วาทกรรมทางการเมืองของพระสงฆ์ จาก 6 ตุลา 19 ถึง เมษา-พฤษภา 53

มายาคติ “พระสงฆ์อยู่เหนือการเมือง” หากพิจารณาในเชิงโครงสร้าง (หรือมองแบบ realistic ไม่มองแบบ romantic) สถาบันสงฆ์ได้ถูกออกแบบให้ขึ้นต่อรัฐและมีบทบาทสนับสนุนรัฐโดยปริยาย เช่น มีระบบ “พระราชาคณะ” หรือระบบสมณศักดิ์ที่สืบทอดมาจากสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อันเป็นระบบที่กำหนดให้พระสงฆ์เกี่ยวข้องกับการเมืองได้ หากเป็นการเมืองเพื่อสนับสนุนสถานะอันศักดิ์สิทธิ์ของผู้มีอำนาจรัฐ หรือสนับสนุนนโยบายของรัฐ แต่หากเป็นการเมืองในความหมายของการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ หรือตั้งคำถามต่อผู้มีอำนาจหรือต่อนโยบายรัฐ ย่อมเป็นการเมืองที่พระสงฆ์ไม่ควรยุ่ง หรือยุ่งไม่ได้ ฉะนั้น การพยายามอธิบายว่าพระสงฆ์บริสุทธิ์จากการเมือง หรืออยู่เหนือการเมือง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง จึงเป็นคำอธิบายที่สังคมไทยพยายามสร้าง “มายาคติ” ขึ้นมาหลอกตนเอง จะว่าไปแล้ว หากมองพระสงฆ์แต่ละปัจเจกบุคคล พระสงฆ์ย่อมมีสองสถานะคือเป็นพระสงฆ์และเป็นพลเมืองของรัฐ แต่รัฐไทยไปจำกัดสิทธิต่างๆ ของพระสงฆ์ในฐานะพลเมือง เช่นห้ามใช้สิทธิเลือกตั้ง ห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง เป็นต้น ในขณะที่พระสงฆ์ศรีลังกา (ที่เรานำพุทธศาสนามาจากเขา) มีสิทธิเลือกตั้ง ก่อตั้งพรรคการเมือง เป็นสมาชิกพรรคการเมือง ลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อเป็นตัวแทนประชาชนในการบริหารประเทศได้ พระพม่าออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองเคียงข้างประชาชนประท้วงรัฐบาลเผด็จการได้ ขณะที่ในธิเบต พระสงฆ์เป็นผู้ปกครองรัฐเสียเอง ที่เป็นเช่นนั้นเพราะพุทธศาสนาไม่มีวินัยห้ามพระสงฆ์เกี่ยวข้องกับการเมืองไว้โดยตรง จึงเปิดช่องให้พระสงฆ์ใช้ดุลพินิจของตนเองว่า ควรจะยุ่งหรือไม่ยุ่งการเมืองในแง่ไหน อย่างไร เมื่อใช้ดุลพินิจต่างกันพระสงฆ์แต่ละประเทศจึงมีสิทธิทางการเมือง และเกี่ยวข้องกับการเมืองในลักษณะแตกต่างกัน ในบ้านเรานั้นนอกจากรัฐไทยจะจำกัดสิทธิทางการเมืองของพระสงฆ์ดังกล่าวแล้ว องค์กรปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์ไทย คือมหาเถรสมาคมยังออกประกาศห้ามพระภิกษุสามเณรร่วมชุมนุมทางการเมือง จัดอภิปราย เสวนาทางการเมืองทั้งในวัดและนอกวัด แต่ทว่าประกาศดังกล่าวไม่มีผลในทางปฏิบัติมากนัก เพราะแทบในทุกเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่สำคัญ เรามักเป็นพระสงฆ์เข้ามาเกี่ยวข้องทางการเมืองที่เป็นการละเมิดประกาศดังกล่าวอยู่เสมอ วาทกรรมทางการเมืองของพระสงฆ์ 6 ตุลา 19 และเมษา-พฤษภา 53 แต่บทความนี้จะพิจารณาเฉพาะการเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองของพระสงฆ์ในลักษณะของการสร้าง “วาทกรรมทางการเมือง” ที่สะท้อน “ความหมาย” ของการเลือกฝ่ายและเป็นกลางทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ เช่น วาทกรรมที่สะท้อนการเลือกฝ่าย “ฆ่าคอมมิวนิสต์ได้บุญมากกว่าบาป” ของ กิตติวุฑโฒ ภิกขุ ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ 6 ตุลา 19 “ฆ่าเวลาบาปยิ่งกว่าการฆ่าคน” ของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) และวาทกรรมสะท้อนความเป็นกลาง เช่น “สันติวิธีคือทางแก้ปัญหาความขัดแย้ง” ของ พระไพศาล วิสาโล สองวาทกรรมหลังเป็นวาทกรรมในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เมษา-พฤษภา 53 เราจะพิจารณาแต่ละวาทกรรม ดังต่อไปนี้ 1. วาทกรรม “ฆ่าคอมมิวนิสต์ได้บุญมากกว่าบาป” ของ กิตติวุฑโฒ ภิกขุ หรือที่คนพูดกันจนชินปากว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” เป็นวาทกรรมที่โด่งดังมากเมื่อกิตติวุฑโฒ ให้สัมภาษณ์นิตยสารจตุรัส ฉบับวันที่ 29 มิถุนายน 2519 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการประโคมข่าวผ่านสื่อของรัฐ และหนังสือพิมพ์ดาวสยามเวลานั้นว่า นักศึกษา ประชาชนที่ออกมาต่อต้านเผด็จการเป็นคอมมิวนิสต์ ขอคัดบทสัมภาษณ์บางตอนมาให้อ่านดังนี้ จตุรัส : การฆ่าฝ่ายซ้าย หรือคอมมิวนิสต์บาปไหม กิตฺติวุฑฺโฒ: อันนั้นอาตมาก็เห็นว่าควรจะทำ คนไทยแม้จะนับถือพุทธก็ควรจะทำ แต่ก็ไม่ ชื่อว่าถือเป็นการฆ่าคน เพราะว่าใครก็ตามที่ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ นั้นไม่ใช่คนสมบูรณ์ คือต้องตั้งใจ (ว่า) เราไม่ได้ฆ่าคนแต่ฆ่ามารซึ่งเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน จตุรัส : ผิดศีลไหม กิตติวุฑโฒ : ผิดน่ะมันผิดแน่ แต่ว่ามันผิดน้อย ถูกมากกว่า ไอ้การฆ่าคนคนหนึ่งเพื่อรักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ไว้ ไอ้สิ่งที่เรารักษาปกป้องไว้มันถูกต้องมากกว่า แล้วจิตใจของทหารที่ทำหน้าที่อย่างนี้ไม่ได้มุ่งฆ่าคนหรอก เจตนาที่มุ่งไว้เดิมคือมุ่งรักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ไว้ การที่เขาอุทิศชีวิตไปรักษาสิ่งดังกล่าวนี้ก็ถือว่าเป็นบุญกุศล ถึงแม้จะฆ่าคนก็บาปเล็กน้อย แต่บุญกุศลได้มากกว่าเหมือนเราฆ่าปลาแกงใส่บาตรพระ ไอ้บาปมันก็มีหรอกที่ฆ่าปลา แต่เราใส่บาปพระได้บุญมากกว่า จตุรัส : ฝ่ายซ้ายที่ตายหลายคนในช่วงนี้ คนฆ่าก็ได้บุญ กิตติวุฑโฒ : ถ้าหากฆ่าคนที่ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์แล้วก็ได้ประโยชน์ จตุรัส : คนฆ่าฝ่ายซ้ายที่ไม่ถูกจับมาลงโทษ ก็เพราะบุญกุศลช่วย กิตติวุฑโฒ : อาจจะเป็นได้ ด้วยเจตนาดีต่อประเทศชาติ (หัวเราะ) 2. วาทกรรม “ฆ่าเวลาบาปยิ่งกว่าการฆ่าคน” ของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) ซึ่งปรากฏทางทวิตเตอร์ของท่านเองราวกลางเดือนมกราคม 2553 เป็นช่วงเวลาที่กระแสสื่อมวลชนกำลังคาดการณ์ว่า ในช่วงเดือนมีนา-พฤษภา 2553 จะมีการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดง และเกรงว่าจะเกิดความรุนแรงเหมือนเหตุการณ์สงกรานต์เลือดปี 2552 ในช่วงนี้สื่อเสื้อเหลืองก็เริ่มประโคมข่าวความรุนแรงของเสื้อแดงเป็นระยะๆ ต่อมาได้มีการนำข้อความดังกล่าวของ ว.วชิรเมธี ไปวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ และมีการนำเสนอในรายงานข่าวทาง Voice TV เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2553 ว่า วาทกรรม “ฆ่าเวลาบาปไม่น้อยไปกว่าการฆ่าคน” วรรคทองของ ว.วชิรเมธี โด่งดังไม่แพ้วาทกรรม “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” ของ กิตติวุฑโฒ ภิกขุ ในช่วง 6 ตุลา 19 จากนั้น ว.วชิรเมธี ได้ให้สัมภาษณ์นิตยสาร GM ฉบับเดือนธันวาคม 2553 เกี่ยวกับที่มาของวาทกรรมดังกล่าวนี้ GM : ในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีบางฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์การทวิตเตอร์ของท่านชิ้นหนึ่งเป็นอย่างมาก นั่นคือการทวิตที่บอกว่า ‘ฆ่าเวลา บาปกว่าฆ่าคน’ อยากให้ท่านอธิบายว่า แท้จริงแล้วทวิตนี้มีความหมายที่แท้จริงอย่างไร ว.วชิรเมธี : จริงๆ แล้ว เรื่องนี้มันไร้สาระเสียจนอาตมาไม่อยากพูดอะไร อาตมากำลังสอนเรื่องคุณค่าของเวลา โดยยกตัวอย่างเรื่องราวขององคุลีมาลว่า พระองคุลีมาลฆ่าคนมาแล้ว 999 คน วันหนึ่งท่านพบกัลยาณมิตร คือพระพุทธเจ้า ท่านก็ได้มาบวช กลับตัวกลับใจ จนกลายมาเป็นพระอรหันต์ได้ สรุปได้ว่า องคุลีมาลยังกลับใจ แล้วคุณทำไมไม่กลับตัว นั่นคือเรื่องของการฆ่าคนยังมีโอกาสที่คนคนหนึ่งจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เมื่อเขาสำนึกผิด แต่เวลาทุกวินาทีเมื่อมันไหลผ่านเราไปแล้ว มันจะผ่านเราไปครั้งเดียวเท่านั้น ในชีวิตหนึ่ง คุณมีเงินหมื่นล้านแสนล้าน คุณไปต่อรองซื้อเวลากลับมาไม่ได้ เช่นวันนี้ที่เราคุยกัน คุณสามารถคุยกับอาตมาแบบนี้ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นในอนันตจักรวาลนี้ คุณไม่สามารถรีไซเคิลวันเวลานี้กลับมาได้อีกแล้วในชีวิตของคุณ ฉะนั้น เราควรจะใช้เวลาทุกวินาทีของคุณให้คุ้มค่าที่สุด ในเวลาที่อาตมาเทศน์หรือให้สัมภาษณ์ อาตมาก็พูดเท่านี้ละ แต่ก็มีนักวิชาการ ซึ่งคงจะอยากงับอะไรสักอย่างหนึ่งแล้วก็ไปเล่นงานใครสักอย่างหนึ่ง สอยเอาบางท่อนบางประโยคไป แล้วก็ไปบอกว่า ว.วชิรเมธี เห็นดีเห็นงามกับการฆ่าคนของรัฐบาล อาตมาได้อ่านนักวิชาการสรุปเช่นนี้แล้วก็เห็นว่า ทำไมนักวิชาการเดี๋ยวนี้ทำงานกันง่ายจังเลย คุณไม่ลองคิดดูหรือว่า พระรูปหนึ่งที่บวชมาตั้งแต่อายุ 13 จบเปรียญธรรม 9 ประโยค ฝึกปฏิบัติตามแนวทางของพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาที่ไม่เคยมีประวัติเห็นดีเห็นงามกับการฆ่าคน จู่ๆ จะลุกขึ้นมาบอกว่าการฆ่าคนเป็นสิ่งที่ดี มันเป็นการสรุปที่มักง่ายจนอาตมาไม่อยากจะไปใส่ใจ เมื่อเราอ่านเนื้อใน เราได้เห็นบทสรุปที่แสนจะตื้นเขิน ดูเสมือนว่านักวิชาการเหล่านั้นกำลังแสดงความคิดเห็นต่อบ้านนี้เมืองนี้ แต่ถ้าเราอ่านดูจริงๆ มันเป็นเรื่องของการแสดงความรู้สึก ซึ่งไม่ใช่เรื่องของการแสดงความคิดเห็น การแสดงความคิดเห็นต้องมีรากฐานทางวิชาการรองรับอย่างแน่นหนาเป็นหลักฐาน ส่วนการแสดงความรู้สึก แค่คุณไม่พอใจอะไรใคร คุณก็โพล่งหรือสบถออกมาแค่นั้น แล้วทุกวันนี้เราได้เห็นนักวิชาการหรือปัญญาชนทำแบบนี้กันมาก แล้วก็เรียกว่าฉันกำลังทำงานวิชาการ แล้วมันขายดีนะ ติดตลาด เพราะวัฒนธรรมของสังคมไทยเป็นวัฒนธรรมของความเชื่อ ไม่ใช่วัฒนธรรมแห่งการแสวงหาความรู้ นั่นทำให้นักวิชาการจำนวนมากสามารถสร้างตัวเองขึ้นมาท่ามกลางซากปรักหักพังของเพื่อนร่วมชาติ ถ้าลองใช้ความคิดกันหน่อย ศึกษาประวัติของอาตมาดูหน่อย เขาไม่มีทางที่จะสรุปว่า ว.วชิรเมธี เห็นดีเห็นงามกับการฆ่าคน บางคนก็บอกว่าผู้ที่รัฐประหารอาศัยชุดความคิดของ ว.วชิรเมธี ไปทำรัฐประหาร รัฐบาลก็อาศัยชุดความคิดของพระบางรูปนี่ละมาบริหารราชการแผ่นดินและเบียดเบียนประชาชนอย่างไม่รู้สึกผิด เพราะเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ทำอยู่มีความชอบธรรมทางศาสนาและศีลธรรมรองรับพอสมควร แต่ทำไมคนเหล่านั้นจะต้องอาศัยพระเด็กๆ รูปหนึ่งเพื่อทำงานทางการเมือง มันไม่ใช่ เพราะฉะนั้นอาตมาจึงรู้สึกว่า ผู้ที่เรียกตัวเองว่าเป็นปัญญาชนหรือนักวิชาการสรุปอะไรง่ายเกินไป พูดง่ายๆ คือปัญญาชนสมัยนี้ทำงานด้วยจินตนาการมากกว่าทำงานด้วยความรู้ 3. วาทกรรม “สันติวิธีคือทางแก้ปัญหาความขัดแย้ง” ของ พระไพศาล วิสาโล ซึ่งเป็นพระสงฆ์ที่แสดงบทบาทเป็นกลางทางการเมืองด้วยการเรียกร้องให้ทุกฝ่ายแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีชัดเจนที่สุด ผ่านการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน การเขียนบทความ การเคลื่อนไหวทางการเมืองผ่านกิจกรรมบิณฑบาตความรุนแรง เป็นต้น ในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองช่วง เมษา-พฤษภา 53 โดยท่านเชื่อว่า สันติวิธีคือทางแก้ปัญหาความขัดแย้งและสามารถเปลี่ยนเผด็จการให้เป็นประชาธิปไตยได้ ดังที่ท่านกล่าวในการให้สัมภาษณ์ผู้เขียนที่เคยเผยแพร่ในประชาไท ตอนหนึ่งว่า อาตมาเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสามารถเปลี่ยนแปลงโดยสันติวิธีได้ แต่ว่าถ้ามันสันติไม่ได้มันก็ต้องเกิดความรุนแรง อันนี้ต้องทำใจหากทำเต็มที่แล้ว แต่อาตมาเชื่อว่าระบอบเผด็จการสามารถจะเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตยได้ด้วยสันติวิธี มันก็มีตัวอย่าง เช่น ชาวฟิลิปปินส์โค่นเผด็จการมาร์คอส ชาวรัสเซียโค่นคอมมิวนิสต์ด้วยสันติวิธี ในยุโรปตะวันออกระบอบคอมมิวนิสต์พังทลายก็โดยสันติวิธี ในเซอร์เบียเผด็จการมิโลเซวิส ก็ถูกประชาชนขับไล่ด้วยสันติวิธี คือประวัติศาสตร์ที่ผ่านมามีเหตุการณ์มากมายที่ทำให้เรายืนยันได้ว่า เผด็จการสามารถเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยได้ด้วยสันติวิธี วิจารณ์วาทกรรมทางการเมืองของพระสงฆ์ วาทกรรม “ฆ่าคอมมิวนิสต์ได้บุญมากกว่าบาป” หรือ “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” เป็นวาทกรรมของการเลือกข้างทางการเมืองอย่างชัดแจ้งที่สุด เพราะเจ้าของวาทกรรมดังกล่าวคือ กิตติวุฑโฒ เป็นสมาชิกระดับนำของ “กลุ่มนวพล” ซึ่งเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองในเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 บนจุดยืนของการปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โดยกล่าวหานักศึกษาและประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยว่า เป็นคอมมิวนิสต์ที่ต้องการทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ฉะนั้น การฆ่าคนที่ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์จึงได้บุญมากกว่าบาป หากพิจารณาการอ้างเหตุผลของกิตติวุฑโฒตามที่ให้สัมภาษณ์จัตุรัส จะเห็นได้ชัดว่าเป็นการบิดเบือนหลักคำสอนของพุทธศาสนาเพื่อรับใช้ฝ่ายเผด็จการที่กุมอำนาจรัฐอย่างชัดแจ้ง และเป็นการใช้ข้ออ้างทางพุทธศาสนาสนับสนุน “การล่าแม่มด” หรือสนับสนุนการใช้ความรุนแรงปราบปรามนักศึกษา ประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตย ถือเป็น “ตราบาป” ที่พระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงรูปหนึ่งประทับไว้ในประวัติศาสตร์ความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทย วาทกรรม “ฆ่าเวลาบาปยิ่งกว่าการฆ่าคน” หากพิจารณาเฉพาะความหมายในทางตรรกะถือว่าเป็นการอ้างเหตุผลเปรียบเทียบที่เป็น “เหตุผลวิบัติ” (fallacy) เพราะสิ่งที่นำมาเปรียบเทียบในฐานะเป็นสิ่งที่ “ถูกฆ่า” ไม่ใช่สิ่งที่มีลักษณะคล้ายกันหรือใกล้เคียงกัน ในทางตรรกะประโยคเช่นนี้จึงไม่ valid ส่วนในทางหลักธรรมที่ ว.วชิรเมธี อ้างว่า เพื่อให้รู้คุณค่าของเวลาโดยเปรียบเทียบองคุลีมาลฆ่าคนมา 999 คน ยังกลับใจและพัฒนาตนจนเป็นพระอรหันต์ได้ แต่การปล่อยเวลาผ่านไปเพียงหนึ่งนาทีก็เรียกกลับไม่ได้นั้น ย่อมไม่ใช่ข้ออ้างที่สรุปได้ว่า “ฆ่าเวลาบาปยิ่งกว่าฆ่าคน” เพราะการฆ่าคนตามหลักคำสอนพุทธนั้นถือว่าบาปแน่นอน ไม่ว่าจะฆ่าด้วยข้ออ้างใดๆ ก็ตาม แต่พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนว่าการฆ่าเวลาเป็นบาป (การปล่อยเวลาให้ล่วงไปโดยเปล่าประโยชน์ คือการสูญเสียโอกาสบางอย่างเท่านั้นเอง ไม่ใช่เรื่องเป็นบาป หากเราไม่ใช้เวลานั้นๆ ไปทำบาป) แต่ปัญหาของวาทกรรม “ฆ่าเวลาบาปยิ่งกว่าการฆ่าคน” ไมใช่แค่ตรรกะวิบัติ หากแต่เป็นการเสนอวาทกรรมเช่นนี้ออกมาในช่วงเวลาที่มีความขัดแย้งทางการเมืองสูง แม้เจ้าตัวจะอ้างว่าไม่มีเจตนาสนับสนุนการใช้ความรุนแรงปราบปรามคนเสื้อแดง ก็อาจถูกมองได้ว่าเป็น “การพูดไม่ดูกาลเทศะ” โดยเฉพาะในช่วงก่อนหน้านั้นผู้พูดไปจัดรายการทาง ASTV เขียนบทความสนับสนุนการเลือกข้างว่า “ธรรมอยู่ฝ่ายไหน พระต้องเลือกอยู่ฝ่ายนั้น” ในบริบทที่พันธมิตรประกาศใช้ “ธรรมนำหน้า” ในการต่อสู้ทางการเมือง แถมยังเคยสัมภาษณ์ทางทีวีไทย ว่า “ประชาธิปไตยอำนาจเป็นของประชาชน แต่เราลืมถามว่าประชาชนมีศักยภาพพอที่จะใช้อำนาจหรือยัง” ยิ่งทำให้สังคมตีความ หรือเข้าใจว่า วาทกรรม “ฆ่าเวลาบาปยิ่งกว่าฆ่าคน” มีนัยขในทางการเมือง ฉะนั้น คำให้สัมภาษณ์ของ ว.วชิรเมธี ที่กล่าวหานักวิชาการทำนองว่ารู้สึกไปเอง คิดไปเอง หรือ “ปัญญาชนสมัยนี้ทำงานด้วยจินตนาการมากกว่าทำงานด้วยความรู้” โดยไม่ดูว่าการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของตนเอง (ว.วชิรเมธี) เป็นอย่างไร ตนพูดถูกหลักตรรกะ ถูกหลักธรรม ถูกกาลเทศะหรือไม่เป็นต้นนั้น จึงไม่น่าจะถูกต้องนัก ส่วนวาทกรรม “สันติวิธีคือทางแก้ปัญหาความขัดแย้ง” แม้ไม่ใช่การตีความหลักการพุทธศาสนาเพื่อสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เรียกร้องทุกฝ่ายให้ใช้สันติวิธี และเห็นคุณค่าของการเปลี่ยนผ่านสังคมให้เป็นประชาธิปไตยด้วยสันติวิธี แต่ก็ถูกตั้งคำถามว่า สันติวิธีตามแนวทางของพระไพศาล ไม่ลงลึกถึงความเป็นจริงของปัญหา และไม่ลงลึกในประเด็นความเป็นธรรมทางการเมือง โดยวาทกรรมดังกล่าว ผู้ใช้วาทกรรมนั้นจึงวิพากษ์และเรียกร้องให้ฝ่ายต่างๆ ละอคติ ความโกรธ ความเกลียดชัง และห้ามใช้ความรุนแรงต่อกันเท่านั้น ไม่แตะโครงสร้างอำนาจอันอยุติธรรม หรือ “อำนาจนอกระบบ” ที่เป็นต้นเหตุของความไม่เป็นประชาธิปไตยแต่อย่างใด และในที่สุดโดยการใช้วาทกรรมดังกล่าวกลับทำให้สังคมมองเห็นเพียง “ความผิดบาป” ของคนเสื้อแดงที่ถูกล่าวหาว่าใช้ความรุนแรงฆ่ากันเองบ้าง เผาบ้านเผาเมืองบ้าง ส่วนรัฐนั้นกลับถูกมองว่าใช้ความรุนแรงโดยจำเป็น หรือควรแก่เหตุ ดังรายงานผลการสอบหาข้อเท็จจริงการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นต้น ฉะนั้น โดยวาทกรรมดังกล่าวจึงไม่ได้ช่วยให้สังคมมองเห็น “ความผิดบาป” ของฝ่ายรัฐหรือโครงสร้างอำนาจนอกระบบที่กำกับรัฐอีกทีหนึ่ง อันเป็น “โครงสร้างอันอยุติธรรมและรุนแรง” แม้จะเป็นวาทกรรมที่อ้างว่า อยู่บนจุดยืน “ความเป็นกลางทางการเมือง” แต่ก็ถูกตั้งคำถามได้ว่าเป็นความเป็นกลางที่ “ปิดตาข้างหนึ่ง” หรือไม่ จึงทำให้ผู้ใช้วาทกรรม “สันติวิธีคือทางแก้ปัญหาความขัดแย้ง” ไม่เรียกร้องให้รัฐรับผิดชอบต่อกาสลายการชุมนุมทางการเมืองที่ทำให้มีคนตาย 91 (?) เป็นต้น แต่อย่างใด กล่าวโดยสรุป พระสงฆ์เซเลบริตี้ที่ประดิษฐ์วาทกรรมทางการเมืองในบริบทเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ทางการเมืองตั้งแต่ 6 ตุลา 19 ถึง เมษา-พฤษภา 53 สะท้อนให้เห็นความวิปริตทางความคิด ตรรกะวิบัติ ขาดการใช้ปัญญาและกรุณาในบริบทของสถานการณ์ที่ควรใช้ ไม่ลงลึกถึงความเป็นจริงและความเป็นธรรม เพราะพระเหล่านี้ถ้าไม่สนับสนุน “อำนาจนอกระบบ” อย่างออกหน้าออกตา ก็สนับสนุนอย่างแอบแฝง และ/หรือไม่มีความกล้าหาญทางจริยธรรมเพียงพอที่จะยืนเคียงข้างประชาชนที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ความเสมอภาค ความเป็นธรรม และความเป็นประชาธิปไตย หมายเหตุ : ปรับปรุงจากบทความเรื่องเดียวกันที่เผยแพร่ในจุลสารปรีดี ฉบับเดือนตุลาคม 2554

Comments

บทความนี้ นำเสนอ

บทความนี้ นำเสนอ "ขยะทางคิดอีกแล้ว" ฟุ้งซ่านไป รึป่าว..! มหาสุรพศ เอ้ย..! หาเวลาสงบสติอารมณ์ นั่งสมาธิบ้างน่ะ..! เผื่อว่าญาณปัญญาจะแก่กล้าขึ้นมา มองเรื่องราวอะไรให้มันลึกซึ้งกว้างไกลบ้าง อย่าเสียเวลามา ติเรือทั้งโกรน เล๊ย..! มัววนเวียนอยู่แค่คำพูด ไม่กี่คำนี้แหละ..!ชีวิตนี้ทั้งชีวิตเลยไม่ต้องไปไหน ไม่ต้องทำอะไรกันพอดี ถ้าเฉพาะส่วนตัวคงไม่เท่าไร อย่าฉุดรั้งสังคมให้เขาเสียเวลาและสับสนวุ่นวายเพราะคุณอีกเลย "หัดมองส่วนที่ดี ๆ ที่มีอยู่อย่างมากมายของพระเหล่านั้นบ้างได้ไหม" เรื่องที่พระเหล่านั้นนำเสนอเพียงเล็กน้อยแต่หยิบนำเอามาขยายให้เห็นเป็นเรื่องใหญ่โต ทั้ง ๆ ที่ถ้ามองบวกมันก็เป็นบวก ถ้ามองลบมันก็เป็นลบ..! อยู่ที่คุณจะมองในมุมไหนต่างหาก อ๊ะน่ะ..! คริ คริ..! (ขี้เกียจเขียนต่อแล้วล่ะ..!) ไปนอนดีกว่า..! คริ คริ..!

หางานให้อีกแล้ว อ.สุรพศ

หางานให้อีกแล้ว อ.สุรพศ เมื่อไหร่จะเลิกหาความดังด้วยวิธีนี้เสียที

อ.สุรพศ : Quote- ส่วนวาทกรรม “สันติวิธีคือทางแก้ปัญหาความขัดแย้ง” แม้ไม่ใช่การตีความหลักการพุทธศาสนาเพื่อสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เรียกร้องทุกฝ่ายให้ใช้สันติวิธี และเห็นคุณค่าของการเปลี่ยนผ่านสังคมให้เป็นประชาธิปไตยด้วยสันติวิธี แต่ก็ถูกตั้งคำถามว่า สันติวิธีตามแนวทางของพระไพศาล ไม่ลงลึกถึงความเป็นจริงของปัญหา และไม่ลงลึกในประเด็นความเป็นธรรมทางการเมือง

โดยวาทกรรมดังกล่าว ผู้ใช้วาทกรรมนั้นจึงวิพากษ์และเรียกร้องให้ฝ่ายต่างๆ ละอคติ ความโกรธ ความเกลียดชัง และห้ามใช้ความรุนแรงต่อกันเท่านั้น ไม่แตะโครงสร้างอำนาจอันอยุติธรรม หรือ “อำนาจนอกระบบ” ที่เป็นต้นเหตุของความไม่เป็นประชาธิปไตยแต่อย่างใด และในที่สุดโดยการใช้วาทกรรมดังกล่าวกลับทำให้สังคมมองเห็นเพียง “ความผิดบาป” ของคนเสื้อแดงที่ถูกล่าวหาว่าใช้ความรุนแรงฆ่ากันเองบ้าง เผาบ้านเผาเมืองบ้าง ส่วนรัฐนั้นกลับถูกมองว่าใช้ความรุนแรงโดยจำเป็น หรือควรแก่เหตุ ดังรายงานผลการสอบหาข้อเท็จจริงการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นต้น

ฉะนั้น โดยวาทกรรมดังกล่าวจึงไม่ได้ช่วยให้สังคมมองเห็น “ความผิดบาป” ของฝ่ายรัฐหรือโครงสร้างอำนาจนอกระบบที่กำกับรัฐอีกทีหนึ่ง อันเป็น “โครงสร้างอันอยุติธรรมและรุนแรง” แม้จะเป็นวาทกรรมที่อ้างว่า อยู่บนจุดยืน “ความเป็นกลางทางการเมือง” แต่ก็ถูกตั้งคำถามได้ว่าเป็นความเป็นกลางที่ “ปิดตาข้างหนึ่ง” หรือไม่ จึงทำให้ผู้ใช้วาทกรรม “สันติวิธีคือทางแก้ปัญหาความขัดแย้ง” ไม่เรียกร้องให้รัฐรับผิดชอบต่อกาสลายการชุมนุมทางการเมืองที่ทำให้มีคนตาย 91 (?) เป็นต้น แต่อย่างใด -Quote

"สันติวิธีตามแนวทางของพระไพศาล ไม่ลงลึกถึงความเป็นจริงของปัญหา และไม่ลงลึกในประเด็นความเป็นธรรมทางการเมือง"

และ

"ไม่แตะโครงสร้างอำนาจอันอยุติธรรม หรือ “อำนาจนอกระบบ” ที่เป็นต้นเหตุของความไม่เป็นประชาธิปไตยแต่อย่างใด"

การโค้ดคำพูดของ อ.สุรพศ เป็นคำพูดในบทความนี้ที่ปรากฏข้างบนนี้

ข้าพเจ้าเห็นด้วยว่าพระไพศาลไม่ควรออกมากล่าวว่าการสังหารพวกเสื้อแดงที่ราชประสงค์นั้นเป็นความผิดเชิงจริยธรรมของคุณอภิสิทธิ์ หากทว่าในส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะกับที่หยิบยกมา โดยบทความข้างล่างนี้ของพระไพศาล จะเห็นว่าท่านเห็นความไม่ยุติธรรมเชิงโครงสร้างแจ่มชัดแค่ไหน ท่านสามารถหยิบยกเป็นตัวเลขย้อนหลังไปได้ถึง 50 ปีไม่รวมถึงหนังสือโดยมากของท่านอีกเกือบ 100 เล่มที่กล่าวถึงประเด็นเหล่านี้ไว้เยอะแยะมากมาย ซึ่งสามารถเซิร์จจากกูเกิลได้

ข้าพเจ้า รวมทั้งคนอื่นๆ เคยถกโต้แย้งต่อบทความของ อ.สรพศ ในบทความอื่นของ อ.สุรพศ ชื่อว่า "พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) กับวัฒนธรรมการวิจารณ์ในพุทธศาสนาเถรวาท" http://prachatai.com/journal/2011/09/36962

ก็ปรากฏว่า อ.สรพศ ไม่สามารถโต้แย้งประเด็นของข้าพเจ้า รวมทั้งคนอื่นได้ จนน็อตหลุด รวมทั้งข้าพเจ้าเร่ิมเชื่อว่า อ.สุรพศ ไม่ได้อ่านตัวเนื้อหาของ Text จริง เพียงแต่ฟังเขามา แล้วหยิบมาพูด เพราะต้องการมีตัวตนในอินเตอร์เน็ตหรืออะไรก็แล้วแต่ เพราะ อ.สุรพศ ไม่ได้โต้แย้งข้อกล่าวหาของบุคคลนั้นแต่ประการใด ท่านอาจลองย้อนกลับไปอ่านดู ตรงการแสดงความคิดเห็น

ในที่นี้ ข้าพเจ้าจะแสดงให้เห็นว่าพระไพศาลคิดถึงสังคมเชิงโครงสร้างโดยตลอด แม้จะมีความผิดพลาดอยู่บ้างที่หาว่าอภิสืทธิ์ผิดทางด้านจริยธรรมเท่านั้น

พระไพศาล วิสาโล: ปัญหาท้าทายและทางออกของสังคมไทย 
โดย พระไพศาล วิสาโล
เครือข่ายพุทธิกา www.budnet.org
ที่มา : มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2552


เหตุการณ์ปั่นป่วนวุ่นวายและความรุนแรงในรอบอาทิตย์ที่ผ่านมาได้สร้างบาดแผลให้กับสังคมไทยไม่น้อย แม้จะยุติได้ในที่สุด แต่ก็มีแนวโน้มว่าเหตุการณ์ทำนองนี้จะเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง ทั้งๆ ที่ทุกคนบอกว่าไม่ชอบความขัดแย้ง แต่ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือความขัดแย้งทางการเมืองชนิดที่แบ่งฝักฝ่ายอย่างชัดเจนจนถึงขั้นเผชิญหน้ากันนั้น มีแนวโน้มว่าจะยังอยู่คู่สังคมไทยไปอีกนาน การจัดการกับแกนนำไม่ว่าฝ่ายใดก็ตาม แม้จะทำได้สำเร็จ ก็ใช่ว่าจะทำให้การประท้วงและการชุมนุมกดดันบนท้องถนนยุติลงได้ในที่สุด อย่างมากก็แค่ทำให้ระงับไปได้ชั่วคราว แต่ไม่ช้าไม่นานการต่อต้านก็จะปะทุขึ้นอีก อาจมาในรูปแบบใหม่ แต่ก็จะลุกลามสั่นคลอนเสถียรภาพและความสงบสุขไม่ยิ่งหย่อนกว่าที่ผ่านมา

ความขัดแย้งระหว่างคนต่างสีที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ มิใช่เป็นแค่ความขัดแย้งระหว่างบุคคล มันเป็นมากกว่าการต่อสู้ระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (และพวก) กับฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น หากความขัดแย้งดังกล่าวเป็นเรื่องของการช่วงชิงผลประโยชน์ระหว่างชนชั้นนำทางการเมืองล้วนๆ มันย่อมมิอาจขยายวงไปอย่างกว้างขวางทั่วประเทศได้เลย การที่ผู้คนระดับรากหญ้าจำนวนนับแสน (หรือนับล้าน) เข้าไปเป็นฝักฝ่ายเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และกล้าท้าทายอำนาจรัฐ ย่อมมิใช่เพราะอำนาจเงินของเขาเท่านั้น หากเป็นเพราะประชาชนเป็นอันมากไม่พึงพอใจกับสภาพเศรษฐกิจการเมืองที่เป็นอยู่ คนเหล่านี้เชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นตัวแทนของระบอบการเมืองที่พึงปรารถนาของพวกเขา ไม่ผิดหากจะกล่าวว่านี้เป็นความขัดแย้งระหว่างอุดมการณ์ต่างสี ที่มองเห็นระบอบการเมืองที่พึงปรารถนาแตกต่างกัน โดยเฉพาะนิยามของประชาธิปไตยและความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างสถาบันและกลุ่มชนต่างๆ 

อะไรทำให้ผู้คนทั้งประเทศมองเป้าหมายทางการเมืองแตกต่างกันเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจนเช่นนี้ สาเหตุสำคัญประการหนึ่งก็คือความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างคนในชาติ เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าเกือบ 50 ปีที่ผ่านมาช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนระดับล่างได้ถ่างกว้างขึ้นเป็นลำดับ ไม่ว่าจะมองจากรายได้หรือปัจจัยการผลิตก็ตาม จริงอยู่คนจนมีสัดส่วนน้อยลง (เมื่อวัดจากเส้นแบ่งความยากจน) แต่ช่องว่างระหว่างกลุ่มคนไม่เคยลดลงเลย เห็นได้ชัดจากตัวเลขเมื่อปี 2549 กลุ่มคนที่จนที่สุด (10% ล่างสุด) กับกลุ่มคนที่รวยสุด (10% บนสุด) มีรายได้เฉลี่ยแตกต่างกันเกือบ 30 เท่า มากกว่าปี 2547 ซึ่งมีความแตกต่างเพียง 22.7 เท่า

ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบการถือครองที่ดินมากที่สุด 50 อันดับแรก กับ 50 อันดับสุดท้าย ความแตกต่างจะสูงถึง 291,607 เท่า คงมีไม่กี่ประเทศในโลกนี้ที่มีความแตกต่างมากมายถึงขนาดนี้

คนระดับล่างที่ยากจนและถูกทิ้งห่างเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในชนบท คนเหล่านี้ได้รับผลประโยชน์น้อยมากจากการพัฒนาเศรษฐกิจตลอด 5ทศวรรษที่ผ่านมา ขณะที่ชนชั้นกลางในเมืองได้รับอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ใช่แต่เท่านั้นการพัฒนาที่ผ่านมายังผลักภาระให้แก่คนในชนบทรวมทั้งแย่งชิงทรัพยากรจากชนบทไปสนับสนุนเมือง ไม่ว่าน้ำ ป่า แร่ธาตุ และกำลังคน

เป็นเพราะคนชนบทถูกทอดทิ้งจากภาครัฐ เขาจึงต้องหันไปพึ่งผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น เพื่อเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็น รวมทั้งบริการของรัฐ เงินกู้ และการปกป้องจากเจ้าหน้าที่รัฐที่ฉ้อฉล แม้ชาวบ้านต้องมี "รายจ่าย" จากการพึ่งพาผู้มีอิทธิพลเหล่านี้ แต่ระบบอุปถัมภ์ดังกล่าวก็เป็นทางเลือกที่เลวน้อยที่สุดสำหรับเขา ความจำเป็นที่ต้องพึ่งพา "เจ้าพ่อ" ในท้องถิ่น ทำให้ชาวบ้านกลายเป็นฐานเสียงให้แก่คนเหล่านี้ ส่งผลให้เจ้าพ่อได้กลายมาเป็น ส.ส. และในที่สุดก็ได้กลายมาเป็นรัฐมนตรีหรือร่วมจัดตั้งรัฐบาลได้ 

ก่อนสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ รัฐบาลที่จัดตั้งโดยเจ้าพ่อทั้งหลายที่มาจากกลุ่มก๊วนต่างๆ กันทั่วประเทศนั้น ไม่เคยมีเสถียรภาพ เพราะถูกปฏิเสธโดยคนชั้นกลางในเมือง ตั้งได้ไม่นานก็ถูกล้ม จนมีคำกล่าวว่า "คนต่างจังหวัดเลือกรัฐบาล คนกรุงเทพฯ ล้มรัฐบาล" หรือพูดให้ถูกกว่านั้นตามสำนวนของเกษียร เตชะพีระก็คือ "คนต่างจังหวัดเลือกเจ้าพ่อไปตั้งรัฐบาล คนกรุงเทพฯ ล้มรัฐบาลของเจ้าพ่อ"

แต่เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณได้เป็นนายกรัฐมนตรี เขาไม่เพียงทำให้รัฐบาลมีเอกภาพและเสถียรภาพ โดยสามารถคุมเจ้าพ่อจากกลุ่มก๊วนต่างๆ ได้เท่านั้น เขายังหยิบยื่นผลประโยชน์จากส่วนกลางไปให้แก่คนชนบทและผู้ยากไร้โดยตรงผ่านนโยบายประชานิยม เป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่ประชาชนระดับล่างรู้สึกว่าตนได้รับความใส่ใจจากผู้นำรัฐบาล และนั่นคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ชาวชนบทรวมทั้งคนยากไร้ในเมืองนับสิบล้านยังคงให้ความสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ และอยากให้เขากลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

พูดอีกอย่าง ตราบใดที่ประชาชนระดับล่างยังรู้สึกถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคม คนอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณก็จะยังเป็นที่นิยมและเพรียกหาจากประชาชนอย่างไม่เสื่อมคลายง่ายๆ 

ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมของคนในชาติดังที่กล่าวมา ได้ทำให้ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำทางการเมืองมีความเข้มข้นและขยายวงกว้างขึ้น เพราะขณะที่ชนชั้นนำกลุ่มใหม่ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณเป็นตัวแทน ได้อาศัยชนชั้นล่างในชนบทเป็นฐานในการสถาปนาอำนาจนำ ชนชั้นนำกลุ่มเดิมซึ่งมีฐานจากระบบราชการได้อาศัยชนชั้นกลางในเมืองเป็นกำลังสำคัญในการรักษาผลประโยชน์ 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความขัดแย้งทางการเมืองที่ปรากฏเวลานี้แยกไม่ออกจากความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง แม้ภาพที่ปรากฏดูเหมือนเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มบุคคล แต่ก็ตั้งอยู่บนฐานของโครงสร้างสังคมเศรษฐกิจที่ร้าวฉานและนับวันจะแตกแยกชัดเจนขึ้น ในสภาพเช่นนี้การเทศนาสั่งสอนหรือเรียกร้องให้คนไทยปรองดองและสมานฉันท์กัน จึงมีความหมายน้อยมาก เพราะละเลยเหตุปัจจัยในเชิงโครงสร้างดังที่กล่าวมา 

คนไทยมักมองปัญหาแค่ระดับบุคคล จึงมองไม่เห็นทางออกมากไปกว่าการแก้ที่ตัวบุคคล (เช่น พร่ำสอนให้รักกัน เรียกมาเจรจากัน) หรือไม่ก็จัดการกับตัวบุคคล (เช่น ลงโทษ จองจำ หรือกำจัดไปเลย) วิธีดังกล่าวใช่ว่าจะไร้ประโยชน์ แต่ย่อมไม่อาจแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง หากเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง เหมือนกับการจัดการกับยอดภูเขาน้ำแข็ง แต่มองข้ามส่วนที่อยู่ใต้น้ำ ทั้งๆ ที่มีขนาดใหญ่เป็น 10 เท่าของยอดที่โผล่พ้นน้ำ 

ความขัดแย้งถึงขั้นเผชิญหน้าและใช้ความรุนแรงต่อกันเป็นปัญหาในเชิงพฤติกรรมก็จริง แต่สาเหตุที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมดังกล่าวมิได้เกิดจากจิตใจที่เห็นแก่ตัวหรือใฝ่ต่ำหลงผิดเท่านั้น หากยังเชื่อมโยงกับปัจจัยทางด้านสังคมเศรษฐกิจด้วย ความข้อนี้พระพุทธองค์ได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนในกูฏทันตสูตร ในพระสูตรนี้พระองค์ได้ตรัสถึงเมืองหนึ่งซึ่งมีอาชญากรรมแพร่ระบาด พระราชาคิดจะใช้วิธีรุนแรง เช่น ฆ่าและทรมาน แต่พราหมณ์ทักท้วงว่าวิธีดังกล่าวจะทำให้มีโจรผู้ร้ายมากขึ้น พราหมณ์แนะว่าวิธีปราบปรามโจรอย่างถอนรากถอนโคนก็คือการทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีอย่างถ้วนหน้า โดยให้พันธ์ุพืชและอาหารแก่เกษตรกร ให้เงินทุนแก่ผู้ทำการค้าขาย และให้อาหารและเบี้ยหวัดแก่ข้าราชการ ปรากฏว่าไม่นานอาชญากรรมก็หมดไป ผู้คนอยู่เย็นเป็นสุขกันถ้วนหน้า

น่าสังเกตว่าพราหมณ์ไม่ได้เสนอให้มีการเทศนาสั่งสอน ชวนคนเข้าวัด หรือรณรงค์ให้ประชาชนทำดีมีศีลธรรมเลย แต่เน้นที่การปรับปรุงเศรษฐกิจหรือจัดสรรสภาพความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ทั้งนี้ เพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจสังคมนั้นสามารถส่งผลถึงพฤติกรรมของผู้คน จริงอยู่พฤติกรรมของคนเรานั้นถูกกำหนดด้วยความรู้สึกนึกคิดหรือจิตใจ แต่ในเวลาเดียวกันจิตใจก็ถูกกำหนดด้วยอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมหรือสภาพสังคมอยู่ไม่น้อย ดังในจักกวัตตสูตรพระองค์ได้ชี้ให้เห็นว่าความยากจนที่เกิดจากพฤติกรรมของผู้ปกครองที่ไร้ธรรม ไม่เพียงนำไปสู่การผิดศีลอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนเท่านั้น หากยังก่อให้เกิดมิจฉาทิฏฐิและความละโมบตามมา

ในสภาพที่บ้านเมืองแตกแยกอย่างรุนแรง มีการเผชิญหน้าและพร้อมใช้ความรุนแรงทุกฝ่าย การผลักดันให้เกิดมาตรการต่างๆ เช่น จัดการเจรจาระหว่างแกนนำก็ดี การเรียกร้องให้เห็นแก่ชาติบ้านเมืองยิ่งกว่าประโยชน์ส่วนตัวก็ดี การทำกฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์และเที่ยงธรรมก็ดี ล้วนเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่เท่านั้นยังไม่พอ ที่ต้องทำควบคู่ไปด้วยก็คือการเร่งจัดการกับเหตุปัจจัยเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการลดช่องว่างทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างเมืองกับชนบท และระหว่างคนรวยกับคนจน เปิดโอกาสให้มีการเข้าถึงทรัพยากรของรัฐอย่างเท่าเทียมกัน มีกลไกในการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม รวมทั้งการปฏิรูปที่ดินและปฏิรูประบบภาษีอย่างจริงจัง เป็นต้น

ตราบใดที่มาตรการดังกล่าวถูกละเลย ปรากฏการณ์ "หนึ่งรัฐ สองสังคม" ก็จะชัดเจนโจ่งแจ้งยิ่งขึ้น เอกภาพหรือความสามัคคีของคนในชาติจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย เพราะเมื่อต่างฝ่ายต่างเกาะกลุ่มอยู่ในพวกเดียวกัน ไม่คบค้าสมาคมกับคนต่างชนชั้นหรือต่างสถานะ ก็ยิ่งมีความคิดคับแคบและสุดโต่งมากขึ้น จนยากที่จะสื่อสารระหว่างกันได้ ผลก็คือทั้งสองสังคมสองชนชั้นนอกจากจะเหินห่างจากกันราวกับอยู่คนละประเทศแล้ว ยังมีแนวโน้มที่จะเป็นปฏิปักษ์ต่อกันมากขึ้นด้วย นี้คือพื้นภูมิอันเหมาะยิ่งสำหรับการบ่มเพาะความรุนแรงในสังคมไทย 

คนไทยจำเป็นต้องมีความเข้าใจปัญหาในเชิงโครงสร้าง สามารถมองเห็นถึงเหตุปัจจัยที่อยู่เหนือระดับบุคคล ว่ามีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าเหตุปัจจัยที่อยู่ลึกลงไปในจิตใจ (เช่น การยึดติดอัตตา หรือตัณหา มานะ ทิฐิ) ความเข้าใจเช่นนี้จะทำให้เราไม่คิดถึงแต่การเทศนาสั่งสอน ขณะเดียวกันก็จะตระหนักว่าการใช้ความรุนแรงนั้น อย่างมากก็แก้ปัญหาได้แค่ชั่วคราว แต่สร้างปัญหาในระยะยาว ดังรัฐประหารครั้งล่าสุดเป็นตัวอย่างชัดเจน

การแก้ปัญหาที่มีรากเหง้าจากโครงสร้างสังคมนั้น ไม่มีวิธีใดที่ให้ผลรวดเร็วทันใจ คนไทยจึงยังจะต้องอยู่กับความขัดแย้งทางการเมืองไปอีกนาน แต่หากผู้คนเห็นปัญหาดังกล่าวร่วมกัน และช่วยกันผลักดันให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมลดน้อยถอยลง บ้านเมืองก็มีโอกาสที่จะกลับมาสมานฉันท์ได้อีก แต่ในขณะที่มาตรการระยะยาวยังไม่บังเกิดผล ก็จำต้องเร่งผลักดันมาตรการระยะสั้นและระยะกลาง เช่น การสร้างกลไกเพื่อการคลี่คลายความขัดแย้งอย่างสันติ การมีเวทีต่อรองที่เท่าเทียมกัน การทำให้กระบวนการยุติธรรมเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย การปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และที่ขาดไม่ได้ก็คือการมีสื่อกลางเพื่อส่งเสริมความเข้าใจซึ่งกันและกัน เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความเห็นอย่างเต็มที่ รวมทั้งเอื้อแต่ละฝ่ายได้เห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกัน ไม่วาดภาพเป็นปีศาจร้ายที่ต้องทำลายให้พินาศ 

ทั้งหมดนี้คือภารกิจที่ท้าทายสังคมไทยเป็นอย่างยิ่ง หากเราพร้อมเผชิญหน้ากับภารกิจดังกล่าวด้วยสติและปัญญา ความสงบร่มเย็นในบ้านเมืองก็เป็นอันหวังได้

หางานให้อีกแล้ว อ.สุรพศ

หางานให้อีกแล้ว อ.สุรพศ เมื่อไหร่จะเลิกหาความดังด้วยวิธีนี้เสียที

อ.สุรพศ : Quote- ส่วนวาทกรรม “สันติวิธีคือทางแก้ปัญหาความขัดแย้ง” แม้ไม่ใช่การตีความหลักการพุทธศาสนาเพื่อสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เรียกร้องทุกฝ่ายให้ใช้สันติวิธี และเห็นคุณค่าของการเปลี่ยนผ่านสังคมให้เป็นประชาธิปไตยด้วยสันติวิธี แต่ก็ถูกตั้งคำถามว่า สันติวิธีตามแนวทางของพระไพศาล ไม่ลงลึกถึงความเป็นจริงของปัญหา และไม่ลงลึกในประเด็นความเป็นธรรมทางการเมือง

โดยวาทกรรมดังกล่าว ผู้ใช้วาทกรรมนั้นจึงวิพากษ์และเรียกร้องให้ฝ่ายต่างๆ ละอคติ ความโกรธ ความเกลียดชัง และห้ามใช้ความรุนแรงต่อกันเท่านั้น ไม่แตะโครงสร้างอำนาจอันอยุติธรรม หรือ “อำนาจนอกระบบ” ที่เป็นต้นเหตุของความไม่เป็นประชาธิปไตยแต่อย่างใด และในที่สุดโดยการใช้วาทกรรมดังกล่าวกลับทำให้สังคมมองเห็นเพียง “ความผิดบาป” ของคนเสื้อแดงที่ถูกล่าวหาว่าใช้ความรุนแรงฆ่ากันเองบ้าง เผาบ้านเผาเมืองบ้าง ส่วนรัฐนั้นกลับถูกมองว่าใช้ความรุนแรงโดยจำเป็น หรือควรแก่เหตุ ดังรายงานผลการสอบหาข้อเท็จจริงการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นต้น

ฉะนั้น โดยวาทกรรมดังกล่าวจึงไม่ได้ช่วยให้สังคมมองเห็น “ความผิดบาป” ของฝ่ายรัฐหรือโครงสร้างอำนาจนอกระบบที่กำกับรัฐอีกทีหนึ่ง อันเป็น “โครงสร้างอันอยุติธรรมและรุนแรง” แม้จะเป็นวาทกรรมที่อ้างว่า อยู่บนจุดยืน “ความเป็นกลางทางการเมือง” แต่ก็ถูกตั้งคำถามได้ว่าเป็นความเป็นกลางที่ “ปิดตาข้างหนึ่ง” หรือไม่ จึงทำให้ผู้ใช้วาทกรรม “สันติวิธีคือทางแก้ปัญหาความขัดแย้ง” ไม่เรียกร้องให้รัฐรับผิดชอบต่อกาสลายการชุมนุมทางการเมืองที่ทำให้มีคนตาย 91 (?) เป็นต้น แต่อย่างใด -Quote

"สันติวิธีตามแนวทางของพระไพศาล ไม่ลงลึกถึงความเป็นจริงของปัญหา และไม่ลงลึกในประเด็นความเป็นธรรมทางการเมือง"

และ

"ไม่แตะโครงสร้างอำนาจอันอยุติธรรม หรือ “อำนาจนอกระบบ” ที่เป็นต้นเหตุของความไม่เป็นประชาธิปไตยแต่อย่างใด"

การโค้ดคำพูดของ อ.สุรพศ เป็นคำพูดในบทความนี้ที่ปรากฏข้างบนนี้

ข้าพเจ้าเห็นด้วยว่าพระไพศาลไม่ควรออกมากล่าวว่าการสังหารพวกเสื้อแดงที่ราชประสงค์นั้นเป็นความผิดเชิงจริยธรรมของคุณอภิสิทธิ์ หากทว่าในส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะกับที่หยิบยกมา โดยบทความข้างล่างนี้ของพระไพศาล จะเห็นว่าท่านเห็นความไม่ยุติธรรมเชิงโครงสร้างแจ่มชัดแค่ไหน ท่านสามารถหยิบยกเป็นตัวเลขย้อนหลังไปได้ถึง 50 ปีไม่รวมถึงหนังสือโดยมากของท่านอีกเกือบ 100 เล่มที่กล่าวถึงประเด็นเหล่านี้ไว้เยอะแยะมากมาย ซึ่งสามารถเซิร์จจากกูเกิลได้

ข้าพเจ้า รวมทั้งคนอื่นๆ เคยถกโต้แย้งต่อบทความของ อ.สรพศ ในบทความอื่นของ อ.สุรพศ ชื่อว่า "พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) กับวัฒนธรรมการวิจารณ์ในพุทธศาสนาเถรวาท" http://prachatai.com/journal/2011/09/36962

ก็ปรากฏว่า อ.สรพศ ไม่สามารถโต้แย้งประเด็นของข้าพเจ้า รวมทั้งคนอื่นได้ จนน็อตหลุด รวมทั้งข้าพเจ้าเริ่มเชื่อว่า อ.สุรพศ ไม่ได้อ่านตัวเนื้อหาของ Text จริง เพียงแต่ฟังเขามา แล้วหยิบมาพูด เพราะต้องการมีตัวตนในอินเตอร์เน็ตหรืออะไรก็แล้วแต่ เพราะ อ.สุรพศ ไม่ได้โต้แย้งข้อกล่าวหาของบุคคลนั้นแต่ประการใด ท่านอาจลองย้อนกลับไปอ่านดู ตรงการแสดงความคิดเห็น

ในที่นี้ ข้าพเจ้าจะแสดงให้เห็นว่าพระไพศาลคิดถึงสังคมเชิงโครงสร้างโดยตลอด แม้จะมีความผิดพลาดอยู่บ้างที่หาว่าอภิสืทธิ์ผิดทางด้านจริยธรรมเท่านั้น

พระไพศาล วิสาโล: ปัญหาท้าทายและทางออกของสังคมไทย 
โดย พระไพศาล วิสาโล
เครือข่ายพุทธิกา www.budnet.org
ที่มา : มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2552


เหตุการณ์ปั่นป่วนวุ่นวายและความรุนแรงในรอบอาทิตย์ที่ผ่านมาได้สร้างบาดแผลให้กับสังคมไทยไม่น้อย แม้จะยุติได้ในที่สุด แต่ก็มีแนวโน้มว่าเหตุการณ์ทำนองนี้จะเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง ทั้งๆ ที่ทุกคนบอกว่าไม่ชอบความขัดแย้ง แต่ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือความขัดแย้งทางการเมืองชนิดที่แบ่งฝักฝ่ายอย่างชัดเจนจนถึงขั้นเผชิญหน้ากันนั้น มีแนวโน้มว่าจะยังอยู่คู่สังคมไทยไปอีกนาน การจัดการกับแกนนำไม่ว่าฝ่ายใดก็ตาม แม้จะทำได้สำเร็จ ก็ใช่ว่าจะทำให้การประท้วงและการชุมนุมกดดันบนท้องถนนยุติลงได้ในที่สุด อย่างมากก็แค่ทำให้ระงับไปได้ชั่วคราว แต่ไม่ช้าไม่นานการต่อต้านก็จะปะทุขึ้นอีก อาจมาในรูปแบบใหม่ แต่ก็จะลุกลามสั่นคลอนเสถียรภาพและความสงบสุขไม่ยิ่งหย่อนกว่าที่ผ่านมา

ความขัดแย้งระหว่างคนต่างสีที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ มิใช่เป็นแค่ความขัดแย้งระหว่างบุคคล มันเป็นมากกว่าการต่อสู้ระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (และพวก) กับฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น หากความขัดแย้งดังกล่าวเป็นเรื่องของการช่วงชิงผลประโยชน์ระหว่างชนชั้นนำทางการเมืองล้วนๆ มันย่อมมิอาจขยายวงไปอย่างกว้างขวางทั่วประเทศได้เลย การที่ผู้คนระดับรากหญ้าจำนวนนับแสน (หรือนับล้าน) เข้าไปเป็นฝักฝ่ายเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และกล้าท้าทายอำนาจรัฐ ย่อมมิใช่เพราะอำนาจเงินของเขาเท่านั้น หากเป็นเพราะประชาชนเป็นอันมากไม่พึงพอใจกับสภาพเศรษฐกิจการเมืองที่เป็นอยู่ คนเหล่านี้เชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นตัวแทนของระบอบการเมืองที่พึงปรารถนาของพวกเขา ไม่ผิดหากจะกล่าวว่านี้เป็นความขัดแย้งระหว่างอุดมการณ์ต่างสี ที่มองเห็นระบอบการเมืองที่พึงปรารถนาแตกต่างกัน โดยเฉพาะนิยามของประชาธิปไตยและความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างสถาบันและกลุ่มชนต่างๆ 

อะไรทำให้ผู้คนทั้งประเทศมองเป้าหมายทางการเมืองแตกต่างกันเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจนเช่นนี้ สาเหตุสำคัญประการหนึ่งก็คือความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างคนในชาติ เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าเกือบ 50 ปีที่ผ่านมาช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนระดับล่างได้ถ่างกว้างขึ้นเป็นลำดับ ไม่ว่าจะมองจากรายได้หรือปัจจัยการผลิตก็ตาม จริงอยู่คนจนมีสัดส่วนน้อยลง (เมื่อวัดจากเส้นแบ่งความยากจน) แต่ช่องว่างระหว่างกลุ่มคนไม่เคยลดลงเลย เห็นได้ชัดจากตัวเลขเมื่อปี 2549 กลุ่มคนที่จนที่สุด (10% ล่างสุด) กับกลุ่มคนที่รวยสุด (10% บนสุด) มีรายได้เฉลี่ยแตกต่างกันเกือบ 30 เท่า มากกว่าปี 2547 ซึ่งมีความแตกต่างเพียง 22.7 เท่า

ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบการถือครองที่ดินมากที่สุด 50 อันดับแรก กับ 50 อันดับสุดท้าย ความแตกต่างจะสูงถึง 291,607 เท่า คงมีไม่กี่ประเทศในโลกนี้ที่มีความแตกต่างมากมายถึงขนาดนี้

คนระดับล่างที่ยากจนและถูกทิ้งห่างเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในชนบท คนเหล่านี้ได้รับผลประโยชน์น้อยมากจากการพัฒนาเศรษฐกิจตลอด 5ทศวรรษที่ผ่านมา ขณะที่ชนชั้นกลางในเมืองได้รับอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ใช่แต่เท่านั้นการพัฒนาที่ผ่านมายังผลักภาระให้แก่คนในชนบทรวมทั้งแย่งชิงทรัพยากรจากชนบทไปสนับสนุนเมือง ไม่ว่าน้ำ ป่า แร่ธาตุ และกำลังคน

เป็นเพราะคนชนบทถูกทอดทิ้งจากภาครัฐ เขาจึงต้องหันไปพึ่งผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น เพื่อเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็น รวมทั้งบริการของรัฐ เงินกู้ และการปกป้องจากเจ้าหน้าที่รัฐที่ฉ้อฉล แม้ชาวบ้านต้องมี "รายจ่าย" จากการพึ่งพาผู้มีอิทธิพลเหล่านี้ แต่ระบบอุปถัมภ์ดังกล่าวก็เป็นทางเลือกที่เลวน้อยที่สุดสำหรับเขา ความจำเป็นที่ต้องพึ่งพา "เจ้าพ่อ" ในท้องถิ่น ทำให้ชาวบ้านกลายเป็นฐานเสียงให้แก่คนเหล่านี้ ส่งผลให้เจ้าพ่อได้กลายมาเป็น ส.ส. และในที่สุดก็ได้กลายมาเป็นรัฐมนตรีหรือร่วมจัดตั้งรัฐบาลได้ 

ก่อนสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ รัฐบาลที่จัดตั้งโดยเจ้าพ่อทั้งหลายที่มาจากกลุ่มก๊วนต่างๆ กันทั่วประเทศนั้น ไม่เคยมีเสถียรภาพ เพราะถูกปฏิเสธโดยคนชั้นกลางในเมือง ตั้งได้ไม่นานก็ถูกล้ม จนมีคำกล่าวว่า "คนต่างจังหวัดเลือกรัฐบาล คนกรุงเทพฯ ล้มรัฐบาล" หรือพูดให้ถูกกว่านั้นตามสำนวนของเกษียร เตชะพีระก็คือ "คนต่างจังหวัดเลือกเจ้าพ่อไปตั้งรัฐบาล คนกรุงเทพฯ ล้มรัฐบาลของเจ้าพ่อ"

แต่เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณได้เป็นนายกรัฐมนตรี เขาไม่เพียงทำให้รัฐบาลมีเอกภาพและเสถียรภาพ โดยสามารถคุมเจ้าพ่อจากกลุ่มก๊วนต่างๆ ได้เท่านั้น เขายังหยิบยื่นผลประโยชน์จากส่วนกลางไปให้แก่คนชนบทและผู้ยากไร้โดยตรงผ่านนโยบายประชานิยม เป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่ประชาชนระดับล่างรู้สึกว่าตนได้รับความใส่ใจจากผู้นำรัฐบาล และนั่นคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ชาวชนบทรวมทั้งคนยากไร้ในเมืองนับสิบล้านยังคงให้ความสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ และอยากให้เขากลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

พูดอีกอย่าง ตราบใดที่ประชาชนระดับล่างยังรู้สึกถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคม คนอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณก็จะยังเป็นที่นิยมและเพรียกหาจากประชาชนอย่างไม่เสื่อมคลายง่ายๆ 

ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมของคนในชาติดังที่กล่าวมา ได้ทำให้ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำทางการเมืองมีความเข้มข้นและขยายวงกว้างขึ้น เพราะขณะที่ชนชั้นนำกลุ่มใหม่ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณเป็นตัวแทน ได้อาศัยชนชั้นล่างในชนบทเป็นฐานในการสถาปนาอำนาจนำ ชนชั้นนำกลุ่มเดิมซึ่งมีฐานจากระบบราชการได้อาศัยชนชั้นกลางในเมืองเป็นกำลังสำคัญในการรักษาผลประโยชน์ 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความขัดแย้งทางการเมืองที่ปรากฏเวลานี้แยกไม่ออกจากความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง แม้ภาพที่ปรากฏดูเหมือนเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มบุคคล แต่ก็ตั้งอยู่บนฐานของโครงสร้างสังคมเศรษฐกิจที่ร้าวฉานและนับวันจะแตกแยกชัดเจนขึ้น ในสภาพเช่นนี้การเทศนาสั่งสอนหรือเรียกร้องให้คนไทยปรองดองและสมานฉันท์กัน จึงมีความหมายน้อยมาก เพราะละเลยเหตุปัจจัยในเชิงโครงสร้างดังที่กล่าวมา 

คนไทยมักมองปัญหาแค่ระดับบุคคล จึงมองไม่เห็นทางออกมากไปกว่าการแก้ที่ตัวบุคคล (เช่น พร่ำสอนให้รักกัน เรียกมาเจรจากัน) หรือไม่ก็จัดการกับตัวบุคคล (เช่น ลงโทษ จองจำ หรือกำจัดไปเลย) วิธีดังกล่าวใช่ว่าจะไร้ประโยชน์ แต่ย่อมไม่อาจแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง หากเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง เหมือนกับการจัดการกับยอดภูเขาน้ำแข็ง แต่มองข้ามส่วนที่อยู่ใต้น้ำ ทั้งๆ ที่มีขนาดใหญ่เป็น 10 เท่าของยอดที่โผล่พ้นน้ำ 

ความขัดแย้งถึงขั้นเผชิญหน้าและใช้ความรุนแรงต่อกันเป็นปัญหาในเชิงพฤติกรรมก็จริง แต่สาเหตุที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมดังกล่าวมิได้เกิดจากจิตใจที่เห็นแก่ตัวหรือใฝ่ต่ำหลงผิดเท่านั้น หากยังเชื่อมโยงกับปัจจัยทางด้านสังคมเศรษฐกิจด้วย ความข้อนี้พระพุทธองค์ได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนในกูฏทันตสูตร ในพระสูตรนี้พระองค์ได้ตรัสถึงเมืองหนึ่งซึ่งมีอาชญากรรมแพร่ระบาด พระราชาคิดจะใช้วิธีรุนแรง เช่น ฆ่าและทรมาน แต่พราหมณ์ทักท้วงว่าวิธีดังกล่าวจะทำให้มีโจรผู้ร้ายมากขึ้น พราหมณ์แนะว่าวิธีปราบปรามโจรอย่างถอนรากถอนโคนก็คือการทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีอย่างถ้วนหน้า โดยให้พันธ์ุพืชและอาหารแก่เกษตรกร ให้เงินทุนแก่ผู้ทำการค้าขาย และให้อาหารและเบี้ยหวัดแก่ข้าราชการ ปรากฏว่าไม่นานอาชญากรรมก็หมดไป ผู้คนอยู่เย็นเป็นสุขกันถ้วนหน้า

น่าสังเกตว่าพราหมณ์ไม่ได้เสนอให้มีการเทศนาสั่งสอน ชวนคนเข้าวัด หรือรณรงค์ให้ประชาชนทำดีมีศีลธรรมเลย แต่เน้นที่การปรับปรุงเศรษฐกิจหรือจัดสรรสภาพความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ทั้งนี้ เพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจสังคมนั้นสามารถส่งผลถึงพฤติกรรมของผู้คน จริงอยู่พฤติกรรมของคนเรานั้นถูกกำหนดด้วยความรู้สึกนึกคิดหรือจิตใจ แต่ในเวลาเดียวกันจิตใจก็ถูกกำหนดด้วยอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมหรือสภาพสังคมอยู่ไม่น้อย ดังในจักกวัตตสูตรพระองค์ได้ชี้ให้เห็นว่าความยากจนที่เกิดจากพฤติกรรมของผู้ปกครองที่ไร้ธรรม ไม่เพียงนำไปสู่การผิดศีลอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนเท่านั้น หากยังก่อให้เกิดมิจฉาทิฏฐิและความละโมบตามมา

ในสภาพที่บ้านเมืองแตกแยกอย่างรุนแรง มีการเผชิญหน้าและพร้อมใช้ความรุนแรงทุกฝ่าย การผลักดันให้เกิดมาตรการต่างๆ เช่น จัดการเจรจาระหว่างแกนนำก็ดี การเรียกร้องให้เห็นแก่ชาติบ้านเมืองยิ่งกว่าประโยชน์ส่วนตัวก็ดี การทำกฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์และเที่ยงธรรมก็ดี ล้วนเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่เท่านั้นยังไม่พอ ที่ต้องทำควบคู่ไปด้วยก็คือการเร่งจัดการกับเหตุปัจจัยเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการลดช่องว่างทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างเมืองกับชนบท และระหว่างคนรวยกับคนจน เปิดโอกาสให้มีการเข้าถึงทรัพยากรของรัฐอย่างเท่าเทียมกัน มีกลไกในการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม รวมทั้งการปฏิรูปที่ดินและปฏิรูประบบภาษีอย่างจริงจัง เป็นต้น

ตราบใดที่มาตรการดังกล่าวถูกละเลย ปรากฏการณ์ "หนึ่งรัฐ สองสังคม" ก็จะชัดเจนโจ่งแจ้งยิ่งขึ้น เอกภาพหรือความสามัคคีของคนในชาติจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย เพราะเมื่อต่างฝ่ายต่างเกาะกลุ่มอยู่ในพวกเดียวกัน ไม่คบค้าสมาคมกับคนต่างชนชั้นหรือต่างสถานะ ก็ยิ่งมีความคิดคับแคบและสุดโต่งมากขึ้น จนยากที่จะสื่อสารระหว่างกันได้ ผลก็คือทั้งสองสังคมสองชนชั้นนอกจากจะเหินห่างจากกันราวกับอยู่คนละประเทศแล้ว ยังมีแนวโน้มที่จะเป็นปฏิปักษ์ต่อกันมากขึ้นด้วย นี้คือพื้นภูมิอันเหมาะยิ่งสำหรับการบ่มเพาะความรุนแรงในสังคมไทย 

คนไทยจำเป็นต้องมีความเข้าใจปัญหาในเชิงโครงสร้าง สามารถมองเห็นถึงเหตุปัจจัยที่อยู่เหนือระดับบุคคล ว่ามีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าเหตุปัจจัยที่อยู่ลึกลงไปในจิตใจ (เช่น การยึดติดอัตตา หรือตัณหา มานะ ทิฐิ) ความเข้าใจเช่นนี้จะทำให้เราไม่คิดถึงแต่การเทศนาสั่งสอน ขณะเดียวกันก็จะตระหนักว่าการใช้ความรุนแรงนั้น อย่างมากก็แก้ปัญหาได้แค่ชั่วคราว แต่สร้างปัญหาในระยะยาว ดังรัฐประหารครั้งล่าสุดเป็นตัวอย่างชัดเจน

การแก้ปัญหาที่มีรากเหง้าจากโครงสร้างสังคมนั้น ไม่มีวิธีใดที่ให้ผลรวดเร็วทันใจ คนไทยจึงยังจะต้องอยู่กับความขัดแย้งทางการเมืองไปอีกนาน แต่หากผู้คนเห็นปัญหาดังกล่าวร่วมกัน และช่วยกันผลักดันให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมลดน้อยถอยลง บ้านเมืองก็มีโอกาสที่จะกลับมาสมานฉันท์ได้อีก แต่ในขณะที่มาตรการระยะยาวยังไม่บังเกิดผล ก็จำต้องเร่งผลักดันมาตรการระยะสั้นและระยะกลาง เช่น การสร้างกลไกเพื่อการคลี่คลายความขัดแย้งอย่างสันติ การมีเวทีต่อรองที่เท่าเทียมกัน การทำให้กระบวนการยุติธรรมเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย การปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และที่ขาดไม่ได้ก็คือการมีสื่อกลางเพื่อส่งเสริมความเข้าใจซึ่งกันและกัน เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความเห็นอย่างเต็มที่ รวมทั้งเอื้อแต่ละฝ่ายได้เห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกัน ไม่วาดภาพเป็นปีศาจร้ายที่ต้องทำลายให้พินาศ 

ทั้งหมดนี้คือภารกิจที่ท้าทายสังคมไทยเป็นอย่างยิ่ง หากเราพร้อมเผชิญหน้ากับภารกิจดังกล่าวด้วยสติและปัญญา ความสงบร่มเย็นในบ้านเมืองก็เป็นอันหวังได้

บทความผมวิจารณ์ว่าพระไพศาลไม่

บทความผมวิจารณ์ว่าพระไพศาลไม่ได้พูดถึง "โครงสร้างอันอยุติธรรมหรืออำนาจนอกระบบ"

ถามว่าที่คุณ "ไม่อยากทนพวกลวงโลก(มนต์สวรรค์ จินดาแสง)" ยกบทความของพระไพศาลมามีข้อความไหนที่แตะเรื่องอำนาจนอกระบบบ้าง

ความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจเป็นปัญหาของสังคมเรามายาวนานตั้งแต่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์โน่นแหละครับ
แต่ต้องเข้าใจว่ามันไม่ใช่ "แกนกลาง" ของปัญหารัฐประหาร 19 กันยา แกนกลางจริงๆ พระที่ประดิษฐ์วาทกรรมทางการเมืองไม่พูดถึง

คือการออกมาเสนอวาทกรรมทางการเมืองคือการยุ่งการเมืองอีกแบบหนึ่ง แต่ท่านไม่กล้ายุ่งแกนกลางของปัญหา นี่คือข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้

ในความเป็นจริงไม่มีอะไรอยู่เห

ในความเป็นจริงไม่มีอะไรอยู่เหนือการเมืองหรอกครับ พระที่มุ่งมั่นในศีล พระแบ่งแยกดี ชั่ว การเมืองก็มีดี ชั่ว แล้วพระจะไม่ยุ่งได้อย่างไร เป็นเพียงข้ออ้างสมมติที่พระแสดงออกโดยไม่มีอะไรผูกมัด เพื่อให้เกิดความเชื่อว่าขณะที่พระแสดงออกทางการเมือง สามารถปฏิเสธได้ว่าเป็นการเมือง

พระประดิษฐ์ถ้อยคำที่เอนเอียงให้การเมืองนำไปใช้ นำไปเป็นวาจาศักดิ์สิทธิ์ที่ออกมาจากปากของพระ ทั้งที่คนดีที่มีพื้นฐานทางความรู้ต่ำสุดยังสามารถแยกแยะได้ว่านั่นแหละคือการเมืองและมันไม่ถูกต้องในแนวทางพุทธ

อย่างเช่นฆ่าคอมมิวนิสบาปเหมือนฆ่าปลาถวายพระ ก็เหมือนกับว่าให้ฆ่าคนได้ถ้าคนๆนั้นขัดแย้งกับหลักการที่พระผู้นั้นยึดถือ คนใจสูงฟังแล้วยังอึ่งกับคำพูดนี้เลยครับ มนุษย์เราวิวัฒนาการมาและยังอยู่ในร่มเงาพระศาสนาคือพุทธ ยังสามารถฆ่าคนได้อีกหรือครับ เราไม่มีสิทธิ์ฆ่าใครทั้งนั้น การยุติความขัดแย้งหรือลงโทษผู้กระทำผิดต้องใช้กฏหมายที่เป็นธรรมเท่านั้นครับ และกฏหมายที่เป็นธรรมก็ต้องคู่กับการปกครองของรัฐที่เป็นธรรมถ้ายังฆ่าแกงกันแล้วล่ะก็แสดงให้เห็นว่ารัฐนั้นย่อหย่อนในความสุจริตใจต่อประชาชน

วาทกรรมที่ว่าฆ่าเวลาบาปน้อยกว่าฆ่าคน เช่นกันครับคนใจสูงที่ความรู้น้อยยังสะดุ้งรอบสองกับคำกล่าวนี้เช่นกัน ทำไมการฆ่าคนกับฆ่าเวลามันเปรียบเทียบกันได้อย่างไร ถ้ามองย้อนกลับว่าผู้พูดประโยคนี้ศึกษาในธรรมวินัยมาอย่างยาวนาน แล้ววันๆหนึ่งเกิดน็อตหลุดต้องเลือกข้างเลือกฝ่ายโดยไม่สนใจแยกแยะว่าดี ชั่ว โดยเหมารวมว่าสิ่งที่ตนเองเลือนั้นดีที่สุด บริสุทธิ์ไร้มลทิน และประนามฝ่ายตรงข้ามแบบเหมารวมเช่นกันว่าชั่วหมด มิเป็นการฆ่าเวลาของพุทธศาสนาหรือ การปฏิบัติฝึกฝนเป็นอันศูนย์เปล่า เป็นได้แค่เพียงผู้เชี่ยวชาญทฤฏีทางจิตวิญญาณแบบโซฟิสเท่านั้น

ในเรื่องขององคุลีมาล เป็นบททดสอบทางความคิดที่ยากมาก ที่การฆ่าคนสามารถตัดกรรมได้โดยการบรรลุอรหันต์ ไม่ต้องชดใช้กรรมเวรที่ก่อไว้แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าบรรลุหรือไม่บรรลุหรือเป็นเพียงการบวชเพื่อหนีคุกตะราง ฆ่ามา 999 ศพก็ต้องรับโทษ สูงสุดคือประหารชีวิตครับ จะมาอ้างว่าชาติก่อนเขาแกล้งเราชาตินี้เลยฆ่าเขา มันจับต้องไม่ได้ ต้องให้คนในสังคมรู้ว่าเราเกิดมาชาตินี้ก็ต้องทำชีวิตเราในชาตินี้ให้ดีที่สุดและถ้ากระผิดก็ต้องได้รับโทษตามกฏหมายที่เป็นธรรม

พระเมื่อต้องคลุกคลีกับชาวบ้าน และเมื่อการเมืองเป็นเรื่องของประชาชน พระจะอยู่สูงกว่าการเมืองได้อย่างไร พระต้องบอกกับผู้คนได้ว่าสิ่งนี้ถูกสิ่งนี้ผิดได้ด้วยเหตผลที่ถูกต้อง แนะนำได้ว่ามนุษย์ควรปฏิบัติต่อมนุษย์อย่างไรไม่ใช่แนะนำให้ฆ่ากัน

สุรพศ ทวีศักดิ์

[quote=สุรพศ ทวีศักดิ์]บทความผมวิจารณ์ว่าพระไพศาลไม่ได้พูดถึง "โครงสร้างอันอยุติธรรมหรืออำนาจนอกระบบ"

ถามว่าที่คุณ "ไม่อยากทนพวกลวงโลก(มนต์สวรรค์ จินดาแสง)" ยกบทความของพระไพศาลมามีข้อความไหนที่แตะเรื่องอำนาจนอกระบบบ้าง

ความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจเป็นปัญหาของสังคมเรามายาวนานตั้งแต่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์โน่นแหละครับ
แต่ต้องเข้าใจว่ามันไม่ใช่ "แกนกลาง" ของปัญหารัฐประหาร 19 กันยา แกนกลางจริงๆ พระที่ประดิษฐ์วาทกรรมทางการเมืองไม่พูดถึง

คือการออกมาเสนอวาทกรรมทางการเมืองคือการยุ่งการเมืองอีกแบบหนึ่ง แต่ท่านไม่กล้ายุ่งแกนกลางของปัญหา นี่คือข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้[/quote]

พระไพศาล : ตราบใดที่ประชาชนระดับล่างยังรู้สึกถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคม คนอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณก็จะยังเป็นที่นิยมและเพรียกหาจากประชาชนอย่างไม่เสื่อมคลายง่ายๆ 

ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมของคนในชาติดังที่กล่าวมา ได้ทำให้ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำทางการเมืองมีความเข้มข้นและขยายวงกว้างขึ้น เพราะขณะที่ชนชั้นนำกลุ่มใหม่ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณเป็นตัวแทน ได้อาศัยชนชั้นล่างในชนบทเป็นฐานในการสถาปนาอำนาจนำ ชนชั้นนำกลุ่มเดิมซึ่งมีฐานจากระบบราชการได้อาศัยชนชั้นกลางในเมืองเป็นกำลังสำคัญในการรักษาผลประโยชน์ 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความขัดแย้งทางการเมืองที่ปรากฏเวลานี้แยกไม่ออกจากความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง

ใช่ค่ะ ท่านอาจไม่ได้พูดว่า "อำนาจนอกระบบ" เป็นสาเหตุของเหตุการณ์พฤษภา 53 ตามที่คุณ "ต้องการ" แต่ท่านอาจพูดถึงในที่อื่นนอกจากที่ดิฉันยกมานี้โดยที่ดิฉันไม่รู้และคุณไม่รู้ แต่ท่านพูดถึงอำนาจนอกระบบอย่างแน่นอน เพียงแต่ท่านไม่พูดให้ชัดตามที่คุณต้องการในที่นี้เท่านั้น

อ่านบทความคุณแล้วเหมือนอ่านคำถาม อ.สมคิด คือแยกแยะไม่ได้ แต่คุณอยากเกาะกระแส 6-พ.ค. 54 ด้วยวิธีการของคุณเอง คุณเลยเอาปรีดีไปเปรียบกับสุจินดา พระไพศาลอาจไม่ใช่ปรีดี แต่เป็น อ.ป๋วย ก็ประมาณคุณเอา อ.ป๋วยไปเปรียบกับสุจินดา คือกิติวุฒโฒ นั่นแหละค่ะ

เดี๋ยวจะดูซิว่าจะแถอะไรมาอีก เตรียมรับมือกับการแถ

จริงๆ บทความที่แล้ว พระองค์หนึ่งเตือนคุณว่าอย่าเพ่งโทษผู้อื่นมากเกินไป และให้มองอะไรเป็นองค์รวม คุณก็ครับๆ แล้วเพ่งโทษตอดท่านเล็กๆ น้อยๆ ตอนท้าย คราวนี้ก็มายังนี้อีก ไม่ไหวจะเคลียร์...

อ๋อ ลืมไป ไปตอบคำถามอะตอมกับกูเองแหละ ให้ชัดเจนหรือยัง?

ปล. เพื่อความชัดเจน คำว่า

ปล. เพื่อความชัดเจน คำว่า "อำนาจนอกระบบ" แบบคุณท่านอาจไม่ใด้พูดในในที่นี้และไม่ใช่คำถามคุณ แต่ท่านใช้คำว่า "ชนชั้นนำกลุ่มเดิม" ซึ่งน่าจะมีความหมายคล้ายๆ อมาตยา หวังว่าคุณคงไม่เอาตรงนี้มาเลี่ยงบาลีอีกนะ เพราะทุกคนรู้ว่าชนชั้นนำกลุ่มเดิมนั้นหมายถึงใคร และใช้วิธีการนอกระบบประชาธิปไตยมาแทรกแซงประชาธิปไตยอย่างไร

ไม่อยากทนพวกลวงโลก(มนต์สวรรค์

[quote=ไม่อยากทนพวกลวงโลก(มนต์สวรรค์ จินดาแสง)][quote=สุรพศ ทวีศักดิ์]บทความผมวิจารณ์ว่าพระไพศาลไม่ได้พูดถึง "โครงสร้างอันอยุติธรรมหรืออำนาจนอกระบบ"

ถามว่าที่คุณ "ไม่อยากทนพวกลวงโลก(มนต์สวรรค์ จินดาแสง)" ยกบทความของพระไพศาลมามีข้อความไหนที่แตะเรื่องอำนาจนอกระบบบ้าง

ความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจเป็นปัญหาของสังคมเรามายาวนานตั้งแต่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์โน่นแหละครับ
แต่ต้องเข้าใจว่ามันไม่ใช่ "แกนกลาง" ของปัญหารัฐประหาร 19 กันยา แกนกลางจริงๆ พระที่ประดิษฐ์วาทกรรมทางการเมืองไม่พูดถึง

คือการออกมาเสนอวาทกรรมทางการเมืองคือการยุ่งการเมืองอีกแบบหนึ่ง แต่ท่านไม่กล้ายุ่งแกนกลางของปัญหา นี่คือข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้[/quote]

พระไพศาล : ตราบใดที่ประชาชนระดับล่างยังรู้สึกถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคม คนอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณก็จะยังเป็นที่นิยมและเพรียกหาจากประชาชนอย่างไม่เสื่อมคลายง่ายๆ 

ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมของคนในชาติดังที่กล่าวมา ได้ทำให้ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำทางการเมืองมีความเข้มข้นและขยายวงกว้างขึ้น เพราะขณะที่ชนชั้นนำกลุ่มใหม่ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณเป็นตัวแทน ได้อาศัยชนชั้นล่างในชนบทเป็นฐานในการสถาปนาอำนาจนำ ชนชั้นนำกลุ่มเดิมซึ่งมีฐานจากระบบราชการได้อาศัยชนชั้นกลางในเมืองเป็นกำลังสำคัญในการรักษาผลประโยชน์ 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความขัดแย้งทางการเมืองที่ปรากฏเวลานี้แยกไม่ออกจากความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง

ใช่ค่ะ ท่านอาจไม่ได้พูดว่า "อำนาจนอกระบบ" เป็นสาเหตุของเหตุการณ์พฤษภา 53 ตามที่คุณ "ต้องการ" แต่ท่านอาจพูดถึงในที่อื่นนอกจากที่ดิฉันยกมานี้โดยที่ดิฉันไม่รู้และคุณไม่รู้ แต่ท่านพูดถึงอำนาจนอกระบบอย่างแน่นอน เพียงแต่ท่านไม่พูดให้ชัดตามที่คุณต้องการในที่นี้เท่านั้น

อ่านบทความคุณแล้วเหมือนอ่านคำถาม อ.สมคิด คือแยกแยะไม่ได้ แต่คุณอยากเกาะกระแส 6-พ.ค. 54 ด้วยวิธีการของคุณเอง คุณเลยเอาปรีดีไปเปรียบกับสุจินดา พระไพศาลอาจไม่ใช่ปรีดี แต่เป็น อ.ป๋วย ก็ประมาณคุณเอา อ.ป๋วยไปเปรียบกับสุจินดา คือกิติวุฒโฒ นั่นแหละค่ะ

เดี๋ยวจะดูซิว่าจะแถอะไรมาอีก เตรียมรับมือกับการแถ

จริงๆ บทความที่แล้ว พระองค์หนึ่งเตือนคุณว่าอย่าเพ่งโทษผู้อื่นมากเกินไป และให้มองอะไรเป็นองค์รวม คุณก็ครับๆ แล้วเพ่งโทษตอดท่านเล็กๆ น้อยๆ ตอนท้าย คราวนี้ก็มายังนี้อีก ไม่ไหวจะเคลียร์...

อ๋อ ลืมไป ไปตอบคำถามอะตอมกับกูเองแหละ ให้ชัดเจนหรือยัง?[/quote]

ฮามากเลย ผมครับๆ ที่ไหนเมื่อไรไม่ทราบ (ยกคำพูดแบบครับๆ ของผมมาให้ดูหน่อยซิ)

ไอ้เรื่องเปรียบเทียบตัวบุคคลนี่ก็ยิ่งตลกไปใหญ่ ไม่มีทางอยู่แล้ว ผมวิจารณ์แค่ "ความคิด" เท่านั้น
ผมไม่สนหรอกว่าจะเป็นใคร ผมวิจารณ์ความคิดเขาในฐานะที่เป็นความคิดที่แสดงออกต่อสาธารณะ
ทำไมความคิดของพระไพศาลเป็นสัจธรรมที่โต้แย้งไม่ได้หรือไง

แค่ท่านพูดเฉียดๆ ว่า "ชนชั้นนำกลุ่มเดิม" แล้วไงถูกวิจารณ์ไม่ได้งั้นหรือครับ แค่เฉียดๆ ก็หมายถึงไม่ลงลึกถึงความเป็นจริง และความไม่เป็นธรรมที่อีกฝ่ายได้รับ หรือมองแค่ว่าคนชนบทตกเป็นเครื่องมือของทักษิณ มันก็คือตื้นๆ ไม่ลงลึก วิจารณ์แบบนี้ถูกไหม แล้วที่เลือกเป็นกรรมการปฏิรูปประเทศนั้นวิจารณ์ได้ไหมว่าขาดความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะยืนเคียงข้างประชาชนที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นประชาธิปไตย

ปล.ผมไม่จำเป็นต้องโหนกระแสอะไรทั้งนั้น ไร้สาระสิ้นดี
พูดตามตรงนะเป็นความงี่เง่าสุดๆ เลยครับสำหรับคำวิจารณ์ "เจตนา" หรือ "ความรู้สึกในใจ" (นั่งทางในเอาหรือ) ของผู้เขียนบทความ (ใครก็แล้วแต่) ทำนองว่าเขาเขียนแบนั้นแบบนี้เพราะอยากดัง หรือ ฯลฯ แต่ไม่มีปัญหาโต้แย้ง "ประเด็นหลัก"ในบทความของเขา หรือพวกออกแนวปกป้องพุทธศาสนานี่จะถนัดแต่วาดภาพแม่มดและล่าแม่มดเท่านั้น

สุรพศ ทวีศักดิ์

[quote=สุรพศ ทวีศักดิ์][quote=ไม่อยากทนพวกลวงโลก(มนต์สวรรค์ จินดาแสง)][quote=สุรพศ ทวีศักดิ์]บทความผมวิจารณ์ว่าพระไพศาลไม่ได้พูดถึง "โครงสร้างอันอยุติธรรมหรืออำนาจนอกระบบ"

ถามว่าที่คุณ "ไม่อยากทนพวกลวงโลก(มนต์สวรรค์ จินดาแสง)" ยกบทความของพระไพศาลมามีข้อความไหนที่แตะเรื่องอำนาจนอกระบบบ้าง

ความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจเป็นปัญหาของสังคมเรามายาวนานตั้งแต่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์โน่นแหละครับ
แต่ต้องเข้าใจว่ามันไม่ใช่ "แกนกลาง" ของปัญหารัฐประหาร 19 กันยา แกนกลางจริงๆ พระที่ประดิษฐ์วาทกรรมทางการเมืองไม่พูดถึง

คือการออกมาเสนอวาทกรรมทางการเมืองคือการยุ่งการเมืองอีกแบบหนึ่ง แต่ท่านไม่กล้ายุ่งแกนกลางของปัญหา นี่คือข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้[/quote]

พระไพศาล : ตราบใดที่ประชาชนระดับล่างยังรู้สึกถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคม คนอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณก็จะยังเป็นที่นิยมและเพรียกหาจากประชาชนอย่างไม่เสื่อมคลายง่ายๆ 

ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมของคนในชาติดังที่กล่าวมา ได้ทำให้ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำทางการเมืองมีความเข้มข้นและขยายวงกว้างขึ้น เพราะขณะที่ชนชั้นนำกลุ่มใหม่ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณเป็นตัวแทน ได้อาศัยชนชั้นล่างในชนบทเป็นฐานในการสถาปนาอำนาจนำ ชนชั้นนำกลุ่มเดิมซึ่งมีฐานจากระบบราชการได้อาศัยชนชั้นกลางในเมืองเป็นกำลังสำคัญในการรักษาผลประโยชน์ 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความขัดแย้งทางการเมืองที่ปรากฏเวลานี้แยกไม่ออกจากความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง

ใช่ค่ะ ท่านอาจไม่ได้พูดว่า "อำนาจนอกระบบ" เป็นสาเหตุของเหตุการณ์พฤษภา 53 ตามที่คุณ "ต้องการ" แต่ท่านอาจพูดถึงในที่อื่นนอกจากที่ดิฉันยกมานี้โดยที่ดิฉันไม่รู้และคุณไม่รู้ แต่ท่านพูดถึงอำนาจนอกระบบอย่างแน่นอน เพียงแต่ท่านไม่พูดให้ชัดตามที่คุณต้องการในที่นี้เท่านั้น

อ่านบทความคุณแล้วเหมือนอ่านคำถาม อ.สมคิด คือแยกแยะไม่ได้ แต่คุณอยากเกาะกระแส 6-พ.ค. 54 ด้วยวิธีการของคุณเอง คุณเลยเอาปรีดีไปเปรียบกับสุจินดา พระไพศาลอาจไม่ใช่ปรีดี แต่เป็น อ.ป๋วย ก็ประมาณคุณเอา อ.ป๋วยไปเปรียบกับสุจินดา คือกิติวุฒโฒ นั่นแหละค่ะ

เดี๋ยวจะดูซิว่าจะแถอะไรมาอีก เตรียมรับมือกับการแถ

จริงๆ บทความที่แล้ว พระองค์หนึ่งเตือนคุณว่าอย่าเพ่งโทษผู้อื่นมากเกินไป และให้มองอะไรเป็นองค์รวม คุณก็ครับๆ แล้วเพ่งโทษตอดท่านเล็กๆ น้อยๆ ตอนท้าย คราวนี้ก็มายังนี้อีก ไม่ไหวจะเคลียร์...

อ๋อ ลืมไป ไปตอบคำถามอะตอมกับกูเองแหละ ให้ชัดเจนหรือยัง?[/quote]

ฮามากเลย ผมครับๆ ที่ไหนเมื่อไรไม่ทราบ (ยกคำพูดแบบครับๆ ของผมมาให้ดูหน่อยซิ)

ไอ้เรื่องเปรียบเทียบตัวบุคคลนี่ก็ยิ่งตลกไปใหญ่ ไม่มีทางอยู่แล้ว ผมวิจารณ์แค่ "ความคิด" เท่านั้น
ผมไม่สนหรอกว่าจะเป็นใคร ผมวิจารณ์ความคิดเขาในฐานะที่เป็นความคิดที่แสดงออกต่อสาธารณะ
ทำไมความคิดของพระไพศาลเป็นสัจธรรมที่โต้แย้งไม่ได้หรือไง

แค่ท่านพูดเฉียดๆ ว่า "ชนชั้นนำกลุ่มเดิม" แล้วไงถูกวิจารณ์ไม่ได้งั้นหรือครับ แค่เฉียดๆ ก็หมายถึงไม่ลงลึกถึงความเป็นจริง และความไม่เป็นธรรมที่อีกฝ่ายได้รับ หรือมองแค่ว่าคนชนบทตกเป็นเครื่องมือของทักษิณ มันก็คือตื้นๆ ไม่ลงลึก วิจารณ์แบบนี้ถูกไหม แล้วที่เลือกเป็นกรรมการปฏิรูปประเทศนั้นวิจารณ์ได้ไหมว่าขาดความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะยืนเคียงข้างประชาชนที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นประชาธิปไตย

ปล.ผมไม่จำเป็นต้องโหนกระแสอะไรทั้งนั้น ไร้สาระสิ้นดี
พูดตามตรงนะเป็นความงี่เง่าสุดๆ เลยครับสำหรับคำวิจารณ์ "เจตนา" หรือ "ความรู้สึกในใจ" (นั่งทางในเอาหรือ) ของผู้เขียนบทความ (ใครก็แล้วแต่) ทำนองว่าเขาเขียนแบนั้นแบบนี้เพราะอยากดัง หรือ ฯลฯ แต่ไม่มีปัญหาโต้แย้ง "ประเด็นหลัก"ในบทความของเขา หรือพวกออกแนวปกป้องพุทธศาสนานี่จะถนัดแต่วาดภาพแม่มดและล่าแม่มดเท่านั้น[/quote]

อ๋อ คราวนี้แกออกมาทางฮา คือ ทำให้มันตลกๆ ไปเสีย ใช้ได้ค่ะใช้ได้ พอใช้ได้สำหรับคนที่ไม่ทราบทั้งหมดพฤติกรรมคุณ

Quote-ยพสท wrote:
นี้คือความอ่อนแอของนักวิชาการพุทธไทย หรือ ไทยพุทธ ที่ขาดการมององค์รวม หรือ เชิงระบบ
สิ่งที่น่าจะต้องพิจารณาสำหรับพวกเรา นักวิชาการพุทธไทยหรือไทยพุทธ
1. ควรมองพระพุทธศาสนาเชิงระบบให้มากกว่านี้ เพราะที่ผ่านมาจะเน้นที่ประเด็นทางวิชาการแทนที่จะมองที่ระบบวิชาการ ของพระพุทธศาสนา
2. ควรมองพัฒนาการด้านศาสนาในแต่ยุค และบริบทด้วย ไม่ควรมองแค่ประเด็นอย่างเดียว ขาดการเชื่อมต่อ
3. ควรมองอย่างสร้างสรรค์ในเชิงบวก
4. ควรมองและพัฒนาให้เป็นรูปธรรม ในนโยบาย หรือ ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนพระพุทธศาสนา
5. ควรที่จะไม่เพ่งโทษของผู้อื่นมากไป
6. ควรรวมกัน ช่วยกันให้มาก

1. ที่เขียนในบทความนี้ไม่มีเนื้อหาตรงไหนที่เป็นการไม่เคารพการทำหน้าที่หรือตัวผู้ทำหน้าที่ปกป้องพุทธศาสนา ผมก็รู้สึกยินดีที่ท่านเจ้าคุณออกมาพูดมาอธิบายเมื่อเกิดปัญหาต่างๆทางพุทธศาสนาขึ้น และในส่วนที่เป็นการอ้างอิงหลักฐานข้อมูลอ้างอิงหลักวิชาการส่วนใหญ่ผมก็เห็นด้วยกับท่าน ที่ผมวิจารณ์ก็แค่ "ท่าที" ของท่านเท่านั้น ผมว่าจะดีมากถ้าท่านเจ้าคุณไม่ได้ใช้ท่าที "ตัดสิน" หรือ "กด" ตัวบุคคล ในการวิพากษ์ความเห็นต่าง

อ. ทำหน้าที่วิชาการ แต่เจตนา อ. ไปมองจุดดำมากไป จนดูน่าเกลียดในสายตาคนส่วนมาก การที่คนจะวิพากษ์ วิจารณ์อะไรนะ ฐานข้อมูลต้องแน่น ต้องเข้าใจบริบทด้วย และที่สำคัญ ในการวิพากษ์ควาามเห็นต่างของอาจารย์ ก็คับแคบกับคนที่เขาเห็นต่างจากอ. เจ้าคุณท่านเห็นต่างจากอ. แต่ท่านไม่ได้มาเขียนว่า อ. แต่ ท่านอ.เขียนว่า ท่าน ใครที่คับแคบกว่ากัน อ. ใช้บทความและสื่อเป็นเครื่องมือ เหมาะสมหรือไม่อย่างไร

2. เรื่องทิฐิน่าจะมีกันทุกคน การวิจารณ์ของท่านเจ้าคุณก็มีทิฐิของท่านเช่นกัน แต่ในที่สุดคนอ่านเขาตัดสินกันที่เหตุผล
งานเขียนบทความของ อ. เช่นกัน ไม่ต้องบอกว่าท่านเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ และฝากอะไรไว้ ในที่สุดคนอ่านเขาตัดสินกันที่เหตุผล เช่นกัน แต่ขอบอกว่า อย่าไปติดที่เหตุผล ซึ่งเป็นเพียง means ไม่ใช่ end ต่อให้เหตุผล จะเหนือกว่าจารีตอย่างไร เหตุผลก็ไม่ใช่เป้าหมาย ต้องปฏิบัติด้วย แม้อ. ดูว่าต่อเองจะเหนือกว่าผู้อื่นด้วยการใช้เหตุผล (จินตะ) เหนือกว่า ผู้ที่เขาอยู่ตามจารีต ยังมีประสบการณ์ (ภาวนา)
สุตะ จารีต
จินตะ เหตุผล
ภาวนา ประสบการณ์

ดังนั้นการใช้เหตุผลของ อ. ดี แต่ไม่สร้างสรรค์ในเชิงบวก เหมือนนักวิชการพุทธไทย หรือ ไทยพุทธ หลายท่าน ที่ติดอยู่แค่เหตุผล แล้วก็มีมานะ ว่ากูแน่ กล้าคิด กล้พูด (แต่คนประเภทนี้ไม่กล้าทำ)
และด้วยวัย อุดมการณ์ จัดจ้าน พอมองอะไร แล้ว ก็จะติดยึด เหมือน นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ สมัยหนุ่ม ตอนนี้ ท่านเบา อ. เช่นกัน ดูมันเทห์นะ เหมือนเด็กแว๋น เด็กสก๋อย เวลาคึกคะนอง มักจะลืมสติ อ. ยังไปได้อีกเยอะ แต่พัฒนาการมองเป็นองค์รวมให้มาก อย่าไปติดที่ประเด็นมากไป อย่างที่เสนอ นักวิชาการไทยพุทธหรือพุทธไทย มักติดที่ประเด็นมากไป ไม่ก้าวผ่านไปเสียที

3. ผมนอนหลับสบายดีครับ ท่านเจ้าคุณวิจารณ์คนอื่นๆ มามากเหลือเกิน (เฉพาะหนังสือที่วิจารณ์นักวิชาการ 4 คน นี่ก็พิมพ์แจกครั้งที่ 2 แล้ว เฉพาะครั้งนี้ก็ตั้ง 10,000 เล่ม ทั้งที่ท่านบอกไม่อยากเอ่ยชื่อจริงของเขาเพราะเกรงจะเกิดความเสียหายแก่เขา) เพียงคนเล็กๆ อย่างผมวิจารณ์ความคิดหรือท่าทีบางด้านของท่านเท่านั้นคงไม่เป็นไร และผมก็วิจารณ์โดยบริสุทธิ์ใจจึงไม่มีปมอะไรที่ทำให้นอนหลับไม่สนิท

อ. วิจารณ์ด้วยบริสุทธิ์ใจ แต่มันที่สาธารณะ การตำหนิอะไรกัน ควรไปหาและแจ้งให้ทราบ จะดีกว่า เพราะถ้าอ. ทำเช่นเดียวกับคนอื่น จะแตกต่างจากคนอื่นได้อย่างไร

4. ที่ท่านว่า "โยม อ. ก็จะทำงานใต้ดิน แอบด่าชาวบ้านทางงานวิชาการอย่างนี้ ถ้าแน่ ต้องเปิดตัวเอง ในที่สาธารณะด้วย" อันนี้ผมไม่เข้าใจครับว่าใครใช้วิธีใต้ดิน ผมใช้ชื่อจริง ท่านใช้ชื่อปลอม ใครกันครับที่ "ทำงานใต้ดินแอบบด่าชาวบ้าน" ท่านต่างหากที่แอบอยู่ใต้ชื่อปลอมด่าผม ผมใช้ชื่อจริงเขียนบทความ และประชาไทก็เป็นสื่อสาธารณะ ส่วนที่ออกเวทีสาธารณะต่างๆ ท่านรู้ได้ไงว่าผมไม่ออก อย่า "แค่คิดเอง" ซิครับ ท่านเจ้าคุณท่านตำหนิวิธีคิดมั่วๆแบบนี้มากเลยครับ

ท่านเจ้าคุณท่านตำหนิวิธีคิดมั่วๆแบบนี้มากเลยครับ คำนี้ออกจะแรงมากไปหน่อย นะ ดูวิธีการของอ. ก็จะแรงเช่นกัน
การว่าท่านตำหนิวิธีคิดมั่วๆ แบบนี้มาก อ. ไม่เข้าใจวิธีคิดของท่าน อย่างที่บอกให้ไปหาท่าน คุยกับท่าน เพราะระดับ อ. กับ ระดับท่าน มันคนละอย่างกัน อย่าเอาวิธีคิดเขา อ. ไปจับท่าน เหมือนเด็กปัญญอ่อนเอาแต่ใจ
ประชาไทเป็นสื่อสาธารณะก็จริง แต่ใต้ดิน ไม่ใช่สื่อสาธารณะกระแสหลักทั่วไป ถ้าแน่จริง อ. ก็ไปสื่อกระแสหลัก วิธีการของ อ. มีคนเคยทำมาแล้ว กินอุดมการณ์ ทางวิชาการ ดีครับ แต่ประเด็นแคบมาก
ส่วนการใช้ชื่อนั้น ถ้าพูดกันตรงไปตรงมา ไม่ต้องห่วงว่าใช้อย่างไร ถ้าเจอ อ. ก็ใช้ชื่อจริง
แต่นี้เป็นสื่อสาธารณะใต้ดิน ไม่ใช่สื่อกระแสหลัก

5.เรื่อง อ.สมภารที่ท่านว่ามาผมไม่รู้ข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างนั้นหรือไม่ แต่เท่าที่ผมรู้จัก อ.สมภารและอ่านงานวิชาการของท่านมาตลอด ผมเห็นว่า อ.สมภารเป็นคนที่ให้ความเคารพท่านเจ้าคุณมาก แต่เรื่องใดที่ไม่เห็นด้วยก็โต้แย้งตรงไปตรงมา ซึ่งผมก็ว่าดี การโต้แย้งกันทางวิชาการเป็นประโยชน์แก่สังคม และเรื่องพุทธศาสนานั้น อ.สมภารก็ผลิตงานวิชาการเชิงก้าวหน้าออกมามากกว่าใครๆในปัจจุบัน

อย่างที่บอก อ. ผลิตงานวิชาการออกมามาก แต่ไม่่ก่อให้เกิดการขับเคลื่อนพระพุทธศาสนาเชิงสถาบัน เพราะนักวิชาการมองเชิงระบบไม่เป็น สัมพันธ์กับอย่างอื่นไม่เป็น นะจะมีการทำวิจัยเชิงระบบ ให้มาก สำหรับนักวิชาการไทย อย่าติดประเด็นให้มากไป

อ. สมภาร พรหมทา อ. วิชาการหลายท่านดี เก่ง มีความสามารถ แต่ดูเหมือนจะอย่างไม่สร้างประโยชน์ให้พระพุทธศาสนาเป็นรูปธรรม ทั่วไป แวดวงวิชาการยังไม่ยอมรับด้วยความสนิทใจ อย่างน้อย อาตมา คนหนึ่งล่ะ

ส่วนที่ว่าอะไรไป ไม่มีเจตนาจะไป กด ตัดสินหรือ ดูถูกอะไร เพียงแต่อยากให้คนเก่ง และมีความสามารถอย่างอาจารย์ นำเสนอ งานที่สร้างสรรค์ในเชิงบวก งานเขียนแบบ อ. ที่ผ่านมาก็สร้างสรรค์แต่ในทางลบมากกว่า น่าจะนำเทรน วิชาการใหม่ ด้วยการ เสนอ ทางออกเชิงระบบ พรบ. หรือ กฏหมายที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ให้ขับเคลื่อน น่าจะสร้างสรรค์กว่า เช่น งานพระพุทธศาสนาเชิงระบบ การออก พรบ. ธนาคารพุทธ พรบ. วิจัยระบบพระพุทธศาสนา ให้มีงานวิชาการรองรับ

ให้พิจารณาตามความเหมาะสม
อนุโมทนา

ขอบคุณสำหรับคำแนะนำครับ

แต่ขอแก้นิดเดียว ที่ท่านว่า "ประชาไทเป็นสื่อสาธารณะก็จริง แต่ใต้ดิน" อันนี้มั่วแน่ๆครับ
อะไรที่เป็น "สาธารณะ" (เปิดเผย/ถูกกฎหมาย) จะถือว่ามันเป็นของ "ใต้ดิน" (หลบซ่อน/ผิดกฎหมาย) ได้อย่างไรครับ

ใช่ครับประชาไทไม่ใช่สื่อกระแสหลัก แต่จะเรียกว่าสื่อกระแสรอง สื่อทางเลือกอะไรก็ว่าไป ไม่ใช่ใต้ดินแน่ๆ

ฉะนั้น เมื่อพระคุณเจ้าบอกว่าผมใช้วิธีใต้ดินด่าคนอื่น ผมจึงยืนยันว่าผมไม่ได้ใช้วิธีใต้ดิน เพราะผมเปิดเผยชื่อจริง และเขียนบทความในสื่อสาธารณะ (เปิดเผย /ถูกกฎหมาย) ถ้าจะว่าผมใต้ดินท่านต่างหากที่ใต้ดินเพราะ "หลบซ่อนอยู่ใต้ชื่อปลอม" (แต่ไม่ผิดกฎหมาย)

อธิบายเพื่อให้เคลียร์เฉยๆครับ-Quote

เห็นมั้ยตะว่า คุณใช้คำว่า "ครับ" ตรง "ขอบคุณสำหรับคำแนะนำครับ" และคุณก็ต่อด้วย "แต่ขอแก้นิดเดียว ที่ท่านว่า "ประชาไทเป็นสื่อสาธารณะก็จริง แต่ใต้ดิน" อันนี้มั่วแน่ๆครับ
อะไรที่เป็น "สาธารณะ" (เปิดเผย/ถูกกฎหมาย) จะถือว่ามันเป็นของ "ใต้ดิน" (หลบซ่อน/ผิดกฎหมาย) ได้อย่างไรครับ"....

ถ้าคุณไม่เห็นด้วยกับท่าน คุณควรแก้ว่าแต่ผมไม่เห็นด้วยกับการมองแบบเชิงระบบ หรือเพ่งโทษ เพราะ...เป็นต้น

ขอแค่นี้ก่อนเดี๋ยวต่อใหม่ เพราะมันจะยาว

ประเด็นที่ 1.

ประเด็นที่ 1. สุรพศ-แค่ท่านพูดเฉียดๆ ว่า "ชนชั้นนำกลุ่มเดิม" แล้วไงถูกวิจารณ์ไม่ได้งั้นหรือครับ แค่เฉียดๆ ก็หมายถึงไม่ลงลึกถึงความเป็นจริง และความไม่เป็นธรรมที่อีกฝ่ายได้รับ หรือมองแค่ว่าคนชนบทตกเป็นเครื่องมือของทักษิณ มันก็คือตื้นๆ ไม่ลงลึก วิจารณ์แบบนี้ถูกไหม-

พระไพศาลไม่ได้พูดเฉียด แต่ท่านไม่ได้ใช้คำของคุณเท่านั้น ถ้าคุณคิดว่าใครจะต้องเห็นด้วยกับคุณเป๊ะ ใช้คำของคุณเป๊ะ คุณก็คือ ฮิตเลอร์ดีๆ นี่เองคิดว่าท่านคิดถึงความเป็นธรรมทางสังคมโดยผ่านมุมมองทางศาสนานั้นลึกซึ้งมั้ยให้อ่านตามข้อความนี้ ในบทความนี้

พระไพศาล- แต่สาเหตุที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมดังกล่าวมิได้เกิดจากจิตใจที่เห็นแก่ตัวหรือใฝ่ต่ำหลงผิดเท่านั้น หากยังเชื่อมโยงกับปัจจัยทางด้านสังคมเศรษฐกิจด้วย ความข้อนี้พระพุทธองค์ได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนในกูฏทันตสูตร ในพระสูตรนี้พระองค์ได้ตรัสถึงเมืองหนึ่งซึ่งมีอาชญากรรมแพร่ระบาด พระราชาคิดจะใช้วิธีรุนแรง เช่น ฆ่าและทรมาน แต่พราหมณ์ทักท้วงว่าวิธีดังกล่าวจะทำให้มีโจรผู้ร้ายมากขึ้น พราหมณ์แนะว่าวิธีปราบปรามโจรอย่างถอนรากถอนโคนก็คือการทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีอย่างถ้วนหน้า โดยให้พันธ์ุพืชและอาหารแก่เกษตรกร ให้เงินทุนแก่ผู้ทำการค้าขาย และให้อาหารและเบี้ยหวัดแก่ข้าราชการ ปรากฏว่าไม่นานอาชญากรรมก็หมดไป ผู้คนอยู่เย็นเป็นสุขกันถ้วนหน้า

น่าสังเกตว่าพราหมณ์ไม่ได้เสนอให้มีการเทศนาสั่งสอน ชวนคนเข้าวัด หรือรณรงค์ให้ประชาชนทำดีมีศีลธรรมเลย แต่เน้นที่การปรับปรุงเศรษฐกิจหรือจัดสรรสภาพความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ทั้งนี้ เพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจสังคมนั้นสามารถส่งผลถึงพฤติกรรมของผู้คน จริงอยู่พฤติกรรมของคนเรานั้นถูกกำหนดด้วยความรู้สึกนึกคิดหรือจิตใจ แต่ในเวลาเดียวกันจิตใจก็ถูกกำหนดด้วยอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมหรือสภาพสังคมอยู่ไม่น้อย ดังในจักกวัตตสูตรพระองค์ได้ชี้ให้เห็นว่าความยากจนที่เกิดจากพฤติกรรมของผู้ปกครองที่ไร้ธรรม ไม่เพียงนำไปสู่การผิดศีลอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนเท่านั้น หากยังก่อให้เกิดมิจฉาทิฏฐิและความละโมบตามมา

ในสภาพที่บ้านเมืองแตกแยกอย่างรุนแรง มีการเผชิญหน้าและพร้อมใช้ความรุนแรงทุกฝ่าย การผลักดันให้เกิดมาตรการต่างๆ เช่น จัดการเจรจาระหว่างแกนนำก็ดี การเรียกร้องให้เห็นแก่ชาติบ้านเมืองยิ่งกว่าประโยชน์ส่วนตัวก็ดี การทำกฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์และเที่ยงธรรมก็ดี ล้วนเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่เท่านั้นยังไม่พอ ที่ต้องทำควบคู่ไปด้วยก็คือการเร่งจัดการกับเหตุปัจจัยเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการลดช่องว่างทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างเมืองกับชนบท และระหว่างคนรวยกับคนจน เปิดโอกาสให้มีการเข้าถึงทรัพยากรของรัฐอย่างเท่าเทียมกัน มีกลไกในการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม รวมทั้งการปฏิรูปที่ดินและปฏิรูประบบภาษีอย่างจริงจัง เป็นต้น-

กล่าวคือท่านมองเห็นความไม่เป็นธรรมทางสังคม(เสรีภาพภายนอก)ที่ทำให้คนไม่สนใจศาสนา(เสรีภาพภายในอย่างลึกซึ้ง) แทบจะไม่ต่างจากสิ่งที่คุณพยายามจะเสนอ หรืออาจจะลึกกว่าด้วยซ้ำ

ประเด็นที่ 2. แล้วที่เลือกเป็นกรรมการปฏิรูปประเทศนั้นวิจารณ์ได้ไหมว่าขาดความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะยืนเคียงข้างประชาชนที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นประชาธิปไตย

ไม่ใช่อยู่ในเด็นที่คุณพูดในบทความ อันนี้คุณต้องไปถาม อ.นิธิ และอีก
หลายๆ อาจารย์ด้วย ซึ่ง อ.หลายคนเหล่านั้นต่างก็ยืนอยู่ข้างเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นประชาธิไปไคยด้วยกันทั้งสิ้น

มนค์สวรรค์ จินดาแสง

[quote=มนค์สวรรค์ จินดาแสง][quote=สุรพศ ทวีศักดิ์][quote=ไม่อยากทนพวกลวงโลก(มนต์สวรรค์ จินดาแสง)][quote=สุรพศ ทวีศักดิ์]บทความผมวิจารณ์ว่าพระไพศาลไม่ได้พูดถึง "โครงสร้างอันอยุติธรรมหรืออำนาจนอกระบบ"

ถามว่าที่คุณ "ไม่อยากทนพวกลวงโลก(มนต์สวรรค์ จินดาแสง)" ยกบทความของพระไพศาลมามีข้อความไหนที่แตะเรื่องอำนาจนอกระบบบ้าง

ความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจเป็นปัญหาของสังคมเรามายาวนานตั้งแต่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์โน่นแหละครับ
แต่ต้องเข้าใจว่ามันไม่ใช่ "แกนกลาง" ของปัญหารัฐประหาร 19 กันยา แกนกลางจริงๆ พระที่ประดิษฐ์วาทกรรมทางการเมืองไม่พูดถึง

คือการออกมาเสนอวาทกรรมทางการเมืองคือการยุ่งการเมืองอีกแบบหนึ่ง แต่ท่านไม่กล้ายุ่งแกนกลางของปัญหา นี่คือข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้[/quote]

พระไพศาล : ตราบใดที่ประชาชนระดับล่างยังรู้สึกถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคม คนอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณก็จะยังเป็นที่นิยมและเพรียกหาจากประชาชนอย่างไม่เสื่อมคลายง่ายๆ 

ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมของคนในชาติดังที่กล่าวมา ได้ทำให้ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำทางการเมืองมีความเข้มข้นและขยายวงกว้างขึ้น เพราะขณะที่ชนชั้นนำกลุ่มใหม่ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณเป็นตัวแทน ได้อาศัยชนชั้นล่างในชนบทเป็นฐานในการสถาปนาอำนาจนำ ชนชั้นนำกลุ่มเดิมซึ่งมีฐานจากระบบราชการได้อาศัยชนชั้นกลางในเมืองเป็นกำลังสำคัญในการรักษาผลประโยชน์ 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความขัดแย้งทางการเมืองที่ปรากฏเวลานี้แยกไม่ออกจากความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง

ใช่ค่ะ ท่านอาจไม่ได้พูดว่า "อำนาจนอกระบบ" เป็นสาเหตุของเหตุการณ์พฤษภา 53 ตามที่คุณ "ต้องการ" แต่ท่านอาจพูดถึงในที่อื่นนอกจากที่ดิฉันยกมานี้โดยที่ดิฉันไม่รู้และคุณไม่รู้ แต่ท่านพูดถึงอำนาจนอกระบบอย่างแน่นอน เพียงแต่ท่านไม่พูดให้ชัดตามที่คุณต้องการในที่นี้เท่านั้น

อ่านบทความคุณแล้วเหมือนอ่านคำถาม อ.สมคิด คือแยกแยะไม่ได้ แต่คุณอยากเกาะกระแส 6-พ.ค. 54 ด้วยวิธีการของคุณเอง คุณเลยเอาปรีดีไปเปรียบกับสุจินดา พระไพศาลอาจไม่ใช่ปรีดี แต่เป็น อ.ป๋วย ก็ประมาณคุณเอา อ.ป๋วยไปเปรียบกับสุจินดา คือกิติวุฒโฒ นั่นแหละค่ะ

เดี๋ยวจะดูซิว่าจะแถอะไรมาอีก เตรียมรับมือกับการแถ

จริงๆ บทความที่แล้ว พระองค์หนึ่งเตือนคุณว่าอย่าเพ่งโทษผู้อื่นมากเกินไป และให้มองอะไรเป็นองค์รวม คุณก็ครับๆ แล้วเพ่งโทษตอดท่านเล็กๆ น้อยๆ ตอนท้าย คราวนี้ก็มายังนี้อีก ไม่ไหวจะเคลียร์...

อ๋อ ลืมไป ไปตอบคำถามอะตอมกับกูเองแหละ ให้ชัดเจนหรือยัง?[/quote]

ฮามากเลย ผมครับๆ ที่ไหนเมื่อไรไม่ทราบ (ยกคำพูดแบบครับๆ ของผมมาให้ดูหน่อยซิ)

ไอ้เรื่องเปรียบเทียบตัวบุคคลนี่ก็ยิ่งตลกไปใหญ่ ไม่มีทางอยู่แล้ว ผมวิจารณ์แค่ "ความคิด" เท่านั้น
ผมไม่สนหรอกว่าจะเป็นใคร ผมวิจารณ์ความคิดเขาในฐานะที่เป็นความคิดที่แสดงออกต่อสาธารณะ
ทำไมความคิดของพระไพศาลเป็นสัจธรรมที่โต้แย้งไม่ได้หรือไง

แค่ท่านพูดเฉียดๆ ว่า "ชนชั้นนำกลุ่มเดิม" แล้วไงถูกวิจารณ์ไม่ได้งั้นหรือครับ แค่เฉียดๆ ก็หมายถึงไม่ลงลึกถึงความเป็นจริง และความไม่เป็นธรรมที่อีกฝ่ายได้รับ หรือมองแค่ว่าคนชนบทตกเป็นเครื่องมือของทักษิณ มันก็คือตื้นๆ ไม่ลงลึก วิจารณ์แบบนี้ถูกไหม แล้วที่เลือกเป็นกรรมการปฏิรูปประเทศนั้นวิจารณ์ได้ไหมว่าขาดความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะยืนเคียงข้างประชาชนที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นประชาธิปไตย

ปล.ผมไม่จำเป็นต้องโหนกระแสอะไรทั้งนั้น ไร้สาระสิ้นดี
พูดตามตรงนะเป็นความงี่เง่าสุดๆ เลยครับสำหรับคำวิจารณ์ "เจตนา" หรือ "ความรู้สึกในใจ" (นั่งทางในเอาหรือ) ของผู้เขียนบทความ (ใครก็แล้วแต่) ทำนองว่าเขาเขียนแบนั้นแบบนี้เพราะอยากดัง หรือ ฯลฯ แต่ไม่มีปัญหาโต้แย้ง "ประเด็นหลัก"ในบทความของเขา หรือพวกออกแนวปกป้องพุทธศาสนานี่จะถนัดแต่วาดภาพแม่มดและล่าแม่มดเท่านั้น[/quote]

อ๋อ คราวนี้แกออกมาทางฮา คือ ทำให้มันตลกๆ ไปเสีย ใช้ได้ค่ะใช้ได้ พอใช้ได้สำหรับคนที่ไม่ทราบทั้งหมดพฤติกรรมคุณ

Quote-ยพสท wrote:
นี้คือความอ่อนแอของนักวิชาการพุทธไทย หรือ ไทยพุทธ ที่ขาดการมององค์รวม หรือ เชิงระบบ
สิ่งที่น่าจะต้องพิจารณาสำหรับพวกเรา นักวิชาการพุทธไทยหรือไทยพุทธ
1. ควรมองพระพุทธศาสนาเชิงระบบให้มากกว่านี้ เพราะที่ผ่านมาจะเน้นที่ประเด็นทางวิชาการแทนที่จะมองที่ระบบวิชาการ ของพระพุทธศาสนา
2. ควรมองพัฒนาการด้านศาสนาในแต่ยุค และบริบทด้วย ไม่ควรมองแค่ประเด็นอย่างเดียว ขาดการเชื่อมต่อ
3. ควรมองอย่างสร้างสรรค์ในเชิงบวก
4. ควรมองและพัฒนาให้เป็นรูปธรรม ในนโยบาย หรือ ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนพระพุทธศาสนา
5. ควรที่จะไม่เพ่งโทษของผู้อื่นมากไป
6. ควรรวมกัน ช่วยกันให้มาก

1. ที่เขียนในบทความนี้ไม่มีเนื้อหาตรงไหนที่เป็นการไม่เคารพการทำหน้าที่หรือตัวผู้ทำหน้าที่ปกป้องพุทธศาสนา ผมก็รู้สึกยินดีที่ท่านเจ้าคุณออกมาพูดมาอธิบายเมื่อเกิดปัญหาต่างๆทางพุทธศาสนาขึ้น และในส่วนที่เป็นการอ้างอิงหลักฐานข้อมูลอ้างอิงหลักวิชาการส่วนใหญ่ผมก็เห็นด้วยกับท่าน ที่ผมวิจารณ์ก็แค่ "ท่าที" ของท่านเท่านั้น ผมว่าจะดีมากถ้าท่านเจ้าคุณไม่ได้ใช้ท่าที "ตัดสิน" หรือ "กด" ตัวบุคคล ในการวิพากษ์ความเห็นต่าง

อ. ทำหน้าที่วิชาการ แต่เจตนา อ. ไปมองจุดดำมากไป จนดูน่าเกลียดในสายตาคนส่วนมาก การที่คนจะวิพากษ์ วิจารณ์อะไรนะ ฐานข้อมูลต้องแน่น ต้องเข้าใจบริบทด้วย และที่สำคัญ ในการวิพากษ์ควาามเห็นต่างของอาจารย์ ก็คับแคบกับคนที่เขาเห็นต่างจากอ. เจ้าคุณท่านเห็นต่างจากอ. แต่ท่านไม่ได้มาเขียนว่า อ. แต่ ท่านอ.เขียนว่า ท่าน ใครที่คับแคบกว่ากัน อ. ใช้บทความและสื่อเป็นเครื่องมือ เหมาะสมหรือไม่อย่างไร

2. เรื่องทิฐิน่าจะมีกันทุกคน การวิจารณ์ของท่านเจ้าคุณก็มีทิฐิของท่านเช่นกัน แต่ในที่สุดคนอ่านเขาตัดสินกันที่เหตุผล
งานเขียนบทความของ อ. เช่นกัน ไม่ต้องบอกว่าท่านเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ และฝากอะไรไว้ ในที่สุดคนอ่านเขาตัดสินกันที่เหตุผล เช่นกัน แต่ขอบอกว่า อย่าไปติดที่เหตุผล ซึ่งเป็นเพียง means ไม่ใช่ end ต่อให้เหตุผล จะเหนือกว่าจารีตอย่างไร เหตุผลก็ไม่ใช่เป้าหมาย ต้องปฏิบัติด้วย แม้อ. ดูว่าต่อเองจะเหนือกว่าผู้อื่นด้วยการใช้เหตุผล (จินตะ) เหนือกว่า ผู้ที่เขาอยู่ตามจารีต ยังมีประสบการณ์ (ภาวนา)
สุตะ จารีต
จินตะ เหตุผล
ภาวนา ประสบการณ์

ดังนั้นการใช้เหตุผลของ อ. ดี แต่ไม่สร้างสรรค์ในเชิงบวก เหมือนนักวิชการพุทธไทย หรือ ไทยพุทธ หลายท่าน ที่ติดอยู่แค่เหตุผล แล้วก็มีมานะ ว่ากูแน่ กล้าคิด กล้พูด (แต่คนประเภทนี้ไม่กล้าทำ)
และด้วยวัย อุดมการณ์ จัดจ้าน พอมองอะไร แล้ว ก็จะติดยึด เหมือน นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ สมัยหนุ่ม ตอนนี้ ท่านเบา อ. เช่นกัน ดูมันเทห์นะ เหมือนเด็กแว๋น เด็กสก๋อย เวลาคึกคะนอง มักจะลืมสติ อ. ยังไปได้อีกเยอะ แต่พัฒนาการมองเป็นองค์รวมให้มาก อย่าไปติดที่ประเด็นมากไป อย่างที่เสนอ นักวิชาการไทยพุทธหรือพุทธไทย มักติดที่ประเด็นมากไป ไม่ก้าวผ่านไปเสียที

3. ผมนอนหลับสบายดีครับ ท่านเจ้าคุณวิจารณ์คนอื่นๆ มามากเหลือเกิน (เฉพาะหนังสือที่วิจารณ์นักวิชาการ 4 คน นี่ก็พิมพ์แจกครั้งที่ 2 แล้ว เฉพาะครั้งนี้ก็ตั้ง 10,000 เล่ม ทั้งที่ท่านบอกไม่อยากเอ่ยชื่อจริงของเขาเพราะเกรงจะเกิดความเสียหายแก่เขา) เพียงคนเล็กๆ อย่างผมวิจารณ์ความคิดหรือท่าทีบางด้านของท่านเท่านั้นคงไม่เป็นไร และผมก็วิจารณ์โดยบริสุทธิ์ใจจึงไม่มีปมอะไรที่ทำให้นอนหลับไม่สนิท

อ. วิจารณ์ด้วยบริสุทธิ์ใจ แต่มันที่สาธารณะ การตำหนิอะไรกัน ควรไปหาและแจ้งให้ทราบ จะดีกว่า เพราะถ้าอ. ทำเช่นเดียวกับคนอื่น จะแตกต่างจากคนอื่นได้อย่างไร

4. ที่ท่านว่า "โยม อ. ก็จะทำงานใต้ดิน แอบด่าชาวบ้านทางงานวิชาการอย่างนี้ ถ้าแน่ ต้องเปิดตัวเอง ในที่สาธารณะด้วย" อันนี้ผมไม่เข้าใจครับว่าใครใช้วิธีใต้ดิน ผมใช้ชื่อจริง ท่านใช้ชื่อปลอม ใครกันครับที่ "ทำงานใต้ดินแอบบด่าชาวบ้าน" ท่านต่างหากที่แอบอยู่ใต้ชื่อปลอมด่าผม ผมใช้ชื่อจริงเขียนบทความ และประชาไทก็เป็นสื่อสาธารณะ ส่วนที่ออกเวทีสาธารณะต่างๆ ท่านรู้ได้ไงว่าผมไม่ออก อย่า "แค่คิดเอง" ซิครับ ท่านเจ้าคุณท่านตำหนิวิธีคิดมั่วๆแบบนี้มากเลยครับ

ท่านเจ้าคุณท่านตำหนิวิธีคิดมั่วๆแบบนี้มากเลยครับ คำนี้ออกจะแรงมากไปหน่อย นะ ดูวิธีการของอ. ก็จะแรงเช่นกัน
การว่าท่านตำหนิวิธีคิดมั่วๆ แบบนี้มาก อ. ไม่เข้าใจวิธีคิดของท่าน อย่างที่บอกให้ไปหาท่าน คุยกับท่าน เพราะระดับ อ. กับ ระดับท่าน มันคนละอย่างกัน อย่าเอาวิธีคิดเขา อ. ไปจับท่าน เหมือนเด็กปัญญอ่อนเอาแต่ใจ
ประชาไทเป็นสื่อสาธารณะก็จริง แต่ใต้ดิน ไม่ใช่สื่อสาธารณะกระแสหลักทั่วไป ถ้าแน่จริง อ. ก็ไปสื่อกระแสหลัก วิธีการของ อ. มีคนเคยทำมาแล้ว กินอุดมการณ์ ทางวิชาการ ดีครับ แต่ประเด็นแคบมาก
ส่วนการใช้ชื่อนั้น ถ้าพูดกันตรงไปตรงมา ไม่ต้องห่วงว่าใช้อย่างไร ถ้าเจอ อ. ก็ใช้ชื่อจริง
แต่นี้เป็นสื่อสาธารณะใต้ดิน ไม่ใช่สื่อกระแสหลัก

5.เรื่อง อ.สมภารที่ท่านว่ามาผมไม่รู้ข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างนั้นหรือไม่ แต่เท่าที่ผมรู้จัก อ.สมภารและอ่านงานวิชาการของท่านมาตลอด ผมเห็นว่า อ.สมภารเป็นคนที่ให้ความเคารพท่านเจ้าคุณมาก แต่เรื่องใดที่ไม่เห็นด้วยก็โต้แย้งตรงไปตรงมา ซึ่งผมก็ว่าดี การโต้แย้งกันทางวิชาการเป็นประโยชน์แก่สังคม และเรื่องพุทธศาสนานั้น อ.สมภารก็ผลิตงานวิชาการเชิงก้าวหน้าออกมามากกว่าใครๆในปัจจุบัน

อย่างที่บอก อ. ผลิตงานวิชาการออกมามาก แต่ไม่่ก่อให้เกิดการขับเคลื่อนพระพุทธศาสนาเชิงสถาบัน เพราะนักวิชาการมองเชิงระบบไม่เป็น สัมพันธ์กับอย่างอื่นไม่เป็น นะจะมีการทำวิจัยเชิงระบบ ให้มาก สำหรับนักวิชาการไทย อย่าติดประเด็นให้มากไป

อ. สมภาร พรหมทา อ. วิชาการหลายท่านดี เก่ง มีความสามารถ แต่ดูเหมือนจะอย่างไม่สร้างประโยชน์ให้พระพุทธศาสนาเป็นรูปธรรม ทั่วไป แวดวงวิชาการยังไม่ยอมรับด้วยความสนิทใจ อย่างน้อย อาตมา คนหนึ่งล่ะ

ส่วนที่ว่าอะไรไป ไม่มีเจตนาจะไป กด ตัดสินหรือ ดูถูกอะไร เพียงแต่อยากให้คนเก่ง และมีความสามารถอย่างอาจารย์ นำเสนอ งานที่สร้างสรรค์ในเชิงบวก งานเขียนแบบ อ. ที่ผ่านมาก็สร้างสรรค์แต่ในทางลบมากกว่า น่าจะนำเทรน วิชาการใหม่ ด้วยการ เสนอ ทางออกเชิงระบบ พรบ. หรือ กฏหมายที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ให้ขับเคลื่อน น่าจะสร้างสรรค์กว่า เช่น งานพระพุทธศาสนาเชิงระบบ การออก พรบ. ธนาคารพุทธ พรบ. วิจัยระบบพระพุทธศาสนา ให้มีงานวิชาการรองรับ

ให้พิจารณาตามความเหมาะสม
อนุโมทนา

ขอบคุณสำหรับคำแนะนำครับ

แต่ขอแก้นิดเดียว ที่ท่านว่า "ประชาไทเป็นสื่อสาธารณะก็จริง แต่ใต้ดิน" อันนี้มั่วแน่ๆครับ
อะไรที่เป็น "สาธารณะ" (เปิดเผย/ถูกกฎหมาย) จะถือว่ามันเป็นของ "ใต้ดิน" (หลบซ่อน/ผิดกฎหมาย) ได้อย่างไรครับ

ใช่ครับประชาไทไม่ใช่สื่อกระแสหลัก แต่จะเรียกว่าสื่อกระแสรอง สื่อทางเลือกอะไรก็ว่าไป ไม่ใช่ใต้ดินแน่ๆ

ฉะนั้น เมื่อพระคุณเจ้าบอกว่าผมใช้วิธีใต้ดินด่าคนอื่น ผมจึงยืนยันว่าผมไม่ได้ใช้วิธีใต้ดิน เพราะผมเปิดเผยชื่อจริง และเขียนบทความในสื่อสาธารณะ (เปิดเผย /ถูกกฎหมาย) ถ้าจะว่าผมใต้ดินท่านต่างหากที่ใต้ดินเพราะ "หลบซ่อนอยู่ใต้ชื่อปลอม" (แต่ไม่ผิดกฎหมาย)

อธิบายเพื่อให้เคลียร์เฉยๆครับ-Quote

เห็นมั้ยตะว่า คุณใช้คำว่า "ครับ" ตรง "ขอบคุณสำหรับคำแนะนำครับ" และคุณก็ต่อด้วย "แต่ขอแก้นิดเดียว ที่ท่านว่า "ประชาไทเป็นสื่อสาธารณะก็จริง แต่ใต้ดิน" อันนี้มั่วแน่ๆครับ
อะไรที่เป็น "สาธารณะ" (เปิดเผย/ถูกกฎหมาย) จะถือว่ามันเป็นของ "ใต้ดิน" (หลบซ่อน/ผิดกฎหมาย) ได้อย่างไรครับ"....

ถ้าคุณไม่เห็นด้วยกับท่าน คุณควรแก้ว่าแต่ผมไม่เห็นด้วยกับการมองแบบเชิงระบบ หรือเพ่งโทษ เพราะ...เป็นต้น

ขอแค่นี้ก่อนเดี๋ยวต่อใหม่ เพราะมันจะยาว[/quote]

อ้าว ผมตอบคุณ (หรือใครๆ)ผมก็มีหางเสียงว่า "ครับ" อยู่แล้วนี่ครับ
ซึ่งมันไม่ใช่ "ครับๆ" แบบผมยอมตามทุกอย่างนี่ (ฮา อีกที)

ส่วนที่เหลือ

ส่วนที่เหลือ -"ไอ้เรื่องเปรียบเทียบตัวบุคคลนี่ก็ยิ่งตลกไปใหญ่ ไม่มีทางอยู่แล้ว ผมวิจารณ์แค่ "ความคิด" เท่านั้น
ผมไม่สนหรอกว่าจะเป็นใคร ผมวิจารณ์ความคิดเขาในฐานะที่เป็นความคิดที่แสดงออกต่อสาธารณะ
ทำไมความคิดของพระไพศาลเป็นสัจธรรมที่โต้แย้งไม่ได้หรือไง

แค่ท่านพูดเฉียดๆ ว่า "ชนชั้นนำกลุ่มเดิม" แล้วไงถูกวิจารณ์ไม่ได้งั้นหรือครับ แค่เฉียดๆ ก็หมายถึงไม่ลงลึกถึงความเป็นจริง และความไม่เป็นธรรมที่อีกฝ่ายได้รับ หรือมองแค่ว่าคนชนบทตกเป็นเครื่องมือของทักษิณ มันก็คือตื้นๆ ไม่ลงลึก วิจารณ์แบบนี้ถูกไหม แล้วที่เลือกเป็นกรรมการปฏิรูปประเทศนั้นวิจารณ์ได้ไหมว่าขาดความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะยืนเคียงข้างประชาชนที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นประชาธิปไตย

ปล.ผมไม่จำเป็นต้องโหนกระแสอะไรทั้งนั้น ไร้สาระสิ้นดี
พูดตามตรงนะเป็นความงี่เง่าสุดๆ เลยครับสำหรับคำวิจารณ์ "เจตนา" หรือ "ความรู้สึกในใจ" (นั่งทางในเอาหรือ) ของผู้เขียนบทความ (ใครก็แล้วแต่) ทำนองว่าเขาเขียนแบนั้นแบบนี้เพราะอยากดัง หรือ ฯลฯ แต่ไม่มีปัญหาโต้แย้ง "ประเด็นหลัก"ในบทความของเขา หรือพวกออกแนวปกป้องพุทธศาสนานี่จะถนัดแต่วาดภาพแม่มดและล่าแม่มดเท่านั้น-

เดี๋ยวพรุ่งนี้ หรือคืนนี้ดึกๆ ว่างๆ ดิฉันจะมาชำแหละให้เห็น แต่ถ้า อ.จะตอบมาเลยตอนนี้ก็ดี เพราะได้ชำแหละเสียทีเดียว เพราะมันจะยาวมาก

อ.สุรพศคะ ดิฉันยังมีความเคารพ อ.อยู่ จึงเรียกว่าอาจารย์ จริงๆ แล้วดิฉันได้ตอบโต้อาจารย์ตรงทุกประเด็นเลยนะคะ ถ้าอ่านดูทั้งหมด ไม่ได้มีการล่าแม่มดอย่างไรทั้งสิ้น อย่างเรื่องบอกพระไพศาลไม่เห็นความอยุติธรรมทางโครงสร้าง ดิฉันก็ชี้ให้เห็นว่าท่านเห็น(นี่เฉพาะข้อความในบทความ) และเห็นอย่างลึกซึ้งด้วยโดยวางอยู่บนพื้นฐานของศาสนาพุทธคล้ายๆ กับที่ อ. กำลังทำนี่แหละ(แต่ อ.ทำหยาบกว่า เพราะข้อมูล อ. ผิดๆ ถูกๆ) หรือประเด็นเรื่อง " อำนาจนอกระบบ" ดิฉันก็ชี้ให้เห็นแล้วว่าท่านพูดถึง แต่ท่านไม่ได้ใช้คำนี้ แต่ท่านหมายความอย่างนี้ เพราะมีบริบทเรื่องชนชั้นนำเดิม ใช้ชนชั้นกลางรองรับ อะไรประมาณนี้ ก็เหมือนที่เราพูดถึงกันเรื่องอำมาตย์นี่แหละ อาจารย์ก็เลี่ยงบาลีไปใช้คำว่า "เฉียดๆ" อาจารย์คะ การวิจารณ์นั้นทำได้(ถึงจะเป็นประเด็นๆ) แต่ต้องเมื่อมีประเด็นที่จะพูดถึงจริงๆ
ไม่ใช่ไม่มีประเด็นก็หยิบมาพูด หรือหยิบประเด็นมาพูดให้สอดร้อยกับความคิดของตน โดยไม่ดูความแตกต่างในรายละเอียด อ.สอนในมหาวิทยาลัย เด็กบางคนมายกย่อง อ.ว่าเป็น Academic Man ซึ่งนั่นมันจะใช่ต่อเมื่อเรามีข้อมูลที่ถูกต้องรองรับด้วย มิฉะนั้น การวิจารณ์จะเป็นการกล่าวหากันลอยๆ หรือไม่ก็เป็นการติในนามวิพากษ์วิจารณ์ ทำให้เกิด "การก้าวหน้าตาม แฟชั่น" (ตามคำของพี่นิธินันท์) หรือ Angry Youngman ดิฉันนั้นเ่ิมเป็นห่วงลูกสิทธิของ อ.จริงๆ และดิฉันอยากจะบอกในท้ายสุดเฉพาะตอนนี้ สิ่งที่ดิฉันต้องมาถกกับ อ. ในที่นี้ ดิฉันไม่ใช่ชอบเท่าไหร่ แต่มันจำเป็นเเพราะเห็นข้อบกพร่องในเรื่องข้อมูลและวิธีคิดของ อ. มากมาย

เอาละ รู้สึก อ.จะตอบโต้มาละ เดี๋ยวขออ่านและพักก่อน ถ้าไม่คืนนี้ ก้พรุ่งนี้ เราคงได้คุยกันอีกครั้งหนึ่ง

สุรพศ ทวีศักดิ์

[quote=สุรพศ ทวีศักดิ์][quote=มนค์สวรรค์ จินดาแสง][quote=สุรพศ ทวีศักดิ์][quote=ไม่อยากทนพวกลวงโลก(มนต์สวรรค์ จินดาแสง)][quote=สุรพศ ทวีศักดิ์]บทความผมวิจารณ์ว่าพระไพศาลไม่ได้พูดถึง "โครงสร้างอันอยุติธรรมหรืออำนาจนอกระบบ"

ถามว่าที่คุณ "ไม่อยากทนพวกลวงโลก(มนต์สวรรค์ จินดาแสง)" ยกบทความของพระไพศาลมามีข้อความไหนที่แตะเรื่องอำนาจนอกระบบบ้าง

ความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจเป็นปัญหาของสังคมเรามายาวนานตั้งแต่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์โน่นแหละครับ
แต่ต้องเข้าใจว่ามันไม่ใช่ "แกนกลาง" ของปัญหารัฐประหาร 19 กันยา แกนกลางจริงๆ พระที่ประดิษฐ์วาทกรรมทางการเมืองไม่พูดถึง

คือการออกมาเสนอวาทกรรมทางการเมืองคือการยุ่งการเมืองอีกแบบหนึ่ง แต่ท่านไม่กล้ายุ่งแกนกลางของปัญหา นี่คือข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้[/quote]

พระไพศาล : ตราบใดที่ประชาชนระดับล่างยังรู้สึกถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคม คนอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณก็จะยังเป็นที่นิยมและเพรียกหาจากประชาชนอย่างไม่เสื่อมคลายง่ายๆ 

ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมของคนในชาติดังที่กล่าวมา ได้ทำให้ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำทางการเมืองมีความเข้มข้นและขยายวงกว้างขึ้น เพราะขณะที่ชนชั้นนำกลุ่มใหม่ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณเป็นตัวแทน ได้อาศัยชนชั้นล่างในชนบทเป็นฐานในการสถาปนาอำนาจนำ ชนชั้นนำกลุ่มเดิมซึ่งมีฐานจากระบบราชการได้อาศัยชนชั้นกลางในเมืองเป็นกำลังสำคัญในการรักษาผลประโยชน์ 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความขัดแย้งทางการเมืองที่ปรากฏเวลานี้แยกไม่ออกจากความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง

ใช่ค่ะ ท่านอาจไม่ได้พูดว่า "อำนาจนอกระบบ" เป็นสาเหตุของเหตุการณ์พฤษภา 53 ตามที่คุณ "ต้องการ" แต่ท่านอาจพูดถึงในที่อื่นนอกจากที่ดิฉันยกมานี้โดยที่ดิฉันไม่รู้และคุณไม่รู้ แต่ท่านพูดถึงอำนาจนอกระบบอย่างแน่นอน เพียงแต่ท่านไม่พูดให้ชัดตามที่คุณต้องการในที่นี้เท่านั้น

อ่านบทความคุณแล้วเหมือนอ่านคำถาม อ.สมคิด คือแยกแยะไม่ได้ แต่คุณอยากเกาะกระแส 6-พ.ค. 54 ด้วยวิธีการของคุณเอง คุณเลยเอาปรีดีไปเปรียบกับสุจินดา พระไพศาลอาจไม่ใช่ปรีดี แต่เป็น อ.ป๋วย ก็ประมาณคุณเอา อ.ป๋วยไปเปรียบกับสุจินดา คือกิติวุฒโฒ นั่นแหละค่ะ

เดี๋ยวจะดูซิว่าจะแถอะไรมาอีก เตรียมรับมือกับการแถ

จริงๆ บทความที่แล้ว พระองค์หนึ่งเตือนคุณว่าอย่าเพ่งโทษผู้อื่นมากเกินไป และให้มองอะไรเป็นองค์รวม คุณก็ครับๆ แล้วเพ่งโทษตอดท่านเล็กๆ น้อยๆ ตอนท้าย คราวนี้ก็มายังนี้อีก ไม่ไหวจะเคลียร์...

อ๋อ ลืมไป ไปตอบคำถามอะตอมกับกูเองแหละ ให้ชัดเจนหรือยัง?[/quote]

ฮามากเลย ผมครับๆ ที่ไหนเมื่อไรไม่ทราบ (ยกคำพูดแบบครับๆ ของผมมาให้ดูหน่อยซิ)

ไอ้เรื่องเปรียบเทียบตัวบุคคลนี่ก็ยิ่งตลกไปใหญ่ ไม่มีทางอยู่แล้ว ผมวิจารณ์แค่ "ความคิด" เท่านั้น
ผมไม่สนหรอกว่าจะเป็นใคร ผมวิจารณ์ความคิดเขาในฐานะที่เป็นความคิดที่แสดงออกต่อสาธารณะ
ทำไมความคิดของพระไพศาลเป็นสัจธรรมที่โต้แย้งไม่ได้หรือไง

แค่ท่านพูดเฉียดๆ ว่า "ชนชั้นนำกลุ่มเดิม" แล้วไงถูกวิจารณ์ไม่ได้งั้นหรือครับ แค่เฉียดๆ ก็หมายถึงไม่ลงลึกถึงความเป็นจริง และความไม่เป็นธรรมที่อีกฝ่ายได้รับ หรือมองแค่ว่าคนชนบทตกเป็นเครื่องมือของทักษิณ มันก็คือตื้นๆ ไม่ลงลึก วิจารณ์แบบนี้ถูกไหม แล้วที่เลือกเป็นกรรมการปฏิรูปประเทศนั้นวิจารณ์ได้ไหมว่าขาดความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะยืนเคียงข้างประชาชนที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นประชาธิปไตย

ปล.ผมไม่จำเป็นต้องโหนกระแสอะไรทั้งนั้น ไร้สาระสิ้นดี
พูดตามตรงนะเป็นความงี่เง่าสุดๆ เลยครับสำหรับคำวิจารณ์ "เจตนา" หรือ "ความรู้สึกในใจ" (นั่งทางในเอาหรือ) ของผู้เขียนบทความ (ใครก็แล้วแต่) ทำนองว่าเขาเขียนแบนั้นแบบนี้เพราะอยากดัง หรือ ฯลฯ แต่ไม่มีปัญหาโต้แย้ง "ประเด็นหลัก"ในบทความของเขา หรือพวกออกแนวปกป้องพุทธศาสนานี่จะถนัดแต่วาดภาพแม่มดและล่าแม่มดเท่านั้น[/quote]

อ๋อ คราวนี้แกออกมาทางฮา คือ ทำให้มันตลกๆ ไปเสีย ใช้ได้ค่ะใช้ได้ พอใช้ได้สำหรับคนที่ไม่ทราบทั้งหมดพฤติกรรมคุณ

Quote-ยพสท wrote:
นี้คือความอ่อนแอของนักวิชาการพุทธไทย หรือ ไทยพุทธ ที่ขาดการมององค์รวม หรือ เชิงระบบ
สิ่งที่น่าจะต้องพิจารณาสำหรับพวกเรา นักวิชาการพุทธไทยหรือไทยพุทธ
1. ควรมองพระพุทธศาสนาเชิงระบบให้มากกว่านี้ เพราะที่ผ่านมาจะเน้นที่ประเด็นทางวิชาการแทนที่จะมองที่ระบบวิชาการ ของพระพุทธศาสนา
2. ควรมองพัฒนาการด้านศาสนาในแต่ยุค และบริบทด้วย ไม่ควรมองแค่ประเด็นอย่างเดียว ขาดการเชื่อมต่อ
3. ควรมองอย่างสร้างสรรค์ในเชิงบวก
4. ควรมองและพัฒนาให้เป็นรูปธรรม ในนโยบาย หรือ ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนพระพุทธศาสนา
5. ควรที่จะไม่เพ่งโทษของผู้อื่นมากไป
6. ควรรวมกัน ช่วยกันให้มาก

1. ที่เขียนในบทความนี้ไม่มีเนื้อหาตรงไหนที่เป็นการไม่เคารพการทำหน้าที่หรือตัวผู้ทำหน้าที่ปกป้องพุทธศาสนา ผมก็รู้สึกยินดีที่ท่านเจ้าคุณออกมาพูดมาอธิบายเมื่อเกิดปัญหาต่างๆทางพุทธศาสนาขึ้น และในส่วนที่เป็นการอ้างอิงหลักฐานข้อมูลอ้างอิงหลักวิชาการส่วนใหญ่ผมก็เห็นด้วยกับท่าน ที่ผมวิจารณ์ก็แค่ "ท่าที" ของท่านเท่านั้น ผมว่าจะดีมากถ้าท่านเจ้าคุณไม่ได้ใช้ท่าที "ตัดสิน" หรือ "กด" ตัวบุคคล ในการวิพากษ์ความเห็นต่าง

อ. ทำหน้าที่วิชาการ แต่เจตนา อ. ไปมองจุดดำมากไป จนดูน่าเกลียดในสายตาคนส่วนมาก การที่คนจะวิพากษ์ วิจารณ์อะไรนะ ฐานข้อมูลต้องแน่น ต้องเข้าใจบริบทด้วย และที่สำคัญ ในการวิพากษ์ควาามเห็นต่างของอาจารย์ ก็คับแคบกับคนที่เขาเห็นต่างจากอ. เจ้าคุณท่านเห็นต่างจากอ. แต่ท่านไม่ได้มาเขียนว่า อ. แต่ ท่านอ.เขียนว่า ท่าน ใครที่คับแคบกว่ากัน อ. ใช้บทความและสื่อเป็นเครื่องมือ เหมาะสมหรือไม่อย่างไร

2. เรื่องทิฐิน่าจะมีกันทุกคน การวิจารณ์ของท่านเจ้าคุณก็มีทิฐิของท่านเช่นกัน แต่ในที่สุดคนอ่านเขาตัดสินกันที่เหตุผล
งานเขียนบทความของ อ. เช่นกัน ไม่ต้องบอกว่าท่านเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ และฝากอะไรไว้ ในที่สุดคนอ่านเขาตัดสินกันที่เหตุผล เช่นกัน แต่ขอบอกว่า อย่าไปติดที่เหตุผล ซึ่งเป็นเพียง means ไม่ใช่ end ต่อให้เหตุผล จะเหนือกว่าจารีตอย่างไร เหตุผลก็ไม่ใช่เป้าหมาย ต้องปฏิบัติด้วย แม้อ. ดูว่าต่อเองจะเหนือกว่าผู้อื่นด้วยการใช้เหตุผล (จินตะ) เหนือกว่า ผู้ที่เขาอยู่ตามจารีต ยังมีประสบการณ์ (ภาวนา)
สุตะ จารีต
จินตะ เหตุผล
ภาวนา ประสบการณ์

ดังนั้นการใช้เหตุผลของ อ. ดี แต่ไม่สร้างสรรค์ในเชิงบวก เหมือนนักวิชการพุทธไทย หรือ ไทยพุทธ หลายท่าน ที่ติดอยู่แค่เหตุผล แล้วก็มีมานะ ว่ากูแน่ กล้าคิด กล้พูด (แต่คนประเภทนี้ไม่กล้าทำ)
และด้วยวัย อุดมการณ์ จัดจ้าน พอมองอะไร แล้ว ก็จะติดยึด เหมือน นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ สมัยหนุ่ม ตอนนี้ ท่านเบา อ. เช่นกัน ดูมันเทห์นะ เหมือนเด็กแว๋น เด็กสก๋อย เวลาคึกคะนอง มักจะลืมสติ อ. ยังไปได้อีกเยอะ แต่พัฒนาการมองเป็นองค์รวมให้มาก อย่าไปติดที่ประเด็นมากไป อย่างที่เสนอ นักวิชาการไทยพุทธหรือพุทธไทย มักติดที่ประเด็นมากไป ไม่ก้าวผ่านไปเสียที

3. ผมนอนหลับสบายดีครับ ท่านเจ้าคุณวิจารณ์คนอื่นๆ มามากเหลือเกิน (เฉพาะหนังสือที่วิจารณ์นักวิชาการ 4 คน นี่ก็พิมพ์แจกครั้งที่ 2 แล้ว เฉพาะครั้งนี้ก็ตั้ง 10,000 เล่ม ทั้งที่ท่านบอกไม่อยากเอ่ยชื่อจริงของเขาเพราะเกรงจะเกิดความเสียหายแก่เขา) เพียงคนเล็กๆ อย่างผมวิจารณ์ความคิดหรือท่าทีบางด้านของท่านเท่านั้นคงไม่เป็นไร และผมก็วิจารณ์โดยบริสุทธิ์ใจจึงไม่มีปมอะไรที่ทำให้นอนหลับไม่สนิท

อ. วิจารณ์ด้วยบริสุทธิ์ใจ แต่มันที่สาธารณะ การตำหนิอะไรกัน ควรไปหาและแจ้งให้ทราบ จะดีกว่า เพราะถ้าอ. ทำเช่นเดียวกับคนอื่น จะแตกต่างจากคนอื่นได้อย่างไร

4. ที่ท่านว่า "โยม อ. ก็จะทำงานใต้ดิน แอบด่าชาวบ้านทางงานวิชาการอย่างนี้ ถ้าแน่ ต้องเปิดตัวเอง ในที่สาธารณะด้วย" อันนี้ผมไม่เข้าใจครับว่าใครใช้วิธีใต้ดิน ผมใช้ชื่อจริง ท่านใช้ชื่อปลอม ใครกันครับที่ "ทำงานใต้ดินแอบบด่าชาวบ้าน" ท่านต่างหากที่แอบอยู่ใต้ชื่อปลอมด่าผม ผมใช้ชื่อจริงเขียนบทความ และประชาไทก็เป็นสื่อสาธารณะ ส่วนที่ออกเวทีสาธารณะต่างๆ ท่านรู้ได้ไงว่าผมไม่ออก อย่า "แค่คิดเอง" ซิครับ ท่านเจ้าคุณท่านตำหนิวิธีคิดมั่วๆแบบนี้มากเลยครับ

ท่านเจ้าคุณท่านตำหนิวิธีคิดมั่วๆแบบนี้มากเลยครับ คำนี้ออกจะแรงมากไปหน่อย นะ ดูวิธีการของอ. ก็จะแรงเช่นกัน
การว่าท่านตำหนิวิธีคิดมั่วๆ แบบนี้มาก อ. ไม่เข้าใจวิธีคิดของท่าน อย่างที่บอกให้ไปหาท่าน คุยกับท่าน เพราะระดับ อ. กับ ระดับท่าน มันคนละอย่างกัน อย่าเอาวิธีคิดเขา อ. ไปจับท่าน เหมือนเด็กปัญญอ่อนเอาแต่ใจ
ประชาไทเป็นสื่อสาธารณะก็จริง แต่ใต้ดิน ไม่ใช่สื่อสาธารณะกระแสหลักทั่วไป ถ้าแน่จริง อ. ก็ไปสื่อกระแสหลัก วิธีการของ อ. มีคนเคยทำมาแล้ว กินอุดมการณ์ ทางวิชาการ ดีครับ แต่ประเด็นแคบมาก
ส่วนการใช้ชื่อนั้น ถ้าพูดกันตรงไปตรงมา ไม่ต้องห่วงว่าใช้อย่างไร ถ้าเจอ อ. ก็ใช้ชื่อจริง
แต่นี้เป็นสื่อสาธารณะใต้ดิน ไม่ใช่สื่อกระแสหลัก

5.เรื่อง อ.สมภารที่ท่านว่ามาผมไม่รู้ข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างนั้นหรือไม่ แต่เท่าที่ผมรู้จัก อ.สมภารและอ่านงานวิชาการของท่านมาตลอด ผมเห็นว่า อ.สมภารเป็นคนที่ให้ความเคารพท่านเจ้าคุณมาก แต่เรื่องใดที่ไม่เห็นด้วยก็โต้แย้งตรงไปตรงมา ซึ่งผมก็ว่าดี การโต้แย้งกันทางวิชาการเป็นประโยชน์แก่สังคม และเรื่องพุทธศาสนานั้น อ.สมภารก็ผลิตงานวิชาการเชิงก้าวหน้าออกมามากกว่าใครๆในปัจจุบัน

อย่างที่บอก อ. ผลิตงานวิชาการออกมามาก แต่ไม่่ก่อให้เกิดการขับเคลื่อนพระพุทธศาสนาเชิงสถาบัน เพราะนักวิชาการมองเชิงระบบไม่เป็น สัมพันธ์กับอย่างอื่นไม่เป็น นะจะมีการทำวิจัยเชิงระบบ ให้มาก สำหรับนักวิชาการไทย อย่าติดประเด็นให้มากไป

อ. สมภาร พรหมทา อ. วิชาการหลายท่านดี เก่ง มีความสามารถ แต่ดูเหมือนจะอย่างไม่สร้างประโยชน์ให้พระพุทธศาสนาเป็นรูปธรรม ทั่วไป แวดวงวิชาการยังไม่ยอมรับด้วยความสนิทใจ อย่างน้อย อาตมา คนหนึ่งล่ะ

ส่วนที่ว่าอะไรไป ไม่มีเจตนาจะไป กด ตัดสินหรือ ดูถูกอะไร เพียงแต่อยากให้คนเก่ง และมีความสามารถอย่างอาจารย์ นำเสนอ งานที่สร้างสรรค์ในเชิงบวก งานเขียนแบบ อ. ที่ผ่านมาก็สร้างสรรค์แต่ในทางลบมากกว่า น่าจะนำเทรน วิชาการใหม่ ด้วยการ เสนอ ทางออกเชิงระบบ พรบ. หรือ กฏหมายที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ให้ขับเคลื่อน น่าจะสร้างสรรค์กว่า เช่น งานพระพุทธศาสนาเชิงระบบ การออก พรบ. ธนาคารพุทธ พรบ. วิจัยระบบพระพุทธศาสนา ให้มีงานวิชาการรองรับ

ให้พิจารณาตามความเหมาะสม
อนุโมทนา

ขอบคุณสำหรับคำแนะนำครับ

แต่ขอแก้นิดเดียว ที่ท่านว่า "ประชาไทเป็นสื่อสาธารณะก็จริง แต่ใต้ดิน" อันนี้มั่วแน่ๆครับ
อะไรที่เป็น "สาธารณะ" (เปิดเผย/ถูกกฎหมาย) จะถือว่ามันเป็นของ "ใต้ดิน" (หลบซ่อน/ผิดกฎหมาย) ได้อย่างไรครับ

ใช่ครับประชาไทไม่ใช่สื่อกระแสหลัก แต่จะเรียกว่าสื่อกระแสรอง สื่อทางเลือกอะไรก็ว่าไป ไม่ใช่ใต้ดินแน่ๆ

ฉะนั้น เมื่อพระคุณเจ้าบอกว่าผมใช้วิธีใต้ดินด่าคนอื่น ผมจึงยืนยันว่าผมไม่ได้ใช้วิธีใต้ดิน เพราะผมเปิดเผยชื่อจริง และเขียนบทความในสื่อสาธารณะ (เปิดเผย /ถูกกฎหมาย) ถ้าจะว่าผมใต้ดินท่านต่างหากที่ใต้ดินเพราะ "หลบซ่อนอยู่ใต้ชื่อปลอม" (แต่ไม่ผิดกฎหมาย)

อธิบายเพื่อให้เคลียร์เฉยๆครับ-Quote

เห็นมั้ยตะว่า คุณใช้คำว่า "ครับ" ตรง "ขอบคุณสำหรับคำแนะนำครับ" และคุณก็ต่อด้วย "แต่ขอแก้นิดเดียว ที่ท่านว่า "ประชาไทเป็นสื่อสาธารณะก็จริง แต่ใต้ดิน" อันนี้มั่วแน่ๆครับ
อะไรที่เป็น "สาธารณะ" (เปิดเผย/ถูกกฎหมาย) จะถือว่ามันเป็นของ "ใต้ดิน" (หลบซ่อน/ผิดกฎหมาย) ได้อย่างไรครับ"....

ถ้าคุณไม่เห็นด้วยกับท่าน คุณควรแก้ว่าแต่ผมไม่เห็นด้วยกับการมองแบบเชิงระบบ หรือเพ่งโทษ เพราะ...เป็นต้น

ขอแค่นี้ก่อนเดี๋ยวต่อใหม่ เพราะมันจะยาว[/quote]

อ้าว ผมตอบคุณ (หรือใครๆ)ผมก็มีหางเสียงว่า "ครับ" อยู่แล้วนี่ครับ
ซึ่งมันไม่ใช่ "ครับๆ" แบบผมยอมตามทุกอย่างนี่ (ฮา อีกที)[/quote]

อ๋อ คนอย่าง อ.สุรพศเป็นอย่างนี้หรือคะ ถึงไม่เห็นด้วยก็ครับเฉยๆ แล้วไม่แก้ต่างในสิ่งที่ตัวเองไม่เห็นด้วย
ถ้าอย่างนั้น ทำไมหน้าโพสต์ความเห็นประเด็นโน้นกับประเด็นนี้มันยาวอย่างนี้ล่ะคะ? ถ้า อ.สรพศแสดงความไม่เห็นด้วยด้วยการไม่ตอบโต้ อาจารย์ก็น่าจะวางเฉยด้วยการไม่มาตอบโต้กับคนที่เห็นต่างกับตัวเอง หรือตอบโต้เพียงเล็กน้อย แล้วเก็บมาคิดวิเคราะหฺ์เพื่อเพิ่มพูนความรู้ สกัดจุดอ่อนตัวเอง ไม่ใช่ตอบโต้แบบไม่ตรงประเด็น แล้วก็ไปว่าตัวตนเขามั่ง จินตนาการเขามั่ง(ทั้งที่แสดงให้เห็นถึงการเปรียบเทียบ ทีตัวเองยังเปรียบเทียบได้)และของให้ "กรู" ได้ต่อท้ายสักคำก็ยังดี เพื่อแสดงว่าไม่ยอมแพ้

ทำตรรกวิบัติเหมือน อ.สมคิดอีกแล้ว หุหุ สุดยอดจะฮาเลย

มนค์สวรรค์ จินดาแสง

[quote=มนค์สวรรค์ จินดาแสง]
ประเด็นที่ 2. แล้วที่เลือกเป็นกรรมการปฏิรูปประเทศนั้นวิจารณ์ได้ไหมว่าขาดความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะยืนเคียงข้างประชาชนที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นประชาธิปไตย

ไม่ใช่อยู่ในเด็นที่คุณพูดในบทความ อันนี้คุณต้องไปถาม อ.นิธิ และอีก
หลายๆ อาจารย์ด้วย ซึ่ง อ.หลายคนเหล่านั้นต่างก็ยืนอยู่ข้างเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นประชาธิไปไคยด้วยกันทั้งสิ้น[/quote]

อยู่ในบทสรุปของบทความเลยครับ ประเด็น "ความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะยืนอยู่ข้างประชาชน" เลือกเป็นกรรมการปฏิรูปในสถานการณ์ "เพิ่งสังหารคนเสื้อแดง" นี่ถูกตั้งคำถามมากเลย (ผมเคยตั้งคำถามในบทความก่อนหน้าแล้ว บทความนี้เลยไม่ยกมาอีก ละไว้ในฐานที่เข้าใจ แต่เรื่องความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะ "ยืนอยู่ข้างประชาชน" เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ด้วย)

จะว่าไปเรื่องความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจก็เป็นการพูดแบบเดียวกับหมอประเวศนั่นแหละครับ แต่อย่างที่ว่านั่นไม่ใช่ "แกนกลาง" ของปัญหารัฐประหาร

ในบทความก่อนผมวิจารณ์ด้วยซ้ำว่าท่านเป็นกลางไม่ได้จริงๆหรอก เพราะท่านบอกว่าเป็นกลางหมายถึง "เป็นกลางแบบผู้พิพากษาชี้ถูกชี้ผิดทั้งสองฝ่ายได้อย่างเท่าเทียม" แต่จริงๆท่านชี้ผิด "แกนกลาง" ของปัญหาไม่ได้เท่าเทียมกับที่ชี้ผิดทักษิณหรอก เพราะผิดกฎหมาย ฉะนั้นเป็นกลางแบบผู้พิพากษาจึงเป็นไม่ได้เพราะกฎหมายไม่อนุญาตให้เป็นได้ (ยกเว้นจะยอมทำผิดกฎหมาย)

เมื่อเป็นกลางไม่ได้ในความเป็นจริงก็แค่ยอมรับว่าตรงๆว่าเป็นไม่ได้ แล้วอย่าทำเสมือนว่ายืนอยู่คนละฟากกับประชาชนที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ความเสมอภาค และประชาธิปไตยก็เท่านั้นเองครับ (กรณีเป็นกรรมการปฏิรูปฯ การเรียกร้องสันติวิธีแต่ละเลยที่จะเรียกร้องให้ รบ.รับผิดชอบต่อการฆ่า ที่จริงไม่ต้องพูดถึงการเรียกร้องความรับผิดชอบทางกฎหมายด้วยซ้ำ แม้แต่ในทางศีลธรรมก็ไม่แสดงออกต่อสาธารณะว่าตำหนิ รบ.ที่ทำแบบนั้น แถมยังยืนยันว่า รบ.อภิสิทธิ์ยังมีความชอบธรรมอยู่ด้วยซ้ำ ขณะที่นักวิชาการฆราวาสที่อ้างว่าเป็นกลางยังไม่ออกมาการันตีความชอบธรรมของ รบ.อภิสิทธิ์)

ที่ว่ามาเป็นขยายความเพิ่มเติมประเด็นที่คุณว่าไม่เกี่ยวกับบทความ

ปล.ผมมีหางเสียงว่า "ครับ" โปรดอย่าสรุปว่าผมยอมตามว่า "ครับๆ" อีกละฮะ

มนค์สวรรค์ จินดาแสง

[quote=มนค์สวรรค์ จินดาแสง][quote=สุรพศ ทวีศักดิ์][quote=มนค์สวรรค์ จินดาแสง][quote=สุรพศ ทวีศักดิ์][quote=ไม่อยากทนพวกลวงโลก(มนต์สวรรค์ จินดาแสง)][quote=สุรพศ ทวีศักดิ์]บทความผมวิจารณ์ว่าพระไพศาลไม่ได้พูดถึง "โครงสร้างอันอยุติธรรมหรืออำนาจนอกระบบ"

ถามว่าที่คุณ "ไม่อยากทนพวกลวงโลก(มนต์สวรรค์ จินดาแสง)" ยกบทความของพระไพศาลมามีข้อความไหนที่แตะเรื่องอำนาจนอกระบบบ้าง

ความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจเป็นปัญหาของสังคมเรามายาวนานตั้งแต่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์โน่นแหละครับ
แต่ต้องเข้าใจว่ามันไม่ใช่ "แกนกลาง" ของปัญหารัฐประหาร 19 กันยา แกนกลางจริงๆ พระที่ประดิษฐ์วาทกรรมทางการเมืองไม่พูดถึง

คือการออกมาเสนอวาทกรรมทางการเมืองคือการยุ่งการเมืองอีกแบบหนึ่ง แต่ท่านไม่กล้ายุ่งแกนกลางของปัญหา นี่คือข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้[/quote]

พระไพศาล : ตราบใดที่ประชาชนระดับล่างยังรู้สึกถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคม คนอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณก็จะยังเป็นที่นิยมและเพรียกหาจากประชาชนอย่างไม่เสื่อมคลายง่ายๆ 

ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมของคนในชาติดังที่กล่าวมา ได้ทำให้ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำทางการเมืองมีความเข้มข้นและขยายวงกว้างขึ้น เพราะขณะที่ชนชั้นนำกลุ่มใหม่ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณเป็นตัวแทน ได้อาศัยชนชั้นล่างในชนบทเป็นฐานในการสถาปนาอำนาจนำ ชนชั้นนำกลุ่มเดิมซึ่งมีฐานจากระบบราชการได้อาศัยชนชั้นกลางในเมืองเป็นกำลังสำคัญในการรักษาผลประโยชน์ 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความขัดแย้งทางการเมืองที่ปรากฏเวลานี้แยกไม่ออกจากความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง

ใช่ค่ะ ท่านอาจไม่ได้พูดว่า "อำนาจนอกระบบ" เป็นสาเหตุของเหตุการณ์พฤษภา 53 ตามที่คุณ "ต้องการ" แต่ท่านอาจพูดถึงในที่อื่นนอกจากที่ดิฉันยกมานี้โดยที่ดิฉันไม่รู้และคุณไม่รู้ แต่ท่านพูดถึงอำนาจนอกระบบอย่างแน่นอน เพียงแต่ท่านไม่พูดให้ชัดตามที่คุณต้องการในที่นี้เท่านั้น

อ่านบทความคุณแล้วเหมือนอ่านคำถาม อ.สมคิด คือแยกแยะไม่ได้ แต่คุณอยากเกาะกระแส 6-พ.ค. 54 ด้วยวิธีการของคุณเอง คุณเลยเอาปรีดีไปเปรียบกับสุจินดา พระไพศาลอาจไม่ใช่ปรีดี แต่เป็น อ.ป๋วย ก็ประมาณคุณเอา อ.ป๋วยไปเปรียบกับสุจินดา คือกิติวุฒโฒ นั่นแหละค่ะ

เดี๋ยวจะดูซิว่าจะแถอะไรมาอีก เตรียมรับมือกับการแถ

จริงๆ บทความที่แล้ว พระองค์หนึ่งเตือนคุณว่าอย่าเพ่งโทษผู้อื่นมากเกินไป และให้มองอะไรเป็นองค์รวม คุณก็ครับๆ แล้วเพ่งโทษตอดท่านเล็กๆ น้อยๆ ตอนท้าย คราวนี้ก็มายังนี้อีก ไม่ไหวจะเคลียร์...

อ๋อ ลืมไป ไปตอบคำถามอะตอมกับกูเองแหละ ให้ชัดเจนหรือยัง?[/quote]

ฮามากเลย ผมครับๆ ที่ไหนเมื่อไรไม่ทราบ (ยกคำพูดแบบครับๆ ของผมมาให้ดูหน่อยซิ)

ไอ้เรื่องเปรียบเทียบตัวบุคคลนี่ก็ยิ่งตลกไปใหญ่ ไม่มีทางอยู่แล้ว ผมวิจารณ์แค่ "ความคิด" เท่านั้น
ผมไม่สนหรอกว่าจะเป็นใคร ผมวิจารณ์ความคิดเขาในฐานะที่เป็นความคิดที่แสดงออกต่อสาธารณะ
ทำไมความคิดของพระไพศาลเป็นสัจธรรมที่โต้แย้งไม่ได้หรือไง

แค่ท่านพูดเฉียดๆ ว่า "ชนชั้นนำกลุ่มเดิม" แล้วไงถูกวิจารณ์ไม่ได้งั้นหรือครับ แค่เฉียดๆ ก็หมายถึงไม่ลงลึกถึงความเป็นจริง และความไม่เป็นธรรมที่อีกฝ่ายได้รับ หรือมองแค่ว่าคนชนบทตกเป็นเครื่องมือของทักษิณ มันก็คือตื้นๆ ไม่ลงลึก วิจารณ์แบบนี้ถูกไหม แล้วที่เลือกเป็นกรรมการปฏิรูปประเทศนั้นวิจารณ์ได้ไหมว่าขาดความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะยืนเคียงข้างประชาชนที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นประชาธิปไตย

ปล.ผมไม่จำเป็นต้องโหนกระแสอะไรทั้งนั้น ไร้สาระสิ้นดี
พูดตามตรงนะเป็นความงี่เง่าสุดๆ เลยครับสำหรับคำวิจารณ์ "เจตนา" หรือ "ความรู้สึกในใจ" (นั่งทางในเอาหรือ) ของผู้เขียนบทความ (ใครก็แล้วแต่) ทำนองว่าเขาเขียนแบนั้นแบบนี้เพราะอยากดัง หรือ ฯลฯ แต่ไม่มีปัญหาโต้แย้ง "ประเด็นหลัก"ในบทความของเขา หรือพวกออกแนวปกป้องพุทธศาสนานี่จะถนัดแต่วาดภาพแม่มดและล่าแม่มดเท่านั้น[/quote]

อ๋อ คราวนี้แกออกมาทางฮา คือ ทำให้มันตลกๆ ไปเสีย ใช้ได้ค่ะใช้ได้ พอใช้ได้สำหรับคนที่ไม่ทราบทั้งหมดพฤติกรรมคุณ

Quote-ยพสท wrote:
นี้คือความอ่อนแอของนักวิชาการพุทธไทย หรือ ไทยพุทธ ที่ขาดการมององค์รวม หรือ เชิงระบบ
สิ่งที่น่าจะต้องพิจารณาสำหรับพวกเรา นักวิชาการพุทธไทยหรือไทยพุทธ
1. ควรมองพระพุทธศาสนาเชิงระบบให้มากกว่านี้ เพราะที่ผ่านมาจะเน้นที่ประเด็นทางวิชาการแทนที่จะมองที่ระบบวิชาการ ของพระพุทธศาสนา
2. ควรมองพัฒนาการด้านศาสนาในแต่ยุค และบริบทด้วย ไม่ควรมองแค่ประเด็นอย่างเดียว ขาดการเชื่อมต่อ
3. ควรมองอย่างสร้างสรรค์ในเชิงบวก
4. ควรมองและพัฒนาให้เป็นรูปธรรม ในนโยบาย หรือ ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนพระพุทธศาสนา
5. ควรที่จะไม่เพ่งโทษของผู้อื่นมากไป
6. ควรรวมกัน ช่วยกันให้มาก

1. ที่เขียนในบทความนี้ไม่มีเนื้อหาตรงไหนที่เป็นการไม่เคารพการทำหน้าที่หรือตัวผู้ทำหน้าที่ปกป้องพุทธศาสนา ผมก็รู้สึกยินดีที่ท่านเจ้าคุณออกมาพูดมาอธิบายเมื่อเกิดปัญหาต่างๆทางพุทธศาสนาขึ้น และในส่วนที่เป็นการอ้างอิงหลักฐานข้อมูลอ้างอิงหลักวิชาการส่วนใหญ่ผมก็เห็นด้วยกับท่าน ที่ผมวิจารณ์ก็แค่ "ท่าที" ของท่านเท่านั้น ผมว่าจะดีมากถ้าท่านเจ้าคุณไม่ได้ใช้ท่าที "ตัดสิน" หรือ "กด" ตัวบุคคล ในการวิพากษ์ความเห็นต่าง

อ. ทำหน้าที่วิชาการ แต่เจตนา อ. ไปมองจุดดำมากไป จนดูน่าเกลียดในสายตาคนส่วนมาก การที่คนจะวิพากษ์ วิจารณ์อะไรนะ ฐานข้อมูลต้องแน่น ต้องเข้าใจบริบทด้วย และที่สำคัญ ในการวิพากษ์ควาามเห็นต่างของอาจารย์ ก็คับแคบกับคนที่เขาเห็นต่างจากอ. เจ้าคุณท่านเห็นต่างจากอ. แต่ท่านไม่ได้มาเขียนว่า อ. แต่ ท่านอ.เขียนว่า ท่าน ใครที่คับแคบกว่ากัน อ. ใช้บทความและสื่อเป็นเครื่องมือ เหมาะสมหรือไม่อย่างไร

2. เรื่องทิฐิน่าจะมีกันทุกคน การวิจารณ์ของท่านเจ้าคุณก็มีทิฐิของท่านเช่นกัน แต่ในที่สุดคนอ่านเขาตัดสินกันที่เหตุผล
งานเขียนบทความของ อ. เช่นกัน ไม่ต้องบอกว่าท่านเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ และฝากอะไรไว้ ในที่สุดคนอ่านเขาตัดสินกันที่เหตุผล เช่นกัน แต่ขอบอกว่า อย่าไปติดที่เหตุผล ซึ่งเป็นเพียง means ไม่ใช่ end ต่อให้เหตุผล จะเหนือกว่าจารีตอย่างไร เหตุผลก็ไม่ใช่เป้าหมาย ต้องปฏิบัติด้วย แม้อ. ดูว่าต่อเองจะเหนือกว่าผู้อื่นด้วยการใช้เหตุผล (จินตะ) เหนือกว่า ผู้ที่เขาอยู่ตามจารีต ยังมีประสบการณ์ (ภาวนา)
สุตะ จารีต
จินตะ เหตุผล
ภาวนา ประสบการณ์

ดังนั้นการใช้เหตุผลของ อ. ดี แต่ไม่สร้างสรรค์ในเชิงบวก เหมือนนักวิชการพุทธไทย หรือ ไทยพุทธ หลายท่าน ที่ติดอยู่แค่เหตุผล แล้วก็มีมานะ ว่ากูแน่ กล้าคิด กล้พูด (แต่คนประเภทนี้ไม่กล้าทำ)
และด้วยวัย อุดมการณ์ จัดจ้าน พอมองอะไร แล้ว ก็จะติดยึด เหมือน นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ สมัยหนุ่ม ตอนนี้ ท่านเบา อ. เช่นกัน ดูมันเทห์นะ เหมือนเด็กแว๋น เด็กสก๋อย เวลาคึกคะนอง มักจะลืมสติ อ. ยังไปได้อีกเยอะ แต่พัฒนาการมองเป็นองค์รวมให้มาก อย่าไปติดที่ประเด็นมากไป อย่างที่เสนอ นักวิชาการไทยพุทธหรือพุทธไทย มักติดที่ประเด็นมากไป ไม่ก้าวผ่านไปเสียที

3. ผมนอนหลับสบายดีครับ ท่านเจ้าคุณวิจารณ์คนอื่นๆ มามากเหลือเกิน (เฉพาะหนังสือที่วิจารณ์นักวิชาการ 4 คน นี่ก็พิมพ์แจกครั้งที่ 2 แล้ว เฉพาะครั้งนี้ก็ตั้ง 10,000 เล่ม ทั้งที่ท่านบอกไม่อยากเอ่ยชื่อจริงของเขาเพราะเกรงจะเกิดความเสียหายแก่เขา) เพียงคนเล็กๆ อย่างผมวิจารณ์ความคิดหรือท่าทีบางด้านของท่านเท่านั้นคงไม่เป็นไร และผมก็วิจารณ์โดยบริสุทธิ์ใจจึงไม่มีปมอะไรที่ทำให้นอนหลับไม่สนิท

อ. วิจารณ์ด้วยบริสุทธิ์ใจ แต่มันที่สาธารณะ การตำหนิอะไรกัน ควรไปหาและแจ้งให้ทราบ จะดีกว่า เพราะถ้าอ. ทำเช่นเดียวกับคนอื่น จะแตกต่างจากคนอื่นได้อย่างไร

4. ที่ท่านว่า "โยม อ. ก็จะทำงานใต้ดิน แอบด่าชาวบ้านทางงานวิชาการอย่างนี้ ถ้าแน่ ต้องเปิดตัวเอง ในที่สาธารณะด้วย" อันนี้ผมไม่เข้าใจครับว่าใครใช้วิธีใต้ดิน ผมใช้ชื่อจริง ท่านใช้ชื่อปลอม ใครกันครับที่ "ทำงานใต้ดินแอบบด่าชาวบ้าน" ท่านต่างหากที่แอบอยู่ใต้ชื่อปลอมด่าผม ผมใช้ชื่อจริงเขียนบทความ และประชาไทก็เป็นสื่อสาธารณะ ส่วนที่ออกเวทีสาธารณะต่างๆ ท่านรู้ได้ไงว่าผมไม่ออก อย่า "แค่คิดเอง" ซิครับ ท่านเจ้าคุณท่านตำหนิวิธีคิดมั่วๆแบบนี้มากเลยครับ

ท่านเจ้าคุณท่านตำหนิวิธีคิดมั่วๆแบบนี้มากเลยครับ คำนี้ออกจะแรงมากไปหน่อย นะ ดูวิธีการของอ. ก็จะแรงเช่นกัน
การว่าท่านตำหนิวิธีคิดมั่วๆ แบบนี้มาก อ. ไม่เข้าใจวิธีคิดของท่าน อย่างที่บอกให้ไปหาท่าน คุยกับท่าน เพราะระดับ อ. กับ ระดับท่าน มันคนละอย่างกัน อย่าเอาวิธีคิดเขา อ. ไปจับท่าน เหมือนเด็กปัญญอ่อนเอาแต่ใจ
ประชาไทเป็นสื่อสาธารณะก็จริง แต่ใต้ดิน ไม่ใช่สื่อสาธารณะกระแสหลักทั่วไป ถ้าแน่จริง อ. ก็ไปสื่อกระแสหลัก วิธีการของ อ. มีคนเคยทำมาแล้ว กินอุดมการณ์ ทางวิชาการ ดีครับ แต่ประเด็นแคบมาก
ส่วนการใช้ชื่อนั้น ถ้าพูดกันตรงไปตรงมา ไม่ต้องห่วงว่าใช้อย่างไร ถ้าเจอ อ. ก็ใช้ชื่อจริง
แต่นี้เป็นสื่อสาธารณะใต้ดิน ไม่ใช่สื่อกระแสหลัก

5.เรื่อง อ.สมภารที่ท่านว่ามาผมไม่รู้ข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างนั้นหรือไม่ แต่เท่าที่ผมรู้จัก อ.สมภารและอ่านงานวิชาการของท่านมาตลอด ผมเห็นว่า อ.สมภารเป็นคนที่ให้ความเคารพท่านเจ้าคุณมาก แต่เรื่องใดที่ไม่เห็นด้วยก็โต้แย้งตรงไปตรงมา ซึ่งผมก็ว่าดี การโต้แย้งกันทางวิชาการเป็นประโยชน์แก่สังคม และเรื่องพุทธศาสนานั้น อ.สมภารก็ผลิตงานวิชาการเชิงก้าวหน้าออกมามากกว่าใครๆในปัจจุบัน

อย่างที่บอก อ. ผลิตงานวิชาการออกมามาก แต่ไม่่ก่อให้เกิดการขับเคลื่อนพระพุทธศาสนาเชิงสถาบัน เพราะนักวิชาการมองเชิงระบบไม่เป็น สัมพันธ์กับอย่างอื่นไม่เป็น นะจะมีการทำวิจัยเชิงระบบ ให้มาก สำหรับนักวิชาการไทย อย่าติดประเด็นให้มากไป

อ. สมภาร พรหมทา อ. วิชาการหลายท่านดี เก่ง มีความสามารถ แต่ดูเหมือนจะอย่างไม่สร้างประโยชน์ให้พระพุทธศาสนาเป็นรูปธรรม ทั่วไป แวดวงวิชาการยังไม่ยอมรับด้วยความสนิทใจ อย่างน้อย อาตมา คนหนึ่งล่ะ

ส่วนที่ว่าอะไรไป ไม่มีเจตนาจะไป กด ตัดสินหรือ ดูถูกอะไร เพียงแต่อยากให้คนเก่ง และมีความสามารถอย่างอาจารย์ นำเสนอ งานที่สร้างสรรค์ในเชิงบวก งานเขียนแบบ อ. ที่ผ่านมาก็สร้างสรรค์แต่ในทางลบมากกว่า น่าจะนำเทรน วิชาการใหม่ ด้วยการ เสนอ ทางออกเชิงระบบ พรบ. หรือ กฏหมายที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ให้ขับเคลื่อน น่าจะสร้างสรรค์กว่า เช่น งานพระพุทธศาสนาเชิงระบบ การออก พรบ. ธนาคารพุทธ พรบ. วิจัยระบบพระพุทธศาสนา ให้มีงานวิชาการรองรับ

ให้พิจารณาตามความเหมาะสม
อนุโมทนา

ขอบคุณสำหรับคำแนะนำครับ

แต่ขอแก้นิดเดียว ที่ท่านว่า "ประชาไทเป็นสื่อสาธารณะก็จริง แต่ใต้ดิน" อันนี้มั่วแน่ๆครับ
อะไรที่เป็น "สาธารณะ" (เปิดเผย/ถูกกฎหมาย) จะถือว่ามันเป็นของ "ใต้ดิน" (หลบซ่อน/ผิดกฎหมาย) ได้อย่างไรครับ

ใช่ครับประชาไทไม่ใช่สื่อกระแสหลัก แต่จะเรียกว่าสื่อกระแสรอง สื่อทางเลือกอะไรก็ว่าไป ไม่ใช่ใต้ดินแน่ๆ

ฉะนั้น เมื่อพระคุณเจ้าบอกว่าผมใช้วิธีใต้ดินด่าคนอื่น ผมจึงยืนยันว่าผมไม่ได้ใช้วิธีใต้ดิน เพราะผมเปิดเผยชื่อจริง และเขียนบทความในสื่อสาธารณะ (เปิดเผย /ถูกกฎหมาย) ถ้าจะว่าผมใต้ดินท่านต่างหากที่ใต้ดินเพราะ "หลบซ่อนอยู่ใต้ชื่อปลอม" (แต่ไม่ผิดกฎหมาย)

อธิบายเพื่อให้เคลียร์เฉยๆครับ-Quote

เห็นมั้ยตะว่า คุณใช้คำว่า "ครับ" ตรง "ขอบคุณสำหรับคำแนะนำครับ" และคุณก็ต่อด้วย "แต่ขอแก้นิดเดียว ที่ท่านว่า "ประชาไทเป็นสื่อสาธารณะก็จริง แต่ใต้ดิน" อันนี้มั่วแน่ๆครับ
อะไรที่เป็น "สาธารณะ" (เปิดเผย/ถูกกฎหมาย) จะถือว่ามันเป็นของ "ใต้ดิน" (หลบซ่อน/ผิดกฎหมาย) ได้อย่างไรครับ"....

ถ้าคุณไม่เห็นด้วยกับท่าน คุณควรแก้ว่าแต่ผมไม่เห็นด้วยกับการมองแบบเชิงระบบ หรือเพ่งโทษ เพราะ...เป็นต้น

ขอแค่นี้ก่อนเดี๋ยวต่อใหม่ เพราะมันจะยาว[/quote]

อ้าว ผมตอบคุณ (หรือใครๆ)ผมก็มีหางเสียงว่า "ครับ" อยู่แล้วนี่ครับ
ซึ่งมันไม่ใช่ "ครับๆ" แบบผมยอมตามทุกอย่างนี่ (ฮา อีกที)[/quote]

อ๋อ คนอย่าง อ.สุรพศเป็นอย่างนี้หรือคะ ถึงไม่เห็นด้วยก็ครับเฉยๆ แล้วไม่แก้ต่างในสิ่งที่ตัวเองไม่เห็นด้วย
ถ้าอย่างนั้น ทำไมหน้าโพสต์ความเห็นประเด็นโน้นกับประเด็นนี้มันยาวอย่างนี้ล่ะคะ? ถ้า อ.สรพศแสดงความไม่เห็นด้วยด้วยการไม่ตอบโต้ อาจารย์ก็น่าจะวางเฉยด้วยการไม่มาตอบโต้กับคนที่เห็นต่างกับตัวเอง หรือตอบโต้เพียงเล็กน้อย แล้วเก็บมาคิดวิเคราะหฺ์เพื่อเพิ่มพูนความรู้ สกัดจุดอ่อนตัวเอง ไม่ใช่ตอบโต้แบบไม่ตรงประเด็น แล้วก็ไปว่าตัวตนเขามั่ง จินตนาการเขามั่ง(ทั้งที่แสดงให้เห็นถึงการเปรียบเทียบ ทีตัวเองยังเปรียบเทียบได้)และของให้ "กรู" ได้ต่อท้ายสักคำก็ยังดี เพื่อแสดงว่าไม่ยอมแพ้

ทำตรรกวิบัติเหมือน อ.สมคิดอีกแล้ว หุหุ สุดยอดจะฮาเลย[/quote]

อ้าวคุณนี่พาลจริงๆ ก็ผมเห็นด้วยบางส่วนเห็นต่างบางส่วนก็ตอบไปไงครับ
คุณอ่านไม่เข้าใจจริงๆ หรือแกล้งไม่เข้าใจเนี่ย มันไม่ใช่ผมเห็นด้วยทุกอย่างแบบครับๆ

มนค์สวรรค์ จินดาแสง

[quote=มนค์สวรรค์ จินดาแสง]ส่วนที่เหลือ -"ไอ้เรื่องเปรียบเทียบตัวบุคคลนี่ก็ยิ่งตลกไปใหญ่ ไม่มีทางอยู่แล้ว ผมวิจารณ์แค่ "ความคิด" เท่านั้น
ผมไม่สนหรอกว่าจะเป็นใคร ผมวิจารณ์ความคิดเขาในฐานะที่เป็นความคิดที่แสดงออกต่อสาธารณะ
ทำไมความคิดของพระไพศาลเป็นสัจธรรมที่โต้แย้งไม่ได้หรือไง

แค่ท่านพูดเฉียดๆ ว่า "ชนชั้นนำกลุ่มเดิม" แล้วไงถูกวิจารณ์ไม่ได้งั้นหรือครับ แค่เฉียดๆ ก็หมายถึงไม่ลงลึกถึงความเป็นจริง และความไม่เป็นธรรมที่อีกฝ่ายได้รับ หรือมองแค่ว่าคนชนบทตกเป็นเครื่องมือของทักษิณ มันก็คือตื้นๆ ไม่ลงลึก วิจารณ์แบบนี้ถูกไหม แล้วที่เลือกเป็นกรรมการปฏิรูปประเทศนั้นวิจารณ์ได้ไหมว่าขาดความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะยืนเคียงข้างประชาชนที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นประชาธิปไตย

ปล.ผมไม่จำเป็นต้องโหนกระแสอะไรทั้งนั้น ไร้สาระสิ้นดี
พูดตามตรงนะเป็นความงี่เง่าสุดๆ เลยครับสำหรับคำวิจารณ์ "เจตนา" หรือ "ความรู้สึกในใจ" (นั่งทางในเอาหรือ) ของผู้เขียนบทความ (ใครก็แล้วแต่) ทำนองว่าเขาเขียนแบนั้นแบบนี้เพราะอยากดัง หรือ ฯลฯ แต่ไม่มีปัญหาโต้แย้ง "ประเด็นหลัก"ในบทความของเขา หรือพวกออกแนวปกป้องพุทธศาสนานี่จะถนัดแต่วาดภาพแม่มดและล่าแม่มดเท่านั้น-

เดี๋ยวพรุ่งนี้ หรือคืนนี้ดึกๆ ว่างๆ ดิฉันจะมาชำแหละให้เห็น แต่ถ้า อ.จะตอบมาเลยตอนนี้ก็ดี เพราะได้ชำแหละเสียทีเดียว เพราะมันจะยาวมาก

อ.สุรพศคะ ดิฉันยังมีความเคารพ อ.อยู่ จึงเรียกว่าอาจารย์ จริงๆ แล้วดิฉันได้ตอบโต้อาจารย์ตรงทุกประเด็นเลยนะคะ ถ้าอ่านดูทั้งหมด ไม่ได้มีการล่าแม่มดอย่างไรทั้งสิ้น อย่างเรื่องบอกพระไพศาลไม่เห็นความอยุติธรรมทางโครงสร้าง ดิฉันก็ชี้ให้เห็นว่าท่านเห็น(นี่เฉพาะข้อความในบทความ) และเห็นอย่างลึกซึ้งด้วยโดยวางอยู่บนพื้นฐานของศาสนาพุทธคล้ายๆ กับที่ อ. กำลังทำนี่แหละ(แต่ อ.ทำหยาบกว่า เพราะข้อมูล อ. ผิดๆ ถูกๆ) หรือประเด็นเรื่อง " อำนาจนอกระบบ" ดิฉันก็ชี้ให้เห็นแล้วว่าท่านพูดถึง แต่ท่านไม่ได้ใช้คำนี้ แต่ท่านหมายความอย่างนี้ เพราะมีบริบทเรื่องชนชั้นนำเดิม ใช้ชนชั้นกลางรองรับ อะไรประมาณนี้ ก็เหมือนที่เราพูดถึงกันเรื่องอำมาตย์นี่แหละ อาจารย์ก็เลี่ยงบาลีไปใช้คำว่า "เฉียดๆ" อาจารย์คะ การวิจารณ์นั้นทำได้(ถึงจะเป็นประเด็นๆ) แต่ต้องเมื่อมีประเด็นที่จะพูดถึงจริงๆ
ไม่ใช่ไม่มีประเด็นก็หยิบมาพูด หรือหยิบประเด็นมาพูดให้สอดร้อยกับความคิดของตน โดยไม่ดูความแตกต่างในรายละเอียด อ.สอนในมหาวิทยาลัย เด็กบางคนมายกย่อง อ.ว่าเป็น Academic Man ซึ่งนั่นมันจะใช่ต่อเมื่อเรามีข้อมูลที่ถูกต้องรองรับด้วย มิฉะนั้น การวิจารณ์จะเป็นการกล่าวหากันลอยๆ หรือไม่ก็เป็นการติในนามวิพากษ์วิจารณ์ ทำให้เกิด "การก้าวหน้าตาม แฟชั่น" (ตามคำของพี่นิธินันท์) หรือ Angry Youngman ดิฉันนั้นเ่ิมเป็นห่วงลูกสิทธิของ อ.จริงๆ และดิฉันอยากจะบอกในท้ายสุดเฉพาะตอนนี้ สิ่งที่ดิฉันต้องมาถกกับ อ. ในที่นี้ ดิฉันไม่ใช่ชอบเท่าไหร่ แต่มันจำเป็นเเพราะเห็นข้อบกพร่องในเรื่องข้อมูลและวิธีคิดของ อ. มากมาย

เอาละ รู้สึก อ.จะตอบโต้มาละ เดี๋ยวขออ่านและพักก่อน ถ้าไม่คืนนี้ ก้พรุ่งนี้ เราคงได้คุยกันอีกครั้งหนึ่ง[/quote]

ที่ผมใช้คำว่า "แค่เฉียดๆ" นี่ ไม่ใช่แค่เรื่องของการใช้คำ ผมขยายความไปแล้วว่าไม่ได้ลงลึกในความเป็นจริงของปัญหาที่เป็น "แกนกลาง" (หรือผมอาจยังไม่อ่านที่ท่านลงลึก ถ้ามีที่ท่านลงลึกก็กรุณาเอามาแบ่งปันกันด้วยนะครับ จะขอบคุณยิ่ง)

ความจริงการไม่ลงลึกนี่มีปัญหาทั้งเรื่องการมองคนเสื้อแดง หรือมองคนชนบทในความหมายของการเป็นเครื่องมือให้ทักษิณด้วย ซึ่งหมายความว่าเมื่อไม่ลงลึกก็ไม่เข้าใจ ไม่เคารพความมีอุดมการณื หรือการต่อสู้ด้วยอุดมการณ์ของชาวบ้านเสื้อแดงด้วย

Quate-อ้าวคุณนี่พาลจริงๆ

Quate-อ้าวคุณนี่พาลจริงๆ ก็ผมเห็นด้วยบางส่วนเห็นต่างบางส่วนก็ตอบไปไงครับ
คุณอ่านไม่เข้าใจจริงๆ หรือแกล้งไม่เข้าใจเนี่ย มันไม่ใช่ผมเห็นด้วยทุกอย่างแบบครับๆ-Quote

อันนี้เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วค่ะ เห็นด้วยบางส่วน เห็นต่างบางส่วน แต่เท่าที่ดูมา รู้สึกว่ายังไม่การยอมรับในสิ่งที่คุณเห็นด้วย มีแต่การค้านตะบันญาติตตลอด และถ้าเจอประเด็นที่คุณไม่เห็นด้วย คุณก็จะไม่แก้ในประเด็นนั้นๆ ตรง ๆ แต่จะเฉเไฉ และออกไปว่าเรื่องตัวตนและจินตนาการอะไรก็แล้วแต่ อย่างที่คุณพูดตรงนี้(อาจเรียนรู้แล้วก็ได้) สรุปง่ายๆ ก็คือ เมื่อคุณแก้ประเด็นนี้ของใครไม่ได้ตรงๆ คุณก็ออกนอกประเด็นจนย้อนแย้งกับตัวเอง ส่วนประเด็นบทความเรื่องจริยธรรมอะไรที่คุณว่ามา ดิฉันลองเซิร์จหาแล้วไม่เจอ กลัวจริง ๆ ว่าจะเจออะไรแบบ 2 บทความที่เจอมาอีก คือหลวมมาก (แต่เอาละ จะไม่ตั้งธงล่วงหน้าไว้ก่อน) ส่วนเรื่องแกนกลางของคุณ ดิฉันไม่แน่ใจว่าคุณหมายความว่าอะไร แต่ถ้าความหมายเดียวกับดิฉัน ดิฉันว่าไม่มีใครพูดถึงมันตรงๆ ได้หรอกค่ะ อันตรายมาก

และถ้าจะกรุณา ช่วงส่งลิงค์บทความเรื่องจริยธรรมของคุณมาให้อ่านด้วยก็จะดี เพื่อประกอบการแสดงความคิดเห็น(อย่างที่คุณต้องการ)

และพรุ่งนี้เราค่อยมาคุยกันใหม่ วันนี้ดิฉันดูละครรอยมารอยู่ กำลังสนุก

มนต์สวรรค์ จินดาแสง

[quote=มนต์สวรรค์ จินดาแสง]Quate-อ้าวคุณนี่พาลจริงๆ ก็ผมเห็นด้วยบางส่วนเห็นต่างบางส่วนก็ตอบไปไงครับ
คุณอ่านไม่เข้าใจจริงๆ หรือแกล้งไม่เข้าใจเนี่ย มันไม่ใช่ผมเห็นด้วยทุกอย่างแบบครับๆ-Quote

อันนี้เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วค่ะ เห็นด้วยบางส่วน เห็นต่างบางส่วน แต่เท่าที่ดูมา รู้สึกว่ายังไม่การยอมรับในสิ่งที่คุณเห็นด้วย มีแต่การค้านตะบันญาติตตลอด และถ้าเจอประเด็นที่คุณไม่เห็นด้วย คุณก็จะไม่แก้ในประเด็นนั้นๆ ตรง ๆ แต่จะเฉเไฉ และออกไปว่าเรื่องตัวตนและจินตนาการอะไรก็แล้วแต่ อย่างที่คุณพูดตรงนี้(อาจเรียนรู้แล้วก็ได้) สรุปง่ายๆ ก็คือ เมื่อคุณแก้ประเด็นนี้ของใครไม่ได้ตรงๆ คุณก็ออกนอกประเด็นจนย้อนแย้งกับตัวเอง ส่วนประเด็นบทความเรื่องจริยธรรมอะไรที่คุณว่ามา ดิฉันลองเซิร์จหาแล้วไม่เจอ กลัวจริง ๆ ว่าจะเจออะไรแบบ 2 บทความที่เจอมาอีก คือหลวมมาก (แต่เอาละ จะไม่ตั้งธงล่วงหน้าไว้ก่อน) ส่วนเรื่องแกนกลางของคุณ ดิฉันไม่แน่ใจว่าคุณหมายความว่าอะไร แต่ถ้าความหมายเดียวกับดิฉัน ดิฉันว่าไม่มีใครพูดถึงมันตรงๆ ได้หรอกค่ะ อันตรายมาก

และถ้าจะกรุณา ช่วงส่งลิงค์บทความเรื่องจริยธรรมของคุณมาให้อ่านด้วยก็จะดี เพื่อประกอบการแสดงความคิดเห็น(อย่างที่คุณต้องการ)

และพรุ่งนี้เราค่อยมาคุยกันใหม่ วันนี้ดิฉันดูละครรอยมารอยู่ กำลังสนุก[/quote]

1. ประเด็นแตะปัญหาที่เป็น "แกนกลาง" ผมอธิบายตรงๆ ชัดแล้ว
2. เรื่องความไม่กล้าหาญทางจริยธรรมที่จะยืนเคียงข้างประชาชนก็อธิบายตรงๆ ชัดแล้ว
3. เพื่อขายายาความเพิ่มเติม ผมโยงไปถึงบทความก่อนที่เคยวิจารณ์สองเรื่องคือ 1) พระไพศาล วิสาโล: พระสงฆ์เป็นเครื่องมือของรัฐ? 2) จดหมายเปิดผนึกถึงพระไพศาล วิสาโล "ความเป็นกลางลงลึกถึงความเป็นจริงหรือไม่" (พิมพ์ชื่อบทความใน Google ก็อ่านได้ครับ)

ส่วนบทความหลวมๆ เกาะกระแส อยากดัง หรือ ฯลฯ ที่คุณติติงนั้น ผมก็ยินดีรับฟังไว้ครับ แม้คุณจะไม่แสดง "เกณฑ์" หรือมารฐานตัดสินที่คุณใช้เอาไว้ด้วยก็ตาม

เบื่อสุรพศจังเลยว่ะ

เบื่อสุรพศจังเลยว่ะ ขี้เกียจเถียงกะมันแระ มนต์สวรรค์ จินดาแสง ฟากด้วยนะ (หนักหน่อยนะ)

สุรพศ ทวีศักดิ์

[quote=สุรพศ ทวีศักดิ์][quote=มนต์สวรรค์ จินดาแสง]Quate-อ้าวคุณนี่พาลจริงๆ ก็ผมเห็นด้วยบางส่วนเห็นต่างบางส่วนก็ตอบไปไงครับ
คุณอ่านไม่เข้าใจจริงๆ หรือแกล้งไม่เข้าใจเนี่ย มันไม่ใช่ผมเห็นด้วยทุกอย่างแบบครับๆ-Quote

อันนี้เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วค่ะ เห็นด้วยบางส่วน เห็นต่างบางส่วน แต่เท่าที่ดูมา รู้สึกว่ายังไม่การยอมรับในสิ่งที่คุณเห็นด้วย มีแต่การค้านตะบันญาติตตลอด และถ้าเจอประเด็นที่คุณไม่เห็นด้วย คุณก็จะไม่แก้ในประเด็นนั้นๆ ตรง ๆ แต่จะเฉเไฉ และออกไปว่าเรื่องตัวตนและจินตนาการอะไรก็แล้วแต่ อย่างที่คุณพูดตรงนี้(อาจเรียนรู้แล้วก็ได้) สรุปง่ายๆ ก็คือ เมื่อคุณแก้ประเด็นนี้ของใครไม่ได้ตรงๆ คุณก็ออกนอกประเด็นจนย้อนแย้งกับตัวเอง ส่วนประเด็นบทความเรื่องจริยธรรมอะไรที่คุณว่ามา ดิฉันลองเซิร์จหาแล้วไม่เจอ กลัวจริง ๆ ว่าจะเจออะไรแบบ 2 บทความที่เจอมาอีก คือหลวมมาก (แต่เอาละ จะไม่ตั้งธงล่วงหน้าไว้ก่อน) ส่วนเรื่องแกนกลางของคุณ ดิฉันไม่แน่ใจว่าคุณหมายความว่าอะไร แต่ถ้าความหมายเดียวกับดิฉัน ดิฉันว่าไม่มีใครพูดถึงมันตรงๆ ได้หรอกค่ะ อันตรายมาก

และถ้าจะกรุณา ช่วงส่งลิงค์บทความเรื่องจริยธรรมของคุณมาให้อ่านด้วยก็จะดี เพื่อประกอบการแสดงความคิดเห็น(อย่างที่คุณต้องการ)

และพรุ่งนี้เราค่อยมาคุยกันใหม่ วันนี้ดิฉันดูละครรอยมารอยู่ กำลังสนุก[/quote]

1. ประเด็นแตะปัญหาที่เป็น "แกนกลาง" ผมอธิบายตรงๆ ชัดแล้ว
2. เรื่องความไม่กล้าหาญทางจริยธรรมที่จะยืนเคียงข้างประชาชนก็อธิบายตรงๆ ชัดแล้ว
3. เพื่อขายายาความเพิ่มเติม ผมโยงไปถึงบทความก่อนที่เคยวิจารณ์สองเรื่องคือ 1) พระไพศาล วิสาโล: พระสงฆ์เป็นเครื่องมือของรัฐ? 2) จดหมายเปิดผนึกถึงพระไพศาล วิสาโล "ความเป็นกลางลงลึกถึงความเป็นจริงหรือไม่" (พิมพ์ชื่อบทความใน Google ก็อ่านได้ครับ)

ส่วนบทความหลวมๆ เกาะกระแส อยากดัง หรือ ฯลฯ ที่คุณติติงนั้น ผมก็ยินดีรับฟังไว้ครับ แม้คุณจะไม่แสดง "เกณฑ์" หรือมารฐานตัดสินที่คุณใช้เอาไว้ด้วยก็ตาม[/quote]

อืมม์ ดิฉันได้ไปเซิร์จดูแล้วค่ะ ทั้ง 2 บทความที่ อ.พูดมาเลย แล้วก็อย่างที่คิดไว้จริงๆ คือมันสั้นๆ หลวมๆ เหมือนบทความ 2 บทความที่เราเถียงเป๊ะ ขณะที่งานของพระทั้ง 2 รูปในบทความ 2 บท ที่ อ.วิจารณ์นั้น ล้วนแต่เป็นเล่มใหญ่โต มีความสลับซับซ้อนมาก แต่ความสำคัญไม่ได้อยู่จะหนาจะบางจะสั้น แล้วยิ่งไปอ่านในสิ่งที่ อ.เขียนในบทความนี้ อ.ยืนยันว่าเรื่องแกนกลางและกล้าหาญทางจริยธรรม อ.พูดไว้ชัดแล้ว ยิ่งคงมีประเด็นที่ต้องถกเถียงเยอะแยะเลย ยิ่งไปเห็นหนังสือ "พระทำไมต้องแดง" โดย อ.สุรพศ กับข้อโต้เถียงของ อ.ตรงนี้

Quote-ประเด็น 1 ผมเข้าใจคุณที่ไม่ยอมรับ "ท่าที" และที่ผมเขียนในวงเล็บว่า "เชียร์อย่างเดียว" ก็ไม่ได้เจาะจงคุณ ผมหมายรวมทั้งตัวผมและคนอื่นๆด้วยที่เมื่อเราศรัทธาใครก็ไม่ควรเอาแต่เชียร์อย่างเดียว

ประเด็น 2 ผมไม่ได้ยกอีกฝ่ายเหนือกว่าท่านเจ้าคุณเลย เขียนไปตามข้อเท็จจริงที่พบว่านักวิชาการทั้งสี่นั้นวิจารณ์ "ความคิด" ของท่านเจ้าคุณเป็นหลัก และดูเหมือนเขา(ส่วนใหญ่)จะเห็นด้วยกับข้อมูลหลักฐานที่ท่านเจ้าคุณยกมาโต้แย้งด้วยซ้ำ แต่เขาไม่เห็นด้วยกับ "ท่าที" (อย่างที่คุณกับผมก็ไม่เห็นด้วย) เท่านั้นเอง

ประเด็น 3 เราควรเชื่อหลักฐานข้อมูลที่ชัดกว่า อันนี้ก็ควรเป็นเช่นนั้นอยู่แล้วนี่ครับ บทความนี้ไม่ได้บอกว่าข้อมูลของท่านเจ้าคุณผิด หรือไม่ชัด ไม่ควรเชื่อ

ประเด็น 4 ผมเห็นว่า "การตีความผิด" กับ "การบิดเบือน" เป็นคนละเรื่องกัน และเห็นว่าทั้งสองเรื่องไม่สามารถทำพระธรรมวินัยในพระไตรปิฎกให้วิปริตไปได้ และผมก็แสดงเหตุผลของผมไปตามเสรีภาพที่ผมมี ส่วนคุณจะไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไรนี่ครับ (และถ้าผมจะไม่เห็นด้วยกับเหตุผลที่คุณแย้งผมก็ไม่เป็นไรอีกเช่นกัน ก็โต้กันไปโต้กันมาได้)

และสุดท้าน ที่ผมเขียนบทความทางศาสนานี่ผมไม่มีจุดยืนเรื่อง "สี" ใดๆเลย-Quote

โดยเฉพาะข้อสุดท้ายที่บอกว่าไม่มีสี อ.โกหกต่ะ โกหกผู้อื่นและตัวเอง ดิฉันเอง ดิฉันยอมรับว่าเป็นแดง แต่เป็นแดงเรื่อๆ เน้นการต่อสู้กับอุดมการณ์อนุรักษนิยมที่ชูอภิสิทธิ์ เพื่ออุดมการณ์เสรีนิยม

นี่แหละค่ะคือมาตรฐานที่ดิฉันใช้ตัดสินอาจารย์ว่า อ. เกาะกระแส และอยากดัง เพราะเมื่อ อ. ไม่สามารถโต้ประเด็นนั้นๆ ได้ อ.จะแถ แต่ อ.จะเขียนต่อไปโดยไม่สนใจใคร เพราะ อ.อยากจะดัง

ส่วนเรื่องการมองผู้อื่นที่คิดต่างไปจากจุดยืนที่เราต้อง "บังคับ" ให้เขายืน แล้ววิพากษ์โน่นนี่เขาบ้าง ขอให้ อ.มีความเข้าใจต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน โดยใช้หลักการเข้าข้างเพื่อนมนุษย์ที่แท้จริงของพระพุทธเจ้านี่แหละค่ะ เพราะ อ. ต้องเข้าใจว่าสิ่งที่พวกเขาเห็นอยูขณะนี้คือการสิ้นเนื้อประดาตัวของชาวบ้านหลายสิบจังหวัดเพราะน้ำท่วม ซึ่งเกิดมาจากโลกร้อนอย่างแน่นอน(ดิฉันมีข้อมูล) หรือเรียกว่าลานิญา ซึ่งเกิดมาจากโลกาภิวัฒน์อย่างแน่นอน และแน่นอน สิ่งนี้ตรงข้ามกับนโยบายของพรรคเพื่อไทย แต่ดิฉันยังยืนยันว่าดิฉันยังเป็นแดงอยู่จึงได้เข้ามาโต้เถียงในเว็บนี้ ขณะเดียวกันที่ดิฉันเห็นใจชาวบ้านที่น้ำท่วมและเข้าใจคนที่เห็นต่างไปจากเราว่าเพราะอะไร เห็นทีเราอาจต้องขุดข้อมูลเรื่องโลกทั้งโลกมาพูดกัน ซึ่งคราวนี้จะยาว หรือไม่ก็อดใจรอสักนิด ดิฉันจะเขียนบทความที่หาทางออกจากเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรมทั้งในแง่วิทยาศาสตร์และสังคม ดังที่ดิฉันบอกแล้วว่าแกนกลางของปัญของดิฉันนั้นพูดไม่ได้ แต่ถ้าเรารักชาวบ้านและตัวเองจริง เราจำเป็นต้องมองข้ามเรื่องบางเรื่องไปก่อน อาทิ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ไม่แท้จริง หยุดเลิกตามไอโฟน 4s หรือ 5 นี่เป็นการเอาคืนก้าวแรกของโลกเรา เราจะเจออะไรที่หนักหนาสาหัสกว่านี้เยอะ และดิฉันก็เข้าใจคนที่มองต่างไปจากเราได้ว่าเพราะอะไร เหมือนคนที่แอ็คทวีตเตอร์ของนายกปู

จริงๆ

จริงๆ ประเด็นไม่ใช่อยูที่การแก้ตรรกะตอนท้าย แต่อยู่มราเนื้อหาระหว่านั้นตอนห่าง

ตกคำว่าอภิสิทธิ์ชน และ จริงๆ

ตกคำว่าอภิสิทธิ์ชน

และ

จริงๆ ประเด็นปัญหาไม่ใช้อยูที่ตรรกะตอนท้าย แต่อยู่ที่เนื้อหาระหว่างนั้นต่างหาก

มนต์สวรรค์ wrote:สุรพศ

[quote=มนต์สวรรค์ ][quote=สุรพศ ทวีศักดิ์][quote=มนต์สวรรค์ จินดาแสง]Quate-อ้าวคุณนี่พาลจริงๆ ก็ผมเห็นด้วยบางส่วนเห็นต่างบางส่วนก็ตอบไปไงครับ
คุณอ่านไม่เข้าใจจริงๆ หรือแกล้งไม่เข้าใจเนี่ย มันไม่ใช่ผมเห็นด้วยทุกอย่างแบบครับๆ-Quote

อันนี้เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วค่ะ เห็นด้วยบางส่วน เห็นต่างบางส่วน แต่เท่าที่ดูมา รู้สึกว่ายังไม่การยอมรับในสิ่งที่คุณเห็นด้วย มีแต่การค้านตะบันญาติตตลอด และถ้าเจอประเด็นที่คุณไม่เห็นด้วย คุณก็จะไม่แก้ในประเด็นนั้นๆ ตรง ๆ แต่จะเฉเไฉ และออกไปว่าเรื่องตัวตนและจินตนาการอะไรก็แล้วแต่ อย่างที่คุณพูดตรงนี้(อาจเรียนรู้แล้วก็ได้) สรุปง่ายๆ ก็คือ เมื่อคุณแก้ประเด็นนี้ของใครไม่ได้ตรงๆ คุณก็ออกนอกประเด็นจนย้อนแย้งกับตัวเอง ส่วนประเด็นบทความเรื่องจริยธรรมอะไรที่คุณว่ามา ดิฉันลองเซิร์จหาแล้วไม่เจอ กลัวจริง ๆ ว่าจะเจออะไรแบบ 2 บทความที่เจอมาอีก คือหลวมมาก (แต่เอาละ จะไม่ตั้งธงล่วงหน้าไว้ก่อน) ส่วนเรื่องแกนกลางของคุณ ดิฉันไม่แน่ใจว่าคุณหมายความว่าอะไร แต่ถ้าความหมายเดียวกับดิฉัน ดิฉันว่าไม่มีใครพูดถึงมันตรงๆ ได้หรอกค่ะ อันตรายมาก

และถ้าจะกรุณา ช่วงส่งลิงค์บทความเรื่องจริยธรรมของคุณมาให้อ่านด้วยก็จะดี เพื่อประกอบการแสดงความคิดเห็น(อย่างที่คุณต้องการ)

และพรุ่งนี้เราค่อยมาคุยกันใหม่ วันนี้ดิฉันดูละครรอยมารอยู่ กำลังสนุก[/quote]

1. ประเด็นแตะปัญหาที่เป็น "แกนกลาง" ผมอธิบายตรงๆ ชัดแล้ว
2. เรื่องความไม่กล้าหาญทางจริยธรรมที่จะยืนเคียงข้างประชาชนก็อธิบายตรงๆ ชัดแล้ว
3. เพื่อขายายาความเพิ่มเติม ผมโยงไปถึงบทความก่อนที่เคยวิจารณ์สองเรื่องคือ 1) พระไพศาล วิสาโล: พระสงฆ์เป็นเครื่องมือของรัฐ? 2) จดหมายเปิดผนึกถึงพระไพศาล วิสาโล "ความเป็นกลางลงลึกถึงความเป็นจริงหรือไม่" (พิมพ์ชื่อบทความใน Google ก็อ่านได้ครับ)

ส่วนบทความหลวมๆ เกาะกระแส อยากดัง หรือ ฯลฯ ที่คุณติติงนั้น ผมก็ยินดีรับฟังไว้ครับ แม้คุณจะไม่แสดง "เกณฑ์" หรือมารฐานตัดสินที่คุณใช้เอาไว้ด้วยก็ตาม[/quote]

อืมม์ ดิฉันได้ไปเซิร์จดูแล้วค่ะ ทั้ง 2 บทความที่ อ.พูดมาเลย แล้วก็อย่างที่คิดไว้จริงๆ คือมันสั้นๆ หลวมๆ เหมือนบทความ 2 บทความที่เราเถียงเป๊ะ ขณะที่งานของพระทั้ง 2 รูปในบทความ 2 บท ที่ อ.วิจารณ์นั้น ล้วนแต่เป็นเล่มใหญ่โต มีความสลับซับซ้อนมาก แต่ความสำคัญไม่ได้อยู่จะหนาจะบางจะสั้น แล้วยิ่งไปอ่านในสิ่งที่ อ.เขียนในบทความนี้ อ.ยืนยันว่าเรื่องแกนกลางและกล้าหาญทางจริยธรรม อ.พูดไว้ชัดแล้ว ยิ่งคงมีประเด็นที่ต้องถกเถียงเยอะแยะเลย ยิ่งไปเห็นหนังสือ "พระทำไมต้องแดง" โดย อ.สุรพศ กับข้อโต้เถียงของ อ.ตรงนี้

Quote-ประเด็น 1 ผมเข้าใจคุณที่ไม่ยอมรับ "ท่าที" และที่ผมเขียนในวงเล็บว่า "เชียร์อย่างเดียว" ก็ไม่ได้เจาะจงคุณ ผมหมายรวมทั้งตัวผมและคนอื่นๆด้วยที่เมื่อเราศรัทธาใครก็ไม่ควรเอาแต่เชียร์อย่างเดียว

ประเด็น 2 ผมไม่ได้ยกอีกฝ่ายเหนือกว่าท่านเจ้าคุณเลย เขียนไปตามข้อเท็จจริงที่พบว่านักวิชาการทั้งสี่นั้นวิจารณ์ "ความคิด" ของท่านเจ้าคุณเป็นหลัก และดูเหมือนเขา(ส่วนใหญ่)จะเห็นด้วยกับข้อมูลหลักฐานที่ท่านเจ้าคุณยกมาโต้แย้งด้วยซ้ำ แต่เขาไม่เห็นด้วยกับ "ท่าที" (อย่างที่คุณกับผมก็ไม่เห็นด้วย) เท่านั้นเอง

ประเด็น 3 เราควรเชื่อหลักฐานข้อมูลที่ชัดกว่า อันนี้ก็ควรเป็นเช่นนั้นอยู่แล้วนี่ครับ บทความนี้ไม่ได้บอกว่าข้อมูลของท่านเจ้าคุณผิด หรือไม่ชัด ไม่ควรเชื่อ

ประเด็น 4 ผมเห็นว่า "การตีความผิด" กับ "การบิดเบือน" เป็นคนละเรื่องกัน และเห็นว่าทั้งสองเรื่องไม่สามารถทำพระธรรมวินัยในพระไตรปิฎกให้วิปริตไปได้ และผมก็แสดงเหตุผลของผมไปตามเสรีภาพที่ผมมี ส่วนคุณจะไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไรนี่ครับ (และถ้าผมจะไม่เห็นด้วยกับเหตุผลที่คุณแย้งผมก็ไม่เป็นไรอีกเช่นกัน ก็โต้กันไปโต้กันมาได้)

และสุดท้าน ที่ผมเขียนบทความทางศาสนานี่ผมไม่มีจุดยืนเรื่อง "สี" ใดๆเลย-Quote

โดยเฉพาะข้อสุดท้ายที่บอกว่าไม่มีสี อ.โกหกต่ะ โกหกผู้อื่นและตัวเอง ดิฉันเอง ดิฉันยอมรับว่าเป็นแดง แต่เป็นแดงเรื่อๆ เน้นการต่อสู้กับอุดมการณ์อนุรักษนิยมที่ชูอภิสิทธิ์ เพื่ออุดมการณ์เสรีนิยม

นี่แหละค่ะคือมาตรฐานที่ดิฉันใช้ตัดสินอาจารย์ว่า อ. เกาะกระแส และอยากดัง เพราะเมื่อ อ. ไม่สามารถโต้ประเด็นนั้นๆ ได้ อ.จะแถ แต่ อ.จะเขียนต่อไปโดยไม่สนใจใคร เพราะ อ.อยากจะดัง

ส่วนเรื่องการมองผู้อื่นที่คิดต่างไปจากจุดยืนที่เราต้อง "บังคับ" ให้เขายืน แล้ววิพากษ์โน่นนี่เขาบ้าง ขอให้ อ.มีความเข้าใจต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน โดยใช้หลักการเข้าข้างเพื่อนมนุษย์ที่แท้จริงของพระพุทธเจ้านี่แหละค่ะ เพราะ อ. ต้องเข้าใจว่าสิ่งที่พวกเขาเห็นอยูขณะนี้คือการสิ้นเนื้อประดาตัวของชาวบ้านหลายสิบจังหวัดเพราะน้ำท่วม ซึ่งเกิดมาจากโลกร้อนอย่างแน่นอน(ดิฉันมีข้อมูล) หรือเรียกว่าลานิญา ซึ่งเกิดมาจากโลกาภิวัฒน์อย่างแน่นอน และแน่นอน สิ่งนี้ตรงข้ามกับนโยบายของพรรคเพื่อไทย แต่ดิฉันยังยืนยันว่าดิฉันยังเป็นแดงอยู่จึงได้เข้ามาโต้เถียงในเว็บนี้ ขณะเดียวกันที่ดิฉันเห็นใจชาวบ้านที่น้ำท่วมและเข้าใจคนที่เห็นต่างไปจากเราว่าเพราะอะไร เห็นทีเราอาจต้องขุดข้อมูลเรื่องโลกทั้งโลกมาพูดกัน ซึ่งคราวนี้จะยาว หรือไม่ก็อดใจรอสักนิด ดิฉันจะเขียนบทความที่หาทางออกจากเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรมทั้งในแง่วิทยาศาสตร์และสังคม ดังที่ดิฉันบอกแล้วว่าแกนกลางของปัญของดิฉันนั้นพูดไม่ได้ แต่ถ้าเรารักชาวบ้านและตัวเองจริง เราจำเป็นต้องมองข้ามเรื่องบางเรื่องไปก่อน อาทิ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ไม่แท้จริง หยุดเลิกตามไอโฟน 4s หรือ 5 นี่เป็นการเอาคืนก้าวแรกของโลกเรา เราจะเจออะไรที่หนักหนาสาหัสกว่านี้เยอะ และดิฉันก็เข้าใจคนที่มองต่างไปจากเราได้ว่าเพราะอะไร เหมือนคนที่แอ็คทวีตเตอร์ของนายกปู[/quote]

ผมว่าคุณเขียนบทความแน่นๆ (ไม่หลวมๆ) มาโต้กันดีกว่าครับ
เพราะที่คุณเขียนโต้นี่ ผมยังไม่เห็นว่ามันไม่หลวมตรงไหน ออกจะเลอะๆ ลวกๆ ลอยๆ แก้ต่างเรื่อยเฉื่อยไปเรื่อย ไม่ตรงประเด็น นำท่วมทุ่งเสียเป็นส่วนใหญ่ (แล้วก็กล่าวหาไปเรื่อยๆ ถึงหนังสือของผมอีก แน่จริงเอามาเขียนวิจารณ์เลยดีกว่า ในหนังสือนั้นผมถอดเทปคำสัมภาษณ์ท่านมาทั้งนั้น ส่งที่ถอดเทปให้แก้ไขก่อนด้วย และงานวิจัยนั้นผ่านการตรวจของศาสตราจารย์ทางปรัชญา/พุทธศาสนาของจุฬาฯ ถึง 2 คน ด้วย แต่เขาคงใช้คนละมาตรฐานกับคุณ)

คุณรู้ไหมผมไม่ได้วิจารณ์หนังสือทั้งเล่มของใครเลย ไม่ได้ยกบทความของเขาทั้งบทความมาวิจารณ์เป็นการเฉพาะเลย
(กรณีเจ้าคุณประยุทธ์ ผมวิจารณ์ท่าที สำนวนภาษาที่ไปตัดสินงานวิชาการของคนอื่นว่าเขามีเจตนาบิดเบือนทำลายศาสนา หรือมุ่งจะด่าตัวท่าน ซึ่งผมไม่เห็นด้วยกับท่าทีแบบนี้และตรรกะการทำพระธรรมวินัยให้วิปริตของท่าน ผมก็วิจารณ์ไป แล้วก็ยกข้อความของท่านที่ผมต้องการวิจารณ์มาให้เห็นจะจะ ไม่ได้ "แค่คิดเอา" ที่สำคัญไม่ได้วิจารณ์ว่าใครเป็นพระดีไม่ดี ทำประโยชน์ ไม่ทำประโยชน์ เป็นปราชญ์ ไม่เป็นปราชญ์ซะหน่อย ถ้าจะไม่ให้ผมหรือใครวิจารณ์หรือเห็นว่าพระรูปไหนเป็น "บุคคลที่แตะไม่ได้" ก็ต้องออกกฎหมาย ม.112.5 ห้ามไว้ก่อนนะครับ)

สงสัยว่าที่คุณเขียนคอมเมนท์นี่อ่านบทความหรือยัง หรือแค่อ่านด้วยอารมณ์โกรธ ลมออกหู เลยไม่รู้ว่าเอาประเด็นไหนมาโต้แย้งกันแน่ หรือเมื่อยกมาแล้วผมก็โต้กลับ คุณก็ "แค่คิดเอา" ไปเรื่อยๆ กล่าวลอยๆว่า บทความหลวมๆ (อย่างไร?) คุณเป็นผู้รู้ เป็นผู้เชี่ยวชาญทางพุทธศาสนาหรือครับ ถึงตัดสินเก่งเหลือเกิน ตัดสินจากเกณฑ์อะไรไม่ทราบ

Quot-ผมว่าคุณเขียนบทความแน่นๆ

Quot-ผมว่าคุณเขียนบทความแน่นๆ (ไม่หลวมๆ) มาโต้กันดีกว่าครับ
เพราะที่คุณเขียนโต้นี่ ผมยังไม่เห็นว่ามันไม่หลวมตรงไหน ออกจะเลอะๆ ลวกๆ ลอยๆ แก้ต่างเรื่อยเฉื่อยไปเรื่อย ไม่ตรงประเด็น นำท่วมทุ่งเสียเป็นส่วนใหญ่ (แล้วก็กล่าวหาไปเรื่อยๆ ถึงหนังสือของผมอีก แน่จริงเอามาเขียนวิจารณ์เลยดีกว่า ในหนังสือนั้นผมถอดเทปคำสัมภาษณ์ท่านมาทั้งนั้น ส่งที่ถอดเทปให้แก้ไขก่อนด้วย และงานวิจัยนั้นผ่านการตรวจของศาสตราจารย์ทางปรัชญา/พุทธศาสนาของจุฬาฯ ถึง 2 คน ด้วย แต่เขาคงใช้คนละมาตรฐานกับคุณ)

คุณรู้ไหมผมไม่ได้วิจารณ์หนังสือทั้งเล่มของใครเลย ไม่ได้ยกบทความของเขาทั้งบทความมาวิจารณ์เป็นการเฉพาะเลย
(กรณีเจ้าคุณประยุทธ์ ผมวิจารณ์ท่าที สำนวนภาษาที่ไปตัดสินงานวิชาการของคนอื่นว่าเขามีเจตนาบิดเบือนทำลายศาสนา หรือมุ่งจะด่าตัวท่าน ซึ่งผมไม่เห็นด้วยกับท่าทีแบบนี้และตรรกะการทำพระธรรมวินัยให้วิปริตของท่าน ผมก็วิจารณ์ไป แล้วก็ยกข้อความของท่านที่ผมต้องการวิจารณ์มาให้เห็นจะจะ ไม่ได้ "แค่คิดเอา" ที่สำคัญไม่ได้วิจารณ์ว่าใครเป็นพระดีไม่ดี ทำประโยชน์ ไม่ทำประโยชน์ เป็นปราชญ์ ไม่เป็นปราชญ์ซะหน่อย ถ้าจะไม่ให้ผมหรือใครวิจารณ์หรือเห็นว่าพระรูปไหนเป็น "บุคคลที่แตะไม่ได้" ก็ต้องออกกฎหมาย ม.112.5 ห้ามไว้ก่อนนะครับ)

สงสัยว่าที่คุณเขียนคอมเมนท์นี่อ่านบทความหรือยัง หรือแค่อ่านด้วยอารมณ์โกรธ ลมออกหู เลยไม่รู้ว่าเอาประเด็นไหนมาโต้แย้งกันแน่ หรือเมื่อยกมาแล้วผมก็โต้กลับ คุณก็ "แค่คิดเอา" ไปเรื่อยๆ กล่าวลอยๆว่า บทความหลวมๆ (อย่างไร?) คุณเป็นผู้รู้ เป็นผู้เชี่ยวชาญทางพุทธศาสนาหรือครับ ถึงตัดสินเก่งเหลือเกิน ตัดสินจากเกณฑ์อะไรไม่ทราบ-Quote

ยอมยกธงขาวค่ะคุณสรุพศ(ขอไม่เรียกอาจารย์อีกแล้ว) ได้พิจารณาไตร่ตรองดู สองวันที่มานั่งถกเถียงกับคุณในที่นี้(เฉพาะบทความนี้) เป็นการเสียเวลาทำงานที่มีค่าไปมากอาจจะด้วยมมังการ์ของตัวเอง(ไม่รู้ใช้คำถูกหรือเปล่า ประมาณว่าอหังการ์ แต่น้อยกว่า อะไรเทือกนี้) กับคนที่มีอหังการ์การ์เป็นอย่างสูงๆๆๆๆๆๆๆๆๆ มีตัวตนสูงมากกว่าสติปัญญาและงานของตนเอง

คุณบอกว่าไม่วิจารณ์หนังสือใครเป็นเล่มๆ แล้วหนังสือที่คุณกูเองแหละหยิบยกมาละคะ ดูเหมือนคุณจะ "ฟัง" ความมาจากหนังสือเล่มนั้น แล้วก็ไม่ได้โต้ตอบกับคุณกูเองแหละว่า คำถามของคุณที่มีต่อท่าทีของท่านประยุทธ์นั้นอยู่ในเล่มนั้นหมดแล้ว ในกระทู้โน้น ดิฉันเห็นคุณหลีกเลี่ยงคำถามของเขาโดยตลอด (แตตอนนี้คุณอาจอ่านแล้ว เพราะมันผ่านมาหลายวัน)

และแล้ว การโต้เถียงก็วนไปเวียนมากลบที่เดิม(นี่แหละค่ะ ที่ดิฉันบอกว่าเสียดายเวลาที่มาถกเถียงกับคุณ) เรื่องของท่านประยุทธ์ ท่าทีไม่ต้องพูดกันแล้ว ที่ดิฉันใช้ท่าที/ตัวตน/จินตนาการ อะไรที่คุณว่าก็เนื่องมากจากบทความนั้น เพราะคุณได้แสดงธาตุแท้ของตัวตนคุณออกมา ส่วนเรื่องคำทำลายพระธรรมวินัยให้วิปริต นอกจากคุณจะแย้งตรรกะต่างๆ ที่ดิฉันชี้ให้เห็นไม่ได้แล้ว พระองค์หนึ่งยังชี้ให้เห็นว่าพระพุทธเจ้ายังเคยใช้คำว่าโฆษบุรุษกับพระเทวทัตเหมือนกัน ปัญหาของคุณ คุณอาจจะไม่ได้ว่าใครไม่เป็นปราชญ์ แต่คุณเพ่งโทษคนที่สร้างคุณประโยชน์มากมาย คือมองเฉพาะจุด ซึ่งถือว่าเป็นการทำลายคนอื่นในรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน (และในบทความนั้น การวิจารณ์ก็ได้ย้อนเข้าสู้ตัวคุณเอง คุณก็ยังไม่สำนีก ดิฉันไม่ทราบว่าจะเรียกคนอย่างคุณว่าอะไรดี ไม่เคยเห็นใครที่เป็นขนาดคุณ)

คุณไม่ต้องไปว่าใครเรื่อง ม.112 หรอก เพราะตัวคุณเองเป็นยิ่งกว่า คือ ฮิตเล่อร์

ส่วนบทความนั้น ดิฉันไม่เขียน ถ้าเขียน ดิฉันจะบอกไว้ก่อนเลยว่ามันหลวมและต้องการระดมความคิดจากคนอื่น

คุณสติปัญญาน้อย แต่ขยัน แม้แต่พวกเดียวกันเองในประชาไทนี่ก็มองเห็น เขาถึงได้ใช้คำว่าข้อมูลมั่ว ขยะทางความคิด กับคุณ และไม่เข้ามาอ่านงานของคุณ คุณคงเห็นได้ว่าในบทความนี้มีคนเข้ามาร่วมถกเถียงด้วยน้อยมาก อันนี้เป็นความโง่ของดิฉันเองที่เข้ามา คุณสมาทานความคิดมาจากคุณภัควดีบ้างคุณคำ ผกา บ้างที่ไม่ได้นับถือศาสนา แต่คุณไม่อเด็ปซ์ใช้ให้เป็นตัวของคุณเอง โดยใช้เวลาที่จะอยูนิ่งๆ แล้วคิด เขียนหนังสือเป็นเล่มออกมาเลย เพื่อเป็นสร้างตัวตนที่แท้จริง มิใช่ในโลกไซเบอร์

ดิฉันเขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อต้นอ่อนข้าวสาลี สุดยอดอาหารต้านมะเร็ง หนา 300 กว่าหน้า คุณจะลองไปดูการเรียบเรียงความคิดและเปิดรับข้อมูลใหม่ๆ จากในนั้นก็ได้

ดิฉันไม่ได้เชี่ยวชาญ แต่ดิฉันเข้าชมรมพุทธฯ ที่ธรรมศาสตร์ตั้งแต่ปี 3 และมีประสบการณ์ตรงในเรื่องทางจิตวิญญาณกับตนเอง โดยไม่ได้นั่งสมาธิ ทำให้ดิฉันศรัทธาในพุทธมาตลอด

คนที่เป็นพุทธที่แท้จริง เมื่อเห็นใครที่มีความเห็นที่มีประโยชน์ควรรับฟังและเอาเรื่องนั้นมาไตร่ตรองเพื่อเพิ่มพูนศักยภาพของตนเอง และพยายามไม่เพ่งโทษของผู้อื่น ซึ่งสิ่งนี้ดิฉันเองก็ได้ทำกับคุณ ต้องขอโทษด้วย

และต้องขอโทษคุณสุรพศและตัวเองอีกที ตอนนี้เข้าใจแล้วว่ากำลังถกเถียงอยู่กับใคร และทำใ้ห้คุณสุรพศและตัวดิฉันเองเสียเวลาไปมากแค่ไหน

ยอมยกธงขาวค่ะ

http://www.polis.leeds.ac.uk/

http://www.polis.leeds.ac.uk/assets/files/thaipol/mccargo-buddhism-2004.pdf

เรื่องพระไทยในศาสนาพุทธ ประจบ เอาใจ รับใช้คฤหัสถ์ ละเมิดศีลหมวดสังฆาทิเสส นี่มีมานานแล้วครับ ตั้งแต่สมัยจอมพล ถนอม แล้วละมั้งครับ ลองอ่านในงานวิจับของต่างประเทศดูครับ

โดยตัวศาสนาแล้วศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ดี
แต่ด้วยการที่เป็นศาสนาที่ดี ก็เลยมีผู้มีอำนาจต้องการใช้สถาบันศาสนานี้เป็นเครื่องมือในการควบคุม ความเชื่อ และพฤติกรรมของประชาชนเช่นกัน

ตัวอย่างของพระนอกลู่นอกรอยไม่รับใช้ผู้มีอำนาจ (เผด็จการ) ในขณะนั้น แล้วต้องโดนจับถอดจีวร เอาไปโยนเข้าคุกอยู่หลายปีก็มีอยู่ อย่างเช่นพระพิมลธรรม

มนต์สวรรค์ จินดาแสง

[quote=มนต์สวรรค์ จินดาแสง]Quot-ผมว่าคุณเขียนบทความแน่นๆ (ไม่หลวมๆ) มาโต้กันดีกว่าครับ
เพราะที่คุณเขียนโต้นี่ ผมยังไม่เห็นว่ามันไม่หลวมตรงไหน ออกจะเลอะๆ ลวกๆ ลอยๆ แก้ต่างเรื่อยเฉื่อยไปเรื่อย ไม่ตรงประเด็น นำท่วมทุ่งเสียเป็นส่วนใหญ่ (แล้วก็กล่าวหาไปเรื่อยๆ ถึงหนังสือของผมอีก แน่จริงเอามาเขียนวิจารณ์เลยดีกว่า ในหนังสือนั้นผมถอดเทปคำสัมภาษณ์ท่านมาทั้งนั้น ส่งที่ถอดเทปให้แก้ไขก่อนด้วย และงานวิจัยนั้นผ่านการตรวจของศาสตราจารย์ทางปรัชญา/พุทธศาสนาของจุฬาฯ ถึง 2 คน ด้วย แต่เขาคงใช้คนละมาตรฐานกับคุณ)

คุณรู้ไหมผมไม่ได้วิจารณ์หนังสือทั้งเล่มของใครเลย ไม่ได้ยกบทความของเขาทั้งบทความมาวิจารณ์เป็นการเฉพาะเลย
(กรณีเจ้าคุณประยุทธ์ ผมวิจารณ์ท่าที สำนวนภาษาที่ไปตัดสินงานวิชาการของคนอื่นว่าเขามีเจตนาบิดเบือนทำลายศาสนา หรือมุ่งจะด่าตัวท่าน ซึ่งผมไม่เห็นด้วยกับท่าทีแบบนี้และตรรกะการทำพระธรรมวินัยให้วิปริตของท่าน ผมก็วิจารณ์ไป แล้วก็ยกข้อความของท่านที่ผมต้องการวิจารณ์มาให้เห็นจะจะ ไม่ได้ "แค่คิดเอา" ที่สำคัญไม่ได้วิจารณ์ว่าใครเป็นพระดีไม่ดี ทำประโยชน์ ไม่ทำประโยชน์ เป็นปราชญ์ ไม่เป็นปราชญ์ซะหน่อย ถ้าจะไม่ให้ผมหรือใครวิจารณ์หรือเห็นว่าพระรูปไหนเป็น "บุคคลที่แตะไม่ได้" ก็ต้องออกกฎหมาย ม.112.5 ห้ามไว้ก่อนนะครับ)

สงสัยว่าที่คุณเขียนคอมเมนท์นี่อ่านบทความหรือยัง หรือแค่อ่านด้วยอารมณ์โกรธ ลมออกหู เลยไม่รู้ว่าเอาประเด็นไหนมาโต้แย้งกันแน่ หรือเมื่อยกมาแล้วผมก็โต้กลับ คุณก็ "แค่คิดเอา" ไปเรื่อยๆ กล่าวลอยๆว่า บทความหลวมๆ (อย่างไร?) คุณเป็นผู้รู้ เป็นผู้เชี่ยวชาญทางพุทธศาสนาหรือครับ ถึงตัดสินเก่งเหลือเกิน ตัดสินจากเกณฑ์อะไรไม่ทราบ-Quote

ยอมยกธงขาวค่ะคุณสรุพศ(ขอไม่เรียกอาจารย์อีกแล้ว) ได้พิจารณาไตร่ตรองดู สองวันที่มานั่งถกเถียงกับคุณในที่นี้(เฉพาะบทความนี้) เป็นการเสียเวลาทำงานที่มีค่าไปมากอาจจะด้วยมมังการ์ของตัวเอง(ไม่รู้ใช้คำถูกหรือเปล่า ประมาณว่าอหังการ์ แต่น้อยกว่า อะไรเทือกนี้) กับคนที่มีอหังการ์การ์เป็นอย่างสูงๆๆๆๆๆๆๆๆๆ มีตัวตนสูงมากกว่าสติปัญญาและงานของตนเอง

คุณบอกว่าไม่วิจารณ์หนังสือใครเป็นเล่มๆ แล้วหนังสือที่คุณกูเองแหละหยิบยกมาละคะ ดูเหมือนคุณจะ "ฟัง" ความมาจากหนังสือเล่มนั้น แล้วก็ไม่ได้โต้ตอบกับคุณกูเองแหละว่า คำถามของคุณที่มีต่อท่าทีของท่านประยุทธ์นั้นอยู่ในเล่มนั้นหมดแล้ว ในกระทู้โน้น ดิฉันเห็นคุณหลีกเลี่ยงคำถามของเขาโดยตลอด (แตตอนนี้คุณอาจอ่านแล้ว เพราะมันผ่านมาหลายวัน)

และแล้ว การโต้เถียงก็วนไปเวียนมากลบที่เดิม(นี่แหละค่ะ ที่ดิฉันบอกว่าเสียดายเวลาที่มาถกเถียงกับคุณ) เรื่องของท่านประยุทธ์ ท่าทีไม่ต้องพูดกันแล้ว ที่ดิฉันใช้ท่าที/ตัวตน/จินตนาการ อะไรที่คุณว่าก็เนื่องมากจากบทความนั้น เพราะคุณได้แสดงธาตุแท้ของตัวตนคุณออกมา ส่วนเรื่องคำทำลายพระธรรมวินัยให้วิปริต นอกจากคุณจะแย้งตรรกะต่างๆ ที่ดิฉันชี้ให้เห็นไม่ได้แล้ว พระองค์หนึ่งยังชี้ให้เห็นว่าพระพุทธเจ้ายังเคยใช้คำว่าโฆษบุรุษกับพระเทวทัตเหมือนกัน ปัญหาของคุณ คุณอาจจะไม่ได้ว่าใครไม่เป็นปราชญ์ แต่คุณเพ่งโทษคนที่สร้างคุณประโยชน์มากมาย คือมองเฉพาะจุด ซึ่งถือว่าเป็นการทำลายคนอื่นในรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน (และในบทความนั้น การวิจารณ์ก็ได้ย้อนเข้าสู้ตัวคุณเอง คุณก็ยังไม่สำนีก ดิฉันไม่ทราบว่าจะเรียกคนอย่างคุณว่าอะไรดี ไม่เคยเห็นใครที่เป็นขนาดคุณ)

คุณไม่ต้องไปว่าใครเรื่อง ม.112 หรอก เพราะตัวคุณเองเป็นยิ่งกว่า คือ ฮิตเล่อร์

ส่วนบทความนั้น ดิฉันไม่เขียน ถ้าเขียน ดิฉันจะบอกไว้ก่อนเลยว่ามันหลวมและต้องการระดมความคิดจากคนอื่น

คุณสติปัญญาน้อย แต่ขยัน แม้แต่พวกเดียวกันเองในประชาไทนี่ก็มองเห็น เขาถึงได้ใช้คำว่าข้อมูลมั่ว ขยะทางความคิด กับคุณ และไม่เข้ามาอ่านงานของคุณ คุณคงเห็นได้ว่าในบทความนี้มีคนเข้ามาร่วมถกเถียงด้วยน้อยมาก อันนี้เป็นความโง่ของดิฉันเองที่เข้ามา คุณสมาทานความคิดมาจากคุณภัควดีบ้างคุณคำ ผกา บ้างที่ไม่ได้นับถือศาสนา แต่คุณไม่อเด็ปซ์ใช้ให้เป็นตัวของคุณเอง โดยใช้เวลาที่จะอยูนิ่งๆ แล้วคิด เขียนหนังสือเป็นเล่มออกมาเลย เพื่อเป็นสร้างตัวตนที่แท้จริง มิใช่ในโลกไซเบอร์

ดิฉันเขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อต้นอ่อนข้าวสาลี สุดยอดอาหารต้านมะเร็ง หนา 300 กว่าหน้า คุณจะลองไปดูการเรียบเรียงความคิดและเปิดรับข้อมูลใหม่ๆ จากในนั้นก็ได้

ดิฉันไม่ได้เชี่ยวชาญ แต่ดิฉันเข้าชมรมพุทธฯ ที่ธรรมศาสตร์ตั้งแต่ปี 3 และมีประสบการณ์ตรงในเรื่องทางจิตวิญญาณกับตนเอง โดยไม่ได้นั่งสมาธิ ทำให้ดิฉันศรัทธาในพุทธมาตลอด

คนที่เป็นพุทธที่แท้จริง เมื่อเห็นใครที่มีความเห็นที่มีประโยชน์ควรรับฟังและเอาเรื่องนั้นมาไตร่ตรองเพื่อเพิ่มพูนศักยภาพของตนเอง และพยายามไม่เพ่งโทษของผู้อื่น ซึ่งสิ่งนี้ดิฉันเองก็ได้ทำกับคุณ ต้องขอโทษด้วย

และต้องขอโทษคุณสุรพศและตัวเองอีกที ตอนนี้เข้าใจแล้วว่ากำลังถกเถียงอยู่กับใคร และทำใ้ห้คุณสุรพศและตัวดิฉันเองเสียเวลาไปมากแค่ไหน

ยอมยกธงขาวค่ะ[/quote]

หลักในการถกเถียงเป็นเรื่องของการใช้ตรรกะเหตุผลโต้แย้งกันเท่านั้นเองครับ
ไม่เกี่ยวกับเรื่องอหังการ มมังการ เพราะนั่นเป็นการไปตัดสิน "ตัวตน" ของเขา (แสดงว่าคุณสำคัญผิดว่าตนเองเหนือกว่าเขาจึงไปตัดสินเขาได้)

สังเกตนะครับที่ผมเขียนวิจารณ์มาทั้งหมดในประชาไท ผมวิจารณ์แค่ความคิด ท่าที บทบาทของใครก็ตามในฐานะบุคคลสาธารณะเท่านั้นไม่ก้าวล่วงถึงเรื่อง "อหังการ มมังการ" หรือ "ตัวตน" ของใครเลย

แล้วที่หาว่าผมเป็นยิ่งกว่าฮิคเลอร์นี่ ฮามากเลยครับ ผมบังคับคุณได้หรือครับ ผมเอาปืนไปจี้ให้คุณเห็นด้วยกับผมเมื่อไรกันครับ ผมไม่มี "อำนาจเผด็จการ" ที่ว่านั้นเลย แค่ผมไม่เห็นด้วยกับคุณ ผมก็โต้แย้งคุณไปก็เท่านั้น เช่นเดียวกับที่คุณไม่เห็นด้วยกับผม คุณก็โต้แย้งผมมา ด่ามาก็ยังได้ ผมไม่เคยคิดว่าคุณเป็นเผด็จการทางความคิดเลย เพราะในความเป็นจริงไม่มีทางที่คุณหรือใครจะเผด็จการทางความคิดกับผม (หรือกับคุณ) ได้จริง

เรื่องเรียกอาจารย์หรือเรียกอะไรก็เป็นเสรีภาพของคุณที่ผมย่อมเคารพเสรีภาพนั้นอยู่แล้วครับ ที่สำคัญผมก็ไม่ได้เรียกร้องหรือเขียนบทความเพื่อให้ใครมาเคารพผมเสียด้วยสิ

ปัญหาของชาวพุทธคือไม่มีวัฒนธรรมการถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ด้วยเหตุผลครับ เอาตัวตนเข้ามาเกี่ยวข้องตลอด ชอบตัดสินว่าคนเห็นต่างจากตนคือคนที่เจตนาร้าย มุ่งทำลายศาสนา (เช่นการวิจารณ์ "ตัวตน" ที่นำไปสู่ความเกลียดชัง ความแตกแยก อย่างกรณีสันติอโศก ธรรมกาย พระมโน เป็นต้น) หรือไม่ก็ตัดสินว่าเขามีอหังการสูงอย่างที่คุณว่านี้เป็นต้น

มนต์สวรรค์ จินดาแสง

[quote=มนต์สวรรค์ จินดาแสง]Quot-

คุณสติปัญญาน้อย แต่ขยัน แม้แต่พวกเดียวกันเองในประชาไทนี่ก็มองเห็น เขาถึงได้ใช้คำว่าข้อมูลมั่ว ขยะทางความคิด กับคุณ และไม่เข้ามาอ่านงานของคุณ คุณคงเห็นได้ว่าในบทความนี้มีคนเข้ามาร่วมถกเถียงด้วยน้อยมาก อันนี้เป็นความโง่ของดิฉันเองที่เข้ามา คุณสมาทานความคิดมาจากคุณภัควดีบ้างคุณคำ ผกา บ้างที่ไม่ได้นับถือศาสนา แต่คุณไม่อเด็ปซ์ใช้ให้เป็นตัวของคุณเอง โดยใช้เวลาที่จะอยูนิ่งๆ แล้วคิด เขียนหนังสือเป็นเล่มออกมาเลย เพื่อเป็นสร้างตัวตนที่แท้จริง มิใช่ในโลกไซเบอร์

ดิฉันเขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อต้นอ่อนข้าวสาลี สุดยอดอาหารต้านมะเร็ง หนา 300 กว่าหน้า คุณจะลองไปดูการเรียบเรียงความคิดและเปิดรับข้อมูลใหม่ๆ จากในนั้นก็ได้

ดิฉันไม่ได้เชี่ยวชาญ แต่ดิฉันเข้าชมรมพุทธฯ ที่ธรรมศาสตร์ตั้งแต่ปี 3 และมีประสบการณ์ตรงในเรื่องทางจิตวิญญาณกับตนเอง โดยไม่ได้นั่งสมาธิ ทำให้ดิฉันศรัทธาในพุทธมาตลอด

[/quote]

เป็นคำพิพากษาคนอื่น และยกตน อย่างฉาบฉวยที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา

สุรพศ ทวีศักดิ์

[quote=สุรพศ ทวีศักดิ์][quote=มนต์สวรรค์ จินดาแสง]Quot-ผมว่าคุณเขียนบทความแน่นๆ (ไม่หลวมๆ) มาโต้กันดีกว่าครับ
เพราะที่คุณเขียนโต้นี่ ผมยังไม่เห็นว่ามันไม่หลวมตรงไหน ออกจะเลอะๆ ลวกๆ ลอยๆ แก้ต่างเรื่อยเฉื่อยไปเรื่อย ไม่ตรงประเด็น นำท่วมทุ่งเสียเป็นส่วนใหญ่ (แล้วก็กล่าวหาไปเรื่อยๆ ถึงหนังสือของผมอีก แน่จริงเอามาเขียนวิจารณ์เลยดีกว่า ในหนังสือนั้นผมถอดเทปคำสัมภาษณ์ท่านมาทั้งนั้น ส่งที่ถอดเทปให้แก้ไขก่อนด้วย และงานวิจัยนั้นผ่านการตรวจของศาสตราจารย์ทางปรัชญา/พุทธศาสนาของจุฬาฯ ถึง 2 คน ด้วย แต่เขาคงใช้คนละมาตรฐานกับคุณ)

คุณรู้ไหมผมไม่ได้วิจารณ์หนังสือทั้งเล่มของใครเลย ไม่ได้ยกบทความของเขาทั้งบทความมาวิจารณ์เป็นการเฉพาะเลย
(กรณีเจ้าคุณประยุทธ์ ผมวิจารณ์ท่าที สำนวนภาษาที่ไปตัดสินงานวิชาการของคนอื่นว่าเขามีเจตนาบิดเบือนทำลายศาสนา หรือมุ่งจะด่าตัวท่าน ซึ่งผมไม่เห็นด้วยกับท่าทีแบบนี้และตรรกะการทำพระธรรมวินัยให้วิปริตของท่าน ผมก็วิจารณ์ไป แล้วก็ยกข้อความของท่านที่ผมต้องการวิจารณ์มาให้เห็นจะจะ ไม่ได้ "แค่คิดเอา" ที่สำคัญไม่ได้วิจารณ์ว่าใครเป็นพระดีไม่ดี ทำประโยชน์ ไม่ทำประโยชน์ เป็นปราชญ์ ไม่เป็นปราชญ์ซะหน่อย ถ้าจะไม่ให้ผมหรือใครวิจารณ์หรือเห็นว่าพระรูปไหนเป็น "บุคคลที่แตะไม่ได้" ก็ต้องออกกฎหมาย ม.112.5 ห้ามไว้ก่อนนะครับ)

สงสัยว่าที่คุณเขียนคอมเมนท์นี่อ่านบทความหรือยัง หรือแค่อ่านด้วยอารมณ์โกรธ ลมออกหู เลยไม่รู้ว่าเอาประเด็นไหนมาโต้แย้งกันแน่ หรือเมื่อยกมาแล้วผมก็โต้กลับ คุณก็ "แค่คิดเอา" ไปเรื่อยๆ กล่าวลอยๆว่า บทความหลวมๆ (อย่างไร?) คุณเป็นผู้รู้ เป็นผู้เชี่ยวชาญทางพุทธศาสนาหรือครับ ถึงตัดสินเก่งเหลือเกิน ตัดสินจากเกณฑ์อะไรไม่ทราบ-Quote

ยอมยกธงขาวค่ะคุณสรุพศ(ขอไม่เรียกอาจารย์อีกแล้ว) ได้พิจารณาไตร่ตรองดู สองวันที่มานั่งถกเถียงกับคุณในที่นี้(เฉพาะบทความนี้) เป็นการเสียเวลาทำงานที่มีค่าไปมากอาจจะด้วยมมังการ์ของตัวเอง(ไม่รู้ใช้คำถูกหรือเปล่า ประมาณว่าอหังการ์ แต่น้อยกว่า อะไรเทือกนี้) กับคนที่มีอหังการ์การ์เป็นอย่างสูงๆๆๆๆๆๆๆๆๆ มีตัวตนสูงมากกว่าสติปัญญาและงานของตนเอง

คุณบอกว่าไม่วิจารณ์หนังสือใครเป็นเล่มๆ แล้วหนังสือที่คุณกูเองแหละหยิบยกมาละคะ ดูเหมือนคุณจะ "ฟัง" ความมาจากหนังสือเล่มนั้น แล้วก็ไม่ได้โต้ตอบกับคุณกูเองแหละว่า คำถามของคุณที่มีต่อท่าทีของท่านประยุทธ์นั้นอยู่ในเล่มนั้นหมดแล้ว ในกระทู้โน้น ดิฉันเห็นคุณหลีกเลี่ยงคำถามของเขาโดยตลอด (แตตอนนี้คุณอาจอ่านแล้ว เพราะมันผ่านมาหลายวัน)

และแล้ว การโต้เถียงก็วนไปเวียนมากลบที่เดิม(นี่แหละค่ะ ที่ดิฉันบอกว่าเสียดายเวลาที่มาถกเถียงกับคุณ) เรื่องของท่านประยุทธ์ ท่าทีไม่ต้องพูดกันแล้ว ที่ดิฉันใช้ท่าที/ตัวตน/จินตนาการ อะไรที่คุณว่าก็เนื่องมากจากบทความนั้น เพราะคุณได้แสดงธาตุแท้ของตัวตนคุณออกมา ส่วนเรื่องคำทำลายพระธรรมวินัยให้วิปริต นอกจากคุณจะแย้งตรรกะต่างๆ ที่ดิฉันชี้ให้เห็นไม่ได้แล้ว พระองค์หนึ่งยังชี้ให้เห็นว่าพระพุทธเจ้ายังเคยใช้คำว่าโฆษบุรุษกับพระเทวทัตเหมือนกัน ปัญหาของคุณ คุณอาจจะไม่ได้ว่าใครไม่เป็นปราชญ์ แต่คุณเพ่งโทษคนที่สร้างคุณประโยชน์มากมาย คือมองเฉพาะจุด ซึ่งถือว่าเป็นการทำลายคนอื่นในรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน (และในบทความนั้น การวิจารณ์ก็ได้ย้อนเข้าสู้ตัวคุณเอง คุณก็ยังไม่สำนีก ดิฉันไม่ทราบว่าจะเรียกคนอย่างคุณว่าอะไรดี ไม่เคยเห็นใครที่เป็นขนาดคุณ)

คุณไม่ต้องไปว่าใครเรื่อง ม.112 หรอก เพราะตัวคุณเองเป็นยิ่งกว่า คือ ฮิตเล่อร์

ส่วนบทความนั้น ดิฉันไม่เขียน ถ้าเขียน ดิฉันจะบอกไว้ก่อนเลยว่ามันหลวมและต้องการระดมความคิดจากคนอื่น

คุณสติปัญญาน้อย แต่ขยัน แม้แต่พวกเดียวกันเองในประชาไทนี่ก็มองเห็น เขาถึงได้ใช้คำว่าข้อมูลมั่ว ขยะทางความคิด กับคุณ และไม่เข้ามาอ่านงานของคุณ คุณคงเห็นได้ว่าในบทความนี้มีคนเข้ามาร่วมถกเถียงด้วยน้อยมาก อันนี้เป็นความโง่ของดิฉันเองที่เข้ามา คุณสมาทานความคิดมาจากคุณภัควดีบ้างคุณคำ ผกา บ้างที่ไม่ได้นับถือศาสนา แต่คุณไม่อเด็ปซ์ใช้ให้เป็นตัวของคุณเอง โดยใช้เวลาที่จะอยูนิ่งๆ แล้วคิด เขียนหนังสือเป็นเล่มออกมาเลย เพื่อเป็นสร้างตัวตนที่แท้จริง มิใช่ในโลกไซเบอร์

ดิฉันเขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อต้นอ่อนข้าวสาลี สุดยอดอาหารต้านมะเร็ง หนา 300 กว่าหน้า คุณจะลองไปดูการเรียบเรียงความคิดและเปิดรับข้อมูลใหม่ๆ จากในนั้นก็ได้

ดิฉันไม่ได้เชี่ยวชาญ แต่ดิฉันเข้าชมรมพุทธฯ ที่ธรรมศาสตร์ตั้งแต่ปี 3 และมีประสบการณ์ตรงในเรื่องทางจิตวิญญาณกับตนเอง โดยไม่ได้นั่งสมาธิ ทำให้ดิฉันศรัทธาในพุทธมาตลอด

คนที่เป็นพุทธที่แท้จริง เมื่อเห็นใครที่มีความเห็นที่มีประโยชน์ควรรับฟังและเอาเรื่องนั้นมาไตร่ตรองเพื่อเพิ่มพูนศักยภาพของตนเอง และพยายามไม่เพ่งโทษของผู้อื่น ซึ่งสิ่งนี้ดิฉันเองก็ได้ทำกับคุณ ต้องขอโทษด้วย

และต้องขอโทษคุณสุรพศและตัวเองอีกที ตอนนี้เข้าใจแล้วว่ากำลังถกเถียงอยู่กับใคร และทำใ้ห้คุณสุรพศและตัวดิฉันเองเสียเวลาไปมากแค่ไหน

ยอมยกธงขาวค่ะ[/quote]

หลักในการถกเถียงเป็นเรื่องของการใช้ตรรกะเหตุผลโต้แย้งกันเท่านั้นเองครับ
ไม่เกี่ยวกับเรื่องอหังการ มมังการ เพราะนั่นเป็นการไปตัดสิน "ตัวตน" ของเขา (แสดงว่าคุณสำคัญผิดว่าตนเองเหนือกว่าเขาจึงไปตัดสินเขาได้)

สังเกตนะครับที่ผมเขียนวิจารณ์มาทั้งหมดในประชาไท ผมวิจารณ์แค่ความคิด ท่าที บทบาทของใครก็ตามในฐานะบุคคลสาธารณะเท่านั้นไม่ก้าวล่วงถึงเรื่อง "อหังการ มมังการ" หรือ "ตัวตน" ของใครเลย

แล้วที่หาว่าผมเป็นยิ่งกว่าฮิคเลอร์นี่ ฮามากเลยครับ ผมบังคับคุณได้หรือครับ ผมเอาปืนไปจี้ให้คุณเห็นด้วยกับผมเมื่อไรกันครับ ผมไม่มี "อำนาจเผด็จการ" ที่ว่านั้นเลย แค่ผมไม่เห็นด้วยกับคุณ ผมก็โต้แย้งคุณไปก็เท่านั้น เช่นเดียวกับที่คุณไม่เห็นด้วยกับผม คุณก็โต้แย้งผมมา ด่ามาก็ยังได้ ผมไม่เคยคิดว่าคุณเป็นเผด็จการทางความคิดเลย เพราะในความเป็นจริงไม่มีทางที่คุณหรือใครจะเผด็จการทางความคิดกับผม (หรือกับคุณ) ได้จริง

เรื่องเรียกอาจารย์หรือเรียกอะไรก็เป็นเสรีภาพของคุณที่ผมย่อมเคารพเสรีภาพนั้นอยู่แล้วครับ ที่สำคัญผมก็ไม่ได้เรียกร้องหรือเขียนบทความเพื่อให้ใครมาเคารพผมเสียด้วยสิ

ปัญหาของชาวพุทธคือไม่มีวัฒนธรรมการถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ด้วยเหตุผลครับ เอาตัวตนเข้ามาเกี่ยวข้องตลอด ชอบตัดสินว่าคนเห็นต่างจากตนคือคนที่เจตนาร้าย มุ่งทำลายศาสนา (เช่นการวิจารณ์ "ตัวตน" ที่นำไปสู่ความเกลียดชัง ความแตกแยก อย่างกรณีสันติอโศก ธรรมกาย พระมโน เป็นต้น) หรือไม่ก็ตัดสินว่าเขามีอหังการสูงอย่างที่คุณว่านี้เป็นต้น[/quote]

ฮิฮิ ว่าแล้ว ดิฉันต้องขอยกเลิกคำพูดที่ว่ายกธงขาว ดิฉันขอบอกด้วยความสัตย์ว่าคุณทำให้ดิฉันเกิดโมหะแล้วละ เพราะคุณเล่นตัดคำพูดในเรื่องเกี่ยวกับความศรัทธาในศาสนาพุทธออกดิฉันออกเป็นท่อนๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีอหังการ์สูง ทั้งๆ ที่นั่นเป็นการอธิบายสอดรับกับช่วงแรกที่ว่าดิฉันคิดว่าตัวเองมีความรู้พอที่จะถกกับคุณอยูบ้างอย่างไร?

#414845 » (อ้างอิงจากความเห็นที่ 414825) » ความคิดเห็นของ สุรพศ ทวีศักดิ์ (visitor) (202.29.83.76 202.29.83.76) .. Sat, 2011-10-08 13:10
มนต์สวรรค์ จินดาแสง wrote:
Quot-
คุณสติปัญญาน้อย แต่ขยัน แม้แต่พวกเดียวกันเองในประชาไทนี่ก็มองเห็น เขาถึงได้ใช้คำว่าข้อมูลมั่ว ขยะทางความคิด กับคุณ และไม่เข้ามาอ่านงานของคุณ คุณคงเห็นได้ว่าในบทความนี้มีคนเข้ามาร่วมถกเถียงด้วยน้อยมาก อันนี้เป็นความโง่ของดิฉันเองที่เข้ามา คุณสมาทานความคิดมาจากคุณภัควดีบ้างคุณคำ ผกา บ้างที่ไม่ได้นับถือศาสนา แต่คุณไม่อเด็ปซ์ใช้ให้เป็นตัวของคุณเอง โดยใช้เวลาที่จะอยูนิ่งๆ แล้วคิด เขียนหนังสือเป็นเล่มออกมาเลย เพื่อเป็นสร้างตัวตนที่แท้จริง มิใช่ในโลกไซเบอร์

ดิฉันเขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อต้นอ่อนข้าวสาลี สุดยอดอาหารต้านมะเร็ง หนา 300 กว่าหน้า คุณจะลองไปดูการเรียบเรียงความคิดและเปิดรับข้อมูลใหม่ๆ จากในนั้นก็ได้

ดิฉันไม่ได้เชี่ยวชาญ แต่ดิฉันเข้าชมรมพุทธฯ ที่ธรรมศาสตร์ตั้งแต่ปี 3 และมีประสบการณ์ตรงในเรื่องทางจิตวิญญาณกับตนเอง โดยไม่ได้นั่งสมาธิ ทำให้ดิฉันศรัทธาในพุทธมาตลอด -Quote

สรพศ-เป็นคำพิพากษาคนอื่น และยกตน อย่างฉาบฉวยที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา

จริงๆ ดิฉันพูดต่อมาว่า - ดิฉันไม่ได้เชี่ยวชาญ แต่ดิฉันเข้าชมรมพุทธฯ ที่ธรรมศาสตร์ตั้งแต่ปี 3 และมีประสบการณ์ตรงในเรื่องทางจิตวิญญาณกับตนเอง โดยไม่ได้นั่งสมาธิ ทำให้ดิฉันศรัทธาในพุทธมาตลอด

คนที่เป็นพุทธที่แท้จริง เมื่อเห็นใครที่มีความเห็นที่มีประโยชน์ควรรับฟังและเอาเรื่องนั้นมาไตร่ตรองเพื่อเพิ่มพูนศักยภาพของตนเอง และพยายามไม่เพ่งโทษของผู้อื่น ซึ่งสิ่งนี้ดิฉันเองก็ได้ทำกับคุณ ต้องขอโทษด้วย-

คุณได้ตัดวรรคนี้ของดิฉันทิ้งไปเพื่อรองรับความเห็นท้ายการอ้างอิงของคุณ
ว่าดิฉันยกตนอย่างฉาบฉวย ทั้งๆ ที่ดิฉันไม่ได้ยกตนข่มคุณแต่ประการใด นอกจากบอกคุณว่าดิฉันเคยเขียนหนังสือเล่มหนึ่งหนาเท่านี้ๆและเรียบเรียงข้อมมูลอย่างงั้นอย่างงี้ แต่เจตนาก็คือแม้กระทั่งอย่างนั้น ในหนังสือที่ดิฉันคิดว่าเรียบเรียงไว้เป็นอบ่างดีแล้วนั้น ยังเปิดรับข้อมูลใหม่ๆ ของคนอื่นอยู่เสมอ และวรรคต่อมาดิฉันได้เสริมแล้วว่า -การเป็นพุทธควรรับฟังความเห็นผู้อื่นมาไตร่ตรองและไม่เพ่งโทษผู้อื่น และยังขอโทษคุณด้วย (จริงๆ ในวรรคนั้น ดิฉันอยากเสริมว่า ดิฉันไม่อยากทำกับคุณถ้าไม่จำเป็น และดิฉันยังทำได้ไม่ค่อยสมบูรณ์เพราะมีอย่างอื่นต้องทำด้วย) ทำให้ดิฉันเห็นแล้วว่การทำเลือกทำสิ่งใดแล้วไม่สมบูรณื(ในขณะนั้น) มันกลับเป็นการส่งเสริมประโยชน์แก่บุคคลประเภทปลิ้นปล้อนประเภทคุณ

ดิฉันได้เห็นแล้วว่าถ้ากับคนอย่างคุณ ถ้าไม่จับผิดกันให้ตายเห็นคาหนังคาเขากันไปข้างหนึ่งด้วย "คำ" ต่อ "คำ" "ประโยค" ต่อ "ประโยต" เห็นท่าจะโกหกโกเจ็ดตลบแตลงไปได้เรื่อยๆ ไม่จบสิ้น ดิฉันยอมรับด้วยความสัตย์ว่าตอนนี้ดิฉันมีอารมณ์อาฆาตเหมือนหม่อมบัวเงินแล้ว(ฮิฮฺ เพียงแต่ไม่มีผู้ช่วยเหมือนผีนางเม้ย ) ดิฉันกลับมาคิดใหม่ว่าถ้าจะทำ ดิฉันจะทำให้สมบูรณ์ไปเลย และถ้าคุณยังโพสต์บทความที่ข้อมูลมั่วๆ และเป็นขยะความคิดเหล่านี้อยู่ เฉพาะที่มั่วและเป็นขยะความคิด(ไม่ทุกบทความ) ดิฉันก็จะหยิบยกข้อความในที่นี้และที่อื่นๆ หากจะมีมาแสดงให้ผู้อื่นเห็นทุกครั้งว่าคุณตลบแตลงเช่นไร และใช้ขอมูลทั้งหมดให้ครบถ้วน แต่ขอเวลาหน่อย อาจจะเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน อาจต้องค่อยๆ หาบทความของคุณทีละบทๆ เพื่อชี้ให้เห็นเลยว่าคุณใช้วิธีแถมาโดยตลอดอย่างไร หวังว่าคุณคงรอได้นะคะ เพราะดิฉันไม่ใช่นักวิชาการอย่างคุณที่สามารถอยู่ได้ด้วยเงินเดือนราชการ(นี่เป็นข้อสังเกตุหนึ่งของดิฉันต่อพวกช่างวิจารณ์ทั้งหลายที่นักวิชาการและเป็นนักเขียนเพียงอย่างเดียวด้วย เพราะเขาไม่เข้าใจว่าประชาชนส่วนใหญ่หรือที่เขาเรียกกันว่าชนชั้นกลางระดับกลางขึ้นไป โดยเฉพาะในกรุงเทพฯต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ ดูแลลูกเต้า ชีวิตประจำวันของพวกเขาเครียดมากพอแล้วจากการทำงาน เขาจึงไม่มีเวลาหาข้อมูลทางการเมืองซึ่งมีอยู่หลากหลายมากมายมาขบคิดได้ พวกเขาต้องหาวิธีระบายความเครียดด้วยการดูละครหลังข่าวดูละครหลังข่าว) แต่ดิฉันทำธุรกิจไม่เป็นไรถ้าดิฉันจะต้องตายหรือเสียการเสียงานไปบ้าง แต่ต้องคงจะขอเวลาหน่อย ดิฉันอาจใช้เวลาเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือนเพื่อค้นข้อมูลมาแสดงให้เห็นว่าที่คุณพูดมานั้นส่วนใหญ่มันไม่จริง

ว่ากันเลย
ประเด็นที่ 1

ข้อ 1. #411478 » (อ้างอิงจากความเห็นที่ 411472) » ความคิดเห็นของ แช่ม (visitor) (183.89.168.141 183.89.168.141) .. Tue, 2011-09-20 07:57

สุรพศ ทวีศักดิ์ wrote:
แช่ม wrote:
สุรพศ ทวีศักดิ์ wrote:
แช่ม wrote:
กูเองแหละ wrote:
เชื่อดิแวดวงวิชาการทางศาสนาไม่ได้เกิดหรอก ฝันที่มึงอยากเข้าสอน ม ดัง รับรองไม่มีทาง ฮา ฮา

อ้อ..เพิ่งรู้ว่า "ไอ้ทิด" พยายามชุบตัวเอง
โดยการด่าคนอื่น เพื่อ upgrade ตัวเอง
นี่แหละหนาที่เขาว่า...
พวก Great man มักจะถูกพวก Mediocre ก่นด่าเสมอ...

ไม่มีปัญญาโต้ประเด็น ทำได้แค่ตามด่า และด่าตามลูกพี่ไปวันๆ กระจอกว่ะ

ถ้าไอ้ทิดยังจำได้...
ผมเคยโต้กับไอ้ทิดไปครั้งหนึ่ง
เรื่อง Free man หรืออะไรทำนองนี้
โต้กันไปโต้กันมา จนไอ้ทิดออกทะเล
ต้องกลับไปเปิดตำรา มาโต้กับผมอุตลุต
ผู้ชมที่เขาฟังอยู่ ยังส่งเสียงเลยว่า เฮ้ย ไอ้ทิด ออกทะเลแล้ว
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมก็ไม่อยากโต้กับไอ้ทิดอีกต่อไป ครับ

สุรพศ-ฮามาก โต้เรื่อง Free man อะไร ที่ไหน เมื่อไรครับ (คนเราจะหาเรื่องด่ากันหน้าด้านๆนี่หาได้ตลอด)

ทานโทดคับ...
เรื่องที่เราโต้กันคือ เรื่อง "คนดีกับคนมีเสรีภาพ" จ่ะ
ตามเวปนี้ จ่ะ
http://prachatai.com/journal/2010/08/30523

มนต์าวรรค์ : เมื่อคลิกลิ้งค์เข้าไป จะเห็นว่ามีการโต้เถียงของสุรพศกับแช่มจริงๆ แต่สุรพศลืมไป(คงเพราะเขียนเยอะจนตัวเองมั่ว ฮิฮิ) เพียงแต่ไม่ได้ออกทะเลตามที่แช่มว่าเท่านั้น(เพราะฉะนั้น อะไรที่เขาบอกว่าฮามากนี่ ไม่ได้หมายความว่าไม่เป็นเช่นนั้นจริงๆ)

เดี๋ยวรอประเด็นที่ 2 นะคะ เรื่องสุรพศบอกว่าบทความวิจารณ์ท่านประยุทธ์ของตัวเองไม่มีสี(ขอพักก่อน)

มนต์สวรรค์ จินดาแสง

[quote=มนต์สวรรค์ จินดาแสง]Quot-และแล้ว การโต้เถียงก็วนไปเวียนมากลบที่เดิม(นี่แหละค่ะ ที่ดิฉันบอกว่าเสียดายเวลาที่มาถกเถียงกับคุณ) เรื่องของท่านประยุทธ์ ท่าทีไม่ต้องพูดกันแล้ว ที่ดิฉันใช้ท่าที/ตัวตน/จินตนาการ อะไรที่คุณว่าก็เนื่องมากจากบทความนั้น เพราะคุณได้แสดงธาตุแท้ของตัวตนคุณออกมา ส่วนเรื่องคำทำลายพระธรรมวินัยให้วิปริต นอกจากคุณจะแย้งตรรกะต่างๆ ที่ดิฉันชี้ให้เห็นไม่ได้แล้ว พระองค์หนึ่งยังชี้ให้เห็นว่าพระพุทธเจ้ายังเคยใช้คำว่าโฆษบุรุษกับพระเทวทัตเหมือนกัน ปัญหาของคุณ คุณอาจจะไม่ได้ว่าใครไม่เป็นปราชญ์ แต่คุณเพ่งโทษคนที่สร้างคุณประโยชน์มากมาย คือมองเฉพาะจุด ซึ่งถือว่าเป็นการทำลายคนอื่นในรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน (และในบทความนั้น การวิจารณ์ก็ได้ย้อนเข้าสู้ตัวคุณเอง คุณก็ยังไม่สำนีก ดิฉันไม่ทราบว่าจะเรียกคนอย่างคุณว่าอะไรดี ไม่เคยเห็นใครที่เป็นขนาดคุณ)

คุณไม่ต้องไปว่าใครเรื่อง ม.112 หรอก เพราะตัวคุณเองเป็นยิ่งกว่า คือ ฮิตเล่อร์

ส่วนบทความนั้น ดิฉันไม่เขียน ถ้าเขียน ดิฉันจะบอกไว้ก่อนเลยว่ามันหลวมและต้องการระดมความคิดจากคนอื่น

คุณสติปัญญาน้อย แต่ขยัน แม้แต่พวกเดียวกันเองในประชาไทนี่ก็มองเห็น เขาถึงได้ใช้คำว่าข้อมูลมั่ว ขยะทางความคิด กับคุณ และไม่เข้ามาอ่านงานของคุณ คุณคงเห็นได้ว่าในบทความนี้มีคนเข้ามาร่วมถกเถียงด้วยน้อยมาก อันนี้เป็นความโง่ของดิฉันเองที่เข้ามา คุณสมาทานความคิดมาจากคุณภัควดีบ้างคุณคำ ผกา บ้างที่ไม่ได้นับถือศาสนา แต่คุณไม่อเด็ปซ์ใช้ให้เป็นตัวของคุณเอง โดยใช้เวลาที่จะอยูนิ่งๆ แล้วคิด เขียนหนังสือเป็นเล่มออกมาเลย เพื่อเป็นสร้างตัวตนที่แท้จริง มิใช่ในโลกไซเบอร์

ดิฉันเขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อต้นอ่อนข้าวสาลี สุดยอดอาหารต้านมะเร็ง หนา 300 กว่าหน้า คุณจะลองไปดูการเรียบเรียงความคิดและเปิดรับข้อมูลใหม่ๆ จากในนั้นก็ได้

ดิฉันไม่ได้เชี่ยวชาญ แต่ดิฉันเข้าชมรมพุทธฯ ที่ธรรมศาสตร์ตั้งแต่ปี 3 และมีประสบการณ์ตรงในเรื่องทางจิตวิญญาณกับตนเอง โดยไม่ได้นั่งสมาธิ ทำให้ดิฉันศรัทธาในพุทธมาตลอด

คนที่เป็นพุทธที่แท้จริง เมื่อเห็นใครที่มีความเห็นที่มีประโยชน์ควรรับฟังและเอาเรื่องนั้นมาไตร่ตรองเพื่อเพิ่มพูนศักยภาพของตนเอง และพยายามไม่เพ่งโทษของผู้อื่น ซึ่งสิ่งนี้ดิฉันเองก็ได้ทำกับคุณ ต้องขอโทษด้วย

และต้องขอโทษคุณสุรพศและตัวเองอีกที ตอนนี้เข้าใจแล้วว่ากำลังถกเถียงอยู่กับใคร และทำใ้ห้คุณสุรพศและตัวดิฉันเองเสียเวลาไปมากแค่ไหน

ยอมยกธงขาวค่ะ[/quote]

ตรวจสอบดูทาง Google พบว่าคุณก็เขียนหนังสือหลายเล่มนี่ครับ
แต่แปลกใจว่า เวลาคุณวิจารณ์งานคนอื่น ดูสำนวนโวหารแล้วตั้งใจเข้ามาสอนเขาด้วยซ้ำ
แต่ทำไมคุณใช้ชื่อแบบนี้ "ไม่อยากทนพวกลวงโลก(มนต์สวรรค์ จินดาแสง)" ครับ

ชื่อที่คุณใช้สะท้อนทัศนคติ (อคติ) ของคุณต่อผู้เขียนบทความตั้งแต่แรก (ท่าทีประณามตัวคนอื่นแบบนี้แหละที่ผมไม่เห็นด้วยและวิจารณ์ในสองบทความก่อน) แล้วโดยท่าทีเริ่มต้นเช่นนี้คุณก็แสดงสำนวนโวหารราวนักวิชาการ เฮ้อ!!!

เรื่องเจ้าคุณประยุทธ์ พระไพศาล คุณตีความเองว่าผมวิจารณ์เป็นการทำลายตัวท่าน แต่ผมยังยืนยันว่าผมวิจารณ์ "บางความคิด" "บางบทบาท" "บางท่าที" ของท่านเท่านั้น ผมได้ประโยชน์จากการอ่านงานหลายเล่มของสองท่านนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าผมจำเป็นต้องเห็นด้วยกับทุกความคิดหรือทุกเรื่องที่ท่านทำ เมื่อไม่เห็นด้วยกับความคิดใดหรือเรื่องใดผมก็มีสิธิ์วิจารณ์ได้อย่างเป็นสาธารณะ

เรื่งที่พาดพิงว่าผม "สมาทาน" ความคิดของภัควดี คำ ผกา บอกตรงๆว่าตลกมากครับ (เวลาเราอ้างความคิดใครในบางบทความที่เราเขียนนั้น สรุปได้เลยหรือครับว่าเราสมาทานความคิดของเขา คุณนี่สรุปอะไรง่ายๆตื้นๆเหลือเกิน แล้วยังแนะนำให้ผมไปอ่านหนังสือของคุณ ไม่อายบ้างเหรอครับ?)

ส่วนที่คุณว่าผมโต้แย้งคุณไม่ได้เรื่องท่าทีและทำพระธรรมวินัยให้วิปริตในบทความก่อน นั่นเป็นเรื่องที่ "แค่คุณคิดเอา"

ตามเรื่องและลิงค์

ตามเรื่องและลิงค์ (ดวงเด็ดขึ้นคือดิฉันเอง มนต์สวรรค์) พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) กับวัฒนธรรมการวิจารณ์ในพุทธศาสนาเถรวาท #411236 » (อ้างอิงจากความเห็นที่ 411186) » ความคิดเห็นของ ดวงเด็ดขึ้น (visitor) (124.121.15.70 124.121.15.70) .. Sun, 2011-09-18 14:23
[/quote]การ "ตีความผิด" มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลครับ พระในสมัยนั้นไม่ใช่ว่าทุกรูปเคยเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เพราะบางรูปบวชกับอุปัชฌาย์ที่อยู่ห่างไกล เช่นมีตัวอย่างในพระไตรปิฎกว่าครั้งหนึ่งพระชาวชนบทรูปหนึ่งตีความว่า "วิญญาณเป็นอัตตา" เมื่อเรื่องทราบไปถึงพระพุทธเจ้า พระองค์ก็อธิบายว่าที่ถูกคือออย่างไร ไม่ใช่ไล่พระรูปนั้นสึก(พระองค์คงเห็นว่าการเข้าใจผิดเป็นไปได้เสมอ) เพราะฉะนั้น การที่พระหรือนักวิชาการทุกวันนี้จะตีความผิดก็เป็นไปได้เช่นกัน

ความเห็นต่างเรื่องพระธรรมวินัยมีมาตั้งแต่สังคายนาครั้งที่ 1 เป็นอย่างน้อย แล้วต่อมาก็มีการแยกนิกายออกไปจำนวนมาก นิกายใหญ่ 18 นิกาย นืกายย่อยอีกเป็นร้อยนิกาย แต่ละนิกายก็ตีความต่างกัน ถามว่าการตีความเช่นนั้นทำให้พระธรรมวินัยวิปริตไหม? ถ้าเชื่อว่าพระธรรมวินัยอยู่ในพระไตรปิฎกเถรวาท สิ่งนั้นก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม ชาวพุทธเถรวาท หรือนิกายอื่นๆ หรือไม่ใช่ชาวพุทธอยากรู้ว่าพระธรรมวินัยของเถรวาทเป็นอย่างไรก็ไปศึกษาดูได้ตลอดเวลา

ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่า การตีความผิดไม่มีปัญหา แต่ปัญหาเช่นนี้ไม่ใช่แก้ด้วยการกล่าวหา ประณามว่าพวกเขามีเจตนาทำลายพุทธศาสนา ควรโต้แย้งกันด้วยข้อมูลหลักฐานก็พอ ที่ท่านเจ้าคุณโต้แย้งด้วยข้อมูลหลักฐานนั้นก็ดีแล้ว ผมก็อนุโมทนาสาธุ แต่ผมไม่เห็นด้วยกับ "ท่าที" ที่ไปตัดสินตัวบุคคล หรือเจตนาของตัวบุคคลเท่านั้นเอง (ซึ่งผมคิดว่าไม่เห็นด้วยเรื่องอะไรก็ต้องพูดหรือเขียนออกมาได้ตรงไปตรงมา การศรัทธาใครสักคนไม่ได้หมายความว่าต้องเชียร์กันอย่างเดียว)

สุดท้ายถ้าอ่านอย่างตรงไปตรงมาจะเห็นว่าผมไม่ได้เปรียบเทียบ "ตัวตน" ของ ว.วชิรเมธีกับท่านเจ้าคุณ เพียงเปรียบเทียบ "ท่าทีบางอย่าง" ว่าคล้ายกันเท่านั้นเอง (ซึ่งก็ปรากฏตามข้อความของทั้งสองท่านที่ยกมา ไม่ได้ปั้นแต่งขึ้น)

ส่วนที่คุณเห็นว่า ผมวิจารณ์ในเรื่องที่ไม่ควรวิจารณ์ คุณก็วิจารณ์ผมได้ในที่นี้ หรือเขียนบทความวิจารณ์ผมได้อยู่แล้วครับ เชิญตามสบาย[/quote]

ดิฉันว่าไปๆ มาๆ อาจารยืไม่เข้าใจที่ดิฉันพูดเท่าไหร่ ดิฉันไม่ได้เชียร์อย่างเดียว ประเด็นที่ 1 ดิฉันเห็นด้วยกับอาจารย์เรื่องว่าคนอื่นโง่หรือบ้า ส่วนประเด็นพระธรรมในพระไตรปิฏก จริงๆ หลายคนก็ในที่นี้ก็ให้ข้อมูลหลายประการที่แย้งกับอาจารย์ไปบ้างแล้ว อาจารย์เก็บรับไปพิจารณาและเปรียบเทียบดู ดิฉันบอกแล้วว่าดิฉันไม่เห็นด้วยกับท่าทีของท่านประยุทธ์หรือใครก็ตามที่ประณามคนอื่นว่าโง่หรือชั่ว ตรงนี้ไม่มีปัญหาอยูแล้วค่ะ แต่บางกรณีใหญ่ๆ อย่างการที่ธรรมกายมองว่าพุทธเป็นอัตตา ซึ่งเป็นประเด็นแกนกลางของพุทธศาสนาเลย ควรถูกมองว่าทำให้พระธรรมวินัยวิปริตหรือทำลายพุทธศาสนาหรือไม่?
หรือแม้แต่สันติอโศกที่สับสนุนรัฐประหารหรือการรบฆ่าฟันกับเขมรเป็นต้น ประเด็นของดิฉันก็คือ เมื่อเราสนับสนุนการวิจารณ์อย่างมีเสรีภาพ ก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องไปยกย่องเชิดชูผู้ที่เคยถูกวิจารณ์จากฝ่ายฟันเดอร์เมทัลลิสต์ทั้งหลายว่าถูกหมดหรือต้องได้รับมุมมองใหม่ เพราะบางทีสิ่งที่ถูกฟันเดอร์เมทัลลิสต์วิจารณ์นั้นมันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะมันร้ายแรงและขัดแย้งกับพุทธจริง อย่างกรณีธรรมกายหรือสันติอโศก ดิฉันจะหยิบยกบทกวีที่ดิฉันเคยเขียนไว้ในที่นี้มาลงเพื่ออธิบายว่าสันติอโศกนั้นผิดอย่างไร

ทับ “ธรรม” แหละ...

มนต์สวรรค์ จินดาแสง

กว่าสองพันห้าร้อยปีที่ล่วงผ่าน
จะช้านานอย่างไรไม่แปรเปลี่ยน
‘จิตเดิมแท้’ ยังตั้งอยู่เพื่อรู้เรียน
หนทางเวียนทางลัดจัดไว้แล้ว
ในจิตที่มีความปริสุทธิ์
กิเลสผุดแค่ผ่านไม่นานแผ่ว
มีสติรู้ตัวไม่กลัวแกล้ว
จะโลกุตฯ โลกิฯ แผ้วผ่านไป
พุทธองค์ทรงประกาศความเทียมเท่า
คนหนึ่งคนเป็นคนเพราะตนไต่
มิใช่เพราะวรรณะกักกันไว้
อยู่ที่ใฝ่ดีชั่วตัวประพฤติ
พระธรรมเอกพุทธองค์ทรงสอนสั่ง
ชีวิตนั้นมีค่าดารดึก
จิตมีใจ ใจมีจิตที่คิดนึก
การพรากพฤติบาปหนาคณานัก
โลกุตฯ โลกิฯ มิแยกไม่แปลกดอก
แต่จะต้องเกื้อเพื่อคนทนทุกข์หนัก
ต้องเพื่อห้ามประหัตชีวิตอวิชนัก
ต้องรู้หลักแยกแยะในแง่นี้
พระพม่าต้านปฏิวัติหยุดการฆ่า
จีวรเหลืองสะบัดหราสู้ทุกที่
ถึงกระบอกปืนทหารจะผลาญพลี
แต่โลกิฯ ดุลโลกุตฯ ดุจเดียวกัน
หากทว่า “ทับธรรม” ไทยในวันนี้
เรียกให้มีปฏิวัติรัฐประหาร
ถือกระบอกปืนเพื่อว่าจะฆ่าฟัน
ควบคุมมันด้วยปืน ไม่เป็นไร
ไม่อยู่ข้างชั้นชนคนทุกข์ยาก
ร่วมจัดฉากชาตินิยมขึ้นมาใหม่
เพื่อกลบอธรรมไร้ประชาธิปาไตย
ที่แก่นธรรมพระทรงชัยวางไว้นั้น
สันตินั้นอยู่ไหน กรูไม่รู้
กรูไม่หยุด หาความรู้ กรูไม่หัน
สมณะพระพุทธเจ้าได้อย่างไรกัน?
ทับพระธรรม์ของพระองค์ลงแหลกลาญ...

คือ ดิฉันอยากจะบอกว่าพอใครเป็นแดง และจะต้องไปรีคอนสตรัค สิ่งที่เหลือง(หรือไม่ก็ตาม) ทำไว้ ยึดหลักการที่เป็นหลักธรรมดีกว่าค่ะ(สำหรับคนที่นับถือพุทธนะ) ไม่ใช่หลักกู

สรพศ-Quote-ประเด็น 1 ผมเข้าใจคุณที่ไม่ยอมรับ "ท่าที" และที่ผมเขียนในวงเล็บว่า "เชียร์อย่างเดียว" ก็ไม่ได้เจาะจงคุณ ผมหมายรวมทั้งตัวผมและคนอื่นๆด้วยที่เมื่อเราศรัทธาใครก็ไม่ควรเอาแต่เชียร์อย่างเดียว

ประเด็น 2 ผมไม่ได้ยกอีกฝ่ายเหนือกว่าท่านเจ้าคุณเลย เขียนไปตามข้อเท็จจริงที่พบว่านักวิชาการทั้งสี่นั้นวิจารณ์ "ความคิด" ของท่านเจ้าคุณเป็นหลัก และดูเหมือนเขา(ส่วนใหญ่)จะเห็นด้วยกับข้อมูลหลักฐานที่ท่านเจ้าคุณยกมาโต้แย้งด้วยซ้ำ แต่เขาไม่เห็นด้วยกับ "ท่าที" (อย่างที่คุณกับผมก็ไม่เห็นด้วย) เท่านั้นเอง

ประเด็น 3 เราควรเชื่อหลักฐานข้อมูลที่ชัดกว่า อันนี้ก็ควรเป็นเช่นนั้นอยู่แล้วนี่ครับ บทความนี้ไม่ได้บอกว่าข้อมูลของท่านเจ้าคุณผิด หรือไม่ชัด ไม่ควรเชื่อ

ประเด็น 4 ผมเห็นว่า "การตีความผิด" กับ "การบิดเบือน" เป็นคนละเรื่องกัน และเห็นว่าทั้งสองเรื่องไม่สามารถทำพระธรรมวินัยในพระไตรปิฎกให้วิปริตไปได้ และผมก็แสดงเหตุผลของผมไปตามเสรีภาพที่ผมมี ส่วนคุณจะไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไรนี่ครับ (และถ้าผมจะไม่เห็นด้วยกับเหตุผลที่คุณแย้งผมก็ไม่เป็นไรอีกเช่นกัน ก็โต้กันไปโต้กันมาได้)

และสุดท้าน ที่ผมเขียนบทความทางศาสนานี่ผมไม่มีจุดยืนเรื่อง "สี" ใดๆเลย-Quote

Quote-โดยเฉพาะข้อสุดท้ายที่บอกว่าไม่มีสี อ.โกหกต่ะ โกหกผู้อื่นและตัวเอง ดิฉันเอง ดิฉันยอมรับว่าเป็นแดง แต่เป็นแดงเรื่อๆ เน้นการต่อสู้กับอุดมการณ์อนุรักษนิยมที่ชูอภิสิทธิ์(ตก ชน) เพื่ออุดมการณ์เสรีนิยม-Quote

สรุพศมีบทความในประชาไท 5 หน้า หน้าละประมาณ 20 บทความ บทความเกียวกับแดงทั้งสิ้น อาทิ เมื่อ ส.ศิวรักษ์ พระเป่ากระห่อมให้พระ ซึ่งเร่ิมต้นด้วย “พระเสื้อแดงจำนวนมากมาหาผมครับ....หรือ "เมื่อ 'คำ ผกา' รู้เรื่องมิติทางสังคมของพุทธศาสนาดีกว่าพระ" ทุกคนรู้ว่าคำ ผกา เป็นสีแดง นอกจากนั้น สุรพศยังเขียนหนังสือเรื่อง "พระทำไมต้องแดง"

สุรพศ ทวีศักดิ์

[quote=สุรพศ ทวีศักดิ์][quote=มนต์สวรรค์ จินดาแสง]Quot-และแล้ว การโต้เถียงก็วนไปเวียนมากลบที่เดิม(นี่แหละค่ะ ที่ดิฉันบอกว่าเสียดายเวลาที่มาถกเถียงกับคุณ) เรื่องของท่านประยุทธ์ ท่าทีไม่ต้องพูดกันแล้ว ที่ดิฉันใช้ท่าที/ตัวตน/จินตนาการ อะไรที่คุณว่าก็เนื่องมากจากบทความนั้น เพราะคุณได้แสดงธาตุแท้ของตัวตนคุณออกมา ส่วนเรื่องคำทำลายพระธรรมวินัยให้วิปริต นอกจากคุณจะแย้งตรรกะต่างๆ ที่ดิฉันชี้ให้เห็นไม่ได้แล้ว พระองค์หนึ่งยังชี้ให้เห็นว่าพระพุทธเจ้ายังเคยใช้คำว่าโฆษบุรุษกับพระเทวทัตเหมือนกัน ปัญหาของคุณ คุณอาจจะไม่ได้ว่าใครไม่เป็นปราชญ์ แต่คุณเพ่งโทษคนที่สร้างคุณประโยชน์มากมาย คือมองเฉพาะจุด ซึ่งถือว่าเป็นการทำลายคนอื่นในรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน (และในบทความนั้น การวิจารณ์ก็ได้ย้อนเข้าสู้ตัวคุณเอง คุณก็ยังไม่สำนีก ดิฉันไม่ทราบว่าจะเรียกคนอย่างคุณว่าอะไรดี ไม่เคยเห็นใครที่เป็นขนาดคุณ)

คุณไม่ต้องไปว่าใครเรื่อง ม.112 หรอก เพราะตัวคุณเองเป็นยิ่งกว่า คือ ฮิตเล่อร์

ส่วนบทความนั้น ดิฉันไม่เขียน ถ้าเขียน ดิฉันจะบอกไว้ก่อนเลยว่ามันหลวมและต้องการระดมความคิดจากคนอื่น

คุณสติปัญญาน้อย แต่ขยัน แม้แต่พวกเดียวกันเองในประชาไทนี่ก็มองเห็น เขาถึงได้ใช้คำว่าข้อมูลมั่ว ขยะทางความคิด กับคุณ และไม่เข้ามาอ่านงานของคุณ คุณคงเห็นได้ว่าในบทความนี้มีคนเข้ามาร่วมถกเถียงด้วยน้อยมาก อันนี้เป็นความโง่ของดิฉันเองที่เข้ามา คุณสมาทานความคิดมาจากคุณภัควดีบ้างคุณคำ ผกา บ้างที่ไม่ได้นับถือศาสนา แต่คุณไม่อเด็ปซ์ใช้ให้เป็นตัวของคุณเอง โดยใช้เวลาที่จะอยูนิ่งๆ แล้วคิด เขียนหนังสือเป็นเล่มออกมาเลย เพื่อเป็นสร้างตัวตนที่แท้จริง มิใช่ในโลกไซเบอร์

ดิฉันเขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อต้นอ่อนข้าวสาลี สุดยอดอาหารต้านมะเร็ง หนา 300 กว่าหน้า คุณจะลองไปดูการเรียบเรียงความคิดและเปิดรับข้อมูลใหม่ๆ จากในนั้นก็ได้

ดิฉันไม่ได้เชี่ยวชาญ แต่ดิฉันเข้าชมรมพุทธฯ ที่ธรรมศาสตร์ตั้งแต่ปี 3 และมีประสบการณ์ตรงในเรื่องทางจิตวิญญาณกับตนเอง โดยไม่ได้นั่งสมาธิ ทำให้ดิฉันศรัทธาในพุทธมาตลอด

คนที่เป็นพุทธที่แท้จริง เมื่อเห็นใครที่มีความเห็นที่มีประโยชน์ควรรับฟังและเอาเรื่องนั้นมาไตร่ตรองเพื่อเพิ่มพูนศักยภาพของตนเอง และพยายามไม่เพ่งโทษของผู้อื่น ซึ่งสิ่งนี้ดิฉันเองก็ได้ทำกับคุณ ต้องขอโทษด้วย

และต้องขอโทษคุณสุรพศและตัวเองอีกที ตอนนี้เข้าใจแล้วว่ากำลังถกเถียงอยู่กับใคร และทำใ้ห้คุณสุรพศและตัวดิฉันเองเสียเวลาไปมากแค่ไหน

ยอมยกธงขาวค่ะ[/quote]

ตรวจสอบดูทาง Google พบว่าคุณก็เขียนหนังสือหลายเล่มนี่ครับ
แต่แปลกใจว่า เวลาคุณวิจารณ์งานคนอื่น ดูสำนวนโวหารแล้วตั้งใจเข้ามาสอนเขาด้วยซ้ำ
แต่ทำไมคุณใช้ชื่อแบบนี้ "ไม่อยากทนพวกลวงโลก(มนต์สวรรค์ จินดาแสง)" ครับ

ชื่อที่คุณใช้สะท้อนทัศนคติ (อคติ) ของคุณต่อผู้เขียนบทความตั้งแต่แรก (ท่าทีประณามตัวคนอื่นแบบนี้แหละที่ผมไม่เห็นด้วยและวิจารณ์ในสองบทความก่อน) แล้วโดยท่าทีเริ่มต้นเช่นนี้คุณก็แสดงสำนวนโวหารราวนักวิชาการ เฮ้อ!!!

เรื่องเจ้าคุณประยุทธ์ พระไพศาล คุณตีความเองว่าผมวิจารณ์เป็นการทำลายตัวท่าน แต่ผมยังยืนยันว่าผมวิจารณ์ "บางความคิด" "บางบทบาท" "บางท่าที" ของท่านเท่านั้น ผมได้ประโยชน์จากการอ่านงานหลายเล่มของสองท่านนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าผมจำเป็นต้องเห็นด้วยกับทุกความคิดหรือทุกเรื่องที่ท่านทำ เมื่อไม่เห็นด้วยกับความคิดใดหรือเรื่องใดผมก็มีสิธิ์วิจารณ์ได้อย่างเป็นสาธารณะ

เรื่งที่พาดพิงว่าผม "สมาทาน" ความคิดของภัควดี คำ ผกา บอกตรงๆว่าตลกมากครับ (เวลาเราอ้างความคิดใครในบางบทความที่เราเขียนนั้น สรุปได้เลยหรือครับว่าเราสมาทานความคิดของเขา คุณนี่สรุปอะไรง่ายๆตื้นๆเหลือเกิน แล้วยังแนะนำให้ผมไปอ่านหนังสือของคุณ ไม่อายบ้างเหรอครับ?)

ส่วนที่คุณว่าผมโต้แย้งคุณไม่ได้เรื่องท่าทีและทำพระธรรมวินัยให้วิปริตในบทความก่อน นั่นเป็นเรื่องที่ "แค่คุณคิดเอา"[/quote]

ฮิฮิ ก็มันอิทัปจยตามาจากบทความแรกค่ะอาจาน เข้าใจมั้ย? มันมีอคติเพราะอะไร เพราะหนูได้บทเรียนจากบทความนั้นและบทความนี้แล้วว่าการนิ่งเฉยนั้นทำให้คนตะแบงอย่างอาจานได้จัย รวมทั้งสิ่งที่อาจานพูดในบทความหลังด้วยที่หนูไม่เห็นด้วย มีแต่การจับให้ได้อย่างคาหนังคาเขาอย่างนี้จึงจะใช้กับคนอย่างอาจานได้ อาจานเร่ิมก่อนนะ หนูไม่ได้เริ่มก่อน ถ้าอาจานจะหยุดตรงที่ควรจะหยุดมันก็จบไปแล้ว แต่อาจานเป็นคนไม่ยอมคน เอาละ เด๊๋ยวประเด็นมันจะวนเวียนอยูตรง 2 บทความนี้ละ

เดี๋ยวยังมีอีกเป็นสิบประเด็น แล้วเรามาโต้แย้งเรื่องพระพรหมคุณากรณ์กันต่อในนี้ต่อก็ได้ค่ะ อาจานจาได้รู้ว่าหนูไม่ได้คิดเอา หนูก็ใช้ตรรกะเหมือนอาจานนั่นแหละ แต่อาจานทำตรรกะวิบัติเอง แล้วเดี๋ยวหนูแสดงให้เห็นว่าอาจานใช้ตรรกะวิบัติอนย่างไร และตรรกะชองหนูมันกินความกว้างเหมือนกับที่พวกนิติรษฎรใช้อย่างไร ดีมั้ยคะ? เอากันให้รู้ดีรู้ชัวไปเลยในที่นี้ อาจานจะได้ไม่เล่นหนูลับหลังอีก ว่าแต่ อาจานตอบคำถามข้อแรกของหนูได้รึยังและจะตอบว่าอย่างไร ไม่ต้องมาเบี่ยงเบนประเด็น เพราะเราจะว่ากันทีละประเด็นอยู่แล้ว (แต่ขอหนูพักบ้างแล้วกัน)

เฮ้อออออออออออออ!!!!!!!!!!!!!!!!

:p

:p

มนต์สวรรค์ จินดาแสง

[quote=มนต์สวรรค์ จินดาแสง][quote=สุรพศ ทวีศักดิ์][quote=มนต์สวรรค์ จินดาแสง]Quot-และแล้ว การโต้เถียงก็วนไปเวียนมากลบที่เดิม(นี่แหละค่ะ ที่ดิฉันบอกว่าเสียดายเวลาที่มาถกเถียงกับคุณ) เรื่องของท่านประยุทธ์ ท่าทีไม่ต้องพูดกันแล้ว ที่ดิฉันใช้ท่าที/ตัวตน/จินตนาการ อะไรที่คุณว่าก็เนื่องมากจากบทความนั้น เพราะคุณได้แสดงธาตุแท้ของตัวตนคุณออกมา ส่วนเรื่องคำทำลายพระธรรมวินัยให้วิปริต นอกจากคุณจะแย้งตรรกะต่างๆ ที่ดิฉันชี้ให้เห็นไม่ได้แล้ว พระองค์หนึ่งยังชี้ให้เห็นว่าพระพุทธเจ้ายังเคยใช้คำว่าโฆษบุรุษกับพระเทวทัตเหมือนกัน ปัญหาของคุณ คุณอาจจะไม่ได้ว่าใครไม่เป็นปราชญ์ แต่คุณเพ่งโทษคนที่สร้างคุณประโยชน์มากมาย คือมองเฉพาะจุด ซึ่งถือว่าเป็นการทำลายคนอื่นในรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน (และในบทความนั้น การวิจารณ์ก็ได้ย้อนเข้าสู้ตัวคุณเอง คุณก็ยังไม่สำนีก ดิฉันไม่ทราบว่าจะเรียกคนอย่างคุณว่าอะไรดี ไม่เคยเห็นใครที่เป็นขนาดคุณ)

คุณไม่ต้องไปว่าใครเรื่อง ม.112 หรอก เพราะตัวคุณเองเป็นยิ่งกว่า คือ ฮิตเล่อร์

ส่วนบทความนั้น ดิฉันไม่เขียน ถ้าเขียน ดิฉันจะบอกไว้ก่อนเลยว่ามันหลวมและต้องการระดมความคิดจากคนอื่น

คุณสติปัญญาน้อย แต่ขยัน แม้แต่พวกเดียวกันเองในประชาไทนี่ก็มองเห็น เขาถึงได้ใช้คำว่าข้อมูลมั่ว ขยะทางความคิด กับคุณ และไม่เข้ามาอ่านงานของคุณ คุณคงเห็นได้ว่าในบทความนี้มีคนเข้ามาร่วมถกเถียงด้วยน้อยมาก อันนี้เป็นความโง่ของดิฉันเองที่เข้ามา คุณสมาทานความคิดมาจากคุณภัควดีบ้างคุณคำ ผกา บ้างที่ไม่ได้นับถือศาสนา แต่คุณไม่อเด็ปซ์ใช้ให้เป็นตัวของคุณเอง โดยใช้เวลาที่จะอยูนิ่งๆ แล้วคิด เขียนหนังสือเป็นเล่มออกมาเลย เพื่อเป็นสร้างตัวตนที่แท้จริง มิใช่ในโลกไซเบอร์

ดิฉันเขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อต้นอ่อนข้าวสาลี สุดยอดอาหารต้านมะเร็ง หนา 300 กว่าหน้า คุณจะลองไปดูการเรียบเรียงความคิดและเปิดรับข้อมูลใหม่ๆ จากในนั้นก็ได้

ดิฉันไม่ได้เชี่ยวชาญ แต่ดิฉันเข้าชมรมพุทธฯ ที่ธรรมศาสตร์ตั้งแต่ปี 3 และมีประสบการณ์ตรงในเรื่องทางจิตวิญญาณกับตนเอง โดยไม่ได้นั่งสมาธิ ทำให้ดิฉันศรัทธาในพุทธมาตลอด

คนที่เป็นพุทธที่แท้จริง เมื่อเห็นใครที่มีความเห็นที่มีประโยชน์ควรรับฟังและเอาเรื่องนั้นมาไตร่ตรองเพื่อเพิ่มพูนศักยภาพของตนเอง และพยายามไม่เพ่งโทษของผู้อื่น ซึ่งสิ่งนี้ดิฉันเองก็ได้ทำกับคุณ ต้องขอโทษด้วย

และต้องขอโทษคุณสุรพศและตัวเองอีกที ตอนนี้เข้าใจแล้วว่ากำลังถกเถียงอยู่กับใคร และทำใ้ห้คุณสุรพศและตัวดิฉันเองเสียเวลาไปมากแค่ไหน

ยอมยกธงขาวค่ะ[/quote]

ตรวจสอบดูทาง Google พบว่าคุณก็เขียนหนังสือหลายเล่มนี่ครับ
แต่แปลกใจว่า เวลาคุณวิจารณ์งานคนอื่น ดูสำนวนโวหารแล้วตั้งใจเข้ามาสอนเขาด้วยซ้ำ
แต่ทำไมคุณใช้ชื่อแบบนี้ "ไม่อยากทนพวกลวงโลก(มนต์สวรรค์ จินดาแสง)" ครับ

ชื่อที่คุณใช้สะท้อนทัศนคติ (อคติ) ของคุณต่อผู้เขียนบทความตั้งแต่แรก (ท่าทีประณามตัวคนอื่นแบบนี้แหละที่ผมไม่เห็นด้วยและวิจารณ์ในสองบทความก่อน) แล้วโดยท่าทีเริ่มต้นเช่นนี้คุณก็แสดงสำนวนโวหารราวนักวิชาการ เฮ้อ!!!

เรื่องเจ้าคุณประยุทธ์ พระไพศาล คุณตีความเองว่าผมวิจารณ์เป็นการทำลายตัวท่าน แต่ผมยังยืนยันว่าผมวิจารณ์ "บางความคิด" "บางบทบาท" "บางท่าที" ของท่านเท่านั้น ผมได้ประโยชน์จากการอ่านงานหลายเล่มของสองท่านนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าผมจำเป็นต้องเห็นด้วยกับทุกความคิดหรือทุกเรื่องที่ท่านทำ เมื่อไม่เห็นด้วยกับความคิดใดหรือเรื่องใดผมก็มีสิธิ์วิจารณ์ได้อย่างเป็นสาธารณะ

เรื่งที่พาดพิงว่าผม "สมาทาน" ความคิดของภัควดี คำ ผกา บอกตรงๆว่าตลกมากครับ (เวลาเราอ้างความคิดใครในบางบทความที่เราเขียนนั้น สรุปได้เลยหรือครับว่าเราสมาทานความคิดของเขา คุณนี่สรุปอะไรง่ายๆตื้นๆเหลือเกิน แล้วยังแนะนำให้ผมไปอ่านหนังสือของคุณ ไม่อายบ้างเหรอครับ?)

ส่วนที่คุณว่าผมโต้แย้งคุณไม่ได้เรื่องท่าทีและทำพระธรรมวินัยให้วิปริตในบทความก่อน นั่นเป็นเรื่องที่ "แค่คุณคิดเอา"[/quote]

ฮิฮิ ก็มันอิทัปจยตามาจากบทความแรกค่ะอาจาน เข้าใจมั้ย? มันมีอคติเพราะอะไร เพราะหนูได้บทเรียนจากบทความนั้นและบทความนี้แล้วว่าการนิ่งเฉยนั้นทำให้คนตะแบงอย่างอาจานได้จัย รวมทั้งสิ่งที่อาจานพูดในบทความหลังด้วยที่หนูไม่เห็นด้วย มีแต่การจับให้ได้อย่างคาหนังคาเขาอย่างนี้จึงจะใช้กับคนอย่างอาจานได้ อาจานเร่ิมก่อนนะ หนูไม่ได้เริ่มก่อน ถ้าอาจานจะหยุดตรงที่ควรจะหยุดมันก็จบไปแล้ว แต่อาจานเป็นคนไม่ยอมคน เอาละ เด๊๋ยวประเด็นมันจะวนเวียนอยูตรง 2 บทความนี้ละ

เดี๋ยวยังมีอีกเป็นสิบประเด็น แล้วเรามาโต้แย้งเรื่องพระพรหมคุณากรณ์กันต่อในนี้ต่อก็ได้ค่ะ อาจานจาได้รู้ว่าหนูไม่ได้คิดเอา หนูก็ใช้ตรรกะเหมือนอาจานนั่นแหละ แต่อาจานทำตรรกะวิบัติเอง แล้วเดี๋ยวหนูแสดงให้เห็นว่าอาจานใช้ตรรกะวิบัติอนย่างไร และตรรกะชองหนูมันกินความกว้างเหมือนกับที่พวกนิติรษฎรใช้อย่างไร ดีมั้ยคะ? เอากันให้รู้ดีรู้ชัวไปเลยในที่นี้ อาจานจะได้ไม่เล่นหนูลับหลังอีก ว่าแต่ อาจานตอบคำถามข้อแรกของหนูได้รึยังและจะตอบว่าอย่างไร ไม่ต้องมาเบี่ยงเบนประเด็น เพราะเราจะว่ากันทีละประเด็นอยู่แล้ว (แต่ขอหนูพักบ้างแล้วกัน)

เฮ้อออออออออออออ!!!!!!!!!!!!!!!![/quote]

ยกตรรกะตัวเองเทียบ "ตรรกะนิติราษฎร์" (ฮา แบบหนื่อยใจมากเลย)

are you guy thirsty? any

are you guy thirsty?
any juice?
grapefruit lemon orange carrot cucumber coconut kiwi strawberry or ...wheatgrass :)?
from the house!

สุรพศ ทวีศักดิ์

[quote=สุรพศ ทวีศักดิ์][quote=มนต์สวรรค์ จินดาแสง][quote=สุรพศ ทวีศักดิ์][quote=มนต์สวรรค์ จินดาแสง]Quot-และแล้ว การโต้เถียงก็วนไปเวียนมากลบที่เดิม(นี่แหละค่ะ ที่ดิฉันบอกว่าเสียดายเวลาที่มาถกเถียงกับคุณ) เรื่องของท่านประยุทธ์ ท่าทีไม่ต้องพูดกันแล้ว ที่ดิฉันใช้ท่าที/ตัวตน/จินตนาการ อะไรที่คุณว่าก็เนื่องมากจากบทความนั้น เพราะคุณได้แสดงธาตุแท้ของตัวตนคุณออกมา ส่วนเรื่องคำทำลายพระธรรมวินัยให้วิปริต นอกจากคุณจะแย้งตรรกะต่างๆ ที่ดิฉันชี้ให้เห็นไม่ได้แล้ว พระองค์หนึ่งยังชี้ให้เห็นว่าพระพุทธเจ้ายังเคยใช้คำว่าโฆษบุรุษกับพระเทวทัตเหมือนกัน ปัญหาของคุณ คุณอาจจะไม่ได้ว่าใครไม่เป็นปราชญ์ แต่คุณเพ่งโทษคนที่สร้างคุณประโยชน์มากมาย คือมองเฉพาะจุด ซึ่งถือว่าเป็นการทำลายคนอื่นในรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน (และในบทความนั้น การวิจารณ์ก็ได้ย้อนเข้าสู้ตัวคุณเอง คุณก็ยังไม่สำนีก ดิฉันไม่ทราบว่าจะเรียกคนอย่างคุณว่าอะไรดี ไม่เคยเห็นใครที่เป็นขนาดคุณ)

คุณไม่ต้องไปว่าใครเรื่อง ม.112 หรอก เพราะตัวคุณเองเป็นยิ่งกว่า คือ ฮิตเล่อร์

ส่วนบทความนั้น ดิฉันไม่เขียน ถ้าเขียน ดิฉันจะบอกไว้ก่อนเลยว่ามันหลวมและต้องการระดมความคิดจากคนอื่น

คุณสติปัญญาน้อย แต่ขยัน แม้แต่พวกเดียวกันเองในประชาไทนี่ก็มองเห็น เขาถึงได้ใช้คำว่าข้อมูลมั่ว ขยะทางความคิด กับคุณ และไม่เข้ามาอ่านงานของคุณ คุณคงเห็นได้ว่าในบทความนี้มีคนเข้ามาร่วมถกเถียงด้วยน้อยมาก อันนี้เป็นความโง่ของดิฉันเองที่เข้ามา คุณสมาทานความคิดมาจากคุณภัควดีบ้างคุณคำ ผกา บ้างที่ไม่ได้นับถือศาสนา แต่คุณไม่อเด็ปซ์ใช้ให้เป็นตัวของคุณเอง โดยใช้เวลาที่จะอยูนิ่งๆ แล้วคิด เขียนหนังสือเป็นเล่มออกมาเลย เพื่อเป็นสร้างตัวตนที่แท้จริง มิใช่ในโลกไซเบอร์

ดิฉันเขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อต้นอ่อนข้าวสาลี สุดยอดอาหารต้านมะเร็ง หนา 300 กว่าหน้า คุณจะลองไปดูการเรียบเรียงความคิดและเปิดรับข้อมูลใหม่ๆ จากในนั้นก็ได้

ดิฉันไม่ได้เชี่ยวชาญ แต่ดิฉันเข้าชมรมพุทธฯ ที่ธรรมศาสตร์ตั้งแต่ปี 3 และมีประสบการณ์ตรงในเรื่องทางจิตวิญญาณกับตนเอง โดยไม่ได้นั่งสมาธิ ทำให้ดิฉันศรัทธาในพุทธมาตลอด

คนที่เป็นพุทธที่แท้จริง เมื่อเห็นใครที่มีความเห็นที่มีประโยชน์ควรรับฟังและเอาเรื่องนั้นมาไตร่ตรองเพื่อเพิ่มพูนศักยภาพของตนเอง และพยายามไม่เพ่งโทษของผู้อื่น ซึ่งสิ่งนี้ดิฉันเองก็ได้ทำกับคุณ ต้องขอโทษด้วย

และต้องขอโทษคุณสุรพศและตัวเองอีกที ตอนนี้เข้าใจแล้วว่ากำลังถกเถียงอยู่กับใคร และทำใ้ห้คุณสุรพศและตัวดิฉันเองเสียเวลาไปมากแค่ไหน

ยอมยกธงขาวค่ะ[/quote]

ตรวจสอบดูทาง Google พบว่าคุณก็เขียนหนังสือหลายเล่มนี่ครับ
แต่แปลกใจว่า เวลาคุณวิจารณ์งานคนอื่น ดูสำนวนโวหารแล้วตั้งใจเข้ามาสอนเขาด้วยซ้ำ
แต่ทำไมคุณใช้ชื่อแบบนี้ "ไม่อยากทนพวกลวงโลก(มนต์สวรรค์ จินดาแสง)" ครับ

ชื่อที่คุณใช้สะท้อนทัศนคติ (อคติ) ของคุณต่อผู้เขียนบทความตั้งแต่แรก (ท่าทีประณามตัวคนอื่นแบบนี้แหละที่ผมไม่เห็นด้วยและวิจารณ์ในสองบทความก่อน) แล้วโดยท่าทีเริ่มต้นเช่นนี้คุณก็แสดงสำนวนโวหารราวนักวิชาการ เฮ้อ!!!

เรื่องเจ้าคุณประยุทธ์ พระไพศาล คุณตีความเองว่าผมวิจารณ์เป็นการทำลายตัวท่าน แต่ผมยังยืนยันว่าผมวิจารณ์ "บางความคิด" "บางบทบาท" "บางท่าที" ของท่านเท่านั้น ผมได้ประโยชน์จากการอ่านงานหลายเล่มของสองท่านนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าผมจำเป็นต้องเห็นด้วยกับทุกความคิดหรือทุกเรื่องที่ท่านทำ เมื่อไม่เห็นด้วยกับความคิดใดหรือเรื่องใดผมก็มีสิธิ์วิจารณ์ได้อย่างเป็นสาธารณะ

เรื่งที่พาดพิงว่าผม "สมาทาน" ความคิดของภัควดี คำ ผกา บอกตรงๆว่าตลกมากครับ (เวลาเราอ้างความคิดใครในบางบทความที่เราเขียนนั้น สรุปได้เลยหรือครับว่าเราสมาทานความคิดของเขา คุณนี่สรุปอะไรง่ายๆตื้นๆเหลือเกิน แล้วยังแนะนำให้ผมไปอ่านหนังสือของคุณ ไม่อายบ้างเหรอครับ?)

ส่วนที่คุณว่าผมโต้แย้งคุณไม่ได้เรื่องท่าทีและทำพระธรรมวินัยให้วิปริตในบทความก่อน นั่นเป็นเรื่องที่ "แค่คุณคิดเอา"[/quote]

ฮิฮิ ก็มันอิทัปจยตามาจากบทความแรกค่ะอาจาน เข้าใจมั้ย? มันมีอคติเพราะอะไร เพราะหนูได้บทเรียนจากบทความนั้นและบทความนี้แล้วว่าการนิ่งเฉยนั้นทำให้คนตะแบงอย่างอาจานได้จัย รวมทั้งสิ่งที่อาจานพูดในบทความหลังด้วยที่หนูไม่เห็นด้วย มีแต่การจับให้ได้อย่างคาหนังคาเขาอย่างนี้จึงจะใช้กับคนอย่างอาจานได้ อาจานเร่ิมก่อนนะ หนูไม่ได้เริ่มก่อน ถ้าอาจานจะหยุดตรงที่ควรจะหยุดมันก็จบไปแล้ว แต่อาจานเป็นคนไม่ยอมคน เอาละ เด๊๋ยวประเด็นมันจะวนเวียนอยูตรง 2 บทความนี้ละ

เดี๋ยวยังมีอีกเป็นสิบประเด็น แล้วเรามาโต้แย้งเรื่องพระพรหมคุณากรณ์กันต่อในนี้ต่อก็ได้ค่ะ อาจานจาได้รู้ว่าหนูไม่ได้คิดเอา หนูก็ใช้ตรรกะเหมือนอาจานนั่นแหละ แต่อาจานทำตรรกะวิบัติเอง แล้วเดี๋ยวหนูแสดงให้เห็นว่าอาจานใช้ตรรกะวิบัติอนย่างไร และตรรกะชองหนูมันกินความกว้างเหมือนกับที่พวกนิติรษฎรใช้อย่างไร ดีมั้ยคะ? เอากันให้รู้ดีรู้ชัวไปเลยในที่นี้ อาจานจะได้ไม่เล่นหนูลับหลังอีก ว่าแต่ อาจานตอบคำถามข้อแรกของหนูได้รึยังและจะตอบว่าอย่างไร ไม่ต้องมาเบี่ยงเบนประเด็น เพราะเราจะว่ากันทีละประเด็นอยู่แล้ว (แต่ขอหนูพักบ้างแล้วกัน)

เฮ้อออออออออออออ!!!!!!!!!!!!!!!![/quote]

ยกตรรกะตัวเองเทียบ "ตรรกะนิติราษฎร์" (ฮา แบบหนื่อยใจมากเลย)[/quote]

อาจานยังไม่ตอบประเด็นที่ 1 หนูเลย แต่เบี่ยงประเด็นอีกแล้ว ฮาาาาาา
และ "ฮา" ของอาจานนนนน ไม่มีความหมายแล้วล่ะค้า ยังอุตส่าห์ใช้วิธีนี้อีกๆๆๆๆ ได้อีกๆๆ...ฮิฮิ เพราะ

ประเด็นที่ 1
ข้อ 1. #411478 » (อ้างอิงจากความเห็นที่ 411472) » ความคิดเห็นของ แช่ม (visitor) (183.89.168.141 183.89.168.141) .. Tue, 2011-09-20 07:57

สุรพศ ทวีศักดิ์ wrote:
แช่ม wrote:
สุรพศ ทวีศักดิ์ wrote:
แช่ม wrote:
กูเองแหละ wrote:
เชื่อดิแวดวงวิชาการทางศาสนาไม่ได้เกิดหรอก ฝันที่มึงอยากเข้าสอน ม ดัง รับรองไม่มีทาง ฮา ฮา

อ้อ..เพิ่งรู้ว่า "ไอ้ทิด" พยายามชุบตัวเอง
โดยการด่าคนอื่น เพื่อ upgrade ตัวเอง
นี่แหละหนาที่เขาว่า...
พวก Great man มักจะถูกพวก Mediocre ก่นด่าเสมอ...

ไม่มีปัญญาโต้ประเด็น ทำได้แค่ตามด่า และด่าตามลูกพี่ไปวันๆ กระจอกว่ะ

ถ้าไอ้ทิดยังจำได้...
ผมเคยโต้กับไอ้ทิดไปครั้งหนึ่ง
เรื่อง Free man หรืออะไรทำนองนี้
โต้กันไปโต้กันมา จนไอ้ทิดออกทะเล
ต้องกลับไปเปิดตำรา มาโต้กับผมอุตลุต
ผู้ชมที่เขาฟังอยู่ ยังส่งเสียงเลยว่า เฮ้ย ไอ้ทิด ออกทะเลแล้ว
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมก็ไม่อยากโต้กับไอ้ทิดอีกต่อไป ครับ

สุรพศ-ฮามาก โต้เรื่อง Free man อะไร ที่ไหน เมื่อไรครับ (คนเราจะหาเรื่องด่ากันหน้าด้านๆนี่หาได้ตลอด)

ทานโทดคับ...
เรื่องที่เราโต้กันคือ เรื่อง "คนดีกับคนมีเสรีภาพ" จ่ะ
ตามเวปนี้ จ่ะ
http://prachatai.com/journal/2010/08/30523

มนต์สวรรค์ : เมื่อคลิกลิ้งค์เข้าไป จะเห็นว่ามีการโต้เถียงของสุรพศกับแช่มจริงๆ แต่สุรพศลืมไป(คงเพราะเขียนเยอะจนตัวเองมั่ว ฮิฮิ) เพียงแต่ไม่ได้ออกทะเลตามที่แช่มว่าเท่านั้น(เพราะฉะนั้น อะไรที่เขาบอกว่าฮามากนี่ ไม่ได้หมายความว่าไม่เป็นเช่นนั้นจริงๆ)

(เอ้า เอาให้ชัดไปเลยก็ได้ คลิกไปตามลิงค์ ก็เจออออออออ

"คนดีกับคนมีเสรีภาพ"

Sun, 2010-08-01 23:58

โดย สุรพศ ทวีศักดิ์

การเรียกร้อง “คนดี” โดยชนชั้นนำในสังคมไทยยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี กล่าวว่า "เราอยากเห็นคนดีมีมากขึ้นในสังคม ถ้าสัดส่วนระหว่างคนดีกับคนไม่ดียังไม่ใกล้เคียงกัน บ้านเมืองจะตกอยู่ในภาวะวุ่นวาย เพราะคนไม่ดีมากกว่าคนดี..ที่สำคัญคือจะทำอย่างไรให้สัดส่วนคนดีเพิ่มขึ้น” (http://www.matichon.co.th/news_detail.p ... =01&catid=)

แต่เมื่ออ่านตามเว็บไซต์ต่างๆ จะพบว่ามีความเห็นจำนวนไม่น้อยที่บอกว่าไม่อยากพูดถึง หรือกระทั่งสะอิดสะเอียดกับคำว่า “คนดี” หรือที่จริงจังมากขึ้นก็คือมีการเสนอว่า สังคมควรเรียกร้อง “ระบบที่ดี” มากกว่า “คนดี” หากต้องการเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

โดยที่สังคมไทยเป็นสังคมพุทธ จึงน่าสนใจว่า ความหมายของ “คนดี” ตามที่พุทธศาสนาสอน กับ “คนดี” ในจินตนาการของสังคมไทยคือคนเช่นไร?

ในหนังสือชื่อ An Essay Concerning Buddhist Ethics (ที่เขียนโดยคนไทย คือ ศ.ดร.สมภาร พรมทา) อธิบายว่า “ตามทัศนะของพุทธศาสนา การเป็นคนดีกับการเป็นคนมีเสรีภาพคือสิ่งเดียวกัน” (According to Buddhism, being a good person is same as being a free person.)

หมายความว่า การเป็นคนดีเกิดจากการกระทำสิ่งที่ดี แต่เราจะเป็นคนดีไม่ได้หากเราไม่เป็นคนที่มีเสรีภาพที่จะเลือกกระทำตามอารมณ์ หรือเหตุผล หรือเลือกระหว่างถูกกับผิด เมื่อเราเลือกที่จะกระทำตามเหตุผล เราย่อมกระทำสิ่งที่ดีหรือถูกต้อง การกระทำสิ่งที่ดีหรือถูกต้องนั่นเองที่ทำให้เราสมควรถูกยกย่องว่าเป็น “คนดี”

อันที่จริง “คน” ไม่ว่าจะได้รับยกย่องว่าเป็นคนดีหรือถูกตำหนิว่าเป็นคนเลว เขาคือ “คนที่มีเสรี” (a free person) การเป็นคนดีคนเลวก็เกิดจากการที่คนซึ่งมีเสรีภาพเลือกการกระทำที่สร้างให้เขาเป็นคนดีหรือเลว

ฉะนั้น ถ้าจะเพิ่มจำนวนคนดีในสังคม สิ่งสำคัญที่สุดเราต้องยอมรับความเป็น “คนที่มีเสรีภาพ” ของประชาชนก่อน เพราะเงื่อนไขแรกสุดของการเป็นคนดี เราจำเป็นต้องเป็น “คน” ก่อน คือเป็นคนที่มีเสรีภาพที่จะเลือกก่อน การกะเกณฑ์ให้คนต้องเชื่อฟัง ต้องสยบยอมต่ออำนาจ ปิดกั้นเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสาร การแสดงความความคิดเห็น การแสดงออกทางการเมือง การพูดความจริง ฯลฯ คือการทำลายความเป็น “คน” เมื่อทำลายความเป็นคนแล้ว เราจะสร้าง “คนดี” ได้อย่างไร?

เพราะการเป็นคนดี ย่อมเรียกร้อง (Requirement) ความเป็นคนมีเสรีภาพที่สามารถจะเลือกกระทำตามเหตุผล หรือกระทำสิ่งที่ถูกต้อง และรับผิดชอบต่อผลที่ตามมาด้วยตัวของเขาเอง

นอกจากนี้ การเป็นคนดียังเรียกร้องความสามารถที่จะเผชิญกับความทุกข์หรือความเจ็บปวดจากการกระทำสิ่งที่ดีด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การทำความดีของพระเวสสันดร ที่บริจาคช้างคู่บ้านคู่เมือง ถูกชาวเมืองปฏิเสธ ถูกเนรเทศจากเมืองไปอยู่ป่า และกระทั่งยอมเผชิญความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสที่ต้องบริจาคลูกเมียเมื่อมีผู้มาขอไปเป็นทาส

จึงดูเหมือนว่า การเป็นคนดีหรือการเป็นคนมีเสรีภาพนั้น บางครั้งอาจดูคล้ายกับเป็นคนโง่ เพราะต้องเดินทวนกระแสของชาวโลก คงยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจว่าทำไมพระเวสสันดรจึงทำความดีด้วยการบริจาคลูกเมียให้ไปเป็นทาสของคนอื่น และคงยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจว่าทำไมพระมหาชนกจึงยังคงพยายามว่ายน้ำในมหาสมุทรข้ามคืนข้ามวันอย่างเหน็ดเหนื่อยทั้งที่มองไม่เห็นฝั่ง และแน่นอนว่า เจ้าชายสิทธัตถะย่อมถูกปฏิเสธแม้กระทั่งจากพระบิดาเมื่อตัดสินใจเลือกอย่างอิสระที่จะออกเผชิญความยากลำบากในการแสวงหาทางพ้นทุกข์

ปกติแล้วคนทั่วไปจะลงทุนลงแรงพยายามกระทำสิ่งใด ก็ต่อเมื่อเขามองเห็นผลสำเร็จจากการกระทำสิ่งนั้น เช่นที่เรามักได้ยินคำถามเสมอว่า “ทำเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปแล้วจะได้อะไร” แต่ในทัศนะของพุทธศาสนาคนดีย่อมกระสิ่งใดเพราะเห็นว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แม้เมื่อจะต้องเผชิญความทุกข์ความเจ็บปวดจากการกระทำความดีนั้น ก็พร้อมเผชิญโดยไม่หวังผลตอบแทน

เมื่อวันที่ 19 ก.ค.53 “คณะเดินสันติสู่ปัตตานี” ของอาจารย์โคทม อารียา และอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ แวะมาพักดื่มน้ำและสนทนากับนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยที่ผมสอนหนังสืออยู่ ผมรู้สึกนับถืออย่างยิ่งกับการทำ “ความดี” ของคนเหล่านั้น พวกเขาคงไม่คิดว่าเมื่อใช้เวลา 55 วันเดินเท้าถึงปัตตานีแล้ว สันติภาพในสามจังหวัดภาคใต้จะเกิดขึ้นตามมาทันที แต่ความน่าเคารพของพวกเขาอยู่ตรงที่ พวกเขาเชื่อว่าสิ่งที่พวกเขาทำเป็นสิ่งที่ดี และพวกเขามีความกล้าหาญที่จะกระทำในสิ่งที่ตนเชื่อ แม้ว่าจะเผชิญกับความยากลำบากเพียงใดก็ตาม

แต่ที่น่าเศร้าคือ สังคมพุทธในบ้านเราเต็มไปด้วยการโฆษณาชวนเชื่อให้ทำความดีด้วยการเอานรกมาขู่ เอาสวรรค์มาล่อ จนทำให้คนเชื่อฝังหัวว่า การทำความดีคือการหลีกหนีความทุกข์ความเจ็บปวด และแสวงหาความสุขสบาย คุณบริจาคน้อยได้บุญน้อย บริจาคมากได้บุญมาก เมื่อสั่งสมบุญเอาไว้มากๆ อนาคตเราจะร่ำรวยสุขสบาย ตายไปจะได้เสวยสุขในสวรรค์วิมาน หรือเกิดชาติหน้าจะได้เป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี หรือเป็นราชามหากษัตริย์

“คนดี” ในจินตนาการของชาวพุทธในบ้านเรา จึงหมายถึง คนที่มองเห็นปัญหาสังคมและการเมืองเป็น “นรก” เห็นความร่ำรวยสุขสบายเป็นสวรรค์บนดิน เห็นวัดหรือศาสนาเป็นทางผ่านไปสู่ความสุขสบายในชาตินี้และชาติหน้า ไปๆมาๆ คนดี คือ คนที่หันหลังให้สังคม ไม่ใส่ใจปัญหาบ้านเมือง ไม่มีจิตสาธารณะ มองความยากลำบากในการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทางสังคมเท่ากับ “บาป” มองความสุขสบายร่ำรวยเท่ากับ “บุญ”

สุดท้ายก็บูชาเงิน นับถือเงิน นับถือความร่ำรวยเป็น “ความดี” และยกย่องคนรวย คนมีอำนาจ มียศถาบรรดาศักดิ์ คนชั้นสูง หรือคนชั้นนำทางสังคมว่าเป็น “คนดี” แล้วต่างก็แก่งแย่งไขว่คว้าหาความดีเช่นนั้น แข่งขันที่จะเป็นคนดีเช่นนั้น โดยไม่สนใจ “ความดีภาคสาธารณะ” (เช่น สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม ฯลฯ) ที่เราต้องร่วมกันต่อสู้ให้ได้มาด้วยสำนึกในความความเป็น “พลเมืองดี” ที่กล้าหาญเผชิญความทุกข์ ความเจ็บปวด หรือกระทั่งความตาย

แต่ทว่าคนดีหรือคนมีเสรีภาพตามทัศนะของพุทธศาสนา เขาไม่ได้กระทำสิ่งที่ดีเพราะหวังความสุข แต่กระทำเพราะเห็นว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ทำไมพระเวสสันดรถึงบริจาคช้างคู่บ้านคู่เมืองของตนเองให้แก่ชาวเมืองอื่น ทั้งที่รู้ว่าตนเองจะเดือดร้อนจากการต่อต้านของชาวเมืองของตนเอง ก็เพราะท่านเห็นว่าการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เป็นสิ่งที่ดีไม่ว่าเขาจะเป็นพวกเดียวกับตนหรือพวกอื่นก็ตาม

น่าคิดว่า ทำไมสังคมพุทธไทยกลับมีวัฒนธรรมสร้างความเกลียดชังคนสีอื่น คนชาติอื่น เพื่อแสดงว่าตนเองรักชาติ รักสถาบัน เป็นคนดี แล้วเราก็เมินเฉย กระทั่งเย้ยหยันต่อการที่คนไปผูกผ้าแดง หรือไปชูป้ายว่า “เห็นคนตายที่ราชประสงค์” หรือคนอื่นๆ ที่ยอมเจ็บปวดเพื่อกระทำสิ่งที่ถูกต้อง ทั้งที่คนกลุ่มนี้คือคนที่มีเสรีภาพหรือคนดีตามหลักคำสอนที่แท้จริงของพุทธศาสนา

เราเอาแต่เรียกร้อง “คนดี” ซึ่งไม่รู้ว่ามีความหมายอย่างไร แต่ไม่ยอมรับ “ความเป็นคน” ของประชาชน หรือไม่เคารพความเป็น “เสรีชน” ของประชาชนที่สามารถเลือกและรับผิดชอบด้วยวิจารณญาณของตนเอง

ซึ่งเท่ากับว่า เราเอาแต่เรียกร้อง “คนดี” แต่ไม่ยอมให้ประชาชนเป็น “คน” หรือเป็น “เสรีชน” ที่สามารถจะเป็นคนดี และเลือกกระทำสิ่งที่ดี พร้อมกับรับผิดชอบต่อผลของการเลือกด้วยตัวของเขาเอง!

.......อาจานเข้าใจช้าดดดดดมั้ยคะ ว่าฮาของอาจารหมายถึงว่าอาจานโกหก เพราะอาจานฮาความคิดเขา แต่บทความของอาจานมีอยู่จริงๆๆๆๆๆๆ

และ ยกตรรกะตัวเองเทียบ "ตรรกะนิติราษฎร์" (ฮา แบบหนื่อยใจมากเลย)

ถ้าอยากจะรู้ว่าหนูยกตัวเองหรือไม่? อาจารย์ก็มาเถียงกับหนูทีละประเด็น

แต่ ประเด็นที่ 1 อาจานตอบมาได้หรือยังว่าอาจานมีความมั่วอยู่ เขียนก็บอกว่าไม่ได้เขียน แล้วบอกว่าฮา

หนูสิคะควรฮา อาจานนนนนนนนนน ฮิฮิ ไม่งั้นหนูจะเข้าใจว่าอาจานเลี่ยงประเด็นที่ 1 เอาเรื่องนิติราฏรมาอ้าง เพื่อเลี่ยงประเด็น ไม่ยอมรับว่าตัวเองมั่วและโกหก ฮา! แบบมติชน

ขอแถมอีกนิดว่า 1.มั่ว

ขอแถมอีกนิดว่า
1.มั่ว ทำก็บอกไม่ไม้ทำ แล้วยังมาใช้ลูกไม้เก่าให้เขาจับได้อีก คือ ฮา
2.ดูถูก คิดว่าตัวเองเป็นนักวิชาการ แล้วคิดว่าชาวบ้านจะคิดแบบนักวิชาการไม่ได้ เหมือนพวกเสื้อสีอะไรทั้งหลายที่ดูถูกเสื้อแดงว่าโง่เหมือนควายเป๊ียบ
3.ขี้ลืม เป็นนักวิชาการแท้ๆ ซึ่งจริงๆ จะต้องเป็นคนจำแม่น แต่นี่จำไม่ได้ แปลกฮื

มนค์สวรรค์ จินดาแสง

[quote=มนค์สวรรค์ จินดาแสง]ขอแถมอีกนิดว่า
1.มั่ว ทำก็บอกไม่ไม้ทำ แล้วยังมาใช้ลูกไม้เก่าให้เขาจับได้อีก คือ ฮา
2.ดูถูก คิดว่าตัวเองเป็นนักวิชาการ แล้วคิดว่าชาวบ้านจะคิดแบบนักวิชาการไม่ได้ เหมือนพวกเสื้อสีอะไรทั้งหลายที่ดูถูกเสื้อแดงว่าโง่เหมือนควายเป๊ียบ
3.ขี้ลืม เป็นนักวิชาการแท้ๆ ซึ่งจริงๆ จะต้องเป็นคนจำแม่น แต่นี่จำไม่ได้ แปลกฮื[/quote]

ทุกประเด็นผมตอบคุณไปแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องท่าที ตรรกะการทำพระธรรมวินัยให้วิปริตของท่านเจ้าคุณ การไม่ลงลึกในปัญหา "แกนกลาง" ของรัฐประหารของพระไพศาล รวมทั้งวิจารณ์ก่อนหน้าในบทความสองบทความที่บอกไป แล้วไงครับคำตอบผมไม่ใช่อย่างที่คุณอยากได้ยิน หมายความว่าผมตอบคุณไม่ได้งั้นหรือ?

ส่วนเรื่องความเห็นของคนอื่นๆที่คุณยกมาไม่เกี่ยวกันเลย ผมอยากตอบใครผมก็ตอบ ไม่อยากตอบก็ไม่ตอบ เพราะบางคนก็ไม่ใช่ต้องการเถียงด้วยเหตุผล ไม่จำเป็นต้องตอบ (และที่ยกเรื่องแช่มมาผมตอบในบทความอืนแล้วขี้เกียจหามา ไม่จำเป็น และไม่เข้าใจว่าคุณจะยกเรื่องของคนอื่นมาทำไม ทำไมต้องหาพวกอยู่เรื่อย)

โปรดระลึกไว้ด้วยนะครับว่า ตาม "ข้อเท็จจริง" ผมไม่เคยยกตัวเองว่าเป็นนักวิชาการเลยนะ ไม่เคยอ้างว่าปฏิบัติธรรม ไม่เคยแนะนำให้คุณไปอ่านหนังสือผมเพื่อดูตัวอย่างการเรียบเรียงความคิดเหมือนที่คุณแนะนำผม (ที่สำคัญผมไม่เคยแม้แต่เรียกร้องให้คุณเรียกอาจารย์ ส่วนคุณจะประณามว่าผมลวงโลก เรียกอาจาน หรือ ฯลฯ ก็เป็นเสรีภาพของคุณ เพราะภาวะจิต หรือพื้นฐานจิตนิสัยของคนไม่เหมือนกัน พอถึงจุดหนึ่งจึงแสดงออกไม่เหมือนกัน อันนี้ผมเข้าใจ)

และที่สำคัญผมก็ไม่เคยประณามตัดสินคุณเหมือนที่คุณทำกับผม ผมแค่โต้แย้งให้เหตุผลไปเท่านั้นเอง มีฮาบ้างเพราะบางทีขำจริงๆ อย่างเช่นคำตัดสิน หรือคำเทศนา 3 ข้อข้างต้น ผมก็ขำมาก คุณควรย้อนดูตัวเองบ้างนะครับ

แต่ยังไงก็ขอชมว่าคราวนี้คุณกล้าใช้ชื่อจริง ดีครับ แฟร์ดี

ปล.บอกตามตรงนะครับ ท่าทีใช้อารมณ์ หยาบๆ ประณาม ดูถูก กล่าวหา ตัดสินโดยไม่มีเหตุผล ของพวกที่แสดงบทบาทว่าปกป้องพุทธศาสนา ปกป้องพระดีอะไรต่างๆ นั้น ไม่มีผลอะไรต่อผมหรอกครับ นอกจากน่ากังวลว่าหากชาวพุทธปกป้องพุทธศาสนาด้วย "พฤติกรรมแบบนี้" ก็น่าเป็นห่วง

อาจานไม่ได้ตอบทุกประเด็นค่ะ

อาจานไม่ได้ตอบทุกประเด็นค่ะ เรื่องพระธรรมวินัยให้วิปริต อาจานไม่ได้ตอบแน่ๆ และอาจานจะตอบเรื่องที่พระพุทธเจ้าว่าพระเทวทัตอย่างไรคะ ดิฉันก็ไม่เห็นอาจานตอบพระองค์นั้นเช่นกัน จริงๆ ดิฉันก็อยากจะฟังเพื่อประดับความรู้เหมือนกัน ประเด็นมีเป็นสิบ แต่อาจานเลือกตอบเพียง 2-3 ประเด็น แต่ในส่วนใดที่อาจานถือไพ่นำอยู่ อาจานจะจี้ให้เขาตอบทุกประเด็น กล่าวอย่างสั้นที่สุดอาจานเลือกปฏิบัติกับคนอื่นได้ แต่คนอื่นเลือกปฏิบัติกับอาจานไม่ได้ เรื่องคุณแช่ม ดิฉันไม่ได้หาพวก แต่กำลังจะชี้ไปทีละประเด็นๆ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความ Fake และความตลบตะแลงของอาจาน รวมทั้งการย้อนแย้งในวิํธีคิดของอาจารเอง ถึงอาจานจะบอกว่าไม่ได้เป็นนักวิชาการ แต่เอาในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่วิจารณ์คนอื่นในที่สาธาณะ ดิฉันก็มีสิทธิจะวิจารณ์อาจานในฐานะคนอ่านที่ไม่เห็นด้วย และเมื่ออาจานโยงไปถึงบทความนั้นบทความนี้ ดิฉันก็จำเป็นต้องโยงไปถึงบทความโน้นนี้เพื่อชี้ให้เห็นความตลบแตลงของอาจาน แม้กระทั่งในการแสดงความตลบแตลงอย่างความเห็นข้างบนและเข้าใจเจตนาของดิฉันผิด และจะได้นำไปสู่เรื่องตรรกะนิติราษฏร์อะไรนั่นที่อาจานหัวเราะเยาะด้วย ซึ่งจริงๆ อาจารย์กลับมารวมประเด็นแบบนี้และเขียนข้างๆ คูๆ แบบนี้เพื่อจะกลับมาในสนามที่อาจานกำหนด (เลือกปฏิบัติเมื่อจนมุม) และยิ่งตรง ปล.ที่หลอกด่าของอาจานว่าพวกเราปกป้องอย่างไม่มีเหตุผลและใช้อารมณ์อย่างนี้ ว่าน่าเป็นห่วง นี่แหละค่ะคือสิ่งที่ดิฉันเป็นห่วงเมื่ออาจารย์แสดงความคิดติพระบางองค์ในนามการวิพากษ์วิจารณ์ เพราะอาจารย์กำลังให้ความคิดและข้อมูลผิดๆ แก่ผู้คนในสื่อสาธารณะ แม้จะเป็นสื่อรองก็ตาม และที่สำคัญแม้อาจารย์จะจนด้วยเหตุผลแล้วแต่อาจานยังแถไปเรื่อยๆ ไม่จบสิ้นเพื่อต้องการแสดงว่าอาจานถูก สิ่งนี้น่าเป็นห่วงกว่ามั้ย (แล้วอาจารย์ก็จบด้วยสูตรสำเร็จอย่างเสรีภาพในตอนท้ายของเรื่องการทำพระธรรมวินัยให้วิปริตว่าเป็นเรื่องของเสรีถาพ ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างฐานจิต เอ้า อย่างนั้น อาจานก็ต้องไม่วิจารณ์ใครเลยสิคะ เพราะต่างคนต่างมีเสรีที่จะคิดๆไง ไม่ว่าข้อเท็จจริงมันจะออกมาอย่างไรก็ตาม พระองค์ไหนจะทำยังไงก็ช่างเขา อาจานไม่ต้องวิจานก็ได้ เห็นมั้ยคะว่าตรรกะของอาจารย์มีปัญหาในตัวเองแค่ไหน ดิฉันมองออกหรอกค่ะว่าเมื่ออาจานไม่สามารถตอบในสนามของดิฉันได้(ซึ่งก็ไม่มีอะไรเลย นอกจากการตอบเป็นประเด็นๆ ไป อย่างที่อาจานชอบใช้) เรื่องบางเรื่องอย่างเรื่องอย่างเรื่องคุณแช่ม อาจานยอมรับมาตรงๆ เสียก็สิ้นเรื่อง หลักฐานก็ชัดเจนขนาดนั้น ยังจะแกไปประเด็นหาพวก ตลกสิ้นดี ดิฉันยังยอมรับเลยว่าดิฉันมีโมหะและอาฆาตอาจารย์ในตอนนี้ และดิฉันขอเตือนในฐานะพุทธศาสนิกชนคนหนึ่งว่าขอให้อาจานหยุดเถอะค่ะ ถ้ายังเที่ยวไปวิพากษ์พระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแบบเพ่งโทษโดยอ้างเสรีภาพที่อาจานไม่ได้เชื่อจริงๆ หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้มีอยู่จริงในที่นี้ตามที่อาจารย์อ้าง เพราะไม่งั้นอาจานก็ไม่ต้องวิพากษ์วิจารณ์ใครเลย เพราะเป็นเสรีภาพของคนคนนั้น หวังว่าอาจานคงเข้าใจประเด็นที่ดิฉันพูด ขอย้ำอีกครั้งคือในตรรกะนี้ คือ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างนี้ แล้วอาจารย์ก็ยอมรับในข้อเท็จจริงนี้ แต่ ถ้าอาจานอ้างเสรีภาพ ต่างคนต่างคิด อาจานจะวิพากษ์ใครไม่ได้(อย่างเที่ยวไปวิจารณ์พระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่ดิฉันพูดถึง) เพราะดิฉันไม่อาจทนเห็นคนโง่วิจารณ์คนที่ฉลาดกว่าตัว แต่แล้วก็เป็นแบบไปที่ตนวิจารณ์ได้ ไม่เช่นนั้น ดิฉันยอมรับว่าดิฉันจำเป็นต้องจัดหนักให้อาจารย์ในสื่อแห่งนี้อย่างที่ดิฉันทำเท่าที่ผ่านมา โดยตั้งประเด็นอย่างเช่น วิพากษ์การวิจารณ์ของ อ.สรพศ ทวีศักดิ์ ต่อพระบางรูป(ซึ่งดิฉันว่าประชาไทเขาน่าจะยอมอยูนะ มันเป็นการวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์ดี จะได้เห็นกันไปใครถูกใครผิด ใครพูดจริงใครตลบแตลง) โดยอยู่ในสนามที่อาจารย์ชอบใช้คือว่ากันเป็นประเด็นๆ ไป มีกี่สิบประเด็นก็ว่าไปเลย ให้คนเข้าร่วมด้วยได้ และดิฉันก็พร้อมจะรับการวิจารณ์เช่นกัน และถ้าดิฉันผิด ดิฉันก็จะยอมรับว่าผิด โดยจะก็อปประเด็นทั้งหมดที่เราถกเถียงกันทั้งใน 2 บทความมาให้เห็น(แต่อาจจะต้องย่อ) ยิ่งคิดก็ยิ่งสนุกแระ เบอร์ประชาไทก็มีแระ หรือพรุ่งนี้จะโทร.ไปเลยดี ฮิฮิ หรืออาจานจะตั้งเอง โดยก็อปความข้อความจากตรงนี้ของดิฉันเป็นการเกริ่นนำก็ได้ ไม่ว่ากัน ฮิฮิ

มนต์์สวรรค์ จินดาแสง

[quote=มนต์์สวรรค์ จินดาแสง]อาจานไม่ได้ตอบทุกประเด็นค่ะ เรื่องพระธรรมวินัยให้วิปริต อาจานไม่ได้ตอบแน่ๆ และอาจานจะตอบเรื่องที่พระพุทธเจ้าว่าพระเทวทัตอย่างไรคะ ดิฉันก็ไม่เห็นอาจานตอบพระองค์นั้นเช่นกัน จริงๆ ดิฉันก็อยากจะฟังเพื่อประดับความรู้เหมือนกัน ประเด็นมีเป็นสิบ แต่อาจานเลือกตอบเพียง 2-3 ประเด็น แต่ในส่วนใดที่อาจานถือไพ่นำอยู่ อาจานจะจี้ให้เขาตอบทุกประเด็น กล่าวอย่างสั้นที่สุดอาจานเลือกปฏิบัติกับคนอื่นได้ แต่คนอื่นเลือกปฏิบัติกับอาจานไม่ได้ เรื่องคุณแช่ม ดิฉันไม่ได้หาพวก แต่กำลังจะชี้ไปทีละประเด็นๆ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความ Fake และความตลบตะแลงของอาจาน รวมทั้งการย้อนแย้งในวิํธีคิดของอาจารเอง ถึงอาจานจะบอกว่าไม่ได้เป็นนักวิชาการ แต่เอาในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่วิจารณ์คนอื่นในที่สาธาณะ ดิฉันก็มีสิทธิจะวิจารณ์อาจานในฐานะคนอ่านที่ไม่เห็นด้วย และเมื่ออาจานโยงไปถึงบทความนั้นบทความนี้ ดิฉันก็จำเป็นต้องโยงไปถึงบทความโน้นนี้เพื่อชี้ให้เห็นความตลบแตลงของอาจาน แม้กระทั่งในการแสดงความตลบแตลงอย่างความเห็นข้างบนและเข้าใจเจตนาของดิฉันผิด และจะได้นำไปสู่เรื่องตรรกะนิติราษฏร์อะไรนั่นที่อาจานหัวเราะเยาะด้วย ซึ่งจริงๆ อาจารย์กลับมารวมประเด็นแบบนี้และเขียนข้างๆ คูๆ แบบนี้เพื่อจะกลับมาในสนามที่อาจานกำหนด (เลือกปฏิบัติเมื่อจนมุม) และยิ่งตรง ปล.ที่หลอกด่าของอาจานว่าพวกเราปกป้องอย่างไม่มีเหตุผลและใช้อารมณ์อย่างนี้ ว่าน่าเป็นห่วง นี่แหละค่ะคือสิ่งที่ดิฉันเป็นห่วงเมื่ออาจารย์แสดงความคิดติพระบางองค์ในนามการวิพากษ์วิจารณ์ เพราะอาจารย์กำลังให้ความคิดและข้อมูลผิดๆ แก่ผู้คนในสื่อสาธารณะ แม้จะเป็นสื่อรองก็ตาม และที่สำคัญแม้อาจารย์จะจนด้วยเหตุผลแล้วแต่อาจานยังแถไปเรื่อยๆ ไม่จบสิ้นเพื่อต้องการแสดงว่าอาจานถูก สิ่งนี้น่าเป็นห่วงกว่ามั้ย (แล้วอาจารย์ก็จบด้วยสูตรสำเร็จอย่างเสรีภาพในตอนท้ายของเรื่องการทำพระธรรมวินัยให้วิปริตว่าเป็นเรื่องของเสรีถาพ ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างฐานจิต เอ้า อย่างนั้น อาจานก็ต้องไม่วิจารณ์ใครเลยสิคะ เพราะต่างคนต่างมีเสรีที่จะคิดๆไง ไม่ว่าข้อเท็จจริงมันจะออกมาอย่างไรก็ตาม พระองค์ไหนจะทำยังไงก็ช่างเขา อาจานไม่ต้องวิจานก็ได้ เห็นมั้ยคะว่าตรรกะของอาจารย์มีปัญหาในตัวเองแค่ไหน ดิฉันมองออกหรอกค่ะว่าเมื่ออาจานไม่สามารถตอบในสนามของดิฉันได้(ซึ่งก็ไม่มีอะไรเลย นอกจากการตอบเป็นประเด็นๆ ไป อย่างที่อาจานชอบใช้) เรื่องบางเรื่องอย่างเรื่องอย่างเรื่องคุณแช่ม อาจานยอมรับมาตรงๆ เสียก็สิ้นเรื่อง หลักฐานก็ชัดเจนขนาดนั้น ยังจะแกไปประเด็นหาพวก ตลกสิ้นดี ดิฉันยังยอมรับเลยว่าดิฉันมีโมหะและอาฆาตอาจารย์ในตอนนี้ และดิฉันขอเตือนในฐานะพุทธศาสนิกชนคนหนึ่งว่าขอให้อาจานหยุดเถอะค่ะ ถ้ายังเที่ยวไปวิพากษ์พระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแบบเพ่งโทษโดยอ้างเสรีภาพที่อาจานไม่ได้เชื่อจริงๆ หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้มีอยู่จริงในที่นี้ตามที่อาจารย์อ้าง เพราะไม่งั้นอาจานก็ไม่ต้องวิพากษ์วิจารณ์ใครเลย เพราะเป็นเสรีภาพของคนคนนั้น หวังว่าอาจานคงเข้าใจประเด็นที่ดิฉันพูด ขอย้ำอีกครั้งคือในตรรกะนี้ คือ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างนี้ แล้วอาจารย์ก็ยอมรับในข้อเท็จจริงนี้ แต่ ถ้าอาจานอ้างเสรีภาพ ต่างคนต่างคิด อาจานจะวิพากษ์ใครไม่ได้(อย่างเที่ยวไปวิจารณ์พระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่ดิฉันพูดถึง) เพราะดิฉันไม่อาจทนเห็นคนโง่วิจารณ์คนที่ฉลาดกว่าตัว แต่แล้วก็เป็นแบบไปที่ตนวิจารณ์ได้ ไม่เช่นนั้น ดิฉันยอมรับว่าดิฉันจำเป็นต้องจัดหนักให้อาจารย์ในสื่อแห่งนี้อย่างที่ดิฉันทำเท่าที่ผ่านมา โดยตั้งประเด็นอย่างเช่น วิพากษ์การวิจารณ์ของ อ.สรพศ ทวีศักดิ์ ต่อพระบางรูป(ซึ่งดิฉันว่าประชาไทเขาน่าจะยอมอยูนะ มันเป็นการวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์ดี จะได้เห็นกันไปใครถูกใครผิด ใครพูดจริงใครตลบแตลง) โดยอยู่ในสนามที่อาจารย์ชอบใช้คือว่ากันเป็นประเด็นๆ ไป มีกี่สิบประเด็นก็ว่าไปเลย ให้คนเข้าร่วมด้วยได้ และดิฉันก็พร้อมจะรับการวิจารณ์เช่นกัน และถ้าดิฉันผิด ดิฉันก็จะยอมรับว่าผิด โดยจะก็อปประเด็นทั้งหมดที่เราถกเถียงกันทั้งใน 2 บทความมาให้เห็น(แต่อาจจะต้องย่อ) ยิ่งคิดก็ยิ่งสนุกแระ เบอร์ประชาไทก็มีแระ หรือพรุ่งนี้จะโทร.ไปเลยดี ฮิฮิ หรืออาจานจะตั้งเอง โดยก็อปความข้อความจากตรงนี้ของดิฉันเป็นการเกริ่นนำก็ได้ ไม่ว่ากัน ฮิฮิ[/quote]

ตอบให้อ่านง่ายๆ นะครับ (คุณจะเอาไปเป็นตัวอย่างในการเรียบเรียงความคิดก็ได้นะ)

1. เรื่องทำพระธรรมวินัยให้วิปริตผมตอบไปแล้ว (แต่คุณอาจไม่ get) ว่า เพียงแค่ใครก็ตามตีความผิด สอนผิด ไม่อาจทำให้พระธรรมวินัยวิปริตไปได้ เพราะพระธรรมวินัยถูกบันทึกในพระไตรปิฎกหลายภาษาเป็นสมบัติของโลกชาวพุทธไปแล้ว ใครอยากรู้ว่าธรรมวินัยมีอยู่อย่างไรก็ไปเปิดดูได้ตลอดเวลา การตีความผิด สอนผิดก็เป็นความเห็นของคนๆนั้น สำนักนั้นๆเอง พระธรรมวินัยที่ถูกต้องก็ยังอยู่ในพระไตรปิฎก ไม่ได้วิปริตไปไหน คนสอนผิดสอนถูกมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล พุทธศาสนาก็แตกออกเป็นร้อยๆนิกาย ต่างนิกายก็ยืนยันว่าตนเองถูกคนอื่นผิด แต่พระธรรมวินัยในพระไตรปิฎกก็ยังคงอยู่ให้เป็นหลักเปรียบเทียบได้ ฉะนั้น การกล่าวหาคนตีความผิดว่าเขามีเจตนาทำพระธรรมวินัยให้วิปริต หรือทำลายพุทธศาสนานั้น จึงเป็นการเกินเลยจากการวิจารณ์ที่ตัวงานวิชาการไปเป็นการวิจารณ์ "ตัวตน" หรือ "เจตนา" ของบุคคล อย่างที่ไปกล่าวหาว่าเขามีเจตนาทุจริตเป็นต้น (อย่างที่คุณทำกับผมในการวิจารณ์ท้ายบทความนี่แหละ)

2. เรื่องที่คุณเปรียบเทียบตรรกะของตนเองว่าเหมือนตรรกะนิติราษฎร์ อันนี้ผมขำมากจริงๆ ครับ ด้วยความสัตย์จริงก็ฮาออกเสียงด้วย แล้วก็พิมพ์คำว่า "ฮา" ลงไปอย่างตรงไปตรงมาไม่มีจริตอะไร

3. ส่วนคุณจะจัดหนักจัดเบาก็เชิญตามสบายครับ ประชาไทเขาเปิดเสรีเต็มที่อยู่แล้ว ผมก็ไม่มีปัญหาอะไร ผมสนใจเถียงแค่เหตุผลเท่านั้น คำกล่าวหา ประณาม ด่า หยาบคายอย่างที่บางคนชอบทำนั้น ผมถือว่านั่นเป็นนิสัยของใครของมันไม่เก็บมาใส่ใจ

4. ใน ปล.ไม่ได้หลอกด่าใครเลย เป็นการพูดถึง "ข้อเท็จจริง" เกี่ยวกับการแสดงออกของชาวพุทธแนวปกป้องพุทธศาสนาเพื่อนบางคนยังเสนอให้ลอง resaerch เล่นๆดูซิว่า คำหยาบคาย คำด่า ประณาม ฯลฯ ท้ายบทความทางศาสนากับท้ายบทความทางการเมืองในประชาไทนั้น อันไหนมากกว่ากัน

@ ฆ่าคอมมิวนิสต์ ได้บุญ

@ ฆ่าคอมมิวนิสต์ ได้บุญ มากกว่าบาป
นั่นคือดาบ ทางใจ ใฝ่สังหาร
เป็นวิปริต ทางความคิด จิตสันดาน
แบบคนพาล ถือศักดิ์ เป็นนักบุญ

@ ฆ่าเวลา บาปยิ่งกว่า การฆ่าคน
เป็นเหตุผลวิบัติ ซัดหัวหมุน
ลดศักดิ์ศรี ความเป็นคน เพื่อผลบุญ
ไม่เป็นคุณ ต่อธรรมะ พระศาสดา

@ สันติวิธี ที่ไร้ ความเป็นธรรม
เหมือนก่อกรรม ยิ่งใหญ่ ไปภายหน้า
ฆาตกร ลอยนวล ชวนศรัทธา
คนเข่นฆ่า ถูกตีตรา ว่าคนดี

@ อันพระธรรม คำสอน พระศาสดา
ความเมตตา กรุณา พาสุขี
ผู้ก่อกรรม รัฐประหาร ผลาญชีวี
ย่อมมิใช่คนดี อย่างแน่นอน

อาจารย์ตอบเป็นประเด็นประเด็น

อาจารย์ตอบเป็นประเด็นประเด็น แต่ อ. ไม่ได้ตอบในประเด็นที่ 1 ของดิฉันเรื่องฟรีแมนอยู่ดี เพราะอะไรดิฉันเข้าใจได้ แต่เดี๋ยวตอบในประเด็นของ อ. ก่อนดีกว่า(ส่วนเรื่องการเอาไปเป็นตัวอย่างในการเรียบเรียงความคิดนั้น ดิฉันไม่เอาหรอกค่ะ เพราะวิธีเรียบเรียงของ อ. มันหยาบเหลือเกิน แถมมีความเท็จอยูในนั้นตลอด พูดก็บอกไม่ได้พูด ทำก็บอกไม่ได้ทำ ที่น่าขำคือเอาวิธีที่เขาจับได้แล้วมาใช้ โดยลืมไปว่าเขาจับได้แล้ว(ฮา) แค่ดิฉันใช้วิธีของดิฉันเองก็พอแระ นี่ขนาดเรียบเรียงมาเป็นประเด็นๆ อย่างเรื่องฟรีแมน อ.ก็ยังเลี่ยงประเด็นไปประเด็นมา ไม่สามารถตอบดิฉันได้แระ ยังจะให้ใช้วิธีเรียบเรียงประเด็นของตัว ขณะที่ตัวยังตอบประเด็นแรกเขาไม่ได้เลย (โอ๊ย มันจะฮาไปถึงไหนเนี่ย?)

1.อาจารย์ไม่ get ค่ะว่า อ.ไม่ได้ตอบ หรือไม่ก็ลืมไป(นี่คือคุณสมบัติหนึ่งของ อ.) เพราะสิ่งที่ อ.พูดมา ดิฉันพูดไปหมดแล้ว แต่พระไตรปิฏกตั้งอยู่ในที่ที่หนึ่ง ไม่มีใครไปเปลี่ยนแปลงได้ก็จริง แต่เมื่อ "มีการหยิบนำมาใช้" โดยเป็นการบิดเบือนอย่างรุนแรง จึงเป็นการทำให้พระวินัยวิปริตตามความหมายดิฉัน และดิฉันได้ชี้ให้เห็นตามความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตแล้วว่าความหมายหนึ่งของคำว่าวิปริตคือ "ทำให้ผิดแนวทางไปในทางที่ร้าย" และดิฉันก็ได้ย้ำแล้วย้ำอีกว่าพระไตรปิฏกนั้นมีเยอะเป็นสิบเป็นร้อยเล่ม ต่อให้มีเป็นซีดีก็ตาม และมีหลายภาษา รวมถึงการหาความถูกต้องจริงๆ อาจต้องกลับไปหาความถูกต้องในภาษาบาลี ซึ่งเป็นการยากสำหรับบุคคลทั่วไป ดังนั้นจึงต้องอาศัยผู้รู้หรือพระช่วยหยิบยกออกมาให้เห็น ซึ่งใครผู้ใดหยิบยกมาได้ตรงตามข้อเท็จจริงที่สุด อธิบายได้เป็นเหตุเป็นผลที่สุด และมีการยืนยันได้อย่างแน่ชัดที่สุด ผู้นั้นก็ต้องได้รับความเชื่อถือไป ซึ่ง อ.ก็ได้ในยอมรับตรงนี้แล้ว คือ "ประเด็น 3 เราควรเชื่อหลักฐานข้อมูลที่ชัดกว่า อันนี้ก็ควรเป็นเช่นนั้นอยู่แล้วนี่ครับ บทความนี้ไม่ได้บอกว่าข้อมูลของท่านเจ้าคุณผิด หรือไม่ชัด ไม่ควรเชื่อ" (อ.เข้าใจในประเด็นเรื่อง "มีการหยิบยกมาใช้โดยบุคคลกลุ่มหนึ่ง" แล้ว "คนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงข้อเท็จจริงในพระไตรปิฏกได้" ของดิฉันมั้ยคะ หรือยังไม่เก็ตเหมือนคราวที่แล้ว) ฉะนั้น base on ตรรกะอย่างที่พวกเราใช้กัน มันจึงขัดแย้งกับความเห็น ข้อที่ 4 ของอาจารย์ "ประเด็น 4 ผมเห็นว่า "การตีความผิด" กับ "การบิดเบือน" เป็นคนละเรื่องกัน และเห็นว่าทั้งสองเรื่องไม่สามารถทำพระธรรมวินัยในพระไตรปิฎกให้วิปริตไปได้ และผมก็แสดงเหตุผลของผมไปตามเสรีภาพที่ผมมี ส่วนคุณจะไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไรนี่ครับ (และถ้าผมจะไม่เห็นด้วยกับเหตุผลที่คุณแย้งผมก็ไม่เป็นไรอีกเช่นกัน ก็โต้กันไปโต้กันมาได้)" ซึ่งก่อนหน้านั้น ดิฉันได้ชี้ให้เห็นแล้วว่าสิ่งที่ทั้ง 2 นิกายทำนั้นมันมากกว่าการตีความคิด มันน่าจะเลือกเอาข้อความในพระไตรปิฏกมารับใช้แนวคิดของตนเองหรือไม่ก็เป็นการบิดเบือน ซึ่งมันเลวร้ายเพียงพอกับการใช้คำว่าการทำพระธรรมวินัยให้วิปริตแล้วละ ส่วน อ.จะมาย้อนเถียงว่าพระไตรปิฏกตั้งอยู่ในที่ที่หนึ่ง เนื้อความเป็นอยู่ตั้งอยู่อย่างนั้น ไม่มีใครทำให้วิปริตได้ งั้นก็คงเหมือนพระแก้วในวัดพระแก้ว ซึ่งตั้งอยู่อย่างนั้น แต่ทุกคนรู้ว่าการถ่ายรูปพระแก้วเป็นการผิดกฏหมาย แต่คล้ายๆ กับพวกนี้ไปถ่ายรูปพระแก้วมาอวดชาวบ้าน อ.ว่าพวกเขาทำผิดกฏหมายมั้ยคะ? (นี่เราพูดกันในบริบทนี้นะ ไม่ใช่เรื่องวัฒนธรรม เรื่องรัฐอะไร) เพราะฉะนั้น ตรรกะของ อ.จึงขัดแย้งกันระหว่างข้อที่ 3 กับ 4 เหมือนมีหลักฐานข้อเท็จจริงว่านักข่าวญี่ปุ่นถูกยิง มีรูกระสุนขนาดเท่านั้นเท่านี้ โดยปืนเอ็ม 16 ที่ทหารใช้ แต่ทหารยิงนักข่าวญี่ปุ่นไม่ผิด เพราะมีเสรีภาพที่จะยิง อ.เข้าใจตรรกะที่ดิฉันพูดหรือยัง คือในเมื่อข้อเท็จจริงเป็นอย่างนี้ แต่ถ้าเราบอกว่าทหารญี่ปุ่นมีเสรีภาพที่จะยิง นั่นหมายความว่าเรา Base on ความเชื่ออื่น นั่นคือการฆ่าคนไม่บาป ในส่วนของ อ. ก็เหมือนกัน อ.ยอมรับในตรรกะข้อที่ 3 ซึ่ง อ.ก็บอกเองเราควรเชื่อหลักฐานที่ชัดเจนกว่าและดูเหมือน อ.จะยอมรับว่าข้อมูลหลักฐานของเจ้าคุณไม่ผิดหรือไม่ควรเชื่อ(ถึงแม้จะไม่ใช่ข้อเท็จจริงในชั้นต้นจากพระไตรปิฏก แต่ท่านหยิบยกมายืนยันกันได้ชัดเจนที่สุดก็ตาม) แต่ในข้อที่ 4 อ.บอกว่าเป็นเสรีภาพของใครที่จะเชื่อ(ถึงแม้จะมีข้อเท็จจริงอย่างนี้) ถ้าอย่างนั้น ดิฉันถามว่าเสรีภาพของ อ.ที่จะเชื่อ โดยไม่ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง base on อะไรคะ? หรือเบสออนเสรีภาพของเสรีภาพ หรือเบสออน Evil หรือเบสออนอัตตา ซึ่งถ้าอย่างนั้น อ.ซึ่งศึกษาพุทธศาสนามาเป็นอย่างดีคงไม่ใช่ชาวพุทธแล้วละค่ะ เพราะฉะนั้น อ.กรุณาอย่าวิจารณ์พุทธศาสนาอีก

ปล.แต่ไม่เป็นไร ถ้า อ. จะบอกว่า อ.ไม่เห็นด้วยตามตรรกะที่ดิฉันเสนอนี้ เดี๋ยวเราไปตั้งประเด็นกันทางหน้าเว็บให้คนอื่นเขามาช่วยกันดูแล้วกัน ดิฉันจะย้อนกลับไปดู Text ที่ถกเถียงกันทั้งหมดระหว่างพระพหรมคุณาภรณ์กับธรรมกาย สันติอโศก รวมทั้งพระมโนอะไรนั่นด้วย บอกแล้วไงคะว่าดิฉันจะจัดหนัก ดิฉันจะทำมากกว่าที่ทำในที่นี้ คือย้อนไปดูต้นเรื่องทั้งหมดเลย

โอ๊ย นี่แค่ประเด็นแรกนะ ยังมีเรื่องการวิจารณ์ตัวตน ซึ่ง อ. ได้แสดงธาตุแท้ของ อ.ให้เห็นเรื่องตัวตนไปตั้งแต่ไก่โห่แล้ว ว่า อ. ก็วิจารณ์เกินเลยไปถึงตัวตนด้วยเหมือนกันเมื่ออาจารย์น็อตหลุด(ฮา)แต่ อ.ลืมไปเพาะความจำไม่ดีหรือจงใจลืมเพื่อแสดงความปลิ้นปล้อน แต่พอดีประเด็นของดิฉันยังไปไม่ถึง พอประเด็นที่ 1 อ.ก็เลี่ยงเสียก่อน แถมยังมีเรื่องที่พระพุทธเจ้าว่าพระเทวทัตเป็นโฆษบุรุษอีกที่ อ. ไม่ได้ตอบ จากการต้องย้อนไปย้อนมาในที่นี้และต้องย้ำประเด็นอยู่ตลอดเวลา เห็นได้ชัดว่ามี อ.มีปัญหาเรื่องความทรงจำ ดิฉันต้องยอมรับแล้วว่า อ.เขลาโดยสุจริต กล่าวตือ แท้จริงแล้ว อ.มีสติปัญญาน้อย ดิฉันคิดว่า อ.มีสติปัญญาน้อยกว่าที่ดิฉันคาดมากๆๆๆๆๆๆๆ แต่ อ. มีตัวตนใหญ่กว่าตัวมากๆๆๆๆๆๆๆ จึงเที่ยววิพากษ์โน่นวิพากษ์นี่ และไม่ยอมคนอย่างนี้ (พวกทำตัวก้าวหน้าตามแฟชั่นโดยไม่มีหลักยึด เลยย้อนไปย้อนมาอยู่อย่างนี้)

แต่ไม่เป็นไร เมื่อ อ.ยังยืนยันที่จะวิพากษ์อยู่และเชื่อในความฉลาดของตนถึงขนาดจะสอนวิธีการเรียบเรียงข้อความให้แก่คนอื่นอย่างนี้ อ. ได้ขึ้นบอร์ดประชาไทในฐานะผู้ถูกวิจารณ์แน่ค่ะ

ขอพักไปกินข้าวก่อน เพ่ิงตื่น ยังไม่ได้กินข้าวเลย เดี๋ยวดิฉันค่อยๆ กลับมาพูดถึงประเด็นอื่นๆ แบบเล่นๆ ไปก่อนดีกว่า เพราะรู้อยู่แล้วว่ากำลังพูดอยูกับอึ่งอ่างในกะลาครอบ อพิโถ พ่อคุณ ทีแรกนึกว่าโต้อยู่กับคนดื้อด้านหน้าด้านหน้าทนอย่างเดียว คราวนี้รู้แระว่ากำลังโต้กับอึ่งอ่างในกะลา เดี๋ยวเอาแบบเล่นๆ เบาะๆ นะตัวเอง ยังไม่เอาจริง เดี๋ยวไปเอาจริงกันให้คาตาต่อที่สาธาณะไปเลยทุกประเด็นทั้งของแบบดิฉันและของแบบ อ. ไปกินข้าวก่อนนะตัวเองนะ อึ่งอ่าง แบบนี้เนี่ย เด๊ะๆ น่ะตัวเอง ฮิฮิ

@ ฆ่าคอมมิวนิสต์ ได้บุญ

@ ฆ่าคอมมิวนิสต์ ได้บุญ มากกว่าบาป
นั่นคือดาบ ทางใจ ใฝ่สังหาร
เป็นวิปริต ทางความคิด จิตสันดาน
แบบคนพาล ถือศักดิ์ เป็นนักบุญ

@ ฆ่าเวลา บาปยิ่งกว่า การฆ่าคน
เป็นเหตุผลวิบัติ ซัดหัวหมุน
ลดศักดิ์ศรี ความเป็นคน เพื่อผลบุญ
ไม่เป็นคุณ ต่อธรรมะ พระศาสดา

@ สันติวิธี ที่ไร้ ความเป็นธรรม
เหมือนก่อกรรม ยิ่งใหญ่ ไปภายหน้า
ฆาตกร ลอยนวล ชวนศรัทธา
คนเข่นฆ่า ถูกตีตรา ว่าคนดี

@ อันพระธรรม คำสอน พระศาสดา
ความเมตตา กรุณา พาสุขี
ผู้ก่อกรรม รัฐประหาร ผลาญชีวี
ย่อมมิใช่คนดี อย่างแน่นอน

ความเห็นส่วนตัวนะครับ

ความเห็นส่วนตัวนะครับ ผู้เขียนไม่จำเป็นต้องตอบโต้ผู้วิพากษ์ในทุกคอมเม้นต์ก็ได้ครับ
เพราะอ่านไปนานเข้าๆ จะรู้สึกว่าเป็นลักษณะของผู้ไม่อยากแพ้หรือไม่ยอมแพ้ หรือไม่อยากเห็นความคิดของตนเองด้อยกว่าของผู้อื่น เพราะมันจะส่อถึงปัญญาและวุฒิภาวะของผู้เขียนนั่นเอง

เท่าที่สังเกตในเว็บปชท.มีผู้เขียนที่ชอบตอบโต้ผู้อ่านแบบหมัดต่อหมัดนี้เพียง 2 คนเท่านั้น แต่อีกคนนั้นเขาเล่นประเด็นใหญ่ๆ ประมาณเืดือนละหนึ่งบทความเท่านั้น

การเขียนบทความถี่ๆ บ่อยๆ อย่างนี้นานเข้าๆ แทนที่จะเป็นการจุดให้มีประเด็นถกเถียงใหม่ๆ แต่กลับเป็นการลดคุณค่าของประเด็นที่ผู้เขียนอยากจะถกเถียงเสียเองครับ

ถ้าไม่ทราบก็ลองถามตัวเองดูว่าคนที่มาเม้นต์บทความของผู้เขียนเพิ่มขึ้นหรือลดลง?

สิน สันป่ายาง

[quote=สิน สันป่ายาง]ปล.สักประเดี๋ยวเจ้าของบทความน่าจะเข้ามาตอบแล้วล่ะ หุหุ[/quote]

ใช่ค่ะ กำลังรออยู่เหมียนกัน คุณก็จะเจอด้วยและดิฉันก็จะเจอด้วย ฮิฮิ

ขอเสริมอีกนิดว่า จริงๆ

ขอเสริมอีกนิดว่า จริงๆ มารยาทของการตั้งกระทู้หรือประเด็นในเว็บบอร์ดนั้น โดยทั่วไป อาทิ ในพันทิป หรือที่ไหนๆ เจ้าของกระทู้ เขาจะรอดูว่าใครตอบเขาว่าอย่างไร เขาจะรับฟังเพื่อนำสิ่งนั้นเก็บมาเสริมความคิดของเขา นอกจากจากประเด็นใหญ่ที่อาจผิดไปจากสิ่งที่เขาพูด เขาจะมาโต้แย้งบ้าง ดิฉันมีประสบการณ์กับตัวเองเมื่อเคยไปตั้งกระทู้ในเว็บบอร์ดเกี่ยวกับแอร์โฮสเตสเว็บหนึ่ง แล้วปรากฏว่าพอไม่ทันไรก็โต้เขาเลย แล้วเขาก็ด่าเอาเสียเจ็บว่าเจ้าของกระทู้มาเถียงเขาอย่างนี้ทำไม เลยจำไว้ตั้งแต่นั้นมาเรื่องมารยาทในเว็บบอร์ด และก็เลยจำไว้ว่าเมื่อตั้งกระทู้ จะให้ข้อมูลเขาเท่าที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น จะไม่มีการมาตอดท้ายด้วยคำอะไรก็ได้เล็กๆ น้อยๆ เพื่อแสดงว่าฉันไม่ยอมแกอย่างที่บุคคลผู้นี้ทำโดยตลอด

VP wrote:@ ฆ่าคอมมิวนิสต์

[quote=VP]@ ฆ่าคอมมิวนิสต์ ได้บุญ มากกว่าบาป
นั่นคือดาบ ทางใจ ใฝ่สังหาร
เป็นวิปริต ทางความคิด จิตสันดาน
แบบคนพาล ถือศักดิ์ เป็นนักบุญ

@ ฆ่าเวลา บาปยิ่งกว่า การฆ่าคน
เป็นเหตุผลวิบัติ ซัดหัวหมุน
ลดศักดิ์ศรี ความเป็นคน เพื่อผลบุญ
ไม่เป็นคุณ ต่อธรรมะ พระศาสดา

@ สันติวิธี ที่ไร้ ความเป็นธรรม
เหมือนก่อกรรม ยิ่งใหญ่ ไปภายหน้า
ฆาตกร ลอยนวล ชวนศรัทธา
คนเข่นฆ่า ถูกตีตรา ว่าคนดี

@ อันพระธรรม คำสอน พระศาสดา
ความเมตตา กรุณา พาสุขี
ผู้ก่อกรรม รัฐประหาร ผลาญชีวี
ย่อมมิใช่คนดี อย่างแน่นอน[/quote]

เห็นเขียน 2 ครั้งละ คงต้องการจะย้ำ ดิฉันเห็นด้วยกับประเด็นของคุณทุกประการค่ะ แต่ดิฉันมีรายละเอียดที่จะชี้ให้เห็นแตกต่างออกไป และอาจจะต้องตอบคุณเป็นคำกลอนด้วย พอดีตอนนี้ต้องเพ่งความสนใจไปที่ อ.สุรพศ
และการทำงานไปด้วย ยังไม่สารถทำได้ แต่บอกได้สั้นๆ ก่อนว่า พระธรรมของพระศาสดาเรื่องการความเมตตาต่อชีวิตมนุษย์นั้น เราต้องเมตตาต่อชีวิตมนุษย์ที่กำลังได้รับความทุกข์ให้เห็นตำตาที่น้ำท่วมกำลังจะสิ้นเนื้อประดาตัว จะฆ่าตัวตาย และเร่ิมทะเลาะกันจนยิงกันต้ายนะคะ? โดยที่เราก็ไม่ได้ลืมการเสียชีวิตของบุคคลที่ราชดำเนินและราชประสงค์ไป และอันนี้ต้องขอโทษที่จำเป็นต้องถาม ถ้าคุณเป็นคนกรุงเทพฯ คุณเตรียมซื้อมาม่า ไข่ และน้ำ ไว้รึยัง?

* บัดดล มนต์สวรรค์

* บัดดล มนต์สวรรค์ กลั้นเกลียวคลื่น
กวีขื่น แคลงสิ่งใด ใยขึ้งขัง
มาม่า น้ำกะไข่ เตรียมไว้ยัง?
อยากฟัง VPตอบ จากขอบฟ้า ฯ

มนค์สวรรค์

[quote=มนค์สวรรค์ จินดาแสง][quote=สุรพศ ทวีศักดิ์][quote=มนต์สวรรค์ จินดาแสง]

ถ้าไอ้ทิดยังจำได้...
ผมเคยโต้กับไอ้ทิดไปครั้งหนึ่ง
เรื่อง Free man หรืออะไรทำนองนี้
โต้กันไปโต้กันมา จนไอ้ทิดออกทะเล
ต้องกลับไปเปิดตำรา มาโต้กับผมอุตลุต
ผู้ชมที่เขาฟังอยู่ ยังส่งเสียงเลยว่า เฮ้ย ไอ้ทิด ออกทะเลแล้ว
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมก็ไม่อยากโต้กับไอ้ทิดอีกต่อไป ครับ

สุรพศ-ฮามาก โต้เรื่อง Free man อะไร ที่ไหน เมื่อไรครับ (คนเราจะหาเรื่องด่ากันหน้าด้านๆนี่หาได้ตลอด)

ทานโทดคับ...
เรื่องที่เราโต้กันคือ เรื่อง "คนดีกับคนมีเสรีภาพ" จ่ะ
ตามเวปนี้ จ่ะ
http://prachatai.com/journal/2010/08/30523

มนต์สวรรค์ : เมื่อคลิกลิ้งค์เข้าไป จะเห็นว่ามีการโต้เถียงของสุรพศกับแช่มจริงๆ แต่สุรพศลืมไป(คงเพราะเขียนเยอะจนตัวเองมั่ว ฮิฮิ) เพียงแต่ไม่ได้ออกทะเลตามที่แช่มว่าเท่านั้น(เพราะฉะนั้น อะไรที่เขาบอกว่าฮามากนี่ ไม่ได้หมายความว่าไม่เป็นเช่นนั้นจริงๆ)

(เอ้า เอาให้ชัดไปเลยก็ได้ คลิกไปตามลิงค์ ก็เจออออออออ

"คนดีกับคนมีเสรีภาพ"

Sun, 2010-08-01 23:58

โดย สุรพศ ทวีศักดิ์

การเรียกร้อง “คนดี” โดยชนชั้นนำในสังคมไทยยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี กล่าวว่า "เราอยากเห็นคนดีมีมากขึ้นในสังคม ถ้าสัดส่วนระหว่างคนดีกับคนไม่ดียังไม่ใกล้เคียงกัน บ้านเมืองจะตกอยู่ในภาวะวุ่นวาย เพราะคนไม่ดีมากกว่าคนดี..ที่สำคัญคือจะทำอย่างไรให้สัดส่วนคนดีเพิ่มขึ้น” (http://www.matichon.co.th/news_detail.p ... =01&catid=)

แต่เมื่ออ่านตามเว็บไซต์ต่างๆ จะพบว่ามีความเห็นจำนวนไม่น้อยที่บอกว่าไม่อยากพูดถึง หรือกระทั่งสะอิดสะเอียดกับคำว่า “คนดี” หรือที่จริงจังมากขึ้นก็คือมีการเสนอว่า สังคมควรเรียกร้อง “ระบบที่ดี” มากกว่า “คนดี” หากต้องการเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

โดยที่สังคมไทยเป็นสังคมพุทธ จึงน่าสนใจว่า ความหมายของ “คนดี” ตามที่พุทธศาสนาสอน กับ “คนดี” ในจินตนาการของสังคมไทยคือคนเช่นไร?

ในหนังสือชื่อ An Essay Concerning Buddhist Ethics (ที่เขียนโดยคนไทย คือ ศ.ดร.สมภาร พรมทา) อธิบายว่า “ตามทัศนะของพุทธศาสนา การเป็นคนดีกับการเป็นคนมีเสรีภาพคือสิ่งเดียวกัน” (According to Buddhism, being a good person is same as being a free person.)

[/quote]

เรื่องนี้ผมจำไม่ได้จริงๆครับ บทความ "คนดีกับคนมีเสรีภาพ" ผมเขียนเมื่อปี 2010
อยู่ๆคุณแช่มก็อ้างขึ้นมา แถมใช้คำว่า "free man" ผมเลยงง ที่จริงในบทความผมใช้คำว่า "a free person"
ดังข้างบน ซึ่งเรื่องนี้ผมได้ตอบเขาไปตามคอนเซ็ปต์ในหนังสือ An Essay Concerning Buddhist Ethics ในท้ายบทความนั้นแล้ว แต่เขาไม่ get เอง (เพียงเพราะมันไม่ตรงกับความเข้าใจ หรือตามที่เขาเคยอ่านในหนังสืออื่นๆมา?) เลยสรุปว่าผมตอบเขาไม่ได้

แต่ผมว่ามันไม่เกี่ยวอะไรกับเนื้อหาในความนี้ที่เรากำลังถกกันเลย

ปล.จริงๆ การถกเถียงควรเป็นเรื่องเนื้อหา หรือประเด็นในบทความเท่านั้น
ไม่ใช่มาเล่นเรื่องเจตนา ตัวตน จริยธรรมของผู้เขียน
ขณะที่เรียกร้องว่าผู้เขียนควรมีมารยาท มีจริยธรรม มีวุฒิภาวะอย่างนั้นอย่างนี้
คนคอมเมนท์จะไร้มารยาท ด่า ประณาม เสียดสี หยาบคาย ฯลฯ กับผู้เขียนอย่างไรก็ได้ (อย่างที่บงคนทำกันมาตลอด)
พอถูกผู้เขียนตอบโต้ใน "ท่วงทำนองเดียวกัน" บ้างไม่ได้

ทั้งที่จริงมันก็ "คนเท่าเทียมกัน" นั่แหละครับ ฮามาก็ฮาไป เอี้ยมาก็เอี้ยไป (ผมไม่เอี้ยใส่ใครก่อนแน่นอน) ผมไม่พอใจผมก็แสดงออกไป ไม่จำเป็นต้องเสแสร้งดัดจริตพูดให้ดูดี คุณด่าผมมายังไงผมทนได้ โดนสวนกลับบ้างนิดๆหน่อยๆจะโวยวายไปทำไมไม่ทราบ

(No subject)

[quote=สุรพศ ทวีศักดิ์][quote=มนค์สวรรค์ จินดาแสง][quote=สุรพศ ทวีศักดิ์][quote=มนต์สวรรค์ จินดาแสง]

ถ้าไอ้ทิดยังจำได้...
ผมเคยโต้กับไอ้ทิดไปครั้งหนึ่ง
เรื่อง Free man หรืออะไรทำนองนี้
โต้กันไปโต้กันมา จนไอ้ทิดออกทะเล
ต้องกลับไปเปิดตำรา มาโต้กับผมอุตลุต
ผู้ชมที่เขาฟังอยู่ ยังส่งเสียงเลยว่า เฮ้ย ไอ้ทิด ออกทะเลแล้ว
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมก็ไม่อยากโต้กับไอ้ทิดอีกต่อไป ครับ

สุรพศ-ฮามาก โต้เรื่อง Free man อะไร ที่ไหน เมื่อไรครับ (คนเราจะหาเรื่องด่ากันหน้าด้านๆนี่หาได้ตลอด)

ทานโทดคับ...
เรื่องที่เราโต้กันคือ เรื่อง "คนดีกับคนมีเสรีภาพ" จ่ะ
ตามเวปนี้ จ่ะ
http://prachatai.com/journal/2010/08/30523

มนต์สวรรค์ : เมื่อคลิกลิ้งค์เข้าไป จะเห็นว่ามีการโต้เถียงของสุรพศกับแช่มจริงๆ แต่สุรพศลืมไป(คงเพราะเขียนเยอะจนตัวเองมั่ว ฮิฮิ) เพียงแต่ไม่ได้ออกทะเลตามที่แช่มว่าเท่านั้น(เพราะฉะนั้น อะไรที่เขาบอกว่าฮามากนี่ ไม่ได้หมายความว่าไม่เป็นเช่นนั้นจริงๆ)

(เอ้า เอาให้ชัดไปเลยก็ได้ คลิกไปตามลิงค์ ก็เจออออออออ

"คนดีกับคนมีเสรีภาพ"

Sun, 2010-08-01 23:58

โดย สุรพศ ทวีศักดิ์

การเรียกร้อง “คนดี” โดยชนชั้นนำในสังคมไทยยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี กล่าวว่า "เราอยากเห็นคนดีมีมากขึ้นในสังคม ถ้าสัดส่วนระหว่างคนดีกับคนไม่ดียังไม่ใกล้เคียงกัน บ้านเมืองจะตกอยู่ในภาวะวุ่นวาย เพราะคนไม่ดีมากกว่าคนดี..ที่สำคัญคือจะทำอย่างไรให้สัดส่วนคนดีเพิ่มขึ้น” (http://www.matichon.co.th/news_detail.p ... =01&catid=)

แต่เมื่ออ่านตามเว็บไซต์ต่างๆ จะพบว่ามีความเห็นจำนวนไม่น้อยที่บอกว่าไม่อยากพูดถึง หรือกระทั่งสะอิดสะเอียดกับคำว่า “คนดี” หรือที่จริงจังมากขึ้นก็คือมีการเสนอว่า สังคมควรเรียกร้อง “ระบบที่ดี” มากกว่า “คนดี” หากต้องการเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

โดยที่สังคมไทยเป็นสังคมพุทธ จึงน่าสนใจว่า ความหมายของ “คนดี” ตามที่พุทธศาสนาสอน กับ “คนดี” ในจินตนาการของสังคมไทยคือคนเช่นไร?

ในหนังสือชื่อ An Essay Concerning Buddhist Ethics (ที่เขียนโดยคนไทย คือ ศ.ดร.สมภาร พรมทา) อธิบายว่า “ตามทัศนะของพุทธศาสนา การเป็นคนดีกับการเป็นคนมีเสรีภาพคือสิ่งเดียวกัน” (According to Buddhism, being a good person is same as being a free person.)

[/quote]

เรื่องนี้ผมจำไม่ได้จริงๆครับ บทความ "คนดีกับคนมีเสรีภาพ" ผมเขียนเมื่อปี 2010
อยู่ๆคุณแช่มก็อ้างขึ้นมา แถมใช้คำว่า "free man" ผมเลยงง ที่จริงในบทความผมใช้คำว่า "a free person"
ดังข้างบน ซึ่งเรื่องนี้ผมได้ตอบเขาไปตามคอนเซ็ปต์ในหนังสือ An Essay Concerning Buddhist Ethics ในท้ายบทความนั้นแล้ว แต่เขาไม่ get เอง (เพียงเพราะมันไม่ตรงกับความเข้าใจ หรือตามที่เขาเคยอ่านในหนังสืออื่นๆมา?) เลยสรุปว่าผมตอบเขาไม่ได้

แต่ผมว่ามันไม่เกี่ยวอะไรกับเนื้อหาในความนี้ที่เรากำลังถกกันเลย

ปล.จริงๆ การถกเถียงควรเป็นเรื่องเนื้อหา หรือประเด็นในบทความเท่านั้น
ไม่ใช่มาเล่นเรื่องเจตนา ตัวตน จริยธรรมของผู้เขียน
ขณะที่เรียกร้องว่าผู้เขียนควรมีมารยาท มีจริยธรรม มีวุฒิภาวะอย่างนั้นอย่างนี้
คนคอมเมนท์จะไร้มารยาท ด่า ประณาม เสียดสี หยาบคาย ฯลฯ กับผู้เขียนอย่างไรก็ได้ (อย่างที่บงคนทำกันมาตลอด)
พอถูกผู้เขียนตอบโต้ใน "ท่วงทำนองเดียวกัน" บ้างไม่ได้

ทั้งที่จริงมันก็ "คนเท่าเทียมกัน" นั่แหละครับ ฮามาก็ฮาไป เอี้ยมาก็เอี้ยไป (ผมไม่เอี้ยใส่ใครก่อนแน่นอน) ผมไม่พอใจผมก็แสดงออกไป ไม่จำเป็นต้องเสแสร้งดัดจริตพูดให้ดูดี คุณด่าผมมายังไงผมทนได้ โดนสวนกลับบ้างนิดๆหน่อยๆจะโวยวายไปทำไมไม่ทราบ[/quote]

อ้างอิงความเห็นนี้

1.อ.สุรพศคะ การที่ดิฉันนิ่งเงียบไป ไม่ออกมาพูดในประเด็นที่ 2 (ตามแบบของ อ.) ที่ดิฉันทิ้งท้ายไว้ มิใช่ว่าดิฉันจะพูดไม่ได้นะคะ แต่ดิฉันต้องการปล่อยไว้ เพราะไม่ต้องการราวี อ. ด้วยจิตอาฆาต แม้ดิฉันจะประกาศไว้เช่นนั้นก็ตาม ดิฉันต้องการเหลือที่ให้ อ.ยืน ไม่ใช่รุกไล่ อ. จนมุม และก็มีคนอื่นๆ ที่มิใช่ตัวดิฉันเองสะท้อนให้อาจารย์เห็นแล้ว การที่ อ.มาโต้ตอบคนหมัดต่อหมัดในบทความที่เขียนถี่ๆ อย่างนี้ ทำให้ไม่ใครอยากมาเม้นท์อาจารย์แล้ว เพราะปกติ การมาตั้งกระทู้ในเว็บบอร์ดอย่างนี้และด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น คนเขียนก็ต้องมีท่าทีที่เป็นประชาธิปไตยในการรับฟังมากด้วยสำหรับความเห็นต่าง มิใช่มาแลกหมัดกับเขา ซึ่งบางทีแลกไม่ได้ ก็ หุหุ ตบท้ายเสียหน่อยก็ยังดี ซึ่งการทำอย่างนี้เท่ากับลดทอนคุณค่าของบทความอาจารย์ลง และแสดงให้เห็นความคับแคบของ อ. เอง ซึ่งดิฉันว่าคนที่เข้ามาพูด เขาก็พูดด้วยความปรารถนาดีจริงๆ อาจารย์จะไม่รับฟังเขาเสียหน่อยด้วยการนิ่งเฉย แล้วทิ้งระยะ หาประเด็นคมๆ มาพูด แล้วถกกับเขาเฉพาะประเด็นที่ต้องถก โดยไม่ต้องมาแลกหมัดตบท้ายทุกข้อความ เพื่อแสดงว่า อ. มีดีจริงๆ มีความมั่นใจในตนเองจริงๆ เคารพความเห็นของผุู้อื่นจริงๆ และเก็บเกี่ยวความเห็นของผู้อื่นเพื่อมาเสริมปัญญาของ อ. ให้คมกริบไปเลย เพื่อที่ว่า อ.จะได้สร้างวาทกรรมของพุทธในแง่สาธาณะที่เหนือว่าท่านประยุทธ์ พระไพศาล ท่าน ว. หรือพระอื่นๆ ทั้งหลาย(เพราะ อ. มีพื้นฐานที่ดีอยูแล้วในแง่เคยบวชเรียนและทราบเนื้อหาในพระไตรปิฎก) เหลือแต่การเปิดกว้างทางความคิดเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ ซึ่งมันจะเป็นการทำงานในอีกรูปแบบหนึ่งในลักษณะการเสนอความเห็น มากกว่าการติเล็กติน้อยในนามของการวิพากษ์วิจารณ์ แล้วก็เกิดปัญหาการวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์แล้วก็เข้าตัวอาจารย์เองจนเป็นวัวพันหลักอยู่อย่างนี้จะดีกว่ามั้ย?

2.แต่ดังที่เห็น(ซึ่งดิฉันก็คาดไว้แล้วล่ะ เพราะที่ผ่านมาดั่งที่บอก คือ เมื่ออาอ่านทั้งหมดอีกที ดิฉันคิดว่าดิฉันประเมินอาจารย์สูงเกินไป ตือคิดว่าอาจารย์น่าจะเป็นคนฉลาดกว่านี้ ซึ่งไม่ใช่โดยส้ินเชิง ไอคิว(พอจะมีอยู่บ้าง) แต่อีคิว อ.ไม่มีเลย คือ อย่างนี้ อ.สรพศ พูดง่ายๆ อาจารย์ไม่รู้ว่าอาจารย์ไม่รู้ค่ะ จริงๆ อาจารย์ไม่ใช่อึ่งอ่างในกะลาครอบ แต่อาจารย์เป็นลูกอึ่งอ่าง(ที่มีหนามแหลมพร้อมจะทำร้ายผู้คน)ในท้องของอึ่งอ่างที่มีหนามแหลมในกะลาครอบ อาจารย์คะ คำพูดนี้ดิฉันไม่ได้พูดด้วยโทสะ ด้วยความสัตย์จริง เพราะถ้ามี ดิฉันจะพูดว่ามี อ.ก็เห็นแล้ว แต่ดิฉันพูด เพราะไม่รู้จะใช้คำพูดเปรียบเทียบอย่างไร (นึกคำไม่ออก)

อ.บอกว่าบทความนั้นเขียนขึ้นในปี 2010 แต่มันเขียนขึ้นท้ายปี คือเดือน 8 ตอนนี้ปี 2011 ท้ายปี ก็ผ่านมาเพียงปีเดียว หรืออย่างมากก็ปีเศษๆ ไม่น่าเชื่อว่านักวิชาการอย่าง อ. ซึ่งปกติต้องมีความรู้ความคิดอย่าง อ. จะจำไม่ได้ ทั้งๆ ที่ประเด็นในการถกเถียงท้ายบทความนั้นเข้มข้นมาก แต่ดิฉันขี้เกียจมาโพสต์แสดง เดี๋ยวมันจะยาวจนงง

แต่นี่ไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือ มันมีลิงค์อยู่แล้ว อ.ก็คลิกไป แล้วเมื่อเห็น อ.ก็ยอมรับเสียก็จบ แต่ที่ อ. ไม่ยอมรับแต่แรก(อันนี้ดิฉันคาดเดาเอา) เพราะมันจะนำไปสู่ตรรกะเรื่องความบกพร่องมนุษย์ ซึ่งพอดี อ.ไปวิจารณ์เล็กวิจารณ์น้อยคนอื่นไว้ เดี๋ยวมันจะเข้าตัวเองว่า อ.เองก็มีความบกพร่อง อ.ก็เลยไม่ยอมทำและยอมรับ แถไปเรื่องโน้นเรื่องนี้ ไม่จบสิ้น แต่มายอมรับในที่นี้ โดยพ่วงประเด็นอื่น เพราะย่ามใจว่าดิฉันหมดเรื่องที่จะพูด มันไม่หมดหรอกค่ะ อ. อาจารย์ยิ่งดิ้นแบบนี้เท่าไหร่ อ.ก็จะยิ่งเจอ เพราะปัญหาอาจารย์มีอยู่เยอะแยะไปหมด ดิฉันก็ยิ่งอ่านก็ยิ่งเห็น คราวนี้เป็นหลายสิบเลย

เอาแค่ตรงนี้ก่อน ที่ว่าไม่ต้องเอาบทความอื่นมาเกี่ยวข้อง อ. พูดไว้ในทำนองว่าให้ไปดูบทความอื่นของ อ.ด้วย ด้วยคำพูดของตนเอง ดิฉันก็ต้องเอาบทความอื่นมาเกี่ยวข้องสิคะ

#414732 » (อ้างอิงจากความเห็นที่ 414717) » ความคิดเห็นของ สุรพศ ทวีศักดิ์ (visitor) (49.228.38.8 49.228.38.8) .. Fri, 2011-10-07 20:53
มนค์สวรรค์ จินดาแสง wrote:

ประเด็นที่ 2. แล้วที่เลือกเป็นกรรมการปฏิรูปประเทศนั้นวิจารณ์ได้ไหมว่าขาดความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะยืนเคียงข้างประชาชนที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นประชาธิปไตย
ไม่ใช่อยู่ในเด็นที่คุณพูดในบทความ อันนี้คุณต้องไปถาม อ.นิธิ และอีก
หลายๆ อาจารย์ด้วย ซึ่ง อ.หลายคนเหล่านั้นต่างก็ยืนอยู่ข้างเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นประชาธิไปไคยด้วยกันทั้งสิ้น

อยู่ในบทสรุปของบทความเลยครับ ประเด็น "ความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะยืนอยู่ข้างประชาชน" เลือกเป็นกรรมการปฏิรูปในสถานการณ์ "เพิ่งสังหารคนเสื้อแดง" นี่ถูกตั้งคำถามมากเลย (ผมเคยตั้งคำถามในบทความก่อนหน้าแล้ว บทความนี้เลยไม่ยกมาอีก ละไว้ในฐานที่เข้าใจ แต่เรื่องความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะ "ยืนอยู่ข้างประชาชน" เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ด้วย)

จะว่าไปเรื่องความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจก็เป็นการพูดแบบเดียวกับหมอประเวศนั่นแหละครับ แต่อย่างที่ว่านั่นไม่ใช่ "แกนกลาง" ของปัญหารัฐประหาร

ในบทความก่อนผมวิจารณ์ด้วยซ้ำว่าท่านเป็นกลางไม่ได้จริงๆหรอก เพราะท่านบอกว่าเป็นกลางหมายถึง "เป็นกลางแบบผู้พิพากษาชี้ถูกชี้ผิดทั้งสองฝ่ายได้อย่างเท่าเทียม" แต่จริงๆท่านชี้ผิด "แกนกลาง" ของปัญหาไม่ได้เท่าเทียมกับที่ชี้ผิดทักษิณหรอก เพราะผิดกฎหมาย ฉะนั้นเป็นกลางแบบผู้พิพากษาจึงเป็นไม่ได้เพราะกฎหมายไม่อนุญาตให้เป็นได้ (ยกเว้นจะยอมทำผิดกฎหมาย)

เมื่อเป็นกลางไม่ได้ในความเป็นจริงก็แค่ยอมรับว่าตรงๆว่าเป็นไม่ได้ แล้วอย่าทำเสมือนว่ายืนอยู่คนละฟากกับประชาชนที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ความเสมอภาค และประชาธิปไตยก็เท่านั้นเองครับ (กรณีเป็นกรรมการปฏิรูปฯ การเรียกร้องสันติวิธีแต่ละเลยที่จะเรียกร้องให้ รบ.รับผิดชอบต่อการฆ่า ที่จริงไม่ต้องพูดถึงการเรียกร้องความรับผิดชอบทางกฎหมายด้วยซ้ำ แม้แต่ในทางศีลธรรมก็ไม่แสดงออกต่อสาธารณะว่าตำหนิ รบ.ที่ทำแบบนั้น แถมยังยืนยันว่า รบ.อภิสิทธิ์ยังมีความชอบธรรมอยู่ด้วยซ้ำ ขณะที่นักวิชาการฆราวาสที่อ้างว่าเป็นกลางยังไม่ออกมาการันตีความชอบธรรมของ รบ.อภิสิทธิ์)

ที่ว่ามาเป็นขยายความเพิ่มเติมประเด็นที่คุณว่าไม่เกี่ยวกับบทความ

อ.คงเข้าใจแล้วนะว่า อ.เองก็ดึงบทความอื่นมาประกอบความเห็นของ อ. ในบทความนี้ (ซึ่งดิฉันอ่านแล้วแล้วก็เข้าใจแล้วว่าคำว่า"แกนกลาง" ของ อ. หมายถึงอะไร) แต่ดิฉันก็ยังมองว่าเป็นการเพ่งโทษ และมองจากจุดเพียงจุดเดียว และอาจารย์ไม่สามารถนำพระไพศาลไปรวมกับกิติวุฒโฒได้อยู่ดี เมื่อมองจากชีวิตทั้งชีวิตของท่าน) เพราะฉะนั้น คนอื่นก็มีสิทธิจะดึงบทความอื่นของ อ. มาชี้ให้เห็นในลักษณะองค์รวมว่า อ.เองมีจุดบกพร่องอย่างไร แถมยามโทสะขึ้นหน้า หน้ามืดตามัว จนแยกประเด็นไม่ออกเรื่องคำว่า "ฮา" ของตนเอง กับ "ฮา" ของคนอื่นอย่างไร

เดี๋ยวพรุ่งนี้ ดิฉันจะลองเซิร์จหารายชื่อของหนังสือพระไพศาลที่เกี่ยวกับสังคมในเน็ตมาให้อาจารย์ดูว่าถ้าท่านจะพลาดในช่วงหลังเกี่ยวกับพวกเสื้อแดง ท่านก็ไม่ใช่คนพระเภทเดียวกับกิติวุฒโฒที่อาจารย์รวมเอาไว้เหมือนเป็นพวกเดียวกัน และจะบอกให้ด้วยว่าเป็นเพราะอะไร ซึ่งจริงๆ ดิฉันก็เกริ่นๆ ไว้แล้วแต่ อ.ไม่ฟังเองและเราไม่พยายามเข้าใจพวกเขาเอง

ส่วน ปล.ของ อ.ที่ว่า -จริงๆ การถกเถียงควรเป็นเรื่องเนื้อหา หรือประเด็นในบทความเท่านั้นไม่ใช่มาเล่นเรื่องเจตนา ตัวตน จริยธรรมของผู้เขียน
ขณะที่เรียกร้องว่าผู้เขียนควรมีมารยาท มีจริยธรรม มีวุฒิภาวะอย่างนั้นอย่างนี้คนคอมเมนท์จะไร้มารยาท ด่า ประณาม เสียดสี หยาบคาย ฯลฯ กับผู้เขียนอย่างไรก็ได้ (อย่างที่บงคนทำกันมาตลอด)
พอถูกผู้เขียนตอบโต้ใน "ท่วงทำนองเดียวกัน" บ้างไม่ได้

ทั้งที่จริงมันก็ "คนเท่าเทียมกัน" นั่แหละครับ ฮามาก็ฮาไป เอี้ยมาก็เอี้ยไป (ผมไม่เอี้ยใส่ใครก่อนแน่นอน) ผมไม่พอใจผมก็แสดงออกไป ไม่จำเป็นต้องเสแสร้งดัดจริตพูดให้ดูดี คุณด่าผมมายังไงผมทนได้ โดนสวนกลับบ้างนิดๆหน่อยๆจะโวยวายไปทำไมไม่ทราบ

เดี่ยวพรุ่งนี้ อ.เจอแน่ค่ะ อ.เมาหมัดรวบประเด็นมาอย่างนี้ แล้วยิ่งมาตอบตลบท้ายอย่างนี้ด้วยมันเข้าตัวหมดเลย เพราะถ้าไม่อยากให้เข้าตัวก็ต้องไม่พูดแล้ว นึกออกมั้ยค่ะ ถ้านึกไม่ออกก็ให้ย้อนไปดูข้อ 1. ใหม่(ฮา) ว่าที่เขาต้องมาเล่นเรื่องจริยธรรมของผู้ขียนเพราะอะไร มันไม่ใช่ว่า อ. ทำไม่ได้ อ.อยากด่าก็ด่าเลย แต่ อ.เองนั่นแหละดัดจริต คือจริงๆ แล้วอยากด่า แต่มาทำเป็นว่าวิจารณ์คนอื่นเรื่องเฉพาะเรื่องท่าทีบ้างเรื่องตัวตนบ้าง แต่จริงๆแล้ววิจารณ์เนื้อหาด้วย และพอเถียงเขาไม่ได้ ก็ใส่เรื่องตัวตนเข้าไปด้วย พอเขาสวนกลับไปเรื่องตัวตน เสร็จแล้วมาตั้งคำถามว่าตัวตนทำไม(ฮาอีกรอบ) โอ๊ยพูดกับลูกอึ่งอ่างในท้องอึ่งอ่างที่อยูในกะลาครอบนี่เสียพลังงานมากจริงๆ ให้เปิดกะลาครอบออกให้ดูฟ้าก็ไม่รูว่าเป็นฟ้า เพราะอยู่ในกะลาครอบมานาน โง๊โง่ รับแต่คำชม คำติที่เป็นประโยชน์จะเก็บไปเป็นประโยชน์กับตัวเองก็ไม่รับ เพราะอีโก้สูง นอกจากจะโง่และอีโก้สูงแล้วยังเลวร้ายในทางวิชาการ คือ ทิ่มแทงด่าผู้อื่นกลับไปในลักษณะโง่ๆ เพราะเถียงสู้เขาไม่ได้ ไม่ว่าจะแบบของตัวเองหรือแบบเขาก็ตาม จริงๆ อาจารย์อยากจะด่า อยากสวนกลับมายังไงก็ได้ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ไม่ว่ากัน แต่ขออย่าสวนกลับแบบไม่แยกแยะแล้วกัน เพราะนั่นแสดงความโง่ของ อ. เอง และมันก็จะเข้าตัว อ.เองทุกทีไป ขณะที่ดิฉันสามารถด่า อ. ได้อย่างแยกแยะ(จากคำพูดของ อ. เองได้ตลอด) เพราะพอ อ. เมาหมัด อ.ก็จะตอบมาแบบโง่ๆ เอง

ลาก่อนนะลูกอึ่งอ่างมีหนามในท้องอึ่งอ่างในกะลาครอบ ขอไปนอน แล้วพรุ่งนี้มาว่ากันต่อ เพราะเถียงกับคนโง่ที่ไม่รู้ว่าตัวเองโง่นี่มันต้องมานั่งย้ำแล้วย้ำอีก แถมต้องแยกแยะให้เห็นความโง่ของลูกอึ่งอ่าง เสียพลังงานมากเลย แต่ไม่เป็นไรจะค่อยๆ เจียดพลังมา

จริงๆ อยู่นิ่งๆ ก็ดีแล้ว ยังมาเปิดหน้าโง่ๆ ให้เขาชกอีก โง่ชะมัดญาติเลย ไม่ยอมปล่อยวางซะมั่ง ระวังฉี่เหลืองนะ อันนี้ได้จากพันทิป

(No subject)

[quote=สุรพศ ทวีศักดิ์][quote=มนค์สวรรค์ จินดาแสง][quote=สุรพศ ทวีศักดิ์][quote=มนต์สวรรค์ จินดาแสง]

ถ้าไอ้ทิดยังจำได้...
ผมเคยโต้กับไอ้ทิดไปครั้งหนึ่ง
เรื่อง Free man หรืออะไรทำนองนี้
โต้กันไปโต้กันมา จนไอ้ทิดออกทะเล
ต้องกลับไปเปิดตำรา มาโต้กับผมอุตลุต
ผู้ชมที่เขาฟังอยู่ ยังส่งเสียงเลยว่า เฮ้ย ไอ้ทิด ออกทะเลแล้ว
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมก็ไม่อยากโต้กับไอ้ทิดอีกต่อไป ครับ

สุรพศ-ฮามาก โต้เรื่อง Free man อะไร ที่ไหน เมื่อไรครับ (คนเราจะหาเรื่องด่ากันหน้าด้านๆนี่หาได้ตลอด)

ทานโทดคับ...
เรื่องที่เราโต้กันคือ เรื่อง "คนดีกับคนมีเสรีภาพ" จ่ะ
ตามเวปนี้ จ่ะ
http://prachatai.com/journal/2010/08/30523

มนต์สวรรค์ : เมื่อคลิกลิ้งค์เข้าไป จะเห็นว่ามีการโต้เถียงของสุรพศกับแช่มจริงๆ แต่สุรพศลืมไป(คงเพราะเขียนเยอะจนตัวเองมั่ว ฮิฮิ) เพียงแต่ไม่ได้ออกทะเลตามที่แช่มว่าเท่านั้น(เพราะฉะนั้น อะไรที่เขาบอกว่าฮามากนี่ ไม่ได้หมายความว่าไม่เป็นเช่นนั้นจริงๆ)

(เอ้า เอาให้ชัดไปเลยก็ได้ คลิกไปตามลิงค์ ก็เจออออออออ

"คนดีกับคนมีเสรีภาพ"

Sun, 2010-08-01 23:58

โดย สุรพศ ทวีศักดิ์

การเรียกร้อง “คนดี” โดยชนชั้นนำในสังคมไทยยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี กล่าวว่า "เราอยากเห็นคนดีมีมากขึ้นในสังคม ถ้าสัดส่วนระหว่างคนดีกับคนไม่ดียังไม่ใกล้เคียงกัน บ้านเมืองจะตกอยู่ในภาวะวุ่นวาย เพราะคนไม่ดีมากกว่าคนดี..ที่สำคัญคือจะทำอย่างไรให้สัดส่วนคนดีเพิ่มขึ้น” (http://www.matichon.co.th/news_detail.p ... =01&catid=)

แต่เมื่ออ่านตามเว็บไซต์ต่างๆ จะพบว่ามีความเห็นจำนวนไม่น้อยที่บอกว่าไม่อยากพูดถึง หรือกระทั่งสะอิดสะเอียดกับคำว่า “คนดี” หรือที่จริงจังมากขึ้นก็คือมีการเสนอว่า สังคมควรเรียกร้อง “ระบบที่ดี” มากกว่า “คนดี” หากต้องการเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

โดยที่สังคมไทยเป็นสังคมพุทธ จึงน่าสนใจว่า ความหมายของ “คนดี” ตามที่พุทธศาสนาสอน กับ “คนดี” ในจินตนาการของสังคมไทยคือคนเช่นไร?

ในหนังสือชื่อ An Essay Concerning Buddhist Ethics (ที่เขียนโดยคนไทย คือ ศ.ดร.สมภาร พรมทา) อธิบายว่า “ตามทัศนะของพุทธศาสนา การเป็นคนดีกับการเป็นคนมีเสรีภาพคือสิ่งเดียวกัน” (According to Buddhism, being a good person is same as being a free person.)

[/quote]

เรื่องนี้ผมจำไม่ได้จริงๆครับ บทความ "คนดีกับคนมีเสรีภาพ" ผมเขียนเมื่อปี 2010
อยู่ๆคุณแช่มก็อ้างขึ้นมา แถมใช้คำว่า "free man" ผมเลยงง ที่จริงในบทความผมใช้คำว่า "a free person"
ดังข้างบน ซึ่งเรื่องนี้ผมได้ตอบเขาไปตามคอนเซ็ปต์ในหนังสือ An Essay Concerning Buddhist Ethics ในท้ายบทความนั้นแล้ว แต่เขาไม่ get เอง (เพียงเพราะมันไม่ตรงกับความเข้าใจ หรือตามที่เขาเคยอ่านในหนังสืออื่นๆมา?) เลยสรุปว่าผมตอบเขาไม่ได้

แต่ผมว่ามันไม่เกี่ยวอะไรกับเนื้อหาในความนี้ที่เรากำลังถกกันเลย

ปล.จริงๆ การถกเถียงควรเป็นเรื่องเนื้อหา หรือประเด็นในบทความเท่านั้น
ไม่ใช่มาเล่นเรื่องเจตนา ตัวตน จริยธรรมของผู้เขียน
ขณะที่เรียกร้องว่าผู้เขียนควรมีมารยาท มีจริยธรรม มีวุฒิภาวะอย่างนั้นอย่างนี้
คนคอมเมนท์จะไร้มารยาท ด่า ประณาม เสียดสี หยาบคาย ฯลฯ กับผู้เขียนอย่างไรก็ได้ (อย่างที่บงคนทำกันมาตลอด)
พอถูกผู้เขียนตอบโต้ใน "ท่วงทำนองเดียวกัน" บ้างไม่ได้

ทั้งที่จริงมันก็ "คนเท่าเทียมกัน" นั่แหละครับ ฮามาก็ฮาไป เอี้ยมาก็เอี้ยไป (ผมไม่เอี้ยใส่ใครก่อนแน่นอน) ผมไม่พอใจผมก็แสดงออกไป ไม่จำเป็นต้องเสแสร้งดัดจริตพูดให้ดูดี คุณด่าผมมายังไงผมทนได้ โดนสวนกลับบ้างนิดๆหน่อยๆจะโวยวายไปทำไมไม่ทราบ[/quote]

อ้างอิงความเห็นนี้

1.อ.สุรพศคะ การที่ดิฉันนิ่งเงียบไป ไม่ออกมาพูดในประเด็นที่ 2 (ตามแบบของ อ.) ที่ดิฉันทิ้งท้ายไว้ มิใช่ว่าดิฉันจะพูดไม่ได้นะคะ แต่ดิฉันต้องการปล่อยไว้ เพราะไม่ต้องการราวี อ. ด้วยจิตอาฆาต แม้ดิฉันจะประกาศไว้เช่นนั้นก็ตาม ดิฉันต้องการเหลือที่ให้ อ.ยืน ไม่ใช่รุกไล่ อ. จนมุม และก็มีคนอื่นๆ ที่มิใช่ตัวดิฉันเองสะท้อนให้อาจารย์เห็นแล้ว การที่ อ.มาโต้ตอบคนหมัดต่อหมัดในบทความที่เขียนถี่ๆ อย่างนี้ ทำให้ไม่ใครอยากมาเม้นท์อาจารย์แล้ว เพราะปกติ การมาตั้งกระทู้ในเว็บบอร์ดอย่างนี้และด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น คนเขียนก็ต้องมีท่าทีที่เป็นประชาธิปไตยในการรับฟังมากด้วยสำหรับความเห็นต่าง มิใช่มาแลกหมัดกับเขา ซึ่งบางทีแลกไม่ได้ ก็ หุหุ ตบท้ายเสียหน่อยก็ยังดี ซึ่งการทำอย่างนี้เท่ากับลดทอนคุณค่าของบทความอาจารย์ลง และแสดงให้เห็นความคับแคบของ อ. เอง ซึ่งดิฉันว่าคนที่เข้ามาพูด เขาก็พูดด้วยความปรารถนาดีจริงๆ อาจารย์จะไม่รับฟังเขาเสียหน่อยด้วยการนิ่งเฉย แล้วทิ้งระยะ หาประเด็นคมๆ มาพูด แล้วถกกับเขาเฉพาะประเด็นที่ต้องถก โดยไม่ต้องมาแลกหมัดตบท้ายทุกข้อความ เพื่อแสดงว่า อ. มีดีจริงๆ มีความมั่นใจในตนเองจริงๆ เคารพความเห็นของผุู้อื่นจริงๆ และเก็บเกี่ยวความเห็นของผู้อื่นเพื่อมาเสริมปัญญาของ อ. ให้คมกริบไปเลย เพื่อที่ว่า อ.จะได้สร้างวาทกรรมของพุทธในแง่สาธาณะที่เหนือว่าท่านประยุทธ์ พระไพศาล ท่าน ว. หรือพระอื่นๆ ทั้งหลาย(เพราะ อ. มีพื้นฐานที่ดีอยูแล้วในแง่เคยบวชเรียนและทราบเนื้อหาในพระไตรปิฎก) เหลือแต่การเปิดกว้างทางความคิดเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ ซึ่งมันจะเป็นการทำงานในอีกรูปแบบหนึ่งในลักษณะการเสนอความเห็น มากกว่าการติเล็กติน้อยในนามของการวิพากษ์วิจารณ์ แล้วก็เกิดปัญหาการวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์แล้วก็เข้าตัวอาจารย์เองจนเป็นวัวพันหลักอยู่อย่างนี้จะดีกว่ามั้ย?

2.แต่ดังที่เห็น(ซึ่งดิฉันก็คาดไว้แล้วล่ะ เพราะที่ผ่านมาดั่งที่บอก คือ เมื่ออาอ่านทั้งหมดอีกที ดิฉันคิดว่าดิฉันประเมินอาจารย์สูงเกินไป ตือคิดว่าอาจารย์น่าจะเป็นคนฉลาดกว่านี้ ซึ่งไม่ใช่โดยสิ้นเชิง ไอคิว(พอจะมีอยู่บ้าง) แต่อีคิว อ.ไม่มีเลย คือ อย่างนี้ อ.สรพศ พูดง่ายๆ อาจารย์ไม่รู้ว่าอาจารย์ไม่รู้ค่ะ จริงๆ อาจารย์ไม่ใช่อึ่งอ่างในกะลาครอบ แต่อาจารย์เป็นลูกอึ่งอ่าง(ที่มีหนามแหลมพร้อมจะทำร้ายผู้คน)ในท้องของอึ่งอ่างที่มีหนามแหลมในกะลาครอบ อาจารย์คะ คำพูดนี้ดิฉันไม่ได้พูดด้วยโทสะ ด้วยความสัตย์จริง เพราะถ้ามี ดิฉันจะพูดว่ามี อ.ก็เห็นแล้ว แต่ดิฉันพูด เพราะไม่รู้จะใช้คำพูดเปรียบเทียบอย่างไร (นึกคำไม่ออก)

อ.บอกว่าบทความนั้นเขียนขึ้นในปี 2010 แต่มันเขียนขึ้นท้ายปี คือเดือน 8 ตอนนี้ปี 2011 ท้ายปี ก็ผ่านมาเพียงปีเดียว หรืออย่างมากก็ปีเศษๆ ไม่น่าเชื่อว่านักวิชาการอย่าง อ. ซึ่งปกติต้องมีความรู้ความคิดและความจำอย่าง อ. จะจำไม่ได้ ทั้งๆ ที่ประเด็นในการถกเถียงท้ายบทความนั้นเข้มข้นมาก แต่ดิฉันขี้เกียจมาโพสต์แสดง เดี๋ยวมันจะยาวจนงง

แต่นี่ไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือ มันมีลิงค์อยู่แล้ว อ.ก็คลิกไป แล้วเมื่อเห็น อ.ก็ยอมรับเสียก็จบ แต่ที่ อ. ไม่ยอมรับแต่แรก(อันนี้ดิฉันคาดเดาเอา) เพราะมันจะนำไปสู่ตรรกะเรื่องความบกพร่องมนุษย์ ซึ่งพอดี อ.ไปวิจารณ์เล็กวิจารณ์น้อยคนอื่นไว้ เดี๋ยวมันจะเข้าตัวเองว่า อ.เองก็มีความบกพร่อง อ.ก็เลยไม่ยอมทำและยอมรับ แถไปเรื่องโน้นเรื่องนี้ ไม่จบสิ้น แต่มายอมรับในที่นี้ โดยพ่วงประเด็นอื่น เพราะย่ามใจว่าดิฉันหมดเรื่องที่จะพูด มันไม่หมดหรอกค่ะ อ. อาจารย์ยิ่งดิ้นแบบนี้เท่าไหร่ อ.ก็จะยิ่งเจอ เพราะปัญหาอาจารย์มีอยู่เยอะแยะไปหมด ดิฉันก็ยิ่งอ่านก็ยิ่งเห็น คราวนี้เป็นหลายสิบประเด็นเลย

เอาแค่ตรงนี้ก่อน ที่ว่าไม่ต้องเอาบทความอื่นมาเกี่ยวข้อง อ. พูดไว้ในทำนองว่าให้ไปดูบทความอื่นของ อ.ด้วย ด้วยคำพูดของตนเอง ดิฉันก็ต้องเอาบทความอื่นมาเกี่ยวข้องสิคะ

#414732 » (อ้างอิงจากความเห็นที่ 414717) » ความคิดเห็นของ สุรพศ ทวีศักดิ์ (visitor) (49.228.38.8 49.228.38.8) .. Fri, 2011-10-07 20:53
มนค์สวรรค์ จินดาแสง wrote:

ประเด็นที่ 2. แล้วที่เลือกเป็นกรรมการปฏิรูปประเทศนั้นวิจารณ์ได้ไหมว่าขาดความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะยืนเคียงข้างประชาชนที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นประชาธิปไตย
ไม่ใช่อยู่ในเด็นที่คุณพูดในบทความ อันนี้คุณต้องไปถาม อ.นิธิ และอีก
หลายๆ อาจารย์ด้วย ซึ่ง อ.หลายคนเหล่านั้นต่างก็ยืนอยู่ข้างเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นประชาธิไปไคยด้วยกันทั้งสิ้น

อยู่ในบทสรุปของบทความเลยครับ ประเด็น "ความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะยืนอยู่ข้างประชาชน" เลือกเป็นกรรมการปฏิรูปในสถานการณ์ "เพิ่งสังหารคนเสื้อแดง" นี่ถูกตั้งคำถามมากเลย (ผมเคยตั้งคำถามในบทความก่อนหน้าแล้ว บทความนี้เลยไม่ยกมาอีก ละไว้ในฐานที่เข้าใจ แต่เรื่องความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะ "ยืนอยู่ข้างประชาชน" เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ด้วย)

จะว่าไปเรื่องความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจก็เป็นการพูดแบบเดียวกับหมอประเวศนั่นแหละครับ แต่อย่างที่ว่านั่นไม่ใช่ "แกนกลาง" ของปัญหารัฐประหาร

ในบทความก่อนผมวิจารณ์ด้วยซ้ำว่าท่านเป็นกลางไม่ได้จริงๆหรอก เพราะท่านบอกว่าเป็นกลางหมายถึง "เป็นกลางแบบผู้พิพากษาชี้ถูกชี้ผิดทั้งสองฝ่ายได้อย่างเท่าเทียม" แต่จริงๆท่านชี้ผิด "แกนกลาง" ของปัญหาไม่ได้เท่าเทียมกับที่ชี้ผิดทักษิณหรอก เพราะผิดกฎหมาย ฉะนั้นเป็นกลางแบบผู้พิพากษาจึงเป็นไม่ได้เพราะกฎหมายไม่อนุญาตให้เป็นได้ (ยกเว้นจะยอมทำผิดกฎหมาย)

เมื่อเป็นกลางไม่ได้ในความเป็นจริงก็แค่ยอมรับว่าตรงๆว่าเป็นไม่ได้ แล้วอย่าทำเสมือนว่ายืนอยู่คนละฟากกับประชาชนที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ความเสมอภาค และประชาธิปไตยก็เท่านั้นเองครับ (กรณีเป็นกรรมการปฏิรูปฯ การเรียกร้องสันติวิธีแต่ละเลยที่จะเรียกร้องให้ รบ.รับผิดชอบต่อการฆ่า ที่จริงไม่ต้องพูดถึงการเรียกร้องความรับผิดชอบทางกฎหมายด้วยซ้ำ แม้แต่ในทางศีลธรรมก็ไม่แสดงออกต่อสาธารณะว่าตำหนิ รบ.ที่ทำแบบนั้น แถมยังยืนยันว่า รบ.อภิสิทธิ์ยังมีความชอบธรรมอยู่ด้วยซ้ำ ขณะที่นักวิชาการฆราวาสที่อ้างว่าเป็นกลางยังไม่ออกมาการันตีความชอบธรรมของ รบ.อภิสิทธิ์)

ที่ว่ามาเป็นขยายความเพิ่มเติมประเด็นที่คุณว่าไม่เกี่ยวกับบทความ

อ.คงเข้าใจแล้วนะว่า อ.เองก็ดึงบทความอื่นมาประกอบความเห็นของ อ. ในบทความนี้ (ซึ่งดิฉันอ่านแล้วแล้วก็เข้าใจแล้วว่าคำว่า"แกนกลาง" ของ อ. หมายถึงอะไร) แต่ดิฉันก็ยังมองว่าเป็นการเพ่งโทษ และมองจากจุดเพียงจุดเดียว และอาจารย์ไม่สามารถนำพระไพศาลไปรวมกับกิติวุฒโฒได้อยู่ดี เมื่อมองจากชีวิตทั้งชีวิตของท่าน) เพราะฉะนั้น คนอื่นก็มีสิทธิจะดึงบทความอื่นของ อ. มาชี้ให้เห็นในลักษณะองค์รวมว่า อ.เองมีจุดบกพร่องอย่างไร แถมยังมีอาการโทสะขึ้นหน้า หน้ามืดตามัว จนแยกประเด็นไม่ออกเรื่องคำว่า "ฮา" ของตนเอง กับ "ฮา" ของคนอื่นอย่างไร

เดี๋ยวพรุ่งนี้ ดิฉันจะลองเซิร์จหารายชื่อของหนังสือพระไพศาลที่เกี่ยวกับสังคมในเน็ตมาให้อาจารย์ดูว่าถ้าท่านจะพลาดในช่วงหลังเกี่ยวกับพวกเสื้อแดง ท่านก็ไม่ใช่คนพระเภทเดียวกับกิติวุฒโฒที่อาจารย์รวมเอาไว้เหมือนเป็นพวกเดียวกัน และจะบอกให้ด้วยว่าเป็นเพราะอะไร ซึ่งจริงๆ ดิฉันก็เกริ่นๆ ไว้แล้วแต่ อ.ไม่ฟังเอง

ส่วน ปล.ของ อ.ที่ว่า -จริงๆ การถกเถียงควรเป็นเรื่องเนื้อหา หรือประเด็นในบทความเท่านั้นไม่ใช่มาเล่นเรื่องเจตนา ตัวตน จริยธรรมของผู้เขียน
ขณะที่เรียกร้องว่าผู้เขียนควรมีมารยาท มีจริยธรรม มีวุฒิภาวะอย่างนั้นอย่างนี้คนคอมเมนท์จะไร้มารยาท ด่า ประณาม เสียดสี หยาบคาย ฯลฯ กับผู้เขียนอย่างไรก็ได้ (อย่างที่บงคนทำกันมาตลอด)
พอถูกผู้เขียนตอบโต้ใน "ท่วงทำนองเดียวกัน" บ้างไม่ได้

ทั้งที่จริงมันก็ "คนเท่าเทียมกัน" นั่แหละครับ ฮามาก็ฮาไป เอี้ยมาก็เอี้ยไป (ผมไม่เอี้ยใส่ใครก่อนแน่นอน) ผมไม่พอใจผมก็แสดงออกไป ไม่จำเป็นต้องเสแสร้งดัดจริตพูดให้ดูดี คุณด่าผมมายังไงผมทนได้ โดนสวนกลับบ้างนิดๆหน่อยๆจะโวยวายไปทำไมไม่ทราบ

เดี่ยวพรุ่งนี้ อ.เจอแน่ค่ะ อ.เมาหมัดรวบประเด็นมาอย่างนี้ แล้วยิ่งมาตอบตลบท้ายอย่างนี้ด้วยมันเข้าตัวหมดเลย เพราะถ้าไม่อยากให้เข้าตัวก็ต้องไม่พูดแล้ว นึกออกมั้ยค่ะ ถ้านึกไม่ออกก็ให้ย้อนไปดูข้อ 1. ใหม่(ฮา) ว่าที่เขาต้องมาเล่นเรื่องจริยธรรมของผู้ขียนเพราะอะไร มันไม่ใช่ว่า อ. ทำไม่ได้ อ.อยากด่าก็ด่าเลย แต่อาจารย์เองนั่นแหละไม่ยอมรับความเป็นจริงว่า อ. กำลังด่า รวมทั้งความจริงในอีกหลายเรื่อง เพราะมันยอมรับไม่ได้ เสียตรรกะหมด อ.เองนั่นแหละดัดจริต จริงๆ แล้วอยากด่า แต่มาทำเป็นว่าวิจารณ์คนอื่นเรื่องเฉพาะเรื่องท่าทีบ้างเรื่องตัวตนบ้าง แต่จริงๆแล้ววิจารณ์เนื้อหาด้วย และพอเถียงเขาไม่ได้ ก็ใส่เรื่องตัวตนเข้าไปด้วย พอเขาสวนกลับไปเรื่องตัวตน เสร็จแล้วมาตั้งคำถามว่าตัวตนทำไม?(ฮาอีกรอบ) โอ๊ยพูดกับลูกอึ่งอ่างในท้องอึ่งอ่างที่อยูในกะลาครอบนี่เสียพลังงานมากจริงๆ ให้เปิดกะลาครอบออกให้ดูฟ้าก็ไม่รูว่าเป็นฟ้า เพราะอยู่ในกะลาครอบมานาน โง๊โง่ รับแต่คำชม คำติที่เป็นประโยชน์จะเก็บไปเป็นประโยชน์กับตัวเองก็ไม่รับ เพราะอีโก้สูง นอกจากจะโง่และอีโก้สูงแล้วยังเลวร้ายในทางวิชาการ คือ ทิ่มแทงด่าผู้อื่นกลับไป(ในลักษณะโง่ๆ ที่แยกแยะไม่เป็น) เพราะเถียงสู้เขาไม่ได้ ไม่ว่าจะแบบของตัวเองหรือแบบเขาก็ตาม จริงๆ อาจารย์อยากจะด่า อยากสวนกลับมายังไงก็ได้ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ไม่ว่ากัน แต่ขอให้สวนกลับแบบยอมรับว่านี่คือการสวนกลับ อย่ามาดัดจริตว่าฉันไม่ได้สวนกลับ ฉันไม่ได้โกรธ อะไรเทืือกนั้น และอย่าสวนกลับแบบไม่แยกแยะแล้วกัน เพราะนั่นแสดงความโง่ของ อ. เอง และมันก็จะเข้าตัว อ.เองทุกทีไป ขณะที่ดิฉันสามารถด่า อ. ได้อย่างแยกแยะ(จากคำพูดของ อ. เองได้ตลอด) เพราะ อ. มีรากฐานซึ่งเป็นปัญหาทางความคิดของ อ. อยู่อย่าง คือ อ.โง่ แต่อวดฉลาด ยิ่ง อ.เมาหมัด อ.ก็จะตอบมาแบบโง่ๆ ใหญ่

ลาก่อนนะลูกอึ่งอ่างมีหนามในท้องอึ่งอ่างในกะลาครอบ ขอไปนอน แล้วพรุ่งนี้มาว่ากันต่อ เพราะเถียงกับคนโง่ที่ไม่รู้ว่าตัวเองโง่นี่มันต้องมานั่งย้ำแล้วย้ำอีก แถมต้องแยกแยะให้เห็นความโง่ของลูกอึ่งอ่างเอง เสียพลังงานมากเลย แต่ไม่เป็นไรจะค่อยๆ เจียดพลังมา

จริงๆ อยู่นิ่งๆ ก็ดีแล้ว ยังมาเปิดหน้าโง่ๆ ให้เขาชกอีก โง่ชะมัดญาติเลย ไม่ยอมปล่อยวางซะมั่ง ระวังฉี่เหลืองนะ อันนี้ได้จากพันทิป

(No subject)

[quote=สุรพศ ทวีศักดิ์][quote=มนค์สวรรค์ จินดาแสง][quote=สุรพศ ทวีศักดิ์][quote=มนต์สวรรค์ จินดาแสง]

ถ้าไอ้ทิดยังจำได้...
ผมเคยโต้กับไอ้ทิดไปครั้งหนึ่ง
เรื่อง Free man หรืออะไรทำนองนี้
โต้กันไปโต้กันมา จนไอ้ทิดออกทะเล
ต้องกลับไปเปิดตำรา มาโต้กับผมอุตลุต
ผู้ชมที่เขาฟังอยู่ ยังส่งเสียงเลยว่า เฮ้ย ไอ้ทิด ออกทะเลแล้ว
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมก็ไม่อยากโต้กับไอ้ทิดอีกต่อไป ครับ

สุรพศ-ฮามาก โต้เรื่อง Free man อะไร ที่ไหน เมื่อไรครับ (คนเราจะหาเรื่องด่ากันหน้าด้านๆนี่หาได้ตลอด)

ทานโทดคับ...
เรื่องที่เราโต้กันคือ เรื่อง "คนดีกับคนมีเสรีภาพ" จ่ะ
ตามเวปนี้ จ่ะ
http://prachatai.com/journal/2010/08/30523

มนต์สวรรค์ : เมื่อคลิกลิ้งค์เข้าไป จะเห็นว่ามีการโต้เถียงของสุรพศกับแช่มจริงๆ แต่สุรพศลืมไป(คงเพราะเขียนเยอะจนตัวเองมั่ว ฮิฮิ) เพียงแต่ไม่ได้ออกทะเลตามที่แช่มว่าเท่านั้น(เพราะฉะนั้น อะไรที่เขาบอกว่าฮามากนี่ ไม่ได้หมายความว่าไม่เป็นเช่นนั้นจริงๆ)

(เอ้า เอาให้ชัดไปเลยก็ได้ คลิกไปตามลิงค์ ก็เจออออออออ

"คนดีกับคนมีเสรีภาพ"

Sun, 2010-08-01 23:58

โดย สุรพศ ทวีศักดิ์

การเรียกร้อง “คนดี” โดยชนชั้นนำในสังคมไทยยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี กล่าวว่า "เราอยากเห็นคนดีมีมากขึ้นในสังคม ถ้าสัดส่วนระหว่างคนดีกับคนไม่ดียังไม่ใกล้เคียงกัน บ้านเมืองจะตกอยู่ในภาวะวุ่นวาย เพราะคนไม่ดีมากกว่าคนดี..ที่สำคัญคือจะทำอย่างไรให้สัดส่วนคนดีเพิ่มขึ้น” (http://www.matichon.co.th/news_detail.p ... =01&catid=)

แต่เมื่ออ่านตามเว็บไซต์ต่างๆ จะพบว่ามีความเห็นจำนวนไม่น้อยที่บอกว่าไม่อยากพูดถึง หรือกระทั่งสะอิดสะเอียดกับคำว่า “คนดี” หรือที่จริงจังมากขึ้นก็คือมีการเสนอว่า สังคมควรเรียกร้อง “ระบบที่ดี” มากกว่า “คนดี” หากต้องการเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

โดยที่สังคมไทยเป็นสังคมพุทธ จึงน่าสนใจว่า ความหมายของ “คนดี” ตามที่พุทธศาสนาสอน กับ “คนดี” ในจินตนาการของสังคมไทยคือคนเช่นไร?

ในหนังสือชื่อ An Essay Concerning Buddhist Ethics (ที่เขียนโดยคนไทย คือ ศ.ดร.สมภาร พรมทา) อธิบายว่า “ตามทัศนะของพุทธศาสนา การเป็นคนดีกับการเป็นคนมีเสรีภาพคือสิ่งเดียวกัน” (According to Buddhism, being a good person is same as being a free person.)

[/quote]

เรื่องนี้ผมจำไม่ได้จริงๆครับ บทความ "คนดีกับคนมีเสรีภาพ" ผมเขียนเมื่อปี 2010
อยู่ๆคุณแช่มก็อ้างขึ้นมา แถมใช้คำว่า "free man" ผมเลยงง ที่จริงในบทความผมใช้คำว่า "a free person"
ดังข้างบน ซึ่งเรื่องนี้ผมได้ตอบเขาไปตามคอนเซ็ปต์ในหนังสือ An Essay Concerning Buddhist Ethics ในท้ายบทความนั้นแล้ว แต่เขาไม่ get เอง (เพียงเพราะมันไม่ตรงกับความเข้าใจ หรือตามที่เขาเคยอ่านในหนังสืออื่นๆมา?) เลยสรุปว่าผมตอบเขาไม่ได้

แต่ผมว่ามันไม่เกี่ยวอะไรกับเนื้อหาในความนี้ที่เรากำลังถกกันเลย

ปล.จริงๆ การถกเถียงควรเป็นเรื่องเนื้อหา หรือประเด็นในบทความเท่านั้น
ไม่ใช่มาเล่นเรื่องเจตนา ตัวตน จริยธรรมของผู้เขียน
ขณะที่เรียกร้องว่าผู้เขียนควรมีมารยาท มีจริยธรรม มีวุฒิภาวะอย่างนั้นอย่างนี้
คนคอมเมนท์จะไร้มารยาท ด่า ประณาม เสียดสี หยาบคาย ฯลฯ กับผู้เขียนอย่างไรก็ได้ (อย่างที่บงคนทำกันมาตลอด)
พอถูกผู้เขียนตอบโต้ใน "ท่วงทำนองเดียวกัน" บ้างไม่ได้

ทั้งที่จริงมันก็ "คนเท่าเทียมกัน" นั่แหละครับ ฮามาก็ฮาไป เอี้ยมาก็เอี้ยไป (ผมไม่เอี้ยใส่ใครก่อนแน่นอน) ผมไม่พอใจผมก็แสดงออกไป ไม่จำเป็นต้องเสแสร้งดัดจริตพูดให้ดูดี คุณด่าผมมายังไงผมทนได้ โดนสวนกลับบ้างนิดๆหน่อยๆจะโวยวายไปทำไมไม่ทราบ[/quote]

อ้างอิงความเห็นนี้

1.อ.สุรพศคะ การที่ดิฉันนิ่งเงียบไป ไม่ออกมาพูดในประเด็นที่ 2 (ตามแบบของ อ.) ที่ดิฉันทิ้งท้ายไว้ มิใช่ว่าดิฉันจะพูดไม่ได้นะคะ แต่ดิฉันต้องการปล่อยไว้ เพราะไม่ต้องการราวี อ. ด้วยจิตอาฆาต แม้ดิฉันจะประกาศไว้เช่นนั้นก็ตาม ดิฉันต้องการเหลือที่ให้ อ.ยืน ไม่ใช่รุกไล่ อ. จนมุม และก็มีคนอื่นๆ ที่มิใช่ตัวดิฉันเองสะท้อนให้อาจารย์เห็นแล้ว การที่ อ.มาโต้ตอบคนหมัดต่อหมัดในบทความที่เขียนถี่ๆ อย่างนี้ ทำให้ไม่ใครอยากมาเม้นท์อาจารย์แล้ว เพราะปกติ การมาตั้งกระทู้ในเว็บบอร์ดอย่างนี้และด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น คนเขียนก็ต้องมีท่าทีที่เป็นประชาธิปไตยในการรับฟังมากด้วยสำหรับความเห็นต่าง มิใช่มาแลกหมัดกับเขา ซึ่งบางทีแลกไม่ได้ ก็ หุหุ ตบท้ายเสียหน่อยก็ยังดี ซึ่งการทำอย่างนี้เท่ากับลดทอนคุณค่าของบทความอาจารย์ลง และแสดงให้เห็นความคับแคบของ อ. เอง ซึ่งดิฉันว่าคนที่เข้ามาพูด เขาก็พูดด้วยความปรารถนาดีจริงๆ อาจารย์จะไม่รับฟังเขาเสียหน่อยด้วยการนิ่งเฉย แล้วทิ้งระยะ หาประเด็นคมๆ มาพูด แล้วถกกับเขาเฉพาะประเด็นที่ต้องถก โดยไม่ต้องมาแลกหมัดตบท้ายทุกข้อความ เพื่อแสดงว่า อ. มีดีจริงๆ มีความมั่นใจในตนเองจริงๆ เคารพความเห็นของผุู้อื่นจริงๆ และเก็บเกี่ยวความเห็นของผู้อื่นเพื่อมาเสริมปัญญาของ อ. ให้คมกริบไปเลย เพื่อที่ว่า อ.จะได้สร้างวาทกรรมของพุทธในแง่สาธาณะที่เหนือว่าท่านประยุทธ์ พระไพศาล ท่าน ว. หรือพระอื่นๆ ทั้งหลาย(เพราะ อ. มีพื้นฐานที่ดีอยูแล้วในแง่เคยบวชเรียนและทราบเนื้อหาในพระไตรปิฎก) เหลือแต่การเปิดกว้างทางความคิดเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ ซึ่งมันจะเป็นการทำงานในอีกรูปแบบหนึ่งในลักษณะการเสนอความเห็น มากกว่าการติเล็กติน้อยในนามของการวิพากษ์วิจารณ์ แล้วก็เกิดปัญหาการวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์แล้วก็เข้าตัวอาจารย์เองจนเป็นวัวพันหลักอยู่อย่างนี้จะดีกว่ามั้ย?

2.แต่ดังที่เห็น(ซึ่งดิฉันก็คาดไว้แล้วล่ะ เพราะที่ผ่านมาดั่งที่บอก คือ เมื่ออาอ่านทั้งหมดอีกที ดิฉันคิดว่าดิฉันประเมินอาจารย์สูงเกินไป ตือคิดว่าอาจารย์น่าจะเป็นคนฉลาดกว่านี้ ซึ่งไม่ใช่โดยสิ้นเชิง ไอคิว(พอจะมีอยู่บ้าง) แต่อีคิว อ.ไม่มีเลย คือ อย่างนี้ อ.สรพศ พูดง่ายๆ อาจารย์ไม่รู้ว่าอาจารย์ไม่รู้ค่ะ จริงๆ อาจารย์ไม่ใช่อึ่งอ่างในกะลาครอบ แต่อาจารย์เป็นลูกอึ่งอ่าง(ที่มีหนามแหลมพร้อมจะทำร้ายผู้คน)ในท้องของอึ่งอ่างที่มีหนามแหลมในกะลาครอบ อาจารย์คะ คำพูดนี้ดิฉันไม่ได้พูดด้วยโทสะ ด้วยความสัตย์จริง เพราะถ้ามี ดิฉันจะพูดว่ามี อ.ก็เห็นแล้ว แต่ดิฉันพูด เพราะไม่รู้จะใช้คำพูดเปรียบเทียบอย่างไร (นึกคำไม่ออก)

อ.บอกว่าบทความนั้นเขียนขึ้นในปี 2010 แต่มันเขียนขึ้นท้ายปี คือเดือน 8 ตอนนี้ปี 2011 ท้ายปี ก็ผ่านมาเพียงปีเดียว หรืออย่างมากก็ปีเศษๆ ไม่น่าเชื่อว่านักวิชาการอย่าง อ. ซึ่งปกติต้องมีความรู้ความคิดและความจำอย่าง อ. จะจำไม่ได้ ทั้งๆ ที่ประเด็นในการถกเถียงท้ายบทความนั้นเข้มข้นมาก แต่ดิฉันขี้เกียจมาโพสต์แสดง เดี๋ยวมันจะยาวจนงง

แต่นี่ไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือ มันมีลิงค์อยู่แล้ว อ.ก็คลิกไป แล้วเมื่อเห็น อ.ก็ยอมรับเสียก็จบ แต่ที่ อ. ไม่ยอมรับแต่แรก(อันนี้ดิฉันคาดเดาเอา) เพราะมันจะนำไปสู่ตรรกะเรื่องความบกพร่องมนุษย์ ซึ่งพอดี อ.ไปวิจารณ์เล็กวิจารณ์น้อยคนอื่นไว้ เดี๋ยวมันจะเข้าตัวเองว่า อ.เองก็มีความบกพร่อง อ.ก็เลยไม่ยอมทำและยอมรับ แถไปเรื่องโน้นเรื่องนี้ ไม่จบสิ้น แต่มายอมรับในที่นี้ โดยพ่วงประเด็นอื่น เพราะย่ามใจว่าดิฉันหมดเรื่องที่จะพูด มันไม่หมดหรอกค่ะ อ. อาจารย์ยิ่งดิ้นแบบนี้เท่าไหร่ อ.ก็จะยิ่งเจอ เพราะปัญหาอาจารย์มีอยู่เยอะแยะไปหมด ดิฉันก็ยิ่งอ่านก็ยิ่งเห็น คราวนี้เป็นหลายสิบประเด็นเลย

เอาแค่ตรงนี้ก่อน ที่ว่าไม่ต้องเอาบทความอื่นมาเกี่ยวข้อง อ. พูดไว้ในทำนองว่าให้ไปดูบทความอื่นของ อ.ด้วย ด้วยคำพูดของตนเอง ดิฉันก็ต้องเอาบทความอื่นมาเกี่ยวข้องสิคะ

#414732 » (อ้างอิงจากความเห็นที่ 414717) » ความคิดเห็นของ สุรพศ ทวีศักดิ์ (visitor) (49.228.38.8 49.228.38.8) .. Fri, 2011-10-07 20:53
มนค์สวรรค์ จินดาแสง wrote:

ประเด็นที่ 2. แล้วที่เลือกเป็นกรรมการปฏิรูปประเทศนั้นวิจารณ์ได้ไหมว่าขาดความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะยืนเคียงข้างประชาชนที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นประชาธิปไตย
ไม่ใช่อยู่ในเด็นที่คุณพูดในบทความ อันนี้คุณต้องไปถาม อ.นิธิ และอีก
หลายๆ อาจารย์ด้วย ซึ่ง อ.หลายคนเหล่านั้นต่างก็ยืนอยู่ข้างเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นประชาธิไปไคยด้วยกันทั้งสิ้น

อยู่ในบทสรุปของบทความเลยครับ ประเด็น "ความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะยืนอยู่ข้างประชาชน" เลือกเป็นกรรมการปฏิรูปในสถานการณ์ "เพิ่งสังหารคนเสื้อแดง" นี่ถูกตั้งคำถามมากเลย (ผมเคยตั้งคำถามในบทความก่อนหน้าแล้ว บทความนี้เลยไม่ยกมาอีก ละไว้ในฐานที่เข้าใจ แต่เรื่องความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะ "ยืนอยู่ข้างประชาชน" เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ด้วย)

จะว่าไปเรื่องความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจก็เป็นการพูดแบบเดียวกับหมอประเวศนั่นแหละครับ แต่อย่างที่ว่านั่นไม่ใช่ "แกนกลาง" ของปัญหารัฐประหาร

ในบทความก่อนผมวิจารณ์ด้วยซ้ำว่าท่านเป็นกลางไม่ได้จริงๆหรอก เพราะท่านบอกว่าเป็นกลางหมายถึง "เป็นกลางแบบผู้พิพากษาชี้ถูกชี้ผิดทั้งสองฝ่ายได้อย่างเท่าเทียม" แต่จริงๆท่านชี้ผิด "แกนกลาง" ของปัญหาไม่ได้เท่าเทียมกับที่ชี้ผิดทักษิณหรอก เพราะผิดกฎหมาย ฉะนั้นเป็นกลางแบบผู้พิพากษาจึงเป็นไม่ได้เพราะกฎหมายไม่อนุญาตให้เป็นได้ (ยกเว้นจะยอมทำผิดกฎหมาย)

เมื่อเป็นกลางไม่ได้ในความเป็นจริงก็แค่ยอมรับว่าตรงๆว่าเป็นไม่ได้ แล้วอย่าทำเสมือนว่ายืนอยู่คนละฟากกับประชาชนที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ความเสมอภาค และประชาธิปไตยก็เท่านั้นเองครับ (กรณีเป็นกรรมการปฏิรูปฯ การเรียกร้องสันติวิธีแต่ละเลยที่จะเรียกร้องให้ รบ.รับผิดชอบต่อการฆ่า ที่จริงไม่ต้องพูดถึงการเรียกร้องความรับผิดชอบทางกฎหมายด้วยซ้ำ แม้แต่ในทางศีลธรรมก็ไม่แสดงออกต่อสาธารณะว่าตำหนิ รบ.ที่ทำแบบนั้น แถมยังยืนยันว่า รบ.อภิสิทธิ์ยังมีความชอบธรรมอยู่ด้วยซ้ำ ขณะที่นักวิชาการฆราวาสที่อ้างว่าเป็นกลางยังไม่ออกมาการันตีความชอบธรรมของ รบ.อภิสิทธิ์)

ที่ว่ามาเป็นขยายความเพิ่มเติมประเด็นที่คุณว่าไม่เกี่ยวกับบทความ

อ.คงเข้าใจแล้วนะว่า อ.เองก็ดึงบทความอื่นมาประกอบความเห็นของ อ. ในบทความนี้ (ซึ่งดิฉันอ่านแล้วแล้วก็เข้าใจแล้วว่าคำว่า"แกนกลาง" ของ อ. หมายถึงอะไร) แต่ดิฉันก็ยังมองว่าเป็นการเพ่งโทษ และมองจากจุดเพียงจุดเดียว และอาจารย์ไม่สามารถนำพระไพศาลไปรวมกับกิติวุฒโฒได้อยู่ดี เมื่อมองจากชีวิตทั้งชีวิตของท่าน) เพราะฉะนั้น คนอื่นก็มีสิทธิจะดึงบทความอื่นของ อ. มาชี้ให้เห็นในลักษณะองค์รวมว่า อ.เองมีจุดบกพร่องอย่างไร แถมยังมีอาการโทสะขึ้นหน้า หน้ามืดตามัว จนแยกประเด็นไม่ออกเรื่องคำว่า "ฮา" ของตนเอง กับ "ฮา" ของคนอื่นอย่างไร

เดี๋ยวพรุ่งนี้ ดิฉันจะลองเซิร์จหารายชื่อของหนังสือพระไพศาลที่เกี่ยวกับสังคมในเน็ตมาให้อาจารย์ดูว่าถ้าท่านจะพลาดในช่วงหลังเกี่ยวกับพวกเสื้อแดง ท่านก็ไม่ใช่คนพระเภทเดียวกับกิติวุฒโฒที่อาจารย์รวมเอาไว้เหมือนเป็นพวกเดียวกัน และจะบอกให้ด้วยว่าเป็นเพราะอะไร ซึ่งจริงๆ ดิฉันก็เกริ่นๆ ไว้แล้วแต่ อ.ไม่ฟังเอง

ส่วน ปล.ของ อ.ที่ว่า -จริงๆ การถกเถียงควรเป็นเรื่องเนื้อหา หรือประเด็นในบทความเท่านั้นไม่ใช่มาเล่นเรื่องเจตนา ตัวตน จริยธรรมของผู้เขียน
ขณะที่เรียกร้องว่าผู้เขียนควรมีมารยาท มีจริยธรรม มีวุฒิภาวะอย่างนั้นอย่างนี้คนคอมเมนท์จะไร้มารยาท ด่า ประณาม เสียดสี หยาบคาย ฯลฯ กับผู้เขียนอย่างไรก็ได้ (อย่างที่บงคนทำกันมาตลอด)
พอถูกผู้เขียนตอบโต้ใน "ท่วงทำนองเดียวกัน" บ้างไม่ได้

ทั้งที่จริงมันก็ "คนเท่าเทียมกัน" นั่แหละครับ ฮามาก็ฮาไป เอี้ยมาก็เอี้ยไป (ผมไม่เอี้ยใส่ใครก่อนแน่นอน) ผมไม่พอใจผมก็แสดงออกไป ไม่จำเป็นต้องเสแสร้งดัดจริตพูดให้ดูดี คุณด่าผมมายังไงผมทนได้ โดนสวนกลับบ้างนิดๆหน่อยๆจะโวยวายไปทำไมไม่ทราบ

เดี่ยวพรุ่งนี้ อ.เจอแน่ค่ะ อ.เมาหมัดรวบประเด็นมาอย่างนี้ แล้วยิ่งมาตอบตลบท้ายอย่างนี้ด้วยมันเข้าตัวหมดเลย เพราะถ้าไม่อยากให้เข้าตัวก็ต้องไม่พูดแล้ว นึกออกมั้ยค่ะ ถ้านึกไม่ออกก็ให้ย้อนไปดูข้อ 1. ใหม่(ฮา) ว่าที่เขาต้องมาเล่นเรื่องจริยธรรมของผู้ขียนเพราะอะไร มันไม่ใช่ว่า อ. ทำไม่ได้ อ.อยากด่าก็ด่าเลย แต่อาจารย์เองนั่นแหละไม่ยอมรับความเป็นจริงว่า อ. กำลังด่า รวมทั้งความจริงในอีกหลายเรื่อง เพราะมันยอมรับไม่ได้ เสียตรรกะหมด อ.เองนั่นแหละดัดจริต จริงๆ แล้วอยากด่า แต่มาทำเป็นว่าวิจารณ์คนอื่นเรื่องเฉพาะเรื่องท่าทีบ้างเรื่องตัวตนบ้าง แต่จริงๆแล้ววิจารณ์เนื้อหาด้วย และพอเถียงเขาไม่ได้ ก็ใส่เรื่องตัวตนเข้าไปด้วย พอเขาสวนกลับไปเรื่องตัวตน เสร็จแล้วมาตั้งคำถามว่าตัวตนทำไม?(ฮาอีกรอบ) โอ๊ยพูดกับลูกอึ่งอ่างในท้องอึ่งอ่างที่อยูในกะลาครอบนี่เสียพลังงานมากจริงๆ ให้เปิดกะลาครอบออกให้ดูฟ้าก็ไม่รูว่าเป็นฟ้า เพราะอยู่ในกะลาครอบมานาน โง๊โง่ รับแต่คำชม คำติที่เป็นประโยชน์จะเก็บไปเป็นประโยชน์กับตัวเองก็ไม่รับ เพราะอีโก้สูง นอกจากจะโง่และอีโก้สูงแล้วยังเลวร้ายในทางวิชาการ คือ ทิ่มแทงด่าผู้อื่นกลับไป(ในลักษณะโง่ๆ ที่แยกแยะไม่เป็น) เพราะเถียงสู้เขาไม่ได้ ไม่ว่าจะแบบของตัวเองหรือแบบเขาก็ตาม จริงๆ อาจารย์อยากจะด่า อยากสวนกลับมายังไงก็ได้ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ไม่ว่ากัน แต่ขอให้สวนกลับแบบยอมรับว่านี่คือการสวนกลับ อย่ามาดัดจริตว่าฉันไม่ได้สวนกลับ ฉันไม่ได้โกรธ อะไรเทืือกนั้น และอย่าสวนกลับแบบไม่แยกแยะแล้วกัน เพราะนั่นแสดงความโง่ของ อ. เอง และมันก็จะเข้าตัว อ.เองทุกทีไป ขณะที่ดิฉันสามารถด่า อ. ได้อย่างแยกแยะ(จากคำพูดของ อ. เองได้ตลอด) เพราะ อ. มีรากฐานซึ่งเป็นปัญหาทางความคิดของ อ. อยู่อย่าง คือ อ.โง่ แต่อวดฉลาด ยิ่ง อ.เมาหมัด อ.ก็จะตอบมาแบบโง่ๆ ใหญ่

ลาก่อนนะลูกอึ่งอ่างมีหนามในท้องอึ่งอ่างในกะลาครอบ ขอไปนอน แล้วพรุ่งนี้มาว่ากันต่อ เพราะเถียงกับคนโง่ที่ไม่รู้ว่าตัวเองโง่นี่มันต้องมานั่งย้ำแล้วย้ำอีก แถมต้องแยกแยะให้เห็นความโง่ของลูกอึ่งอ่างเอง เสียพลังงานมากเลย แต่ไม่เป็นไรจะค่อยๆ เจียดพลังมา

จริงๆ อยู่นิ่งๆ ก็ดีแล้ว ยังมาเปิดหน้าโง่ๆ ให้เขาชกอีก โง่ชะมัดญาติเลย ไม่ยอมปล่อยวางซะมั่ง ระวังฉี่เหลืองนะ อันนี้ได้จากพันทิป

สุรพศ

[quote=สุรพศ ทวีศักดิ์][quote=มนค์สวรรค์ จินดาแสง][quote=สุรพศ ทวีศักดิ์][quote=มนต์สวรรค์ จินดาแสง]

ถ้าไอ้ทิดยังจำได้...
ผมเคยโต้กับไอ้ทิดไปครั้งหนึ่ง
เรื่อง Free man หรืออะไรทำนองนี้
โต้กันไปโต้กันมา จนไอ้ทิดออกทะเล
ต้องกลับไปเปิดตำรา มาโต้กับผมอุตลุต
ผู้ชมที่เขาฟังอยู่ ยังส่งเสียงเลยว่า เฮ้ย ไอ้ทิด ออกทะเลแล้ว
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมก็ไม่อยากโต้กับไอ้ทิดอีกต่อไป ครับ

สุรพศ-ฮามาก โต้เรื่อง Free man อะไร ที่ไหน เมื่อไรครับ (คนเราจะหาเรื่องด่ากันหน้าด้านๆนี่หาได้ตลอด)

ทานโทดคับ...
เรื่องที่เราโต้กันคือ เรื่อง "คนดีกับคนมีเสรีภาพ" จ่ะ
ตามเวปนี้ จ่ะ
http://prachatai.com/journal/2010/08/30523

มนต์สวรรค์ : เมื่อคลิกลิ้งค์เข้าไป จะเห็นว่ามีการโต้เถียงของสุรพศกับแช่มจริงๆ แต่สุรพศลืมไป(คงเพราะเขียนเยอะจนตัวเองมั่ว ฮิฮิ) เพียงแต่ไม่ได้ออกทะเลตามที่แช่มว่าเท่านั้น(เพราะฉะนั้น อะไรที่เขาบอกว่าฮามากนี่ ไม่ได้หมายความว่าไม่เป็นเช่นนั้นจริงๆ)

(เอ้า เอาให้ชัดไปเลยก็ได้ คลิกไปตามลิงค์ ก็เจออออออออ

"คนดีกับคนมีเสรีภาพ"

Sun, 2010-08-01 23:58

โดย สุรพศ ทวีศักดิ์

การเรียกร้อง “คนดี” โดยชนชั้นนำในสังคมไทยยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี กล่าวว่า "เราอยากเห็นคนดีมีมากขึ้นในสังคม ถ้าสัดส่วนระหว่างคนดีกับคนไม่ดียังไม่ใกล้เคียงกัน บ้านเมืองจะตกอยู่ในภาวะวุ่นวาย เพราะคนไม่ดีมากกว่าคนดี..ที่สำคัญคือจะทำอย่างไรให้สัดส่วนคนดีเพิ่มขึ้น” (http://www.matichon.co.th/news_detail.p ... =01&catid=)

แต่เมื่ออ่านตามเว็บไซต์ต่างๆ จะพบว่ามีความเห็นจำนวนไม่น้อยที่บอกว่าไม่อยากพูดถึง หรือกระทั่งสะอิดสะเอียดกับคำว่า “คนดี” หรือที่จริงจังมากขึ้นก็คือมีการเสนอว่า สังคมควรเรียกร้อง “ระบบที่ดี” มากกว่า “คนดี” หากต้องการเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

โดยที่สังคมไทยเป็นสังคมพุทธ จึงน่าสนใจว่า ความหมายของ “คนดี” ตามที่พุทธศาสนาสอน กับ “คนดี” ในจินตนาการของสังคมไทยคือคนเช่นไร?

ในหนังสือชื่อ An Essay Concerning Buddhist Ethics (ที่เขียนโดยคนไทย คือ ศ.ดร.สมภาร พรมทา) อธิบายว่า “ตามทัศนะของพุทธศาสนา การเป็นคนดีกับการเป็นคนมีเสรีภาพคือสิ่งเดียวกัน” (According to Buddhism, being a good person is same as being a free person.)

[/quote]

เรื่องนี้ผมจำไม่ได้จริงๆครับ บทความ "คนดีกับคนมีเสรีภาพ" ผมเขียนเมื่อปี 2010
อยู่ๆคุณแช่มก็อ้างขึ้นมา แถมใช้คำว่า "free man" ผมเลยงง ที่จริงในบทความผมใช้คำว่า "a free person"
ดังข้างบน ซึ่งเรื่องนี้ผมได้ตอบเขาไปตามคอนเซ็ปต์ในหนังสือ An Essay Concerning Buddhist Ethics ในท้ายบทความนั้นแล้ว แต่เขาไม่ get เอง (เพียงเพราะมันไม่ตรงกับความเข้าใจ หรือตามที่เขาเคยอ่านในหนังสืออื่นๆมา?) เลยสรุปว่าผมตอบเขาไม่ได้

แต่ผมว่ามันไม่เกี่ยวอะไรกับเนื้อหาในความนี้ที่เรากำลังถกกันเลย

ปล.จริงๆ การถกเถียงควรเป็นเรื่องเนื้อหา หรือประเด็นในบทความเท่านั้น
ไม่ใช่มาเล่นเรื่องเจตนา ตัวตน จริยธรรมของผู้เขียน
ขณะที่เรียกร้องว่าผู้เขียนควรมีมารยาท มีจริยธรรม มีวุฒิภาวะอย่างนั้นอย่างนี้
คนคอมเมนท์จะไร้มารยาท ด่า ประณาม เสียดสี หยาบคาย ฯลฯ กับผู้เขียนอย่างไรก็ได้ (อย่างที่บงคนทำกันมาตลอด)
พอถูกผู้เขียนตอบโต้ใน "ท่วงทำนองเดียวกัน" บ้างไม่ได้

ทั้งที่จริงมันก็ "คนเท่าเทียมกัน" นั่แหละครับ ฮามาก็ฮาไป เอี้ยมาก็เอี้ยไป (ผมไม่เอี้ยใส่ใครก่อนแน่นอน) ผมไม่พอใจผมก็แสดงออกไป ไม่จำเป็นต้องเสแสร้งดัดจริตพูดให้ดูดี คุณด่าผมมายังไงผมทนได้ โดนสวนกลับบ้างนิดๆหน่อยๆจะโวยวายไปทำไมไม่ทราบ[/quote]

มันโพสต์ไม่ได้ เดี๋ยวมาต่อเอาแล้วกัน

อ๋อ มันคงยาวไป 1.อ.สุรพศคะ

อ๋อ มันคงยาวไป

1.อ.สุรพศคะ การที่ดิฉันนิ่งเงียบไป ไม่ออกมาพูดในประเด็นที่ 2 (ตามแบบของ อ.) ที่ดิฉันทิ้งท้ายไว้ มิใช่ว่าดิฉันจะพูดไม่ได้นะคะ แต่ดิฉันต้องการปล่อยไว้ เพราะไม่ต้องการราวี อ. ด้วยจิตอาฆาต แม้ดิฉันจะประกาศไว้เช่นนั้นก็ตาม ดิฉันต้องการเหลือที่ให้ อ.ยืน ไม่ใช่รุกไล่ อ. จนมุม และก็มีคนอื่นๆ ที่มิใช่ตัวดิฉันเองสะท้อนให้อาจารย์เห็นแล้ว การที่ อ.มาโต้ตอบคนหมัดต่อหมัดในบทความที่เขียนถี่ๆ อย่างนี้ ทำให้ไม่ใครอยากมาเม้นท์อาจารย์แล้ว เพราะปกติ การมาตั้งกระทู้ในเว็บบอร์ดอย่างนี้และด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น คนเขียนก็ต้องมีท่าทีที่เป็นประชาธิปไตยในการรับฟังมากด้วยสำหรับความเห็นต่าง มิใช่มาแลกหมัดกับเขา ซึ่งบางทีแลกไม่ได้ ก็ หุหุ ตบท้ายเสียหน่อยก็ยังดี ซึ่งการทำอย่างนี้เท่ากับลดทอนคุณค่าของบทความอาจารย์ลง และแสดงให้เห็นความคับแคบของ อ. เอง ซึ่งดิฉันว่าคนที่เข้ามาพูด เขาก็พูดด้วยความปรารถนาดีจริงๆ อาจารย์จะไม่รับฟังเขาเสียหน่อยด้วยการนิ่งเฉย แล้วทิ้งระยะ หาประเด็นคมๆ มาพูด แล้วถกกับเขาเฉพาะประเด็นที่ต้องถก โดยไม่ต้องมาแลกหมัดตบท้ายทุกข้อความ เพื่อแสดงว่า อ. มีดีจริงๆ มีความมั่นใจในตนเองจริงๆ เคารพความเห็นของผุู้อื่นจริงๆ และเก็บเกี่ยวความเห็นของผู้อื่นเพื่อมาเสริมปัญญาของ อ. ให้คมกริบไปเลย เพื่อที่ว่า อ.จะได้สร้างวาทกรรมของพุทธในแง่สาธาณะที่เหนือว่าท่านประยุทธ์ พระไพศาล ท่าน ว. หรือพระอื่นๆ ทั้งหลาย(เพราะ อ. มีพื้นฐานที่ดีอยูแล้วในแง่เคยบวชเรียนและทราบเนื้อหาในพระไตรปิฎก) เหลือแต่การเปิดกว้างทางความคิดเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ ซึ่งมันจะเป็นการทำงานในอีกรูปแบบหนึ่งในลักษณะการเสนอความเห็น มากกว่าการติเล็กติน้อยในนามของการวิพากษ์วิจารณ์ แล้วก็เกิดปัญหาการวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์แล้วก็เข้าตัวอาจารย์เองจนเป็นวัวพันหลักอยู่อย่างนี้จะดีกว่ามั้ย?

2.แต่ดังที่เห็น(ซึ่งดิฉันก็คาดไว้แล้วล่ะ เพราะที่ผ่านมาดั่งที่บอก คือ เมื่ออ่านทั้งหมดอีกที ดิฉันคิดว่าดิฉันประเมินอาจารย์สูงเกินไป ตือคิดว่าอาจารย์น่าจะเป็นคนฉลาดกว่านี้ ซึ่งไม่ใช่โดยสิ้นเชิง ไอคิว(พอจะมีอยู่บ้าง) แต่อีคิว อ.ไม่มีเลย คือ อย่างนี้ อ.สรพศ พูดง่ายๆ อาจารย์ไม่รู้ว่าอาจารย์ไม่รู้ค่ะ จริงๆ อาจารย์ไม่ใช่อึ่งอ่างในกะลาครอบ แต่อาจารย์เป็นลูกอึ่งอ่าง(ที่มีหนามแหลมพร้อมจะทำร้ายผู้คน)ในท้องของอึ่งอ่างที่มีหนามแหลมในกะลาครอบ อาจารย์คะ คำพูดนี้ดิฉันไม่ได้พูดด้วยโทสะ ด้วยความสัตย์จริง เพราะถ้ามี ดิฉันจะพูดว่ามี อ.ก็เห็นแล้ว แต่ดิฉันพูด เพราะไม่รู้จะใช้คำพูดเปรียบเทียบอย่างไร (นึกคำไม่ออก)

อ.บอกว่าบทความนั้นเขียนขึ้นในปี 2010 แต่มันเขียนขึ้นท้ายปี คือเดือน 8 ตอนนี้ปี 2011 ท้ายปี ก็ผ่านมาเพียงปีเดียว หรืออย่างมากก็ปีเศษๆ ไม่น่าเชื่อว่านักวิชาการอย่าง อ. ซึ่งปกติต้องมีความรู้ความคิดและความจำแม่น อย่าง อ. จะจำไม่ได้ ทั้งๆ ที่ประเด็นในการถกเถียงท้ายบทความนั้นเข้มข้นมาก แต่ดิฉันขี้เกียจมาโพสต์แสดง เดี๋ยวมันจะยาวจนงง

แต่นี่ไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือ มันมีลิงค์อยู่แล้ว อ.ก็คลิกไป แล้วเมื่อเห็น อ.ก็ยอมรับเสียก็จบ แต่ที่ อ. ไม่ยอมรับแต่แรก(อันนี้ดิฉันคาดเดาเอา) เพราะมันจะนำไปสู่ตรรกะเรื่องความบกพร่องมนุษย์ ซึ่งพอดี อ.ไปวิจารณ์เล็กวิจารณ์น้อยคนอื่นไว้ เดี๋ยวมันจะเข้าตัวเองว่า อ.เองก็มีความบกพร่อง อ.ก็เลยไม่ยอมทำและยอมรับ แถไปเรื่องโน้นเรื่องนี้ ไม่จบสิ้น แต่มายอมรับในที่นี้ โดยพ่วงประเด็นอื่น เพราะย่ามใจว่าดิฉันหมดเรื่องที่จะพูด มันไม่หมดหรอกค่ะ อ. อาจารย์ยิ่งดิ้นแบบนี้เท่าไหร่ อ.ก็จะยิ่งเจอ เพราะปัญหาอาจารย์มีอยู่เยอะแยะไปหมด ดิฉันก็ยิ่งอ่านก็ยิ่งเห็น คราวนี้เป็นหลายสิบประเด็นเลย

เอาแค่ตรงนี้ก่อน ที่ว่าไม่ต้องเอาบทความอื่นมาเกี่ยวข้อง อ. พูดไว้ในทำนองว่าให้ไปดูบทความอื่นของ อ.ด้วย ด้วยคำพูดของตนเอง ดิฉันก็ต้องเอาบทความอื่นมาเกี่ยวข้องสิคะ

#414732 » (อ้างอิงจากความเห็นที่ 414717) » ความคิดเห็นของ สุรพศ ทวีศักดิ์ (visitor) (49.228.38.8 49.228.38.8) .. Fri, 2011-10-07 20:53
มนค์สวรรค์ จินดาแสง wrote:

ประเด็นที่ 2. แล้วที่เลือกเป็นกรรมการปฏิรูปประเทศนั้นวิจารณ์ได้ไหมว่าขาดความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะยืนเคียงข้างประชาชนที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นประชาธิปไตย
ไม่ใช่อยู่ในเด็นที่คุณพูดในบทความ อันนี้คุณต้องไปถาม อ.นิธิ และอีก
หลายๆ อาจารย์ด้วย ซึ่ง อ.หลายคนเหล่านั้นต่างก็ยืนอยู่ข้างเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นประชาธิไปไคยด้วยกันทั้งสิ้น

อยู่ในบทสรุปของบทความเลยครับ ประเด็น "ความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะยืนอยู่ข้างประชาชน" เลือกเป็นกรรมการปฏิรูปในสถานการณ์ "เพิ่งสังหารคนเสื้อแดง" นี่ถูกตั้งคำถามมากเลย (ผมเคยตั้งคำถามในบทความก่อนหน้าแล้ว บทความนี้เลยไม่ยกมาอีก ละไว้ในฐานที่เข้าใจ แต่เรื่องความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะ "ยืนอยู่ข้างประชาชน" เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ด้วย)

จะว่าไปเรื่องความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจก็เป็นการพูดแบบเดียวกับหมอประเวศนั่นแหละครับ แต่อย่างที่ว่านั่นไม่ใช่ "แกนกลาง" ของปัญหารัฐประหาร

ในบทความก่อนผมวิจารณ์ด้วยซ้ำว่าท่านเป็นกลางไม่ได้จริงๆหรอก เพราะท่านบอกว่าเป็นกลางหมายถึง "เป็นกลางแบบผู้พิพากษาชี้ถูกชี้ผิดทั้งสองฝ่ายได้อย่างเท่าเทียม" แต่จริงๆท่านชี้ผิด "แกนกลาง" ของปัญหาไม่ได้เท่าเทียมกับที่ชี้ผิดทักษิณหรอก เพราะผิดกฎหมาย ฉะนั้นเป็นกลางแบบผู้พิพากษาจึงเป็นไม่ได้เพราะกฎหมายไม่อนุญาตให้เป็นได้ (ยกเว้นจะยอมทำผิดกฎหมาย)

เมื่อเป็นกลางไม่ได้ในความเป็นจริงก็แค่ยอมรับว่าตรงๆว่าเป็นไม่ได้ แล้วอย่าทำเสมือนว่ายืนอยู่คนละฟากกับประชาชนที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ความเสมอภาค และประชาธิปไตยก็เท่านั้นเองครับ (กรณีเป็นกรรมการปฏิรูปฯ การเรียกร้องสันติวิธีแต่ละเลยที่จะเรียกร้องให้ รบ.รับผิดชอบต่อการฆ่า ที่จริงไม่ต้องพูดถึงการเรียกร้องความรับผิดชอบทางกฎหมายด้วยซ้ำ แม้แต่ในทางศีลธรรมก็ไม่แสดงออกต่อสาธารณะว่าตำหนิ รบ.ที่ทำแบบนั้น แถมยังยืนยันว่า รบ.อภิสิทธิ์ยังมีความชอบธรรมอยู่ด้วยซ้ำ ขณะที่นักวิชาการฆราวาสที่อ้างว่าเป็นกลางยังไม่ออกมาการันตีความชอบธรรมของ รบ.อภิสิทธิ์)

ที่ว่ามาเป็นขยายความเพิ่มเติมประเด็นที่คุณว่าไม่เกี่ยวกับบทความ

อ.คงเข้าใจแล้วนะว่า อ.เองก็ดึงบทความอื่นมาประกอบความเห็นของ อ. ในบทความนี้ (ซึ่งดิฉันอ่านแล้วแล้วก็เข้าใจแล้วว่าคำว่า"แกนกลาง" ของ อ. หมายถึงอะไร) แต่ดิฉันก็ยังมองว่าเป็นการเพ่งโทษ และมองจากจุดเพียงจุดเดียว และอาจารย์ไม่สามารถนำพระไพศาลไปรวมกับกิติวุฒโฒได้อยู่ดี เมื่อมองจากชีวิตทั้งชีวิตของท่าน) เพราะฉะนั้น คนอื่นก็มีสิทธิจะดึงบทความอื่นของ อ. มาชี้ให้เห็นในลักษณะองค์รวมว่า อ.เองมีจุดบกพร่องอย่างไร แถมยังมีอาการโทสะขึ้นหน้า หน้ามืดตามัว จนแยกประเด็นไม่ออกเรื่องคำว่า "ฮา" ของตนเอง กับ "ฮา" ของคนอื่นอย่างไร

เดี๋ยวพรุ่งนี้ ดิฉันจะลองเซิร์จหารายชื่อของหนังสือพระไพศาลที่เกี่ยวกับสังคมในเน็ตมาให้อาจารย์ดูว่าถึงท่านจะพลาดในช่วงหลังเกี่ยวกับพวกเสื้อแดง ท่านก็ไม่ใช่คนพระเภทเดียวกับกิติวุฒโฒที่อาจารย์รวมเอาไว้เหมือนเป็นพวกเดียวกัน และจะบอกให้ด้วยว่าเป็นเพราะอะไร ซึ่งจริงๆ ดิฉันก็เกริ่นๆ ไว้แล้วแต่ อ.ไม่ฟังเอง

ส่วน ปล.ของ อ.ที่ว่า -จริงๆ การถกเถียงควรเป็นเรื่องเนื้อหา หรือประเด็นในบทความเท่านั้นไม่ใช่มาเล่นเรื่องเจตนา ตัวตน จริยธรรมของผู้เขียน
ขณะที่เรียกร้องว่าผู้เขียนควรมีมารยาท มีจริยธรรม มีวุฒิภาวะอย่างนั้นอย่างนี้คนคอมเมนท์จะไร้มารยาท ด่า ประณาม เสียดสี หยาบคาย ฯลฯ กับผู้เขียนอย่างไรก็ได้ (อย่างที่บงคนทำกันมาตลอด)
พอถูกผู้เขียนตอบโต้ใน "ท่วงทำนองเดียวกัน" บ้างไม่ได้

ทั้งที่จริงมันก็ "คนเท่าเทียมกัน" นั่แหละครับ ฮามาก็ฮาไป เอี้ยมาก็เอี้ยไป (ผมไม่เอี้ยใส่ใครก่อนแน่นอน) ผมไม่พอใจผมก็แสดงออกไป ไม่จำเป็นต้องเสแสร้งดัดจริตพูดให้ดูดี คุณด่าผมมายังไงผมทนได้ โดนสวนกลับบ้างนิดๆหน่อยๆจะโวยวายไปทำไมไม่ทราบ-

เดี่ยวพรุ่งนี้ อ.เจอแน่ค่ะ อ.เมาหมัดรวบประเด็นมาอย่างนี้ แล้วยิ่งมาตอบตลบท้ายอย่างนี้ด้วยมันเข้าตัวหมดเลย เพราะถ้าไม่อยากให้เข้าตัวก็ต้องไม่พูดแล้ว นึกออกมั้ยค่ะ ถ้านึกไม่ออกก็ให้ย้อนไปดูข้อ 1. ใหม่(ฮา) ว่าที่เขาต้องมาเล่นเรื่องจริยธรรมของผู้ขียนเพราะอะไร มันไม่ใช่ว่า อ. ทำไม่ได้ อ.อยากด่าก็ด่าเลย แต่อาจารย์เองนั่นแหละไม่ยอมรับความเป็นจริงว่า อ. กำลังด่า รวมทั้งความจริงในอีกหลายเรื่อง เพราะมันยอมรับไม่ได้ เสียตรรกะหมด อ.เองนั่นแหละดัดจริต จริงๆ แล้วอยากด่า แต่มาทำเป็นว่าวิจารณ์คนอื่นเรื่องเฉพาะเรื่องท่าทีบ้างเรื่องตัวตนบ้าง แต่จริงๆแล้ววิจารณ์เนื้อหาด้วย และพอเถียงเขาไม่ได้ ก็ใส่เรื่องตัวตนเข้าไปด้วย พอเขาสวนกลับไปเรื่องตัวตน เสร็จแล้วมาตั้งคำถามว่าตัวตนทำไม?(ฮาอีกรอบ) โอ๊ยพูดกับลูกอึ่งอ่างในท้องอึ่งอ่างที่อยูในกะลาครอบนี่เสียพลังงานมากจริงๆ ให้เปิดกะลาครอบออกให้ดูฟ้าก็ไม่รูว่าเป็นฟ้า เพราะอยู่ในกะลาครอบมานาน โง๊โง่ รับแต่คำชม คำติที่เป็นประโยชน์จะเก็บไปเป็นประโยชน์กับตัวเองก็ไม่รับ เพราะอีโก้สูง นอกจากจะโง่และอีโก้สูงแล้วยังเลวร้ายในทางวิชาการ คือ ทิ่มแทงด่าผู้อื่นกลับไป(ในลักษณะโง่ๆ ที่แยกแยะไม่เป็น) เพราะเถียงสู้เขาไม่ได้ ไม่ว่าจะแบบของตัวเองหรือแบบเขาก็ตาม จริงๆ อาจารย์อยากจะด่า อยากสวนกลับมายังไงก็ได้ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ไม่ว่ากัน แต่ขอให้สวนกลับแบบยอมรับว่านี่คือการสวนกลับ อย่ามาดัดจริตว่าฉันไม่ได้สวนกลับ ฉันไม่ได้โกรธ อะไรเทืือกนั้น และอย่าสวนกลับแบบไม่แยกแยะแล้วกัน เพราะนั่นแสดงความโง่ของ อ. เอง และมันก็จะเข้าตัว อ.เองทุกทีไป ขณะที่ดิฉันสามารถด่า อ. ได้อย่างแยกแยะ(จากคำพูดของ อ. เองได้ตลอด) เพราะ อ. มีรากฐานซึ่งเป็นปัญหาทางความคิดของ อ. อยู่อย่าง คือ อ.โง่ แต่อวดฉลาด ยิ่ง อ.เมาหมัด อ.ก็จะตอบมาแบบโง่ๆ ใหญ่

ลาก่อนนะลูกอึ่งอ่างมีหนามในท้องอึ่งอ่างในกะลาครอบ ขอไปนอน แล้วพรุ่งนี้มาว่ากันต่อ เพราะเถียงกับคนโง่ที่ไม่รู้ว่าตัวเองโง่นี่มันต้องมานั่งย้ำแล้วย้ำอีก แถมต้องแยกแยะให้เห็นความโง่ของลูกอึ่งอ่างเอง เสียพลังงานมากเลย แต่ไม่เป็นไรจะค่อยๆ เจียดพลังมา

จริงๆ อยู่นิ่งๆ ก็ดีแล้ว ยังมาเปิดหน้าโง่ๆ ให้เขาชกอีก โง่ชะมัดญาติเลย ไม่ยอมปล่อยวางซะมั่ง ระวังฉี่เหลืองนะ อันนี้ได้จากพันทิป

ปล. ขออีกนิดแล้วกัน

ปล. ขออีกนิดแล้วกัน ถ้าอาจารย์นิ่งเฉย ไม่ออกมาตอบโต้ ไม่ว่าใครจะมาพูดอย่างไรคอนหลัง อย่างน้อย อ.ก็ทำให้คำทำนายของคุณสิน สันป่ายาง และดิฉัน ผิด อ.นึกออกมั้ยคะ และอาจารย์เคยได้ยินประโยคที่ว่า Silence is Louder มั้ย?

มนต์์สวรรค์ จินดาแสง

[quote=มนต์์สวรรค์ จินดาแสง]ปล. ขออีกนิดแล้วกัน ถ้าอาจารย์นิ่งเฉย ไม่ออกมาตอบโต้ ไม่ว่าใครจะมาพูดอย่างไรคอนหลัง อย่างน้อย อ.ก็ทำให้คำทำนายของคุณสิน สันป่ายาง และดิฉัน ผิด อ.นึกออกมั้ยคะ และอาจารย์เคยได้ยินประโยคที่ว่า Silence is Louder มั้ย?[/quote]

ผมไม่คิดถึงเรื่องใครโง่ หรือฉลาด ได้หน้าหรือเสียหน้าอะไรจากที่เถียงๆ กันนี่ อย่างที่คุณคิดเลย เชิญคุณคิดเอง เออเองตามสบาย หุหุ!! (ไม่ ฮาแล้วนะ คับๆ)

มนต์์สวรรค์ จินดาแสง

[quote=มนต์์สวรรค์ จินดาแสง]อ๋อ มันคงยาวไป

1.อ.สุรพศคะ การที่ดิฉันนิ่งเงียบไป ไม่ออกมาพูดในประเด็นที่ 2 (ตามแบบของ อ.) ที่ดิฉันทิ้งท้ายไว้ มิใช่ว่าดิฉันจะพูดไม่ได้นะคะ แต่ดิฉันต้องการปล่อยไว้ เพราะไม่ต้องการราวี อ. ด้วยจิตอาฆาต แม้ดิฉันจะประกาศไว้เช่นนั้นก็ตาม ดิฉันต้องการเหลือที่ให้ อ.ยืน ไม่ใช่รุกไล่ อ. จนมุม และก็มีคนอื่นๆ ที่มิใช่ตัวดิฉันเองสะท้อนให้อาจารย์เห็นแล้ว การที่ อ.มาโต้ตอบคนหมัดต่อหมัดในบทความที่เขียนถี่ๆ อย่างนี้ ทำให้ไม่ใครอยากมาเม้นท์อาจารย์แล้ว เพราะปกติ การมาตั้งกระทู้ในเว็บบอร์ดอย่างนี้และด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น คนเขียนก็ต้องมีท่าทีที่เป็นประชาธิปไตยในการรับฟังมากด้วยสำหรับความเห็นต่าง มิใช่มาแลกหมัดกับเขา ซึ่งบางทีแลกไม่ได้ ก็ หุหุ ตบท้ายเสียหน่อยก็ยังดี ซึ่งการทำอย่างนี้เท่ากับลดทอนคุณค่าของบทความอาจารย์ลง และแสดงให้เห็นความคับแคบของ อ. เอง ซึ่งดิฉันว่าคนที่เข้ามาพูด เขาก็พูดด้วยความปรารถนาดีจริงๆ อาจารย์จะไม่รับฟังเขาเสียหน่อยด้วยการนิ่งเฉย แล้วทิ้งระยะ หาประเด็นคมๆ มาพูด แล้วถกกับเขาเฉพาะประเด็นที่ต้องถก โดยไม่ต้องมาแลกหมัดตบท้ายทุกข้อความ เพื่อแสดงว่า อ. มีดีจริงๆ มีความมั่นใจในตนเองจริงๆ เคารพความเห็นของผุู้อื่นจริงๆ และเก็บเกี่ยวความเห็นของผู้อื่นเพื่อมาเสริมปัญญาของ อ. ให้คมกริบไปเลย เพื่อที่ว่า อ.จะได้สร้างวาทกรรมของพุทธในแง่สาธาณะที่เหนือว่าท่านประยุทธ์ พระไพศาล ท่าน ว. หรือพระอื่นๆ ทั้งหลาย(เพราะ อ. มีพื้นฐานที่ดีอยูแล้วในแง่เคยบวชเรียนและทราบเนื้อหาในพระไตรปิฎก) เหลือแต่การเปิดกว้างทางความคิดเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ ซึ่งมันจะเป็นการทำงานในอีกรูปแบบหนึ่งในลักษณะการเสนอความเห็น มากกว่าการติเล็กติน้อยในนามของการวิพากษ์วิจารณ์ แล้วก็เกิดปัญหาการวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์แล้วก็เข้าตัวอาจารย์เองจนเป็นวัวพันหลักอยู่อย่างนี้จะดีกว่ามั้ย?

2.แต่ดังที่เห็น(ซึ่งดิฉันก็คาดไว้แล้วล่ะ เพราะที่ผ่านมาดั่งที่บอก คือ เมื่ออ่านทั้งหมดอีกที ดิฉันคิดว่าดิฉันประเมินอาจารย์สูงเกินไป ตือคิดว่าอาจารย์น่าจะเป็นคนฉลาดกว่านี้ ซึ่งไม่ใช่โดยสิ้นเชิง ไอคิว(พอจะมีอยู่บ้าง) แต่อีคิว อ.ไม่มีเลย คือ อย่างนี้ อ.สรพศ พูดง่ายๆ อาจารย์ไม่รู้ว่าอาจารย์ไม่รู้ค่ะ จริงๆ อาจารย์ไม่ใช่อึ่งอ่างในกะลาครอบ แต่อาจารย์เป็นลูกอึ่งอ่าง(ที่มีหนามแหลมพร้อมจะทำร้ายผู้คน)ในท้องของอึ่งอ่างที่มีหนามแหลมในกะลาครอบ อาจารย์คะ คำพูดนี้ดิฉันไม่ได้พูดด้วยโทสะ ด้วยความสัตย์จริง เพราะถ้ามี ดิฉันจะพูดว่ามี อ.ก็เห็นแล้ว แต่ดิฉันพูด เพราะไม่รู้จะใช้คำพูดเปรียบเทียบอย่างไร (นึกคำไม่ออก)

อ.บอกว่าบทความนั้นเขียนขึ้นในปี 2010 แต่มันเขียนขึ้นท้ายปี คือเดือน 8 ตอนนี้ปี 2011 ท้ายปี ก็ผ่านมาเพียงปีเดียว หรืออย่างมากก็ปีเศษๆ ไม่น่าเชื่อว่านักวิชาการอย่าง อ. ซึ่งปกติต้องมีความรู้ความคิดและความจำแม่น อย่าง อ. จะจำไม่ได้ ทั้งๆ ที่ประเด็นในการถกเถียงท้ายบทความนั้นเข้มข้นมาก แต่ดิฉันขี้เกียจมาโพสต์แสดง เดี๋ยวมันจะยาวจนงง

แต่นี่ไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือ มันมีลิงค์อยู่แล้ว อ.ก็คลิกไป แล้วเมื่อเห็น อ.ก็ยอมรับเสียก็จบ แต่ที่ อ. ไม่ยอมรับแต่แรก(อันนี้ดิฉันคาดเดาเอา) เพราะมันจะนำไปสู่ตรรกะเรื่องความบกพร่องมนุษย์ ซึ่งพอดี อ.ไปวิจารณ์เล็กวิจารณ์น้อยคนอื่นไว้ เดี๋ยวมันจะเข้าตัวเองว่า อ.เองก็มีความบกพร่อง อ.ก็เลยไม่ยอมทำและยอมรับ แถไปเรื่องโน้นเรื่องนี้ ไม่จบสิ้น แต่มายอมรับในที่นี้ โดยพ่วงประเด็นอื่น เพราะย่ามใจว่าดิฉันหมดเรื่องที่จะพูด มันไม่หมดหรอกค่ะ อ. อาจารย์ยิ่งดิ้นแบบนี้เท่าไหร่ อ.ก็จะยิ่งเจอ เพราะปัญหาอาจารย์มีอยู่เยอะแยะไปหมด ดิฉันก็ยิ่งอ่านก็ยิ่งเห็น คราวนี้เป็นหลายสิบประเด็นเลย

เอาแค่ตรงนี้ก่อน ที่ว่าไม่ต้องเอาบทความอื่นมาเกี่ยวข้อง อ. พูดไว้ในทำนองว่าให้ไปดูบทความอื่นของ อ.ด้วย ด้วยคำพูดของตนเอง ดิฉันก็ต้องเอาบทความอื่นมาเกี่ยวข้องสิคะ

#414732 » (อ้างอิงจากความเห็นที่ 414717) » ความคิดเห็นของ สุรพศ ทวีศักดิ์ (visitor) (49.228.38.8 49.228.38.8) .. Fri, 2011-10-07 20:53
มนค์สวรรค์ จินดาแสง wrote:

ประเด็นที่ 2. แล้วที่เลือกเป็นกรรมการปฏิรูปประเทศนั้นวิจารณ์ได้ไหมว่าขาดความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะยืนเคียงข้างประชาชนที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นประชาธิปไตย
ไม่ใช่อยู่ในเด็นที่คุณพูดในบทความ อันนี้คุณต้องไปถาม อ.นิธิ และอีก
หลายๆ อาจารย์ด้วย ซึ่ง อ.หลายคนเหล่านั้นต่างก็ยืนอยู่ข้างเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นประชาธิไปไคยด้วยกันทั้งสิ้น

อยู่ในบทสรุปของบทความเลยครับ ประเด็น "ความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะยืนอยู่ข้างประชาชน" เลือกเป็นกรรมการปฏิรูปในสถานการณ์ "เพิ่งสังหารคนเสื้อแดง" นี่ถูกตั้งคำถามมากเลย (ผมเคยตั้งคำถามในบทความก่อนหน้าแล้ว บทความนี้เลยไม่ยกมาอีก ละไว้ในฐานที่เข้าใจ แต่เรื่องความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะ "ยืนอยู่ข้างประชาชน" เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ด้วย)

จะว่าไปเรื่องความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจก็เป็นการพูดแบบเดียวกับหมอประเวศนั่นแหละครับ แต่อย่างที่ว่านั่นไม่ใช่ "แกนกลาง" ของปัญหารัฐประหาร

ในบทความก่อนผมวิจารณ์ด้วยซ้ำว่าท่านเป็นกลางไม่ได้จริงๆหรอก เพราะท่านบอกว่าเป็นกลางหมายถึง "เป็นกลางแบบผู้พิพากษาชี้ถูกชี้ผิดทั้งสองฝ่ายได้อย่างเท่าเทียม" แต่จริงๆท่านชี้ผิด "แกนกลาง" ของปัญหาไม่ได้เท่าเทียมกับที่ชี้ผิดทักษิณหรอก เพราะผิดกฎหมาย ฉะนั้นเป็นกลางแบบผู้พิพากษาจึงเป็นไม่ได้เพราะกฎหมายไม่อนุญาตให้เป็นได้ (ยกเว้นจะยอมทำผิดกฎหมาย)

เมื่อเป็นกลางไม่ได้ในความเป็นจริงก็แค่ยอมรับว่าตรงๆว่าเป็นไม่ได้ แล้วอย่าทำเสมือนว่ายืนอยู่คนละฟากกับประชาชนที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ความเสมอภาค และประชาธิปไตยก็เท่านั้นเองครับ (กรณีเป็นกรรมการปฏิรูปฯ การเรียกร้องสันติวิธีแต่ละเลยที่จะเรียกร้องให้ รบ.รับผิดชอบต่อการฆ่า ที่จริงไม่ต้องพูดถึงการเรียกร้องความรับผิดชอบทางกฎหมายด้วยซ้ำ แม้แต่ในทางศีลธรรมก็ไม่แสดงออกต่อสาธารณะว่าตำหนิ รบ.ที่ทำแบบนั้น แถมยังยืนยันว่า รบ.อภิสิทธิ์ยังมีความชอบธรรมอยู่ด้วยซ้ำ ขณะที่นักวิชาการฆราวาสที่อ้างว่าเป็นกลางยังไม่ออกมาการันตีความชอบธรรมของ รบ.อภิสิทธิ์)

ที่ว่ามาเป็นขยายความเพิ่มเติมประเด็นที่คุณว่าไม่เกี่ยวกับบทความ

อ.คงเข้าใจแล้วนะว่า อ.เองก็ดึงบทความอื่นมาประกอบความเห็นของ อ. ในบทความนี้ (ซึ่งดิฉันอ่านแล้วแล้วก็เข้าใจแล้วว่าคำว่า"แกนกลาง" ของ อ. หมายถึงอะไร) แต่ดิฉันก็ยังมองว่าเป็นการเพ่งโทษ และมองจากจุดเพียงจุดเดียว และอาจารย์ไม่สามารถนำพระไพศาลไปรวมกับกิติวุฒโฒได้อยู่ดี เมื่อมองจากชีวิตทั้งชีวิตของท่าน) เพราะฉะนั้น คนอื่นก็มีสิทธิจะดึงบทความอื่นของ อ. มาชี้ให้เห็นในลักษณะองค์รวมว่า อ.เองมีจุดบกพร่องอย่างไร แถมยังมีอาการโทสะขึ้นหน้า หน้ามืดตามัว จนแยกประเด็นไม่ออกเรื่องคำว่า "ฮา" ของตนเอง กับ "ฮา" ของคนอื่นอย่างไร

เดี๋ยวพรุ่งนี้ ดิฉันจะลองเซิร์จหารายชื่อของหนังสือพระไพศาลที่เกี่ยวกับสังคมในเน็ตมาให้อาจารย์ดูว่าถึงท่านจะพลาดในช่วงหลังเกี่ยวกับพวกเสื้อแดง ท่านก็ไม่ใช่คนพระเภทเดียวกับกิติวุฒโฒที่อาจารย์รวมเอาไว้เหมือนเป็นพวกเดียวกัน และจะบอกให้ด้วยว่าเป็นเพราะอะไร ซึ่งจริงๆ ดิฉันก็เกริ่นๆ ไว้แล้วแต่ อ.ไม่ฟังเอง

ส่วน ปล.ของ อ.ที่ว่า -จริงๆ การถกเถียงควรเป็นเรื่องเนื้อหา หรือประเด็นในบทความเท่านั้นไม่ใช่มาเล่นเรื่องเจตนา ตัวตน จริยธรรมของผู้เขียน
ขณะที่เรียกร้องว่าผู้เขียนควรมีมารยาท มีจริยธรรม มีวุฒิภาวะอย่างนั้นอย่างนี้คนคอมเมนท์จะไร้มารยาท ด่า ประณาม เสียดสี หยาบคาย ฯลฯ กับผู้เขียนอย่างไรก็ได้ (อย่างที่บงคนทำกันมาตลอด)
พอถูกผู้เขียนตอบโต้ใน "ท่วงทำนองเดียวกัน" บ้างไม่ได้

ทั้งที่จริงมันก็ "คนเท่าเทียมกัน" นั่แหละครับ ฮามาก็ฮาไป เอี้ยมาก็เอี้ยไป (ผมไม่เอี้ยใส่ใครก่อนแน่นอน) ผมไม่พอใจผมก็แสดงออกไป ไม่จำเป็นต้องเสแสร้งดัดจริตพูดให้ดูดี คุณด่าผมมายังไงผมทนได้ โดนสวนกลับบ้างนิดๆหน่อยๆจะโวยวายไปทำไมไม่ทราบ-

เดี่ยวพรุ่งนี้ อ.เจอแน่ค่ะ อ.เมาหมัดรวบประเด็นมาอย่างนี้ แล้วยิ่งมาตอบตลบท้ายอย่างนี้ด้วยมันเข้าตัวหมดเลย เพราะถ้าไม่อยากให้เข้าตัวก็ต้องไม่พูดแล้ว นึกออกมั้ยค่ะ ถ้านึกไม่ออกก็ให้ย้อนไปดูข้อ 1. ใหม่(ฮา) ว่าที่เขาต้องมาเล่นเรื่องจริยธรรมของผู้ขียนเพราะอะไร มันไม่ใช่ว่า อ. ทำไม่ได้ อ.อยากด่าก็ด่าเลย แต่อาจารย์เองนั่นแหละไม่ยอมรับความเป็นจริงว่า อ. กำลังด่า รวมทั้งความจริงในอีกหลายเรื่อง เพราะมันยอมรับไม่ได้ เสียตรรกะหมด อ.เองนั่นแหละดัดจริต จริงๆ แล้วอยากด่า แต่มาทำเป็นว่าวิจารณ์คนอื่นเรื่องเฉพาะเรื่องท่าทีบ้างเรื่องตัวตนบ้าง แต่จริงๆแล้ววิจารณ์เนื้อหาด้วย และพอเถียงเขาไม่ได้ ก็ใส่เรื่องตัวตนเข้าไปด้วย พอเขาสวนกลับไปเรื่องตัวตน เสร็จแล้วมาตั้งคำถามว่าตัวตนทำไม?(ฮาอีกรอบ) โอ๊ยพูดกับลูกอึ่งอ่างในท้องอึ่งอ่างที่อยูในกะลาครอบนี่เสียพลังงานมากจริงๆ ให้เปิดกะลาครอบออกให้ดูฟ้าก็ไม่รูว่าเป็นฟ้า เพราะอยู่ในกะลาครอบมานาน โง๊โง่ รับแต่คำชม คำติที่เป็นประโยชน์จะเก็บไปเป็นประโยชน์กับตัวเองก็ไม่รับ เพราะอีโก้สูง นอกจากจะโง่และอีโก้สูงแล้วยังเลวร้ายในทางวิชาการ คือ ทิ่มแทงด่าผู้อื่นกลับไป(ในลักษณะโง่ๆ ที่แยกแยะไม่เป็น) เพราะเถียงสู้เขาไม่ได้ ไม่ว่าจะแบบของตัวเองหรือแบบเขาก็ตาม จริงๆ อาจารย์อยากจะด่า อยากสวนกลับมายังไงก็ได้ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ไม่ว่ากัน แต่ขอให้สวนกลับแบบยอมรับว่านี่คือการสวนกลับ อย่ามาดัดจริตว่าฉันไม่ได้สวนกลับ ฉันไม่ได้โกรธ อะไรเทืือกนั้น และอย่าสวนกลับแบบไม่แยกแยะแล้วกัน เพราะนั่นแสดงความโง่ของ อ. เอง และมันก็จะเข้าตัว อ.เองทุกทีไป ขณะที่ดิฉันสามารถด่า อ. ได้อย่างแยกแยะ(จากคำพูดของ อ. เองได้ตลอด) เพราะ อ. มีรากฐานซึ่งเป็นปัญหาทางความคิดของ อ. อยู่อย่าง คือ อ.โง่ แต่อวดฉลาด ยิ่ง อ.เมาหมัด อ.ก็จะตอบมาแบบโง่ๆ ใหญ่

ลาก่อนนะลูกอึ่งอ่างมีหนามในท้องอึ่งอ่างในกะลาครอบ ขอไปนอน แล้วพรุ่งนี้มาว่ากันต่อ เพราะเถียงกับคนโง่ที่ไม่รู้ว่าตัวเองโง่นี่มันต้องมานั่งย้ำแล้วย้ำอีก แถมต้องแยกแยะให้เห็นความโง่ของลูกอึ่งอ่างเอง เสียพลังงานมากเลย แต่ไม่เป็นไรจะค่อยๆ เจียดพลังมา

จริงๆ อยู่นิ่งๆ ก็ดีแล้ว ยังมาเปิดหน้าโง่ๆ ให้เขาชกอีก โง่ชะมัดญาติเลย ไม่ยอมปล่อยวางซะมั่ง ระวังฉี่เหลืองนะ อันนี้ได้จากพันทิป[/quote]

อรุณสวัสดิ์ นอนดึกนะครับ หลับสบายดีหรือเปล่า หรือว่าคนปล่อยวางแล้วไม่หลับก็ได้

ผมว่า คุณมนต์์สวรรค์ จินดาแสง

ผมว่า คุณมนต์์สวรรค์ จินดาแสง คุณก็เป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียแล้วนี่ครับ
เอาเวลาไปเขียนบทความดีดีสักเรื่องน่าจะมีประโยชน์กว่ามาอดหลับอดนอนแบบนี้นะครับ

ที่ทำนี่ไม่มีประโยชน์หรอกครับ การมาเขียนด่าคนอื่นว่าโง่มันไม่แสดงว่าคุณเป็นคนฉลาดอะไรเลย
เสียเวลาและสุขภาพเปล่าๆ เขียนบ่นอะไรๆ ยาวพรืดแบบนี้ ใครจะไปเสียเวลาอ่าน

เตือนด้วยความห่วงใยอย่างกัลยาณมิตรนะครับ

been a reader too long in

been a reader too long in prachatai,becoming younghearted & youngheaded. :D

I go and get a cup of baby coffee first,

see u,

อรุณสวัสดิ์ นอนดึกนะครับ

อรุณสวัสดิ์ นอนดึกนะครับ หลับสบายดีหรือเปล่า หรือว่าคนปล่อยวางแล้วไม่หลับก็ได้

บ่ายสวัสดิ์ค่ะ อ. ดิฉันเป็นคนนอนดึก ตื่นสาย(บ่าย) อยู่แล้ว ตอนนี้เพิ่งตื่น จริงๆ ไม่ค่อยได้นอนดึกขนาดนั้น แต่พอดีเมื่อคืนเขียนยาวและส่งโพสต์เพื่อตอบลูกอึ่งอ่างไม่ได้อยู่ 3-4 ครั้ง มันเลยดูเหมือนดึกมาก หลับสบายดีค่ะ และหลับลึกด้วย แต่อาจจะฉี่เหลืองเหมือนกัน เพราะนั่งอยู่หน้าคอมพ์นานๆ แบบนี้มาเป็นเวลาหลายวันแล้วเพื่อล้อเล่นกับลูกอึ่งอ่าง แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉี่เหลือง กินน้ำเยอะๆ เอา ส่วนเรื่องการปล่อยวาง เอ้า ถ้าเราล้อเล่นกับลูกอึ่งอ่างที่ไม่ยอมปล่อยวาง เราคงต้องพักการปล่อยวางงงงงงงงงงงงงชั่วคราวก่อนค่ะ เดี๋ยวมาปล่อยวางทีหลังเพราะเราเชื่อในเรื่องการปล่อยวางอยู่แล้ว แต่เรารู้ว่าเราไม่ปล่อยวางในตอนนี้อย่างรู้สึกตัวค่ะว่าเราไม่ได้ปล่อยวาง

สุรพศ ทวีศักดิ์ wrote:ผมว่า

[quote=สุรพศ ทวีศักดิ์]ผมว่า คุณมนต์์สวรรค์ จินดาแสง คุณก็เป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียแล้วนี่ครับ
เอาเวลาไปเขียนบทความดีดีสักเรื่องน่าจะมีประโยชน์กว่ามาอดหลับอดนอนแบบนี้นะครับ

ที่ทำนี่ไม่มีประโยชน์หรอกครับ การมาเขียนด่าคนอื่นว่าโง่มันไม่แสดงว่าคุณเป็นคนฉลาดอะไรเลย
เสียเวลาและสุขภาพเปล่าๆ เขียนบ่นอะไรๆ ยาวพรืดแบบนี้ ใครจะไปเสียเวลาอ่าน

เตือนด้วยความห่วงใยอย่างกัลยาณมิตรนะครับ[/quote]

ดิฉันไม่ใช่เป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียค่ะ อ.ลูกอึ่งอ่าง ดิฉันไม่มีชื่อเลยตังหาก เลยมาเกาะบทความ อ.ลูกอึ่งอ่างเผื่อจะดังกะเขามั่งไง ฮิฮ

แหมว่าเขาเขียนยาว ไม่มีเวลาอ่าน แล้วทำไม ลูกอึ่งอ่างรู้ว่าเขาว่าลูกอึ่งอ่างโง่ล่ะค่ะ ฮิฮิ แถมไปตลบท้ายเขาตรงนี้นิดหนึ่ง ตรงนั้นหน่อยหนึ่ง อย่างเช่น เรื่อง ปล.

ส่วนเรื่องการเขียนบทความ จริงๆ ดิฉันก็เขียนหนังสือเป็นสิบเล่ม หลากหลายแนว และยาวกว่าบทความและหนังสือเล่มเดียวของ อ.ลูกอึ่งอ่างอยูแล้วนะ และนี่ยังมีภาระที่จะต้องเขียนอีกหลาย(เดี๋ยวจะเจอข้อหายกตนข่มท่านอีก ฮา) และจริงความเห็นท้ายความเห็นของ อ.ลูกอึ่งอ่าง ก็พอจะถือว่าเป็นบทความได้แระ (แต่เดี๋ยว อ.ลูกอึ่งอ่างคงไม่ยอมรับอีกว่าเป็นบทความ เพราะมันจะต้องเป็นบทความที่ขึ้นมาอยู่บนหน้าเว็บเหมือนบทความ อ.ลูกอึ่งอ่างเป๊ะ ลูกอึ่งอ่างถึงจะถือว่าเป็นบทความ) ซึ่งก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวให้พ้นปัญหาเรื่องน้ำท่วมไปก่อน จะมาเขียนเรื่องวิพากษ์การวิจารณ์พระบางรูปของ อ.ลูกอึ่งอ่างทางหน้าเว็บ(บอกแล้วไงว่ามีประเด็นต้องเขียนเป็นสิบๆ ประเด็น เตรียมรับมือไว้ให้ดี(คือเตรียมอ่าน เพราะมันจะยาว และมีการอ้างอิงข้อเท็จจริงทั้งหมด) เพราะวิตกกังวลกับปัญหานี้มากกว่าที่มาเถียงกับ อ. ลูกอึ่งอ่างในนี้เสียอีก

แต่ยังไงก็ขอบคุณอย่างจริงใจนะคะที่เตือนมาอย่างกัลยาณมิตร ไม่ว่ามันจะจริงใจหรือไม่ก็ตาม แต่อย่างไร มันคงจะหยุดการแสดงความเห็นแบบล้อเล่นตอบโต้ อ.ลูกอึ่งอ่างและการจะเขียนบทความไม่ได้ ถ้า อ.ไม่หยุดเสียเอง และขอบคุณที่ อ.ยังใช้คำสุภาพอยู่ ไม่หลุดคำไม่สุภาพอะไรออกมาให้เห็นถึงแม้อยากจะหลุดก็ตาม ซึ่งทำให้ตอนนี้ดิฉันเห็นข้อดีอย่างหนึ่งของอาจารย์แล้ว...ด้วยความจริงใจ

ปล.

ปล. อันนี้ไม่ได้แสดงความถกเถียงตอบโต้กับ อ.สุรพศ ขอพูดเพื่อระบายความเครียด ถ้าเรื่องน้ำท่วมเป็นไปอย่างที่ดิฉันคิดไว้ คือไม่ได้เป็นเฉพาะปีนี้ แต่ยังเป็นในปีหน้า ซึ่งมาจากภาวะโลกร้อน ซึ่งเนื่องมาจากโลกาภิวัฒน์ (ตามข้อมูลที่ดิฉันมีอยู่บ้าง) มองอย่างเลวร้ายที่สุด เราคงต้องเตรียมนิพพานกันในชาตินี้แล้วละ เพราะมันจะไม่มีชาติหน้าอีกต่อไป

สาธุ๊ ขอให้ดิฉันคิดผิด ข้อมูลที่ดิฉันมีอยู่ผิด ก็แล้วกัน

เครียดและปวดร้าวจริงๆ คนจนนี่มันต้องโดนกระทำอยู่วันยังค่ำไม่ว่าจะหาทางดิ้นรนแบบไหน