ศาสนาของคำ ผกา ตอนที่ 1: ความดีเป็นเรื่องอัตวิสัย

วิจักขณ์ พานิช สัมภาษณ์คำ ผกา คอลัมนิสต์สาวปากคอเราะร้าย ที่ยืนยันตัวตนของเธอเองว่าเป็นคนที่ไม่มีสำนึกเกี่ยวกับเรื่อง "ธรรมะ" "จิตวิญญาณ" หรือ "ภายใน" แต่แรงขับเคลื่อนในชีวิตเธอ คือ ราคะ โทสะ โมหะ และความดีเป็นเรื่องส่วนบุคคล 

 
 
 
คำ ผกา เป็นคอลัมนิสต์ปากคอเราะร้าย
 
เธอยืนยัน ว่าเธอเป็นคนที่ไม่มีสำนึกเกี่ยวกับเรื่อง "ธรรมะ" "จิตวิญญาณ" "ภายใน" อะไรเลยแม้แต่นิดเดียว 
 
เธอมี Passion กับการด่าและการวิพากษ์ 
 
ชวนคนคุยเรื่องกินกับปี้ 
 
แรงขับเคลื่อนในชีวิตของเธอ คือ ราคะ โทสะ โมหะ 
 
อยากทำอะไรเธอก็ทำ 
 
ภายใต้การเคารพในสิทธิ เสรีภาพ และกติกาการต่อรองผลประโยชน์ที่เป็นธรรมทางสังคม 
 
สิ่งที่เธอแสดงให้เห็นอย่างเปิดเผย ก็คือ...
 
ชีวิตคนคนหนึ่ง มีอิสรภาพและศักยภาพที่จะเติบโต เรียนรู้ รื่นรมย์ และมีคุณค่าได้ท่ามกลางสิ่งเหล่านั้น 
 
อย่างที่ไม่ต้องรู้สึกผิด และไม่จำเป็นต้องรู้ว่า "ธรรมะ" หรือ "จิตวิญญาณ" คืออะไร
 
 
 
วิจักขณ์: สำหรับชาวพุทธที่เอาความสุขเป็นตัวตั้ง เค้าคงไม่ค่อยชอบคนที่ชวนตี วิพากษ์วิจารณ์ ตั้งคำถามกับทุกๆ เรื่อง ยิ่งหากเป็นกระแสของการปฏิบัติธรรมที่มาแรงมากทุกวันนี้ ก็จะมีคำเชิญชวนทำนองที่ว่า “ทุกอย่างต้องเริ่มที่ตัวเราก่อน อย่ามัวสนใจสิ่งนอกตัว ขอแค่ทุกคนดูใจตัวเอง ดูแลจิตดูแลใจตัวเองให้ดี ไม่ให้ถูกขับเคลื่อนด้วยกิเลสตัณหา ไม่ต้องไปต่อว่าคนอื่น ไปต้องไปมัวมองใคร ขอแค่ทุกคนหันมาสนใจเรื่องภายใน ทุกอย่างมันก็จะดีเอง ตัวระบบมันก็จะเปลี่ยนไปสู่สังคมอันผาสุกเอง หากมนุษย์มีจิตใจที่ดีงามเป็นพื้นฐาน”
 
คำ ผกา: เยอะนะคนคิดอย่างนี้ 
 
วิจักขณ์: ซึ่งจริงๆ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า มันเป็นความปรารถนาที่งดงาม แต่ในมิติทางสังคมและระบบของการอยู่ร่วมกันมันจะ practical รึเปล่า
 
คำ ผกา: ฟังแล้วมันก็เหมือนจะดีนะคะ แต่ถามว่า ปลูกข้าวแล้วขายไม่ได้ราคา ไม่มีน้ำจะทำนา แล้วถามว่า น้ำถูกเอาเข้าเมืองเพื่อที่จะเอาไปทำไฟฟ้า ในขณะที่รัฐบาลขอร้องให้ชาวนาหยุดหรือชะลอการทำนา ในเมื่อเราอยู่ในสังคมแบบนี้ แล้วจะให้ชาวนาเค้ามานั่งดูจิตใจตัวเองเหรอ คนไม่มีข้าวจะกิน ไม่มีเงินจะใช้ เป็นหนี้ แล้วคนมันจะมานั่งดูจิตใจตัวเองอยู่ได้ยังไง
 
คนที่พูดอย่างนี้เค้าไม่ได้มองเห็นว่า มันไม่มีความเป็นธรรมอยู่ในสังคม แต่ความเป็นธรรมมันจะเกิดขึ้นได้ เราก็ไม่สามารถไปบังคับให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ มันจะมีระบบอะไรที่ “สั่ง” ให้ทุกคนเป็นคนดี แล้วยังต้องมีความเป็นธรรมในจิตใจด้วย
 
เราอยู่ในโลกที่มีทรัพยากรอันจำกัด เพราะฉะนั้นปัญหาก็คือการจัดสรรทรัพยากร การเมืองคือการจัดสรรเรื่องอำนาจ การจัดสรรเรื่องทรัพยากร คนตั้งหกสิบ เจ็บสิบล้านคน คุณจะเอาระบบอะไรมาจัดการ ให้คนได้ใช้น้ำใช้ไฟ ใช้ infrastructure ในสังคมได้ โดยไม่กระทบกระทั่งกันมาก 
 
ยังไงมันก็นึกไม่ออกน่ะ ว่ามันจะใช้วิธีนั่งดูใจ เป็นคนดี แล้วใครจะไปบอกว่าเขื่อนควรอยู่ตรงไหน ใครควรได้น้ำเท่าไหร่ เพราะเราไม่ได้อยู่ในสังคมหมู่บ้านที่มีคน 20 คน แล้วคน 20 คนก็มาประชุมกันได้ทุกวัน นั่งแลกเปลี่ยน นั่งถกเถียงกันได้ทุกวัน
 
วิจักขณ์: มันเป็นสมมติฐานที่ว่าคนดี ดีเพราะไม่มีโลภ โกรธ หลง ดังนั้นสังคมที่ดี ถ้าได้คนดีมาบริหารบ้านเมืองก็จะบริหารบ้านเมืองไปสู่สังคมที่ดี ที่ปราศจากโลภ โกรธ หลงได้ อย่างนั้นหรือเปล่า
 
คำ ผกา: อือ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ แม้แต่คนที่พูดเองเค้ายังมีเลย แขกว่าคนกำลังสับสนโลกสองแบบอยู่หรือเปล่า คือโลกโลกย์แบบมนุษย์ปุถุชน กับโลกแบบโลกุตตระซึ่งมันไม่มีจริงที่ว่าทุกคนนิพพานหมด ทุกคนเป็นพระอรหันต์หมด มันก็ไม่ต้องมีสังคมอย่างที่เราอยู่กันทุกวันนี้ 
 
แต่โลกทุกวันนี้ มันเป็นโลกของมนุษย์ปุถุชน แล้วเราจะจัดการกับมนุษย์ปุถุชนยังไงไม่ให้มันทุบหัวกัน ฆ่ากัน เราก็ผ่านยุคนั้นมาแล้วนะ ยุคตีหัวลากเข้าถ้ำอะไรแบบนั้น ยุคแบบแย่งเนื้อสัตว์ แย่งผลผลิตทางการเกษตรกัน หรือว่าแย่งที่ดิน แย่งน้ำ เราก็ผ่านยุคแบบนั้นมาแล้ว แล้วเราก็คิดระบบการเมืองตั้งหลายระบบมา ในช่วงพัน สองพันปี ที่มีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าตัวเองว่ามนุษย์เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้
 
คนที่มองแบบนี้มันโรแมนติกไปมั๊ย แล้วก็ไม่ได้เข้าใจว่าโลกนี้มันเป็นโลกของมนุษย์ที่มีกิเลส เป็นมนุษย์ปุถุชนที่มีความต้องการมากน้อยต่างกันไป ซึ่งทุกคนก็มีสิทธิเสรีภาพในความเป็นปุถุชนแบบที่เขาเป็นนั้น
 
วิจักขณ์: ความสนใจใน “ธรรมะ” อาจสนใจแต่ “ธรรมะ” แต่ไม่สนใจ “โลก(ย์)” หรือเปล่า ซึ่งอันนี้ก็เลยเป็นคำถามที่ว่าความเข้าใจใน “ธรรมะ” ที่ว่านั้น รากฐานของมันอยู่ตรงไหน
 
คำ ผกา: แขกว่าพวกนี้มันแคบน่ะ คือแขกนึกไม่ออกเลยจริงๆ อย่างแขก แขกเข้าใจไม่ได้ ว่าความคิดแบบนี้มันคิดขึ้นมาได้ยังไง..
 
ลองมองให้ดีสิ ความดีมันเป็นเรื่องส่วนบุคคลมากๆ เลย แล้วมันก็เป็นอัตวิสัยมากๆ ดีสำหรับเราอาจจะไม่ดีสำหรับคนอื่น แล้วถ้าเกิดว่าแขกเป็นคนดี ตั้มเป็นคนดี คนอื่นก็เป็นคนดี แต่ว่าเงื่อนไขที่อยู่แวดล้อมคนแต่ละคนมันก็ไม่เหมือนกัน หน้าที่อาชีพก็ไม่เหมือนกัน ความใฝ่ฝันก็ไม่เหมือนกัน ความต้องการพื้นฐานอาจจะเหมือนกัน แต่มากน้อยอย่างไรก็ไม่เหมือนกัน 
 
เพราะฉะนั้นสมมติว่าเรามีความฝันถึงอนาคต ที่ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน คนที่เค้าเป็นชาวนาชาวไร่ก็มีอนาคตมีความฝันของเขาแบบนึง เราเป็นคนชั้นกลางแบบนี้ เราก็ฝันถึงอนาคตอีกแบบนึง ฝันอยากมีบ้าน ก็ยังมีบ้านกันคนละแบบเลย แค่นี้ยังต่างกัน แล้วจะมาบอกให้ทุกคนเป็นคนดี (หัวเราะ) แล้วแค่ไหนล่ะถึงจะเรียกว่าดี แค่ไหนถึงจะเรียกว่าดีมากไปมั๊ย ดีน้อยไปมั๊ย หรือยังดีไม่พอหรือเปล่า 
 
วิจักขณ์: “ความดีเป็นเรื่องอัตวิสัย” เพราะมันสะท้อนถึงการให้คุณค่าของแต่ละคนซึ่งไม่เหมือนกัน
 
คำ ผกา: อื้อ ก็ดูสิ วัฒนธรรมของแต่ละสังคมเรื่องความดี ยังไม่เหมือนกันเลย 
 
วิจักขณ์: ความดีสะท้อนถึงมิติเรื่องคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นทางจิตใจหรือทางสังคมก็ดี คุณแขกกำลังชี้ว่าเราต้องมองผ่านแง่มุมทางอัตวิสัย ไม่ใช่ว่าจู่ๆก็จะมาพูดว่าทุกอย่างเป็นเรื่องของความดีงาม เป็นเรื่องอนิจจัง อนัตตา จนราวกับว่าทุกอย่างกลายเป็นพิมพ์เดียวกันหมดในรายละเอียด
 
คำ ผกา: ใช่ ใช่ ...แล้วกลับไปดูใจตัวเอง แล้วไงล่ะ ดูแล้วไง แล้วคุณจะเอาดีแค่ไหนล่ะ พุทธศาสนายังมีกี่ร้อยกี่พันนิกายเลย แต่ละนิกายก็ยังนิยามความดี ความไม่ดี การปฏิบัติก็ยังไม่เหมือนกันเลย อันนี้กินเหล้าได้ อันนี้มีเมียได้ อันนี้ต้องใส่ผ้าสีนี้ อันนั้นต้องใส่ผ้าสีนั้น อันนั้นต้องโกนหัว อันนี้ไม่โกนหัว อ้าวแล้วยังไง แค่นี้ยังไม่เหมือนกันเลย แค่ความดีที่เป็น discipline พื้นฐาน
 
วิจักขณ์: แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้สนใจอะไรกว้างอย่างนั้นรึเปล่า เค้าอาจจะมีศรัทธาแน่วแน่อยู่ในสายหนึ่งสายใด ที่มันก็ตอบโจทย์เรื่องคุณค่าของเขาได้แล้ว ก็เลยไม่ได้ไปสนใจสายปฏิบัติอื่น
 
คำ ผกา: ก็ควรจะมองได้แล้ว (หัวเราะ) แล้วก็เลิกเอาความคิดเห็นของตัวเองไปตัดสินคนอื่น แล้วก็เลิกคิดได้แล้วว่า ถ้าคนทุกคนเป็นคนดี ปฏิบัติธรรม ทำหน้าที่ของตัวเอง แล้วสังคมจะสงบสุข
 
คือแขกมองว่า คนที่มองแบบนี้ไม่เคยมีปัญหาในชีวิตจริงๆ คือเป็นกลุ่มคนที่มีความสะดวกสบายในชีวิตระดับหนึ่ง มีความฟุ่มเฟือยในชีวิตตัวเองมากพอ ที่จะไปนั่งหลับตาอยู่เฉยๆ มันต้องว่างอ่ะ (เน้นเสียง) แล้วมันก็ต้องไม่มีความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ มันถึงจะไปทำอย่างนั้นได้
 
แล้ว...ไม่รู้นะคะ ไอ้การขัดเกลาจิตใจเนี่ย จริงๆ แล้วมันก็มีอีกตั้งหลายวิธีที่ไม่ใช่การนั่งหลับตาหรือการภาวนาใช่มั๊ยคะ คือคนที่ทำกิจกรรมอย่างอื่นเค้าก็อาจจะมีกิจกรรมในชีวิตประจำวันเค้าหรือว่างานที่เค้าทำอยู่ มันก็เป็นกระบวนการที่เค้าได้ฝึกจิตใจในแบบของเค้า ซึ่งมันก็อาจจะไม่เหมือนกับเราก็ได้
 
___________________________
บ้านตีโลปะ www.tilopahouse.com
 

 

Comments

I always like the idea of

I always like the idea of "Atheism". It make sense sometime.

Free willing to do anythings that don't bother anybody or following any rules.

Problem is when you die (just assuming don't be serious).

Can you tell me how are we going to do with your body?

Take to the Temple(Wat) or to the Church or Cremate right there.

What do you think????

ไปเผาศพที่วัด

ไปเผาศพที่วัด หรือไปฝังศพใันวัดแบบคริสต์......ก็ไม่ได้หมายถึงการนับถือในศาสนาก็ได้นะครับ........เช่นการเผาศพไม่มีญาติ หรือการฝังศพ แบบล้างป่าช้า......สถานะของคนตายบางครั้งบอกไม่ได้ด้วยซ้ำไปว่านับถือศาสนาอะไร

ปล.ผมไม่ได้บอกว่าผมไม่ชื่อในพระจ้าอะไรนะครับเพราะผมเป็นพุทธศาสนิกชน

ส่วนประเด็นของคำผกา.....ผมก็มองความดีเป็นเรื่องอัตวิสัยเหมือนกัน.....การพยายามอาความดี คุณธรรมฯ ไปผูกกับความเชื่อทางศาสนาบางครั้งมันทำให้มนุษย์เข่นฆ่ากัน

ขอแนะนำให้ผู้สนใจนิยามคนดี

ขอแนะนำให้ผู้สนใจนิยามคนดี ความดีในพุทธศาสนาอ่านหนังสือชื่อ
An Essay Concerning Buddhist Ethics by Somparn Promta
ขอคัดมาให้อ่านบางข้อความ

The ethics taught in Buddhism cannot be viewed separately from the concept of freedom. Shortly speaking, according to Buddhism, being a good person is same as being a free person.

TPK wrote:I always like the

[quote=TPK]I always like the idea of "Atheism". It make sense sometime.

Free willing to do anythings that don't bother anybody or following any rules.

Problem is when you die (just assuming don't be serious).

Can you tell me how are we going to do with your body?

Take to the Temple(Wat) or to the Church or Cremate right there.

What do you think????[/quote]

If I die, whatever you're going to do with my body, doesn't matter to me any more : )

Burn it, bury it, or turn it into a feast for the vultures, concerns me none.

BTW, there's one interesting ritual practicing in Tibet called 'Sky Burial'( I read it from a book somewhere, can't recall the book rightnow). In order to honor the death, they will chop up the body into pieces on the mountaintop and wait for the vultures to feast on them until nothing left. They believes it's the best way to return to mothernature.

I can't confirm whether it's fiction or real. But the idea is very interesting, isn't it?

PS. Are you atheist ? It's interesting to know there's atheist in this country. Always curious to learn about atheism. Love to hear from one.

เป็นวิธีการนำเสนอตัวเองที่ได้

เป็นวิธีการนำเสนอตัวเองที่ได้ผลในเชิงการตลาด แต่ถ้าพินิจสาระความคิดแล้วก็ไม่มีอะไรใหม่ ใช้ข้อด้อยของผู้คนที่ยัง

เข้าไม่ถึงหลักการ แล้วตีกระทบหลักการ อาการแบบนี้คนเสื้อแดงเป็นเยอะ คนที่ยังไม่เข้าใจอะไรมากจะรู้สึกชอบใจ

เพราะทำให้รู้สึกเหมือนมีพวกขณะเดียวกันก็รู้สึกเจ๋งกว่าคนอื่นเพราะลึกๆ คิดว่าตัวเองนี่แหละของจริงไม่ยึดติดรูปแบบ

เห็นด้วยกับคำ

[color=brown]เห็นด้วยกับคำ ผกาในประเด็นทีว่า ความดี ศาสนา เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล ที่แต่ละคนทำตามสิ่งที่ตนเชื่อและศรัทธาโดยสมัครใจ ไม่มีใครบังคับให้ใครทำหรือไม่ทำได้(ในสังคมประชาธิปไตย) คุณจะเรียกร้องให้คนเป็นคนดีก็ทำได้ ไม่มีใครห้าม แต่คนทุกคนจะดีหรือไม่ ก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเขา

คนบางคนอาจเต็มใจเป็น"คนเหี้ย"ด้วยความเต็มใจ เพราะคนเหี้ยมักจะ"ได้ดี"ในสังคมตอแหล, ไร้กฏเกณฑ์ แบบนี้

เรื่องของทางโลกคงเอาเกณฑ์ทางศีลธรรมมาจำกัดกันไม่ได้

เรื่องของเรื่อง ที่เรียกร้องให้"หา"คนดีเข้ามาปกครองบ้านเมือง นั่นเกิดมาจากทัศนคติของชนชั้นปกครองยุคก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ที่ชอบอวดอ้างตัวเองว่าเป็นผู้มีคุณธรรมทั้งสิบประการ เป็นผู้อุปถัมภ์ศาสนจักร ดังนั้นย่อมเป็นความชอบธรรมที่จะได้ปกครองและเป็นเจ้าของคนทั้งแผ่นดิน ที่เรียกว่าแนวคิด"ธรรมราชา"นั่นเอง

ยุคนี้ ก็ยังมีคนอวดอ้างความเป็น"คนดี" เข้ามามีอภิสิทธิ์เหนือคนทั้งประเทศอีกเหมือนกัน สามารถ"ฉีกทิ้ง"กฏหมายสูงสุดได้อย่างถูกต้อง ขับไล่นักการเมืองที่ประชาชนเลือกเข้ามาด้วยข้อหา"ไม่ไช่คนดี" ทั้งๆที่เราก็รุ้กันอยู่เต็มอกว่าคนดีเหล่านั้น มันก็ไม่ได้ดีกว่านักการเมืองเหี้ยๆที่พวกคนดีไล่ออกไปแล้ว

คนไทยลองถามตัวเองดูหรือยังว่า ต้องอยู่ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยหรือระบอบใดกันแน่?[/color]

จาก doctor J คนไม่ดี(เอาเสียเลย)ในสายตาอำมาตย์ : )

doctor J wrote:TPK wrote:I

[quote=doctor J][quote=TPK]I always like the idea of "Atheism". It make sense sometime.

Free willing to do anythings that don't bother anybody or following any rules.

Problem is when you die (just assuming don't be serious).

Can you tell me how are we going to do with your body?

Take to the Temple(Wat) or to the Church or Cremate right there.

What do you think????[/quote]

If I die, whatever you're going to do with my body, doesn't matter to me any more : )

Burn it, bury it, or turn it into a feast for the vultures, concerns me none.

BTW, there's one interesting ritual practicing in Tibet called 'Sky Burial'( I read it from a book somewhere, can't recall the book rightnow). In order to honor the death, they will chop up the body into pieces on the mountaintop and wait for the vultures to feast on them until nothing left. They believes it's the best way to return to mothernature.

I can't confirm whether it's fiction or real. But the idea is very interesting, isn't it?

PS. Are you atheist ? It's interesting to know there's atheist in this country. Always curious to learn about atheism. Love to hear from one.[/quote]

ผมว่าวิธีการทำลายศพของชาวธิเบตนี่ไม่เลวนะครับ
http://board.palungjit.com/f2/ความตาย-และวิธีการทำลายศพ-แบบธิเบต-18781.html

คนเราเกิดมากินสารพัดสัตว์ไปตั้งเยอะ
เมื่่อตายไปให้อีแร้งมันอร่อยสักมื้อหนึ่ง
อีแร้งมันคงจะไม่ืลืมพระุคุณเลยจริงๆ

วิธีนี้เหมาะกับคนอย่างผมด้วยนะ
เพราะผมคาดว่าเืมื่อผมตายสวรรค์คงไม่รับผมอยู่แล้ว ผมด่าสวรรค์ไ้ว้เยอะ

แต่ไม่ว่าใครหน้าไหน เมื่อตายไปร่างกายก็ต้องกลับสู่ดินเหมือนเดิม
จะเร็วหรือช้า จะกลับสู่ดินวิธีไหน...ก็เท่านั้น
...แม้แต่พระเจ้าก็ไม่อาจปฏิเสธกฎข้อนี้ของมนุษย์

พระเจ้ามีอยู่จริงหรือไม่จริงผ

พระเจ้ามีอยู่จริงหรือไม่จริงผมไม่รู้
แต่ผมคิดว่าทุกศาสนามันมาจาก "ข่าวลือ"
กลายเป็นตำนาน กลายเป็นความเชื่อบอกเล่าต่อๆกันมา
แล้วก็เอามาเขียนขึ้น ปรับปรุงไปตามยุคตามสมัย

แต่ละศาสนาก็จะมี "กฎหมายรัฐธรรมนูญ" ของตนเอง
เรียกชื่อไปต่างๆนานา ใครจะนับถือศาสนาใด
ก็ควรประพฤติตนตาม "กฎหมายรัฐธรรมนูญ" ของศาสนานั้น
ถ้าคิดว่าประพฤติตนตามนั้นไม่ได้ ก็จะเกิดช่อผกาขึ้นอีกช่อหนึ่ง

ผมนับถือศาสนาละหน่อยครับ ผมเรียกมันว่า "ศาสนาหยิบสิบ"
เราเพียงมองว่าแต่ละศาสนาเขาให้ปฏิบัติแบบนั้นเพื่ออะไร?
เราก็ควรจะรู้เองว่าเราควรปฏิบัติตนอย่างไร ให้อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้
โดยที่ไม่ทำให้ทั้งตนเองและคนอื่นต้องเดือดร้อนจากการกระทำของเรา

บางคนอาจจะเป็นห่วงว่าเมื่อเขาตาย ศพของเขาจะถูกจัดการอย่างไร
อันนี้ไม่ยากครับ บริจาคให้โรงพยาบาลไปเลยครับ
หรือจับพลัดจับผลูได้ไปตายที่ธิเบต ก็รับรอง "หวานคอแร้ง" แน่ๆครับ

รู้สึกว่าคนสัมภาษณ์เองก็สับสน

รู้สึกว่าคนสัมภาษณ์เองก็สับสน เอาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งเป็น " สภาวะธรรม"ทั่วๆไปมาอธิบายว่าคนนั่งหลับตาท่องบ่น ในขณะที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจอื่นๆอยู่ ซึ่งสภาวะธรรมนั้น มันเป็นของจริงตามธรรมชาติ ซึ่งไม่อาจมีใครต้านทานได้ การปฏิบัติธรรมนั้น ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาภาวนาอยู่มุมใดมุมหนึ่ง แต่เป็นการปฏิบัติที่ปะปนอยู่ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ เช่นการที่เรารู้จักให้อภัยคนอื่นเมื่อเกิดการกระทบกระทั่งกัน การที่เราไม่คอยนินทาว่าร้ายคนอื่น การที่เรารู้จักแบ่งปันอาหาร เครื่องใช้ให้เพื่อนมนุษย์ ฯลฯ นั่นล้วนแต่เป็นการปฏิบัติธรรมกันอยู่ทั้งนั้น สังคมจึงมีสุขอยู่ได้ แต่หากคนอยากทำตามกิเลสตนเองแบบสุดๆ ก็ลองดูซีว่า ผลมันจะออกมาอย่างไร? เช่น หากมักมากในกามคุณ ลูกเขา เมียใครไม่ว่า ข้าอยากฉะลูกเดียว ก็ลองดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น เห็นเพชรเห็นทองในตู้ ก็อยากได้ ก็ลองวิ่งราวดูซี ดังนั้น จึงว่า การปฏิบัติธรรมนั้นมันอยู่ในชีวิตประจำวันของมนุษย์
ส่วนคำผกา ดูๆแล้วเธอก็มีธรรมะอยู่ในใจมากมาย เธอยังเห็นอกเห็นใจผู้ที่ต่ำต้อยที่สุดในสังคม คือชาวนา ที่น้ำถูกสูบมาใช้ในสังคมเมืองหลวงหมดจนขาวนาไม่มีน้ำจะทำนา ต้องเลื่อนการทำนาออกไป ทำออกมาก็ไม่รู้จะขายได้ราคาหรือไม่ อ่านดูคำที่เธอพูดมันเป็นธรรมะทั้งนั้น เรื่องของ ราคะ โทสะ โมหะ หรือความโง่ความกลัวนั้น ตราบใดที่เรายังเป็นคนธรรมดาๆกันอยู่อย่างนี้ เราก็มีกันทุกคน มากน้อยต่างกันเท่านั้นเอง หยาบหรือละเอียด ปกปิด หรือเปิดเผย เท่านั้น

ที่จริงลัทธิเย้ยหยันศีลธรรมทา

ที่จริงลัทธิเย้ยหยันศีลธรรมทางศาสนา (egoism) มีมาพร้อมๆกับการมีศาสนาขึ้นในโลก ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร
แต่การเย้ยหยันศาสนาก็ไม่มีผลอะไรต่อความมีเหตุผลของ "ศาสนธรรม" ในศาสนานั้นๆ

ยิ่งกว่านั้นการพยายามจำกัดพื้นที่ทางศาสนาให้เป็น "พื้นที่ของปัจเจกบุคคล" เท่านั้น ยิ่งเป็นความพยายามที่ไม่ประสบz]สำเร็จ เพราะธรรมชาติของศาสนาย่อมมีทั้งส่วนที่เป็นพื้นที่ทางสังคมกับพื้นที่ส่วนที่เป็นปัจเจกบุคคล (เช่นการเข้าถึงความดีงามทางจิตวิญญาณ) แต่โดยรวมแล้ว พื้นที่ทางสังคมของศาสนากว้างขวางกว่าที่จะถูกจำกัดด้วยขอบเขตของรัฐด้วยซ้ำ เช่น ถ้าคุณเป็นมุสลิมคุณก็มีพื้นที่ทางสังคมศาสนาที่ถือว่าคุณเป็นส่วนหนึ่งของชาวมุสลิมทั้งโลก เป็นต้น

ที่จริงถ้าใครจะปฏิเสธความดีทางศาสนา ก็ไม่มีผลอะไรต่อความมีเหตุผลของศาสนาธรรมในศาสนานั้นๆอยู่แล้ว หากจะท้าทายศาสนา แล้วท้าทาย "ศาสนาเชิงสถาบัน" (เช่นที่ จิตร ภูมิศักดิ์ เคยท้าทาย) ดูจะมีเหตุผล เป็นเรื่องใหม่ และมีประโยชน์สำหรับสังคมไทยมากกว่า!

ศิลา wrote: ส่วนคำผกา

[quote=ศิลา]
ส่วนคำผกา ดูๆแล้วเธอก็มีธรรมะอยู่ในใจมากมาย เธอยังเห็นอกเห็นใจผู้ที่ต่ำต้อยที่สุดในสังคม คือชาวนา ที่น้ำถูกสูบมาใช้ในสังคมเมืองหลวงหมดจนขาวนาไม่มีน้ำจะทำนา ต้องเลื่อนการทำนาออกไป ทำออกมาก็ไม่รู้จะขายได้ราคาหรือไม่ อ่านดูคำที่เธอพูดมันเป็นธรรมะทั้งนั้น เรื่องของ ราคะ โทสะ โมหะ หรือความโง่ความกลัวนั้น ตราบใดที่เรายังเป็นคนธรรมดาๆกันอยู่อย่างนี้ เราก็มีกันทุกคน มากน้อยต่างกันเท่านั้นเอง หยาบหรือละเอียด ปกปิด หรือเปิดเผย เท่านั้น[/quote]

เห็นด้วยกับคุณศิลาครับ
ผมว่าคุณคำผกานั้นเธอมีธรรมะอยู่ในใจ อาจจะมากกว่าคนอีกมากมายที่ชอบประกาศตนว่าเป็นคนดี
เพียงแต่เธอไม่ปฏิเสธและปกปิดในเรื่อง ราคะ โทสะ โมหะ ว่าเธอยังมีสิ่งเหล่านี้อยู่
ถ้าทุกคนในโลกนี้ไม่มี ราคะ โทสะ โมหะ ก็คงเป็นเหมือนทะเลที่ไร้คลื่น
เราก็คงไม่มีโอกาสได้เล่นโต้คลื่นทะเลกันอีก สัตว์ทะเลอีกมากมายก็คงนิ่งเฉาตาย

สู่นิพพานแบบเป็นๆ เมื่อคุณคำผ

[b]สู่นิพพานแบบเป็นๆ[/b]

เมื่อคุณคำผกามี "ราคะ" ผมก็ต้องมี "ราครับ" (...ล้อเล่น)

จริงๆผมว่าคนที่เขาร่ำเรียนทางด้านจิตวิทยากันมา เขาน่าจะเข้าใจกันดีนะครับ
ว่าชีวิตคนเรานี้ล้วนอยู่ได้ด้วยด้วยแรงจูงใจกันทั้งนั้น
เขาจำแนกออกมาว่าคนเรามีแรงขับสารพัดชนิด
ผมว่าโดยเฉเพาะแรงขับทางเพศและความเป็นมารดา (Sex and maternal drives) นี่สำคัญมาก
คนที่เขารักกันมาก (แรงขับมาก) อาจถึงกับตายตามๆกันไปได้ครับ
หรือวัยรุ่นฆ่าตัวตายตามดาราที่ตัวเองชื่นชอบ เพราะเขาไม่รู้จะอยู่ไปทำไมเมื่อขาดเขาคนนั้น
(บังเอิญเขาโยกย้ายสับเปลี่ยงรางของแรงขับชีวิตไม่ทัน)

ชีวิตของคนเราปรกติมันย่อมมีราคะ จะเรียกมันว่า sex drive
หรือ sexual desire อะไรก็แล้วแต่ ผมว่ามันก็คือๆกันนั่นแหละ
มันเป็นแรงจูงใจสำคัญในการดำรงชีวิตอยู่
มันเป็นบ่อเกิดของความคิดสร้างสรรค์
มันเป็นบ่อเกิดแห่งแรงบันดาลใจและจินตนาารต่างๆนานา

ชีวิตไร้ราคะมันก็เหมือนชีวิตดำรงอยู่กับความว่างเปล่า
เป็นภาวะของชีวิตในสภาพ "สู่นิพพานแบบเป็นๆ"

ผกา พูดถูกอย่างผิดอย่าง

ผกา พูดถูกอย่างผิดอย่าง ถูกตรงเอาธรรมะมาปกครองบ้านเมืองไม่เหมาะ หรือไม่ให้คิดเปลี่ยนแปลงอะไรนอกจากตัวเอง นั่นเป้นเรื่องของปัจเจก ไม่เหมาะ

ที่ ผิดคือ " ราคะ โทสะ โมหะ "ที่เป็นแรงขับเคลื่อนในชีวิตเธอ ก็คือธรรมะ
สิ่งเป็นเนื้อหาสาระของธรรมะก็คือเรื่อง "ราคะ โทสะ โมหะ" ที่ผกาว่านั่นแหละ

และธรรมะนั้น "ไม่ดี ไม่ชั่ว"

ผกา พูดถูกอย่างผิดอย่าง

ผกา พูดถูกอย่างผิดอย่าง ถูกตรงเอาธรรมะมาปกครองบ้านเมืองไม่เหมาะ หรือไม่ให้คิดเปลี่ยนแปลงอะไรนอกจากตัวเอง นั่นเป้นเรื่องของปัจเจก ไม่เหมาะ

ที่ ผิดคือ " ราคะ โทสะ โมหะ "ที่เป็นแรงขับเคลื่อนในชีวิตเธอ ก็คือธรรมะ
สิ่งเป็นเนื้อหาสาระของธรรมะก็คือเรื่อง "ราคะ โทสะ โมหะ" ที่ผกาว่านั่นแหละ

และธรรมะนั้น "ไม่ดี ไม่ชั่ว"

ผกา พูดถูกอย่างผิดอย่าง

ผกา พูดถูกอย่างผิดอย่าง ถูกตรงเอาธรรมะมาปกครองบ้านเมืองไม่เหมาะ หรือไม่ให้คิดเปลี่ยนแปลงอะไรนอกจากตัวเอง นั่นเป้นเรื่องของปัจเจก ไม่เหมาะ

ที่ ผิดคือ " ราคะ โทสะ โมหะ "ที่เป็นแรงขับเคลื่อนในชีวิตเธอ ก็คือธรรมะ
สิ่งเป็นเนื้อหาสาระของธรรมะก็คือเรื่อง "ราคะ โทสะ โมหะ" ที่ผกาว่านั่นแหละ

และธรรมะนั้น "ไม่ดี ไม่ชั่ว"

ธรรมะ ไม่เอาทั้งดี ทั้งชั่ว

ธรรมะ ไม่เอาทั้งดี ทั้งชั่ว ไม่เอาทั้งสุข ทั้งทุกข์ เมื่อคุณอยากให้มันถูกมันย่อมมีผิด เมื่อคุณอยากได้ความสุขย่ิอมมีความทุกข์ตามมา

ไม่มีอะไรใหม่... เป็นเพียงจริ

ไม่มีอะไรใหม่...
เป็นเพียงจริตที่ดัดแล้ว โดยเข้าใจว่าจะดูดี ดูเท่ห์
เมื่อแสดงตัวต่อสาธารณะ
เป็นสาวมั่น ที่สามารถดอกทองได้ตามใจตน

อยากให้ดูต่อไปนานๆ
หลายคนที่เป็นอย่างนี้มาในอดีต พอวันหนึ่งก็หันมากราบพระกราบเจ้าประหลกๆ
กลัวนรกกินกระบาล

แค่พอถึงวัยหนึ่งที่แร่ดไม่ไหว ไม่มีใครเอา เดี๋ยวก็หมดพยศ

สาวเปรี้ยวมีมาทุกยุค ทุกสมัย
พอเหี่ยวก็หายเงี่ยน หายเสี้ยนไปเอง...

ตอนนี้ เป็นโรคเบื่อ

ตอนนี้ เป็นโรคเบื่อ ถึงขั้นเกลียดชัง" คนดี " เข้ากระดูกดำ

เพราะพฤติกรรมของคนชอบพูดสั่งสอนคนอื่นว่า ใช้คำว่า " คนดี ๆๆๆ. ความดี ๆๆๆๆ มีศีลธรรมๆๆๆๆ "

ล้วนแล้วคนที่ละเมิดกฏหมายยังน่าไม่อาย กินป่ายังงี้ สนับสนุนทหารให้ฆ่าประชาชนมือเปล่า ยังงี้

คนถือสาก ปากคาบคำภีร์ บ้านเรามีเยอะ เพราะเอาตามอย่าง " คนดี " ที่ทำชั่ว แล้วได้ดีไงล่ะ

บ้านเมืองอื่น ไม่มีคนดีอย่างบ้านเรา เขามีแต่คนที่เคารพกติกาบ้านเมือง เคารพบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ

คนดีศรีรัตนโกสินทร์ เข้ากับทหารเผด็จการได้อย่างแนบเนียน แสร้งทำเป็นรังเกียจ แต่เข้ามาเป็นนายก แล้วก็

ทำความเสียหายหลายหมื่นล้านบาท จากการขายทรัพย์สิน ปรส ออกกฏหมายเอื้อพรรคพวก สารพัดจะทำอย่างไม่อาย

นี่คือตัวอย่างของ "คนดี " ตามนิยาม และนิยมแบบไทยๆๆๆ

คุณ ด็อกเตอร์ เจ กับ คุณ

คุณ ด็อกเตอร์ เจ กับ คุณ น้ำดัด ตอบได้ดีนะครับจะทำแบบที่เขียนมาผมก็สนับสนุนนะ(ให้อีแรงมันกิน) 555+

ผมมื่อคืนนี้ผมกะตอบแบบนี้แหละครับ......แต่คิดไปคิดมาไม่เอาดีกว่า....บริจาคโรงพยาบาลถึงกำหนดเวลาญาติก็เอาไปเผาอยู่ดี นะครับ

สมมุติว่าไม่ได้นับถือศาสนาอะไรเลย.....ตอนตายเอาศพไปเผาที่วัด ไม่ได้ทำพิธีทางศาสนาก็ได้เหรอ?......หรือจะให้เอาไปเผาที่สี่แยกราชประสงค์ละ?

ชอบความคืด และ คำเขียน ของคุณ

ชอบความคืด และ คำเขียน ของคุณ คำ ผกา ตรงที่เธอเป็นคนธรรมดา
คนธรรมดาที่ไม่ไร้สาระ ไม่ดัดจริต ไม่กะแดะ และไม่ตอแหล
คนธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา
ขอเชียร์....

คือคนไปปฏิบัติธรรม

คือคนไปปฏิบัติธรรม ดูใจตัวเองอะไรก็ไม่ได้เลวร้าย
แต่หลังจากไปแล้ว ได้ธรรมะกลับมาจริงหรือเปล่า
และระหว่างไม่ปฏิบัติแล้ว ทำอะไรต่อ
แต่ถ้าวันๆเอาแต่ปฏิบัติธรรมอย่างลุ่มหลง เพื่อให้ตนเองหลุดพ้น ก็ผิดหลักนานาศาสนา
พระพุทธเจ้าเองก็ตรัสรู้แล้วยังมาโปรดสัตว์ใช่ไหมครับ
ผมว่ามันต้องทำควบคู่กันไป แบบว่าคนเมือง ชนชั้นกลางจริตแบบนั้นก็ไปปฏิบัติขัดเกลา เรียกว่าพัฒนาตนเอง
ชาวบ้านร้านช่องก็เข้าวัดเข้าวา แม่บ้านก็เข้าครัว กรรมกรก็แบกหาม ชาวนาชาวไร่ก็เข้าไร่เข้านา
การที่พระที่เจ้าบางรูปบอกว่า ถ้าอยากให้บ้านเมืองสงบสุข เจริญวัฒนา ก็ต้องรักษาจิตใจให้บริสุทธิ์ ประพฤติปฏิบัติอยู่ในศีลในธรรม มันก็แคบเฉพาะตน แต่ถ้าปรพฤติปฏิบัติเพื่อให้จิตใจดีมีธรรมะ พัฒนาตนเอง แล้วใช้ศักยภาพตรงนั้นมาทำอะไรให้กับตนเองและสังคมไปพร้อมกันก็กว้าง เผื่อแผ่ แต่ไม่ใช่ตั้งตนเป็นคนดี แล้วเทศนาคนอื่นแต่เพียงเปลือกนอก
อ้างความดีมีศีลธรรม อ้างรักโน่นรักนี่ ยึดความดีความถูกต้องไว้ฝ่ายเดียว มันก็ต่ำ

ผมไปขายของที่ตลาดนัดเปิดท้ายแห่งหนึ่ง เวลาหกโมงเย็น เห็นทุกคนยืนตัวตรงแน่ว(แม้แต่คนอยู่ใต้หลังคาคลุม เพราะจริงๆแล้วอยู่ใต้เคหสถานหลังคาไม่ต้องยืน ถ้าพูดอีกนัยหนึ่ง) ผมไม่เคยยืนไม่หยุดกิจกรรม แต่ผมตลก แล้วก็คิดว่ามันไม่ใช่เด็กอนุบาลแล้ว แต่สังคมไทยยังเป็นอย่างนี้อยู่ บางทีก็คงจะมีคำถามอยู่ในใจเหมือนกันแหละว่า แล้วทำไมกรูต้องยืนตรงเคารพธงชาติวะ ใครสอนใครสั่ง ใครบังคับ แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่มีใครมีคำถาม แต่ทำตามไปตามจารีตประเพณีที่ประพฤติปฏิบัติ (เสี้ยม)สอนสั่งกันมา นมนาม
ผมลองนึกต่อ ถ้าหกโมงตรงแล้ว ต่อไปนี้ทุกคนไม่ต้องยืนตรง ทำอะไรไปตามปกติ มันไม่รักชาติตรงไหน รักชาติต้องประกาศต้องแสดงอะไรอย่างนี้ด้วยหรือ ถ้าไม่ยืนตรงแปลว่าไม่รักชาติ เออ ง่ายดี
รักในหลวงก็เหมือนกัน ไปไหนก็มีแต่รักในหลวงเต็มไปหมด ป้ายโฆษณา ทีวี หนังสือพิมพ์ คำปราศรัย พูดติดปาก ฯลฯ บางทีผมนึกสงสัยเขาไม่แน่ใจตัวเองกันหรืออย่างไร ถึงพูดคิดย้ำทำกันทุกเวลานาที ผมว่าประเทศนี้มีปัญหาตรงนี้จริงๆ

คำว่ารักในหลวง ประทานโทษ ถึงแม้ทุกคนรักในหลวง แน่นอนแต่ละบุคคลก็ย่อมรักในหลวงกันไป แต่ในสังคม ถ้าใครคิดแบบหนึ่ง ก็เหวี่ยงเข้าหาไม่รักในหลวง ไม่จงรักภักดี สรรญเสริญเยินยอ และที่สำคัญยิ่งแตะไม่ได้ ถ้าพูดกันอย่างวิเคราะห์ประเด็นปัญหามันไม่ได้อยู่ที่รักในหลวงไม่รักในหลวงจริง แต่ขั้วความเชื่อของคนที่แ่บ่งแยกแตกต่างกัน แล้วยอมรับไม่ได้ จึงสร้างภาวะนี้ขึ้นมาต่างหาก
บางครั้งผมสงสัย ถ้าเราจะไม่"รัก"ในหลวง หรือใครสักคนนี่ผิดไหม บังคับได้หรือ คำว่าไม่รัก ไม่ได้หมายความว่าดูหมิ่นเหยียดหยาม หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่"เฉยๆ"ล่ะได้ไหม หรือไม่พอใจไม่เห็นด้วยกับบางอย่างที่ทรงตรัสทรงกระทำ
เฮ้ย มึงไม่รักในหลวง ถามเถอะ คุณเคยรักพ่อรักแม่รักลูก ดุลูกว่าลูก เห็นพ่อแม่ทำไม่ดีไม่ถูกบ้างไหม ผมคิดว่าคำว่าไม่รักในหลวง หรือรักในหลวงเป็นวาทกรรม ที่แสดงถึงการใช้ในหลวงเป็นเครื่องมือหรือเปล่า คนถ้ารักในหลวงเทิดทูนในหลวงจริงจะมีจิตใจแบบว่าว่าคนอื่นทำอะไรต่างๆไปไม่รักในหลวงได้ จริงหรือ

ผมสังเกตอย่างหนึ่ง ในสังคมเราที่มีมาหลายๆยุค ถ้าฝ่ายไหนที่กล่าวหาอีกฝ่ายว่าไม่รักในหลวง ฝ่ายที่ถูกกล่าวหาจะไม่โต้แย้งกลับด้วยข้อกล่าวหาเดียวกัน แม้แต่กระทั่งกลุ่มเสื้อแดง ซึ่งก็เป็นการถูกต้อง ไม่ใช่เพราะไม่รักในหลวง หรือว่าคนอื่นไม่รักในหลวง หรือพร่ำเพรื่อแต่รักในหลวงฝ่ายเดียว
ผมแนะนำให้เลิกกล่าวหาเรื่องไม่รักในหลวง ไม่รักชาติกันได้แล้ว ก่อนจะเสียดินแดนให้เขมรไป ผมว่าเวลาอย่างนี้แหละลองหันกลับมา"ดูใจ"ตัวเองและรักกันให้มากๆ อย่าเหยียดหยาม หรือเป็นเผด็จการกันเกินไป..ครับ.

ผมว่านังนี่มันยิ่งกว่า 2

ผมว่านังนี่มันยิ่งกว่า 2 มาดถานอีกนะ

เพราะมันบอกเองว่าความดีเป็นเรื่องอัตตะวิสัย แถมพูดในคำสัมภาษณ์ออกจะเห็นชัดว่า อย่าเอาบรรทัดฐานตัวเองไปตัดสินความดีคนอื่น

อ้าวแล้วที่มึงด่าคนอื่นนี่ล่ะ มึงไม่ได้เอาบรรทัดฐานมึงเองไปตัดสินคนอื่นหรือนังผกา

ที่สำคัญอีนี่ก็ด่า พธม. เลวทรามต่ำช้าทุกอย่าง แล้วนี่ไม่ได้เอาบรรทัดฐาน (ที่ต่ำช้า) ของเอ็งไปตัดสิน พธม. หรือ?

ตกลงมึงจะเอายังไงของมึ๊ง กรูละเหม็นหืนกับชุดความคิดเน่าในของพวกไข่แม้วจริงๆ ว่ะ

แต่ไม่แปลกใจนะว่าทำไมคนแบบนี้ถึงเป็นขี้ข้าทักษิณ ก็มันด่าคนอื่น 2 มาดฐาน ปาวๆ แต่ตัวมันเองยังทำเองเลยนี่ อิอิอิ แบบนี้แหละไข่แม้วของแท้ เป็นมะเร็งอีกตะหาก (ฮา)

ปล. แล้วอย่าดัดจริตว่า I Pad เลวเรียกอีนี่ด้วยคำหยาบคายนะ เพราะอีนี่มันก็พยายามตั้งใจ (สงสัยมันนึกว่าทำแล้วเท่ห์ ซึ่งเป็นลีลาสถุล ที่คนสมัยนี้ชอบทำกันนั่นแหละ) ให้เห็นว่ามันก็เป็นคนหยาบคายอยู่แล้ว เหมือน มาร์ค v11 น่ะแหละ มาร์ค โพสต์แจกกล้วยแล้วเสื้อแดงเชียร์ว่าไม่หยาบ อีผกามันก็ใช้คำหยาบช้าสามานย์เวลาพูดถึงคนอื่น (โดยเฉพาะ พธม. อย่าเถียงนะว่าไม่จริง) I Pad ก็ใช้หลักการเดียวกัน หรือใช้หลัก พูดกับคนระดับไหนก็ใช้คำระดับนั้น นั่นแล โยมมมมมมม อิอิอิ

อ่าน แล้วเหนื่อยใจ คุณผกา

อ่าน แล้วเหนื่อยใจ คุณผกา เป็นใครหรือครับ ( มั่วได้ใจ มากเลย ไม่รู้แล้วพูด อะไรปะมาณนั้น )

จะบออกะไรให้นะครับ
ผกาพูด ---->" ฟังแล้วมันก็เหมือนจะดีนะคะ แต่ ถามว่า ปลูกข้าวแล้วขายไม่ได้ราคา ไม่มีน้ำจะทำนา แล้วถามว่า น้ำถูกเอาเข้าเมืองเพื่อที่จะเอาไปทำไฟฟ้า ในขณะที่รัฐบาลขอร้องให้ชาวนาหยุดหรือชะลอการทำนา ในเมื่อเราอยู่ในสังคมแบบนี้ แล้วจะให้ชาวนาเค้ามานั่งดูจิตใจตัวเองเหรอ คนไม่มีข้าวจะกิน ไม่มีเงินจะใช้ เป็นหนี้ แล้วคนมันจะมานั่งดูจิตใจตัวเองอยู่ได้ยังไง "

1. point ของคุณผกา กำลังบอกว่า ต้องหาทางแก้ไขปัญหา ไม่ใช่ มานั่ง ดูจิต ดูใจ อะไรอย่างงี้มันช่วยอะไรไม่ได้ใช่ไหมครับ <--- ผมจะบอกอะไรให้ นะ
- ถูกที่ ต้องหาทางแก้ไขปัญหา แต่ถามว่า คุณจะแก้ไขปัญหายังไงหละ
คุณจะแก้ปัญหา ไปกับ ความทุกข์
คุณจะแก้ปัญหา ไปกับ ความร้อน รน ไร้สติ เหรอ
คุณจะแก้ปัญหา ไป พร้อมๆ กับ ความฉลาดที่มีอยู่เหรอ (ฉลาดจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้)
คุณจะแก้ปัญหา ไปกับ.......

- ใครบอกเหรอ ครับว่า มีทุกข์ หรือ มีปัญหา แล้วใช้ธรรมะ ดูจิต ดูใจ อย่างเดียว
- ถามหน่อย นะครับ ว่า ถ้าปัญหา นั้น ยังไม่ได้รับการแก้ ไข หรือ กำลังดำเนิน การแก้ไขอยู่ แต่ยังไม่ เสร็จเรียบ
ถามว่า คนที่มีความทุกข์ แล้วแก้ไขปัญหาไปกับความทุกข์ กับ คนที่ ความทุกข์ แล้ว มีสติรู้เท่าทัน ทุกข์ที่เกิดขึ้น
แล้วใช้ปัญญาในการแก้ไขปัญหา คุณ คิดว่าอย่างไหนดีกว่ากัน และ ให้ผลที่ดี กว่า เหรอครับ
- ธรรมะเค้าไม่ได้สอนให้ มีปัญหาแล้วดูจิด ดูใจ อย่างเดียว นะ แต่เค้าสอนให้ ดูเพื่อรู้เท่าทันทุกข์ที่มันเกิดขึ้น
แล้วจะได้เข้าใจ ทุกข์ เข้าใจ ปัญหา แล้วมี สติ ปัญญา ในการแก้ไขปัญหานั้น ๆ ต่างหาก หละ ครับ

ผมหวังว่าผู้อ่าน comment ของผมแล้วน่าจะมี ทัศนคติที่ดีในธรรมะ มากขึ้น นะครับ ไม่หลงไปกับ บทความ
ของผู้ไม่รู้แล้ว บอกว่า นี่คือ อีกมุมมองของการมองกระแสธรรมะ นิยม ที่กำลังมาแรง ว่าสังคมควรให้ความสนใจในความ คิด ที่ดี ที่น่า สนในี้