างคนมี กับคนไม่มีมันก็ห่างกันมากอยู่แล้ว นี่ยังพยายามจะเอาเปรียบคนที่ไม่มีให้มันหนักข้อขึ้นอีกหรือ

ตอบ
ที่ว่า ทำให้เกิดความแตกต่างทางชนชั้น คนไม่มีก็จะหนักข้อขึ้น อันนี้เป็นการเข้าใจผิด เพราะคนมีมาก แต่ทิ้งที่ไว้เฉย ๆ ต้องเสียหนัก คนที่มีทรัพย์สินน้อย กลับเสียภาษีน้อยกว่ามาก ลองอ่านอัตราภาษีอีกทีนะครับ

พวกยุโรปหรือสหรัฐที่มันใช้กฏหมายแบบนี้ได้นั้น มันเก็บทุกคนไม่มียกเว้น
ถ้าหากจะลอกฝรั่ง ต้องลอกมันให้หมด อย่าลอกมันมาแค่ครึ่งๆกลางๆ
ประเทศนี้ที่มันบิดเบี้ยวอยู่ทุกวันนี้ เพราะเล่นลอกเอาของเขามาอย่างครึ่งๆกลางๆนี่แหละ

ตอบ
ข้อยกเว้นเรื่องสถานที่ราชการ เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ทุกประเทศนะครับ
ข้อยกเว้นเรื่องพระราชวังหรือทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่ไม่ได้ใช้เพื่อการพาณิชย์นั้น
ผมไม่มีความเห็นในด้านการเมืองหรอกครับ แต่ที่นี่ประเทศไทยนะครับ ไม่ใช่อังกฤษ
แต่ลำพังประเด็นนี้ ไม่ควรมาขัดขวางการมีภาษีนี้ เพราะภาษีนี้
1. ตัดตอนการโกง ทำให้เงินไม่ต้องถูกส่งไปส่วนกลาง ไม่ผ่านการโกงโดยนักการเมืองและข้าราชการประจำใหญ่ ๆ
2. ใช้ในท้องถิ่น ประชาชนได้ประโยชน์โดยตรง
3. ส่งเสริมประชาธิปไตย เพราะชาวบ้านรู้สึกเป็นเจ้าของ จะช่วยกันตรวจสอบ
4. คนดี ๆ ก็จะมาทำงานการเมืองในท้องถิ่น เพราะเขาอยากช่วยท้องถิ่น นักการเมืองขี้ฉ้อในท้องถิ่นก็จะหมดไป

ขอบคุณครับ

อาจารย์เขียนว่า "3 อัตราคือ

อาจารย์เขียนว่า "3 อัตราคือ ไม่เกิน 0.5% สำหรับอัตราทั่วไป ไม่เกิน 0.1% สำหรับที่อยู่อาศัยที่ไม่ประกอบการเชิงพาณิชย์ และไม่เกิน 0.05%" ขอถามอีกหน่อยครับว่า นี่หมายถึงว่า รัฐบาลจะกำหนด a flat rate ในขอบเขตนี้ หรืออัตราภาษีต่างกันขึ้นอยู่กับราคาที่ดินในขอบเขตนี้

ขอถามอีกหน่อยครับว่า

ขอถามอีกหน่อยครับว่า นี่หมายถึงว่า รัฐบาลจะกำหนด a flat rate ในขอบเขตนี้ หรืออัตราภาษีต่างกันขึ้นอยู่กับราคาที่ดินในขอบเขตนี้

:)

Is this Thai phrase funny? I

Is this Thai phrase funny? I mean....I wonder if it's all right to call thi a "progressive tax" as media reported. To apply a different tax rate to a land categorized in a different zoning is not a progressive tax, I geuss. I think it's just a normal fixed property tax.

That's why I would like to confirm whether different rates would be applied progressively to the lands in the same zoning. It seems that the answer is no, according to what the author wrote. Means Thai media is wrong in descriving it "progressive" tax system?

I think I found my own

I think I found my own mistake. In Japan, farmers pay less property tax for the agricultural land than for their residence. So many farmers, who abondoned their farms, plant chestunts trees in their land in order not to give the government a reason to change the status of their land. I thought this is because the tax rate is different. But actually what is different is the way of apprisal which makes a huge difference whey they pay their tax.

So I think this tax is not a normal fixed property tax, if Japanese fixed property tax is typical, but I'm still not sure whether it can be called a progressive property tax.

เผอิญไม่ได้ไปสวีเดนสักที

เผอิญไม่ได้ไปสวีเดนสักที แต่ถ้าว่างจะหาเวลาไปเพื่อศึกษาข้อเท็จจริงบางประการ
แต่เท่าที่เคยได้พูดคุยกับคนสวีเดนโดยตรง และได้ถามถึงอัตราการเสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดา
ตัวบุคคลที่ถูกถามนั้น เขาบอกว่าเขาเสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดาอยู่ที่ระดับ50%ของรายได้
แต่ทว่า ระดับสูงสุดที่ประเทศของเขาเก็บนั้นอยู่ที่ราว75% ของรายได้
จึงคิดว่าการเก็บภาษีเช่นนี้เหมาะสมนั่นเพราะย่อมทำให้ผู้ที่มีรายได้มากสมควรที่จะต้องจ่ายอัตราที่สูงกว่าผู้ที่มีรายได้ที่ต่ำกว่าทั้งนี้เพื่อไม่ให้มีความเหลื่อมล้ำที่ต่างกันมาก(เนื่องจากตนเองได้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรมากกว่าคนอื่น)
ดังนั้นก็เช่นกัน ที่บอกว่าภาษีทรัพย์สินที่เก็บนั้นถ้าหากเก็บในอัตราที่ว่าตามที่โสภณกล่าว ผลก็คือ ในอนาคตข้างหน้าคนชั้นกลางระดับกลาง คนชั้นกลางระดับล่างและคนชั้นล่าง ก็จะไม่มีเงินที่ไปเสียภาษี ดังนั้นก็จำต้องขายทรัพย์สินที่ว่าไปให้กับนายทุนหรือคนชั้นสูง สิ่งที่มันจะเกิดมันจะเกิดเช่นนี้ต่างหาก และที่ดินทรัพย์สินที่อยู่ในบริเวณใจกลางกทมเกือบทั้งหมดก็จะตกอยู่ในตระกูล40+1ตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศ อย่างแน่้นอนเพราะเนื่องจากอัตราภาษีที่ว่านั้นไม่มีผลกระทบต่อคนกลุ่มนี้อยู่แล้ว(เนื่องจากคนกลุ่มนี้มีรายได้มหาศาลอยู่แล้วแถมภาษีเงินได้ทั้งๆที่ได้มากมหาศาลทว่ากลับเสียภาษีน้อยเพราะเพดานมันอยู่ที่35-37%ไม่ใช่75%)
ส่วนพวกชนชั้นกลางระดับกลางคนชั้นกลางระดับล่างและคนชั้นล่างก็จำต้องพาตนเองและครอบครัวออกไปอยู่ในที่ห่างไกลออกไป ความแตกต่างของชนชั้นมันจะเกิดมากขึ้น มันจะถูกแยกโซนคนจนออกจากคนรวยอย่างชัดเจนปรากฏการณ์เช่นนี้มันจะเกิดขึ้น
ความรุนแรงในสังคมย่อมที่จะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เหตุการณ์เช่นนี้เท่าที่ถามคนอเมริกันหลายคนพวกเขาต่างก็บอกเสียงเดียวกันว่าใช่ เพราะมันจะมีการแยกโซนออกอย่างชัดเจนระหว่างคนมี กับคนไม่มี

แต่ถ้าหากตั้งอัตราภาษีในที่ที่มันสร้างผลประโยชน์ได้มากให้มันมากเหมือนกับอัตราภาษีเงินได้ของสวีเดน นี่สิถึงจะเป็นธรรม
นอกจากนี้ได้ถามเขาเรื่องภาษีมรดก คนอเมริกันตอบว่าพวกเขาต้องเสียภาษีมรดกราว80-85% ค่าทนายอีกราว10%
ที่เหลือ5%จึงจะเป็นของผู้รับมรดก
ดังนั้นถ้าสังเกตุดีดี ครอบครัวที่ร่ำรวยมากในอดีต ก็จะถูกแบ่งความมั่งคั่งออกไปให้กับประเทศชาติเพื่อลดช่องว่าง
อย่างนี้ถึงจะเป็นธรรม
ถ้าหากจะเก็บภาษีทรัพย์สินตามที่โสภณเสนอ ขอให้เก็บภาษีมรดกด้วย และต้องเก็บในอัตราที่ก้าวหน้าตามขั้นของทรัพย์สิน ที่สำคัญต้องเก็บทุกคน เพราะทุกคนล้วนเป็นหุ้นส่วนของประเทศและถ้าหากเชื่อว่าเป็นประชาธิปไตย
มหาเศรษฐีอันดับ1ของสหรัฐและของโลกในอดีต ที่เป็นเจ้าพ่อวงการถลุงเหล็กกล้า แอนดรูคาร์เนกี้ ตัวเขานั้นนอกจากจะเสียภาษีหนักแล้ว เขายังบริจาคเงินเพื่อสร้างห้องสมุดทั่วประเทศสหรัฐและอังกฤษพร้อมหนังสือ ถ้าคิดเป็นเงินไทยในยุคนี้น่าที่จะไม่ต่ำกว่าล้านล้านบาท แต่สำหรับประเทศนี้ ไม่เคยมี
เท่าที่สังเกตุทุกครั้งที่แมงสาปเน่าขึ้นมา ทั้งๆที่ประเทศบอบช้ำแสนสาหัส ก็ยังมักพยามที่จะรวบหับรวบหางออกกฏหมายที่ไม่ได้เคยมีการถามมติมหาชน และกฏหมายที่ออกมานั้น มักจะทำร้ายผู้คนส่วนใหญ่ของประเทศและทำให้ปัญหาของประเทศมันซับซ้อนมากขึ้น
กฏหมายลักษณะเช่นนี้ จำต้องมีการทำพับลิคเฮียริ่ง ถามประชาชนทั้งประเทศว่าจะเอาหรือไม่เอา
แต่อย่างที่ยืนยัน ว่าไม่ขัดข้อง แต่ทว่า ต้องเก็บทุกคน ไม่มีข้อยกเว้นแม้นกระทั่งหน่วยงานของรัฐ

ถ้าอยากรู้เรื่องรัฐสวัสดิการใ

ถ้าอยากรู้เรื่องรัฐสวัสดิการในสวีเดนและการเสียภาษี
ลองอ่านบทความของผมนะครับ

สนทนาเรื่องรัฐสวัสดิการกับอาจารย์บุญส่ง ชเลธร
http://www.thaiappraisal.org/Thai/Market/Market234.htm

1.

1. เปรียบเทียบภาษีที่ดินกับภาษีจากเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต ศุลกากร ฯลฯ (รวมเรียกว่าภาษีจากการลงแรงลงทุนผลิตสินค้าและบริการ และค้าขาย)
คุณ ๆ คิดว่าภาษีไหนประเมินราคาได้ง่ายกว่ากัน หลีกเลี่ยงได้ยากกว่า ?
ที่ดินนั้นสามารถตั้งแสดงแผนที่หรือแผนผังให้ตรวจสอบได้ตามเขตรับผิดชอบของ สนง.ที่ดินแต่ละพื้นที่ ถ้ามันผิดไปจากที่ควรจะเป็น เช่นที่ดินอยู่ติดกันแต่ราคาประเมินต่อไร่หรือต่อ ตร.วาผิดกันมาก ก็ต้องมีเหตุผล ไม่งั้นพนักงานประเมินถูกเล่นงานแน่ หรือเกรงที่ดินใครจะตกหล่นจากแผนที่ ?
ส่วนภาษีอื่น ๆ กลับตรวจสอบยากกว่า จึงมีคนหลีกเลี่ยงกันเรื่อย ๆ

2. การลงแรงลงทุนผลิตสินค้าและบริการและการค้าขาย ใครทำได้มากก็ได้ประโยชน์แก่ลูกค้ามากด้วย (ไม่งั้นใครจะมาซื้อ แต่รัฐต้องป้องกันการทุจริต หลอกลวง หาอำนาจผูกขาดของผู้ค้า !) การลงแรงลงทุนผลิตและค้าจึงควรได้รับผลตอบแทนเต็มที่ ไม่ต้องเสียภาษี ยกเว้นภาษีจากปัจจัยการผลิตด้านที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งการทำความเสียหายแก่สิ่งแวดล้อม (นี่ก็รวมถึงภาษีที่ดินซึ่งตามอุดมคติแล้วต้องคิดภาษี - คือค่าเช่านั้นเอง - แบบที่ธุรกิจเขาคิดค่าเช่ากัน ไม่มีลดหย่อน ไม่มีอัตราก้าวหน้า เพราะค่าเช่าซึ่งประเมินถูกต้องจะเท่ากับปริมาณความได้เปรียบในการมีที่ดินมากกว่า ดีกว่าคนจนไร้ที่ดิน ค่าเช่าที่ดิน - ไม่รวมสิ่งปรับปรุง - เป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดจากการกระทำของเจ้าของที่ดิน จึงถูกขนานนามว่า unearned income !)

สุธน หิญ http://utopiathai.webs.com

I smiled because you are

I smiled because you are getting close to the real "issue" of this tax. Simply speaking, it is not a "progressive" taxation. And worse is, if it doesn't well out, it can very well become a "regressive" tax- proportionally greater on the lower income earners. The capital value of assets does not relate directly to people's ability to pay. In the UK, there has been a campaign to scrap this tax for some years now (I think they called it "Scrap Council Tax", don't know if this campaign still goes on). The Council Tax (this tax we are talking) was implemented in 1993. It replaced the unpopular Poll Tax, introduced by Margaret Thatcher. After fifteen years in operation, last year Scotland decided to leave the scheme-- it will replace council tax with the local income tax (IT). Google has plenty of for and against IT articles. The British Liberal Democrats have some on their web site too (I'm not trying to politicise you).

As for Thailand, when the price of land keeps rising, big developers and investors will benefit mostly from this fixed "ceiling" tax rate. I don't know how this tax is going to turn out as I can't predict the future, but as Bangkok and other Thai cities and towns are expanding rapidly, this tax- like it or not- will one day be caught up in the re-urbanisation process. Will it remain an equitable tax as its principle set out to be -- only time can tell.

Towns change, cities change, culture change; when we tax, "we're taxing people's way of life". As such, the public have every right to probe into every process of this taxation.

เรื่องที่ว่า As for Thailand,

เรื่องที่ว่า

As for Thailand, when the price of land keeps rising, big developers and investors will benefit mostly from this fixed "ceiling" tax rate.

การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนี้ ในประเทศไทยต่างจากอังกฤษตรงที่ไม่ได้คิดเป็น band คือไม่ได้กำหนดไว้ว่าราคาทรัพย์สินระหว่างช่วงเท่านั้นถึงเท่านี้ เสียภาษีจำนวนหนึ่ง และในช่วงราคาถัดไป เสียภาษีอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งมีอัตราการเสียภาษีที่ใกล้เคียงกัน

ปัญหาที่ท่านว่าในอังกฤษนั้น เป็นเพราะ
1. ภาษีกำหนดไว้ในช่วงชั้นตายตัว
2. กำหนดจำนวนภาษีไว้เลย ไม่ได้เป็นอัตราร้อยละ เช่น ทรัพย์สินราคา 100,000 - 120,000 ปอนด์เสียเป็นเงิน 1,100 ปอนด์ต่อปี
3. การปรับปรุงอัตราภาษี ไม่ได้ดำเนินการทุกปี เช่นในสหรัฐอเมริกา

ดังนั้น เวลาที่ราคาทรัพย์สินพุ่งขึ้นทำให้คนที่รวยเพราะราคาพุ่ง เสียภาษีในจำนวนเท่าเดิม จึงเกิดความลักลั่น

ทาง VOA (Valuation Office Agency) ซึ่งรับผิดชอบการประเมินค่าทรัพย์สิน ได้เริ่มทำการประเมินใหม่แบบ Computer-assisted Mass Appraisal ได้ไม่กี่ปีนี้เอง แต่ยังไม่รวดเร็วเท่าในสหรัฐอเมริกา เชื่อว่าในภายหน้า การปรับปรุงให้ทันสมัยปีต่อปี จะทำให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้นครับ

ขอบคุณครับ

ท่านสุธน แปลหนังสือของ Henry

ท่านสุธน แปลหนังสือของ Henry George อย่างละเอียด
หนังสือชื่อ Progress and Poverty
ซึ่งท่านสุธน ตั้งชื่อภาษาไทยว่า ความยากจนที่ไม่เป็นธรรม
ไปอ่านดูครับ
http://utopiathai.webs.com

Then, why did the press call

Then, why did the press call it "progressive" land tax? Sheer a misunderstanding? (Or they means that it's politically "progresssive"? :)

In case of Japan, (sorry to always take an expmple of Japan, which is a only taxation system I know and I found out the weakness of my knowledge about, just now ), the tax rate is same in a municipality, whether it's agricultural lands or commercial places. In case of Thailand, the law will give a prefarable tax rate to the farmers who are usually in the lowest income blankets. So I think this law gives "de facto" progressiveness in the fixed property taxation, at least in comparison to that of Japan.

ขอบคุณอาจารย์ที่ช่วยแจ้งข่าวเ

ขอบคุณอาจารย์ที่ช่วยแจ้งข่าวเกี่ยวกับแนวคิดของเฮนรี จอร์จมากครับ

ข่าวฝากคุณ Sawarin Suwichakornpong เกี่ยวกับองค์การแนวจอร์จครับ
จาก Council of Georgist Organizations ที่ http://www.cgocouncil.org/showcgo.php
ใน UK มีองค์การแนวจอร์จดังนี้ครับ
Henry George Foundation of Great Britain
Labour Land Campaign
Land Research Trust
Land Value Taxation Campaign
Quaker Land Values Group
School Of Economic Science

สุธน หิญ http://utopiathai.webs.com

ขอบคุณอาจารย์ที่ช่วยแจ้งข่าวเ

ขอบคุณอาจารย์ที่ช่วยแจ้งข่าวเกี่ยวกับแนวคิดของเฮนรี จอร์จที่นี่ถึงสองหนแล้วครับ

ข่าวฝากคุณ Sawarin Suwichakornpong เกี่ยวกับองค์การแนวจอร์จครับ
จาก Council of Georgist Organizations ที่ http://www.cgocouncil.org/showcgo.php
ใน UK มีองค์การแนวจอร์จดังนี้ครับ
Henry George Foundation of Great Britain
Labour Land Campaign
Land Research Trust
Land Value Taxation Campaign
Quaker Land Values Group
School Of Economic Science

สุธน หิญ http://utopiathai.webs.com

Thanks. Yes I agree it's the

Thanks. Yes I agree it's the 'banding' and pre-calculated sum that caused its externalities. (banding was initially done out of "good intention", to help protect payers on the lower end of housing, but the idea has gone very sour).

Back to Thailand, still, we can't override the fact that "ceiling" is there. From my reading of your article, I have no doubt that you wish to see a fair taxation; but there's no such thing as objectivity in taxation - the reason that the Thai govt chose the property tax (the Anglo-American option) instead of the local income tax (the Nordic model) is itself a "subjective" and I would say "political" decision. Personally, I view the LIT, supplemented with other tax scheme (s) as more "progressive" as it would relate more directly to ability to pay according to income rather than notional property values. LIT tends to be more buoyant, if it's done properly, its rise will be in line with the growth of the economy (I think macro).

Question- at the moment the central govt is setting the rate, will it be possible if this authority pass over to local government in the future?

There are issues of transparency and "accountability', but I won't ask.

The Public have the right to know every process of taxation.

Some of Henry George's ideas

Some of Henry George's ideas influenced LLoyd George; one of my favourite British Prime ministers.

A "single tax on land" - umm, no wonder why you named your website "utopian".

Thanks for the list of these societies, I'll check them out.

I'm having difficulty

I'm having difficulty installing the Thai fonts- any mac user out there? Thanks.

ขอย้ำ หลักการของภาษีทรัพย์สิน

ขอย้ำ

หลักการของภาษีทรัพย์สินก็คือ
การช่วยคนยากจนอยู่แล้ว
คนที่ไม่มีทรัพย์ หรือความมั่งคั่งที่แปรมาจากรายได้สุทธิ
เขาก็ไม่เก็บภาษี

เขาเก็บเฉพาะคนที่มีทรัพย์ ไม่ว่ามีมากหรือมีน้อย
ล้วนต้องเก็บเพื่อความเท่าเทียมกัน
ชาวนาเช่านา ชาวบ้านเช่าบ้าน เขาก็ไม่เสียภาษีทรัพย์สิน
แต่เจ้าของนา เจ้าของบ้านก็อาจผลักภาระภาษีให้

นี่แสดงว่าขนาดคนเช่ายังต้องเสีย
เพราะไปเช่าทรัพย์สินของเขามาเป็นปัจจัยการผลิต มาอยู่อาศัย
แล้วคนที่มีทรัพย์สินทั้งหลาย
จะไม่ยอมเสียได้อย่างไร

ยิ่งให้ ยิ่งได้
เพราะจะทำให้ท้องถิ่นเจริญ มูลค่าทรัพย์สินงอกเงย
เกินกว่าที่เราจ่ายภาษีเสียอีก

อย่ากลัวภาษีทรัพย์สินเลยครับ

Still you can't? Sorry that I

Still you can't? Sorry that I can't help you because when I bought windows xp in Thailand and the Thai font was already there.

No, I think the Thai

No, I think the Thai programme my friend sent me is incompatible with mac. Anyway, can you translate my words into Thai, taxpayers have their right to know other aspects of this tax. I'll cut out the technical jargons- I might be patchy I have other work pending.
-----
There's no such thing as a 'win-win' tax policy (the win all is you don't tax). Tax policy is generally designed to make people feel that they are justly taxed. State, any state, Thai, British, American, Japanese, Chinese, or whatever realises that when it wants to tax it needs to put on the principle of justice and equity to justify its course. As such, numerous low rate tax schemes which ostensibly show the human face of government, the willing to tax more on "the richest" and less on the "poorest", are most of the time welcomed by the public: people don't question when things appear to be right.

There are two ways of reading this tax policy; one is it hasn't been through a thorough thought process, another is it has, and by clever policymakers and powerful lobby groups such as large developers :) It isn't true that large asset owners will oppose this tax, on the contrary, they'll welcome it as the ceiling rate of "land value" is there- don't forget the flat rate set by the government applies to both land and property. What is the value of property-- the "value of land" of course. The group will benefit mostly from this tax is the people who can put the highest and most rapid value on land-- are we talking poor farmers or urban developers here? When the price of land keeps soaring, worse off people will be the intermediate and lower end income earners; people who own property as 'residence' (home), small shops in the corner, and people who rent but don't own land-- there are actually a lot more fitting this category. You might not be able to see this as currently the tax rate is set very low. This is more of the tax for the riches who found the way of shifting burdens to the others, and they do it gently and with mercy :) I'm not really sure how much this tax is relevant to the "poorest" group like farmers, and less convinced that it will effectively help "local government" - how proportional is this tax in relation to the overall local revenue, we don't know (I imagine it wouldn't be much), what we know is the central government is in charge of setting the (at the moment low) rate.

This tax will replace pa-see tee din and pa-see rong ruean, take note of that too.

Taxpayers must realise that you have your rights to know the rational, processes, and return benefits of your tax. Check the facts, seek information, be vocal, most of all, think to the future as in ten or fifteen years it may be your kids who have to live the consequence of this tax. I hope I'm wrong.

ไม่มีใครกลัวเรื่องการเสียภาษี

ไม่มีใครกลัวเรื่องการเสียภาษีทรัพย์สิน แต่ทว่ากลัวเรื่องการบิดเบี้ยวต่างหาก
อย่างที่บอก ถ้าจะเก็บขอให้เก็บมันทุกคน อย่าได้มีข้อยกเว้น
ไม่ว่าสมาคมูลนิธิ หรืออะไรก็ตาม เพราะต่างล้วนใช้ฟาสสิลิตี้เหมือนกัน
จะลอกฝรั่งมาทั้งที มันก็ต้องลอกให้หมด อย่าได้ลอกมาอย่างครึ่งๆกลางๆ เพราะมันคือการหลอกลวงผู้คน

สมาคม มูลนิธิ

สมาคม มูลนิธิ ก็ต้องเก็บอยู่แล้วตามกฎหมายนี้
ยกเว้นสถานที่ราชการ
และพระราชวัง คงเก็บไม่ได้หรอกครับ

ความเห็น There's no such

ความเห็น
There's no such thing as a 'win-win' tax policy (the win all is you don't tax).

ตอบ
ที่ว่าไม่มี win-win แต่จริง ๆ แล้วมีครับเพราะ
จ่ายภาษี ก็ทำให้ท้องถิ่นเจริญ ราคาทรัพย์สินก็ขึ้น
จึงเป็นการ win-win ครับ
.
.
.
.
ความเห็น
It isn't true that large asset owners will oppose this tax, on the contrary, they'll welcome it as the ceiling rate of "land value" is there- don't forget the flat rate set by the government applies to both land and property. What is the value of property-- the "value of land" of course. The group will benefit mostly from this tax is the people who can put the highest and most rapid value on land-- are we talking poor farmers or urban developers here?

ตอบ
เจ้าที่ดินรายใหญ่ ไม่ต้องการให้เกิดภาษีนี้ เพราะไม่อยากแม้แต่จะเสียภาษีสักบาทสำหรับที่ดินว่างเปล่า พวกนี้ท่านมีอำนาจ ดูอย่างผังเมืองไทย มี พรบ.นี้ตั้งแต่ 2495 แต่มี พรบ.ผังเมือง กทม. ฉบับแรก 2535
.
.
.
.
ความเห็น
When the price of land keeps soaring, worse off people will be the intermediate and lower end income earners; people who own property as 'residence' (home), small shops in the corner, and people who rent but don't own land-- there are actually a lot more fitting this category. You might not be able to see this as currently the tax rate is set very low.

ตอบ
การที่ราคาที่ดินขึ้นเพราะสาธารณูปโภคดีเป็นการขึ้นตามปกติ ไม่ใช่ soaring ไม่ใช่ในช่วงเก็บกำไร แต่ถ้าสภาพแวดล้อมดีขึ้น ราคาก็ขึ้น ทุกวันนี้ก็ขึ้นทุกวันเมื่อมีการตัดถนนใหม่ ๆ เพราะศักยภาพเปลี่ยนจากที่ดินทำนา มาเป็นที่ดินเพื่อการพัฒนา
.
.
.
.
ความเห็น
This is more of the tax for the riches who found the way of shifting burdens to the others, and they do it gently and with mercy :)

ตอบ
เรื่องการผลักภาระ ก็เป็นธรรมดาที่เกิดขึ้น แต่ถ้าคนจนเขาสามารถรับได้ ก็ไม่มีปัญหา เช่น ถ้าเราเช่าห้องเช่าราคา 2,000 บาท แต่ถ้าต่อไปเจ้าของห้องเช่าดังกล่าวที่มีราคา 300,000 บาท และต้องมีภาระภาษี 300 บาทต่อปี ก็มีดโอกาสที่เขาจะผลักภาระให้ ในแง่หนึ่งก็ไม่ได้เป็นเงินมากมายอะไร ถ้าเราไม่อยากรับภาระ ก็ต้องไปหาเช่าที่อื่น ถ้าไม่ได้ ก็ต้องรับ

อย่างที่ผมเขียนไว้ก่อน เขาเก็บเฉพาะคนที่มีทรัพย์ ไม่ว่ามีมากหรือมีน้อย ล้วนต้องเก็บเพื่อความเท่าเทียมกัน ชาวนาเช่านา ชาวบ้านเช่าบ้าน เขาก็ไม่เสียภาษีทรัพย์สิน แต่เจ้าของนา เจ้าของบ้านก็อาจผลักภาระภาษีให้

นี่แสดงว่าขนาดคนเช่ายังต้องเสีย เพราะไปเช่าทรัพย์สินของเขามาเป็นปัจจัยการผลิต มาอยู่อาศัย แล้วคนที่มีทรัพย์สินทั้งหลาย จะไม่ยอมเสียได้อย่างไร
.
.
.
.
ความเห็น
I'm not really sure how much this tax is relevant to the "poorest" group like farmers, and less convinced that it will effectively help "local government" - how proportional is this tax in relation to the overall local revenue, we don't know (I imagine it wouldn't be much), what we know is the central government is in charge of setting the (at the moment low) rate.

ตอบ
คนจนที่ไม่มีทรัพย์ก็ไม่ต้องเสียภาษีนี้อยู่แล้วครับ
ภาษีทรัพย์สินเราเก็บได้ประมาณ 10% ของรายได้แต่ละปี ที่เหลือรัฐบาลสนับสนุน แต่ในต่างประเทศเขาได้ 60-80%
ที่กำหนดอัตราให้ต่ำ ก็เพราะจะได้ไม่กระทบกระเทือนตามที่ชาวบ้านเข้าใจกันครับ
.
.
.
.
ความเห็น
This tax will replace pa-see tee din and pa-see rong ruean, take note of that too.

Taxpayers must realise that you have your rights to know the rational, processes, and return benefits of your tax. Check the facts, seek information, be vocal, most of all, think to the future as in ten or fifteen years it may be your kids who have to live the consequence of this tax. I hope I'm wrong.

ตอบ
รัฐบาลก็คงต้องพยายาม ปชส. ให้กว้างขวางยิ่งขึ้นครับ

ความเห็น There's no such

ความเห็น
There's no such thing as a 'win-win' tax policy (the win all is you don't tax).

ตอบ
ที่ว่าไม่มี win-win แต่จริง ๆ แล้วมีครับเพราะ
จ่ายภาษี ก็ทำให้ท้องถิ่นเจริญ ราคาทรัพย์สินก็ขึ้น
จึงเป็นการ win-win ครับ
.
.
.
.
ความเห็น
It isn't true that large asset owners will oppose this tax, on the contrary, they'll welcome it as the ceiling rate of "land value" is there- don't forget the flat rate set by the government applies to both land and property. What is the value of property-- the "value of land" of course. The group will benefit mostly from this tax is the people who can put the highest and most rapid value on land-- are we talking poor farmers or urban developers here?

ตอบ
เจ้าที่ดินรายใหญ่ ไม่ต้องการให้เกิดภาษีนี้ เพราะไม่อยากแม้แต่จะเสียภาษีสักบาทสำหรับที่ดินว่างเปล่า พวกนี้ท่านมีอำนาจ ดูอย่างผังเมืองไทย มี พรบ.นี้ตั้งแต่ 2495 แต่มี พรบ.ผังเมือง กทม. ฉบับแรก 2535
.
.
.
.
ความเห็น
When the price of land keeps soaring, worse off people will be the intermediate and lower end income earners; people who own property as 'residence' (home), small shops in the corner, and people who rent but don't own land-- there are actually a lot more fitting this category. You might not be able to see this as currently the tax rate is set very low.

ตอบ
การที่ราคาที่ดินขึ้นเพราะสาธารณูปโภคดีเป็นการขึ้นตามปกติ ไม่ใช่ soaring ไม่ใช่ในช่วงเก็บกำไร แต่ถ้าสภาพแวดล้อมดีขึ้น ราคาก็ขึ้น ทุกวันนี้ก็ขึ้นทุกวันเมื่อมีการตัดถนนใหม่ ๆ เพราะศักยภาพเปลี่ยนจากที่ดินทำนา มาเป็นที่ดินเพื่อการพัฒนา
.
.
.
.
ความเห็น
This is more of the tax for the riches who found the way of shifting burdens to the others, and they do it gently and with mercy :)

ตอบ
เรื่องการผลักภาระ ก็เป็นธรรมดาที่เกิดขึ้น แต่ถ้าคนจนเขาสามารถรับได้ ก็ไม่มีปัญหา เช่น ถ้าเราเช่าห้องเช่าราคา 2,000 บาท แต่ถ้าต่อไปเจ้าของห้องเช่าดังกล่าวที่มีราคา 300,000 บาท และต้องมีภาระภาษี 300 บาทต่อปี ก็มีดโอกาสที่เขาจะผลักภาระให้ ในแง่หนึ่งก็ไม่ได้เป็นเงินมากมายอะไร ถ้าเราไม่อยากรับภาระ ก็ต้องไปหาเช่าที่อื่น ถ้าไม่ได้ ก็ต้องรับ

อย่างที่ผมเขียนไว้ก่อน เขาเก็บเฉพาะคนที่มีทรัพย์ ไม่ว่ามีมากหรือมีน้อย ล้วนต้องเก็บเพื่อความเท่าเทียมกัน ชาวนาเช่านา ชาวบ้านเช่าบ้าน เขาก็ไม่เสียภาษีทรัพย์สิน แต่เจ้าของนา เจ้าของบ้านก็อาจผลักภาระภาษีให้

นี่แสดงว่าขนาดคนเช่ายังต้องเสีย เพราะไปเช่าทรัพย์สินของเขามาเป็นปัจจัยการผลิต มาอยู่อาศัย แล้วคนที่มีทรัพย์สินทั้งหลาย จะไม่ยอมเสียได้อย่างไร
.
.
.
.
ความเห็น
I'm not really sure how much this tax is relevant to the "poorest" group like farmers, and less convinced that it will effectively help "local government" - how proportional is this tax in relation to the overall local revenue, we don't know (I imagine it wouldn't be much), what we know is the central government is in charge of setting the (at the moment low) rate.

ตอบ
คนจนที่ไม่มีทรัพย์ก็ไม่ต้องเสียภาษีนี้อยู่แล้วครับ
ภาษีทรัพย์สินเราเก็บได้ประมาณ 10% ของรายได้แต่ละปี ที่เหลือรัฐบาลสนับสนุน แต่ในต่างประเทศเขาได้ 60-80%
ที่กำหนดอัตราให้ต่ำ ก็เพราะจะได้ไม่กระทบกระเทือนตามที่ชาวบ้านเข้าใจกันครับ
.
.
.
.
ความเห็น
This tax will replace pa-see tee din and pa-see rong ruean, take note of that too.

Taxpayers must realise that you have your rights to know the rational, processes, and return benefits of your tax. Check the facts, seek information, be vocal, most of all, think to the future as in ten or fifteen years it may be your kids who have to live the consequence of this tax. I hope I'm wrong.

ตอบ
รัฐบาลก็คงต้องพยายาม ปชส. ให้กว้างขวางยิ่งขึ้นครับ

จริงๆ

จริงๆ มันแก้ปัญหาง่ายนิดเดียวไอ้เสี่ยวมาร์คเอ๊ย แค่กำหนดว่า ใครมีที่ดินเกิน3-5 ไร่ขึ้นไป(ไม่นับเกษตรกร) ก็ให้เสียภาษีอีกอัตราหนึ่ง เพราะบ้านที่อยู่อาศัยมันอย่างมากก็ประมาณเนี้ย แล้วข้อความท้ายๆๆอะ ติดใจนิดหนึ่ง คนเรากว่าจะมีวันนี้ได้ (มีรถมีบ้านมีที่ดิน) มันต้องหามาด้วยน้ำพักน้ำแรง(ยกเว้นมรดกตกทอด) แต่คนบางจำพวก ไม่ทำแล้วแถมแบมือขอ รอการสงเคราะห์ ถามหน่อย ว่ามันยุติธรรมดีแล้วหรือ คำอธิบายว่าคนจนคนรวย มันคืออะไร รวยเพราะขยันหรือรวยเพราะโกง ก็ให้เป็นรายๆไป เช่นนักการเมือง ก่อนเป็นมันจน แต่พอเป็นนักการเมืองเร้วรวยก็ว่าไป สรุปง่ายๆ คือ กฎหมายมีช่องโหว่อีกเยอะ มันเบี่ยงเบนประเด็นเพื่อให้คนลืมเรื่องภาษีน้ำมัน ภาษีสรรพสามิตร ไอ้กร๊วกเอ๊ย แถมมีกรณีที่ทางทะเลทับซ้อนกะเขมรอีก เหอะๆๆ รับรองว่า วาระงบประมาณปี53 ผ่านเมื่อไหร่ มีเลือกตั้งแน่นอน หรืออนุมัติโครงการผ่านให้ได้มากที่สุด แล้วเผ่นเพราะเซ็นต์ไปแว้วววว หลายโครงการเริ่มส่งกลิ่นแล้วเช่นโรงผลิตไฟฟ้าชุมชนโครงการล่ะ 100 ล้านบาท แต่เอกชนทำแค่ 60 ล้านบาท ที่เหลือไปหนายยยย ถ้าไม่ใช่ ปชป.......นรกเอ๊ยยย

ไม่ควรกำหนดอัตราก้าวหน้า

ไม่ควรกำหนดอัตราก้าวหน้า หรือถอยหลัง เช่น ใครมีที่ดินยิ่งมาก ยิ่งเสียมาก หรือยิ่งมาก ยิ่งเสียน้อย
ใช้อัตราเปอร์เซ็นต์เดียวกัน เป็นธรรมที่สุด ทุกคนเท่ากัน ใครจะมาอ้างว่าได้จ่ายมากกว่าไม่ได้

tee tham khun mai tob, tee

tee tham khun mai tob, tee tob ma mai trong pra-den. You are now defending your "idea". Well, I have given mine.

Although I have questions on the rate, if this tax has to ahead, taxing the land is sufficient. Property tax provides loopholes in which large developers can exploit. We will have social urban problems in years to come. Fa-rang has a saying that "every generation blames the one before", my gut feeling is that it may take my generation to clean up the mess caused by this tax. Good luck.

FFF FFF FFF เอ้อ...คืองี้เฮีย

FFF
FFF
FFF

เอ้อ...คืองี้เฮียโสภณ
ทุกคนบอกว่าสวรรค์นั้นดี
ดีกว่าโลกมนุษย์ซะอีก....
ทุกคนเลยอยากไปสวรรค์กัน
แต่ปัญหาคือ-ไม่มีใครอยากตายน่ะ !...........

เป็นบทความที่ดี
เสนอเรื่องในมุมที่มันเป็น"เนื้อหนัง"ของสังคมที่มีอยู่จริงและเป็นไปได้
ไม่ใช่เป็น "มหานามธรรมไร้ฝั่ง" แบบที่ราษฎรโกโรโกโสชอบ "เทศน์"ลงในนอสอพลอ "มติชวน".........

เอาอีก !
เอาอีก !

----------------------
FFF
FFF
FFF