เรายังจะจั​ดงานบอลฯกั​นอีกหรือ

ในขณะที่เสรีภาพในการคิด ในการพูดและความยุติธรรมในสังคมล้มหายไปอย่างรวดเร็ว การปิดกั้นการแสดงออกและกระบวนการทำให้เชื่องผุดขึ้นในทุกๆตารางเมตร มหาวิทยาลัยที่เปรียบประดุจดั่งบ่อน้ำบำบัดความกระหายของราษฎร ผู้มีคำขวัญจับใจว่า\เสรีภาพทุกตารางนิ้ว\" และมหาวิทยาลัยคู่แข่งทางอุดมการณ์อย่างมหาวิทยาลัยที่มีคำขวัญอันยิ่งใหญ่ว่าเป็น\"เสาหลักแห่งแผ่นดิน\" กลับเร่งเร้าจัดงานเชื่อมสัมพันธ์กระชับไมตรีที่ดูเหมือนจะเป็นงานเหล่หญิงส่องหนุ่มอวดโอ้การเป็นมหาวิทยาลัยที่\"เก่งกว่า\"เป็นจุดประสงค์หลักมากกว่า อย่าง\"งานฟุตบอลประเพณี\" ถึงแม้ว่าจะมีเหตุการณ์อุทกภัยหรือเหตุการณ์ทางการเมืองที่ร้ายแรงเพียงใด แต่งานก็ยังเลื่อนไปจัดในเดือนถัดๆมาอยู่ดี เป็นเรื่องสมควรแล้วหรือที่เราจำเป็นต้องมีงานอย่างนี้ทุกๆปีไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ในขณะที่เสรีภาพแห่งปัญญาที่นิสิตนักศึกษาจำเป็นต้องแสวงหาถูกริดรอน ในขณะที่เสรีภาพแห่งการแสดงออกที่เป็นปัจจัยพื้นฐานในการศึกษาถูกปิดกั้น ทำไมเราถึงไม่รู้สึกร้อนหนาวแต่อย่างไร เรายังมุ่งมั่นซ้อมหลีดอันตระการตราที่ค่าชุดการแสดงสามารถนำไปช่วยผู้ยากไร้หรือผู้ประสบภัยจากน้ำท่วมได้ทั้งจังหวัด หรือทั้งที่เวลาในการมุ่งมั่นซ้อมสแตนด์เหน็บแนมมหาวิทยาลัยคู่ตรงข้าม และสร้างอัตลักษณ์ความภูมิใจแบบสถาบันนิยมสามารถนำไปใช้พัฒนาสังคมและเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในสิทธิ เสรีภาพ และความยุติธรรมที่สังคมนี้พึงได้รับมากกว่า การเสริมสร้างสถาบันนิยมของธรรมศาสตร์ที่ผูกติดกับอุดมการณ์ของอ.ปรีดี

Comments

ศิษย์เก่าจุฬาค่ะ

ศิษย์เก่าจุฬาค่ะ เบื่องานกีฬาของไทยทั้งประเทศเลยค่ะ ค่าขบวนพาเหรดแพงสุดๆ ไร้สาระสุดๆ นักกีฬาและการแข่งขันเป็นตัวประกอบ ไม่ได้สร้างสรรอะไรเลย ไม่รังเกียจขบวนพาเหรดหรอก ถ้ามันจะสมเหตุสมผลและพอประมาณ สะท้อนให้เห็นว่าเราเป็นสังคมไร้เหตุผลขนาดไหน ทำตามกันไป จุดประสงค์หลักคืออะไรก็ไม่ต้องคิด ไม่ต้องคิด ไม่ต้องคิด ไม่ต้องคิด สุดท้ายคิดไม่เป็น งงงัน ไม่เข้าใจ ถ้าจะมีใครลุกขึ้นมาคิด บ้าไปแล้ว... ประมาณนี้

งงดีบทความนี้ เหมือนดู "ดึก

งงดีบทความนี้ เหมือนดู "ดึก ดำ ดึ๋ย"แต่อยากเสริมนิดนึงสำหรับกลุ่มบุคคลที่ชอบ"ยกหาง"(ไม่ใช่ยกธรรมดาใช้ Tower Craneยกด้วย..สูงไหมอ่ะ)ประมาณว่า"เสานั่นเสานี่""เสรีภาพทุกนั่นทุกนี่"....อย่าลืมว่า...บ้านเมืองเราเพิ่งถูกน้ำท่วมใหญ่ผ่านมาหมาดๆ..."เสา"แช่น้ำมันผุกร่อน"พื้น"แช่น้ำมันเสียหาย..."เรา"จะยังใช้"เสา"ต้นนั้นเป็นหลักอยู่หรือและ"เรา"จะยังมี"พื้น"ตรงนั้นเป็นที่หยัดยืนอยู่ดุจเดิมอีกหล่ะหรือ...แล้ว"เสารอง"อีกหลายๆต้นจะใช้ไม่ได้เชียวหรือ..."พื้น"ที่อื่นๆไม่อนุญาตให้เสรีภาพ"ผุด"เชียวหรือ...เมฆเอยฟ้าเอ๋ย..ข้าฯต้องร้องเพลงรอไปอีกนานเท่าใด?

มีอีกหลายในประเทศนี้

มีอีกหลายในประเทศนี้ และในโลกใบนี้ที่ดูแล้วช่างสิ้นเปลืองแต่เราเป็นมนุษย์ เราก็ยังคงทำในสิ่งที่เราพอใจเสมอ เหมือนคุณพยายามมาหาพื้นที่บ่นตรงนี้นะ ผมเชื่อว่า เมื่ออุดมการณ์มันเบาบางบางสิ่งมันจะหายไปบางอย่างจะมาแทนที่เสมอ งานประเพณีผมไม่เคยมีส่วนร่วมสักปี ส่วนงานกีฬาสีในโรงเรียน/งานกีฬาในระดับมหา'ลัยผมนั้นเคยสัมผัสมา ส่วนตัวงานประเพณีของสองมหา'ลัยแห่งนี้เป็นดังคุณว่านั่นล่ะ งานส่องคนสวยคนหล่อ แล้วความสวยงาม นี่คืองานบันเทิงไปแล้วครับ คุณคาดหวังอะไรมากกว่านั้นในงานนี้ ผมว่ามันอาจเปลี่ยนไปตามกาลเวลาเรียบร้อยแล้ว

ชื่อตำแหน่งและองค์การของคุณนั้น ผมอ่านแล้วแลจะรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ แต่ในบ้านเรา ในยุคสมัยที่ความยิ่งใหญ่ไม่สำคัญ ไม่เท่ เท่าความเรียบง่าย การนำเสนอข้อมูลสู่ปัญญาชนยุคใหม่แม้เราจะไม่เชื่อหูตัวเองก็ต้องเชื่อ เราต้องย่อยให้อ่านง่ายเหตุผลเพราะสื่อเข้าถึงเราเยอะ และการเข้าถึงเยอะนั้นหมายถึงเขามีสิทธิ์เลือกฟังมากขึ้น อุดมการณ์ในอดีตก็แผ่ว ไม่ใช่เพราะนักศึกษาสมัยนี้จะไม่ชอบสู้เพื่ออุดมการณ์เหล่านั้น แต่บริบทผู้คนเปลี่ยนไปมากพอๆ กับบริบททางสังคมนั่นล่ะ

ถ้าให้ผมแสดงความเห็นต่อคุณ ผมว่า คุุณควรเข้าใจหรือไม่ก็รณรงค์คัดค้านแบบนี้ล่ะแล้วตั้งคำถาม ว่าทำไมถึงไม่มีคนฟัง หรือเพราะอะไร sotus ยังใช้ได้ผล ทั้งที่นักศึกษา นักเรียน ต่างไม่สมควรทั้งสิ้นด้วยประการใดว่า เราถูกยึดให้ติดกรอบจนขาดอิสระภาพในการสร้างสรรค์ ซึ่งแปลกนักที่ต้างประเทศงานประเพณี งานกีฬา ทำนองที่เกิดความสามัคคีนั้นสร้างจากความสนุก?

คุณควรสร้างวิถีใหม่ต่อสังคม ต่อนักศึกษา และการเอาคำพูดบริบทเดิมเมื่อครั้งอดีตใช้ได้ผลมาใช้ ว่านักศึกษาควรเป็นปัญญาชนที่ต่อสู้เพื่อสังคมนั้นฟังแล้วพิลึกชอบกล เพราะหน้าที่นี้เกิดมาพร้อมการเป็นประชาชนอยู่แล้ว หนำซ้ำการเขียนสื่อไปทางว่า ช่วยหลังน้ำท่วมดีกว่า ไม่เช่นนั้นแล้วพวกท่านใช้เงินไปกับเรื่องบันเทิงพวกนี้มันช่างแย่ยิ่งนัก ยังเรียกว่าปัญญาชนได้อีกเหรอ อะไรทำนองนั้น ก็อย่างที่ผมบอกบริบทมันเปลี่ยนไปแล้ว ผมนั้นก็ไม่ได้ชอบพอใจแต่เราบ่นแบบนี้แล้วเขาจะฟังเราหรือนั่น?

เมื่อคุณไม่พอใจในสิ่งเหล่านี้มาเขียนนั้นถูกแล้ว

แต่ผมว่า การจัดงานบอลฯ มันเปลี่ยนไปแล้ว มันไม่เกี่ยวอะไรกับอุดมการณ์เพื่อสังคม คุณยังจะเชื่อภาพอะไรที่สังคม อดีตสังคม หรือประวัติศาสตร์เท่ๆ คอยสอนเราอีกหรือนั่นปะไร ส่วนตัวผมนั้นอย่างที่บอกไป งานนี้ผมมองว่ามันเป็นงานบันเทิง มีการเมืองขำๆ บ้าง หนทางอื่นเพื่อเสนอความคิดเด็กมหา'ลัยทั้งสองก็ทำในช่องทางอื่นแทนแล้ว ลองตั้งคำถามใหม่ อะไรบ้างที่เราควรทำแล้วช่องทางไหนดีกว่า แล้วผมก็เห็นมีเต็มไปหมด ไปสนับสนุนให้สิ่งเหล่านั้นที่นักศึกษารุ่นใหม่พยายามสำเร็จดีกว่า :)

ปล. อย่างที่ผมบอกไป ผมไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับประเพณีมากนัก ถ้าข้อมูลหรือความจริงคลาดเคลื่อนขออภัย

คือ ผมก็พึ่งจะจบจาก

คือ ผมก็พึ่งจะจบจาก มธเหมือนกันครับ ผมจะถามว่ามันมีข้อสังเกตที่ไม่ค่อยจะสอดคล้องกับความเป็นจริงได้อย่างไร คืออย่างนี้ครับ

ผมว่าการที่มีงานบอล ก็ไม่ได้เสียหายอะไรมากนัก ขึ้นอยู่กับมุมที่คุณมองมากกว่า ถ้ามองว่าไม่ดีก็จะไม่ดี คือ เตรียมงานเยอะ นาน และเสียงบฯ และวัตถุประสงค์ก็เปลี่ยน เอาชนะมากขึ้น และความสัมพันธ์สองมหาลัยก็เฉยชาและทำท่าว่าจะลดลง ส่วนถ้ามองว่าดี นักศึกษาก็ได้ออกกำลังกาย ร่วมใจกันทำงานภายในมหาวิทยาลัย และก็สานสัมพันธ์กับเพื่อนต่างคณะ ช่วยกันจัดงาน

ซึ่งงานประเพณีหรืองานรื่นเริงใดๆในประเทศก็มี ถ้าคุณจะฝากความหวังก็ไม่ใช่ซะทีเดียวเพราะอะไรที่นักศึกษาไม่ได้ออกไปมีส่วนร่วม ผมจะเล่าให้ฟังต่อไป

คือโลกมันเปลี่ยน พี่ๆต้องเข้าใจนะครับ คือเมื่อก่อนเรียกร้องประชาธิปไตย ออกไปล้มเผด็จการทหาร(แบบชัดเจนเต้มรูปแบบ) ซึ่งมันมีประเด็นเดียว และเห็นถูกผิดชัดเจนมาก ซึ่งมันง่ายในแง่ขของการรวมตัวและออกไปต่อต้าน (ผมไม่ได้หมายความว่าการเสียขีวิตหรือการเรียกร้องปัญญญาอ่อนนะ คือทุกอย่างดีมาก เป็นแบบอย่างที่ดีที่ถูกและกล้าหาญ ซึ่งสะท้อนถึงความภาคภูมิใจให้กับคนรุ่นหลังได้เป็นอย่างดี และก็ไม่ใช่สายลมแสงแดดซะทีเดียว คือเรามีข้อมูล เราไม่ได้ถูกลดบทบาทหรือปิดบัง จนเราไม่เป็นตัวของตัวเอง แต่เรามีทุกอย่าง ซึ่งเหตุผลอะไรผมจะเล่าต่อให้ฟัง) แต่อย่างที่กล่าวมาครับ ว่าสมัยนี้การเมืองเปลี่ยนไป เป้าหมาย ประเด็น วัตถุประสงค์ที่เราจะแสดงออกถึงจุดยืนมันมีมากมาย ซึ่งในมหาวิทยาลัยเอง ด้วยความเป็นเสรีภาพและไม่ได้รับการปลูกฝังหรือเซี้ยมสอนให้เชื่อในสิ่งใดสิ่งหนึ่งเหมือนองค์กรทั่วไป จึงทำให้ความคิดต่างมีขึ้นมามากมาย ต้องยอมรับว่า มีทั้งส่วนมากที่เป็นเหลือง แดง หลากสี ปชป พท ชทพ สลิ่ม ก้าวหน้า หรือส่วนน้อยที่ไม่เอาอะไรเลย หรือแม้กระทั่งจุดยืนที่ยืนอยู่ที่เท้าทั้งสองข้าง คือมันเป็นความคิดต่างที่มีเหตุผลซะด้วย ซึ่งไม่ต้องแปลกใจ เพราะว่าปัญญาชนรุ่นก่อนที่คิดว่าตัวเองรู้และมั่นคงในอุดมการณ์ก็ยังจะไขว้เขวกับเรื่องการเมืองใน 5 ปีหลังเลยครับ แล้วนักศึกษา ก็ทำได้เพียงเก้บข้อมูลและรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อรอสักวันหนึ่งที่เราจะโตขึ้นมา แล้วเราก็จะออกมายืนยันว่ามันถูกหรือผิดไปเองตามธรรมชาติ

ซึ่งมันไม่มีเหตุผลใดๆเลยที่จะออกมาเรียกร้องให้แสดงจุดยืนเพิ่มเติม เพราะอะไรล่ะ ก็เพราะว่าการออกมาในแต่ละครั้ง บ้านเมืองเราได้รับความบอบช้ำมากมาย และที่สำคัญเราจะออกมายืนตรงไหน เป็นอีกพวกหรอ แน่นอนว่าแม้แต่เชิงวิชาการยังพูดกันไม่จบ ออกไปก็มีแต่เสียกับเสีย ไม่มีอะไรทำท่าว่าจะดีขึ้น (นอกเสียจากเจ้าของปัญหาและผู้เกี่ยวข้องจะยอมกันเอง) คือแค่จะต้องการบอกให้โลกได้รุ้ว่าเราไม่ได้นิ่งนอนใจแค่นั้นหรือ ซึ่งที่ผมอธิบายมาทั้งมหดนี้ก็เพื่อจะบอกว่า พวกเราไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่เรากำลังเก็บข้อมูลและศึกษาหาองค์ความรู้มาอธิบายและแก้ไขเรื่องเหล่านี้อยู่ ผมเชื่อว่า ไม่แก่เกินตายนี้พวกท่านได้เห็นนักศึกษารุ่นใหม่ๆขึ้นมาแน่นอนครับ

เลิกงานบอลแล้วนิสิตนักศึกษามั

เลิกงานบอลแล้วนิสิตนักศึกษามันจะมีสำนึกมากขึ้นหรือไง?
น้องเจ้าของบทความกลับไปหาวิธีดีกว่านะ

ไม่รู้เคยอ่านนิทานเซนเเรื่องนี้ไหม

http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=moresaw&month=18-09-2011&group=5&gblog=63

การไปเลิกงานบอลก็เหมือนการล้มเจ้านั่นแหละ มันคนละเรื่องเดียวกัน

ถ้ากระแสสำนึกของสังคมไหลไปทางหนึ่งเช่นนิสิตนักศึกษาสนใจการเมืองมากกว่าการเลือกลีด หากอีกทางเป็นอุปสรรคขัดขวาง เช่นต้องเลือกลีดในวันที่จะไปชุมนุมการเมือง ฝ่ายเลือกลีดก็จะต้องปรับตัวเปลี่ยนแปลงเช่นเปลี่ยนวัน หรือหากจะชุมนุมในวันงานบอล ก็อาจจะต้องเลื่อนงานบอล

เฉกเช่นเดียวกัน หากฝ่ายสถาบันเป็นอุปสรรคขัดขวางการเปลี่ยนแปลงเพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชน ฝ่ายสถาบันก็จะเปลี่ยนแปลงเอง (เขารักประชาชนเกินกว่าจะไม่เปลี่ยนแปลง เชื่อสิ แต่ถ้าเราอ่อนแอ อาจจะมีมีที่สามสีเขียวๆมาลุยประชาชนเป็นการย้อนประวัติศาสตร์ 16-19 ให้สยองเล่นเหมือนกัน)

ในฐานะศิษย์เก่า

ในฐานะศิษย์เก่า มธ.
การตั้งคำถามกับงานฟุตบอลประเพณี มธ.VS จฬ. มีมาตลอด ตั้งแต่ก่อเกิดงานนี้ขึ้นมาผมจำได้ว่าประวัติงานบอลฯ นี้มันถือกำเนิดขึ้นมาง่ายๆ จากคนรักฟุตบอล จากเพื่อนๆ ของนักศึกษาและนิสิต ของทั้งสองสถาบัน นัดกันมาแข่งบอลเชื่อมสัมพันธ์กัน ผมเดาว่าก็คงไม่ได้มีความหมาย หรือคุณค่าอะไรมากไปกว่า ความสนุกสนาน ความบันเทิง จากการแข่งฟุตบอล + กองเชียร์ของทั้งสองสถาบัน พอมันสนุก/บันเทิง และประทับใจ สองฝ่ายก็เลยนัดกันว่าน่าจะมาแข่งกันทุกปี...(ก็คงเท่่านั้น)
แต่ต่อมาก็คงมีคนคิดกันว่า แค่มาเตะฟุตบอลอย่างเดียว ก็จะน่าเบื่อและซ้ำซาก ก็เลยใส่การสร้างสรรค์อื่นๆ ลงไป ให้มันตระการตามากขึ้น ขยายเนื้อหาและความหมายออกไปให้มากกว่าแค่การแข่งฟุตบอล...(แล้วมันก็ถูกเติมถูกถมเข้าไปทุกปี ตามแต่สติปัญญาของนิสิตนักศึกษาแต่ละยุค...กลายเป็น Open Space หนึ่งของการแสดงของของนิสิตนักศึกษา)
แน่นอนครับ มันสะท้อนความสนใจของนิสิตนักศึกษาของทั้งสองสถาบันในยุคนั้นๆ ว่ามีความสนใจร่วมไปในทางใด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ขบวนพาเหรดล้อการเมืองเคยเป็นพื้นที่สร้างสีสรรค์ให้กับสังคมการเมืองไทย เคยเป็นจุดกำเนิดพลังสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ที่แสวงหา...
ผมจึงเห็นว่า โดยตัวงานฟุตบอลประเพณีเอง ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร ถ้ามันจะกลับไปเป็นแค่การนัดมาแข่งฟุตบอลกันของทั้งสองสถาบัน หรือจะเลิกแข่งกันไปเลย ตัวมันเองมิได้มีความหมายอะไรมากไปกว่าที่มันเป็นมาตั้งแต่ต้น เพียงแต่ที่ผ่านมาพวกเราเอง(ทั้งศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน)ได้สร้าง ดัดแปลง เปลี่ยนรูป ฯลฯ เพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายบางอย่าง มากกว่าธรรมชาติหรือความหมายของตัวมันเอง จนกลบหรือกดทับธรรมชาติที่แท้จริงของมันไป
งานฟุตบอลประเพณี ณ วันนี้ จึงเป็นมายาคติที่เราหลงยึดถืออยู่โดยไม่ตั้งคำถาม หรือทบทวนเป้าหมายที่แท้จริงของมัน
ผมคิดว่า...หากเราจะเลิกมัน ก็ควรจะกลับไปค้นหาเหตุผลที่ให้กำเนิดมันขึ้นมา และทบทวนคุณค่าที่มันเคยมีว่ามันยังมีคุณค่าอยู่หรือไม่ องค์ประกอบหรือองคาพยพทั้งหมดที่มันผลิตสร้างขึ้นมายังจำเป็นอยู่หรือไม่ และที่สำคัญเป็นเรื่องที่ผู้คนทั้งสองสถาบันต้องมาค้นหาด้วยกัน เพราะมันเป็นพื้นที่ร่วมหรือเป็นพื้นที่สาธารณะไปแล้ว

สิ่งหนึ่งที่ต้องมีในการจัดงาน

สิ่งหนึ่งที่ต้องมีในการจัดงานฟุตบอลประเพนี
ก็คือข้อคิดเห็นว่าควรจะจัดงานไหม
ถ้าขาดบทความประเพนีแบบนี้ไป
งานฟุตบอลประเพนีคงไม่สมบูรณ์แบบแน่ๆ
ขอบคุณน้องๆ อมธ. ที่ยังสืบสานงานฟุตบอลประเพนีต่อไป

งานประเพณีก็คืองานประเพณีจัดข

งานประเพณีก็คืองานประเพณีจัดขึ้นเพื่อการแสดงออกหรือสื่ออะไรบางอย่างสืบต่อกันมา การที่นำเอาไปรวมกับเหตุบ้านการเมืองที่ผ่านมาไม่ได้ครับ เหมือนกับบอกว่า "ตราชั่งกับสายวัด อันไหนสำคัญกว่ากัน" คือมันคงล่ะเรื่องกันเลย งานประเพณีเค้าจัดมานานแล้ว ทำไมไม่ไปพูดถึงประเพณีอื่นๆที่ใช้งบสิ้นเปลืองบ้างหรือกิจกรรมอื่นที่เพิ่งเกิดขึ้นและต้องใช้งบประมาณสูงโดยไม่จำเป็น ซึ่งมีให้เห็นมากมาย เช่น โครงการที่เกี่ยวข้องกับการสร้างจิตสำนึก หรือส่งเสริมอะไรซักอย่างในการปลูกฝัง หรือการรณรงค์ที่ดูแล้วหลายโครงการไม่ค่อยจะได้ผลเหมือนจะเอางบมาคอรั่บชั่นเล่นๆ ก็ต้องยกเลิกหมดไม่ใช่แค่มาพูดถึงแต่ฟุตบอลประเพณี เพราะประเพณีนี้ก็มาจากเหตุผลเดียวกันในการสร้าง และส่งเสริมอะไรบางอย่างเช่นกัน แต่แค่วิธีการที่ไม่เหมือนกัน ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วคุณที่โพสนี่รู้สึกขวางหูขวางตาอะไร หรือมีปมกับฟุตบอลประเพณี หรือยังไม่ได้จัดการปัญหาน้ำท่วมที่บ้านตนเอง หรืออะไรก็แล้วแต่มาอ้าง โดยการนำเรื่องเหตุบ้านการเมืองมาอ้างความชอบธรรม ในเรื่องนี้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาทุกๆปีก็มีเรื่องเหตุบ้านการเมืองต่างๆมาอยู่ตลอด แต่ก็ไม่เห็นเป็นปัญหาแต่อย่างใด....

คำว่า "เสรีภาพทุกตารางนิ้ว"

คำว่า "เสรีภาพทุกตารางนิ้ว" ไม่แน่ใจว่าน้องเข้าใจในคำนี้มากเพียงพอหรือเปล่านะครับ ... ที่มาของคำนี้มาจากไหน ... ลองค้นหาข้อมูลดีๆ นะครับ

หากจะยกคำนี้ขึ้นมา กรุณาเข้าใจคำนี้ ความหมายมันก่อนนะครับ

ส่วนตัวไม่ได้เรียนทั้ง 2

ส่วนตัวไม่ได้เรียนทั้ง 2 มหาวิทยาลัย และเป็นธรรมดาที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับงานประเพณีนี้
แต่ก็ได้บทความนี้ เกิดความรู้สึกว่าตรรกะการโยงเรื่องของผู้เขียนไม่มีเหตุและผลในตัวเอง
สรุปสั้นๆเหมือนผู้อ่านหลายๆคนที่ว่า "งง" และไม่เข้าใจวัตถุประสงค์

รู้สึกแค่ว่า "ผู้เขียน" เหมือนพวกขี้อิจฉาขี้บ่น ที่เกลียดกิจกรรมที่มีคนอื่นเด่นดังกว่าเท่านั้น
ถามหน่อยว่า ด้วยตำแหน่งที่ห้อยท้ายชื่อนามสกุลของผู้เขียน ได้ทำอะไรกับสถานการณ์ในปัจจุบันบ้าง

ฟุตบอลประเพณีมันมองได้หายมุม

ฟุตบอลประเพณีมันมองได้หายมุม ถามว่าเปลืองมั้ย โอเคครับมันเปลือง แต่มุมหนึ่งที่องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยังคงจัดต่อไป ผมคิดว่าเพราะนี้คือพื้นที่ประชาสัมพันธ์ชั้นดี เห็นได้จากหุ่นล้อการเมือง ที่ได้รับความสนใจจากสื่อและขึ้นหน้าหนึ่งทุกปีเกือบทุกฉบับ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่นักศึกษาอย่างเราๆได้นำเสนอแนวคิด สะท้อนความคิดของเราต่อสังคมและคนทั่วไปได้รับรู้ในสื่อกระแสหลัก (ซึ่งน้อยมากที่สื่อกระแสหลักจะสนกิจกรรม ความเห็นของนักศึกษา) ยังเห็นด้วยกับความคิดที่ว่า ถึงแม้ยกเลิกงานบอลไปนิสิตนักศึกษาก็ไม่ได้ตื่นตัวไปมากกว่านี้ อย่างน้อยก่อนงานบอลฯ ก็ยังมีกิจกรรมจิตอาสาหลายกิจกรรมที่ทำประโยชน์ให้สังคม โรงเรียนด้อยโอกาสของนิสิตนักศึกษาทั้ง 2 สถาบัน ที่ร่วมกันทำ รวมถึงกิจกรรมสุดท้ายทุกปีที่แทบจะทำก่อนงานบอลไปแล้ว คือเลือดไม่แบ่งสี (บริจาคเลือกของนิสิตนักศึกษาให้สภากาชาด) หลายๆอย่างมันเป็นประโยชน์ และผลเสียไปในทางเดียวกันครับ แต่เราน่าจะมองสิ่งที่สร้างประโยชน์มากกว่า และใช้พื้นที่สร้างประโยชน์ตรงนี้อย่างเต็มที่

ผมไม่แปลกใจหรอกครับเพราะอุปนายกคนนี้ได้แต่วิจารณ์ ในทางกลับกันเขาไม่สามารถทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย คนที่เอาแต่วิพากวิจารณ์แต่ในทางปฏิบัติด้วยตำแหน่งที่รับปากไว้ว่าจะฟื้นฟูจิตวิญญาณฝั่งท่าพระจันทร์นั้นก้ไม่มีผลงาน มีที่ผมชื่นชมคือการช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้เมื่อ 2553 เท่านันแหละครับ ซึ่งผมเองก็คิดว่าคงไม่ได้มาจากเขาเป็นคนเริ่ม(คิดว่า) เพราะอุปนายกองค์การนักศึกษา ท่าพระจันทร์คนนี้ ไม่น่าจะใช้คำนี้ คงต้องวงเล็บว่า (อุปนายกตัวเชิดมากกว่า)

คนเราวัดกันที่มือทำ ไม่ใช้ปากพูดหรือเอามือ"เขี่ย"วิจารณ์ ซึ่งตรงกับภาษิตไทยหลายคำอยู่ลองนึกกันดูเอา

ttheooh

[quote=ttheooh]ส่วนตัวไม่ได้เรียนทั้ง 2 มหาวิทยาลัย และเป็นธรรมดาที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับงานประเพณีนี้
แต่ก็ได้บทความนี้ เกิดความรู้สึกว่าตรรกะการโยงเรื่องของผู้เขียนไม่มีเหตุและผลในตัวเอง
สรุปสั้นๆเหมือนผู้อ่านหลายๆคนที่ว่า "งง" และไม่เข้าใจวัตถุประสงค์

รู้สึกแค่ว่า "ผู้เขียน" เหมือนพวกขี้อิจฉาขี้บ่น ที่เกลียดกิจกรรมที่มีคนอื่นเด่นดังกว่าเท่านั้น
ถามหน่อยว่า ด้วยตำแหน่งที่ห้อยท้ายชื่อนามสกุลของผู้เขียน ได้ทำอะไรกับสถานการณ์ในปัจจุบันบ้าง[/quote]

จิงที่สุดครับ อย่างตามกระแสบ้าง ผมก็คิดอย่างนั้น เขาเองไม่เคยมาสัมผัสตรงนี้ เขาจึงไม่รุ้หรอกครับว่าการทำกิจกรรมที่ลงมือทำจริงมันได้อะไรบ้าง แต่ก็มีบางประเด็นที่ผมเห็นด้วยกับเขานะ แต่ไม่ทั้งหมด

ไม่ได้ซิ...ต้องจาดห้ายยยยยยยย

ไม่ได้ซิ...ต้องจาดห้ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยด้ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
เพราะเวลาเลิกเวลาจบจะได้ร้อเพลงสุดท้ายกานนนงาย
"ข้าฯวร........ชโย"
หุหุ

คนละมุม wrote:ttheooh

[quote=คนละมุม][quote=ttheooh]ส่วนตัวไม่ได้เรียนทั้ง 2 มหาวิทยาลัย และเป็นธรรมดาที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับงานประเพณีนี้
แต่ก็ได้บทความนี้ เกิดความรู้สึกว่าตรรกะการโยงเรื่องของผู้เขียนไม่มีเหตุและผลในตัวเอง
สรุปสั้นๆเหมือนผู้อ่านหลายๆคนที่ว่า "งง" และไม่เข้าใจวัตถุประสงค์

รู้สึกแค่ว่า "ผู้เขียน" เหมือนพวกขี้อิจฉาขี้บ่น ที่เกลียดกิจกรรมที่มีคนอื่นเด่นดังกว่าเท่านั้น
ถามหน่อยว่า ด้วยตำแหน่งที่ห้อยท้ายชื่อนามสกุลของผู้เขียน ได้ทำอะไรกับสถานการณ์ในปัจจุบันบ้าง[/quote]

จิงที่สุดครับ อย่างตามกระแสบ้าง ผมก็คิดอย่างนั้น เขาเองไม่เคยมาสัมผัสตรงนี้ เขาจึงไม่รุ้หรอกครับว่าการทำกิจกรรมที่ลงมือทำจริงมันได้อะไรบ้าง แต่ก็มีบางประเด็นที่ผมเห็นด้วยกับเขานะ แต่ไม่ทั้งหมด[/quote]

ตัวเองเรียนจุฬา แฟนเรียนธรรมศาสตร์ครับ ไม่มีอคติกับสถาบัน
เห็นด้วยกับความคิดเห็นนี้อีกเสียงหนึ่งครับ วัตถุประสงค์ของผู้เขียนดูเลื่อนลอย ไม่ชัดเจนมาก
ไม่อยากเห็นจุฬาได้ดิบได้ดีกว่าในการแข่งขันทุกครั้ง หรือป่าว

หรือแม้กระทั่งจุฬาลงกรณ์มหาวิ

หรือแม้กระทั่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่มีคำขวัญอันยิ่งใหญ่อย่าง"เสาหลักแห่งแผ่นดิน" และเป็นมหาวิทยาลัย "อันดับหนึ่งหรือสอง" ของประเทศ...

หนึ่ง หรือ สอง รึค่ะ มั่นใจหรือ
จุฬาฯ ไปอันดับโลกแล้วค่ะ ผู้เขียนคงเข้าใจอะไรผิดบางอย่างนะคะ

เสรีภาพครับเสรีภาพมาก กับงานพ

เสรีภาพครับเสรีภาพมาก
กับงานพาเหรดประเพณี
ผมเคยด่าไอ้เหลี่ยมผ่านพาเหรดหลายปีก่อน
ล่ิวล้อมันกั้นผมไม่ยอมให้เข้า
ถ่ายสดก็ตัดเข้าโฆษณา
เสรีภาพห่าเหวอะไรครับ
มอผมไม่บังคับเชียร์นะครับ
กฎหมายพวกมึงไม่เผาทิ้งเลยล่ะครับ
เพราะมีตำรวจก็เอาแต่รีดไถมีไว้ทำห่าอะไรครับ