รัฐบาลทหารไทยกับการพูดอย่างทำอย่าง

ในช่วงปีแรกหลังการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 รัฐบาลทหารไทยสั่งเรียกตัวบุคคล อย่างน้อย 751 คน ทั้งที่เป็นปัญญาชน แกนนำการเมือง และผู้ที่ถูกรัฐบาลทหารมองว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม บุคคลเหล่านี้ถูกควบคุมตัว สอบปากคำ ข่มขู่ หรือตักเตือนให้ยุติการต่อต้านรัฐประหาร มีบางส่วนถูกตั้งข้อหาในเวลาต่อมา แต่ส่วนใหญ่ได้รับการปล่อยตัวหลังจากเซ็นชื่อในหนังสือ สัญญาว่าจะไม่เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองเพื่อต่อต้านรัฐบาลทหารอีก

รัฐบาลทหารบอกกับคนไทยว่าการเรียกตัวบุคคลเหล่านี้ มีจุดประสงค์เพื่อ “ปรับทัศนคติ”

ในช่วงปีแรกของรัฐบาลทหาร มีการลงโทษอย่างรวดเร็วต่อผู้ทีแสดงความเห็นต่อต้านในประเทศ และมักลงโทษอย่างเปิดเผย มีการขัดขวางหรือยกเลิกการประชุมทางวิชาการและสาธารณะในประเด็นการเมือง หรืออย่างน้อยมีการส่งเจ้าหน้าที่ไปคอยสอดส่องข้อมูล ทั้งยังมีการฟ้องคดีต่อบุคคลในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและมีรายงานข่าวอย่างแพร่หลาย รวมทั้งการฟ้องคดีนักการเมืองที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลชุดที่แล้ว โดยแทบไม่คำนึงถึงกระบวนการอันควรตามกฎหมาย การแย่งชิงทรัพยากรเกิดขึ้นทั่วประเทศ สร้างผลกระทบอย่างมากต่อที่ดินและการดำรงชีวิตของพลเมืองในชนบท พวกเขาทำสิ่งเหล่านี้โดยอ้างว่าเป็นการ “สมานฉันท์”

“ปฏิรูป” เป็นอีกคำหนึ่งที่รัฐบาลนี้ใช้อธิบายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ผ่านคำสั่งของรัฐบาลทหารหรือตามที่กำหนดไว้ในเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ แต่แทนที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ดีขึ้น มาตรการเหล่านี้เป็นเพียงการหมุนเข็มนาฬิกาย้อนกลับไป 30 ปี ทั้งในแง่พัฒนาการของประชาธิปไตย การกระจายอำนาจ และบทบาทของทหารกับการเมือง

พวกเขาผลักดันการ “ปฏิรูป” แบบนี้ภายใต้คำขวัญ “เดินหน้าประเทศไทย” “คืนความสุขให้คนในชาติ” แม้จะมีข่าวการกดขี่ปราบปราม ความอยุติธรรม และข่าวร้ายทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง 

สำหรับ คสช. การสมานฉันท์หมายถึงการขจัดความขัดแย้งทางสังคมหรือการเมืองในภายนอก การปรับทัศนคติหมายถึงการยอมรับความเห็นตามที่กำหนดโดยรัฐบาลทหารอย่างดุษฎี ส่วนปฏิรูปหมายถึงการย้อนเวลากลับไปก่อนจะมีระบอบประชาธิปไตย การพูดอย่างทำอย่างแบบที่ออแวลล์กล่าวไว้เกิดขึ้นในประเทศไทยภายใต้ระบอบคสช.

การพูดอย่างทำอย่างไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่หรือเกิดขึ้นเฉพาะเมืองไทย ในปี 2553 รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะสั่งปราบปรามอย่างรุนแรงต่อการประท้วงของคนเสื้อแดงใจกลางกรุงเทพฯ เขาเรียกการปราบปรามครั้งนั้นว่าเป็น “การขอคืนพื้นที่” ภายใต้ “ระบอบใหม่ - New Order” รัฐบาลอินโดนีเซียในช่วงปี 2508-2541 สั่งคุมขังประชาชนหลายหมื่นคนในคุกที่อยู่บนเกาะ พวกเขาเรียกว่าเป็น “โครงการด้านมนุษยธรรม - Humanitarian Project” จะในอดีตหรือปัจจุบัน การใช้วาทศิลป์เหล่านี้ไม่สามารถปกปิดความรุนแรงที่อยู่เบื้องหลังความจำเป็นที่ต้องการสร้างคำที่มีความหมายคลุมเครือเลย
การพูดอย่างทำอย่างของรัฐบาลทหารไทยในปัจจุบัน แตกต่างจากการใช้วาทศิลป์ในยุคเดิมอยู่บ้างบางประการ

ประการแรก การพูดอย่างทำอย่างของรัฐบาลทหารประสบความสำเร็จส่วนใหญ่เพราะมีผู้สนับสนุน พวกเขาเป็นผู้มีอิทธิพลและร่ำรวยในสังคมไทย คนเหล่านี้มีความเข้าใจคล้ายคลึงกันในแนวคิดหลัก ๆ สำหรับรัฐบาลทหารและบรรดาผู้สนับสนุน ประชาธิปไตยของพวกเขาหมายถึงระบอบปกครองของคนดีที่ไม่โกง เป็นผู้ที่สามารถทำให้เกิด “ความสามัคคี” ซึ่งเป็นอีกคำหนึ่งที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในสังคมไทย พวกเขาเชื่อมั่นในเอกลักษณ์ของ “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” การมีรัฐบาลของ “คนดี” ที่ปกครองประเทศในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระมหากรุณาธิคุณ พวกเขาให้ความใส่ใจกับวิธีการปกครองน้อยกว่าศีลธรรมจรรยา ตรงข้ามกับประชาธิปไตยแบบตะวันตก ซึ่งพวกเขามองว่าส่งผลให้เกิดระบอบที่ชาวบ้านที่โง่เขลาเลือกตั้งนักการเมืองเข้ามาโกงกินบ้านเมือง ถือว่าเป็นมรดกของการเมืองโบราณแบบพุทธ อย่างไรก็ดี คำว่า “ธรรมภิบาล” ในภาษาไทยซึ่งแปลมาจาก “good governance” มีความหมายว่า “การกำกับดูแลโดยธรรม” หรือการกำกับดูแลโดยกฎหมายศักดิ์สิทธิ์ “ความสามัคคี” ซึ่งหมายถึงการรักษาระเบียบสังคม และการปราศจากความขัดแย้งร้ายแรง กลายเป็นหลักการสำคัญของการกำกับดูแลโดยธรรม ภายใต้กรอบความคิดเช่นนี้ ความสมานฉันท์ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานความจริงหรือความยุติธรรม แต่กลับหมายถึงความสามัคคีที่เห็นได้จากภายนอกโดยมีการกลบเกลื่อนเสียงที่เห็นต่างและซุกอยู่ใต้พรม

ประการที่สอง มีช่องว่างใหญ่หลวงในแง่ความเข้าใจถ้อยคำเหล่านี้ เปรียบเทียบระหว่างผู้สนับสนุนรัฐบาลทหารฝ่ายหนึ่งกับผู้ที่เห็นต่างและประชาคมนานาชาติอีกฝ่ายหนึ่ง รัฐบาลทหารทราบดีว่าประชาชนจำนวนมากต่อต้านการปกครองของตนเอง และไม่ได้หลงเชื่อไปกับการพูดอย่างทำอย่างของพวกเขาแม้เพียงชั่วขณะเดียว

รัฐบาลทหารตระหนักดีถึงความบกพร่องเช่นนี้ แต่ยังคงใช้วิธีพูดอย่างทำอย่างเพื่อกระชับความสัมพันธ์กับผู้สนับสนุนฝ่ายตนเอง เป็นเหตุให้รัฐบาลทหารต้องหาทางจัดการกับช่องว่างระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนตนเองกับฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะประชาคมนานาชาติ ฝ่ายที่ส่งเสียงวิจารณ์ในประเทศต้องเผชิญกับการคุกคาม การจับกุม และการคุมขัง เมื่อต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์กับทั้งองค์การสหประชาชาติ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ฮิวแมนไรท์วอทช์ และรัฐบาลจากทั่วโลก รัฐบาลทหารทำได้แค่ปฏิเสธอย่างรวบรัดว่าไม่เคยละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่เคยจำกัดเสรีภาพ และไม่เคยแทรกแซงประชาธิปไตย การปราบปรามภายในประเทศอย่างเข้มงวดพร้อมกับการเพิกเฉยต่อเสียงวิจารณ์ของประชาคมนานาชาติ ต่างมุ่งตอบสนองความต้องการที่จะกระชับและตอกย้ำความสนับสนุนในประเทศของตนเอง

ประการที่สามและสำคัญสุด การพูดอย่างทำอย่างอย่างต่อเนื่องและซ้ำซาก ประกอบกับการใช้กฎหมายเอาผิดผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหาร เป็นการปิดกั้นไม่ให้เกิดความจริง ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ก่อความรุนแรงลอยนวลพ้นผิด ในขณะที่รัฐบาลปัจจุบันใช้ถ้อยคำบิดเบือนอ้างว่าการควบคุมตัวและทรมานเป็น “การปรับทัศนคติ” เป็นการใช้แนวทางเดิมแบบที่เคยเป็นมา ซึ่งในอดีตรัฐไทยได้เคยปราบปรามพลเมืองมาในหลายเหตุการณ์ รวมทั้งการสังหารประชาชน โดยไม่ต้องกังวลว่าต้องรับผิด ล่าสุดในกระบวนการประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นเหตุให้มีการฟ้องคดีอาญานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและพรรคพวกเมื่อปลายปี 2556 ต่อศาลอาญาในข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนาจากการปราบปรามนองเลือดเมื่อปี 2553 พวกเขาอ้างว่าไม่ได้เป็นผู้สั่งให้ปราบปรามผู้ชุมนุม เพียงแต่มุ่ง “ขอคืนพื้นที่” ของผู้ชุมนุม แต่ตามเงื่อนไขกฎหมายที่ยังคลุมเครือ ศาลอาญามีคำสั่งยกฟ้องคดีต่อพวกเขา ภายหลังรัฐประหารล่าสุด

รัฐบาลทหารในปัจจุบันยังคงยืนยันว่า พวกเขาเป็นนักปฏิรูปที่ทำงานอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อยเพื่อสร้างความสมานฉันท์ และคืนความสุขให้กับคนไทย และอ้างว่าตนเองไม่ได้เป็นเผด็จการ พวกเขารู้ดีว่าระบบตุลาการถือหางพวกเขาอยู่ หรือไม่ก็สามารถใช้ประโยชน์เพื่อทำให้การพูดอย่างทำอย่างของพวกเขาชอบด้วยกฎหมาย และสามารถปลดเปลื้องความรับผิดใดๆ

แต่ในขณะที่เสียงต่อต้านเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะการประท้วงอย่างสงบในโอกาสครบรอบหนึ่งปีของรัฐประหารซึ่งนำไปสู่ การจับกุมและควบคุมตัวนักศึกษากว่า 50 คน เริ่มทำให้เห็นรอยร้าวบนฉากหน้าแห่งความปรกติที่รัฐบาลทหารใช้วาทศิลป์แบบพูดอย่างทำอย่างสร้างเอาไว้ แม้จะมีการปล่อยตัวนักศึกษาโดยไม่ตั้งข้อหา แต่เพิ่งมีการตั้งข้อหาในตอนนี้ การชะลอการออกหมายเรียกนักศึกษาอย่างน้อย 11 คน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาต่อพวกเขาในวันที่ 8 มิถุนายน ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่เป็นรูปธรรมของการพูดอย่างทำอย่าง รัฐบาลทหารคงหวังว่าจะลดกระแสความไม่พึงพอใจลงได้บ้าง พวกเขาอาจหวังว่าประวัติศาสตร์การลอยนวลพ้นผิดที่ผ่านมา คงทำให้เขามีเวลาเหลือเฟือที่จะอยู่ในตำแหน่งต่อไป 

รัฐบาลทหารปัจจุบันใช้การพูดอย่างทำอย่างเป็นยุทธศาสตร์หลักในการปกครองประเทศ และเปลี่ยนให้เป็นศิลปะแห่งความเหลวไหล คนที่ใส่ใจต่อคนไทยอย่างพวกเรา คงต้องให้ความหมายที่แท้จริงต่อคำว่า “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” ซึ่งไม่มีอะไรต่างไปจากคำที่ใช้เรียกขานเผด็จการแบบในอดีตนั่นเอง 




หมายเหตุ:
ธงชัย วินิจจะกูลเป็นศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ที่ University of Wisconsin-Madison
Tyrell Haberkorn เป็นอาจารย์สอนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมที่ Australian National University

แปลจาก
The Thai junta’s doublespeak, New Mandala
http://asiapacific.anu.edu.au/newmandala/2015/06/08/the-thai-juntas-doublespeak