เลือกตั้ง อบต. การเมืองที่กินได้

เพิ่งเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง อบต.ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ น่าแปลกที่นอกจากข่าวผู้สมัครและหัวคะแนนยิงกัน การเมืองท้องถิ่นก็ไม่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนมากสักเท่าไร ประหนึ่งว่ามันไม่เกี่ยวข้องอะไรกับ “ประชาธิปไตย” หรือ “การเมืองใหม่” ที่กำลังช่วงชิงการนิยามกันอย่างดุเดือดในเวทีการเมืองชาติ

ฉันมีโอกาสไปเที่ยวเล่นที่หมู่บ้านบนดอยแห่งหนึ่งในช่วงสองสัปดาห์ก่อนการเลือกตั้ง อบต. ชุมชนชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงแบบนี้มักถูกมองข้ามเสมอ เมื่อพูดถึง “การมีส่วนร่วม” ทางการเมือง ซ้ำร้ายไปกว่านั้น คนบางกลุ่มยังมองว่าคนที่อยู่ห่างไกลเหล่านี้ไม่มีจิตสำนึกทางการเมืองหรือความเป็นประชาธิปไตยอันเนื่องมาจากความด้อยการศึกษา

แต่ฉันกลับพบว่าการเมืองในชุมชนรากหญ้าแห่งนี้กินได้ จับต้องได้ และเป็นรูปธรรมยิ่งกว่าการเมืองชาติเสียอีก

ขนมจีนเบอร์สาม
วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ ชาวบ้านโดยส่วนใหญ่ซึ่งนับถือศาสนาคริสต์หยุดไปไร่ไปนา เข้าโบสถ์ หรือพักผ่อนอยู่กับบ้าน สำหรับวันอาทิตย์ในบางสัปดาห์ก็จะมีกิจกรรมของส่วนรวม เช่น การประชุมหมู่บ้าน การประชุมตามคำสั่งของทางราชการ หรือการแผ้วถางพงหญ้ารอบ ๆ ทางสาธารณะ ฯลฯ

เนื่องจากใกล้เลือกตั้ง วันนั้นมีทีมงานของผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล พากันมาเยี่ยมเยียนชาวบ้านอย่างคับคั่ง มีการแจกจ่ายน้ำแข็งและน้ำอัดลมขนาด 1.5 ลิตรเป็นที่ถูกใจของลูกเล็กเด็กแดง

การแจกของเพื่อติดสินบนสำหรับการเลือกตั้งเป็นไปอย่างโจ๋งครึ่ม แต่มาไม่ถึงบริเวณที่ฉันพักอยู่ หัวคะแนนซึ่งเป็นชาวบ้านในหมู่บ้านเองรู้ดีว่าการแจกแบบนั้นมีความผิด แต่จะผิดก็ต่อเมื่อมีคนร้องเรียน หัวคะแนนของผู้สมัครต่างเบอร์ไม่ร้องเรียนกันดอก เพราะต่างคนต่างแจก ส่วนชาวบ้านก็รับของแจกกันอย่างสนุกสนานไม่สนใจหรอกว่าของใครเป็นของใคร แต่ “คนนอก” อย่างฉันย่อมถูกหัวคะแนนระแวงสงสัยไว้ก่อนว่าอาจจะคิด (ไม่) ซื่อไปร้องเรียนทางการ จึงทำอะไร ๆ ไม่ให้ฉันเห็นแจ่มแจ้งนัก

มื้อเที่ยงวันนั้นหน่อมึ (นามสมมติ) เพื่อนปกากญอของฉันถามว่าอยากกินขนมจีนน้ำเงี้ยวไหมจะไปเอามาให้ “กินสิ” ฉันตอบโดยไม่ต้องคิด ไม่กี่อึดใจ ขนมจีนน้ำเงี้ยวในชามโฟมก็มาวางอยู่ตรงหน้าถึง 3-4 ชาม กินไปก็แซวไปพลางว่า “อ้าวกินกันให้อร่อยขนมจีนเบอร์สาม”

เพื่อนที่ไปด้วยกันจากในเมืองคิดตามไม่ทัน หลงคิดไปว่าเบอร์สาม คือขนาดของเส้นขนมจีน


ส.อบต. สำคัญกว่า นายกฯ
นอกจากหัวคะแนนในหมู่บ้านและเครือญาติของพวกเขาแล้ว ชาวบ้านทั่วไปไม่ให้ความสำคัญกับตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลมากเท่ากับตำแหน่งสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (ส.อบต.) ผู้สมัคร นายกฯ ทั้งหมดเป็นคนเมือง ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่รู้จักและไม่รู้สึกใกล้ชิดกับพวกตน หลายคนไม่รู้กระทั่งว่าในสมัยที่ผ่านมาใครเป็นนายกฯ ไม่ว่าใครจะเป็นนายกฯก็ไม่เห็นว่าชีวิตของพวกเขาจะดีขึ้นอย่างไร 

แต่สำหรับตำแหน่ง ส.อบต. ซึ่งมาจากสมาชิกภายในชุมชนนั้น ชาวบ้านฝากความหวังไว้มาก

หมู่บ้านนี้มีอยู่ด้วยกัน 3 กลุ่มบ้าน มีผู้สมัคร ส.อบต. 5 คนจากสองหย่อมบ้าน คือบ้านโป่ง (นามสมมติ) และบ้านป่าบง (นามสมมติ) ส่วนบ้านคีมู (นามสมมติ) นั้นมีสมาชิกอยู่แค่ 5 ครัวเรือนไม่มีใครสมัครหรือเคยมีตำแหน่งทางการมาก่อน

สมัยที่ผ่านมา ส.อบต.คนหนึ่งอยู่บ้านโป่ง และอีกคนอยู่บ้านป่าบง คนแรก “พะตี่สุก” เป็น ส.อบต.สองสมัยแล้ว เหตุผลส่วนหนึ่งที่ชาวบ้านเลือกเขาเพราะเขามักเป็นตัวแทนของชุมชนไปเข้าร่วมกับเครือข่ายชาวบ้านและองค์กรประชาชนในเชียงใหม่ เมื่อหมู่บ้านเกิดปัญหาอะไร เช่น ชาวบ้านถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้จับกุม น้ำท่วมที่นาเสียหาย ฯลฯ เขาก็สามารถชักนำให้เครือข่ายและองค์กรเอกชนเข้ามาช่วยเหลือชาวบ้านได้ ส่วน “เดช” ส.อบต.อีกคนได้รับเลือกจากคะแนนเสียงของคนป่าบงเพราะเห็นว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาดีกว่าชาวบ้านคนอื่น ๆ (จบ ม.3) และเป็นคนในชุมชนเดียวกัน

สำหรับสมัยนี้ หน่อมึวิเคราะห์ให้ฉันฟังว่าชาวบ้านแต่ละกลุ่มในกลุ่มบ้านป่าบงของเธอมีเหตุผลในการพิจารณาผู้สมัครแต่ละราย ดังนี้

กลุ่มตระกูลคนจนที่สุดในชุมชนพอใจที่จะให้ “พะตี่สุก” ได้เป็น ส.อบต.ต่อไป เพราะที่ผ่านมาชาวบ้านในกลุ่มนี้เคยถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้จับกุม และได้รับความช่วยเหลืออย่างดีจากพะตี่สุกและเครือข่ายประชาชนที่พะตี่สุกไปเข้าร่วม ขณะที่ชาวบ้านกลุ่มอื่น ๆ ไม่อยากเลือกพะตี่สุกเพราะเห็นว่าเป็นมาสองสมัยแล้ว น่าจะลองเปลี่ยนเป็นคนอื่นดูบ้าง

“กลุ่มอำนาจ” ในหมู่บ้านซึ่งมีฐานะทางเศรษฐกิจดี และมีหลายคนที่ได้รับตำแหน่งสำคัญในหมู่บ้าน เช่น ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน กรรมการชุมชนที่ดูแลกองทุน ฯลฯ สนับสนุนให้ “พนม” ผู้สมัครรายใหม่ได้เป็น ส.อบต. เพราะว่าเป็นคนในกลุ่มของตนนั่นเอง

“กลุ่มตระกูลใหญ่” อีกหนึ่งกลุ่มในชุมชนจะเลือก “โรจน์” ซึ่งเคยเป็น ส.อบต.สมัยก่อนหน้านี้ ชาวบ้านทั่วไปต่างรู้ว่าโรจน์เป็นคนขี้โม้และขี้เมา ไม่มีคุณสมบัติผู้นำที่ดีเอาเสียเลย แต่กลุ่มตระกูลใหญ่มีปัญหาความขัดแย้งกับกลุ่มอำนาจ และเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็เพิ่งเกิดกรณีความขัดแย้งในการสร้างเหมืองฝายและการทำเส้นทางผันน้ำจากฝาย ซึ่งกลุ่มตระกูลใหญ่เสียเปรียบกลุ่มอำนาจ พวกเขาจึงต้องการให้โรจน์ซึ่งเป็นคนโผงผางและพูดมากได้รับตำแหน่งเพื่อจะช่วยดุลอำนาจ และจัดการปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรจน์เองก็เคยมีปัญหากับคนในกลุ่มอำนาจมาก่อนด้วยเช่นกัน

“เดช” เป็น ส.อบต.ในสมัยที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้สมัครคนเดียวจากบ้านป่าบง แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เขาได้รับความสนใจจากชาวบ้านป่าบงเลย ชาวบ้านหลายคนเห็นว่าเดชอ่อนประสบการณ์ สมัยที่ผ่านมาไม่ได้มีผลงานหรือความโดดเด่นอะไร ชาวบ้านบางคนยังอยากให้โอกาสเดชอีกสักครั้ง เผื่อว่าประสบการณ์ที่ช่ำชองขึ้นจะทำให้เขาทำงานได้คล่องแคล่วขึ้น แต่สำหรับชาวบ้านส่วนใหญ่มีเหตุผลมากมายที่มีความสำคัญต่อการเลือก ส.อบต.ครั้งนี้มากกว่าเหตุผลที่ว่าเขาเป็น คนในชุมชนเดียวกัน

ผู้สมัคร ส.อบต.อีกคนคือพะตี่ดำ อดีตผู้ใหญ่บ้านที่มีผลงานไม่ประทับใจหน่อมึเพื่อนของฉันเลย หน่อมึบอกว่าพ่อหลวงคนนี้ “เข้าหายาก” “รังเกียจคนจน” และไม่ค่อยกระตือรือร้นที่จะแก้ไขปัญหาของชาวบ้าน เท่าที่ฉันรู้เขาเป็นนายหน้าให้แก่พ่อค้าที่ทำธุรกิจการเกษตรรายหนึ่ง เขาเอาเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดและยาฆ่าหญ้ามาให้ชาวบ้านซื้อเชื่อเพื่อที่จะผูกขาดการรับซื้อผลผลิต หน่อมึบอกว่าชาวบ้านไม่ชอบเขาสักเท่าไร ถ้าเขาจะได้รับการเลือกตั้งก็เป็นเพราะเขาซื้อเสียง 
 

รับเงินแล้วต้องเลือก
ชาวบ้านหลายคนเล่าให้ฉันฟังว่า การซื้อเสียงเป็นเรื่องปกติของหมู่บ้านนี้ ผู้สมัครจะเลือกจ่ายเงินให้แก่กลุ่มตระกูลที่ไม่ใช่เครือญาติของตน ส่วนเครือญาติจะสนับสนุนตนอยู่แล้วโดยไม่ต้องจ่ายเงินหรือมีเงื่อนไขใด ด้วยเหตุนี้เงินที่ใช้ซื้อเสียงจึงคำนวณจากจำนวนคะแนนที่ต้องการเพิ่มเพื่อให้ชนะการเลือกตั้งเท่านั้น ไม่ได้ซื้อหว่านไปเรื่อย สนนราคารายละ 100 บาท เพื่อให้ได้รับตำแหน่งใช้เงิน 10,000-20,000 บาทก็เพียงพอ  

“รับเงินเขาแล้วไม่เลือกไม่ได้หรือ” ฉันถามซื่อ ๆ เหมือนที่เคยได้ยินการณรงค์ไม่ซื้อสิทธิขายทั่วไป

คนหนุ่มในหมู่บ้านแย่งกันตอบเสียงรัวว่า “ไม่ได้หรอก” คนในหมู่บ้านมีน้อย รับเงินเขาแล้วไม่เลือกเขาก็รู้

“งั้นก็ไม่ต้องรับ ถ้าไม่อยากเลือก”

“ไม่ได้ !!” พวกเขาตอบเสียงดัง ถ้าปฏิเสธเงินเขา เขาก็จะรู้แน่ ๆ ว่าเราไม่เลือก เขาจะเกลียดขี้หน้าเราทันที ต่อไปก็จะมองหน้ากันไม่ติด

“ถ้าเขามาจ่ายเงินถึงบ้าน ก็จำเป็นต้องรับและต้องเลือกเขา”
 

การเมืองที่กินได้
สองสัปดาห์หลังจากการเลือกตั้ง อบต. ฉันโทรศัพท์ไปถามผล หน่อมึไม่ได้รายงานว่าใครได้เป็นนายกฯ แต่บอกว่าไม่มีชาวบ้านจากกลุ่มบ้านปางเบาะได้เป็น ส.อบต. พะตีสุกคนที่เธอเชียร์ไม่ได้รับเลือก แต่คนที่ได้คือโรจน์กับพ่อหลวงดำ เธอรายงานจำนวนคะแนนที่แต่ละคนได้ จำนวนบัตรเสีย และจำนวนผู้ไม่ลงคะแนนอย่างแม่นยำ 

การวิเคราะห์ของหน่อมึนั้นไม่ห่างไกลเกินความจริงเลย ดังที่เธอคาดไว้ กลุ่มตระกูลใหญ่ในหมู่บ้านของเธอเทคะแนนให้โรจน์ และกาเพียงเบอร์เดียว ทำให้โรจน์ได้คะแนนมากที่สุดถึงร้อยกว่าคะแนน ส่วนพ่อหลวงดำได้แปดสิบกว่าคะแนน มากกว่าพะตี่สุกไปเพียงไม่กี่คะแนน พนมเองก็ได้คะแนนน้อย ส่วนเดชได้คะแนนน้อยที่สุดเพียงสามสิบกว่าคะแนน

จากการได้รู้จักหมู่บ้านแห่งนี้มาไม่ต่ำกว่าห้าปี เหตุผลของการเลือก ส.อบต. เมื่อ 4 ปีก่อน แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับเหตุผลในปัจจุบัน เพราะสถานการณ์ในหมู่บ้านและความเป็นไปในชีวิตของชาวบ้านเปลี่ยนแปลงทุกวัน  

ในสถานการณ์ที่ชาวบ้านมีความเข้าใจในสิทธิของตนเองมากขึ้น มีความเชื่อมั่น และต่อรองกับเจ้าหน้าที่รัฐด้วยตนเองได้มากขึ้น1 เครือข่ายภาคประชาชนของพะตี่สุกก็ได้รับความสำคัญน้อยลง ขณะที่ความขัดแย้งภายในหมู่บ้านกลับเป็นเงื่อนไขหลักที่ทำให้คนโผงผางอย่างโรจน์ได้รับคะแนนเสียงมาเป็นอันดับหนึ่ง

ความซับซ้อนแยบยลในสนาม “การเมืองท้องถิ่น” ที่เล่ามาทั้งหมดเกิดขึ้นในหมู่บ้านเล็ก ๆ ขนาดเพียงร้อยกว่าหลังคาเรือน เป็นหมู่บ้านปกากญอที่หลายคนมักคิดไปเองว่าเป็นชุมชนที่มีแต่ความสมานฉันท์และสันติสุข

แม้ใครจะมองว่า “การเมือง” ของชาวบ้านเหล่านี้ไปได้ไม่ไกลเกินเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวของพวกเขา แต่ปากท้องของประชาชนคนรากหญ้าเหล่านี้มิใช่หรือที่เป็นเรื่องจริง เป็นชีวิตจริง และเป็นสิ่งที่นักการเมืองชาติมักเอาไปอ้างถึงอยู่เสมอว่าที่พวกเขาทำทุกอย่างก็เพื่อคนเหล่านี้

การเมืองที่กินได้ ไม่ได้หมายถึงเฉพาะขนมจีนเบอร์สาม แต่มีความหมายและความสำคัญที่ลึกซึ้งกว่านั้น ไม่ว่าโรจน์และพ่อหลวงดำจะได้รับตำแหน่ง ส.อบต. ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ชาวบ้านป่าบงก็มีสิทธิและมีความชอบธรรมที่ใช้จะเหตุผลของตัวเองในการเลือก “ผู้แทน” ของพวกเขา

เป็นการมีสิทธิ มีส่วนร่วมทางการเมืองที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม และอาจเป็นรูปธรรมมากเสียยิ่งกว่าอุดมคติว่าด้วย “การเมืองใหม่” และ “ประชาธิปไตย” ที่เปิดโอกาสให้คนเพียงไม่กี่คนได้เป็นผู้เล่น โดยที่ประชาชนรากหญ้ามีสิทธิเป็นแค่คนเชียร์อยู่ห่าง ๆ และคอยรับเศษเนื้อที่คนข้างบนโยนมาให้เท่านั้นเอง

 

 

1 ซึ่งเป็นผลมาจากการเรียนรู้เมื่อเข้าร่วมกับเครือข่ายองค์กรชาวบ้านและขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนในช่วงสิบปีที่ผ่านมา

 

Comments

ขอบคุณที่เขียนบทความดีๆ

ขอบคุณที่เขียนบทความดีๆ เกี่ยวกับการเมืองจากแง่มุมเล็กๆ เพื่อสะท้อนว่าการเมืองท้องถิ่นหลายหลากและดีกว่าที่ใครต่อใครพากันคิดไปเองมาก

ก็ขอบคุณที่เขียนให้ได้ทราบ

ก็ขอบคุณที่เขียนให้ได้ทราบ แต่เขียนชื่อจริงมาก็คงไม่เป็นไร

ผมยังรู้สึกว่า การเลือกตั้งสมาชิก อบต.ยังห่างไกลมาตรฐานอยู่มาก
ไม่มีการรายงานจากส่วนกลาง มีการซื้อเสียง ไม่คำนึงถึงจริยธรรม
ไม่ค่อยใช้ป้ายหาเสียง...ใช้ความสัมพันธ์ตัวบุคคลมากกว่าขายนโยบาย
ยังใช้ประสบการณ์ชุมชนมากกว่าการประชันวิสัยทัศน์ของผู้สมัคร

จากที่เคยคุยกับแท็กซี่ เขาบอกว่า วันเลือก สมาชิกอบต.
รถติดมากที่หมอชิต เพราะคนที่ทำงานในกรุงเทพกลับไปเลือกตั้งกันหมด

ชอบครับ

ชอบครับ บทความแง่มุมวัฒนธรรมการเมืองของชาวบ้าน

แต่ไม่ควรปฏิเสธประชาธิปไตยครับ สิ่งที่ชาวบ้านกำลังเรียนรู้ ก็เชื่อได้ว่าบนหลักการประชาธิปไตยเท่านั้นที่ทำให้พวกเขามี 1 เสียง ไม่แตกต่างจากคนเมืองเช่นกัน นั่นทำให้เขามีความเสมอภาคและความสำคัญขึ้นมา

เป็นรายงานที่ตรงไปตรงมาดีครับ

เป็นรายงานที่ตรงไปตรงมาดีครับ

ถ้าเอ็นจีโอลงพื้นที่ทำงานกับชุมชนจริงไม่เอากรอบคิดทฤษฎีหรือโลกทัศน์คนชั้นกลาง
หรือของแหล่งทุนใดๆ ไปกำหนดครอบงำหรือพยายามอธิบายพวกเขา
จนทำให้ภาพชนบทบิดเบี้ยวผิดเพี้ยนไปในสายตาคนนอก
จนกลายเป็นวิกฤติที่ไม่มีทางออกเช่นในปัจจุบัน

สังคมการเมืองไทยน่าจะน่าอยู่กว่านี้

น่าเสียดายที่ทุกวันนี้เอ็นจีโอแทบไม่เหลือคนทำงานในพื้นที่แล้ว
เหลือแต่นักเขียนโครงการนักเขียนรายงาน

นักพัฒนา เอ็นจีโอ คงจะไม่กลายพันธุ์มาเป็นเอ็นโตดี อย่างทุกวันนี้

อยากให้คนทำงานในพื้นที่เขียนรายงานลักษณะนี้มาเผยแพร่อีกครับ

ขอบคุณที่เขียนมาให้อ่าน

ขอบคุณที่เขียนมาให้อ่าน ได้ความรู้เพิ่มเติมมากขึ้น
ชอบบทความลักษณะนี้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ผ่านมาจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียน
และมีการนำเสนอข้อมูลครบทุกฝ่าย

ขอบคุณสำหรับบทความตรงไปตรงมาแ

ขอบคุณสำหรับบทความตรงไปตรงมาแบบนี้

ในความเห็นส่วนตัว ผมว่านี้เป็นโมเดลที่ชัดที่สุด การเมื่องก็คือการต่อรองเพื่อผลประโยชน์ทั้งนั้น ทุกคนย่อมมองเห็นประโยชน์ของตนเป็นใหญ่ แต่ผลประโยชน์ระดับบุคคลเมื่อรวมกันเข้า ก็จะกลายเป็นผลประโยชน์ของคนส่วนรวม เป็นฉันทามติ แต่คนที่เขาเลือกไปจะทำประโยชน์ให้เขาได้จริงหรือไม่ ชาวบ้านต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง ถ้าคนคนนั้นทำประโยชน์ได้จริง ก็จะได้รับความไว้วางใจอีกสมัยหน้า แต่ถ้าไม่ทำประโยชน์ชาวบ้านก็ไม่เลือกต่อ

ดังนั้น วลีที่บอกว่า"ซื้อเสียงแล้วถอนทุนทีหลัง" ในสายตาผมไม่สำคัญเลย ถ้าคนนั้นทำประโยชน์ให้ชาวบ้านจริง ก็ได้รับความไว้วางใจเอง ส่วนเขาจะโกงกินหรือไม่ อยู่ที่ขบวนการตรวจสอบ และถ่วงดุลย์อำนาจต่างหาก และถ้าชาวบ้านได้เรียนรู้ว่า ถ้าไม่โกงกิน จะทำประโยชน์ให้พวกเขาได้มากขึ้นไปอีก มาตรฐานการเลือกของชาวบ้านก็จะสูงขึ้นไปเอง ขบวนการเรียนรู้แบบนี้ใช้เวลาครับ ไม่มี"ทางลัด"

ในระดับชาติ การเสนอนโยบาย ก็เหมือนการซื้อเสียงเหมือนกัน เพียงแค่ไม่ไช่ตัวเงินสด แต่เป็นการเสนอผลประโยชน์ให้คนในวงกว้างเท่านั้น การรับเงินซื่อเสียงในสายตาผม เป็นเรื่องเล็ก ชาวบ้านต้องค่อยๆสะสมบทเรียนไปเรื่อยๆ จึงจะเลือกได้เก่งขึ้นๆ การมีparty listระดับชาติ จึงเป็นการบังคับให้พรรคต้อง"ซื้อเสียง"ด้วยนโยบายไม่ไช่เงินสด พวกพรรคไดโนเสาร์อย่างประชาธิปัตย์คิดเรื่องแบบนี้ไม่ออก จึงแพ้แล้วแพ้อีก จึงต้องเกาะรถถัง เกาะชายโจงกระเบนอำมาตย์ขึ้นสู่อำนาจ

ประชาธิปไตยต้องใช้เวลาในการสะสม การเรียนรู้ พวกอำนาจนิยมตามจารีตคิดเรื่องแบบนี้ไม่ออกหรอก ได้แต่คิดว่าคนไทยโง่ คิดมาร้อยกว่าปี ก็ยังคิดว่าคนไทยโง่เหมือนเดิม ต้องสนตะพายแล้วใช้รถถังจูงเดิน ถ้าเดินออกนอกลู่นอกทาง ก็ต้องถูกแส่โบย หรือไม่ก็จับขังคุกสักสิบแปดปี

บทความนี้ตรงจริงมากๆ

บทความนี้ตรงจริงมากๆ ถ้าหากว่ามีโอกาสน่าจะถามลงไปลึกๆกว่านี้ก็ดี เอาง่ายๆก็แล้วกัน ตอนนี้ถ้าจะสมัครเข้าทำงานเป็นพนักงานของ อบต ตกหัวละเท่าไร เท่าที่ทราบมา ก็หลักแสนขึ้นไปทั่งนั้น
อบต เป็นการกระจายอำนาจ และกรจายคอรัปชั่น ดังนั้นวิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดีอีกวิธีหนึ่งคือการเลือกตั่งบ่อยๆ จัดเข้าไป สว สส อบจ อบต

ชื่อบทความ ตกไปนะครับ

ชื่อบทความ ตกไปนะครับ ขาดกินดีด้วย

เลือกตั้ง อบต. การเมืองที่กินได้กินดี

ผมมีข้อสังเกตอีกอย่างจากบทควา

ผมมีข้อสังเกตอีกอย่างจากบทความที่ว่า ในสถานการณ์ที่ชาวบ้านมีความเข้าใจในสิทธิของตนเองมากขึ้น มีความเชื่อมั่น และต่อรองกับเจ้าหน้าที่รัฐด้วยตนเองได้มากขึ้น1 เครือข่ายภาคประชาชนของพะตี่สุกก็ได้รับความสำคัญน้อยลง

ข้อความนี้เป็นสิ่งยืนยันว่า เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเข้ามาสู่ระบบ เข้ามาอยู่ภายใต้กฏหมายที่เป็นธรรม ทุกคนได้รับการคุ้มครองจรังๆ เข้าถึงได้จริงภายใต้ระบบ ผู้มีอิทธิพล,ระบอบอุปถัมภ์ ก็จะค่อยๆสูญพันธุ์ไปเอง เป็นที่น่าสังเกตว่ากลุ่มอำนาจตามจารีตต่างหากที่พยายามคงระบบอุปถัมภ์เอาไว้ ขณะที่กลุ่มทุนสามานย์(ตามคำบอกของสนธิ) พยายามดึงทุกอย่างเข้ามาสู่ระบบ ฟังดูแปลกแต่จริง

ผมก็หวังว่าจะเป็นตามแบบที่คุณ

ผมก็หวังว่าจะเป็นตามแบบที่คุณ doctor J ตั้งข้อสังเกต แต่ผมไม่คิดว่าเพียงแค่ระบบ และกฎหมายที่เป็นธรรมจะทำให้ผู้มีอิทธิพล,ระบอบอุปถัมภ์สูญพันธุ์ไปได้เอง (เมื่อคิดตามสภาพของสังคมไทยที่มีระบอบอุปถัมภ์มายาวนาน) ผมคิดว่ามันแค่จะเปลี่ยนรูปแบบไป หรือแค่ผ่องถ่ายอำนาจไปอยู่ในกลุ่มอื่นเท่านั้นเอง

เลือกตั้งอบต.กินได้แบบพอเพียง

เลือกตั้งอบต.กินได้แบบพอเพียง อบจ.กินแบบอิมเอม สส.(รัฐบาล)กินแบบกินทิ้งกินขว้าง(25-30%)ระดับการพัฒนาทางการเมืองไทย

ผมเคยอยู่ในเหตุการณ์การซื้อเส

ผมเคยอยู่ในเหตุการณ์การซื้อเสียง ระดับหมู่บ้าน

การเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน มีคนลงสมัครเพียง 2 คน

คนแรก คือ ผู้ใหญ่บ้านที่เพิ่งจะหมดวาระ ฐานเสียงสำคัญของนายก อบต. ได้เงินจาก สส ไปซื้อเสียง
และ 2 คือ ชาวบ้านที่มีเสียงสนับสนุนจากคนในหมู่บ้าน และถูกชาวบ้านผลักดันให้ไปสมัคร และเขาอยากทำงานเพื่อหมู่บ้านจริง ไม่ได้ซื้อเสียง เพราะไม่มีเงินอยู่แล้ว

2 วันต่อมา หลังจากสมัคร นายก อบต. ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของ สส พรรคเสื้อแดง แน่ๆ เพราะผมอยู่อีสาน ได้โทรศัพย์สายตรง มาหาผู้สมัครเบอร์ 2 บอกว่า ถ้าไม่ถอนชื่อออก อาจมีอันตราย

แต่ผู้สมัครเบอร์ 2 บอกว่า ไม่ถอน
วันต่อมานายก อบต โทรมาอีก บอกว่าจะจ้างด้วยเงิน 7 หมื่น

แต่ผู้สมัครเบอร์ 2 บอกว่า ไม่เอา

แล้ววันลงชื่อเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านก็มาถึง

ผลการนับคะแนน ปรากฏว่าผู้สมัครเบอร์ 1 ได้คะแนนมากกว่า เบอร์ 2 เพียง 7 คะแนนเท่านั้น

ถ้า เบอร์ 1 ไม่ซื้อเสียง เราคงได้ผู้ใหญ่บ้านที่มาจาก รากหญ้าจริง ๆ

ใช่หรือไม่ท่าน...

ประชาธิปไตยของคนเสื้อแดง เท่านั้นหรือ ที่กินได้?