ความเข้าใจ ‘ทุกข์’ คือรากฐานศีลธรรมของพุทธศาสนา

หากเรามองกรอบคิดของพุทธศาสนาจากความจริงที่พระพุทธเจ้าอธิบาย ที่เรียกว่า “อริยสัจสี่” เราสามารถสรุปได้ว่า ความเข้าใจทุกข์คือรากฐานศีลธรรมของพุทธศาสนา เพราะความเข้าใจทุกข์ทำให้เรามองเห็นเหตุผลว่า ทำไมเราจึงควรมีความรับผิดชอบทางศีลธรรมต่อตนเอง ต่อคนรอบข้าง ต่อสังคม ต่อโลก และสรรพสิ่ง ในมุมมองของพุทธศาสนา “ทุกข์” คือ “ความขัดแย้ง” และความขัดแย้งก็เป็นผลิตผลของธรรมชาติ เช่น ธรรมชาติสร้างภาวะชีวิตของเราให้เป็นอนัตตา คือภาวะชีวิตที่ไม่มีตัวตนของฉัน มีแต่ตัวชีวิตที่ประกอบขึ้นจากสิ่งในธรรมชาติและเป็นไปตามกฎธรรมชาติ แต่ธรรมชาติก็สร้างให้เรามีจิตสำนึก หรือมีความรู้สึกว่ามีตัวตนของฉัน และมีความรู้สึกยึดมั่นในตัวตนของฉัน ความจริงตามภาวะธรรมชาติที่ไม่มีตัวตนของฉันกับความรู้สึกว่ามีตัวตนของฉัน คือทุกข์หรือความขัดแย้งในตัวเองของชีวิตที่เราต่างประจักษ์ได้ ขณะที่ชีวิตทางกายภาพต้องเปลี่ยนแปลงแตกดับไปตามวิถีทางของธรรมชาติ แต่จิตใจกลับไม่ยอมรับหรือขัดแย้งกับความเป็นไปนั้น ขณะที่ความเป็นไปของชีวิตขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของเหตุปัจจัยต่างๆ แต่ธรรมชาติกลับสร้างจิตใจขึ้นมาให้มีความปรารถนาให้ความเป็นไปของชีวิตขึ้นอยู่กับอารมณ์ความรู้สึก หรืออำนาจของของตัวฉัน ฉะนั้น ทุกข์หรือภาวะขัดแย้งในตัวเองจึงเป็นความจริงพื้นฐานที่สุดของชีวิต ความจริงดังกล่าวนี้ไม่ได้มีความหมายในชิงบวกหรือลบ ไม่ได้มีความหมายในเชิงดีหรือชั่ว ทว่าเป็นความจริงตามที่มันเป็น หรือมันเป็นเช่นนั้นเอง (ตถตา) แต่อย่างไรก็ตาม แม้ความจริงของชีวิตคือทุกข์หรือความขัดแย้งในตัวเอง แต่ชีวิตเป็นปรากฏการณ์ธรราชาติอย่างหนึ่งที่มีการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยเหมือนปรากฏการณ์ธรรมชาติอื่นๆ เช่น ธรรมชาติแห่งฤดูกาลที่มีกลางวัน กลางคืน มีมืดมี สว่าง ชีวิตก็มีด้านที่เป็นทุกข์ และด้านไม่เป็นทุกข์หรือด้านที่จิตสำนึกของเราไม่ขัดแย้งกับวิถีทางของธรรมชาติ ความทุกข์ซึ่งเป็นภาวะขัดแย้งระหว่างภาวะที่เป็นอยู่จริงกับความปรารถนาที่อยากให้เป็น คือประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตเราทุกคน ขณะเดียวกันทุกคนก็เคยมีประสบการณ์กับภาวะที่ความขัดแย้งนั้นหายไปเมื่อเมื่อจิตใจเรามองเห็นความจริงตามที่เป็น (ไม่ใช่ตามที่เราคิดว่าเป็น หรืออยากให้เป็น) และยอมรับมัน พุทธศาสนาเชื่อว่าเมื่อสามารถพัฒนาความเข้าใจความจริงตามที่เป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกข์หรือความขัดแย้งจะเกิดน้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อเรามีสติเฉียบคมต่อความจริงตามที่เป็นอย่างสมบูรณ์ ทุกข์หรือความขัดแย้งในชีวิตก็หมดไปได้ อย่างไรก็ตาม ทุกข์ในชีวิตเป็นภาวะขัดแย้งที่ซับซ้อน ความขัดแย้งระหว่างสิ่งที่เป็นกับความปรารถนาอยากให้เป็นคือแรงขับที่ทำให้เกิดการดิ้นรนทั้งภายในและภายนอก ลึกลงไปภายในจิตใจ ดูเหมือนเราไม่เคยสมอยากเอาเสียเลย ไม่ว่าจะเป็นความอยากทางสังคม (เช่น อยากครอบครองทรัพย์สิน การยอมรับจากผู้อื่น ชื่อเสียง อำนาจ ฯลฯ) หรือความยากทางจิตวิญญาณ (เช่น ความสงบ ความสูงส่ง ฯลฯ) ความไม่สมอยากทำให้เราต้องดิ้นรนกระสนหาอยู่แทบจะตลอดเวลา ส่วนความดิ้นรนในภายนอกที่แสดงออกเป็นการต่อสู้แข่งขันในหลากรูปแบบย่อมนำไปสู่ “ทุกข์ทางสังคม” หรือความขัดแย้งที่ซับซ้อนทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ฯลฯ ฉะนั้น ในทัศนะของพุทธศาสนา ทุกข์หรือความขัดแย้งในชีวิตและความขัดแย้งทางสังคม จึงเป็นความจริงพื้นฐานที่เราต้องทำความเข้าใจ และความเข้าใจทุกข์ย่อมก่อให้เกิดจิตสำนึกรับผิดชอบทางศีลธรรมต่อตนเอง คนรอบข้าง และสังคม พุทธศาสนาจึงโยงความสัมพันธ์ระหว่างทุกข์กับเมตตาหรือความรักและจิตสำนึกทางศีลธรรมในลักษณะที่เป็นเหตุเป็นผลแก่กัน คนที่เข้าใจชีวิตว่าเป็นทุกข์ย่อมรักตนเองอย่างลึกซึ้ง รักคนอื่นและสรรพชีวิตในฐานะ “เพื่อนร่วมทุกข์” จิตสำนึกทางศีลธรรมต่อตนเองที่เกิดตามมาคือ จิตสำนึกในการพัฒนาปัญญาเพื่อเรียนรู้ที่จะอยู่กับความเป็นจริงของชีวิตอย่างเกิดทุกข์จากความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนของฉันน้อยลง หรือไม่เกิดทุกข์เลย ส่วนจิตสำนึกทางศีลธรรมต่อคนอื่นๆ และสังคม คือจิตสำนึกที่จะไม่เบียดเบียนทำร้ายคนอื่นๆ ไม่สนับสนุนความไม่ถูกต้อง ความไม่เป็นธรรมทางสังคม หรือในทางบวกหมายถึงจิตสำนึกรับผิดชอบในการมีส่วนร่วมทำความเข้าใจทุกข์ของสังคม และมีส่วนร่วมสร้างสรรค์สังคมให้มีความเป็นธรรม เป็นสังคมที่น่าอยู่มากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างความเข้าใจทุกข์กับความรักและจิตสำนึกทางศีลธรรมดังกล่าวนี้ ทำให้เราเห็นว่า การเป็นคนดีมีศีลธรรมตามทัศนะของพุทธศาสนาเรียกร้องทั้งปัญญา หัวใจ และความรับผิดชอบต่อตนเอง คนอื่น และสังคม หากจิตสำนึกทางศีลธรรมเกิดจากความรักตนเอง คนอื่น และสังคมอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นความรักที่เกิดจากความเข้าใจทุกข์ในชีวิตและทุกข์ทางสังคมอย่างลึกซึ้ง ก็หมายความว่าความรับผิดชอบทางศีลธรรมต่อตนเอง คนอื่น และสังคม ไม่อาจมีได้ หากปราศจากการเรียนรู้เพื่อทำความเข้าใจทุกข์ในชีวิตและทุกข์ทางสังคมอย่างลึกซึ้ง (คนที่ไม่ใช่ชาวพุทธแต่เขามองเห็นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ยึดโยงอยู่กับการมีสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และความยุติธรรม คือคนที่เคารพตนเองและเพื่อนมนุษย์ ย่อมมีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อศีลธรรมทางสังคมสูง และจิตสำนึกดังกล่าวคือแรงจูงใจให้เขาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย คนพุทธที่ใส่ใจทุกข์ร่วมทางสังคมก็สามารถมีจิตสำนึกเช่นนี้ได้เช่นกัน) แต่ปัญหาคือ พุทธศาสนาจารีตประเพณีในบ้านเราสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ทุกข์ในชีวิตและทุกข์ทางสังคม หรือสร้างวิถีการอยู่ร่วมกันในฐานะ “เพื่อนร่วมทุกข์” หรือไม่ อย่างไร สิ่งที่เราเห็นกันจนชินตาคือ ชาวพุทธบ้านเรามักมีท่าทีหนีทุกข์ มุ่งความสุขสบายส่วนตัวผ่านพิธีกรรมทางศาสนา การปฏิบัติธรรม การทำบุญกุศลต่างๆ ที่มีจุดหมายเพื่อ “ความสุขส่วนตัว” ในขณะเดียวกันก็มีท่าทีเพิกเฉยต่อ “ทุกข์ทางสังคม” สังเกตหรือไม่ว่าเมื่อชาวพุทธบ้านเรานึกถึง “การกุศล” ตามกรอบประเพณีทางศาสนา เรามักนึกถึงการกุศลในความหมายของการบำเพ็ญบุญบารมี หรือ “การสั่งสมบุญกุศลดลบันดาล” ให้เกิดความสุขความเจริญส่วนตัว ขณะที่ “การกุศล” ในทัศนะของคนตะวันตกเขาหมายถึง “ประโยชน์สาธารณะ” ซึ่งเป็นทัศนะที่ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อศีลธรรมทางสังคม เมื่อศาสนาไม่ได้มีบทบาทในการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้เพื่อให้เกิดความเข้าใจทุกข์ในชีวิตและทุกข์ทางสังคมในบริบทของโลกแห่งความเป็นจริง แต่กลับเน้นบทบาทสร้างวัฒนธรรมหลบหนี หรือเมินเฉยต่อทุกข์หรือปัญหาต่างๆ ของสังคม โดยถือว่า “ทางธรรมกับทางโลกไม่เกี่ยวข้องกัน” ปรากฏการณ์ที่เป็นจริงคือ แม้สังคมของเราจะเต็มไปด้วยวัดวา พิธีกรรมทางศาสนา สำนักปฏิบัติธรรม และร้านหนังสือที่มีสัดส่วนของหนังสือธรรมะ (ฮาวทู) มากกว่าหนังสืออื่นๆ แต่สิ่งที่เราพบอยู่เสมอคือ หลังจากทำบุญตักบาตรเสร็จ ผู้มีอำนาจอาจสั่งการใช้กฎหมาย หรือใช้กำลังละเมิดเสรีภาพทางการเมืองของประชาชน หรือพวกเขาอาจไปขอ “ฤกษ์ทำรัฐประหาร” กับพระผู้ใหญ่บางรูป หรือพระสงฆ์และผู้ปฏิบัติธรรมทั่วไปอาจมองว่า ความขัดแย้งทางการเมืองจนทำให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายตามที่เป็นมาครั้งแล้วครั้งเล่านั้น เป็นเรื่อง “กรรมของสัตว์โลก” นอกจากนี้ท่ามกลางวิกฤตการเมืองกว่า 5 ปีที่ผ่านมา เรายังได้เห็นบทบาทของพระสงฆ์จำนวนหนึ่งที่แสดงออกถึง “สองมาตรฐานทางศีลธรรม” อย่างชัดเจน ด้วยการเทศนา พูดออกทีวี และเขียนบทความตำหนิความเลวของนักการเมือง ตำหนิความโง่ของประชาชนที่ไม่รู้ประชาธิปไตย เป็นเครื่องมือนักการเมืองโกง ไม่รู้หลักการ ยึดตัวบุคคล ยึดฝ่ายใครฝ่ายมันเหนือหลักการ จนนำไปสู่ความเกลียดชังและความแตกแยกรุนแรง แต่เมื่อ “ผู้มีอำนาจ” สั่งใช้กำลังปราบปรามประชาชนจนเกิดการบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก พระสงฆ์เหล่านั้นกลับเงียบกริบ ไม่เอาจริงเอาจังกับการเทศนาสั่งสอน “ผู้มีอำนาจ” เหมือนที่ขยันสั่งสอนนักการเมืองและประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตย ฉะนั้น หากชาวพุทธต้องการให้พุทธศาสนามีความหมายต่อการคลี่คลายทุกข์ทางสังคม จำเป็นต้องกลับไปทบทวนกรอบคิดทางศีลธรรมของพุทธศาสนาตามหลักอริยสัจสี่ใหม่ และจำเป็นต้องสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ทุกข์ในชีวิตและทุกข์ทางสังคม และสร้างวัฒนธรรม “เพื่อนร่วมทุกข์” ที่อยู่ร่วมกันด้วยปัญญา หัวใจ และสำนึกรับผิดชอบทางศีลธรรมต่อตนเอง คนรอบข้าง และสังคม

Comments

Let's get start with the

Let's get start with the interpreting of the Anatta doctrine:

Anatta is a doctrine that giving the idea of how one should recognize the stressess and strains of modern life simply for what they are. To understand how they developed how to view their cause and their cessation.
Rule of Anatta is to realize the path of their cessation and experience to a state of calm sensations in times of difficult circumstances both in mental and physical distress.
In short, The Anatta Teaching is to learn where to place the path of truth onto the phenomenon of change. It is not " self, no-self and not-Self ". It is not to hold or to deny the belief of the existence or unexistence of life. Anatta is the idea exhibiting that time changes, things change.

Buddhist teachings state that " Grief is the theif of time" ,
>> do not concentrating so much in a lost thought of grief !!

ในความเป็นจริง ศาสนาไม่สามารถ

ในความเป็นจริง
ศาสนาไม่สามารถนำมาใช้อภิปรายอธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองได้ครอบคลุมทุกเรื่อง
เพราะการเมืองเป็นเรื่อง....In A Making .... ผิด ตก ยกเว้น เบี่ยงประเด็นและสกปรก..มาก
การเมืองเป็นเรื่องมนุษย์แสดง อัตตา แบบ extreme ไม่สามารถนำเอา simple อนัตตา มาหักล้างได้
จะอ้างพุทธพจน์ที่ว่า จงเอาความดีชนะความชั่ว มาใช้กับพวกชั่วร้ายสุดขั้วไม่ได้
ความชั่วร้ายไม่ใช่ความทุกข์ ความชั่วร้ายคือเชื้อโรคร้าย
ปล่อยเชื้อโรคร้ายให้แพร่กระจาย มันก็มีแต่จะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้
โลกและมนุษย์โลกจะถึงจุดดับก่อนเวลาอันควร

เรื่องการเมืองไทยมีอยู่ว่า

เรื่องการเมืองไทยมีอยู่ว่า เมื่อเสื้อแดงเป็นทุกข์ เสื้อแดงจึงร้องทุกข์
เมื่อเสื้อแดงร้องทุกข์ ทุกข์ของเสื้อแดงไม่ได้รับการเอาใจใส่
เสื้อแดงถูกทำร้ายครั้งแรกแบบไม่ได้ทันระวังตัวที่แยกดินแดง
ครั้งที่สองถูกล้อมปราบตอนเย็น-สังหารตอนค่ำที่แยกคอกวัว
และบาดเจ็บล้มตายติดต่อสืบเนื่องกันมาจนถึง 19 พค 53
หลังจากนั้นก็ถูกหมายเรียกหมายจับจำคุกอีกหลายราย ไม่นับรวมผู้สูญหาย และผู้เสียสละนิรนาม
ทั้งฝ่ายต่อต้านผู้ประท้วงและฝ่ายประท้วง
ทุกข์นี้เรื้อรังและยังไม่หมดไป
หากจะนำพุทธศาสนามาอธิบายแก้ไขก็จะยิ่งวุ่นวายมากขึ้น
ศาสตร์อื่นๆจึงต้องออกมาแสดงตนเพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์
นักวิทยาศาสตร์ นักนิติศาสตร์ นักรัฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ นักประวัติศาสตร์และทุกๆศาสตร์ ต้องออกมาช่วยกันกำกับดูแลให้การเมืองของประเทศนี้เป็นเรื่องที่อธิบายได้อย่างเป็นธรรม
ในทางที่ประชาชนคนไทยจะสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องฆ่าฟันกันอีกในอนาคต

ในความเห็นของผม

ในความเห็นของผม ประวัติศาสตร์และศาสนาไม่อาจนำมายึดมั่นถือมั่นมากเกินไป
ทุกสิ่งที่มีคนศรัทธา ทุกสิ่งที่มีคนยึดมั่นถือมั่น มันมีโอกาสที่จะถูกเบี่ยงเบนเพื่อประโยชน์ของตนเองได้
หลักการการของศาสนาพุทธที่แท้คือการค้นพบด้วยตนเอง คือการเพ่งพิจารณาด้วยตนเอง
การจะเชื่อคนโน้นคนนี้มันไม่น่าจะใช่หลักการที่แท้ของชาวพุทธ
แต่ละคนมีมุมมอง แต่ละคนพานพบเรื่องราวที่ต่างๆกันไป วิธีการของคนหนึ่งอาจจะไม่เหมาะกับอีกคนหนึ่ง
วิธีการของใครคนหนึ่ง จึงไม่น่าจะนำมาเป็นมาตรฐานในการปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับทุกคนได้
เมื่อใครพยายามใช้สิ่งที่คิดว่าเป็นมาตรฐาน มาจัดการกับทุกคนบ้างไม่ทุกคนบ้าง
มันจึงยากที่จะหลีกเลี่ยงการเกิดความขัดแย้ง และเกิดหลากหลายมาตรฐานขึ้นมา
ทั้งๆที่อันที่จริงแล้ว สิ่งที่คิดว่าเป็นมาตรฐานนั้นเป็นเป็นเพียงสิ่งสมมุติ มีความสัมพัทธ์อยู่ในตัวของมันเอง
มาตรฐานใดๆอาจบิดเบี้ยวได้เสมอ เมื่อจุดสังเกตการณ์ของเรานั้นไม่ได้อยู่แน่นิ่งกับความเชื่อใดๆ

"ฉะนั้น

"ฉะนั้น หากชาวพุทธต้องการให้พุทธศาสนามีความหมายต่อการคลี่คลายทุกข์ทางสังคม จำเป็นต้อง..."

ให้ คุณสุรพศ ทวีศักดิ์ บวชซะก่อน แล้ว ตั้งใจ "ศึกษา" และ "ปฏิบัติ" ให้ถึงแก่น แล้วจะมีคนศรัทธาท่าน เมื่อมีคนศรัทธาท่าน พวกเขาเหล่านั้นก็จะเชื่อท่าน และเมื่อนั้นท่านก็จงใช้ "พุทธศาสนาให้มีความหมายต่อการคลี่คลายทุกข์ทางสังคม"

สุรพศเค้าต้องการบ่นว่า ความขั

สุรพศเค้าต้องการบ่นว่า

ความขัดแย้งคือทุกข์ ความเข้าใจทุกข์คือการเข้าใจชีวิต และส่งผลให้เกิดจริยธรรมในศาสนา ที่มาจากการเข้าใจทุกข์ ว่าทุก ๆ ชีวิตล้วนร่วมทุกข์กัน ควรที่เราจะต้องมีเมตตาต่อกัน แต่พุทธศาสนาแบบจารีตบ้านเรา มุ่งเอาแต่การตีความทุกข์ระดับปัจเจก ไม่ครอบคลุมทุกข์อื่นๆ ที่เป็นไปในส่วนของทุกข์ทางสังคมและมองว่าเป็นกรรมของสัตว์โลก ทั้งยังมีพระสงฆ์กลุ่มหนึ่งยังเป็นพระเสื้อเหลืองคอยด่า คอยว่าเสื้อแดง ยุให้ทหารปราบ และเมื่อทหารหารปราบพระเสื้อเหลืองเหล่านั้นก็เงียบไม่พูดไร ฉะนั้นชาวไทยพุทธควรกลับไปทบทวนบทบาทของตนเองในการตีความทุกข์กันใหม่ เพื่อการเข้าใจที่ถูกต้อง

บทความทุก ๆ บทความของสุรพศ ไม่ไปไหนเลย ส่วนใหญ่มักจะหมกมุ่นและก็บ่นถึงแต่....
ศาสนาพุทธไทยแบบจารีตไม่ได้เรื่อง
พระไม่รู้เรื่องการเมือง สังคม หรือแม้แต่ศาสนาพุทธเอง
ปัญหาการเมืองต้องเอาหลักการทางสาสนาไปแก้
แต่พุทธศาสนาไม่ใช่ชุดความคิดสำเร็จรูปที่สามารถนำไปแก้ปัญหาได้ทุก ๆ อย่างในโลก
มหาสุรพสคือผู้เข้าใจศาสนาพุทธอย่างถูกต้อง
และมหาสุรพศ ทวีศักดิ์ คือผู้ที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองแบบงี่เง่า แล้วจบลงที่เอาศาสนาพุทธเอามามีเอี่ยวด้วย
ทุก ๆ บทความจะเป็นไปในทำนองนี้ ไม่ผิดไปจากนี้เลย ลองอ่านย้อนไปดูก็ได้

มาบทนี้อีก สุรพศบ่นว่า ทุกข์คือความขัดแย้ง โยงเอาวิภาษวิธี (Directic ) ว่าธรรมชาติของสรรพสิ่งคือความขัดแย้ง มาอธิบายว่าตีความคำสอนในพุทธศาสนาที่ว่า "ไม่มีอะไรเกิดนอกจากทุกข์ ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป" โดยสังเคราะห์เอาธรรมชาติพื้นฐานคือความขัดแย้งในมิติของวิภาษวิธีมาเป็นธรรมชาติพื้นฐานของพุทธศาสนาที่ว่า “ทุกข์” คือความขัดแย้งระหว่าง อนัตตา กับ อัตตา ซึ่งเป็นการจับแพะชนแกะอย่างน่าทุเรศ
"ธรรมชาติสร้างชีวิตที่เป็นอนัตตา(ไม่ใช่ตัวกู) เป็นเหมือนThesis ที่เป็นกริยา ถูกทำปฏิกริยาโดย อัตตา ซึ่งเปรียบดัง Anti-Thesis และอธิบายว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้คือ”ทุกข์" ซึ่งในความเป็นจริงระดับปัจเจกแล้ว ไม่มีใครเลยที่จะมาขัดแย้งในตนเองในเรื่องที่ว่า อัตตา หรือ อนัตตา แล้วจะเป็นทุกข์ หรือทุกข์จะเกิดขึ้น

โดยหลักการทางพุทธศาสนาแล้วนั้นอัตตาหรือนัตตาไม่เคยขัดแย้งกันเลย ในประเด็นอัตตาหรืออนัตตานั้นจะมีอธิบายว่า “ความไม่เข้าใจในสังขารตามความเป็นจริงที่เป็น”อนัตตา” ว่าเป็น”อัตตา” เมื่อเกิดความยึดมั่นจะเป็นทุกข์ ทุกข์จึงมีความหมายว่าทนได้ยาก หรือสภาพที่ไม่อาจทนได้ โดยลักษณะที่เป็นทวิภาวะทั้งสองนี้ เป็นของคู่ขนานกัน คุณค่าของการทำความเข้าใจในความจริงที่ว่าสรรพสิ่งคือความเป็นอนัตตา(ไม่มีตัวกู)นั้น ก็เพื่อให้เกิดปัญญาคลายจากอุปาทานที่ผิดว่าอัตตา(ตัวกู) ซึ่งเป็นที่มาของความทุกข์

ท่านมหาสุรพศอดีตมหาเปรียญธรรม ๕ ประโยคยังกล่าวปรามาตรอีกว่า
“พุทธศาสนาจารีตประเพณีในบ้านเราสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ทุกข์ในชีวิตและทุกข์ทางสังคม หรือสร้างวิถีการอยู่ร่วมกันในฐานะ “เพื่อนร่วมทุกข์” หรือไม่ อย่างไร

สิ่งที่เราเห็นกันจนชินตาคือ ชาวพุทธบ้านเรามักมีท่าทีหนีทุกข์ มุ่งความสุขสบายส่วนตัวผ่านพิธีกรรมทางศาสนา การปฏิบัติธรรม การทำบุญกุศลต่างๆ ที่มีจุดหมายเพื่อ “ความสุขส่วนตัว” ในขณะเดียวกันก็มีท่าทีเพิกเฉยต่อ “ทุกข์ทางสังคม”

คือพุทธศาสนาอย่างบ้านเรา ที่ท่านมหาสุรพศอ้างนั้น คือพุทธศาสนาเถราวาท ที่มักเน้นและให้ความสำคัญกับการกระทำในส่วนปัจเจก ที่จะยังผลแก่สังคมส่วนรวม นี้อาจจะเป็นกรอบความคิดแบบเถราวาททั้งหมดเลยก็ได้ ไม่ใช่เฉพาะบ้านเรา ด้วยลักษณะการมุ่งบำเพ็ญในด้านนี้ ฝ่ายมหายานเลยเรียกว่า “หินยาน” คือยานเล็ก มีนัยถึงการที่จะขนถ่ายสัตว์พ้นสังสารวัฎได้น้อย แต่ก็กลับกลายเป็นจุดเด่นในแนวคิดอย่างนี้ ในแง่ที่ว่า ผู้ปฏิบัติมุ่งหวังที่ประโยชน์ตนก่อนจะส่งผลประโยชน์แผ่แก่ผู้อื่น

สังเกตหรือไม่ว่าเมื่อชาวพุทธบ้านเรานึกถึง “การกุศล” ตามกรอบประเพณีทางศาสนา เรามักนึกถึงการกุศลในความหมายของการบำเพ็ญบุญบารมี หรือ “การสั่งสมบุญกุศลดลบันดาล” ให้เกิดความสุขความเจริญส่วนตัว ขณะที่ “การกุศล” ในทัศนะของคนตะวันตกเขาหมายถึง “ประโยชน์สาธารณะ” ซึ่งเป็นทัศนะที่ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อศีลธรรมทางสังคม

ท่านจะเอากุศลในบริบทหนึ่งมาเปรียบเทียบกับกุศลในบริบทหนึ่งไม่ได้ เช่น การฆ่าแพะเพื่อเอาเนื้อมากินเลี้ยงกัน หรือแจกจ่ายกันในศาสนาอิสลาม แล้วเอาหลักการทางพุทธศาสนาไปว่า เห็นมัยกุศลพุทธเราดีกว่า มีการสอนไม่ให้ฆ่าสัตว์ นี้ไม่ได้ เพราะความดี ในแง่ศีลธรรมของแต่ละสังคม มันมีฐานความคิดไม่เหมือนกัน ดีในที่หนึ่งอาจไม่ดีในที่หนึ่งก็ได้

เหมือนการเอากุศลในพุทธศาสนาแบบไทยๆ อย่างจารีตเถราวาท แล้วไปเที่ยบกับกุศลในวัฒนธรรมตะวันตก (ซึ่งคาดว่าท่านคงหมายถึงฐานอย่างคริสต์) แล้วบอกว่า เห็นมั้ย เค้าหมายถึงการสาธารณะประโยชน์ ดังนั้นจึงดีกว่าเรา นั้นไม่ถูกเอามาก ๆ เหมือนท่านมหาไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับสังคมเลย และแท้จริงแล้ว การสาธารณะประโยชน์ที่ว่าเป็นกุศลในพุทธอย่างเถราวาทก็ใช่ว่าจะไม่มีเลยทีเดียว แต่พุทธอย่างเถราวาทมองเรื่องสาธารณะประโยชน์ว่าเป็นแค่ส่วนหนึ่งในความหมายของการสร้างกุศล ไม่ใช่ทั้งหมดของความหมายว่ากุศล

ในแง่เรื่องของสาธารณะประโยชน์ นี้ ก็เป็นที่ทราบแน่ชัดกันแล้วว่าได้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปแบบที่ชัดเจนในโลก ก็เนื่องด้วยอารยธรรมที่พัฒนามาจากแนวคิดอย่างพุทธศาสนาเถราวาท คือสมัยอโศกมหาราชเมื่อพันห้าร้อยกว่าปีที่แล้วในอินเดีย หรือแม้แต่ปัจจุบันนี้ก็มีตัวอย่างอยู่มากมาย ที่พุทธศาสนาจารีตอย่างไทยได้ทำการกุศลในส่วนสาธารณะประโยชน์เพื่อสังคม ไม่ใช่แค่ชวนทำบุญแก่วัด ซึ่งถ้ามองด้วยสายตาที่ปราศจากอคติ ก็จะเห็นได้ทั้งในเหตุการณ์อดีต เมื่อครามเกิดการ อพยพของพี่น้องชาวอีสานครั้งใหญ่ เมื่อสมัยรัฐบาลจอมพล แปลก เนื่องจากวิกฤติแล้งน้ำฝนไม่ตกอย่างรุนแรง ชาวอีสานอพยพเข้ากรุงเทพเจ้านวนมหาศาลกลุ่มคนที่เข้าไปช่วยเหลือ จัดหาเข้าปลาอาหารเลี่ยงดูผู้ตกทุกข์ได้อยากก็เป็นพระสงฆ์จากวัดมหาธาตุ หรือการจัดศูนย์บำบัดผู้ติดยาเสพติดในยุคที่ยาเสพติดระบาดรุนแรงก็มีวัดถ้ำกระบอก กรณีผู้ป่วยโรคเอดส์ก็มีวัดพุทธบาสระบุรี ฯลฯ

ตัวอย่างดังกล่าวนี้ ไม่ใช่แนวคิดอย่างพุทธใหม่ หรือการตีความโดยแนวคิดอย่างตะวันตกเลย ในทางกลับกัน กลุ่มพระสงฆ์จำนวนหนึ่งซึ่งท่านมหากล่าวว่า ยังเห็นด้วยกับฝ่ายอภิชนให้เกิดการปฏิวัติรับประหาร หรือการใช้กำลังปราบปรามเสื้อแดงนั้น กลับเป็นกลุ่มที่มาจากพวกที่มีการตีความพุทธศาสนาอย่างใหม่ทั้งนั้น เช่น สันติอโศก ท่าน ว.วัชระเมธี หลวงปู่พุทธะอิสระ และพระไพศาล วิสาโล (หลวงพี่เตี้ย) ซึ่งเป็นจำนวนน้อยมาก สามารถนับรายตัวได้ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นกลุ่มพุทธแบบใหม่ทั้งนั้น ไม่ใช่พุทธอย่างจารีตเลย

และท่านมหาสุรพศก็ได้ฝากแง่คิด อย่างนักปราชญทางศาสนาไว้ว่า
ฉะนั้น หากชาวพุทธต้องการให้พุทธศาสนามีความหมายต่อการคลี่คลายทุกข์ทางสังคม จำเป็นต้องกลับไปทบทวนกรอบคิดทางศีลธรรมของพุทธศาสนาตามหลักอริยสัจสี่ใหม่ และจำเป็นต้องสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ทุกข์ในชีวิตและทุกข์ทางสังคม และสร้างวัฒนธรรม “เพื่อนร่วมทุกข์” ที่อยู่ร่วมกันด้วยปัญญา หัวใจ และสำนึกรับผิดชอบทางศีลธรรมต่อตนเอง คนรอบข้าง และสังคม

(ซึ่งท่านมหาสุรพศเอง เมื่อบวชอยู่เป็นพระมหาเปรียญธรรม๕ ประโยค ท่านยังไม่ได้ทำ)

กูเองแหละ

[quote=กูเองแหละ]

ตัวอย่างดังกล่าวนี้ ไม่ใช่แนวคิดอย่างพุทธใหม่ หรือการตีความโดยแนวคิดอย่างตะวันตกเลย ในทางกลับกัน กลุ่มพระสงฆ์จำนวนหนึ่งซึ่งท่านมหากล่าวว่า ยังเห็นด้วยกับฝ่ายอภิชนให้เกิดการปฏิวัติรับประหาร หรือการใช้กำลังปราบปรามเสื้อแดงนั้น กลับเป็นกลุ่มที่มาจากพวกที่มีการตีความพุทธศาสนาอย่างใหม่ทั้งนั้น เช่น สันติอโศก ท่าน ว.วัชระเมธี หลวงปู่พุทธะอิสระ และพระไพศาล วิสาโล (หลวงพี่เตี้ย) ซึ่งเป็นจำนวนน้อยมาก สามารถนับรายตัวได้ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นกลุ่มพุทธแบบใหม่ทั้งนั้น ไม่ใช่พุทธอย่างจารีตเลย

quote]

ข้อความข้างบนเป็นการกล่าวหาหน้าด้านๆ นอกเหนือจากสันติอโศกแล้วผมไม่เคยบอกว่าท่านอื่นสนับสนุนรัฐประหาร พระไพศาลในงานวิจัยผมระบุชัดว่าท่านปฏิเสธรัฐประหารและปฏิเสธความรุนแรงจากทุกฝ่าย ท่าน ว.วชิรเมธี แม้จะถูกสื่อและสังคมมองว่าเป็นเสื้อเหลืองแต่ผมไปสัมภาษณ์แล้วท่านยืนยันด้วยตัวท่านเองว่าเป็นกลาง

อ่านด้วยโทสะบวกโมหจริตเลยไม่ได้ศัพท์ (เช่นที่แสดงภูมิยก dialectic มามั่วข้างต้น)

งั้นมึงลองยกตัวอย่างพระจารีตร

งั้นมึงลองยกตัวอย่างพระจารีตรูปไหนละ ที่สนับสนุนรัฐประหาร แล้วประเด็นอื่นนอกจากตัวชื่อบุคคลที่อ้างผิด แล้วมีอะไรอีกมั้ยที่จะแย้งอ่ะ พ่อมหาระรวย หัวกร้วย กูไมได้ดกรธ ได้โทสะไรหรอก อย่ามาสรุปไรโง่ๆ เหมือนบทความโง่ๆ ของมึงเลย

และอีกอย่างหนึ่งนะ

และอีกอย่างหนึ่งนะ ท่านมหาสุรพศไม่บอกว่า หลวงพี่เตี้ยสนับสนุน แต่ผมนี้แลหะบอก เอง ก็สำนักเดียวกัน กะ รสนา พิภพ ธงชัย กษิต ภิรมณ์ หมอประเวศ ส.ศิวลักษณ์ ถึงไม่ประกาศป่าว ๆ ว่าเห็นด้วยกะรับประหาร การปราบประชาชน แต่ก็ไม่ด่า และเห็นว่ารัฐทำดีที่สุดแล้ว

อย่ามาเล่นลิ้นเลยท่านมหาสุรพศ

ว. อะเหรอเป็นกลาง

ว. อะเหรอเป็นกลาง ท่านมหาขี้เรื่อนเอ้ย ท่านเชื่อคนอย่าง ว เหรอ โง่หรือควาย ท่านเป็นแดง ไปถามเขาเขาก็ตอบหลอก ๆ ท่าน เพราะเค้ารู้ว่าท่านโง่ ท่านต้องเชื่อแน่

แล้วอย่างกรณีของหลวงปู่พุทธอิสระนั้นด้วย ก็พวกแนวคิดใหม่ทั้งนั้น อย่ามามั่วเลยมหาเอ้ย มั่วไรก็มั่วให้เข้าทางที่ถูก ๆ บ้าง

บทความทุก ๆ บทความของสุรพศ

บทความทุก ๆ บทความของสุรพศ ไม่ไปไหนเลย ส่วนใหญ่มักจะหมกมุ่นและก็บ่นถึงแต่....
ศาสนาพุทธไทยแบบจารีตไม่ได้เรื่อง
พระไม่รู้เรื่องการเมือง สังคม หรือแม้แต่ศาสนาพุทธเอง
ปัญหาการเมืองต้องเอาหลักการทางสาสนาไปแก้
แต่พุทธศาสนาไม่ใช่ชุดความคิดสำเร็จรูปที่สามารถนำไปแก้ปัญหาได้ทุก ๆ อย่างในโลก
มหาสุรพสคือผู้เข้าใจศาสนาพุทธอย่างถูกต้อง
และมหาสุรพศ ทวีศักดิ์ คือผู้ที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองแบบงี่เง่า แล้วจบลงที่เอาศาสนาพุทธเอามามีเอี่ยวด้วย
ทุก ๆ บทความจะเป็นไปในทำนองนี้ ไม่ผิดไปจากนี้เลย ลองอ่านย้อนไปดูก็ได้

"จิตสำนึก

"จิตสำนึก ทางศีลธรรมต่อตนเองที่เกิดตามมาคือ จิตสำนึกในการพัฒนาปัญญาเพื่อเรียนรู้ที่จะอยู่กับความเป็นจริงของชีวิต อย่างเกิดทุกข์จากความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนของฉันน้อยลง หรือไม่เกิดทุกข์เลย

ส่วน จิตสำนึกทางศีลธรรมต่อคนอื่นๆ และสังคม คือจิตสำนึกที่จะไม่เบียดเบียนทำร้ายคนอื่นๆ ไม่สนับสนุนความไม่ถูกต้อง ความไม่เป็นธรรมทางสังคม หรือในทางบวกหมายถึงจิตสำนึกรับผิดชอบในการมีส่วนร่วมทำความเข้าใจทุกข์ของ สังคม และมีส่วนร่วมสร้างสรรค์สังคมให้มีความเป็นธรรม เป็นสังคมที่น่าอยู่มากขึ้น"

เห็นด้วยกับความพยายามอนิบายว่าศาสนาพุทธ สามารถแก้ไขปัญหาส่วนตัวได้ ไม่ขัดขัดแย้งกับปัญหาของสังคม แต่ยังสามารถใช้จิตสำนึกแบบพุทธ เกื้อกูลต่อการแก้ปัญหาหรือทุกข์ของสังคม โดยเน้นไปที่เรื่องความรักเพื่อนตัว รักและเมตตาเพื่อนมนุษย์

ซึ่งผมเชื่อว่าหากเรามีความรักต่อตัวเองและต่อเพื่อนมนุษย์อย่างลึกซึ้งแล้ว เท่ากับนั่นเป็นยิ่งกว่าเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันเป็นพื้นฐานที่จำเป็นต่อประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง

ผมเคยทดลองบางอย่างกับพี่ชายซึ

ผมเคยทดลองบางอย่างกับพี่ชายซึ่งห่างกันหลายปี เขาเป็นตัวแทนของคนดีมีคุณธรรมได้อย่างดี

(ในหัวของคนดีมีคุณธรรม 1. นักการเมืองเลว ยกเว้นปชป.เลวน้อยสุด 2. นักการเมืองเลว เพราะชาวบ้านยังโง่ (แต่คนดีเขาใช้คำว่าไม่มีการศึกษา!!) 3. ดังนั้นต้องแก้ด้วยการศึกษา เพื่อให้พวกเขาฉลาด 4. ระหว่างนี้ควรให้เหล่าคนดีมีคุณธรรมปกครองบ้านเมืองไปก่อน แล้วค่อยๆให้การศึกษากับชาวบ้านไป)

ผมเคยใช้เหตุผลทางรัฐศาสตร์ ทางการเมืองการปกครอง ทางเศรฐกิจอธิบาย ปรากฎว่าเขาดิ้น เลื่อนไหลไปต่างๆนานาไม่สิ้นสุด รวมๆแล้วก็มาจบที่ชาวบ้านยังไม่ฉลาดนั้นแหละ

สุดท้ายผมจี้ไปที่ต่อมคุณธรรมของเขา (เพราะผมเชื่อว่าเขาเชื่อว่าตัวมีคุณธรรม) โดยถามเขาว่า

1. ใครที่เลือกไทยรักไทย ?
2. คนรายได้น้อย การศึกษาต่ำ คนชีวิตไม่ค่อยสมบูรณ์โดยเฉพาะแถวอีสานใช่หรือไม่ ?
3. หากพี่ชายไม่ยอมรับผลเลือกตั้ง เท่ากับว่าค่าความเป็นคนของแม่ยายพี่สาวอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนอีสานที่มีชีวิตขาดๆเกินๆ มีค่าน้อยกว่าพี่ชายใช่หรือไม่ ?
4. เท่ากับว่าผมซึ่งเป็นน้องชายก็มีวิจารณญาณน้อยกว่าพี่ชายหรือไม่ ?

ผมอย่างไรครับ
ปรากฎว่าเขาไปไม่ค่อยถูก แถมอาการถกเถียงอย่างไม่มีจุดจบเริ่มสงบลง

ผมมาคิดว่าเพราะอะไร

เป็นไปได้ไหมเพราะเราต่างเป็นพุทธ
อาจขาดๆเกินๆ ในความเป็นพุทธ
แต่พื้นฐานเรื่องความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจ ครอบครัวเราถูกปลูกฝังมาพอสมควร
อาจเพราะเราถูกปลูกฝังมาอย่างนั้น พี่ชายจึงอาจคิดว่าเป็นหน้าที่ของคนอย่างเขาที่จะ "สงสาร" "เห็นใจ" คนอย่างที่เลือกไทยรักไทยที่ถูกหลอก

พอผมโยงเรื่องความเมตตา เรื่องค่าของความเป็นคนเข้ากับคนใกล้ตัว เขาจึงไปไม่ค่อยถูก เพราะไปขัดแย้งกับความดีมีคุณธรรมของเขาเอง

ส่วนตัวผมเห็นด้วยกับการโยงการตีความทางพุทธเข้ากับการอธิบายทางการเมือง แต่ต้องแบบไม่ตายตัว ผิดถูก

ปัญหาของพี่ชายในความเห็นผม คือความรักความเมตตาในเพื่อนมนุษย์ ไม่ละเอียดอ่อนพอที่รู้สึกสัมผัสได้ถึงความสุข ความทุกข์ ของคนข้างล่าง

สมองด้านหนึ่งเขาถูกอบรมเรื่องความความเมตตาสงสาร สมองอีกด้านหนึ่งเขาต้องการความมั่นคงในชีวิตแบบคนทั่วไป และยังถูกครอบงำด้วยข้อมูลข่าวสารกระแสหลักที่เชื่อไปทางนั้น

หากเราจะใช้หลักความเมตตา เห็นค่าเพื่อนมนุษย์ ไปกระตุกต่อมด้านละเอียดอ่อนต่อเพื่อนบ้าน ญาติพี่น้อง เพื่อนมนุษย์ให้มากๆ สำหรับคนบางคน โดยเฉพาะคนที่ดูดี มีคุณธรรม ก็น่าจะดี

4.

กูเองแหละ wrote:ว.

[quote=กูเองแหละ]ว. อะเหรอเป็นกลาง ท่านมหาขี้เรื่อนเอ้ย ท่านเชื่อคนอย่าง ว เหรอ โง่หรือควาย ท่านเป็นแดง ไปถามเขาเขาก็ตอบหลอก ๆ ท่าน เพราะเค้ารู้ว่าท่านโง่ ท่านต้องเชื่อแน่

แล้วอย่างกรณีของหลวงปู่พุทธอิสระนั้นด้วย ก็พวกแนวคิดใหม่ทั้งนั้น อย่ามามั่วเลยมหาเอ้ย มั่วไรก็มั่วให้เข้าทางที่ถูก ๆ บ้าง[/quote]

ถ้าทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องที่ "มึงเองแหละ" คิดเองเออเองแล้วไปกล่าวหาว่า "ข้าพเจ้า" เขียนถึงพระไพศาล และ ท่าน ว.เช่นนั้นได้อย่างไร "ข้าพเจ้า" ไม่พอใจนะ (ที่ "มึงเองแหละ" เขียนทั้งหมดนี่ก็อีหรอบเดียวกัน มีสมองแค่นี้! เปลืองข้ามโยมจริงๆ)

สุรพศ ทวีศักดิ์

[quote=สุรพศ ทวีศักดิ์][quote=กูเองแหละ]ว. อะเหรอเป็นกลาง ท่านมหาขี้เรื่อนเอ้ย ท่านเชื่อคนอย่าง ว เหรอ โง่หรือควาย ท่านเป็นแดง ไปถามเขาเขาก็ตอบหลอก ๆ ท่าน เพราะเค้ารู้ว่าท่านโง่ ท่านต้องเชื่อแน่

แล้วอย่างกรณีของหลวงปู่พุทธอิสระนั้นด้วย ก็พวกแนวคิดใหม่ทั้งนั้น อย่ามามั่วเลยมหาเอ้ย มั่วไรก็มั่วให้เข้าทางที่ถูก ๆ บ้าง[/quote]

ถ้าทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องที่ "มึงเองแหละ" คิดเองเออเองแล้วไปกล่าวหาว่า "ข้าพเจ้า" เขียนถึงพระไพศาล และ ท่าน ว.เช่นนั้นได้อย่างไร "ข้าพเจ้า" ไม่พอใจนะ (ที่ "มึงเองแหละ" เขียนทั้งหมดนี่ก็อีหรอบเดียวกัน มีสมองแค่นี้! เปลืองข้ามโยมจริงๆ)[/quote]

แก้เป็น "เปลืองข้าวโยมจริงๆ"

รอยต่อ

[quote=รอยต่อ]ผมเคยทดลองบางอย่างกับพี่ชายซึ่งห่างกันหลายปี เขาเป็นตัวแทนของคนดีมีคุณธรรมได้อย่างดี

(ในหัวของคนดีมีคุณธรรม 1. นักการเมืองเลว ยกเว้นปชป.เลวน้อยสุด 2. นักการเมืองเลว เพราะชาวบ้านยังโง่ (แต่คนดีเขาใช้คำว่าไม่มีการศึกษา!!) 3. ดังนั้นต้องแก้ด้วยการศึกษา เพื่อให้พวกเขาฉลาด 4. ระหว่างนี้ควรให้เหล่าคนดีมีคุณธรรมปกครองบ้านเมืองไปก่อน แล้วค่อยๆให้การศึกษากับชาวบ้านไป)

ผมเคยใช้เหตุผลทางรัฐศาสตร์ ทางการเมืองการปกครอง ทางเศรฐกิจอธิบาย ปรากฎว่าเขาดิ้น เลื่อนไหลไปต่างๆนานาไม่สิ้นสุด รวมๆแล้วก็มาจบที่ชาวบ้านยังไม่ฉลาดนั้นแหละ

สุดท้ายผมจี้ไปที่ต่อมคุณธรรมของเขา (เพราะผมเชื่อว่าเขาเชื่อว่าตัวมีคุณธรรม) โดยถามเขาว่า

1. ใครที่เลือกไทยรักไทย ?
2. คนรายได้น้อย การศึกษาต่ำ คนชีวิตไม่ค่อยสมบูรณ์โดยเฉพาะแถวอีสานใช่หรือไม่ ?
3. หากพี่ชายไม่ยอมรับผลเลือกตั้ง เท่ากับว่าค่าความเป็นคนของแม่ยายพี่สาวอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนอีสานที่มีชีวิตขาดๆเกินๆ มีค่าน้อยกว่าพี่ชายใช่หรือไม่ ?
4. เท่ากับว่าผมซึ่งเป็นน้องชายก็มีวิจารณญาณน้อยกว่าพี่ชายหรือไม่ ?

ผมอย่างไรครับ
ปรากฎว่าเขาไปไม่ค่อยถูก แถมอาการถกเถียงอย่างไม่มีจุดจบเริ่มสงบลง

ผมมาคิดว่าเพราะอะไร

เป็นไปได้ไหมเพราะเราต่างเป็นพุทธ
อาจขาดๆเกินๆ ในความเป็นพุทธ
แต่พื้นฐานเรื่องความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจ ครอบครัวเราถูกปลูกฝังมาพอสมควร
อาจเพราะเราถูกปลูกฝังมาอย่างนั้น พี่ชายจึงอาจคิดว่าเป็นหน้าที่ของคนอย่างเขาที่จะ "สงสาร" "เห็นใจ" คนอย่างที่เลือกไทยรักไทยที่ถูกหลอก

พอผมโยงเรื่องความเมตตา เรื่องค่าของความเป็นคนเข้ากับคนใกล้ตัว เขาจึงไปไม่ค่อยถูก เพราะไปขัดแย้งกับความดีมีคุณธรรมของเขาเอง

ส่วนตัวผมเห็นด้วยกับการโยงการตีความทางพุทธเข้ากับการอธิบายทางการเมือง แต่ต้องแบบไม่ตายตัว ผิดถูก

ปัญหาของพี่ชายในความเห็นผม คือความรักความเมตตาในเพื่อนมนุษย์ ไม่ละเอียดอ่อนพอที่รู้สึกสัมผัสได้ถึงความสุข ความทุกข์ ของคนข้างล่าง

สมองด้านหนึ่งเขาถูกอบรมเรื่องความความเมตตาสงสาร สมองอีกด้านหนึ่งเขาต้องการความมั่นคงในชีวิตแบบคนทั่วไป และยังถูกครอบงำด้วยข้อมูลข่าวสารกระแสหลักที่เชื่อไปทางนั้น

หากเราจะใช้หลักความเมตตา เห็นค่าเพื่อนมนุษย์ ไปกระตุกต่อมด้านละเอียดอ่อนต่อเพื่อนบ้าน ญาติพี่น้อง เพื่อนมนุษย์ให้มากๆ สำหรับคนบางคน โดยเฉพาะคนที่ดูดี มีคุณธรรม ก็น่าจะดี

4.[/quote]

ผมก็มีประสบการณ์คล้ายๆกันครับ เดิมทีผมเรียนพุทธศาสนาอย่างเดียวใครมาแตะพุทธศาสนาไม่ได้เลย ผมต้องเถียงด้วยสมมติฐานว่าเขาไม่รู้จริงบ้าง เจตนาไม่ดีบ้าง แต่พอผมมาเรียนปรัชญาตะวันตก ทำให้ผมเปิดใจกว้างมากขึ้น ทุกวันนี้ผมเขียนเกี่ยวกับพุทธศาสนาแบบคนไม่รู้ จึงหยิบประเด็นต่างๆมาชวนกันคิด และปัญหาที่พบตลอดคนพุทธที่คิดว่าตัวเองรู้พุทธดี รู้ประชาธิปไตยดี ส่วนใหญ่คิดไม่ชัดเจน ซักไซ้ไล่เลียงเหตุผลจริงๆจังแล้วก็ไปไม่ถูก

เช่นเมตตา เราสอนกันเหมือนสูตรสำเร็จว่า ผู้ใหญ่ควรเมตตาต่อผู้น้อย ฉะนั้น เมตตาเป็นคุณธรรมที่ผู้ใหญ่ควรมี แต่ที่จริงเมตตาอยู่บนฐานของการมองความเท่าเทียมในความเป็นคน คือเราทุกข์คนต่างเผชิญทุกข์ทั้งทุกข์ตามกฎธรรมชาติ เช่น เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทุกข์ภายในจิตใจ ทุกข์ทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ฉะนั้น เราจึงเป็น "เพื่อนร่วมทุกข์" เมื่อรู้สึกด้วยหัวใจจริงๆว่าเราคือเพื่อนร่วมทุกข์การละเมิดสิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนอื่นย่อมไม่เกิดขึ้น

(อย่างความขัดแย้งทางการเมืองส่วนใหญ่เลยจะมองแค่ว่าเป็นเรื่องต่างคนต่างคิดเอาความรู้สึก เอาความเชื่อของตัวเองเป็นใหญ่ พวกตัวเองเป็นใหญ่ ไม่ฟังเหตุผลของกันและกันแล้วก็สร้างความเกลียดชัง แต่ที่จริงผมคิดว่ามันเป็นความขัดแย้งในระดับหลักการและอุดมการณ์ ซึ่งจำเป็นต้องถกเถียงกันอย่างจริงจัง)

พระไพศาล ว.วัชระเมธี

พระไพศาล ว.วัชระเมธี เค้าเรียกว่าพวกสลิ่มอะท่านมหาสุรพศ โง่มาจากรูไหนไม่รู้เรื่องนี้

สลิ่ม คือขนมไทยชนิดหนึ่ง มี สีเขียว สีเหลือง สีชมพูและสีขาวในถ้วยเดียวกัน

หัดหามาแดกซะบ้าง แล้วจะรู้ว่าเป็นไง

แล้วไอ้บ้าที่ไหน คิด อนัตตาตา กะ อัตตา ขัดแย้งกันแล้วเป็นทุกข์

ทุกข์คือความขัดแย้ง งี่เง่ามาก เอาส้นตรีนหรือสมองคิดก็ไม่รู้

คนบางคน

คนบางคน "รวยแล้วยังโกง"

รวยเป็น "หมื่นล้านแสนล้าน" ยังไม่พอ หาความสุขไม่ได้

โกงจนต้องหนีคุก อยู่ในประเทศไม่ได้

นี่แหละหนา "ความโลภ" ของคน...

ส่วนพวกกองเชียร์ ก็ใจไม่เป็นสุข เพราะ "ความโกรธ"

อันมีเหตุมาจาก "ความหลง" นั่นเอง

:(

กูเองแหละ

[quote=กูเองแหละ]

ทุกข์คือความขัดแย้ง งี่เง่ามาก เอาส้นตรีนหรือสมองคิดก็ไม่รู้[/quote]

เอาสิ่งที่ตัวเองกล่าวถึงอ่านมั้งเลยไม่ get!

มหาสุรพศไปเล่นกรานต์ที่บ้านเพ

มหาสุรพศไปเล่นกรานต์ที่บ้านเพิ่งกลับ หิ้วเหล้าขาวแดกเหลือจากที่บ้าน ใาใส่ขวดว๊อดก้า ใครเผลอแดกเข้าไป บ้วนทิ้งแทบไม่ทัน

บทความแก เปลี่ยนแค่ชื่อ กับรายละเอียดไปเรื่อยๆ แต่เนื้อหายังคงเดิม ไม่เปลี่ยน ไม่ต่าง ไม่แปลก

กระทู้ใหม่ เนื้อหาเก่า ลองหัดหาไรมาทำให้เกิดความแตกต่างมั่ง

กระทู้นี้ดูชื่อเรื่องก็ดูดี อธิบายบางส่วนของเนื้อหากูดูดี แต่ที่ดูโง่ๆ ก็เช่น

อนัตตา ขัดแย้งกะ อัตตา เป็นความทุกข์

ความขัดแย้ง คือความทุกข์

และพระไพศาล พระ ว.วัชระเมธี เป็นกลาง นี้ดิ ดูโง่มาก

สงสัยยังไม่สร้างเมาเหล้าขาว จากงานสงกรานต์ที่บ้าน อิอิ

สุรพศ ทวีศักดิ์

[quote=สุรพศ ทวีศักดิ์][quote=กูเองแหละ]

ทุกข์คือความขัดแย้ง งี่เง่ามาก เอาส้นตรีนหรือสมองคิดก็ไม่รู้[/quote]

เอาสิ่งที่ตัวเองกล่าวถึงอ่านมั้งเลยไม่ get![/quote]

อ่านแล้วก็เลยยกเอาสิ่งที่กล่าว(ส้นตีน)ให้

กูเองแหละ wrote:สุรพศ

[quote=กูเองแหละ][quote=สุรพศ ทวีศักดิ์][quote=กูเองแหละ]

ทุกข์คือความขัดแย้ง งี่เง่ามาก เอาส้นตรีนหรือสมองคิดก็ไม่รู้[/quote]

เอาสิ่งที่ตัวเองกล่าวถึงอ่านมั้งเลยไม่ get![/quote]

อ่านแล้วก็เลยยกเอาสิ่งที่กล่าว(ส้นตีน)ให้[/quote]

ของที่คุณถนัดใช้คิดเป็นของคุณเองตั้งแต่ต้น ไม่มีใครรับดอกนะ เอาไว้ใช้เองต่อไปเถิด!

หืมมมม....เผลอเป็นไม่ได้เล๊ยย

หืมมมม....เผลอเป็นไม่ได้เล๊ยยยย คู่นี้

คุยเรื่องธรรมะไม่ใช่เรื่องหนังบู๊นะ งัดของสูงมาฟาดกันเฉยเลย

มา!! จะคุยเรื่อง ฟุตฟีตฟอฟาย ให้ควังงง

มีผู้หญิงคนหนึ่งเธอเก่งเรื่อง ส้นตีนๆ มาก ถึงกับเอาไปเขียนเป็นหนังสือเลยที่เดียว

หนังสือเล่มนี้ชื่อ หนึ่งส้นตีนบนโลก

One foot in the World
( Buddhist Approaches to Present-day Problems)
By Prof. Lily de Silva

มีแปดตอน ตอนที่-3 การเข้าใจและการจัดการความทุกข์

" Understanding and Managing Stress "

ตอนที่ 8 สุขนิยมทางสังคมและพุทธศาสนาทันยุค

"Sensualistic Social trend and Buddhism in modern time"

หนังสือเล่มนี้เขียนว่าทุกข์ทางธรรม เมื่อเทียบกับทางวิทยาศาสตร์ก็คือ แรงกดดัน
และเป็นแรงกดดันที่มากับความศิวิไลซ์....

********************************************************
พอจะคิดตามได้ว่า

ความขัดแย้ง(conflict) คือทุกข์ ประเภทหนึ่ง
ทุกข์ (stress) :
มีหลายรูปแบบ เช่น anger conflict confusion confrontation desire jealous fear hatred love etc.
ทุกข์เหล่านี้ อาจมาจาก ความทรงจำ ความหวัง ประสบการณ์ จินตนาการ ฯลฯ
(การได้ฟัง-ได้อ่าน-ได้เห็นและการคาดเดา)

การแสดงออกของทุกข์ก็จะมี 4 level ..ทางอารมณ์ พฤติกรรม กายภาพ และระดับการเรียนรู้-cognitive

ที่เหลือ อ่านเอง..จะได้รู้ว่า หนึ่งส้นตีนอยู่บนโลก อีกหนึ่งส้นตีนใครเอาไป ..อิอิ

:)

ps: One Foot in The World

ps: One Foot in The World

online reading แอบอ่านได้ตามใจปรารถนา
ใครไม่เข้าไปเยี่ยมชม...แช่ง...ให้เป็นริดสีดวงแดง ฮิฮิ

KK-R wrote: ที่เหลือ

[quote=KK-R]
ที่เหลือ อ่านเอง..จะได้รู้ว่า หนึ่งส้นตีนอยู่บนโลก อีกหนึ่งส้นตีนใครเอาไป ..อิอิ
[/quote]

ผมชอบส้นตีนครับ
โดยเฉพาะส้นตีนไก่
มันอยู่บนโลกทั้งสองส้นตีน
ไม่มีใครเอาหนึ่งส้นตีนไปไหน
แต่ไหงใครๆไปเรียกมันว่า "เล็บมือนาง"

คิดซะว่า บทความเป็น food

คิดซะว่า
บทความเป็น food ทางปัญญา
comment เป็นเครื่องดื่ม และเสียงสรรเสริญเอินอวยเป็น sauce แระกันนะคะ

น้ำลัด wrote:KK-R

[quote=น้ำลัด][quote=KK-R]
ที่เหลือ อ่านเอง..จะได้รู้ว่า หนึ่งส้นตีนอยู่บนโลก อีกหนึ่งส้นตีนใครเอาไป ..อิอิ
[/quote]

ผมชอบส้นตีนครับ
โดยเฉพาะส้นตีนไก่
มันอยู่บนโลกทั้งสองส้นตีน
ไม่มีใครเอาหนึ่งส้นตีนไปไหน
แต่ไหงใครๆไปเรียกมันว่า "เล็บมือนาง"[/quote]

อ๊ะแน่%++ ....ระวังเป็นริดสีดวงน๊าาา

ถ้าเป็น "ริดสีดวง" ต้องเจอกับ

ถ้าเป็น "ริดสีดวง" ต้องเจอกับ ว่านหางจระเข้ อัคคีทวาร ขลู่ เพชรสังฆาต
ผมปลูกไว้เกือบทุกต้น ยกเว้น เพชรสังฆาต ที่ต้องไปเอาจากรั้วเพื่อนบ้าน

น้ำลัด wrote:ถ้าเป็น

[quote=น้ำลัด]ถ้าเป็น "ริดสีดวง" ต้องเจอกับ ว่านหางจระเข้ อัคคีทวาร ขลู่ เพชรสังฆาต
ผมปลูกไว้เกือบทุกต้น ยกเว้น เพชรสังฆาต ที่ต้องไปเอาจากรั้วเพื่อนบ้าน[/quote]

ทำไมไม่ใช้เล็บมือนางล่ะคะ จะได้ผลทันใจ หายด่วนด่วน
คุณน้ำลัดปลูกเล็บมือนางด้วยหรือเปล่าคะ
ถ้าไม่ปลูก แล้วเกิดเป็นริดสีดวงมายืมเล็บมือนางกรรณิกาได้นะคะ..

:)

KK-R

[quote=KK-R]
ทำไมไม่ใช้เล็บมือนางล่ะคะ จะได้ผลทันใจ หายด่วนด่วน
คุณน้ำลัดปลูกเล็บมือนางด้วยหรือเปล่าคะ
ถ้าไม่ปลูก แล้วเกิดเป็นริดสีดวงมายืมเล็บมือนางกรรณิกาได้นะคะ..

:)[/quote]

ต้นเล็บมือนางก็ปลูกไว้ครับ แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อันใด ทำให้รกเปล่าๆ
ดอกหอมนิดหน่อย หอมสู้พุดน้ำบุษย์ กับสายหยุดก็ไม่ได้
ทั้งดอกทั้งยอดมักมีด้วงกุหลาบมากัดกินยั้วเยี้ย...น่าเบื่อ

KK-R

[quote=KK-R]หืมมมม....เผลอเป็นไม่ได้เล๊ยยยย คู่นี้

คุยเรื่องธรรมะไม่ใช่เรื่องหนังบู๊นะ งัดของสูงมาฟาดกันเฉยเลย

มา!! จะคุยเรื่อง ฟุตฟีตฟอฟาย ให้ควังงง

มีผู้หญิงคนหนึ่งเธอเก่งเรื่อง ส้นตีนๆ มาก ถึงกับเอาไปเขียนเป็นหนังสือเลยที่เดียว

หนังสือเล่มนี้ชื่อ หนึ่งส้นตีนบนโลก

One foot in the World
( Buddhist Approaches to Present-day Problems)
By Prof. Lily de Silva

มีแปดตอน ตอนที่-3 การเข้าใจและการจัดการความทุกข์

" Understanding and Managing Stress "

ตอนที่ 8 สุขนิยมทางสังคมและพุทธศาสนาทันยุค

"Sensualistic Social trend and Buddhism in modern time"

หนังสือเล่มนี้เขียนว่าทุกข์ทางธรรม เมื่อเทียบกับทางวิทยาศาสตร์ก็คือ แรงกดดัน
และเป็นแรงกดดันที่มากับความศิวิไลซ์....

********************************************************
พอจะคิดตามได้ว่า

ความขัดแย้ง(conflict) คือทุกข์ ประเภทหนึ่ง
ทุกข์ (stress) :
มีหลายรูปแบบ เช่น anger conflict confusion confrontation desire jealous fear hatred love etc.
ทุกข์เหล่านี้ อาจมาจาก ความทรงจำ ความหวัง ประสบการณ์ จินตนาการ ฯลฯ
(การได้ฟัง-ได้อ่าน-ได้เห็นและการคาดเดา)

การแสดงออกของทุกข์ก็จะมี 4 level ..ทางอารมณ์ พฤติกรรม กายภาพ และระดับการเรียนรู้-cognitive

ที่เหลือ อ่านเอง..จะได้รู้ว่า หนึ่งส้นตีนอยู่บนโลก อีกหนึ่งส้นตีนใครเอาไป ..อิอิ

:)[/quote]

คนเราควรมีส้นตีเป็นของตนเอง ไม่ควรให้ส้นตีนคนอื่น
ไม่งั้นจะเป็นคนไร้จุดยืน! อิอิ..

กูเองแหละ

[quote=กูเองแหละ]มหาสุรพศไปเล่นกรานต์ที่บ้านเพิ่งกลับ หิ้วเหล้าขาวแดกเหลือจากที่บ้าน ใาใส่ขวดว๊อดก้า ใครเผลอแดกเข้าไป บ้วนทิ้งแทบไม่ทัน

บทความแก เปลี่ยนแค่ชื่อ กับรายละเอียดไปเรื่อยๆ แต่เนื้อหายังคงเดิม ไม่เปลี่ยน ไม่ต่าง ไม่แปลก

กระทู้ใหม่ เนื้อหาเก่า ลองหัดหาไรมาทำให้เกิดความแตกต่างมั่ง

กระทู้นี้ดูชื่อเรื่องก็ดูดี อธิบายบางส่วนของเนื้อหากูดูดี แต่ที่ดูโง่ๆ ก็เช่น

อนัตตา ขัดแย้งกะ อัตตา เป็นความทุกข์

ความขัดแย้ง คือความทุกข์

และพระไพศาล พระ ว.วัชระเมธี เป็นกลาง นี้ดิ ดูโง่มาก

สงสัยยังไม่สร้างเมาเหล้าขาว จากงานสงกรานต์ที่บ้าน อิอิ[/quote]

นั่งทางในเห็นเองหมดเลยนะพระเพี้ยนนี่
ความทุกข์คือความขัดแย้งมันแปล "ความหมาย" ผิดตรงไหน
ไม่ขัดแย้งระหว่างความเป็นจริงกับความอยากให้เป็น (เป็นต้น) มันจะทุกข์หรือวะ
ถ้าไม่มีความขัดแย้งระหว่างความเป็นจริงที่ไม่มีตัวตนของฉันกับความยึดมั่นว่ามีตัวตนของฉัน
หรือถ้าไม่มีความขัดแย้งในภายใน ภายนอก ขัดแย้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ฯลฯ
ทุกอย่างมันลงตัวสมบูรณ์แบบไปหมดมันจะทุกข์ยังไงวะ หุหุ...

มึงจำผิดคนแล้ว ทุกข์

มึงจำผิดคนแล้ว

ทุกข์ แปลว่าความขัดแย้ง มันเป็นพจนานุกรมบ้านพ่อมึง ไม่ใช่และไม่มีความหมายนัยยะนี้ปรากฎ ณ สำนักไหนในปฐพีของประเทศไทยนี้ หรือถ้ามีมึงหามาให้กูดูหน่อย มึงคิดเองกูไม่เชื่อมึงหรอก

ที่กูสวนมึงนั้น กูว่า มันน่าจะเป็นสาเหตุแห่งความทุกมากว่า หรือที่ภาษาทางศาสนาเค้าเรียกว่า "สมุทัย"

เวลามึงอยาก แล้วมึงไม่ได้แดก นี้มันเป็นความหยากแดก ที่มึงไม่ได้ตอบสนอง การอยากที่ไม่ได้ตอบสนองคือความทุกข์ เมื่อทุกข์แล้ว ทุกข์นั้นแหละที่จะนำพามึงไปสู่ความพ้นทุกข์ เพราะมึงหรือกูไม่สามารถทนกับความทุกข์ได้

การทะยานอยาก อยากนั้น อยากนี้ แล้วไม่ได้ดั่งใจคือทุกข์

การมีอัตตา (เข้าใจผิดจากความเป็นจริงจากอนัตตา) ขัดแย้งบ้านพ่อมึงดิ ไอ้มหาขี้เรื่อน เปรียบเหมือนมึง แม่งอยากเกิดในแวดวงวิชาการ เขียนบทความหมา ๆ มาแล้วกูเสรือกมาอ่าน กูด่ามึงว่า บทความถ่อย ด้อยปัญญา มึงทุกข์มากเพราะโดนกูด่าแทงใจดำมึง มึงลองสังเกตดิ ในระว่างที่มึงกะกูขัดปแย้งกัน มันทุกข์มั้ย แต่เมื่อมึงรู้สึก ในอารมณ์ ว่าเฮ้ย กูด่ามึงเจ็บว่ะ นั้นเห็นมั้ย ว่าความขัดแย้งทำให้มึงทุกข์ ดังนั้นความขัดแย้งจึงเป็น "สมุทัย" (ในทางศาสนา) เพราะอะไรละ เพราะมึงยึดมั่น อุปทาน ว่ากูด่ามึง มึงมีตัวกู มีอัตตา

อนัตตา คือความจริง ความไม่มีตัวกู หรือตัวมึงด้วยนั้น คือสัจจะ อัตตานั้นคือความเข้าใจผิด ด้วยอวิชชาคือสภาพที่เป็นไปตามสัญชาตญาณโดยไม่รู้ ด้วยกลไกตามธรรมชาติที่ปราถนาจะมีชีวิตรอด หรือต้องการเิกิด ภพชาติ ทั้งทางจิตใจ และกายภาพ อัตตาจึงเกิดขึ้น

กูก็ไม่รู้ว่าความไม่มี นี้มันขัดแย้งกับความมีจนปัญญาโง่ ๆ ของมึงตีความเป็นความทุกข์ได้อย่างไร เพราะการที่มึงหรือกูเผลอเข้าใจผิดว่าความไม่มีว่ามีขึ้นมาได้นั้น มันไม่ใช่แค่สองสิ่งนี้ แต่มันมีกระบวนการการทำให้เกิดมีขึ้นตัวอื่น ขั้นกลางสองสิ่งนี้ หรือที่เค้าเรียกกันว่า "ปฏิจจสมุปบาท" คืออันนี้กูอ้างจากหลักการ ไม่ได้คิดเองด้วยปัญญาหมา ๆ อย่างมึง

สุปง่ายๆ กูว่าตามหลักฐานที่เป็นภาวะวิสัย ว่า "ทุกข์" หมายถึงสภาพที่ทนได้อยาก มิอาจทนได้นาน และ" ความขัดแย้ง" กูตีความว่า หมายถึงสมุทัย คือสาเหตุให้เกิดความทุกข์ แต่ไม่ใช่ตัวทุกข์ โอเคมั้ย

อ้ายฉิบหาย บวชเรียนมาตั้งหลายปีแค่พอพาตัวรอดเขยิบสถานะภาพทางสังคม ปัญญาทางศาสนาร่ำเรียนมาลงหม้อหมด บูชาแต่ปรัชญาฝรั่งอย่างมึง เสียดายเข้าสุกที่พุทธศาสนิกชนเคยเลี้ยงดูว่ะ !

ในพจนานุกรมพุทธศาสตร์

ในพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต
ทุกข์ แปลเป็นภาษาอังกฤษไว่า suffeing,conflict ในหนังสือพุทธศาสนาภาษาอังกฤษโดยทั่วไปก็ใช้สองคำนี้แทนความหมายของ "ทุกข์" (ทุกฺข=สภาวะที่ทนได้ยาก)

มึงเองแหละเกิดมาเพื่อมั่วจริงๆ (นะเรา) อธิบายกลับหัวกลับหางไปหมด

ที่ถูกคือ (จะบอกแต่ไม่เอาบุญ) สมุทัยคือความอยากที่เกิดจากความยึดมั่นว่ามีตัวตนของฉัน จึงทำให้เกิดทุกข์หรือความขัดแย้ง ถ้าไม่ยึดมั่นว่ามีตัวฉันของฉัน ก็ไม่อยากเพื่อตอบสนองตัวตนของฉัน และจึงไม่เกิดความขัดแย้งหรือทุกข์ นี่หมายถึงทุกข์ในกรอบของอริยสัจจ์

แต่ทุกข์ในไตรลักษณ์หรือ "ทุกขตา" หมายถึงกฎธรรมชาติหรือภาวะขัดแย้งในตัวเองของสรรพสิ่ง และเพราะทุกสิ่งมีความขัดแย้งในตัวเองและเป็นไปตามเหตุปัจจัยมันจึงไม่อยู่ในอำนาจความอยากของตัวตนของฉัน ฉะนั้น ทุกข์ในไตรลักณ์จึงกินความครอบคลุมทุกข์ในอริยสัจจ์ด้วย (เป็นทั้ง conflict และ suffeing)

แต่ทุกข์ที่เป็นกฎธรรมชาติดับไม่ได้ ทุกข์ที่ดับได้ (ดับสมุทัย) คือทุกข์ในอริยสัจจ์

ทุกฺข (dukkha) เป็นภาษาบาลี

ทุกฺข (dukkha) เป็นภาษาบาลี แปลว่า เห็นแล้วไม่เจริญตา ไม่น่าดู ดูชั่ว ดูน่าชัง
ทุ แปลว่าไม่งาม ชั่ว ฯลฯ
อิกฺข แปลว่า ตูหรือเห็น

ทุกข์อธิบายได้จาก

ทุกข์อธิบายได้จาก บทสวดที่ว่า

รูปูปาทานักขันโธ ...เวทนูปาทา....สัญญู.....สังขารู.....และสุดท้ายวิญญูปาทานักขันโธ

ความจริงสี่ประการ-อริยสัจสี่-

ความจริงสี่ประการ-อริยสัจสี่-Four Noble Truths

บอกว่า.....

1. มนุษย์เป็นทุกข์มีทุกข์ ในอุปาทานขันธ์(5) ดังบทสวดมนต์ที่ได้กล่าวไปแล้วในความเห็นข้างบน

2. สมุทัย คือ ตัณหา 3

3. นิโรธ คือ ให้คิดดับตัณหา (ที่เกิดจากอายตนะ 6)

4. มรรค คือ ปฏิบัติชอบ 8 ซึ่งเป็นทางดับทุกข์ มีสัมมาวาจา-กัมมันตะ-อาชีวะ (เป็นศีล), มีสัมมาวายามะ-สติ-สมาธิ และ

สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ

*******
ทีนี้ ชีวิตเรา คือขันธ์ที่เป็นรูปธรรม-นามธรรม ห้าส่วนมารวมกัน...

และทุกข์ก็เกิดเพราะอุปาทานในชีวิต(ขันธ์) โดยมีตัณหาเป็นตัวการ

จึงต้องดับตัณหา

ด้วยการคิดชอบ ปฏิบัติชอบ.....คือ อริยมรรค 8 The Noble Eightfold Path.... นั้นแล ฯ

*******

ทุกข์ คือ sufferings*...

ทุกข์ คือ

sufferings*... resulting from mental / physical distress, difficult circumstances or stresses and strains of life.

goooood nite naka,

goooood nite naka,

สุรพศ ทวีศักดิ์

[quote=สุรพศ ทวีศักดิ์]ในพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต
ทุกข์ แปลเป็นภาษาอังกฤษไว่า suffeing,conflict ในหนังสือพุทธศาสนาภาษาอังกฤษโดยทั่วไปก็ใช้สองคำนี้แทนความหมายของ "ทุกข์" (ทุกฺข=สภาวะที่ทนได้ยาก)

มึงเองแหละเกิดมาเพื่อมั่วจริงๆ (นะเรา) อธิบายกลับหัวกลับหางไปหมด

ที่ถูกคือ (จะบอกแต่ไม่เอาบุญ) สมุทัยคือความอยากที่เกิดจากความยึดมั่นว่ามีตัวตนของฉัน จึงทำให้เกิดทุกข์หรือความขัดแย้ง ถ้าไม่ยึดมั่นว่ามีตัวฉันของฉัน ก็ไม่อยากเพื่อตอบสนองตัวตนของฉัน และจึงไม่เกิดความขัดแย้งหรือทุกข์ นี่หมายถึงทุกข์ในกรอบของอริยสัจจ์

แต่ทุกข์ในไตรลักษณ์หรือ "ทุกขตา" หมายถึงกฎธรรมชาติหรือภาวะขัดแย้งในตัวเองของสรรพสิ่ง และเพราะทุกสิ่งมีความขัดแย้งในตัวเองและเป็นไปตามเหตุปัจจัยมันจึงไม่อยู่ในอำนาจความอยากของตัวตนของฉัน ฉะนั้น ทุกข์ในไตรลักณ์จึงกินความครอบคลุมทุกข์ในอริยสัจจ์ด้วย (เป็นทั้ง conflict และ suffeing)

แต่ทุกข์ที่เป็นกฎธรรมชาติดับไม่ได้ ทุกข์ที่ดับได้ (ดับสมุทัย) คือทุกข์ในอริยสัจจ์[/quote]

แต่ที่กูหามานะ จาก http://www.84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=%B7%D8%A1%A2%EC

แสดงผลการค้น ลำดับที่ 1 / 12
ทุกข์
1. สภาพที่ทนอยู่ได้ยาก, สภาพที่คงทนอยู่ไม่ได้ เพราะถูกบีบคั้นด้วยความเกิดขึ้นและความดับสลาย เนื่องจากต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่ไม่ขึ้นต่อตัวมันเอง
(ข้อ ๒ ในไตรลักษณ์)
2. อาการแห่งทุกข์ที่ปรากฎขึ้นหรืออาจปรากฎขึ้นได้แก่คน
(ได้ในคำว่า ทุกขสัจจะ หรือ ทุกขอริยสัจจ์ ซึ่งเป็นข้อที่ ๑ ในอริยสัจจ์ ๔)
3. สภาพที่ทนได้ยาก, ความรู้สึกไม่สบาย ได้แก่ ทุกขเวทนา,
ถ้ามาคู่กับโทมนัส (ในเวทนา ๕) ทุกข์ หมายถึงความไม่สบายกาย คือทุกข์กาย (โทมนัสคือไม่สบายใจ)
แต่ถ้ามาลำพัง (ในเวทนา ๓) ทุกข์ หมายถึงความไม่สบายกายไม่สบายใจ คือทั้งทุกข์กายและทุกข์ใจ

ก็เป็นของเจ้าคุณประยุต อันที่ 1 ทุกข์ คือสภาพที่ทนได้อยาก สภาพที่ทนอยู่ไม่ได้ เพราะถูกบีบคั้นความเกิดขึ้นและดับสลาย เนื้องจากต้องเป็นไปตามปัจจัยที่ไม่ขึ้นต่อตัวมันเอง
ในส่วนนี้จะเห็นได้ว่า ความขัดแย้งหรือ conflict คือส่วนขยาย ถึงสาเหตุแห่งทุกข์ ว่า "สภาพที่ทนอยู่ไม่ได้ เพราะความบีบคั้นความเกิดและดับสลาย" จะเห็นว่า ทุกข์คืออาการเวทนาอย่างหนึ่ง ที่เกิดกับจิต ส่วนความขัดแย้งนั้น เป็นมูลเหตุของทุกข์ ในทางวัตถุ กายภาพ รวมทั้งขัดแย้งในความคิด ในใจตนเอง ที่ไม่สามารถทนได้ เลยทำให้จิตเสวยทุกขเวทนา
แต่ก็ยังไม่มีส่วนไหน ที่ว่า อนัตตา ขัดแย้งกะ อัตตา แล้วทุกข์

และในพจจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมาวลศัพท์ หน้า 80
ทุกข์
1 สภาพที่ทนได้ยาก ,เพราะถูกบีบคั้นด้วยความเกิดขึ้นและความดับสลาย เนื่องจากต้องเป็นไปตามปัจจัยที่เกดขึ้นด้วยตัวของมันเอง(ข้อสอง ในไตรลักษณ์)

และในหน้านี้ทั้งหมดจะมีพูดถึงความหมายของศัพท์ของคำว่า "ทุกข์" มีอธิบายไว้เยอะในหน้า80 แต่ไม่มีความหมายโดยตรงโดด ๆ ว่า ทุกข์ คือ ความขัดแย้ง ไม่เชื่อไปหาอ่านดู

ในพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม หมวด 3 หน้า 89 [78]
[76] ไตรลักษณ์ (ในข้อ2 ทุกขตา)
2 ทุกขตา (ความเป็นทุกข์ - Dukkhata : state of suffering or being oppressed )

ท่านมหาสุรพศขี้เท่อ ยกมาแต่ความขัดแย้ง ว่าทุกข์ มีความหมายอย่างนั้น นั้นแสดงความขี้เท่อมาก แถมยังมั่วแปลความตีความเข้าข้างตนอย่างน่าทุเรศ

กูเองแหละ wrote:สุรพศ

[quote=กูเองแหละ][quote=สุรพศ ทวีศักดิ์]ในพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต
ทุกข์ แปลเป็นภาษาอังกฤษไว่า suffeing,conflict ในหนังสือพุทธศาสนาภาษาอังกฤษโดยทั่วไปก็ใช้สองคำนี้แทนความหมายของ "ทุกข์" (ทุกฺข=สภาวะที่ทนได้ยาก)

มึงเองแหละเกิดมาเพื่อมั่วจริงๆ (นะเรา) อธิบายกลับหัวกลับหางไปหมด

ที่ถูกคือ (จะบอกแต่ไม่เอาบุญ) สมุทัยคือความอยากที่เกิดจากความยึดมั่นว่ามีตัวตนของฉัน จึงทำให้เกิดทุกข์หรือความขัดแย้ง ถ้าไม่ยึดมั่นว่ามีตัวฉันของฉัน ก็ไม่อยากเพื่อตอบสนองตัวตนของฉัน และจึงไม่เกิดความขัดแย้งหรือทุกข์ นี่หมายถึงทุกข์ในกรอบของอริยสัจจ์

แต่ทุกข์ในไตรลักษณ์หรือ "ทุกขตา" หมายถึงกฎธรรมชาติหรือภาวะขัดแย้งในตัวเองของสรรพสิ่ง และเพราะทุกสิ่งมีความขัดแย้งในตัวเองและเป็นไปตามเหตุปัจจัยมันจึงไม่อยู่ในอำนาจความอยากของตัวตนของฉัน ฉะนั้น ทุกข์ในไตรลักณ์จึงกินความครอบคลุมทุกข์ในอริยสัจจ์ด้วย (เป็นทั้ง conflict และ suffeing)

แต่ทุกข์ที่เป็นกฎธรรมชาติดับไม่ได้ ทุกข์ที่ดับได้ (ดับสมุทัย) คือทุกข์ในอริยสัจจ์[/quote]

แต่ที่กูหามานะ จาก http://www.84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=%B7%D8%A1%A2%EC

แสดงผลการค้น ลำดับที่ 1 / 12
ทุกข์
1. สภาพที่ทนอยู่ได้ยาก, สภาพที่คงทนอยู่ไม่ได้ เพราะถูกบีบคั้นด้วยความเกิดขึ้นและความดับสลาย เนื่องจากต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่ไม่ขึ้นต่อตัวมันเอง
(ข้อ ๒ ในไตรลักษณ์)
2. อาการแห่งทุกข์ที่ปรากฎขึ้นหรืออาจปรากฎขึ้นได้แก่คน
(ได้ในคำว่า ทุกขสัจจะ หรือ ทุกขอริยสัจจ์ ซึ่งเป็นข้อที่ ๑ ในอริยสัจจ์ ๔)
3. สภาพที่ทนได้ยาก, ความรู้สึกไม่สบาย ได้แก่ ทุกขเวทนา,
ถ้ามาคู่กับโทมนัส (ในเวทนา ๕) ทุกข์ หมายถึงความไม่สบายกาย คือทุกข์กาย (โทมนัสคือไม่สบายใจ)
แต่ถ้ามาลำพัง (ในเวทนา ๓) ทุกข์ หมายถึงความไม่สบายกายไม่สบายใจ คือทั้งทุกข์กายและทุกข์ใจ

ก็เป็นของเจ้าคุณประยุต อันที่ 1 ทุกข์ คือสภาพที่ทนได้อยาก สภาพที่ทนอยู่ไม่ได้ เพราะถูกบีบคั้นความเกิดขึ้นและดับสลาย เนื้องจากต้องเป็นไปตามปัจจัยที่ไม่ขึ้นต่อตัวมันเอง
ในส่วนนี้จะเห็นได้ว่า ความขัดแย้งหรือ conflict คือส่วนขยาย ถึงสาเหตุแห่งทุกข์ ว่า "สภาพที่ทนอยู่ไม่ได้ เพราะความบีบคั้นความเกิดและดับสลาย" จะเห็นว่า ทุกข์คืออาการเวทนาอย่างหนึ่ง ที่เกิดกับจิต ส่วนความขัดแย้งนั้น เป็นมูลเหตุของทุกข์ ในทางวัตถุ กายภาพ รวมทั้งขัดแย้งในความคิด ในใจตนเอง ที่ไม่สามารถทนได้ เลยทำให้จิตเสวยทุกขเวทนา
แต่ก็ยังไม่มีส่วนไหน ที่ว่า อนัตตา ขัดแย้งกะ อัตตา แล้วทุกข์

และในพจจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมาวลศัพท์ หน้า 80
ทุกข์
1 สภาพที่ทนได้ยาก ,เพราะถูกบีบคั้นด้วยความเกิดขึ้นและความดับสลาย เนื่องจากต้องเป็นไปตามปัจจัยที่เกดขึ้นด้วยตัวของมันเอง(ข้อสอง ในไตรลักษณ์)

และในหน้านี้ทั้งหมดจะมีพูดถึงความหมายของศัพท์ของคำว่า "ทุกข์" มีอธิบายไว้เยอะในหน้า80 แต่ไม่มีความหมายโดยตรงโดด ๆ ว่า ทุกข์ คือ ความขัดแย้ง ไม่เชื่อไปหาอ่านดู

ในพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม หมวด 3 หน้า 89 [78]
[76] ไตรลักษณ์ (ในข้อ2 ทุกขตา)
2 ทุกขตา (ความเป็นทุกข์ - Dukkhata : state of suffering or being oppressed )

ท่านมหาสุรพศขี้เท่อ ยกมาแต่ความขัดแย้ง ว่าทุกข์ มีความหมายอย่างนั้น นั้นแสดงความขี้เท่อมาก แถมยังมั่วแปลความตีความเข้าข้างตนอย่างน่าทุเรศ[/quote]

ที่ยกมานี่ไม่ผิด (ไม่มั่วเหมือนมึงเองแหละว่าเอาเอง) และที่ท่าน ป.อ.แปลทุกข์ว่า confrict ข้าพเจ้าก็ยกมาให้มึงเองแหละดูแล้วก็ไม่ผิดเช่นกันเด้อหลวง... อย่าโง่คักหลาย!!! (ภาษาผู้ดีรัตนโกสินทร์ สุโขทัย และอีสานผสมกัน)

สุรพศ ทวีศักดิ์

[quote=สุรพศ ทวีศักดิ์]ในมุมมองของพุทธศาสนา “ทุกข์” คือ “ความขัดแย้ง” และความขัดแย้งก็เป็นผลิตผลของธรรมชาติ เช่น ธรรมชาติสร้างภาวะชีวิตของเราให้เป็นอนัตตา คือภาวะชีวิตที่ไม่มีตัวตนของฉัน มีแต่ตัวชีวิตที่ประกอบขึ้นจากสิ่งในธรรมชาติและเป็นไปตามกฎธรรมชาติ แต่ธรรมชาติก็สร้างให้เรามีจิตสำนึก หรือมีความรู้สึกว่ามีตัวตนของฉัน และมีความรู้สึกยึดมั่นในตัวตนของฉัน
[/quote]

ปัญหหาคือส่วนนี้ บักผีบ้ามันแพล่มว่า ทุกข์ในไตรลักษณ์ คือความขัดแย้ง ในส่วนของทุกข์ในไตรลักษณ์ มันคือ ทุกขตาในบริบทนี้ ทุกขตา มันไม่ใช่ความขัดแย้ง หากแต่ มันหมายถึง
1 ทุกขตา สภาพทุกข์ คือทุกข์ อย่างที่เข้าใจกันทั่ว ๆ ไป ตรงตามชื่อ
2 วิปริณามทุกขตา ความทุกข์เพราะความแปรปรวน (suffering in change)
3 สังขารทุกขตา ความเป็นทุกข์เพราะสังขาร ได้แก่สภาวะของสังขาร คือสิ่งทั้งปวงที่เกิดขึ้นเพราะปัจจัยปรุงแต่ง ที่ถูกบีบคั้นขึันด้วยการเกิดขึ้นและสลายไป และให้เกิดทุกข์แก่ผู้ยึดถือด้วยอุปาทาน

ส่วนในความหมายของสิ่งที่เรียกว่า "ความขัดแย้ง" ความขัดแย้งหมายถึง

ความหมายของความขัดแย้ง
ความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525
ขัด (หน้า 137) เป็นคำกิริยา หมายถึง ไม่ทำตาม ฝ่าฝืน ขืนไว้ แย้งกัน ไม่ลงรอยกัน
แย้ง (หน้า 675) เป็นคำกิริยา หมายถึง ไม่ตรงหรือลงรอยเดียวกัน ต้านไว้ ทานไว้
สรุปความว่า ความขัดแย้ง หมายถึง การกระทำที่ไม่ลงรอย ขัดขืน หรือต่อต้านกัน

การที่มหาสุรพศจะพยายามยัดเยียดความหมายส่วนเดียวว่า ทุกข์ แปลว่า ขัดแย้ง อย่างโดด ๆ นั้น ไม่ถูกต้องตามบริบทของเนื้อหาที่ยกมา เพราะมหาสุรพศ พูดถึงอนัตตา ที่ ขัดแย้ง กับอัตตา ภายในใจของคน คือความรู้รึกว่ามีตัวตัน ไปขัดแย้งกับความจริงในแง่ที่ว่า ไม่มีตัวตน แล้วจะส่งผล(วิบาก) เป็นทุกข์ ทุกข์ที่หมายถึง ทนได้ยาก ไม่อาจทนได้ เพราะทุกข์ในส่วนนี้ มาจากอัตตา ที่มีที่มาจาก ตัณหาและอุปปาทาน ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น คือ ตัณหา ทะยานอยาก แล้วไม่ได้สมใจตามปราถนา หหรือในระหว่างที่อยาก ความรู้สึกอยาก เป็นตัวทุกข์ ส่วนในอุปปทาน คือยึดมั่นในอัตตา ขันฑ์5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วัญญาณ ว่านี้คือ กู ของกู จึงเป็นทุกข์

ไม่มีทุกข์ ในลักษณะ อัตตา ขัดแย้งกับ อนัตตา แล้วเป็นทุกข์ ขัดแย้งแล้วเป็นทุกข์นะ ไม่ใช่ ทุกข์ คือความขัดแย้ง

อีกอย่างนึง หากมองในพจนานุกรม ของ เจ้าคุณประยุต การตีความนั้น ที่มีส่วนของคำว่า confrict ในความหมายของทุกข์ ก็เป็นแค่บางความหมายเท่านั้น บางความหมายของคำว่า ทุข์ ก็ไม่มี confrict เป็นความหมายในภาคอธิบายเป็นอังกฤษ กูเปิดดูแล้ว ค้นแล้ว แต่มึง อ้ายมหา มึงพยายามโยง มั่ว จับแพะ ชนแกะ ว่า "แม่นแล้ว คือคำนี้ ใช่แน่นอน แปลอย่างนี้ " อันนี้มึงผิด คือจงใจยกมาผผิด ๆ เพื่อรับรองความเห็นตน

ถ้าพูดให้ถูก "ทุกข์" ไม่ใช่ความขัดแย้ง แต่ "ความขัดแย้ง" เป็นสาเหตุแห่ง "ทุกข์"

อย่างชัด ๆ ภาววิสัยเลยเลยนะ

อย่างชัด ๆ ภาววิสัยเลยเลยนะ กูเถียงกับมึง นี้เรียกว่าขัดแย้ง แต่ขั้งแย้งไม่ใช่ทุกข์ เพราะมึงคือผู้เสนอ ดังนั้นมึงคือกริยา ที่เมื่อกูอ่านแล้วเป็นทุกข์กะความคิดมึง กูเลยต้องทำปฏิกริยา ทำให้มึงเป็นทุกข์ มึงเลยพยายามที่จะให้มึงพ้นทุกข์ โดยการฉะกะกู ไอ้อาการฉะกัน คือขัดแย้ง มึงเห็นไหม ขัดแย้งคือสาเหตุ ให้เกิดทุกข์ (แม้จะเลฌก ๆ น้อยๆ ก็ตาม) แต่ไม่ใช่ความทุกข์ อย่างแน่นอน อันนี้ไม่ต้องไปอ้างตำราเล่มไหนให้เมื่อตุ้ม หรือมึงจะเถียงกู

กรรณิกา ราชปรารภ

[quote=กรรณิกา ราชปรารภ]ทุกข์อธิบายได้จาก บทสวดที่ว่า

รูปูปาทานักขันโธ ...เวทนูปาทา....สัญญู.....สังขารู.....และสุดท้ายวิญญูปาทานักขันโธ[/quote]

และแล้ว.....

นางมารบุปผาก็บรรลุเป็น.. ดาวกิ๊บเก๋ยูเรก้า ฮ่าๆ

สะเด็ดมาร่ายกลอนซะหน่อย...ก่อนสะเด็ดไปตรวจเลือดหาเชื้อจ้าววว (...หอิอิ)

***********

~ พรหมพิณ พร้องพริ้ว พรางพนิต ~

~ พฤทธิ์พร พร้อยพร้าง พรรษา ~

~ พริบพริบ พร้าวพริ้ม พรรณนิดา ~

~ พรตพงา พร้อมพริ้ง พรมพิมาน ~ ฯ

***********

เด๋วมา ไปหาพระอาทิตย์ชุบเมฆทอดรับประทานก่อนน๊าาา

กูเองแหละ wrote:อย่างชัด ๆ

[quote=กูเองแหละ]อย่างชัด ๆ ภาววิสัยเลยเลยนะ กูเถียงกับมึง นี้เรียกว่าขัดแย้ง แต่ขั้งแย้งไม่ใช่ทุกข์ เพราะมึงคือผู้เสนอ ดังนั้นมึงคือกริยา ที่เมื่อกูอ่านแล้วเป็นทุกข์กะความคิดมึง กูเลยต้องทำปฏิกริยา ทำให้มึงเป็นทุกข์ มึงเลยพยายามที่จะให้มึงพ้นทุกข์ โดยการฉะกะกู ไอ้อาการฉะกัน คือขัดแย้ง มึงเห็นไหม ขัดแย้งคือสาเหตุ ให้เกิดทุกข์ (แม้จะเลฌก ๆ น้อยๆ ก็ตาม) แต่ไม่ใช่ความทุกข์ อย่างแน่นอน อันนี้ไม่ต้องไปอ้างตำราเล่มไหนให้เมื่อตุ้ม หรือมึงจะเถียงกู[/quote]

นั่นก็เป็นทุกข์ตามการตีความ/อถรรถาธิบายของมึงเองแหละ เป็นทุกข์ของมึงเองแหละ หาใช่ทุกข์ของข้าพเจ้าไม่!

อ้อ.... ยูเรก้า เนี่ย

อ้อ.... ยูเรก้า เนี่ย เป็นอุทานของปราชญ์แห่งคณิตศาสตร์ชาวกรีก (คือท่าน Archimedes)

Eureka = Ah ha, I have found it!!

*("v")*

รูปูปาทานักขันโธ นำมา analyze

รูปูปาทานักขันโธ นำมา analyze วิเคราะห์ จำแนก แยกแยะ

จะได้สามเกลอเพื่อนยาก >>> รูป อุปาทาน ขันธ์ ........

มารวมกัน เกิดมีมวลน้ำหนัก เมื่อหมกมุ่นในจิต ก็หนักจิต ทำให้เกิดทุกข์
และ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็เช่นเดียวกัน
ล้วนเป็นตุ้มน้ำหนักแห่งอุปาทาน หมกมุ่นมากก็หนักจิต ทำให้เกิดทุกข์

ซาหรูบว่า บอกตัวเองให้ปฎิบัติถูกให้ปฏิบัติชอบ เพื่อพบความสุขของชีวิต
อย่าไปสอนให้ขันธ์สันดานเสียหาย..ทำให้ชีวิตดูชั่ว ดูเลว ดูไม่หล่อไม่สวย
แค่นั้นแหล่ะคร้าาาที่รักทั้งหลาย

@ บักกูฯ บักวิพู๊ดดด ตูดหมึก

@ บักกูฯ

บักวิพู๊ดดด ตูดหมึก มันไปซ่อมตูดยังไม่เส็ดเร๋อ

โดนด่าตูดบานไปฟ้องเตี่ยเต๊กซ์เป็นอะดูดวิพู๊ดดดไปแระมั๊ง!!

สาวกเต๊กซ์ตายเรียบไม่เหลือหลอ อิอิ...อิอิ

ท่านมหา...เลือดเย็นมากน๊าฮ๊าฟฟฟ

จะว่าไปเมืองไทยมีหลักอยู่ไม่น

จะว่าไปเมืองไทยมีหลักอยู่ไม่น้อย คนกรุงเทพฯงี้มีหลักสี่
คนแถวบ้านแพ้ว-ดำเนินฯยิ่งมีหลักมากเป็นพิเศษ
เห็นมีหลักเยอะแยะ หลักสี่หลักหลักห้า...ยันหลักแปด

เมื่อเรามีทุกข์แล้วเรามีหลักให้ยึดมันก็พอจะคลายทุกข์ลงบ้าง
พอมีหลักมากมายก็ไม่รู้จะยึดหลักไหนดี...เฮ้อ...สุดท้ายก็เคว้งคว้าง

น้ำลัด

[quote=น้ำลัด]จะว่าไปเมืองไทยมีหลักอยู่ไม่น้อย คนกรุงเทพฯงี้มีหลักสี่
คนแถวบ้านแพ้ว-ดำเนินฯยิ่งมีหลักมากเป็นพิเศษ
เห็นมีหลักเยอะแยะ หลักสี่หลักหลักห้า...ยันหลักแปด

เมื่อเรามีทุกข์แล้วเรามีหลักให้ยึดมันก็พอจะคลายทุกข์ลงบ้าง
พอมีหลักมากมายก็ไม่รู้จะยึดหลักไหนดี...เฮ้อ...สุดท้ายก็เคว้งคว้าง[/quote]

ระวังหลักสำคัญของตัวเองกันให้ดีนะคะ หลักทรัพย์น่ะ

อย่าให้ใครมายึกยัก ยึดหลักทรัพย์ไปเสียล่ะ

จะว่าไปเมืองไทยมีหลักอยู่ไม่น

จะว่าไปเมืองไทยมีหลักอยู่ไม่น้อย คนกรุงเทพฯงี้มีหลักสี่
คนแถวบ้านแพ้ว-ดำเนินฯยิ่งมีหลักมากเป็นพิเศษ
เห็นมีหลักเยอะแยะ หลักสี่หลักห้า...ยันหลักแปด

เมื่อเรามีทุกข์แล้วเรามีหลักให้ยึดมันก็พอจะคลายทุกข์ลงบ้าง
พอมีหลักมากมายก็ไม่รู้จะยึดหลักไหนดี...เฮ้อ...สุดท้ายก็เคว้งคว้าง

น้ำลัด

[quote=น้ำลัด]จะว่าไปเมืองไทยมีหลักอยู่ไม่น้อย คนกรุงเทพฯงี้มีหลักสี่
คนแถวบ้านแพ้ว-ดำเนินฯยิ่งมีหลักมากเป็นพิเศษ
เห็นมีหลักเยอะแยะ หลักสี่หลักห้า...ยันหลักแปด

เมื่อเรามีทุกข์แล้วเรามีหลักให้ยึดมันก็พอจะคลายทุกข์ลงบ้าง
พอมีหลักมากมายก็ไม่รู้จะยึดหลักไหนดี...เฮ้อ...สุดท้ายก็เคว้งคว้าง[/quote]

อั่นนนนนี่ เปิ้นเป่น ธรรมเมาข่ะเจ้า
ย่ำกึ๊ดย่ำถำ

อ๊อ เข้าใจแระ คุณน้ำลัด

อ๊อ เข้าใจแระ

คุณน้ำลัด ว่ากรรณิกา ใช่มั๊ย

กรรณิกาอยู่ตำบล พันท้ายนรสิงห์ แค่ขวบเดียวก็ย้ายมาอยู่กทม

หลักสี่ >>อริยสัจสี่ หลักห้า>>ขันธ์ 5
หลักหก>> อายตนะ 6 หลักเจ็ด >>คือกิจกรรม 7
หลักแปดคือ >> อริยมรรค 8

หลักมากมาย รู้ไว้ใช่ว่า หาเหาใส่หัว ....เอาตัวไม่รอด จะว่าเค้าใช่ไม๊
แล้วรู้ได้ไงว่าเอาตัวไม่รอด ไม่มีหลักเกาะ เคว้งคว้าง .. หือออ

ว่ามาเลยเพ่

ทุกข์ คือ

ทุกข์ คือ ภาวะไม่มีในสิ่งที่อยากมี จะอธิบายสภาพนี้ว่า น่าเกียจ ขัดแย้ง ทนได้ยาก หรืออะไรก็ว่าไป ที่ว่าทุกข์เป็นรากฐานศีลธรรมนี้ก็เป็นไปได้แต่ไม่เสมอไป มันขึ้นอยู่กับสติปัญญาของคนทุกข์อีกที ถ้าสติปัญญามากก็เกิดธรรมสังเวชและเห็นใจคนอื่นที่ประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับตน แต่ถ้าปัญญาน้อยก็มุ่งแต่กำจัดทุกข์ของตนโดยไม่คำนึงถึงผู้อื่น สัตว์โลกเป็นไปตามสติปัญญาโดยแท้

diiIbdk ik=xiki4 wrote:อ๊อ

[quote=diiIbdk ik=xiki4]อ๊อ เข้าใจแระ
คุณน้ำลัด ว่ากรรณิกา ใช่มั๊ย
[/quote]

โถ...ใครจะไปบังอาจจาบจ้วงคุณกรรณิการ์ได้จะใด
ผมกำลังเศร้าใจกับตัวเอง แล้วปลงอนิจจัง ทุกขัง ตังบ่มี

น้ำลัด

[quote=น้ำลัด]

โถ...ใครจะไปบังอาจจาบจ้วงคุณกรรณิการ์ได้จะใด
ผมกำลังเศร้าใจกับตัวเอง แล้วปลงอนิจจัง ทุกขัง ตังบ่มี[/quote]

:) นึกว่างอน

กรรณิกาว่าคุณน้ำลัดน่ะต้องเป็นคนใจน้อย น้อยใจ ขี้งอนแน่เล่ย
คราวก่อนแซวเรื่อง...อะไรว๊าลืมแระ หายเงียบ ไม่มาคุยเลยตั้งนาน หนุ่มเหนือขี้งอน?

แล้วจะเศร้าไปทำไมล่ะคะ
อยากด่าก็ด่าเหอะ ใช้ศิลปะในการด่าหน่อยแระกัน
เด๋วมนุษย์ก็ตายหมดโลก พร้อมๆกันเนี่ยแระ
หากรอดปีหน้า 2012 ก็ไปรอลุ้นjackpotลูกอุกกาบาต ปีโน้น 2029 อีกที
ยุติธรรมดีนะนะ ตายพร้อมกันเนี่ย..ไม่ต้องมีใครอิจฉาใครดี ไปทีเดียวโล่ด!

คิดไปคิดว่า น่าจะก่อสร้างบังเกอร์หลังบ้านสักหน่อย เพื่อรอด....หอิอิ

diiIbdk ik=xiki4 wrote: :)

[quote=diiIbdk ik=xiki4]
:) นึกว่างอน

กรรณิกาว่าคุณน้ำลัดน่ะต้องเป็นคนใจน้อย น้อยใจ ขี้งอนแน่เล่ย
คราวก่อนแซวเรื่อง...อะไรว๊าลืมแระ หายเงียบ ไม่มาคุยเลยตั้งนาน หนุ่มเหนือขี้งอน?
[/quote]

บ่ได้งอนไผ ย้ายแผนกใหม่ งานมันนัก ตั้งหลักบ่ได้
ตอนนี้พอจะหายใจได้แล้ว ก็เลยแอบจิ้มดีดอยู่นี่แหละ

น้ำลัด wrote:diiIbdk ik=xiki4

[quote=น้ำลัด][quote=diiIbdk ik=xiki4]
:) นึกว่างอน

กรรณิกาว่าคุณน้ำลัดน่ะต้องเป็นคนใจน้อย น้อยใจ ขี้งอนแน่เล่ย
คราวก่อนแซวเรื่อง...อะไรว๊าลืมแระ หายเงียบ ไม่มาคุยเลยตั้งนาน หนุ่มเหนือขี้งอน?
[/quote]

บ่ได้งอนไผ ย้ายแผนกใหม่ งานมันนัก ตั้งหลักบ่ได้
ตอนนี้พอจะหายใจได้แล้ว ก็เลยแอบจิ้มดีดอยู่นี่แหละ[/quote]

อ้าวคุณน้ำลัด เว้าภาษาบ้านผมเป็นด้วยหรือ เห็นความคิดใส่สูทออกขนาดนี้!

สุรพศ ทวีศักดิ์

[quote=สุรพศ ทวีศักดิ์]
อ้าวคุณน้ำลัด เว้าภาษาบ้านผมเป็นด้วยหรือ เห็นความคิดใส่สูทออกขนาดนี้![/quote]

ข้อยเว้าได้หน่อยเดียว บังเอิญกำอู้กำจ๋ากับคำเว้ามันคล้ายคลึงกั๋น
อันที่จริง มันก็เป็นโคตรเหง้าของภาษาไทยที่โดนบังคับให้เรียนกันนี่แหละ...แม่นบ่...แม่นอีหลี...แม่นแต๊ๆ