สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 23 - 29 ม.ค. 2554

โฆษกปชป. เผย สมัยประชุมนี้รัฐเดินเครื่องเร่งแก้ไขกฎหมายประกันสังคม

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความคืบหน้าการขับเคลื่อนแนวทางการปฏิรูปประเทศ ว่า พรรคประชาธิปัตย์ของสนับสนุนแนวทางของการหารือกับประธานคณะกรรมการปฏิรูป ประเทศไทย และ คณะกรรมการกระบวนการปรองดอง ต่อเนื่องในทุกสัปดาห์ ถือว่าเป็นก้าวสำคัญในการที่จะนำความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาของคณะกรรมการ อิสระชุดต่างๆนั้นมาประเมิณร่วมกับสถานการณ์ทางการเมือง และความมั่นคงภายในประเทศเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในสังคมว่า รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาวิกฤติ ควบคู่กับการดูแลความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งความคืบหน้าของคณะกรรมการนั้นก้จะเป็นเหตุผลสำคัยที่จะนำมาประกอบในการ ตัดสินใจ ในการกำหนดระยะเสวลาที่เหมาะสมในการคืนอำนาจกลับสู่ประชาชนอีกครั้ง
       
โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าพรรคฯขอสนับสนุนแนวทางในการที่จะใช้ประชุมสภาสมัยนี้เร่งแก้ไข กฎหมายประกันสังคมเพื่อเปิดช่องทางให้กับผู้ประกอบอาชีพอิสระ และอยู่ในภาคการจ้างงานนอกระบบสามารถที่จะมีหลักประกันความั่นคงในชีวิต และเข้าสู่ระบบประกันสังคมได้ โดยปีนี้รัฐตั้งเป้าหมายบุคคลที่เข้ามาสู่ะบบตามมาตรา 40 อย่างน้อย 2.4 ล้านคน และจะขับเคลื่อนผ่านเครือข่ายของอาสาสมัครแรงงานที่ดำเนินการโดยกระทรวงแรง งานนั้นให้สามารถที่เชื่อมโยงกับผุ้ประกอบอาชีพอิสระ ทั้งเกษตรกร ชาวนา ชาวไร่ ผู้มีกิจการ ผู้บริการแท็กซี่ หาบเร่ แผงลอย มอร์เตอร์ไซต์รับจ้าง คนงานในบ้าน และคนงานก่อสร้าง รวมถึงกลุ่มอาชีพอื่นๆ ให้มีหลักประกันความคุ้มครอง ให้ได้รับการชดเชยในกรณีเจ็บไข้ได้ป่วย เสียชีวิต ทุพพลภาพ ในการปฏิบัติงาน

เพื่อสร้างความมั่นคงและขยายหลัก ประกันสังคมนี้ให้ครอบคลุมคนไทยทุกกลุ่ม และเป็นการยืนยันสิทธิโดยการแก้ไขบทบัญญัติของกฎหมาย ไม่ใช่ประชานิยม ที่รัฐบาลชุดหนึ่งๆหยิบยื่น และถอนไปเมื่อไม่ได้เป็นรัฐบาล เพราะหากการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้สำเร็จลงก็จะมีผลผูกพันถึงรัฐบาลต่อไปในอนาคต ทุกรัฐบาล จึงของให้สมาชิกของรัฐสภาที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขกฎหมายได้ให้การสนับสนุน การทำงานของรัฐบาลในการแก้ไขมาตรา 40 กำหมายประกันสังคมในครั้งนี้

(ฐานเศรษฐกิจ, 23-1-2554)

แรงงานพม่ากว่า 600 คนหยุดงานประท้วงขอขึ้นค่าจ้างและเพิ่มสวัสดิการ

24 ม.ค. 54  - ตำรวจของสภ.บ้านคา  อ.บ้านคา จ.ราชบุรี ตชด.137  จากอ.สวนผึ้ง  ทหารหน่วยเฉพาะกิจทัพพระยาเสือ กองกำลังสุรสีห์  อ.สวนผึ้ง และอส.จากอ.บ้านคา กว่า 200 นายเข้าดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยหลังจากแรงงานต่างด้าวชาวพม่ากว่า 600 คนหยุดงานประท้วงโรงงานวีแอนด์เค สัปปะรดกระป๋อง จำกัด ตั้งอยู่ หมู่ 7 ต.หนองพันจันทร์ อ.บ้านคา โดยยื่นข้อเรียกร้องทั้งหมด 4 ข้อคือ ขอเพิ่มค่าแรงจากเดิมที่ได้วันละ 174 บาท เป็นวันละ 180 บาท  ขอห้องน้ำเพิ่มเพราะห้องน้ำที่มีอยู่นั้นน้อยเกินไปไม่เพียงพอกับแรงงาน ต่างด้าวที่มีอยู่    ขอสวัสดิการต่างๆที่คนไทยได้รับ  และขอไม่ให้ทางโรงงานเข้ามายุ่งในกรณีที่มีการทะเลาะวิวาทกันเองในหมู่ของ แรงงานต่างด้าว อย่างไรก็ตามข้อเรียกร้องดังกล่าวจะต้องให้ทางเจ้าของโรงงานกลับมาจากต่าง ประเทศเสียก่อน

ด้านนายธีระเดช  โปสะพันธ์  ปลัดอำเภอบ้านคา กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับข้อเรียกร้องมาและประสานให้กับทางกรมสัวสดิการและคุ้มครองแรง งานเข้ามาดูแล  เพื่อไม่ให้เกิดเหตุบานปลายพร้อมกับประสานให้กับโรงงานได้นำข้อเรียกร้องไป เสนอต่อทางผู้บริหารของโรงงานเพื่อจะได้ข้อสรุปว่าจะสามารถดำเนินการตามข้อ เรียกร้องได้หรือไม่ เนื่องจากถ้าปล่อยไว้ก็จะยิ่งทำให้ปัญหานั้นบานปลาย เพราะแรงงานสำคัญของโรงงานส่วนใหญ่นั้นเป็นแรงงานต่างด้าว ส่วนคนไทยนั้นมีเพียงแค่ 200 กว่า คน  ทำให้ไม่สามารถผลิตสัปปะรดกระป๋องส่งออกขายได้

(โพสต์ทูเดย์, 24-1-2554)

แนะผู้ประกันตน 9 ล้านคนถามรัฐบาล ทำไมเป็นกลุ่มเดียวที่ยังต้องจ่ายสิทธิรักษาพยาบาลเอง

24 นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีระบบหลักประกันสุขภาพใหญ่ๆอยู่ 3 ระบบ คือ สวัสดิการข้าราชการ ประกันสังคม และหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ส่วนใครจะสังกัดอยู่ระบบใดนั้น ขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นใคร เป็นข้าราชการก็ได้สิทธิสวัสดิการข้าราชการ เป็นแรงงานได้สิทธิประกันสังคม ส่วนกลุ่มที่เหลือซึ่งไม่เข้าสังกัดสองพวกแรกจะได้สิทธิหลักประกันสุขภาพ ถ้วนหน้า ประเด็นสำคัญคือความไม่เป็นธรรม ที่สิทธิประกันสังคมเพียงกลุ่มเดียวที่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเพื่อให้ตัว เองได้มีสิทธิสุขภาพ โดยในจำนวน 5 % ที่ผู้ประกันตนต้องจ่ายสมทบให้กับประกันสังคมในทุกๆเดือนนั้น 1 % ถูกหักเป็นค่ารักษาพยาบาลกรณีเจ็บป่วยและคลอดบุตร โดยมีสำนักงานประกันสังคมเป็นผู้ดูแลส่วนนี้ให้ ซึ่งใช้วิธีการเหมาจ่ายรายหัวให้กับโรงพยาบาลที่เข้าร่วม โดยเป็นวิธีจ่ายเป็นแบบเหมาจ่ายรายหัวจ่ายแล้วจ่ายเลย ไปใช้บริการหรือไม่ใช้ เงินของผู้ประกันตนก็จะอยู่ที่โรงพยาบาล ยังไม่รวมถึงคุณภาพของบริการที่ได้รับ ซึ่งผู้ประกันตนก็ตระหนักดีว่าคุณภาพเป็นอย่างไร
      
นพ.พงศธร กล่าวต่อว่า ผู้ ประกันตน ผู้นำแรงงาน ควรถามคำถามนี้กับรัฐบาลและสำนักงานประกันสังคมให้มากๆ ถามจนให้ได้คำตอบว่า ทำไมคุณเป็นคนกลุ่มเดียวในประเทศไทยจากคนไทย 65 ล้านคนที่ต้องจ่ายเพื่อให้ตัวเองได้มีสิทธิรักษาพยาบาล สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมกับผู้ประกันตนหรือไม่ ในจำนวน 5 % ที่ผู้ประกันตนต้องจ่ายสมทบให้กับประกันสังคมในทุกๆเดือนนั้น 1 % ถูกหักเป็นค่ารักษาพยาบาลกรณีเจ็บป่วยและคลอดบุตร ซึ่งเป็นเม็ดเงินกว่า 15,000 ล้านบาท หรือประมาณเกือบครึ่งหนึ่งของเงินทั้งหมด 40,000 ล้านบาท ที่ประกันสังคมใช้ไปในแต่ละปีสำหรับสิทธิประโยชน์ทั้ง 7 ด้าน การจัดหลักประกันสุขภาพให้คนไทย มีเงื่อนไขว่า คุณเป็นใคร เมื่อรากของฐานคิดเป็นเช่นนี้ จึงทำให้เกิดสิทธิหลักประกันสุขภาพซ้อนขึ้นมาอีกหลายระบบ เช่น ถ้าเป็น ส.ส. ส.ว. และองค์กรอิสระ สิทธิสุขภาพจะพิเศษกว่ากลุ่มอื่น ปัจจุบันเหมาจ่ายรายหัวอยู่ที่ปีละ 20,000-30,000 บาทต่อคน ยังไม่รวมสิทธิพิเศษอื่นๆอีกมากมาย และล่าสุดมีความพยายามที่จะขยายเพิ่มเป็นปีละ 50,000 บาทต่อคน
      
จนถึงขณะนี้ไทยมีระบบประกัน สังคมกว่า 20 ปี กฏหมายประกันสังคมฉบับนี้ล้าหลังไปแล้ว แล้ว ผมคิดว่าประเด็นนี้ควรต้องมีการพิจารณาอย่างจริงจังว่า ทำไมผู้ประกันตนยังต้องจ่ายเงินเพื่อสิทธิสุขภาพของตนเองอยู่ ระบบแบบนี้ยุติธรรมกับผู้ประกันตนหรือไม่ ทั้งๆที่เขาเหล่านั้นก็ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว แต่คนที่เหลือรัฐจ่ายให้หมด ยิ่งกว่านั้น ยังจ่ายให้แต่ละคนอย่างไม่เท่าเทียมกันด้วย ส่งผลให้สิทธิสุขภาพของคนไทยแตกต่างกันมาก ซึ่งปรัชญาของหลักประกันสุขภาพ คือ การสร้างหลักประกันให้กับคนทุกคนให้สามารถเข้าถึงบริการเมื่อมีความจำเป็น อย่างเท่าเทียมกัน และไม่ต้องล้มละลายหากต้องเผชิญกับค่ารักษาพยาบาลราคาแพง ดังนั้นทุกคนควรมีสิทธิอย่างเท่าเทียมกัน สังคมไทยกำลังเผชิญปัญหาสองมาตรฐานและความไม่เป็นธรรมอย่างรุนแรง เรื่องนี้ทุกฝ่ายความร่วมมือกันเร่งแก้ไขนพ.พงศธร กล่าว

(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 24-1-2554)

ส.อ.ท.เผยไทยขาดแคลนแรงงานครึ่งล้านตำแหน่ง


24 ม.ค. 54 - นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังลงนามร่วมกับพันธมิตร 5 แห่ง ในการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน ซึ่งนำร่องใน 6 จังหวัดประกอบด้วย ราชบุรี กาญจนบุรี นครปฐม สุมทรสงคราม สมุทรสาคร ประจวบคีรีขันธ์ ว่า ขณะนี้ปัญหาขาดแคลนแรงงานยังไม่ทุเลาลงจากปีที่แล้ว และยังมีแนวโน้มที่ปัญหาจะรุนแรงมากขึ้นตามเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ประกอบกับมีการย้ายฐานของเอสเอ็มอีจากญี่ปุ่นมาไทย ทำให้ภาคอุตสาหกรรมทั้งระบบขาดแคลนแรงงานไม่น้อยกว่า 4-5 แสนคน


ทั้งนี้ เมื่อช่วงเดือนต.ค.ปีที่ผ่านมา ส.อ.ท.สำรวจความต้องการแรงงานในอุตสาหกรรมหลักในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และ ชิ้นส่วน, ใช้ไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศ, อิเล็กทรอนิกส์, เครื่องจักรกลโลหะการจักรกลการเกษตร, แม่พิมพ์ มีความต้องการแรงงานใน 5 ปี(54-58) ประมาณ 2.48 แสนคน แต่ในช่วงต้นปีได้ประเมินอีกครั้งพบว่ากลุ่มนี้ต้องการแรงงานมากกว่าที่เคย สำรวจไว้อีกกว่า 1 แสนคน ล่าสุดตัวเลขอยู่ที่ 3.5 แสนคน

(เดลินิวส์, 24-1-2554)

สปส.กำไรพุ่ง 3.3 หมื่นล้าน

24 ม.ค. 54 - นายปั้น วรรณพินิจ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เปิดเผยว่าสปส.มีผลตอบแทนการลงทุนปี 2553 เป็นจำนวน 33,750 ล้านบาท ประกอบด้วยดอกเบี้ยรับจากเงินฝาก พันธบัตรและหุ้นกู้ 25,772ล้านบาท เงินปันผลและกำไรจากหลักทรัพย์ 8,028 ล้านบาท เทียบกับปี2552ซึ่งมีผลตอบแทนอยู่ที่ 26,634 ล้านบาท ถือว่ามีสัดส่วนเพิ่มขึ้นถึง 26.71% ขณะที่ผลตอบแทนเฉลี่ยทุกปีอยู่ที่7.54%

นายปั้นกล่าวว่าการลงทุนในปี 2554 จะใช้วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท ประกอบด้วยเงินสดไหลเข้าจากเงินสมทบและรายรับจากการลงทุน 8 หมื่นล้านบาท ส่วนอีก7 หมื่นล้านบาทมาจากเงินครบกำหนดจากการลงทุนในพันธบัตรและเงินฝาก โดยขณะนี้อยู่ระหว่างของอนุมัติแผนการลงทุนจากคณะกรรมการสปส. โดยเน้นการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจที่มีความมั่นคงสูงไม่ต่ำ กว่า 70% ส่วนอีก 10% ลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี

ทั้งนี้ในส่วนของเงินกองทุนประกัน สังคมปัจจุบันมีเงินทั้งสิ้น789,181ล้านบาท แบ่งเป็นเงินกองทุนกรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพ 635,077 ล้านบาท ที่เหลือเป็นเงินกองทุนกรณีเจ็บป่วย ตาย ทุพพลภาพ คลอดบุตร 102,250 ล้านบาทและเงินกองทุนกรณีว่างงาน 51,854 ล้านบาท

นายปั้นกล่าวว่าในส่วนของการดูแล สิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนนั้น คาดว่าในเดือนก.ค.จะเริ่มเก็บเงินสมทบจากแรงงานนอกระบบได้ โดยขณะนี้ประสานกับกลุ่มตัวแทนหมู่บ้านเพื่อสำรวจความต้องการของแรงงานนอก ระบบที่สนใจเข้าร่วมโครงการโดยตั้งเป้าไว้ที่ 2.4ล้านคน

"ที่กังวลคือเมื่อขนาดมันใหญ่ขึ้น จาก50คนในปัจจุบันเป็น 2.4 ล้านคน เราต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น มีการประสานตัวแทนหมู่บ้านให้ช่วยเก็บเงินมาส่งที่สำนักงานในระดับอำเภอและ ประสานกับหน่วยงาน เช่น ไปรษณีย์ ธนาคารออมสินและธกส.ให้เป็นช่องทางชำระเงินอีกทางหนึ่งด้วย"นายปั้นกล่าว

ทั้งนี้ข้อเรียกร้องจากหลายฝ่ายที่ ให้โอนสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลของผู้ประกันตนในระบบกว่า 9.7ล้านคนไปให้สปสช.เป็นผู้รับผิดชอบแทนนั้น นายปั้นกล่าวว่าบริการของประกันสังคมไม่ได้มีแค่เรื่องการรักษาพยาบาลเพียง อย่างเดียวแต่ยังมีสิทธิประโยชน์อีกหลายกรณี บางอย่างที่สปส.มีแต่สปสช.ก็ไม่มี เช่นการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชน ยอมรับว่าบางเรื่องอาจทำได้ช้ากว่าสปสช.แต่ในระยะยาวแล้วสปส.ต้องปรับสิทธิ ประโยชน์ให้เทียบเท่าหรือมากกว่าสปสช.อยู่แล้ว

(โพสต์ทูเดย์, 24-1-2554)

นำร่อง 7 จังหวัด ส่งนร.อาชีวะฝึกฝีมือในโรงงาน

24 ม.ค. 54 - นายนคร ศิลปะอาชา อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระยะเวลา 5 ปี ระหว่าง 6 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอาชีวะศึกษา สถาบันโรงเรียนอาชีวะศึกษาเอกชน สถาบันไทย-เยอรมัน และสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ในการพัฒนานักเรียนอาชีวะศึกษาให้มีทักษะฝีมืออาชีพตรงตามความต้องการของ ตลาดแรงงาน

โดยรูปแบบการพัฒนาจะใช้วิธีส่งนัก ศึกษาเข้าไปฝึกงานในสถานประกอบการระหว่างเรียนเพื่อให้ได้เรียนรู้ทักษะจาก การทำงานจริงและสามารถนำชั่วโมงฝึกงานมารวมเป็นชั่วโมงการเรียนการสอนได้ รวมทั้งสามารถให้สถาบันอาชีวะส่งนักศึกษามาฝึกที่ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานได้ อีกด้วย

ทั้งนี้รายละเอียดการฝึกงานทั้งหมด ยังคงต้องหารือกันอีกครั้ง ซึ่งทุกหน่วยงานจะทำงานในลักษณะบูรณาการร่วมกันโดยมีสภาอุตสาหกรรมเป็นผู้ ประสานงาน

ในเบื้องต้นจะนำร่องฝึกงานในสถาน ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางใน 7 จังหวัด ประกอบด้วย ราชบุรี กาญจนบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี เนื่องจากเป็นจังหวัดที่ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานในระดับอาชีวะศึกษาและนัก เรียนที่จบออกมายังขาดทักษะฝีมืออาชีพ

(โพสต์ทูเดย์, 24-1-2554)

เจรจาไม่คืบ นายจ้างยื้อหวังบีบให้คนงานยอมรับข้อเสนอ

การเจรจาข้อพิพาทแรงงาน ระหว่างสหภาพแรงงานแม็กซิส ประเทศไทยกับบริษัทแม็กซิส อินเตอร์เนชั่นแนล(ประเทศไทย) ไร้ความคืบหน้านายจ้างยืนกานต้องทำงาน 3 กะ หวังลดอำนาจการต่อรองของสหภาพแรงงานในอนาคต สหภาพแรงงานรู้แนวหากยอมรับการทำงาน 3 กะวิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงแน่ ด้านนอกห้องเจรจามีสมาชิกของสหภาพแรงงานมารอฟังผลการเจรจากว่า 150 คน ทุกคนรอฟังผล ด้วยความหวัง เพราะต้องการกลับเข้าทำงานเร็วที่สุด
 
สหภาพแรงงานแม็กซิส ประเทศไทย ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อบริษัทแม็กซิส อินเตอร์เนชั่นแนล(ประเทศไทย)เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2553 จำนวน 20 ข้อ โดยมีการนัดเจรจาครั้งแรก เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2553 และเช้าตรู่วันเดียวกันบริษัทประกาศปิดงาน 7 วัน โดยอ้างสาเหตุเครื่องจักรเสียจำเป็นต้องหยุดการผลิตชั่วคราว แต่เบื้องหลังยังคงมีการผลิต โดยเปิดรับพนังงานเหมาค่าแรงและแรงงานข้ามชาติมาทำงานแทนพนักงานประจำเป็น จำนวนมาก

โดยผลการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงาน ตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน ข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงานนั้นหาผลสรุปได้แล้วเกือบทั้งหมดแล้วเหลือเพียง รายละเอียดปลีกย่อยเล็กน้อย ขณะเดียวกันข้อเรียกร้องของนายจ้างที่ยื่นต่อสหภาพแรงงานทั้ง 3 ข้อ นั้นคือ 1.ขอเปลี่ยนเวลาทำงานจากเดิม 2 กะเป็น 3 กะ 2.เปลี่ยนแปลงระบบการจ่ายเบี้ยการผลิต โดยยกเลิกมาเป็นรูปแบบมาตรฐานการทำงาน ตามวิธีการมาตรฐานทั่วไป 3.ขอให้มีอายุขอตกลงเป็นเวลา 3 ปี ยังไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันไม่ได้และสหภาพแรงงานยืนยันไม่อาจรับข้อเสนอ ของนายจ้างได้
 
วันที่ 17 มกราคม 2554 ณ ห้องประชุมเหมราช ห้อง เอ นิคมอุสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด อ.ปลวกแดง จ.ระยอง สหภาพแรงงานแม็กซิส ประเทศไทยกับบริษัทแม็กซิส อินเตอร์เนชั่นแนล(ประเทศไทย) เจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานครั้งที่ 6 ผลการเจราจาไม่มีความคืบหน้ายังหาทางออกร่วมกันไม่ได้ นายจ้างยืนยันต้องการให้สหภาพรับข้อเสนอ
 
สมาชิกรายหนึ่งบอกกับนักสื่อสารแรงงานว่ารู้สึกไม่ค่อยดีกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้เลย ไม่รู้นายจ้างต้องการอะไร ทำงาน 3 กะ ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจริงหรือเปล่าผมก็ไม่แน่ใจนัก แต่ผมคิดว่าเขาต้องการควบคุมเรามากกว่า ต้องการแยกพวกเราออกจากกันและกล่าวย้ำกับนักสื่อสารแรงงานอีกว่าข้อเรียกร้องของพวกเราก็ยอมทุกอย่างแล้ว แต่นายจ้างยังไม่ยอมจะให้ทำงาน 3 กะให้ได้ ผมไม่เอาหลอกครับ ยังไงก็ไม่เอา
 
นาย ชัยรัตน์ บุษรา ประธานสหภาพแรงงานแม็กซิส ประเทศไทย กล่าวชี้แจ้งสมาชิกที่มารอรับฟังผลการเจราจาว่าตัวเลขที่นายจ้างเสนอมาหากทำงาน 3 กะนั้นน้อยมาก ค่ากะเพิ่มจากเดิม 720 เป็น 1,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น และต้องทำโอทีกว่า 300 ชั่วโมงต่อเดือน จึงจะมีรายรับประมาณ 12,000 บาทต่อเดือนและกล่าวต่ออีกว่าค่าแรงของพวกเราทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่ามันไม่พอ ที่พอจะให้เราอยู่รอดไปแต่ละเดือนได้เพราะอาศัยเบี้ยการผลิตและโอที หากทำงาน 3 กะเบี้ยผลิตก็หาย หากต้องการทำโอที่ก็คงต้องทำงานควงกะ” 
 
ขณะ เดียวกันเจ้าหน้าประนอมข้อพิพาทแรงงานเสนอทางออกให้ทั้งสองฝ่ายโดยเสนอให้ เพิ่มรายได้รวมก่อนทำงานล่วงเวลา โดยต้องได้รับค่าจ้างอย่างน้อยเดือนละ 15,000 บาท ให้นายจ้างนำไปพิจารณา และในวันที่ 20 มกราคม 2553 เวลา 13.30 น. จะมีการเจราจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทอีกครั้ง ที่สำนักงานนิคมอุสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด
 
วันที่ 18 มกราคม 2554เวลาประมาณ 14.00 น. ตัวแทนนายจ้างได้แจ้งข้อเรียกร้องฉบับใหม่แทนฉบับเก่าที่ถอนข้อเรียกร้องให้ กับสหภาพแรงงาน แต่สหภาพแรงงานไม่เซ็นรับข้อเรียกร้อง ซึ่งมีข้อเรียกร้องเพิ่มเติมจากข้อเรียกร้องเดิมอีก 2 ข้อ คือ ขอไม่จ่ายค่าเดินทางจากเดิมเดือนละ 900 บาท โดยจะจัดรถรับส่งให้ และขอลดค่าเช่าบ้านจากเดิม 800 ต่อเดือนเหลือ 600 บาทต่อเดือน
 
ถอน! ยื่นใหม่! ประกาศปิดงาน! นโยบายของใครกัน?
 
คนงานแม็กซิส 1,000 กว่าคน ชุมนุมที่ป่ายางเพื่อเตรียมรับมือกับนโยบาย อำนาจ นายทุน ที่รวมกลุ่มกันมาเพื่อทำให้คนงานมีความอ่อนแอลง ไม่ให้มีการรวมตัว ไม่ให้เกิดความเข้มแข็ง ไม่ให้รวมกลุ่มกันเพื่อเรียกร้องสภาพการจ้างใหม่ และล้มสหภาพแรงงานในที่สุด คนงานจึงรวมตัวและตั้งมั่นที่ป่ายาง เพื่อสิทธิของตนเอง
 
เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2554 เวลา 13.00 น.ข้อพิพาทครั้งที่ 7 มีการเจรจาเกิดขึ้นฝ่ายตัวแทนนายจ้างได้อ้างสารจากประธานบริษัทฯว่า ข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงานจำนวน 20 ข้อ ที่ตกลงกันได้จะถูกยกเลิกทั้งหมดและให้กลับไปใช้สภาพการจ้างเดิมและจะไม่มี การเจรจาอีก ต่อมาเวลา 14.30 น. บริษัทฯได้ยื่นหนังสือถอนข้อเรียกร้องของบริษัทฯ 3 ข้อและได้ยื่นข้อเรียกร้องฉบับใหม่เพิ่มเติมจากฉบับเดิมเป็น 5 ข้อ คือ 1.เปลี่ยนสภาพการทำงานจาก 2 กะเป็น 3 กะ 2.ขอยกเลิกเบี้ยการผลิต 3.ขอยกเลิกค่าเดินทาง 4. ขอลดค่าบ้านจาก 800 เหลือ 600 บาทต่อเดือน 5. ข้อตกลงมีอายุ 36 เดือน การนำไปสู่การปิดงานในที่สุด เพราะวันที่ 22 มกราคม 2554 นี้สภาพการจ้างเดิมจะหมดอายุลง
 
ภาพของคนงาน 1,000 กว่าคนต้องถูกลอยแพเพียงเพราะอยากเปลี่ยนสภาพการจ้างงานใหม่ให้คุณภาพชีวิต ของตัวเองดีขึ้นผิดด้วยหรือ! ทำงานหนัก เสี่ยงอันตราย สารเคมี ปอดหาย ตายในที่สุด ออกมาเรียกร้องเพื่อการจ้างงานที่ให้นายจ้างมองเห็นคุณภาพชีวิตของคนงานให้ ดีขึ้น นโยบาย CSR ที่นายจ้างทำสู่สังคมอยู่คงต้องวอนนายจ้างกลับมาดูคุณภาพชีวิตของคนงานใน บริษัทฯตัวเองบ้าง!!! เสียงสะท้อนจากคนงาน

(นักสื่อสารแรงงาน, 24-1-2554)

กอ.รมน.เสนอปัญหาใบขับขี่แรงงานต่างด้าวให้ สมช.

25 ม.ค. 54 - นายวันชาติ วงษ์ชัยชนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง เปิดเผยว่า จากการที่กลุมตงๆไม่เห็นด้วยที่สำนักงานขนส่งจังหวัดระนอง ออกใบอนุญาตขับรถหรือใบขับขี่ส่วนบุคคลให้กับแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่าที่ มีหนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ตสีแดง เนื่องจากเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ได้พยายามแก้ไขปัญหาให้สำนักงานขนส่งชะลอการออกใบอนุญาต แต่ไม่สามารถยกเลิกการออกใบอนุญาตขับรถได้เนื่องจากเป็นกฎกระทรวง ล่าสุดกอ.รมน. เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหารือ โดยได้ข้อสรุปว่าการที่ขนส่งออกใบอนุญาตขับรถให้บุคคลต่างด้าวสัญชาติพม่า ที่มีพาสปอร์ตนั้น ถือว่าปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ส่วนที่หน่วยงานต่างๆ ไม่เห็นด้วยนั้นทาง กอ.รมน.ได้เสนอเรื่องไปให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)เป็นผู้พิจารณาแก้ไข ปัญหา


ด้านนางชริตว์จาร์ คล่องการยิง ขนส่งจังหวัดระนอง กล่าวว่า ทางขนส่งได้เข้มงวดกับผู้สอบใบขับขี่ทุกคนปฏิบัติเหมือนกันสุ่มข้อสอบจาก คอมพิวเตอร์ซึ่งออนไลน์มาจากส่วนกลาง ซึ่งมี 5 ภาษา ผลสอบจะพิมพ์จากคอมพิวเตอร์โดยอัตโนมัติ สามารถเข้าร่วมสังเกตการณ์ได้ การสอบใบขับขี่ให้กับแรงงานต่างด้าวจะเปิดสอบเดือนละ 2 ครั้ง คือช่วงต้นเดือนและกลางเดือน


พล.ต.ต.วิทูร  ธรรมรักษา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดระนอง กล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้มงวดกับผู้ขับขี่ยานพาหนะทุกชนิดหากไม่ปฏิบัติตาม กฎหมายก็จะถูกจับกุมดำเนินคดี โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าวไม่สามารถขับขี่รถสาธารณะหรือรถรับจ้างได้เนื่องจาก ใบขับขี่ที่ขนส่งออกให้เป็นใบขับขี่รถส่วนบุคคลเท่านั้น  ส่วนที่เกรงกันว่าจะเอามาวิ่งรับจ้างในกลุ่มแรงงานต่างด้าวด้วยกันเองนั้น หากใครมีเบาะแสก็สามารถแจ้งตำรวจท้องที่ให้เข้าตรวจสอบได้ทันที

(ข่าวสด, 25-1-2554)

รมว.แรงงาน เผย การเจรจากับทางการพม่าเกี่ยวกับปัญหาแรงงานต่างด้าวในไทยราบรื่น

25 ม.ค. 54 - รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงแรงงาน เผย การเจรจากับทางการพม่าเกี่ยวกับปัญหาแรงงานต่างด้าวในไทยราบรื่น โดยพม่าจะส่งเจ้าหน้าที่พิสูจน์สัญชาติพม่ามาประจำด่านในไทย พร้อมขอให้ไทยเปิดขึ้นทะเบียนต่างด้าวรอบใหม่

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงผลการเดินทางเยือนสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่าระหว่างวันที่ 22 - 24 มกราคม ที่ผ่านมา ว่า ได้มีการหารือแนวทางการพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่าที่ยังล่า ช้าที่เป็นผลมาจากการปิดด่านกับ นายหม่อง หมิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศพม่า โดยทางการพม่า ยืนยันจะให้ความร่วมมือกับกระทรวงแรงงานในการพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าว พม่าให้แล้วเสร็จทันกำหนดในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 โดยจะยังคงเจ้าหน้าที่ของพม่าในด่านพิสูจน์สัญชาติที่จังหวัดระนอง รวมทั้งจะส่งเจ้าหน้าที่ของพม่ามาประจำด่านอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายด้วย ขณะที่ด่านในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ที่ยังมีปัญหาปิดชายแดนทำให้ไม่สามารถเปิดพิสูจน์สัญชาติได้นั้น ทางการพม่าพร้อมจะส่งเจ้าหน้าที่มาประจำด่านอื่นในประเทศไทยแทน โดยคาดว่าจะเป็นด่านที่จังหวัดนครสวรรค์ นอกจากนี้ทางการพม่ายังได้ขอให้ประเทศไทยเปิดขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวรอบ ใหม่ด้วย ซึ่งทางการพม่ายืนยันจะช่วยดำเนินการเรื่องนี้อย่างเต็มที่ ทั้งการปรับปรุงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อทำบัตรแสดงบุคคลว่าเป็นพลเมืองของพม่า ซึ่งหากเปิดขึ้นทะเบียนแล้วยังมีการหลบหนีเข้ามาทำงานในไทย ทางการพม่ายินดีให้ประเทศไทยดำเนินการตามกฎหมาย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวอีกว่า หากมีการเปิดขึ้นทะเบียนต่างด้าวรอบใหม่ กรมการจัดหางานจะส่งรถเคลื่อนที่ไปยังจังหวัดต่างๆ เพื่อรับขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว นอกจากนี้ทางการพม่ายังขอให้กระทรวงแรงงานสำรวจจำนวนแรงงานต่างด้าวที่ ชัดเจน เพื่อแจ้งไปยังสถานทูตพม่าในไทย เพื่อออกเอกสารแสดงตัวบุคคล และหนังสือรับรอง เพื่อใช้ในการพิสูจน์สัญชาติด้วย ส่วนการนำเข้าอย่างถูกกฎหมายยังอยู่ระหว่างการประสานงาน ซึ่งใช้รูปแบบผ่านบริษัทในพม่า

(สำนักข่าวแห่งชาติกรมประชาสัมพันธ์, 25-1-2554)

สหภาพรถไฟยื่นหนังสือทวงถามค่าทำงานล่วงเวลา

เมื่อวันที่ 25 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) เปิดเผยว่า ได้ยื่นหนังสือให้ผู้บริหารการรถไฟฯ เพื่อติดตามเรื่องการจ่ายค่าตอบแทนการทำงานเกินกว่าเวลาปกติ ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ซึ่งพนักงานไม่มีสิทธิ์เบิกเงิน แต่สามารถเบิกเงินตามค่าจ้างรายชั่วโมงที่ทำงาน โดยการรถไฟฯ ไม่ได้จ่ายตั้งแต่ปี 2549 รวมเป็นเงินกว่า 1,700 ล้านบาท และได้มีการทวงถามหลายครั้ง ปรากฏว่ายังไม่มีความคืบหน้าใดๆ


อย่างไรก็ตาม ในครั้งนี้ฝ่ายบริหารรับปากว่า จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการ รฟท.ในวันที่ 26 ม.ค.นี้ เพื่อให้บอร์ดที่มีนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานประธานบอร์ดรฟท.พิจารณาด้วย

(ไทยรัฐ, 25-1-2554)

แรงงานพม่าเลิกสไตร์ค หลังเจรจาเจ้าของโรงงานได้ข้อยุติ

ความคืบหน้ากรณีคนงานชาวพม่ากว่า 600 คน ซึ่งทำงานให้กับโรงงานผลิตสับปะรดกระป๋อง วี แอนด์ เค จังหวัดราชบุรี นัดหยุดงานเพื่อขอให้นายจ้างขึ้นค่าแรง จ่ายค่าชดเชยกรณีเจ็บป่วยจากการทำงาน ปรับปรุงการเข้าถึงการรักษาพยาบาล สร้างห้องน้ำเพิ่มเนื่องจากไม่เพียงพอกับจำนวนแรงงาน แจกแจงรายละเอียดเงินเดือนที่ถูกหักไปก่อนที่พวกเขาจะได้รับ และยุติการเลือกปฏิบัติระหว่างแรง งานไทยและพม่า เมื่อวันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยระหว่างการชุมนุมประท้วง มีเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจกว่า 200 นายเข้ามาดูแลสถานการณ์

นายสุทธิพงศ์ คงพาผล ผู้ประสานงานด้านสิทธิแรงงาน มูลนิธิเพื่อสุขภาพและการเรียนรู้ ของแรงงานกลุ่มชาติพันธุ์ (MAP) ให้สัมภาษณ์ว่า การเจรจาได้ข้อยุติแล้ว ตั้งแต่เมื่อเย็นวันที่ 24 ม.ค. โดยนายจ้างตกลงตามที่คนงานพม่าเรียกร้อง และล่าสุด (25 ม.ค.) คนงานได้กลับเข้าทำงานตามปกติแล้ว

(ประชาไท, 26-1-2554)

กมธ.แรงงานดันร่าง พรบ.ประกันสังคมเข้าสภา

26 ม.ค. 54 - ว่าที่ร้อยตรี สุเมธ ฤทธาคนี ประธานคณะกรรมาธิการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ในวันนี้จะมีการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม ฉบับที่...  พ.ศ.... ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร หลังจากที่มีความพยายามผลักดันร่างดังกล่าว เข้าสู่สภา มาเป็นเวลานาน ทั้งนี้ น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจได้เดินทางมายื่นหนังสือขอบคุณ กรรมาธิการ ที่ให้ผลักดันร่างเข้าสู่สภา ขณะเดียวกันขอให้ ส.ส.ทุกคน ร่วมกันสนับสนุนร่างนี้ให้ออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้ เพื่อขยายสิทธิประโยชน์ให้กับแรงงานนอกระบบทุกคน   

(สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น, 26-1-2554)

คนงานเหมืองทองอัครายกทีมบุกศาลากลาง จี้ทวนคำสั่งปิดเหมืองเฟส 2

26 ม.ค. 54 - ที่บริเวณศาลากลางจังหวัดพิจิตรได้มีกลุ่ม ผู้ใช้แรงงาน พนักงาน ชาวบ้าน รวมถึงครอบครัวของพนักงานบริษัทในเครือเหมืองแร่ทองคำอัคราไมนิ่ง จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร ประมาณ 1,200 คน นำโดยนายสาธิต นาคสุก อายุ 42 ปี รองประธานคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานพนักงานบริษัทเหมืองแร่ทองคำอัคราไมนิ่ง ได้มาชุมนุมยื่นหนังสือขอความเห็นใจให้เหมืองแร่ทองคำชาตรีเหนือ หรือเหมืองแร่ทองคำอัคราไมนิ่ง
      
ที่ก่อนหน้านี้ได้ถูกฟ้องร้องว่ามีการดำเนินกิจการส่งผลกระทบต่อ สุขภาพและสิ่งแวดล้อม จนอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ได้มีหนังสือแจ้งให้บริษัทฯ หยุดทำเหมืองแร่ทองคำเฟส 2 ในภาคกลางคืนตั้งแต่เวลา 19.00 น.จนถึง 05.00 น.
      
กลุ่มพนักงานระบุว่า คำสั่งดังกล่าวส่งผลให้พนักงานนับพันคน ที่ทำงานในภาคกลางคืนมาเกือบ 10 ปี มีภาระทางครอบครัว การดำรงชีพต้องตกงานและเดือดร้อน เนื่องจากคำสั่งหยุดการดำเนินกิจการดังกล่าว จึงได้รวมตัวกันมาร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือ
      
พร้อมกับให้เหตุผลว่า นอกจากนี้ส่งผลถึงเศรษฐกิจชุมชนและการจัดเก็บภาษีของท้องถิ่นที่ปีหนึ่งๆ อัคราไมนิ่ง จ่ายเงินพัฒนาสิ่งแวดล้อมตำบลถึงปีละ 10 ล้านบาท และจ้างงานปีละไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาท รวมถึงเงินตราต่างประเทศจาการส่งออกแร่ทองคำ ที่เคยมีรายได้กว่าปีละ 3 พันล้านบาท จึงได้รวมตัวกันมาเรียกร้องและชี้แจงให้ผู้ว่าฯพิจิตร ได้พิจารณาทบทวนเพื่อรายงานและอนุเคราะห์ให้ช่วยสั่งให้เปิดดำเนินกิจการต่อ ไป
      
ขณะที่นายสุวิทย์ วัชโรทยางกูร ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง กล่าวว่า ตนเองก็กินอยู่พักอาศัยในชุมชนรอบเหมืองด้วยเช่นกันเหมือนกับผู้ร้องเรียน แต่ไม่เคยได้รับผลกระทบในทุกประเด็นอย่างที่มีกลุ่ม NGO ร้องเรียนและฟ้องศาลปกครองแต่อย่างใด จึงเชื่อมั่นว่าการฟ้องร้องและการร้องเรียนจนเป็นที่มาของคำสั่งปิดเหมือ งเฟส 2 ช่วงกลางคืน มีกลุ่มนายทุนผู้ค้าที่ดินรอบเหมืองบีบเสนอขายที่ดินในราคาแพง แต่บริษัทฯ ไม่รับซื้อ จนทำให้เกิดปัญหานี้ขึ้น
      
ล่าสุด นายสุวิทย์ได้เรียกประชุมด่วนคณะกรรมการระดับจังหวัด ซึ่งประกอบด้วย ไตรภาคี 21 คน อันได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิในภาคราชการ ตัวแทนของเหมืองแร่ทองคำอัคราไมนิ่ง และตัวแทนของประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน และอยู่อาศัยโดยรอบพื้นที่เหมืองแร่ทองคำอัคราไมนิ่ง ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ก็จะทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในรายละเอียด
      
ผู้ว่าฯ พิจิตร ให้คำมั่นว่า ทุกฝ่ายล้วนเป็นประชาชนคนพิจิตร ดังนั้นจึงต้องให้การดูแลอย่างสมดุลไม่เข้าข้างใคร และจะได้ทำความเห็นเสนอไปยังอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป

(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 26-1-2554)

นายจ้างสั่งหยุดงานใช้มาตรา 75 ทั้งปี ลูกจ้างค่าจ้างหด ต้องหารายได้เสริม

ปัญหาการสั่งหยุดงานโดยใช้มาตรา 75 (พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541) ยังมีอยู่ในปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะบริษัทฯในเขตย่าน กลุ่มสหภาพแรงงานอ้อมน้อย อ้อมใหญ่ จังหวัดนครปฐม ทำให้คนงานได้รับความเดือดร้อน ค่าใช่จ่ายไม่เพียงพอในแต่ละเดือน  บริษัทฯ ผลิตผ้าลูกไม้ ส่งขายภายในประเทศ และต่างประเทศ  มีร้านในย่านพาหุรัตน์ และที่ประตูน้ำเป็นอีกแห่งหนึ่งที่อ้างว่า ไม่มีออร์เดอร์ ทำให้บริษัทฯขาดสภาพคล่อง สารพัดสาเหตุที่จะใช้เป็นข้ออ้างในการใช้มาตรา 75 สั่งหยุดงาน  แต่เวลางานเยอะก็ส่งทำงานล่วงเวลาพอหมดงานก็สั่งหยุด ม.75 ชั่วคราวตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน จ่ายค่าจ้างเพียง ร้อยละ 75 เฉพาะพนักงานแผนกลูกไม้ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2552 จนถึงปัจจุบัน มีการสั่งหยุดเป็นช่วงๆ เมื่อเร็วๆนี้ สั่งหยุดงาน ระหว่างวันที่ 16 – 27 พฤศจิกายน 2553 โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า ใช้วิธีให้พนักงานลงชื่อยินยอมในตอนเย็นหลังเลิกงานก่อนที่จะหยุดในวันถัดไป พนักงานส่วนใหญ่ยินยอม หากไม่ลงลายมือชื่อยินยอมบริษัทจะให้ไปทำงานแผนกอื่นๆแทน ซึ่งเป็นแผนกที่ไม่คุ้นเคย โดยเฉพาะแผนกช่างเครื่อง ทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง

ปัญหาที่นายจ้างใช้มาตร 75 ดังกล่าวทำให้พนักงานหลายคนได้รับผลกระทบค่าใช้จ่ายไม่เพียงพอ บ้างก็ลาออกจากงานไปหางานใหม่  ส่วนพนักงานที่มีอายุมากแล้วจะลาออกไปหางานใหม่ทำก็ไม่ได้ต้องทนรับ สภาพอย่างนี้ต่อไป บางคนต้องหารายได้เสริมเช่น ขายของเล็กๆน้อยๆ เพื่อจะได้มีเงินใช้จ่ายในแต่ละเดือนไป

จากเหตุการณ์ดังกล่าว สหภาพแรงงานสิ่งทอสมุทรสาคร ได้ทำหนังสือเข้าหารือกับนายจ้าง ซึ่งนายจ้างส่งผู้แทนมาคุยด้วยแต่ก็ไม่มีความชัดเจนในการแก้ปัญหา บอกแต่เพียงว่าเห็นใจและเข้าใจ

ประธานสหภาพฯให้ ความเห็น ต่อกรณีนี้ว่า บริษัทฯใช้ช่องทางการสั่งให้หยุดงานชั่วคราวตามมาตรา 75 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งพนักงานจะได้รับค่าจ้างเพียงร้อยละ 75 ถือเป็นการเอาเปรียบพนักงานเพื่อลดค่าใช้จ่ายของบริษัทฯ  ช่วงที่มีออเดอร์เข้ามาจำนวนมากนายจ้างสั่งให้ทำงานล่วงเวลา เมื่อไม่มีงานก็จะสั่งให้หยุดงานตามมาตร 75 เพื่อลดค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นปัญหากับพนักงานมาก ในเรื่องค่าจ้างไม่เพียงพอ ต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน จนพนักงานส่วนหนึ่งลาออกจากงานไปเพราะทนไม่ไหว บางส่วนก็ต้องหาอาชีพพิเศษทำเพื่อประทังรายได้ให้พออยู่ได้”  

ทำงานมา 15 ปียังได้รับค่าแรงงานขั้นต่ำก็แทบไม่พอกิน ต้องไปขายของได้บ้าง ไม่ได้บ้างก็ต้องทน ยังมาสั่ง ม. 75 อย่างนี้มันเอาเปรียบเกินไปน่าจะเห็นใจกันบ้าง”     นางหนูวาด   ผานคำ พนักงานแผนกลูกไม้ กล่าวอย่างสิ้นหวัง

ส่วนน.ส. สารี่ ทรัพย์แย้ม กล่าวเสริมว่า ลูกกำลังเรียนรายได้ ก็มาขาดหายไปในขณะที่รายจ่ายคงที่ ต้องรับผ้ามาตัดที่บ้านถ้าไม่ทำก็ไม่พอค่าใช้จ่าย อาศัยว่ากินกันประหยัดหน่อยจึงพอจะอยู่ได้

ทางฝ่ายรับเรื่องราวร้องทุกข์ของ กลุ่มสหภาพแรงงานอ้อมน้อย-อ้อมใหญ่ให้ความเห็นต่อกรณีนี้ว่า  “หาก กฎหมายฉบับนี้ไม่ถูกแก้ไขในยุคของคมช.(คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) ที่ทางสภานิติบัญญัติแห่ง(สนช.)ได้แก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 75ใหม่หากเป็นมาตรา 75 เดิมที่กำหนดว่าการที่นายจ้างจะประกาศหยุดงานตามมาตรา 75 ต้องเกิดจากเหตุสุดวิสัย น้ำท้วม ไฟไหม้เป็นต้น นายจ้างจะมาอ้างไม่มีออเดอร์แล้วสั่งหยุดไม่ได้ ฉะนั้นกรณีการที่แก้กฎหมายใหม่ที่ทำให้นายจ้างใช้มาตรานี้โดยอ้างเหตุว่าไม่ มีออเดอร์ได้เพราะถือว่าเป็นเรื่องการบริหารจัดการของบริษัทไม่เกี่ยวกับ ลูกจ้าง การแก้ไขในปีพ.ศ.2551ของสนช.กลับไปเปิดช่องให้นายจ้างใช้เป็นเหตุในการสั่ง หยุดจนทำให้ลูกจ้างเดือดร้อนนางสาวสุรินทร์ พิมพา ฝ่ายรับเรื่องราวร้องทุกข์กลุ่มสหภาพแรงงานอ้อมน้อย-อ้อมใหญ่กล่าว

ทั้งนี้ล่าสุด ทางบริษัทฯ ส่งงานไปย้อมข้างนอก ไม่ได้ย้อมภายในบริษัทฯเช่นเดิมทำให้มีกำหนดระยะเวลาในการส่งคืนบริษัทล่า ช้าต้องรอส่งกลับเป็นอาทิตย์ หรือ 15 วัน จึงทำให้ไม่มีงานทำ นายจ้างก็ให้หยุดงานชั่วคราวใช้มาตรา 75 และคนงานบางคนต้องหางานเสริมทำ เป็นปัญหาในครอบครัวในค่าใช้จ่ายและความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน ลูกจ้างต้องพากันเอาข้าวมาจากบ้านต่างจังหวัด เพื่อหุงหาไปกินเอง ไม่ต้องซื้อ

นางสาวสุรินทร์ พิมพา กล่าวอีกว่า ในตอนนี้ลูกจ้างที่มีลูกที่ต้องเรียนหนังสือก็ลำบากมาก ต้องหาเงินในลูกไปเรียน ทั้ง ค่ารถ ค่ากิน ค่ากิจกรรมของการเรียนอีก  เมื่อเดือนธันวาคม  2553 มีคนงานอายุ 60 ปีขอลาออกงาน 1 คน ไปคุยกับนายจ้างนายจ้างจ่าย  2  หมื่นบาท ทำงานมานานกว่า 20 ปี  แล้วมีข่าวมาว่าถ้าใครอยากออกงานให้เขียนใบลาเข้าไปแล้วนายจ้างจะพิจารณาให้ มีคนงาน 2 คนในแผนก ลูกไม้ มีอายุราว 40-44 ปี ทำงานมา 15 ปี 1 คน อีกคนอายุงาน 11 ปี เขียนใบลาขอออกงานมีผลในวันที่  14  มกราคม  2554  นายจ้างอนุมัติจ่ายคนละ 2 หมื่นบาท ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่า การที่นายจ้างใช้วิธีการใช้มาตรา 75 จ่ายค่าจ้างร้อยละ 75 หากคนงานทนไม่ได้ลาออกไปเองจ่ายเงินให้บ้างเล็กน้อย หากนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเหล่านี้ก็ตองจ่ายเงินตามกฎหมายซึ่งอาจเป็นเงิน มากพอควร จึงอาจเป็นไปได้ ที่นายจ้างจะใช้วิธีการแบบนี้แก้ปัญหาแทนการเลิกจ้างคนงานที่อายุมาก

(นักสื่อสารแรงงาน, 26-1-2554)

ลูกจ้างงง NTN นิเด็คประกาศปิดกิจการ! พร้อมเปิดโครงการสมัครใจลาออก?

เมื่อวันที่ 21 มกราคมที่ผ่านมา บริษัท นิเด็ค แบริ่ง ระยอง ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม อีสเทิร์น ซีบอร์ด ประกาศปิดกิจการอย่างถาวร  แต่เปิดโครงการลาออกด้วยความสมัครใจ  มีการติดประกาศบนบอร์ดของบริษัทฯว่า บริษัทฯ มีความประสงค์ที่จะแจ้งให้พนักงานทุกคนทราบว่า บริษัทฯ ได้กำหนดวันสำหรับการปิดกิจการอย่างถาวร ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2554 เป็นต้นไป พนักงานทุกคนสามารถปฏิบัติงาน และอยู่ร่วมกันจนถึงวันสุดท้ายคือ วันที่ 29 มกราคม 2554 โดยบริษัทฯ จะจ่ายสิทธิประโยชน์ให้แก่พนักงานที่ถูกเลิกจ้างตามกฎหมายแรงงานพร้อมค่า บอกกล่าวล่วงหน้า 30 วัน

หลังจากที่เปิดโครงการลาออกด้วยความ สมัครใจ ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2553 และมีพนักงานเข้าโครงการมีจำนวนทั้งสิ้น 816 คน บริษัทฯก็เปิดโครงการลาออกด้วยความสมัครใจขึ้นอีกเป็นครั้งสุดท้ายและอ้าง อีกว่า สถานการณ์ของบริษัทฯ ณ วันนี้ ได้มาถึงจุดที่บริษัทฯไม่สามารถดำเนินกิจการได้อีกต่อไป ดังนั้นบริษัทฯมีความจำเป็นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ที่จะแจ้งให้พนักงานที่ ยังไม่ได้เข้าโครงการลาออกด้วยความสมัครใจทุกคนทราบดังนี้ ค่าจ้างเดือนสุดท้ายคูณด้วยอัตราระยะเวลาการทำงานตามกฎหมายคุ้มครองแรง งานบวกเงินช่วยเหลือพิเศษ 45 วัน บริษัทฯจะจ่ายสิทธิประโยชน์นี้ให้แก่พนักงานในวันที่ 29 มกราคม 2554

นางขันแก้ว  สุโพธิ์ ตั้งครรภ์ได้ 6 เดือน กล่าวว่า ถึงแม้บริษัทฯจะติดประกาศปิดกิจการให้พนักงานรับทราบแต่ในฐานะคนงานคนหนึ่ง ต้องการให้ผู้บริหารแสดงความจริงใจโดยการออกมาชี้แจงถึงสถานการณ์ที่เกิด ขึ้นกับปากของผู้บริหารถึงคนงานด้วยตนเอง ไม่ใช่แค่ติดกระดาษที่บอร์ดเพื่อแจ้งให้คนงานได้รับทราบเท่านั้น และไม่มีการดูแลเอาใจใส่คนท้องหรือคนงานเลย ทั้งที่คนงานทั้งหลายเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เคยทำผลกำไรให้กับบริษัทฯ

อดีตคนงาน นิเด็ค คนหนึ่ง ซึ่งเข้าโครงการดังกล่าว กล่าวว่า เธอออกไปหาสมัครงานที่นิคมอุตสาหกรรมสยามอีสเทิร์นได้ไปสมัครงานที่ศาลาแดง หน้านิคมฯ มีการตั้งโต๊ะรับสมัครงานของรับเหมาค่าแรง (subcontract)นั้นระบุชัดเจนว่า ไม่รับพนักงานที่มาจาก บริษัท นิเด็ค เปิดโครงการลาออกด้วยความสมัครใจและปิดกิจการแล้วทำไมต้องกีดกันคนงานไม่ให้ มีงานทำด้วย วอนผู้มีอำนาจของบ้านเมืองลงมาแก้ปัญหา ให้ได้มีงานทำเพื่อเลี้ยงพ่อแม่ต่อไปด้วย โปรดอย่ากีดกันคนงานเอ็นทีเอ็นนิเด็ดในการที่จะมีงานทำ โดยที่เราเองก็ไม่ทราบเหตุผลว่าทำไหมถึงไม่รับคนงานที่มาจากโรงงานนี้ทำงาน

แรงงานที่นิคมอุตสาหกรรม อีสเทิร์น ซีบอร์ด จังหวัดระยองขาดแคลนจริงหรือทั้งที่นายจ้างหลายกิจการต่างเปิดโครงการสมัครใจลาออก มีจำนวนพนักงานเข้าตามโครงการดังกล่าวมากมายที่ยังไม่มีงานทำ แต่มีการประกาศว่าแรงงานไทยขาดแคลนต้องนำเข้าแรงงานต่างชาติเข้ามาทำงาน ความจริงแล้วนโยบาย อำนาจ นายทุน ชี้นำให้นำแรงงานข้ามชาติเข้ามา เพื่อลดต้นทุนการผลิต และลดอำนาจการต่อรองของสหภาพแรงงาน เพราะแรงงานข้ามชาติไม่มีการรวมตัวต่อรอง ไม่มีการเรียกร้องต่อรอง ต้องการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างใหม่เพื่อเอาลัดเอาเปรียบคนงานมากขึ้น

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้เห็นได้ว่า การละเมิดสิทธิแรงงานกำลังรุนแรงและแรงงานไทยถูกกระทำมากยิ่งขึ้น เปิดช่องทางของกฎหมายให้นายจ้างเอาเปรียบกับลูกจ้าง ซึ่งตนก็สงสัยอยู่ว่ากระทรวงแรงงานเคยคิดแก้ปัญหาเชิงรุกช่วยเหลือลูกจ้าง บ้างหรือไม่ นี้คือคำถามทิ้งท้ายของหนึ่งในพนักงานNTNนิเด็ด ที่ยังรอความจริงว่าบริษัทแจ้งปิดกิจการ หรือหวังแค่ล้มสหภาพแรงงาน

อนึ่ง บริษัท NIDEC CORPORATION เป็นบริษัทแม่ที่เป็นอันดับที่ 14 ของโลก  ทั้งนี้ยังมีการขนถ่ายสินค้าภายในบริษัทเหมือนปกติ

(นักสื่อสารแรงงาน, 26-1-2554)

แรงงาน 'ลิเบีย' เจอมรสุมหนักเจ้าหนี้โขกดอกบีบยึดที่ทำกิน

25 ม.ค.54 - นายมานะ พึ่งกล่อม ตัวแทนแรงงานไทยในลิเบียที่ไปทำงานผ่านนายหน้าบริษัทจัดหางานเงินและทอง พัฒนา จำกัดส่งไปยังบริษัทนายจ้างแรนฮิลล์ (RANHILL) เปิดเผยว่า ตนได้เข้ายื่นเอกสารหลักฐานร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับ นายสุวิทย์ เมฆเสรีกุล ส.ว.สมุทรปราการ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการแรงงานและสวัสดิการสังคม วุฒิสภา โดยสรุปการไม่ได้รับความเป็นธรรมคือบริษัทจัดหางานก่อนเดินทางไปได้ทำสัญญา กับแรงงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายผ่านกรมการจัดหางานกระทรวงแรงงาน ตั้งแต่เดือน ต.ค.52

หนังสือร้องเรียน ระบุว่า หลังจากพี่น้องแรงงานเดินทางไปถึงลิเบียแล้ว ข้อตกลงในหนังสือสัญญาว่าจ้างปรากฏว่า ไม่ตรงตามที่กำหนดตกลงกันเอาไว้ที่เมืองไทยอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ ต้องเซ็นสัญญาว่าจ้างใหม่ แบบมัดมือชกและไม่มีความเป็นมาตรฐาน,ตำแหน่งงานถูกสับเปลี่ยน, อัตราค่าแรงคนงานไม่ตรงตามที่ระบุเอาไว้, ทำงานเกินวันละ8 ชม., งานไม่มีโอทีทำจนถึงปัจจุบัน ก่อนมาแจ้งว่ามีโอทีทุกวันและมีโอทีบังคับ, ที่พักอาหาร น้ำดื่ม ไม่มีการจัดระบบที่ดีและเหมาะสมต่อสุขภาพพลานามัย, การเดินทาง ออกไปปฏิบัติงานไม่มีมาตรฐาน ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและสุขภาพ ต้องเดินเท้าวันละ3-6 กม.วันละ 3-4 รอบ, การเบิกจ่ายค่าแรงงานของคนงานแต่ละเดือนไม่ตรงตามที่กำหนดเอาไว้ และการโอนค่าแรงงานของคนงานไม่โอนโดยตรงให้กับคนงานจนถึงเดือนต.ค.53

"ตามที่พวกกระผมได้กล่าวเอาไว้ เบื้องต้นนั้นปัญหาตรงนี้ได้สร้างความลำบากและความเดือดร้อนให้แก่ตัวพวก กระผมและครอบครัวเป็นอย่างมาก เพราะพวกกระผมได้กู้หนี้ยืมสินไว้กับนายทุนมาเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางมา ทำงานในครั้งนี้เป็นค่าคอมมิชชั่นที่สูงเกินจริงเช่น 1.2-1.9 แสนบาทต่อคนมีเรื่องของดอกเบี้ยเป็นภาวะร่วมอยู่ด้วย โดยมีที่ดินและหลักทรัพย์อื่นๆค้ำจำนองเป็นหลักประกันเอาไว้กับนายทุน ซึ่งล่าสุดผมเองได้เสียที่ดินที่เอาจำนองไว้ไปแล้วเมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา อีกหลายคนกำลังถูกทวงหนี้และดอกเบี้ยอย่างหนักด้วย"

นายมานะ เปิดเผยอีกว่า วันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมาได้เดินทางมาที่ศาลแขวงพระนครเหนือ เพื่อมาไต่สวนคดีอาญาข้อหาหมิ่นประมาทที่บริษัท จัดหางานเงินและทองฯได้ฟ้องร้องตนเรียกร้องเงิน 1 ล้านบาท ทั้งนี้ทนายของตนที่ไปขอร้องให้สภาทนายความแห่งประเทศไทยช่วยเหลือติดภารกิจ จึงขอเลื่อนการไต่สวนออกไป

"ขอร้องให้ทางผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้าน เมืองรีบลงมาดูแลปัญหาแรงงานไทยในลิเบียด่วน เพราะตอนนี้กว่า 1 พันชีวิตตกระกำลำบากต้องการกลับประเทศไทยแต่ก็กลับไม่ได้ นายจ้างไม่ให้กลับไม่จ่ายค่าเครื่องบินให้ เงินค่าจ้างแรงงานยิ่งล่าช้าหนักกว่าเก่า พวกผมที่เดินทางกลับมาแล้วและกำลังจะกลับมาอีกพยายามรวมตัวกันร้องเรียนขอ ความเป็นธรรมซึ่งจะดิ้นรนต่อสู้ต่อไปอย่างถึงที่สุด"

นายมานะ ยังได้กล่าวถึงกรณี นายยกผาลี ชาวนครพนมที่ไปทำงานลิเบีย 3-4 เดือนแล้วเสียชีวิตเป็นตัวอย่างหนึ่งที่การส่งแรงงานไปลิเบียไม่มีมาตรฐาน คนสูงอายุและมีโรคประจำตัวเป็นความดันสูงยังผ่านการตรวจสอบสุขภาพอีกแล้ว ต้องไปตกระกำลำบากจนจบชีวิตไปและยังไม่ได้ค่าประกันแรงงานอีกถึง 1.7 แสนบาท

(สยามรัฐ, 26-1-2554)

'เอ็นจีโอ' โวยรัฐหละหลวมรวมหัวนายหน้าค้าแรงงาน

26 ม.ค. 54 - ศูนย์ศึกษาพัฒนาสังคม คณะรัฐศาสตร์,ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมสุขภาพชีวิตแรงงานต่างด้าวได้จัดการประชุมเชิง ปฏิบัติการเรื่อง"สถานการณ์การย้ายถิ่นและผลกระทบจากการถูกละเมิดสิทธิและ การค้ามนุษย์ในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ" โดย นายสมพงษ์สระแก้ว ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมสุขภาพชีวิตแรงงานต่างด้าวกล่าวว่าแม้ สังคมไทยจะมองเห็นความสำคัญของแรงงานกลุ่มนี้มากขึ้น แต่ผลการวิจัยที่ได้ขบวนการนำส่งแรงงานด้วยวิธีผิดกฎหมายทำให้ท้ายที่สุดแรง งานต้องไปลงเอยอยู่บนเรือประมง หรือแหล่งค้าประเวณีหลายแห่ง

ขณะที่ นายฟิลลิป โรเบิร์ตสันนักวิจัยอิสระเรื่องการค้ามนุษย์ กล่าวว่ารัฐบาลมักจะพูดอยู่เสมอว่าให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิมนุษยชนรวมถึง ปัญหาแรงงานต่างด้าวแต่การปฏิบัตินั้นแทบจะตรงกันข้ามกับความจริง ทุกวันนี้เจ้าหน้าที่รัฐ คือ

สิ่งที่แรงงานต่างด้าวกลัวมากที่สุด เพราะไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่สังกัดอะไรก็ตามมักจะเห็นแรงงานต่างด้าวเป็น ธนาคารขั้นดีที่สามารถรีดไถเงินได้เป็นประจำ ซึ่งตรงนี้น่าเป็นห่วง เพราะเมื่อเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเป็นที่พึ่งได้ก็ทำให้พวกเขาไม่มีที่พึ่ง และถูกกระบวนการเอารัดเอาเปรียบจากนายหน้าในที่สุด

(แนวหน้า, 27-1-2554)

อัยการสั่งฟ้อง 3 แกนนำไทรอัมพ์ข้อหามั่วสุมก่อความวุ่นวาย

27 ม.ค. 54 - น.ส.จิตรา  คชเดช ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ  น.ส.บุญรอด  สายวงศ์ อดีตเลขาธิการสหภาพฯและนายสุนทร บุญยอด  ได้เข้าฟังคำพิจารณาของอัยการ  ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดา กรุงเทพฯ  กรณีถูกออกหมายจับข้อหากระทำผิดด้วยการมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 215 และ 216 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 108 เลขที่ 2494/2552 และ 2495/2552 ลงวันที่ 27 ส.ค. 52

เหตุเกิดจาก การชุมนุมเมื่อวันที่ 27 ส.ค.นั้น เป็นการชุมนุมของคนงานจากสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศ ไทย, สหภาพแรงงานอิเล็กทรอนิกส์และ แม็คคานิคส์ ในเครือบริษัทเอนี่ออน อิเล็กทรอนิกส์ (ไทยแลนด์) จำกัด และคนงานบริษัท เวิลด์เวลล์การ์เม้นท์ พร้อมองค์กรแรงงานและประชาชนกว่า 1,000 คน ไปยังทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภา เพื่อติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาหลังจากได้ยื่นเรื่องต่อนายกรัฐมนตรี ก่อนหน้านั้น โดยในวันดังกล่าว มีการใช้เครื่องขยายเสียงระดับไกล หรือ LRAD กับผู้ชุมนุมด้วย ซึ่งหลังจากนั้น นักกิจกรรมกลุ่มหนึ่งได้ทำหนังสือประณามการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เรียกร้องให้ถอนการออกหมายจับโดยทันที รวมถึงเรียกร้องให้รัฐบาลและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนของเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย

เจ้าพนักงานอัยการได้แจ้งผลการ พิจารณาโดยอัยการได้ส่งฟ้องศาลผู้ต้องหา ทั้งสามรายในข้อหากระทำผิดด้วยการมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ  โดยอัยการได้ยกฟ้องข้อหากีดขวางทางจราจรเนื่องจากคดีหมดอายุความ

ทั้งนี้สำนักงานอัยการสูงสุดได้ส่ง ตัวผู้ต้องหาทั้งสามนำไปฝากขังไว้ที่ ศาลอาญารัชฎา  โดยมีกลุ่มผู้ใช้แรงงานมาเป็นเพื่อนและให้กำลังใจผู้ต้องหาทั้งสามประมาณ 40 คน  และในขณะนี้ทางทนายของผู้ต้องหาทั้งความกำลังเดินเรื่องการขอประกันตัว 

(ประชาไท, 27-1-2554)

โฆษกกระทรวงแรงงานแนะนายจ้างนำแรงงานต่างด้าวตั้งครรภ์ไปคลอดที่โรงพยาบาล

27 ม.ค. 54 - นายนายสุธรรม นทีทอง โฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า กรณีที่แรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ ทั้ง ลาว กัมพูชา และพม่า ที่ทำงานในประเทศไทยโดยถูกต้องตามกฎหมาย เกิดตั้งครรภ์และคลอดบุตรในประเทศไทย ขอแนะนำนายจ้างให้พาแรงงานต่างด้าวไปคลอดที่โรงพยาบาล รวมทั้งเก็บสูติบัตรที่โรงพยาบาลออกให้ พร้อมถ่ายสำเนาเก็บไว้ด้วย เนื่องจากในสูติบัตรดังกล่าวจะระบุว่าใครเป็นผู้ให้กำเนิด เพื่อเวลาเดินทางกลับ บุตรของแรงงานต่างด้าวจะได้มีหลักฐานในการเข้าประเทศต้นทาง เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้เดินทางเยือนสาธารณรัฐแห่งสหภาพ พม่า และเข้าพบรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศพม่า ก็ได้รับทราบว่าทางการพม่ากำลังเร่งออกมาตรการเพื่อรับรองบุคคลของพม่าใน ต่างประเทศ ซึ่งเตรียมนำเรื่องนี้เข้าคณะรัฐมนตรีของประเทศพม่า หากผ่านความเห็นชอบจะให้สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่าในประเทศ ไทยออกเอกสารรับรองบุคคลให้แก่แรงงานพม่า และบุตรที่เกิดในประเทศไทยด้วย

โฆษกกระทรวงแรงงาน ยังกล่าวแนะนำให้แรงงานต่างด้าวที่อยู่ในประเทศไทยและใบอนุญาตการทำงานจะหมด อายุลงในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ นี้ รีบไปต่อใบอนุญาตการทำงานที่จัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ

(สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์, 27-1-2554)

ปธ.สหภาพฯเห็นพ้อง 'กสท' จับมือ 'ทรู'

28 ม.ค. 54 - นายสุขุม ชื่นมะนา ประธานสหภาพแรงงาน บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT กล่าวถึงกรณีที่ กสท ร่วมมือกับ บริษัท ทรูมูฟ จำกัด เข้าซื้อหุ้นในกลุ่มของบริษัทฮัทชิสัน ว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับการเซ็นสัญญาระหว่าง กสท และ ทรู ที่เกิดขึ้นวานนี้ (27 ม.ค.) เนื่องจากไม่ได้ส่งผลกระทบต่อบริษัทใดๆ ทั้งสิ้น ขณะเดียวกันการทำธุรกิจมือถือร่วมกับทรูในระบบ3 จีเอชเอสพีเอ ถือเป็นการสร้างรายได้ในระยะยาว เพราะหาก กสท ไม่เร่งเซ็นสัญญาหรือทำธุรกิจร่วมกับทรูจะทำให้บริษัทสูญเสียรายได้และเสีย โอกาส


"ส่วนตัวเห็นว่าร่วมมือนี้ กสท ได้ประโยชน์มากกว่าเสียประโยชน์ ดังนั้น จึงไม่ได้ต่อต้านหรือคัดค้านและเห็นชอบตามที่ นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ ดำเนินการ อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายมุมมองในภาคธุรกิจ ถ้าใครเดินงานเร็วก็จะถูกเตะขา แต่การทำกับทรูก็ต้องมีเสียประโยชน์ แต่ถ้าได้ประโยชน์มากกว่าเสียก็ต้องยอมรับ เช่นเดียวกับวันนี้ ไม่มีใครช่างน้ำหนักได้ว่าใครได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์" ประธานสหภาพ กล่าว


อย่างไรก็ตาม สหภาพฯ กสท ได้ส่งข้อเสนอเรียกร้องสองประการ คือ 1.ในส่วนของสัมปทานเดิมของบริษัท ทรูมูฟ ขอให้ ผู้บริหาร กสท เร่งรัด การโอนทรัพย์สินตามสัญญาบีทีโอ ให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด และ 2. การเซ็นสัญญาเช่าใช้โครงข่ายกับทรูล่าสุด ซึ่งมีอายุ 14 ปี คลื่นความถี่ในการให้บริการจะต้องเป็นกรรมสิทธิ์ของ กสท เท่านั้น


ขณะที่ วันเดียวกัน มีบัตรสารสนเทศ จากพนักงาน กสท บางส่วน ส่งโทรสาร (แฟ๊กซ์) ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสาร โดยมีประเด็นหลัก คือ ไม่เห็นด้วยที่ กสท ทำสัญญากับ ทรู และให้ กสท รอการประมูลคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิร์ตซ ของ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการล่ารายชื่อ และจำนวนพนักงานก่อนยื่นเสนอต่อ นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ ประธานบอร์ด กสท ต่อไป

(ไทยรัฐ, 28-1-2554)

คนงานแม็กซิสเตรียมรุกเข้ากรุงยื่นนายกแก้ปัญหา

27 ม.ค. 54 - คนงานแม็คซิสแพ็คกะเป๋านัดกันเตรียมเคลื่อนพลหวังให้ผู้มีอำนาจทางการเมือง สั่งการให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าไปทำงาน และเข้าสู่แรงงานสัมพันธ์ที่ดีตามนโยบายของรัฐ ด้วยความรู้สึกไม่อยากที่จะทุบหม้อข้าวตัวเอง แต่ต้องการการจ้างงานที่มีความเป็นธรรม เกิดสิทธิอันชอบธรรมของลูกจ้างนั้น แต่นายจ้างไม่ต้องจ่ายต้นทุนเพิ่ม นายจ้างยังหวังการจ้างงานแรงงานราคาถูก นำแรงงานข้ามชาติทำงานแทน
 
หนึ่งในแรงงานข้ามคนจีนที่เข้าร่วมเรียกร้องกับสหภาพแรงงาน อายุ 36 ปี กล่าวว่า ปู่ย่าตายายเป็นคนจีนอพยพเข้ามาอยู่ในเมืองไทยตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 อาศัยอยู่ที่จังหวัดเชียงราย ตนเองเข้ามาทำงานที่บริษัทฯแม็กซิสได้ 5 ปีแล้ว อยู่แผนก เปลี่ยนพิมพ์ (อัดดอกยาง) รู้สึกแค้น ทำงานมานานแล้ว ขออะไรไปก็ไม่ได้ ถ้าเราไม่สู้เป็นไปไม่ได้ที่นายจ้างจะให้เรามาง่ายๆก็ต้องสู้ ตอนนี้คงต้องทำทุกอย่างเพราะไม่มีอะไรจะเสียแล้ว
 
ให้สัมภาษณ์กับนักสื่อสารแรงงานต่อกรณีการทำงานของเจ้าหน้าที่ว่า ไม่ เคยเชื่อใจเจ้าหน้าที่ มีอะไรหลายอย่างที่เจ้าหน้าที่ทำมีเงื่อนงำ เหมื่อนเข้าข้างนายจ้าง ถึงแม้ว่าผมจะเป็นคนจีนผมก็จะสู้จนถึงที่สุด ขอให้คนงานไทยที่เข้าไปทำงานอยู่ตอนนี้ออกมาเรียกร้องสิทธิของตัวเองด้วยกัน
 
นายสราวุธ  เมียดประโคน อายุ 30 ปี ไม่มีครอบครัว กล่าวว่า เป็นห่วงการทำงาน ไม่รู้จะเข้าทำงานตอนไหน เจ้าหน้าที่ของรัฐทำงานช้ามาก รับเรื่องไปแล้วก็ได้แต่รับไปไม่ทำอะไร เรื่องที่รับไปไม่มีความคืบหน้า ผมอยากให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทำหน้าที่ของตน รู้จักหน้าที่ของตนเองว่า ต้องรับใช้ประชาชน คนงานหวังว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้เจ้าหน้าที่ของรัฐคงต้องสร้างความกระจ่างและช่วยเหลือ แรงงานได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้

(นักสื่อสารแรงงาน, 28-1-2554)

ประสานลิเบียช่วยแรงงานไทย

กรมการจัดหางาน-นายจีรศักดิ์ สุคนธชาติ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางานได้รับการร้องทุกข์จาก น.ส.ประทุม ภูเดช กับพวกรวม 19 คน กรณีสามีและเพื่อนคนงานไทย จำนวน 130 คน ไปทำงานในประเทศลิเบีย โดยการจัดส่งของบริษัทจัดหางานแมนโปร เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด และบริษัทจัดหางาน พี.พี.พี ก่อสร้าง (ไทยแลนด์) จำกัด มีกลุ่มชายฉกรรจ์ชาวลิเบีย 100 คน ใช้อาวุธปืนบุกปล้นทรัพย์ภายในแคมป์ที่พักคนงานไทย บังกลาเทศ และเกาหลี ซึ่งมีคนงานพักอาศัยอยู่รวมกันประมาณ 500 คน ขู่ทำร้ายและไล่คนงานออกจากแคมป์ ยึดเครื่องมือหนักชนิดต่างๆ เผาทำลายสำนักงาน คนงานหลบหนีไปพักอาศัยอยู่ในโรงอาหารภายในแคมป์คนงาน อยู่ห่างออกไปกว่า 3 กิโลเมตร

ล่าสุดทางการลิเบียประกาศเคอร์ฟิว ห้ามเข้า-ออก ในบริเวณที่มีกลุ่มชายฉกรรจ์บุกรุกเผาทำลายกรมการจัดหางานประสานกับสำนักงาน ใหญ่ของบริษัท WON Construction Co.,Ltd  ที่ประเทศเกาหลี และสำนักงานสาขาที่เมือง Benghazi ขอให้ทางการลิเบียส่งเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจไปคุ้มครองคนงาน ตลอดจนเพิ่มอาหารในแคมป์ที่มีคนงานหลบหนีภัยเข้าไปพักอาศัย กรมการจัดหางานจะติดตามสถานการณ์โดยประสานกับบริษัทจัดหางานผู้จัดส่งคนงาน ไปทำงานอย่างใกล้ชิดจนกว่าสถานการณ์จะยุติ ซึ่งคาดว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์

(ข่าวสด, 28-1-2554)