This Kind of Love: ความรัก ความสูญเสีย ที่ทำให้หัวใจใหญ่ขึ้น

เรื่องราวชีวิตของ อ่อง เมียว มิน นักกิจกรรมทางสังคมชาวพม่าที่ลี้ภัยอยู่นอกประเทศกว่า 20 ปี และเพิ่งได้กลับไปยังประเทศอันเป็นที่รักเพื่อทำในสิ่งที่เขาเชื่อ นั่นคือการสร้างความตระหนักในด้านสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะเด็ก และกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ

โปสเตอร์ภาพยนตร์ "This Kind of Love" ซึ่งเพิ่งฉายในเทศกาลภาพยนตร์เพื่อสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (HRHDIFF) ที่ย่างกุ้งเมื่อ 15 มิถุนายน ที่ผ่านมา และเตรียมฉายที่หอศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในเทศกาลภาพยนตร์ "No His-tory but Ours: Stand Up for LGBTIQ Rights" ในวันที่ 24 มิถุนายนนี้

ส่วนหนึ่งจากภาพยนตร์ "This Kind of Love" ซึ่งเพิ่งเข้าโรงฉายในย่างกุ้ง

 

อ่อง เมียว มิน และผู้กำกับภาพยนตร์ "This Kind of Love" เจนนี มารี ฮอลลาซี ในงานเปิดตัวภาพยนตร์เพื่อสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (HRHDIFF) ที่ย่างกุ้งเมื่อ 15 มิถุนายน ที่ผ่านมา

This Kind of Love Trailer from Thelma Ljung on Vimeo.

 

ตัวอย่างภาพยนตร์ "This Kind of Love"

“สิ่งที่ท้าทาย LGBT ในสังคมพม่ามากที่สุด คือวัฒนธรรม และคุณค่าทางสังคม เพราะว่าเราอยู่ในสังคมที่มีความเชื่ออย่างฝังรากลึกว่า LGBT เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ LGBT เป็นเรื่องที่ขัดต่อวัฒนธรรม LGBT เป็นเรื่องขัดต่อศาสนา ความคิดความเชื่อแบบนี้ฝังอยู่ในทุกๆ ที่และในทุกสถาบันทางสังคม มันง่ายที่จะเปลี่ยนแปลงกฎหมาย แต่มันไม่ง่ายที่จะเปลี่ยนทัศนคติของคน นี่คือความท้าทายที่ยังรอเราอยู่” อ่อง เมียว มิน ผู้อำนวยการองค์กร Equality Myanmar กล่าวกับประชาไทถึงความท้าทายในการทำงานเพื่อสร้างความเท่าเทียมและความตระหนักในประเด็นสิทธิมนุษยชนสำหรับกลุ่มคนหลากหลายทางเพศในสังคมเมียนมาร์

แต่เขามีความหวัง และเขาย้ำความหวังของเขาเสมอในทุกครั้งที่ถูกตั้งคำถาม และรวมถึงในภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับชีวิตของเขาเองที่ฉายรอบปฐมทัศน์ไปเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ที่ผ่านมา ที่โรงภาพยนตร์เนปิดอว์ ในนครย่างกุ้ง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลภาพยนตร์เพื่อสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (Human Rights and Human Dignity International Film Festival- HRHDIFF) ที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ในประเทศที่เพิ่งเปิดตัวออกสู่สังคมโลกและประกาศว่าจะเดินหน้าไปบนเส้นทางประชาธิปไตย

เป็นเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจที่ประเทศที่ปิดตัวมานานเปิดโอกาสให้กับเทศกาลภาพยนตร์ที่หลายเรื่องเปิดแผล และพูดถึงประชาชนที่ถูกกระทบสิทธิจากการกระทำของรัฐ และของบรรษัทข้ามชาติ แต่การเปิดตัวออกสู่เสรีภาพและประชาธิปไตยยังมีเครื่องหมายคำถามอีกมากมายตามมา ไม่เพียงกฎบัตรกฎหมายและระเบียบปฏิบัติที่ยังคงมีหลายอย่างตกทอดมาจากการตกอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการทหารที่ยาวนาน หากแต่ยังถูกท้าทายด้วยสภาพสังคมที่ยึดมั่นกับค่านิยมประเพณี และศาสนาอย่างเคร่งครัด และดูจะยากอย่างยิ่งที่จะเปลี่ยน

This Kind of Love คือเรื่องราวชีวิต ความรักและการทำงานของ อ่อง เมียว มิน นักกิจกรรมทางสังคมที่ทำงานด้านการให้การศึกษาพื้นฐานแก่เด็กๆ ในค่ายผู้อพยพในชายแดนไทย-พม่าเป็นเวลาหลายปี

อ่อง เมียว มิน เป็นนักกิจกรรมที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และหลายคนอาจมีภาพจำเกี่ยวกับลีลาร่ายรำอันสวยงามตามแบบฉบับพม่าของเขา แต่งานที่เขาทุ่มเททำมาตลอดก็คือการทำงานรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ในอีกด้านเขาเปิดเผยเพศสภาวะต่อสาธารณะว่าเขาเป็นเกย์ และเขาตระหนักดีถึงข้อจำกัดและความท้าทายต่อเพศสภาพของตนเองในสังคมที่มีความอนุรักษ์นิยมสูงอย่างเมียนมาร์ จากนักศึกษาธรรมดาคนหนึ่ง เหตุการณ์ 888 ได้ทำให้เขาตัดสินใจหนีเข้าป่าและร่วมจับอาวุธกับกองทัพนักศึกษา “แนวร่วมนักศึกษาพม่าทั้งมวล” (ABSDF) ทว่าแม้แต่ในองค์กรที่ควรจะเคารพในเสรีภาพของปัจเจกบุคคลอย่างกองทัพนักศึกษาก็ไม่อาจยอมรับเพศสภาพและความสัมพันธ์ที่ถูกมองว่า “ผิดธรรมชาติ” ได้ นั่นทำให้เขาแสวงหาอิสรภาพอีกครั้งและได้เริ่มทำงานด้านสิทธินุษยชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมการศึกษาและตระหนักในสิทธิของตัวเองแก่เด็กๆ ผู้พลัดถิ่นที่เป็นกลุ่มเสี่ยงของการค้ามนุษย์ตามตะเข็บชายแดนไทย-พม่า

เรื่องราวของอ่อง เมียว มิน ได้รับการถ่ายทอดโดย เจนนี มารี ฮอลลาซี (Jeanne Marie Hallacy) ซึ่งเป็นนักข่าวและผู้ผลิตสารคดีอิสระชาวอเมริกัน แต่ได้ตั้งรกรากอยู่ในเมืองไทยเป็นเวลากว่าสิบปี เธอใช้เวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมาเรียนรู้ทั้งภาษาและสังคมการเมืองไทย และเมียนมาร์ เธอติดตามชีวิตของอ่อง เมียว มิน และถ่ายทอดด้วยคำอธิบายสั้นๆ ว่า This Kind of Love ไม่ได้พูดถึงแค่ความรักของ LGBT เท่านั้น ไม่ได้จำกัดอยู่ที่เรื่องราวของออง เมียว มินที่เป็นเกย์ แต่หนังเรื่องนี้พูดถึงรักที่ยิ่งใหญ่กว่าซึ่งเราต้องมีให้กันและกันในฐานะเพื่อนมนุษย์ ซึ่งมันก็เป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันไปสู่ความเปลี่ยนแปลง ซึ่งสังคมพม่ากำลังต้องการความเปลี่ยนแปลงเช่นนั้น

ความสวยงามของหนังนอกเหนือจากภาพการร่ายรำแบบโบราณโดยอ่อง เมียว มิน แล้ว หนังบอกเล่าเรื่องราวของเขาจากชีวิตที่ฝันหวังถึงอนาคตในประเทศไว้อย่างหนึ่ง มาสู่การเป็นผู้ลี้ภัยการเมืองที่ยาวนานหลายปี ก่อนที่เขาจะได้กลับไปยังบ้านเกิดอีกครั้ง เพื่อทำในสิ่งที่เขาเชื่ออย่างจริงจัง

ประเด็น LGBT ในหนังถูกพูดถึงในฐานะที่เป็นสิ่งท้าทายตัวเดินเรื่อง และเขาต้องเผชิญการสูญเสียจากสภาพสังคมที่ยังไม่เปิดรับ แต่ดูเหมือน “ความรักทำนองนี้” ได้ผลักดันให้อ่อง เมียว มินทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ขึ้น

จากภาพยนตร์ อ่อง เมียว มิน ไม่ได้กำลังพูดถึงสิทธิของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศเท่านั้น ชีวิตของเขานั้นเปลี่ยนแปลงด้วยบริบททางสังคมการเมืองในประเทศเมียนมาร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ลุกฮือของนักศึกษาในปี ค.ศ. 1988 หรือที่รู้จักกันในนามเหตุการณ์ 8888

การต่อสู้อันไม่สุดสิ้นของเขาและของนักศึกษา และภาคประชาสังคมในพม่ายังคงทอดยาว เขากล่าวภายหลังภาพยนตร์ฉายรอบปฐมทัศน์ว่า “อย่างที่เราเห็นในหนังเรื่องนี้ เราได้ยินว่ามีเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่ในระดับบนเท่านั้น แต่ไม่สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงในระดับล่างเรากลับยังไม่เห็นมากนัก คนที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ยังคงดำรงอยู่ ยังไม่ถูกดำเนินคดี และคนที่เรียกร้องเสรีภาพในการชุมนุมยังคงมีหลายคนที่ถูกจับกุมคุมขัง ปัญหาการถูกแย่งที่ดินยังคงเป็นปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไข ยังคงมีเด็กๆ ผู้หญิงที่ถูกละเมิด ยังคงไม่มีการบังคับใช้กฎหมาย หรือหลักนิติรัฐยังคงอ่อนแอ ดังนั้นเรายังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องทำ”

ภาพยนตร์เรื่องนี้จะถูกฉายอีกครั้งในเทศกาล No His-tory but ours: Stand Up for LGBTIQ Rights ที่หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในวันที่ 24 มิถุนายน 2558 เวลา 17.00 น. นี้ (กำหนดการภาพยนตร์)

 

พูดคุยกับ อ่อง เมียว มิน

อ่อง เมียว มิน ในภาพยนตร์ "This Kind of Love" (ที่มา: Jeanne Marie Hallacy/แฟ้มภาพ)

อยากให้ประเมินการทำงานของตัวเอง ในด้านการส่งเสริมสิทธิของ LGBT

คุณจะเห็นได้ว่ามันมีการเคลื่อนไหวของกลุ่ม LGBT ในสังคมตอนนี้ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณไม่อาจจะเห็นได้มาก่อน หลายๆ นักกิจกรรมที่เป็น LGBT ได้แสดงบทบาทสำคัญและก็ไม่จำกัดอยู่ในแต่ในเรื่องความสวยงาม หรือธุรกิจเกี่ยวกับบันเทิงเท่านั้น คุณสามารถเห็น นักกิจกรรม LGBT ในภาคประชาสังคมและองค์กรเอกชนและในภาคการเมือง ได้แล้ว  ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่เราภูมิใจว่า LGBT นั้นได้ก้าวผ่านเส้นแบ่ง

ในขณะเดียวกันประเด็น LGBT ก็ได้รับการสนใจมากแน่นอนว่ามันยังมีความท้าทายอยู่อีกมาก แต่คุณก็จะเห็นได้ว่าหลายคนเริ่มพูดว่า LGBT ไม่ใช่ปัญหา แต่การเลือกปฏิบัติต่างหากคือปัญหา นี่เป็นสัญญาณของความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนรุ่นใหม่ๆ

เมื่อ 20 กว่าปีก่อนที่ผ่านมา คุณจะไม่เห็น LGBT ที่เป็นโรลโมเดลในสังคม นี่เป็นสิ่งที่ผมคิดผมได้มีส่วนสร้างให้กับเครือข่าย LGBT ในประเทศ

 

สิ่งที่ท้าทาย LGBT ในพม่าที่สุดคืออะไร

คือวัฒนธรรม และคุณค่าทางสังคม เพราะว่าเราอยู่ในสังคมที่มีความเชื่ออย่างฝังรากลึกว่า LGBT เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ LGBT เป็นเรื่องที่ขัดต่อวัฒนธรรม LGBT เป็นเรื่องขัดต่อศาสนา ความคิดความเชื่อแบบนี้ฝังอยู่ในทุกๆ ที่และในทุกสถาบันทางสังคม มันง่ายที่จะเปลี่ยนแปลงกฎหมาย แต่มันไม่ง่ายที่จะเปลี่ยนทัศนคติของคนทั่วไป นี่คือความท้าทายที่ยังรอเราอยู่ แต่เราก็เชื่ออย่างจริงจังว่าเราจะสามารถฝ่าฟันได้ด้วยความสนับสนุนและความร่วมมือจากเครือข่าย LGBT ไม่ใช่แค่ในประเทศแต่จากภูมิภาค อย่างประเทศไทยและเครือข่ายระหว่างประเทศ

 

คุณเองเป็น LGBT แต่คุณก็ทำงานกับเด็กๆ ในพม่า คุณพบการต่อต้านจากพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กๆ บ้างไหม

ส่วนใหญ่พ่อแม่จะเข้าใจ แต่บางครั้งผมก็ถูกโจมตีเหมือนกัน เพราะว่าก็มีบางส่วนที่เชื่ออย่างหนักแน่นว่า LGBT คือกลุ่มคนที่จะละเมิดเด็ก นี่เป็นภาพลักษณ์ที่เลวร้ายที่สร้างโดยกลุ่มคนที่ต่อต้าน LGBT แต่ผมมีโอกาสที่จะพิสูจน์ ผมทำงานกับเด็กแต่ผมไม่ได้ละเมิดเด็กๆ ผมได้พิสูจน์ตัวเองต่อความรู้สึกทางลบพวกนั้น การเหมารวมจำพวกนั้นโดยการทำงานเพื่อเด็กๆ อย่างแท้จริง

 

คุณตั้งรกรากอยู่ในเชียงใหม่มาหลายปี แต่เพิ่งได้กลับมาทำงานในพม่า แผนของคุณคืออะไร จะทำงานที่นี่มากขึ้นหรือ

ใช่ ผมจะทำงานในพม่ามากขึ้นตราบเท่าที่ยังไม่ถูกเตะออกไปโดยรัฐบาล เพราะที่นี่คือบ้านแห่งชีวิตของผม นี่คือประเทศของผมซึ่งผมรักมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าผมจะไม่รักเมืองไทยนะ เมืองไทยเป็นประเทศที่สองของผม (หัวเราะ)