คุยกับ “พี่ใหญ่” กปปส.เชียงใหม่ : ฟังอีกทางเราต่างก็เป็นพี่น้องกัน

 

จากสถานการณ์ตึงเครียดแทบจะทั่วทั้งประเทศที่บัดนี้ไม่ได้มีแต่เพียงการชุมนุมของ “คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  (กปปส.)” ที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นแกนนำ  ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน เท่านั้น  ยังมี “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)” หรือ “กลุ่มคนเสื้อแดง” ในหลายจังหวัด ต่างออกมาขับเคลื่อนต่อต้าน “ม็อบนกหวีด” กันอย่างหลากหลายวิธีการ  รวมถึงกลุ่ม “พอกันที หยุดการชุมนุมที่สร้างเงื่อนไขไปสู่ความรุนแรง” ที่ออกมาจุดเทียนส่งเสียงเรียกร้องสันติภาพจนจุดติดกลายเป็นกระแสแผ่กระจายไปทั่วทั้งประเทศเช่นเดียวกันด้วย  ท่ามกลางข่าวรัฐประหารระลอกใหม่ที่โหมกระพืออยู่แทบทุกวงสนทนาการเมือง

พื้นที่เชียงใหม่ถูกขนานนามว่าเป็น “เมืองหลวงคนเสื้อแดง” มาตลอด 8 ปีแห่งการต่อสู้ทางการเมือง  แต่ไม่นานมานี้ จากการชุมนุมของ “เครือข่ายเชียงใหม่เพื่อการปฏิรูป (คชป.)” หรือ  กปปส. สาขาเชียงใหม่  ทำให้เราได้เห็นภาพมวลชนหลักพันที่กล้าเดินออกจากบ้านพร้อมนกหวีดคล้องคอในเมืองหลวงเสื้อแดง และไม่ใช่เพียงแค่ครั้งสองครั้งที่ปรากฏภาพเช่นนี้  ในเย็นวันที่ 12 มกราคม 2557 กลุ่ม กปปส.เชียงใหม่นัดชุมนุมใหญ่สนับสนุนการปิดกรุงเทพกันอีกครั้งที่หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ซึ่งหลายฝ่ายคาดว่าจะมีจำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุมกับม็อบนกหวีดเท่ากับหรือมากกว่าครั้งที่ผ่านๆ มา  รวมทั้งมวลชนนกหวีดในเชียงใหม่บางส่วนยังเตรียมเดินทางไปกรุงเทพมหานครเพื่อร่วม “ปิดกรุงเทพ” กับ “กำนันสุเทพ” อีกด้วย  ด้วยกระแสข่าวลือรัฐประหารที่หนาหู  ทางฝั่งคนเสื้อแดงก็ตื่นตัวพร้อมต้าน  แม้ว่าเหตุรุนแรงจะเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง  ทั้งที่เคยถึงขั้นปะทะกันถึงขนาดมีผู้เสียชีวิตมาแล้ว  ดูเหมือนถึงนาทีนี้ก็ยังไม่มีใครที่จะห้ามจะปรามใครได้  และต่างฝ่ายต่างก็ตระเตรียมกำลังกันราวกับพร้อมรบ !

“พี่ใหญ่” หนึ่งในมวลชน กปปส.เชียงใหม่ ที่มีบทบาทและสถานะทางสังคมในหมู่ผู้ชุมนุมอยู่พอสมควร  มีส่วนร่วมดูแลเพจ กปปส.เชียงใหม่ รวมทั้งยังเป็นผู้ประสานงานในการจัดการเดินทางของผู้ชุมนุมจากเชียงใหม่ลงไปร่วมปิดกรุงเทพในวันที่ 13 มกราคมนี้ด้วย  บอกกับเราว่าด้วยสถานการณ์เช่นนี้  เขาสามารถเปิดเผยตัวตนกับเราได้เพียงชื่อสั้นๆ เท่านั้น  เนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัยต่อครอบครัว  เพราะเพิ่งผ่านเหตุปะทะกับคนเสื้อแดงมาสดๆ  ( ดูข่าว กปปส.เชียงใหม่ถูกคนเสื้อแดงดักทำร้ายระหว่างเคลื่อนขบวนรณรงค์) อีกทั้งไม่ต้อการนิยามตัวเองว่าเป็นแกนนำ  แต่จากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ยืนยันว่าเขามีตัวตนและบทบาทอยู่จริง  เราติดต่อขอพูดคุยกับเขาได้ผ่านทางเฟซบุค  ในเบื้องต้นใหญ่ไม่อยากออกสื่อ  แต่เมื่อชี้แจงถึงเจตนาว่าบทสนทนากับเขานั้นจะเป็นประโยชน์ต่อสถานการณ์  และเราไม่สนับสนุนการสร้างความเกลียดชังอันจะนำไปสู่ความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นในทุกทาง  เขาก็ยินดีพูดคุยเป็นอย่างดี

“บางอย่างเราอาจมองคนละมุม อาจมีความเห็นต่างได้นะ แต่สุดท้ายก็คุยกันด้วยเหตุผลครับ”

"พี่ใหญ่" อายุ 44 ปี เป็นพ่อของเด็กหญิง 2 คน อายุ 5 ขวบ และ 1 ขวบ 8 เดือน  เราขอเปิดโอกาสให้เขาพูดอย่างเต็มที่โดยไม่ตัดทอนใดๆ ทั้งสิ้น  เนื่องจากเรายังเชื่อในความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน  และเชื่อว่าผู้อ่านจะมีวิจารณญาณแยกแยะความคิดความเชื่อกับข้อเท็จจริงได้  ซึ่งเป็นไปได้ว่าจะทำให้เราเห็นความเหมือนในความต่างที่อาจถูกบดบังด้วยสีเสื้อ  เพราะในเนื้อหนังที่แท้ที่อยู่ภายใต้เสื้อผ้านั้นเราต่างก็เป็นพี่น้องกัน

0000

ถาม : การเดินทางลงไปร่วมชุมนุมที่กรุงเทพมีส่วนจัดการอย่างไรบ้าง

พี่ใหญ่ : พี่ทำหน้าที่ประสานงาน จัดให้ทุกกลุ่ม ทุกคนที่อยากไปได้มีโอกาสไป  คือ คนเขาจะติดต่อมาทางพี่ ทำไมก็ไม่รู้เหมือนกัน สงสัยได้ข่าวต่อๆ กันมา พี่ก็รับๆ ไว้ จัดที่นั่ง จัดคิวให้ทั่วถึงเท่าที่ทำได้  พอมีคนทราบว่าพี่รวมคนได้ เขาก็หารถมาให้เอง ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าใครเหมือนกัน  จากที่ผมใช้วิธีลงขันกันเอง ขาดเหลือก็จิ๊กเงินเมียมาจ่าย ตอนนี้ก็ไม่ต้องขนาดนั้นแล้วครับ

ถาม : ก่อนหน้าที่จะมี กปปส ทำอะไร มีแนวคิดทางการเมืองอย่างไร

พี่ใหญ่ : ก่อนหน้าจะมี กปปส. ก็อยู่กับ ปกตถ. “ปากกัดตีนถีบ” พยายามทำมาหากินโดยสุจริตตามปกติ ทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวและพ่อที่ดีของลูกๆ ใช้สิทธิและทำหน้าที่ในทางการเมืองเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป

ถาม : ทำไมอยู่ดีๆ ถึงได้มาจับนกหวีด

พี่ใหญ่ : ไม่ใช่อยู่ดีๆ ครับ ถ้าอยู่ดี ผมหรือใครๆ คงไม่ออกมากัน แต่ที่ออกมาเพราะประเทศชาติบ้านเมือง สังคมใกล้ตัวมันอยู่ไม่ดี มันไม่น่าอยู่แล้ว มันจะอยู่ไม่ได้แล้ว หลายเรื่องมันผิดทำนองคลองธรรมมามาก สะสมกันมา จนถึงจุดที่มันไม่ได้แล้วจริงๆ ถึงได้ออกมากัน

ถาม : มีโมเดลอย่างไรเรื่องการปฏิรูป

พี่ใหญ่ : ไม่มีครับ ผมไม่ใช่นักวิชาการหรือนักปฏิรูป แม้ผมจะเรียนจบด้านรัฐศาสตร์ การเมืองและการปกครองมาก็จริง แต่โดยธรรมชาติและชีวิตประจำวันของผมยังไม่เคยคิดจะเข้าไปยุ่งกับระบบการเมืองโดยตรงโดยเฉพาะในระดับโครงสร้าง ความจริงแล้วผมเห็นว่าการเดินตามแนวทางที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานไว้ในหลายเรื่องนั้น มีความเหมาะสมกับประเทศไทยของเราที่สุด ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง การรู้รักสามัคคี ซึ่งถ้าคนไทยโดยเฉพาะผู้ใช้อำนาจบริหารประเทศยึดถือแนวทางเหล่านี้แล้ว สถานการณ์บ้านเมืองจะไม่มาถึงจุดนี้ จุดที่เกิดความเสียหายใหญ่หลวง จุดที่คนไทยด้วยกันพร้อมจะฆ่าฟันกันเองได้ทุกเมื่อ นี่แสดงว่าเรามาผิดทาง รัฐบาลทำผิดพลาด จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่มันต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ มันจึงเกิดสถานการณ์เลวร้ายแบบนี้ขึ้นมาได้ อันนี้ทุกคนต้องยอมรับ เมื่อยอมรับว่าทำผิดพลาด ก็หยุดทำสิครับ อย่าดันทุรัง หยุดซะ หรือถอยเสีย หรือเลี้ยวกลับไปยังแนวทางที่เราเคยอยู่กันอย่างสงบสุขแล้วเริ่มต่อยอดจากจุดนั้นใหม่ นั่นคือทางออก แต่จะเรียกว่าปฏิรูปหรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียก

ถาม : มีความคาดหวังอย่างไรกับการเคลื่อนไหวของ กปปส.

พี่ใหญ่ : แน่นอนครับ ผมและพี่น้องทุกคนอยากเห็นความสงบสุข อยากเห็นบ้านเมืองมันเดินไปได้ และต้องเดินไปถูกทางด้วย ซึ่งสิ่งแรกที่จะไปถึงจุดนั้นได้ รัฐบาลรักษาการ หรือรัฐบาลพรรคเพื่อไทยต้องหยุด และลงจากเวทีเสียก่อน เลิกยุยงส่งเสริมให้พี่น้องเสื้อแดงออกมาระรานคนไทยที่เห็นต่างซะ แล้วมาร่วมกันช่วยกันซ่อมแซมเวที ปัดกวาดเช็ดถู ทบทวนกติกา หากรรมการ หาแพทย์สนาม เสียให้เรีบบร้อย ทุกอย่างที่กล่าวมานี้ “ทำร่วมกัน” นะครับ ไม่ใช่ กปปส. ทำเองฝ่ายเดียว เมื่อกติกาพร้อม กรรรมการพร้อม แพทย์สนามพร้อม เวทีพร้อม ผู้ชมพร้อม ทุกคนยอมรับแล้วก็ขึ้นเวทีกันใหม่ แค่นี้เองครับ

ถาม : ได้ลงไปร่วมกับ กปปส. ที่กรุงเทพอย่างไรบ้าง ผ่านเหตุการณ์อะไรมาบ้าง

พี่ใหญ่ : ความจริงผมเดินทางไปร่วมชุมนุมตั้งแต่ยังไม่มี กปปส. ไปๆ มาๆ อยู่หลายครั้งตามแต่เวลาและเงินจะอำนวย หลักๆ ก็ทุกครั้งที่มีการนัดชุมนุมใหญ่ผมจะไป เช่นวันมวลมหาประชาชน 24 พ.ย. 56 วันที่ 9 ธ.ค. 56  วันที่ 22 ธ.ค. 56 ซึ่งว่ากันว่าเป็นการทำสถิติใหม่ทุกครั้ง และครั้งนี้ วันที่ 13 ม.ค. 57 ก็จะไปร่วมแสดงจุดยืนย้ำให้รัฐบาลรักษาการ และทางคุณทักษิณ ได้เห็นอีกครั้งว่า นี่คือความต้องการของประชาชนจำนวนมหาศาลจริงๆ ผมจะไม่ใช้คำว่าส่วนมากหรือส่วนน้อยนะ เพราะประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้นแม้จะยอมรับเสียงข้างมากแต่เขาจะฟังและต้องดูแลแก้ปัญหาขจัดปัดเป่าความทุกข์ร้อนให้กับคนส่วนน้อยเสมอกัน จำนวนผู้ต่อต้านรัฐบาลรักษาการจากพรรคเพื่อไทย ภายใต้ระบอบทักษิณในขณะนี้จะมีสัดส่วนเท่าใดผมไม่ทราบ พูดได้แต่ว่ามหาศาล และเป็นของจริงทั้งนั้น ผมยืนยัน

ทุกครั้งที่ไปร่วมก็จะได้พบเห็นอะไรๆ มากมาย ทั้งที่เป็นความประทับใจ ทั้งที่เป็นความหดหู่ ผมจะเล่าให้ฟังว่า ผมไปร่วมที่เวทีราชดำเนินครั้งละ 1-2 วันนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ไม่ใช่ไปสบาย ผู้คนเบียดเสียด อากาศกลางวันร้อนกลางคืนหนาว การอยู่การกินก็ไม่เหมือนที่บ้าน เอาแค่เรื่องขี้กับเยี่ยวใน 2 วันนี่ผมก็ว่าลำบากแล้วครับ แต่พี่น้องที่เขาไปปักหลักที่นั่นเขาต้องอยู่แรมเดือน กิน นอน บนพื้นถนนแข็งๆ ไม่รู้นอนหลับกันไปได้ยังไง เมื่อได้ไปเห็นสภาพพี่น้องที่เขาตั้งใจมาปักหลักสู้อย่างนั้นแล้ว ผมกลับมานอนที่บ้าน ไม่เคยรู้สึกสบายเลยครับ ใจมันคิดถึงคนเหล่านั้นอยู่ตลอด การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรผมอยากจะบอกว่าผมและคนไทยทางบ้านเป็นหนี้บุญคุณพวกเขาครับ นี่คือเหตุผลว่าทำไมผมจึงดิ้นรนจะไปให้ได้ทุกครั้งที่มีโอกาส

พี่น้องจากทางภาคใต้ก็มากันเยอะ ผมได้นั่งคุยพี่ไชยา ซึ่งเป็นชาวจังหวัดตรังในหนแรกที่ไปร่วมชุมนุม เขาบอกว่า เหตุที่คนใต้มากันเยอะ ไม่ใช่เพราะคุณสุเทพ ไม่ใช่เพราะคุณชวน ไม่ใช่เพราะพรรคประชาธิปัตย์ แต่คนใต้เขาบอกว่า ที่บ้านเมืองมันวุ่นวายจนจะล่มจมแบบนี้เพราะ “คนใต้” (เขาหมายถึงคุณจตุพร คุณณัฐวุฒิ คุณวีระ) ทำชั่วไว้เยอะ เขาจึงมีภาระจะต้องขึ้นมาแก้ปัญหาที่คนใต้ได้มีส่วนก่อไว้นี้ ด้วยคำพูดนี้ทำให้ผมในฐานะคนเชียงใหม่ต้องสะอึก เรานั่งคุยกันถึงเรื่องครอบครัวและลูกๆ เขาถามผมว่าไม่ห่วงลูกเหรอ เห็นลูกยังเล็กอยู่มาก ผมตอบไปเหมือนกับที่เคยตอบหลายคนไปแล้วว่า ห่วงมาก เพราะห่วงลูกมากจึงต้องมา มาทำอะไรบางอย่างเพื่อเขาจะได้อยู่ในสังคมที่ดีกว่านี้ ส่วนพี่เขาบอกว่าก่อนออกจากบ้านมาชุมนุมได้สั่งเสียลูกแล้วว่าให้เป็นเด็กดี ให้ดูแลแม่ และถ้ามีอะไรเกิดขึ้นให้เข้มแข็งและให้เรียนให้จบ ที่ว่ากันว่าคนใต้ใจถึงนั้น เป็นเรื่องจริงครับ ปัจจุบันพี่ใชยายังเป็นเพื่อนในเฟสบุคของผม

บรรยากาศการชุมนุมที่กรุงเทพนั้น แม้จะแออัดและหาความสะดวกสบายไม่ได้ แต่สิ่งที่พบเห็นได้เป็นปกติคือ น้ำใจของคนไทยครับ ที่นั่นทุกคนเหมือนญาติ ยิ้มแย้มให้กัน ห่วงใยกัน ของหายแล้วได้คืน ไม่มีอะไรน่ากลัว แม้แต่ชาวบ้านร้านรวง พ่อค้าแม้ค้า เขาเป็นมิตรกับผู้ชุมนุมครับ มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เปิดบ้านให้เราเข้าไปนั่งในสนาม ให้เราใช้ห้องน้ำได้ แต่ตอนหลังๆ เห็นมีบางเจ้าเก็บค่าบริการบ้างแล้ว คงเป็นเพราะปริมาณผู้ใช้บริการเยอะจนเป็นภาระเจ้าของบ้าน

ถาม : ช่วยเล่าเหตุปะทะในการเคลื่อนขบวนที่่เชียงใหม่ที่ผ่านมา

พี่ใหญ่ : การเดินขบวนในวันที่ 5 ม.ค. ที่ผ่านมานั้น กลุ่มพี่น้องประชาชนที่เรียกร้องให้รัฐบาลลาออกนั้นได้มีการเตรียมการและแจ้งให้ทาง จนท. บ้านเมืองทราบก่อนแล้วครับ มันจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยถ้าพี่น้องเสื้อแดงไม่ไประรานกลุ่มผู้เดินขบวน เริ่มต้นนั้นพวกเรานัดหมายตั้งขบวนกันที่หน้าโบสต์คริสต์ เชิงสะพานนวรัฐฝั่งตะวันออกตั้งใจจะเดินผ่านถนนท่าแพไปนมัสการอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ฝ่ายคนเสื้อแดง  ก็ได้ไปรวมตัวดักหน้าอยู่ที่บริเวณหน้าจวนผู้ว่า เชิงสะพานอีกฝั่งหนึ่ง และประกาศจะไม่ยอมให้พวกเราเดินผ่าน นี่มันแนวเกเรแล้วนะครับ โอเค พวกเราไม่อยากมีเรื่องก็ไม่ผ่าน แต่เปลี่ยนเส้นทางเดินไปทางข้ามสะพานนครพิงค์แทน แต่คนเสื้อแดงไม่หยุดแค่นั้น พากันย้ายไปดักรอขัดขวางพวกเราที่จุดอื่นๆ อีก เช่น ซอยต้นโพธิ์ กาดสมเพช นี่มันอะไรกันครับ ? จนท.ตำรวจพยายามมาช่วยกันออกไป ขบวนเคลื่อนต่อไปตามคูเมืองฝั่งในผ่านแจ่งศรีภูมิมุ่งไปยังประตูช้างเผือก ก็ปรากฏว่าคนเสื้อแดงตามราวีตลอด ด้วยการขัดขวาง ด่าทอ ขว้างรถ ดังที่เห็นในคลิปข่าวไปแล้วนะครับ ทางด้านบริเวณอนุสาวรียสามกษัตริย์ก็ปรากฏว่ามีกลุ่มคนเสื้อแดงที่ไม่ใส่เสื้อสีแดงแล้วมาดักรอ มีรถตู้ติดเครื่องขยายเสียงมาด่าทอพวกเรา มีรถตู้ขนชายในชุดดำมาเต็มคัน พร้อมอาวุธที่มองเห็นด้วยตามีไม้แหลม กระบอง หนังสติ๊ก ปืนฉมวกยิงปลา คันเบ็ดตกปลา(ไม่รู้ว่าจะใช้ทำอะไร) มารอที่ข้างๆ อนุสาวรีย์ พวกเราที่ไปรออยู่แถวนั้นโทรรายงานตลอด เห็นของจริงตลอด ส่วนผมขับรถแยกจากขบวนไปจอดรอที่ข้างๆ โรงเรียนยุพราชฯ พอเขามองเห็นรถเราใส่เสื้อรักในหลวงเท่านั้นแหละ ทั้งก้อนอิฐ ก้อนหินปลิวมาที่รถเราดังสนั่นหวั่นไหว โครมครามๆ  คนขับต้องตัดสินใจบึ่งรถหนี แต่ก็หนีได้ไม่เร็วเพราะมีรถสัญจรไปมาเยอะด้วย รถยนต์ได้รับความเสียหาย แต่พวกเราในรถปลอดภัย จากนั้นพวกเราก็โทรศัพท์และใช้วิทยุสื่อสารแจ้งขบวนที่กำลังมาถึงคูเมืองฝั่งประตูช้างเผือกว่า ให้เปลี่ยนทิศทาง อย่าเข้ามาที่อนุสาวรีย์สามกษัตริย์เด็ดขาด ขบวนจึงเปลี่ยนเส้นทางออกไปทางถนนโชตนา แต่ยังมีประชาชนบางคนที่ไม่ได้อยู่ในขบวน และมารอพวกเราที่อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ห้อยนกหวีดสีธงชาติมายืนรอ จึงโดนคนเสื้อแดงรุมทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บตามที่เป็นข่าวครับ

นี่มันเป็นสถานการณ์ที่วิกฤตแล้วนะครับ คนเสื้อแดงภายใต้การสนับสนุนและให้ท้ายของรัฐบาลเพื่อไทยทำถึงขนาดนี้แล้ว ขนาดที่ไล่ทุบตีทำร้ายคนไทยด้วยกันที่ไม่เห็นด้วยกับพวกคุณเท่านั้นเองนะ แล้วสังคมจะอยู่อย่างไรครับ

ถาม : ที่กำลังจะลงไปร่วมกับ กปปส. ที่กรุงเทพอีกครั้งนี้ มีความคาดหวังอย่างไร คิดว่าครั้งนี้จะชนะหรือไม่อย่างไร หรือคิดว่าหากยืดเยื้อจะอีกนานแค่ไหน และคิดว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะยุติลงอย่างไร

พี่ใหญ่ : ความคาดหวังก็เหมือนเดิมครับ การต่อสู้นี้ยังไงก็ต้องชนะ จะช้าหรือเร็วเท่านั้นเพราะท้ายที่สุดธรรมย่อมชนะอธรรม จริงๆ แล้วเราไม่ได้อยากจะชนะคุณยิ่งลักษณ์หรือคุณทักษิณนะครับ เราอยากให้ชาติชนะ ชาติชนะหมายความว่าคนชั่วถูกกันออกไปเปิดโอกาสให้คนอื่นที่ดีกว่าเข้ามาใช้อำนาจได้ คนไทยทุกคนก็จะเป็นผู้ชนะ ทุกคนได้รับผลดีด้วยกัน เราไม่ได้ทำศึกสงครามที่จะต้องห้ำหั่นฝ่ายตรงข้ามให้แหลกลาญ เราไม่ได้สู้กับคนเสื้อแดง เราต่อสู้กับผู้ใช้อำนาจรัฐ นักการเมือง ที่ฉ้อฉล ไม่จำเป็นต้องเป็นคุณทักษิณหรือคุณยิ่งลักษณ์ครับ ใครก็ตามถ้าทำผิดคิดชั่วมุ่งประโยชน์ส่วนตนยิ่งกว่าประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชน คนไทยทุกคนก็ควรต้องออกมาต่อสู้เช่นกัน

ถาม : มีความเห็นอย่างไรต่อการออกมาต้านของกลุ่มพอกันทีฯ เมื่อวานนี้ และที่เป็นกระแสอยู่ทุกวันนี้

พี่ใหญ่ : เป็นสิทธิของเขาครับ เต็มที่ครับ จะจุดเทียน จะปล่อยอะไร ตราบที่ไม่ฝ่าฝืนกฎหมายเขาย่อมทำได้ และผมไม่คิดจะไปวิพากษ์วิจารณ์เขานะ แต่อย่าเผลอลืมตัวทำแบบที่เชียงใหม่หรือปทุมฯ ก็แล้วกัน

ถาม : มีความเห็นอย่างไรต่อเรื่องการจัดการความรุนแรงของแกนนำ กปปส. ไม่ว่าจะจากเวที หรือจากเหตุการณ์การปะทะที่ผ่านๆ มา

พี่ใหญ่ : ถ้าเป็นที่ กทม. ผมว่าเขาจัดการได้ดีมากนะครับ ต้องให้เครดิตแกนนำ เขาดูแลควบคุมอารมณ์ผู้ชุมนุมได้ดีมากๆ คนจำนวนมหาศาลที่มาจากทุกสารทิศแบบนั้น และแต่ละคนไม่มีใครสั่งใครได้ ทุกคนเป็นอิสระ ไม่ใช่ม็อบจัดตั้งนะครับ แต่เขาสามารถพูดคุยให้ทุกคนอยู่ในความสงบและให้ความร่วมมือต่อสู้ไปในทิศทางเดียวกันคือ ชุมนุมโดยสงบ สันติ ปราศจากอาวุธ ได้นี่ถือว่าทั้งแกนนำและผู้ชุมนุมนั้นมีเจตนาดีต่อบ้านเมืองด้วยกันทั้งนั้น นอกจากนั้นเขายังมีการป้องกันดูแลความปลอดภัยไม่ให้ถูกผู้ไม่หวังดีมาทำร้ายผู้ชุมนุมได้ดีมาก

ส่วนในจังหวัดเชียงใหม่ของเรานั้น ต้องยอมรับว่ายังเป็นปัญหา ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มีหลายฝ่ายครับ เช่น แกนนำ ผู้ชุมนุม จนท.บ้านเมืองคือตำรวจ และ คนเสื้อแดง ผมเห็นว่าปัญหามันไม่ได้อยู่ที่การชุมนุมนะครับ ถ้าการชุมนุมมันเป็นปัญหามันจะต้องเป็นปัญหาทุกที่ใช่ไหมล่ะ เช่น หลายวันมานี้ จนถึงวันนี้ คนเสื้อแดงก็จัดชุมนุมตั้งเวทีกันกลางเมืองเชียงใหม่ตรงประตูช้างเผือก ปิดการจราจรด้วยซ้ำไป แต่ตั้งมาหลายวัน ก็ไม่เห็นจะมีเหตุอะไร ไปดูได้ครับ คนจะมากจะน้อย จะนั่งตบยุงกันเท่ๆ 2-3 คน ก็ไม่เคยมีใครไปยุ่ง  แต่ถ้าเป็นคนที่เห็นต่างกับคนกลุ่มนี้ชุมนุมบ้างสิครับ อะไรจะเกิดขึ้น

ถาม : มีอะไรอยากจะฝากอีกบ้าง

พี่ใหญ่ : ผมจะฝากไปยังพี่น้องประชาชนที่อาจจะยังไม่เข้าใจในสิ่งที่พวกเรากำลังทำว่า

1.       ประชาชนที่ออกมา ไม่ใช่เพราะ “ความนิยม” ในตัวคุณสุเทพ แต่เขาออกมาเพราะ “ความไม่นิยม” ในรัฐบาล

2.       พวกเราไม่ได้เป็นศัตรูกับพี่น้องเสื้อแดง เรายังเป็นเพื่อน เป็นญาติ เป็นเพื่อนบ้านกันเหมือนเดิมและก็คงจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป แต่เราต่อต้านนักการเมืองทุกคนที่ฉ้อฉล เอาเปรียบประเทศชาติ ทุจริตคดโกง และทำเพื่อตัวเองโดยอ้างประชาชน เท่านั้นเอง

3.       ไม่มีใครต่อต้านหรือปฏิเสธการเลือกตั้ง เพียงแต่ขอเลื่อนออกไปเสียก่อนเพื่อจัดการแก้ไขข้อบกพร่องของกติกาให้มีดีกว่านี้เท่านั้นเอง

ฝากถึงพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดเชียงใหม่ก็แล้วกันครับว่า จังหวัดเชียงใหม่เราบอบช้ำมาก ในอดีตนั้นถ้าพูดถึงเชียงใหม่สิ่งแรกที่คนจะนึกถึงคือคนเชียงใหม่น่ารัก นุ่มนวล อู้ม่วน จาหวาน ขนบธรรมเนียมประเพณีที่งดงาม ใครๆ ก็อยากมาอยากอยู่อยากคบหาอยากไปหมด แต่หลายปีมานี้โดยเฉพาะปีนี้ พอพูดถึงจังหวัดเชียงใหม่ สิ่งแรกที่เขานึกถึงคือเมืองแดง เถื่อน ถ่อย เขาขยาด ขยะแขยง ไม่อยากมาแล้วนะครับ ภาพพจน์ดีๆ ความงดงามของเมืองเชียงใหม่ที่สั่งสมมากว่า 700 ปี มันหายไปในช่วงเวลาแค่ 6-7 ปีมานี้เองนะครับ เพราะฉะนั้น ก็เป็นโจทย์ให้คนเชียงใหม่คิดกันเองด้วยใจเป็นธรรมล่ะครับว่า อะไรคือปัญหา และจำแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร?

000000

ก่อนที่เชื้อไฟแห่งความเกลียดชังจะเผาผลาญทำลายทุกฝ่ายซึ่งนอกจากจะมี “คนอื่น” แล้วก็ยังมี “เรา” อยู่ในนั้นด้วย  คำพูดของเขาหลายๆ ครั้งทำให้เราเชื่อว่าแต่ละฝ่ายที่ออกมาเผชิญหน้ากันในวันนี้ยังพอจะเหลือคนที่มีสติมีกำลังคอยจะฉุดดึงฝ่ายใครฝ่ายมันเพื่อป้องกันไม่ให้บ้านเมืองต้องสูญเสียไปกว่านี้  ก่อนที่เราจะอวยพรส่งท้ายให้ “พี่ใหญ่” ได้เดินทางไปประสบกับ “ชัยชนะ” ที่ต่างฝ่ายต่างฝันหาไม่ต่างกัน  ถึงแม้จะต่างแนวคิดอุดมการณ์  พี่ใหญ่กล่าวกับเราว่า “ทุกคนเป็นพี่น้องกันหมด ไม่อยากให้มีการปะทะ ไม่อยากให้มีใครเจ็บ และจะไม่ให้มีครับ” ซึ่งเราทุกคนไม่ว่าจะสวมอยู่ด้วยอาภรณ์เฉดสีใด  ต่างก็ล้วนแต่หวังอย่างนั้น..เหมือนๆ กัน