จดหมายถึงลูก: พ่อจะไปเลือกตั้ง

30 มกราคม 2557

ถึงลูกของพ่อ

            เมื่อวันก่อนลูกโทรถามพ่อว่า ในวันอาทิตย์หน้าพ่อจะไปเลือกตั้ง ส.ส.หรือไม่ พ่อจำได้ว่าพ่อบอกเอ็งว่า พ่อขอคิดดูก่อน เห็นลูกทำท่างงๆ แล้วก็เฉยไป ความจริงพ่ออยากจะตอบคำถามของลูกในวันนั้นเหมือนกัน แต่แล้วก็คิดว่าน่าจะลองตรึกตรอง และหาคำตอบที่เป็นเหตุเป็นผลจากใจจริงๆ ของพ่อ  จึงตัดสินใจเขียนจดหมายนี้มาถึงลูกอีกสักครั้ง

            ในวันอาทิตย์หน้าพ่อจะไปเลือกตั้ง ส.ส. ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าเค้าจะมีให้เลือกหรือเปล่า (เพราะเห็น กกต. ทำท่าอยากจะอ้วกเมื่อพูดถึงการเลือกตั้ง) พ่อมีเหตุผลส่วนตัวอยู่หลายอย่าง  ก่อนอื่นพ่อจะเล่าประวัติให้ลูกฟังว่า เมื่อครั้งที่พ่ออายุ 12 ขวบ ตอนนั้นบ้านเรามีการเลือก ส.ส.เป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่พ่อเกิดมา พ่อจำได้ว่า ปู่ของเอ็งซึ่งตอนนั้นรับราชการอยู่ต่างจังหวัด อุตส่าห์กลับบ้านมาที่กรุงเทพฯ เพื่อจะเลือก ส.ส. ตอนนั้นในกรุงเทพฯ บ้านเราก็มีพรรคการเมืองที่สู้กันอยู่แค่พรรคประชาธิปัตย์ ตอนนั้นรู้สึกว่าเมียนายควง  อภัยวงศ์ จะเป็นหัวหน้าพรรค (ภายหลังจากเกิดศึกฟ้องแย่งชื่อพรรค)  กับพรรคสหประชาไทยของจอมพลถนอม  กิตติขจร  พ่อจำได้แม่นยำว่าปู่ของเอ็ง (ซึ่งตอนนั้นเป็นพันตรีทหารบก) พาพ่อไปเลือกตั้งด้วย  เราสองคนพ่อลูกเข้าไปในคูหาเลือกตั้งด้วยกัน (ตอนนั้นกระทรวงมหาดไทยเป็นคนจัดการเลือกตั้ง ซึ่งถ้าคนจัดเป็น กกต. ชุดปัจจุบันเขาคงจะไม่ให้เข้าทั้งพ่อทั้งลูก) ปู่เอ็งบอกกับกรรมการเลือกตั้งว่า อยากให้ลูกเข้าไปเลือกตั้งด้วย มันจะได้รู้จักประชาธิปไตย ซึ่งเขาก็อนุญาต (โชคดีในตอนนั้นไม่มีคณะกรรมการชุดใดมาปิดหน่วยเลือกตั้ง พ่อกับปู่จึงไม่ต้องปีนเข้าไป) พ่อเข้าไปเห็นปู่กาบัตรเลือกตั้งแล้วก็เอามาหย่อนใส่ตู้ แล้วสองคนพ่อลูกก็เดินกลับไปกินข้าวบ้าน ระหว่างทางพ่อถามปู่ว่า “เลือกใคร?”  ปู่หันกลับมามองหน้า แล้วพูดเบาๆ ว่า “เลือกพรรคประชาธิปัตย์" (ไม่รู้ว่ากลัวคนอื่นได้ยินหรือกลัวพ่อโกรธ) พ่อฟังแล้วก็เฉยๆ เพราะตอนนั้นยังเป็นเด็ก ไม่รู้จักว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นใคร  รู้แต่ว่าปู่ชอบอ่านหนังสือพิมพ์แล้วชมเปาะว่า “พรรคประชาธิปัตย์นี้มันเก่ง มันกล้าด่าทหาร มันกล้าด่าจอมพลถนอม" (หลายครั้งปู่เคยพูดว่า มันกล้าด่าแม้พวกเดียวกัน)

            ตอนนั้นพ่อก็ไม่ได้คิดอะไร คิดแต่ว่าการเลือกตั้งเป็นของเล่นของผู้ใหญ่ เพราะรู้จากปู่ว่าพรรคสหประชาไทยของจอมพลถนอมก็ชนะการเลือกตั้ง  และหลังจากนั้นไม่กี่ปีจอมพลถนอมก็ทำการรัฐประหาร ยุบสภา  ล้มรัฐธรรมนูญ  เห็นพรรคประชาธิปัตย์ก็เฉยๆ ไม่ได้มากระดี๊กระด๊าตื่นเต้นโวยวายหรือคัดค้านอะไร (มารู้ตอนหลังที่เรียนธรรมศาสตร์ว่า คนของพรรคประชาธิปัตย์เคยจ้างคนไปตะโกนในโรงหนังเฉลิมกรุงว่า นายปรีดี พนมยงค์ ฆ่าในหลวง ร.8)

            ที่เล่ามายืดยาว เพียงจะให้ลูกได้รู้ว่าเมื่อตอนพ่ออายุ 12 ขวบ ก็รู้จักการเลือกตั้งแล้ว หลังจากนั้นเมื่อพ่ออายุครบเกณฑ์ที่เขาให้สิทธิ พ่อก็ไปเลือกตั้งทุกครั้ง

            พ่อจะไปเลือกตั้งในวันที่อาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์นี้เพราะอะไร   พ่อมีเหตุผลอยู่สี่ห้าอย่าง

            ประการแรก การที่พ่อจะไปเลือกตั้งลงคะแนนเสียงนั้น ไม่ได้แปลว่าพ่ออยากจะเอาชนะคะคานกับไอ้คนที่มาสั่งห้ามไม่ให้พ่อไปเลือกตั้ง (เพราะถ้าคนแบบไอ้พวกนี้มาสั่งให้พ่อไปเลือกตั้ง พ่อก็จะไปเลือกตั้งอยู่ดี เพราะพ่อตั้งใจอยู่แล้ว)  และพ่อก็ไม่ได้คิดว่าเสียงของพ่อจะมีความหมายถึงขนาดเปลี่ยนแปลงประเทศไทยได้ แต่พ่อคิดว่าพ่อไปเลือกตั้งเพื่อแสดงว่า พ่อไม่ชอบระบอบเผด็จการตั้งแต่สมัยถนอม ประภาส สุจินดา พ่อไม่ชอบให้ใครเอากำลังทหารมาข่มขู่คนนู้นคนนี้ หรือเอาม็อบมาบีบบังคับคนโน้นคนนี้ (รวมทั้งมาหลอกล่อว่า จะปฏิรูปให้เสร็จก่อนแล้วจึงจะให้มีการเลือกตั้ง  ทั้งๆ ที่ตัวมันก็ยังไม่รู้ว่าจะปฏิรูปอะไร)

            อีกอันหนึ่งลูกอาจจะถามพ่อว่า แล้วจะมีประโยชน์อะไร เพราะพวก กกต. เขาก็บอกว่าเลือกตั้งไปแล้วก็ไม่สมบูรณ์  ส.ส.ไม่ครบเปิดประชุมสภาไม่ได้ พ่อคิดว่าประชาชนอย่างพ่อเมื่อไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งก็เป็นการใช้สิทธิของพ่อเท่านั้น การที่จะมี ส.ส.ครบหรือไม่ครบ เปิดประชุมสภาได้หรือไม่ได้ เป็นเรื่องที่ต้องว่ากันต่อไป (เพราะที่ผ่านมาเวลาเขามี ส.ส. อยู่เต็มสภา  แล้วมีทหารลากรถถังออกมารัฐประหาร ล้มรัฐธรรมนูญ  ยกเลิกรัฐสภาก็ไม่เห็น  กำนันสุเทพ  เทือกสุบรรณ หรือกำนันสมชัย  ศรีสุทธิยากร ออกมามีเสียงหืออือหรือเป่านกหวีดเป่าแตรอะไรทั้งสิ้น)

            คนเค้าอาจจะถามเราว่า มันจะมีความวุ่นวายถ้ามีการเลือกตั้ง เพราะจะต้องมีการชุมนุมประท้วง ปิดหน่วยเลือกตั้ง ขัดขวางการเลือกตั้ง บ้านเมืองจะวุ่นวาย (อันนี้เป็นความเห็นของ กกต. กำนันสมชัย  ศรีสุทธิยากร) และเป็นการเปลืองเงินเปลืองทองงบประมาณของชาติโดยใช่เหตุ (อันนี้เป็นความเห็นของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งปกติเวลาเขาซื้อเครื่องบิน รถถัง เรือรบ หรือผู้หลักผู้ใหญ่เอาเงินหลวงส่งลูกเรียนปริญญาโทที่เมืองนอก เห็นเงียบฉี่ไม่เห็นเคยให้ความเห็นเรื่องเปลืองเงินเปลืองทองเลยซักครั้งเดียว  อันนี้ไม่ได้นินทาทหารหรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันแต่อย่างใดทั้งสิ้น)

            พ่อยังเห็นอีกอย่างว่า มันมีคนโพนทะนาว่าเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นโมฆะ (ทั้งๆ ที่ยังไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นเลย แสดงว่าต้องเป็นความฝันของ กกต. กำนันสมชัยอย่างแน่นอน เพราะคราวที่แล้วก็แม่นชนิดเซียนหวยอ้าปากหวอ) พ่ออยากจะบอกลูกว่าการเลือกตั้งจะเป็นโมฆะหรือไม่ มันเป็นคนละเรื่องกับว่าเราจะไปเลือกตั้งหรือเปล่า เพราะวันที่พ่อไปขอแม่เอ็งเป็นเมีย พ่อก็ยังไม่รู้ว่า ในอนาคตจะได้อยู่กินด้วยกันถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรเหมือนวันนี้หรือไม่ เพราะหากพ่อไปกลัวเสียตั้งแต่ยังไม่ได้ไปขอเมียว่าจะต้องเลิกกันเสีย ชาตินี้คงไม่ต้องมีเมียแน่ (ขอโทษที่ยกตัวอย่างออกไปทางอีโรติคเสียนิดหน่อย ความจริงน่าจะยกตัวอย่างว่า  ทำไมวันที่ กกต. กำนันสมชัยไปสมัครเป็น กกต. อุตส่าห์แสดงนโยบายโวหารเสียเยอะแยะ  ไม่เคยคิดไว้ก่อนหรือว่าเป็น กกต. ได้สองวันแล้วจะต้องเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุกะทันหัน  ทำให้ประเทศชาติเสียเงินเสียทอง เสียเวลาในการคัดสรรลากตั้ง กกต. กำนันสมชัยมาเป็น กกต.ในวันนี้)

            อีกอย่างหนึ่ง เมื่อเช้าพ่อได้อ่านหนังสือพิมพ์เห็นเขาเอาความเห็นของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ (ท่านเป็นอดีตนักกฎหมายใหญ่ เคยอยู่กฤษฎีกา และเป็นรัฐมนตรีดูแลเรื่องกฎหมายของรัฐบาลเปรม รัฐบาลสุจินดาอยู่ยาวนาน รวมทั้งเป็นคนที่ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมให้รัฐบาลสุจินดาพ้นผิด ในกรณีมีคนตายจากการชุมนุมในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535) ท่านให้ความเห็นในหัวข้อว่า ประชาชนควรไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภานี้ (ซึ่งถ้าลูกได้อ่านโดยใช้สติสัมปชัญญะของวิญญูชนแล้วลูกจะเห็นว่า มันเป็นบทความที่ชี้ให้เห็นว่าจะช่วยกันทำอย่างไรให้การเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้เกิดขึ้นไม่ได้)  พ่ออ่านแล้วก็เลยเกิดความเชื่อมั่นว่า สิ่งที่พ่อคิดมันน่าจะถูก เพราะตั้งแต่จบกฎหมายที่ธรรมศาสตร์มา เวลากำนันมีชัยมีความเห็นอย่างไร พ่อมักจะรู้สึกว่ามันเพี้ยนไปทุกที (ล่าสุดกำนันมีชัยเคยให้ความเห็นว่า พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับที่กำนันสุเทพต่อต้านนั้น เป็น พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่ผิดหลักกฎหมาย ทั้งที่ก็ไม่ได้แตกต่างกับ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมรัฐบาลสุจินดาที่แกเขียนแต่อย่างใด  อันนี้พลตรีจำลอง  พี่พิภพ  ธงไชย  อาจารย์ปริญญา  เทวานฤมิตรกุล ฯลฯ และบรรดาเพื่อนพ้องของท่าน รวมทั้งตัวพ่อเองที่ได้ช่วยกันเรียกร้องนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งในเหตุการณ์นั้นน่าจะรู้ดี)  พ่อเลยยิ่งเชื่อว่า พ่อต้องไปเลือกตั้งแน่ๆ

            ไหนๆ ก็บอกว่าจะไปเลือกตั้งแล้ว พ่ออยากจะบอกลูกว่า ถ้าพ่อไปเลือกตั้งและมีคนของกำนันสุเทพมาชุมนุมโดยสงบ  (แต่เป่านกหวีด  ตะโกนด่าพ่อ และใช้รถเครื่องขยายเสียงปราศรัยข่มขู่)  โดยสันติ (แต่เอาชายฉกรรจ์และผู้คนจำนวนหนึ่งใส่หมวกแก๊ป รูปร่างสูงใหญ่ และด่าเก่ง มายืนปิดกั้นขวางไม่ให้มีทางเข้าออกหน่วยเลือกตั้ง) และปราศจากอาวุธ (อันนี้ไม่แน่ใจ เพราะดูจากโทรทัศน์เห็นอะไรที่ไม่คิดว่าจะเห็นจากกลุ่มนี้) รวมทั้งใช้หลักอหิงสา (สงสัยจะแปลผิด เพราะดูจากข่าวแล้วเห็นว่าใช้หลักอหิงสาด้วยการบีบคอคนที่จะเข้าไปเลือกตั้ง หรืออหิงสาแบบฉุดกระชากลากถูไม่ให้เข้าไปใช้สิทธิเลือกตั้ง) แล้วพ่อจะทำยังไง

            อยากจะบอกว่าเอ็งไม่ต้องห่วงพ่อ พ่อมีวิธีการที่จะเข้าไปใช้สิทธิในหน่วยเลือกตั้งได้อยู่แล้ว แม้ว่าจะแก่ แม้ว่าจะมีอายุมากไม่สามารถปีนรั้วข้ามไปเหมือนสาวๆ ในข่าวทีวี แต่พ่อก็ไม่ยอมให้ใครมาบีบคอเหมือนไอ้หนุ่มคนนั้น พ่อคิดว่าจะพยายามคุยกับบรรดาลูกน้องกำนันสุเทพดีๆ ว่าพ่อมาใช้สิทธิเลือกตั้งโดยสงบ สันติ ปราศจากอาวุธ และโดยหลักอหิงสา ซึ่งกำนันสุเทพอนุญาตให้มาใช้ได้ (อันนี้พ่อตอแหล) ขอพวกมึงอย่าได้มาขัดขวางเลย  ซึ่งถ้าเค้าไม่ยอมคงจะต้องคิดหาทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากัน

            แต่ที่พ่อห่วงก็คือแม่เอ็งที่จะต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งพร้อมกับพ่อ เพราะถ้าพวกของกำนันสุเทพใช้ไม้เด็ด โดยเอาพระหนุ่มที่เป็นหลวงปู่ (ปู่ของใครพ่อก็ไม่รู้) มากีดขวางทางเข้าหน่วยเลือกตั้ง และยื้อยุดฉุดกระชากไม่ให้คนเข้าเลือกตั้ง แม่เอ็งคงหมดสิทธิเข้าไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เพราะแม่เค้าถือเรื่องที่จะผู้หญิงจะต้องไปถูกผ้าเหลือง เพราะจะทำให้ศาสนาเสื่อมและพระองค์นั้นจะต้องอาบัติ (ซึ่งพ่อก็บอกไปหลายทีแล้วว่า ท่านอาบัติเรื่องอื่นไปหลายหนแล้ว โดนอีกซักครั้งคงไม่เป็นไรมั้ง)

            ที่เขียนมาทั้งหมด ก็เพื่อจะบอกลูกว่า ถ้าวันที่ 2 กุมภา เค้ายังจะมีการเลือกตั้งกันอยู่พ่อก็จะไปเลือกตั้ง  แต่เหนือกว่าการไปเลือกตั้งก็เหมือนกับที่พ่อเคยสอนลูกไว้ว่า ประเทศไทยใหม่ที่รุ่งเรืองไพบูลย์นั้น ยังต้องเดินทางกันอีกยาวไกล เพราะการเริ่มต้นของเรานั้น มาจากจุดเริ่มต้นไม่ไกลนัก บรรพวีรชนของเราที่เสียเลือดเสียเนื้อ และร่วมแรงเปลี่ยนแปลงสังคมไทยในอดีตมาจนปัจจุบันต่างเผชิญปัญหาเดียวกับที่เรากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ต้องแก้ไขและต่อสู้กับศัตรูที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ซึ่งใช้เล่ห์ เพทุบาย หลากหลายวิธีการ ทั้งข่มขู่  คุกคาม  หลอกลวง  ปลิ้นปล้อน ซึ่งบรรดาท่านทั้งหลายเหล่านั้นนับแต่ ก.ศ.ร., กุหลาบ สายประดิษฐ์, เทียนวรรณ, ขบวนการ ร.ศ.130, คณะราษฎร ล้วนแต่ต้องใช้ความอดทนและสติปัญญาในการแก้ปัญหา เพื่อตอบโต้กับอำนาจเก่าและความคิดของอำนาจเก่า  ชัยชนะของประชาชนที่แท้จริงไม่ใช่มาในวันนี้พรุ่งนี้ ล้วนแต่เป็นการสะสมชัยชนะในแต่ละครั้งแต่ละคราว และรวมทั้งสะสมประสบการณ์จากการพ่ายแพ้ในแต่ละครั้งมาเป็นบทเรียนเพื่อการต่อสู้แห่งชัยชนะในครั้งหน้า

            ในวันนี้ หากเรานิ่ง ไม่ได้แปลว่าเราถอย หากเรายอมไม่ได้แปลว่าเราแพ้ เพียงแต่ว่าการนิ่ง หรือการยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เราทำขึ้นด้วยความเข้าใจว่า จะเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อให้อำนาจอยู่ในมือของประชาชน เพื่อทำการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้รุ่งเรืองไพบูลย์ตามที่เราต้องการหรือไม่

            ในวันนี้ เป็นสถานการณ์ที่ดียิ่ง และพ่อมีความสุข เพราะพ่อรู้และเชื่อว่าการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภานี้เมื่อมาถึงและผ่านไป ไม่ว่าพ่อจะได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งหรือไม่ก็ตาม  เมื่อมันผ่านไปแล้ว เราจะได้รู้ว่าใครเป็นใคร ใครคิดอย่างไร แท้จริงแล้วใครต่อสู้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนไทย ใครคิดถูก ใครคิดผิด และเมื่อเวลาผ่านไปประวัติศาสตร์จะจารึกชื่อใครไว้ในฐานะนักคิด นักเคลื่อนไหว หรือในฐานะตัวตลก  ในฐานะวีรบุรุษ ผู้กล้า หรือในฐานะโจร เพื่อที่เราจะได้เรียนรู้ และสะสมประสบการณ์สำหรับการเคลื่อนไหวต่อสู้ในครั้งหน้า  รู้จักว่าใครเป็นมิตร  รู้จักว่าใครเป็นศัตรู  ไม่ตกอยู่ในหลุมพรางของอำนาจเก่า  เพื่อการต่อสู้ในครั้งต่อๆ ไปของประชาชนจะได้บรรลุชัยชนะโดยเร็ววัน 

ด้วยรัก

  จากพ่อ  

 

หมายเหตุ: กฤษฎางค์ นุตจรัส อดีตนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  รหัส 18 หนึ่งในนักศึกษาที่อยู่ในเหตุการณ์ล้อมปราบในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ 6 ตุลาคม 2519 เขียนจดหมายถึงลูกสาว ลูกสาวเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะจึงนำมาเผยแพร่