แดนทอง บรีน มอง 'ลีกวนยู' ทำสิงคโปร์เป็นประเทศที่หยุดโต

ประธานที่ปรึกษาสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชนวิพากษ์ ลีกวนยู ไม่ใช่รัฐบุรุษ แต่เหมือนนักฉวยโอกาสที่หวาดระแวง สร้างชาติจากการเป็นตัวกลางการค้าอย่างเดียว ทำให้นอกจากเรื่องการค้าแล้วสิงคโปร์แทบจะไม่มีสิ่งยึดโยงด้านอื่นกับประชาคมโลกเลย


31 มี.ค. 2558 แดนทอง บรีน ประธานที่ปรึกษาสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) เขียนบทความเชิงวิเคราะห์และวิจารณ์ ลีกวนยู อดีตนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ผู้ที่มักจะถูกมองว่าเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงสิงคโปร์ให้กลายเป็นประเทศที่มีความเจริญเช่นปัจจุบัน อย่างไรก็ตามบรีนเชื่อว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความเข้าใจผิดที่ถูกเผยแพร่ต่อกันมาเป็นทอดๆ

"ความเข้าใจผิดที่ถูกโฆษณาชวนเชื่อกันในทุกวันนี้คือการบอกว่าลีกวนยูเป็นคนสร้างปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจจากอากาศในโลกยุคหลังอาณานิคม" บรีนระบุในบทความ

แต่ที่สิงคโปร์เป็นอย่างทุกวันนี้ได้ ไม่ใช่เพราะปาฏิหาริย์ บรีนระบุว่าความมั่งคั่งและการเติบโตของสิงคโปร์มาจากรายได้จากสงครามเกาหลีครั้งที่ 1 และสงครามเวียดนามจากการที่สิงคโปร์เป็นแหล่งพลังงานให้กับเครื่องบินทิ้งระเบิด B59 ซึ่งทำลายประเทศในเอเชียประเทศอื่น นอกจากสงครามแล้วในเวลาต่อมาสิงคโปร์ยังทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างประเทศในเอเชียที่แบ่งแยกโดยอุดมการณ์ที่ต่างกัน เช่นกับกลุ่มประเทศพันธมิตรในยุคสงครามเย็นจะถูกห้ามค้าขายกับจีน สิงคโปร์ก็เสนอเป็นตัวกลางให้โดยเป็นผู้รับซื้อจากจีนแล้วขายต่อให้กับประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สิงคโปร์ใช้ความได้เปรียบด้านแหล่งที่ตั้งในการค้าขายสินค้าที่ได้รับความนิยม

บรีนระบุว่าเป็นเรื่องเข้าใจได้ที่หลังการเสียชีวิตลีกวนยูจะได้รับการยกยอถึงแม้ว่าเขาจะสนับสนุนการปิดกั้นสื่อก็ตาม เพราะนโยบายของลีกวนยูเป็นไปตามจุดยืนของตะวันตกในช่วงสงครามเย็นรวมถึงนโยบายโลกาภิวัตน์ที่ตามมา บรีนมองว่าในขณะที่ลีกวนยูวางมาดให้น่าชื่นชมในเวทีโลกแต่ในความเป็นจริงลีกวนยูเหมือนคนที่เล่นละครหุ่นแสดงการยึดกุมอำนาจในรัฐเล็กๆ อย่างสิงคโปร์ ถ้าประวัติศาสตร์บิดผันไปสิงคโปร์อาจจะกลายเป็นเมืองท่าของสหพันธรัฐมาลายาซึ่งเป็นรัฐสืบทอดต่อจากอาณานิคมอังกฤษไปแล้ว

"ลีกวนยูเป็นนักเผด็จการ เขาวางแผนและชักใยนครรัฐของเขา เขาไม่เคยเป็นรัฐบุรุษเลย" บรีนระบุในบทความ

บรีนบรรยายลักษณะเมืองของสิงคโปร์ว่าเป็นพื้นที่ๆ ไม่มีเขตห่างไกลความเจริญทำให้รัฐไม่ต้องมีความรับผิดชอบต่อชุมชนชนบทและแรงงานพึ่งพา สิงคโปร์เคยอาศัยแรงงานจากชาวมาเลเซียเป็นส่วนใหญ่โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนกับการศึกษาหรือการฝึกอบรมแรงงาน ต่อมาชาวมาเลเซียเริ่มอายุมากขึ้นหรือเริ่มล้มป่วยแล้วจึงพากันกลับบ้านในมาเลเซียโดยไม่กลายเป็นผู้ถ่วงเศรษฐกิจของสิงคโปร์ แรงงานส่วนใหญ่ของสิงคโปร์ในตอนนี้จึงเป็นชาวจีนที่อพยพไปอยู่ในสิงคโปร์แทน

บรีนวิจารณ์ลีกวนยูว่าเขาไม่มีอะไรเลยที่จะเรียกได้ว่าเป็นรัฐบุรุษนอกจากท่าทีหยิ่งยโสในการทำให้สิงคโปร์เป็นจุดเชื่อมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ลีกวนยูกลับไม่เข้าใจพลวัตที่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีนโยบายของสหรัฐฯ ครองงำอยู่ นโยบายของลีกวนยูช่วยสงครามเวียดนามเป็นการใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อผลประโยชน์ของตนโดยเกื้อหนุนการแทรกแซงของสหรัฐฯ ในขณะที่วางท่าทีแบบไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ในแง่นี้ชวนให้ตั้งคำถามต่อด้วยว่าเขาเป็นรัฐบุรุษของอาเซียนได้อย่างไรโดยที่ดำเนินนโยบายแบบปกป้องรัฐของตนเองแต่ยับยั้งภูมิภาคอาเซียนไม่ให้มีการพัฒนาอย่างแท้จริง

บรีนยังมองว่าสิ่งที่ลีกวนยูเสนอเรื่อง 'เมืองโลก' (Global City) ตามแนวคิดแบบโลกาภิวัตน์เป็นสิ่งที่เพ้อฝันเพราะสังคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นสังคมเกษตรเป็นหลัก การเชื่อตามลีกวนยูจะยิ่งทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมและทรัพยากรส่งออกสำคัญอย่างข้าว

บรีนระบุว่าการที่เขาไม่รู้สึกยกย่องลีกวนยูเป็นการส่วนตัวมาจากการที่คนรุ่นหนุ่มสาวเติบโตมาโดยไม่หลงเชื่อเรื่องของลีกวนยู คนหนุ่มสาวที่เรียนจบมหาวิทยาลัยมีอุดมคติถึงอนาคตที่ปฏิบัติได้จริงแทนการ 'เล่นพนัน' ทางเศรษฐกิจแบบในปัจจุบัน พอเห็นว่าพวกเขาไม่มีความหวังหรือเสรีภาพในดินแดนของลีกวนยูพวกคนเก่งๆ ฉลาดๆ ก็พากันอพยพออกจากประเทศ แม้ว่าจะมีบางส่วนที่เห็นด้วยและชื่นชมการปราบปรามฝ่ายตรงข้ามของลีกวนยูโดยไม่ตั้งคำถาม ขณะที่คนจำนวนมากที่ต่อต้านถูกทำให้กลายเป็นชายขอบ บีบให้อยู่ภายใต้อำนาจนำของพรรคกิจประชาชน (PAP) ทำให้สิงคโปร์กลายเป็นที่ๆ น่าเบื่อที่สุดในโลก

ในประวัติศาสตร์มาเลเซีย-สิงคโปร์ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่มีการพยายามรวบรวมเป็นสหพันธรัฐมาลายาแต่ด้วยปัญหาความขัดแย้งทางเชื้อชาติทำให้มีการแยกประเทศ แต่บรีนมองว่าแทนที่สิงคโปร์จะพัฒนาร่วมกันแบบสหพันธรัฐได้ลีกวนยูกลับ "มีความทะเยอทะยานแบบเจงกิสข่าน" "มีแผนความมั่นคงแบบกองกำลังที่แยกอยู่โดดเดี่ยวอย่างอิสราเอล" รวมถึง "การทูตแบบหวาดระแวง" โดยไม่เข้าร่วม ไม่ช่วยเหลือหรือรับความช่วยเหลือจากนานาชาติ

บรีนระบุว่าการเมืองในสิงคโปร์ไม่เคยเติบโตเลย ลีกวนยูอาศัยแต่เฉพาะผู้เชี่ยวชาญและพันธมิตรทางการเมืองกลุ่มหนึ่ง แต่สิ่งที่เขาทำก็เต็มไปด้วยการชักใย การเป็นพันธมิตรในเวลาสั้นๆ และความระแวงว่าจะมีการท้าทายอำนาจการนำของเขาทำให้เขาไม่เชื่อใจและขับไล่พันธมิตรเดิมออกไป เขาไม่เชื่อใจใครเลยได้แต่สืบทอดอำนาจไปให้ลูกตัวเองเหมือนคนทรยศที่ไร้ความสามารถในการรวมกลุ่มผู้นำให้ดีได้ แล้วตอนนี้สิงคโปร์ที่ไม่มีลีกวนยูก็มีผู้สืบทอดที่ไม่มีความสามารถในการประสานงานเลย

"สิงคโปร์เองในตอนนี้เปรียบเสมือนคนแคระหยุดโตในแถบทวีปเอเชีย โดยไม่มีความเคารพผูกพันธ์และความเข้าใจร่วมกันที่จะเชื่อมโยงประเทศอื่นในโลกได้" บรีนระบุในบทความ

บทความของบรีนประเมินว่าสิงคโปร์กำลังเผชิญปัญหาจากการขาดทรัพยากรความมั่นคงเพื่อรับมือกับความวุ่นวายทางเศรษฐกิจและสังคม อีกทั้งลีกวนยูยังทำให้เด็กรุ่นใหม่ขาดวิสัยทัศน์มีแต่การสอนให้ฉวยโอกาสและเชื่อมั่นในเรื่องความเป็นนักการขายที่คอยชักใยทางเศรษฐกิจ

"สิงคโปร์จะสร้างอนุสาวรีย์ขนาดใหญ่ให้กับผู้ก่อตั้งประเทศหรือไม่ จะมีถนนหนทาง มหาวิทยาลัย ห้องแล็บอวกาศชื่อลีกวนยูผุดเพิ่มขึ้นหรือไม่ เป็นไปได้ยาก สิ่งที่จะมีอยู่คือความฝันอันว่างเปล่าและการตื่นจากภาพลวงตาโดยมีจินตภาพรางๆ ของคนแคระทางวัฒนธรรม ซึ่งจะเกิดขึ้นในอีกไม่นานนี้ เขาเป็นคนฉลาดอย่างไม่เต็มที่แต่ไม่เคยมีสติปัญญา ไม่มีความสามารถในการรู้สึกร่วมหรือเข้าใจผู้อื่นอย่างแท้จริง" บรีนระบุในบทความ

บรีนยังได้เล่าถึงเรื่องที่แสดงให้เห็นถึงภาพลักษณ์ของลีกวนยูในสายตาของเขา คือตอนที่ลีกวนยูไปอัดคำปราศรัยก่อนวันชาติสิงคโปร์ 1 วัน เขาบอกให้ผู้อำนวยการของสตูดิโอแก้ปัญหาแมลงวันที่บินรบกวนสมาธิเขาแต่ผู้อำนวยการสตูดิโอก็บอกว่าเขาช่วยอะไรไม่ได้ ลีกวนยูจึงสั่งให้ทุกคนเปิดประตูภายในให้หมดแล้วหาหนังสือพิมพ์มาให้เขาหนึ่งฉบับ หลังจากเปิดประตูทุกบานแมลงวันก็บินเข้าไปในห้องน้ำ ลีกวนยูถือหนังสือพิมพ์ตามเข้าไปตบแมลงวันด้วยม้วนหนังสือพิมพ์จากนั้นจึงเอาแมลงวันออกมาวางบนโต๊ะผู้อำนวยการแล้วยิ้มเยาะ จากนั้นเขาก็สั่งให้ทีมถ่ายทำไปที่บ้านของเขาในตอนเย็นเพื่อถ่ายทำที่นั่นแทน