ใบตองแห้ง: 'รัฐศาสนา' ไม่ไกลตัว

 

หลัง Paris Attack ยอมรับเถอะน่า คนไทย(พุทธ)แอบด่ามุสลิมกันเพียบ เสริมอารมณ์ “เกลียดแขก” แม้มีบางพวกแยกไปด่า “จักรพรรดินิยม” ขณะที่คนมุสลิมบางส่วนก็ defend ซ้ำๆ อิสลามไม่เคยสอนให้ฆ่าใครๆๆ
 
เรื่องน่ารำคาญคือเรากลับไม่เคยพูดกันจริงจัง เพื่อลบล้างอคติ พอข่าวซาไม่กี่วันก็เลิกร้าง ทำยังกะเรื่องไกลตัว ทั้งที่ 3 จังหวัดใต้มีคนตายแทบทุกวัน
 
ถามจริง การใช้และตีความศาสนาอิสลามมีปัญหาไหม มีสิครับ คนมุสลิมต้องยอมรับ ต้องวิพากษ์วิจารณ์ ต้องถกเถียงกันถึงแก่น ไม่ใช่เพียง defend เรียกร้องความเป็นธรรม เพราะจักรพรรดินิยมรุกราน ฯลฯ
 
ฝ่ายคนพุทธก็ด่าๆ แล้วจบ ไม่สนใจปัญหาจริงๆ อยู่ตรงไหน 3 จังหวัดมีคนตายมา 11 ปี ยังรู้สึกเหมือนประเทศไทยมี 74 จังหวัด ไม่เคยคิดว่าต้องอยู่ร่วมกันชั่วกัลปาวสาน อยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ช่างหัวมัน (อยากมาอาศัยแผ่นดินไทย)


ในขณะที่เราเศร้าใจกับ Paris Attack ทราบหรือไม่เมื่อปีที่แล้ว มีคนตายเพราะผู้ก่อการร้าย 32,568 คน เกินครึ่งเป็นฝีมือ Isis และ Boko Haram โดยคนที่พวกเขาฆ่าส่วนใหญ่ก็เป็นมุสลิมด้วยกัน เพราะตัวเลขนำลิ่วมาที่อิรัก ไนจีเรีย อัฟกานิสถาน ปากีสถาน

นั่นคือสิ่งที่คนมุสลิมต้องตระหนัก ชาวโลกต้องตระหนัก ว่าก่อการร้ายเป็นภัยร่วมกัน!

 
แน่ละ ปัญหาสืบเนื่องมาตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคม ตั้งแต่มหาอำนาจหนุนอิสราเอล รัสเซียบุกอัฟกานิสถาน อเมริกาบุกอิรัก สงครามทำให้คนสุดโต่งนะครับ ถ้าไม่ใช่นักรบตาลีบันก็เอาชนะรัสเซียไม่ได้ ถ้าไม่ใช่ความพินาศฉิบหายตั้งแต่อิรักมาถึงซีเรีย ก็ไม่มีที่ว่างให้ ISIS

ฉะนั้นถ้ามหาอำนาจไม่ทบทวนนโยบาย “สงครามต่อต้านก่อการร้าย” ภัยก่อการร้ายก็ไม่มีวันจบ แต่อีกด้าน ถ้าโลกมุสลิมไม่วิพากษ์กันให้ถึงแก่น โลกมุสลิมก็ไม่มีวันสงบสุขเช่นกัน
 
ปัญหาของอิสลาม บทความของกฤดิกร วงศ์สว่างพานิช ระบุไว้ชัดว่าอิสลามมี 2 ส่วนคือส่วนที่ยอมรับรัฐสมัยใหม่ กับส่วนที่ยังอยากเป็น “รัฐศาสนา” ให้ได้ ฉะนั้น แทนที่จะเอาแต่ก่นด่ามุสลิม คุณต้องเห็นใจและช่วยเหลือมุสลิมที่อยาก modernized (เพราะเขาเจอหนักกว่าเราเสียอีก)
 
อิสลามมีปัญหาอะไร มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง ชี้ว่าอารยธรรมอิสลามถูกแช่แข็งเพราะ “เกิดการก่อตัวของระบบความเชื่อที่ปฏิปักษ์กับเหตุผล และการยึดมั่นต่อความคิดที่ถูกถือเป็นทางการอย่างเคร่งครัด ผู้ที่ตั้งคำถามมักถูกตราหน้าว่าเป็นพวกนอกรีต ทรยศต่อศาสนา หรือกระทั่งเป็นผู้แข็งข้อต่อพระเจ้า”

ที่จริงไม่ต้องไปถึงรัฐศาสนา แต่ข้อห้ามข้อปฏิบัติศาสนาใด ถ้าไม่ปรับให้สอดคล้องกับสังคมสมัยใหม่ ซึ่งมนุษย์มีความรับรู้สูงขึ้น อยากมีเสรีภาพ อยากมีอำนาจตัดสินใจ อยากมีชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี ก็มีปัญหาทั้งนั้น
 
ศาสนาที่ปรับตัวได้มากสุดคือคริสต์ เพราะมีบทเรียนจากยุคมืด มีความเจ็บปวดจากฆ่ากันเลือดท่วมแผ่นดิน ทุกวันนี้ เราจึงเห็นโป๊ปสวด “มนต์สิทธิมนุษยชน” มากกว่าไบเบิล ขณะที่หลายประเทศในยุโรป ก็พัฒนาประชาธิปไตยโดยแยกรัฐออกจากศาสนา เช่นสเปน สวีเดน ยกเลิก “ศาสนาประจำชาติ” หมดแล้ว
 
ฝรั่งเศสนี่เข้มมากกับความ “เป็นกลางทางศาสนา” หลายคนมองว่าฝรั่งเศสเป็นเหยื่อเพราะเข้มงวดกับศาสนามาก  เช่นห้ามมุสลิมคลุมหน้า แต่ต้องเข้าใจว่าไม่ใช่ “รัฐคริสต์ละเมิดสิทธิมุสลิม” เพราะฝรั่งเศสห้ามแสดงสัญลักษณ์ทุกศาสนาในโรงเรียนและสถานที่ราชการ รวมทั้งไม้กางเขน
 
แต่หลายศาสนาปรับตัวไม่ได้ หวาดกลัวความเปลี่ยนแปลง “โลกาภิวัตน์” หวาดกลัวศาสนาอื่นทับสัมปทาน ขณะที่การปกครองประเทศก็ไม่เป็นประชาธิปไตย เราจึงเห็นแนวโน้ม “รัฐศาสนา” ที่ไม่ใช่แค่รัฐอิสลาม เพราะผู้นำศาสนาต้องการอำนาจรัฐมาช่วยบังคับคุ้มครอง ขณะที่ผู้มีอำนาจก็ต้องการ “ศีลธรรม” ค้ำเก้าอี้
 
เราจึงเห็นหลายรัฐในอินเดียออกกฎหมายห้ามฆ่าวัว เห็นพุทธพม่าเกิดพระวีระธุ กดดันรัฐบาลทหารออกกฎหมายลิดรอนสิทธิมุสลิม ปลุกความเกลียดชังโรฮิงญา จนต้องขยี้ตาว่านี่พุทธหรือ
 
แล้วประเทศศีลห้าห้ามฉาย “อาปัติ” นี่ล่ะใกล้หรือยัง เห็นใครเสนอให้พุทธเป็นศาสนาประจำชาติ เห็นตั้งท่าออกกฎหมายห้ามหมิ่นศาสนา เห็นประกาศห้ามขายเหล้าวันพระใหญ่
 
ส่วนตัวผมเชื่อว่าเราคงไม่ไปถึงขั้นพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ เพราะเรามีศาสนาประจำชาติอยู่แล้ว เรียกว่า “ความเป็นไทย” ซึ่งมีทั้งพุทธทั้งระบบความเชื่อที่ห้ามถาม ที่อยู่เหนือความเป็นรัฐสมัยใหม่

อ้าว ไม่เชื่อก็ลองถาม “โจรใต้” เขาไม่เห็นโจมตี “รัฐพุทธ” เขาเรียกว่า “รัฐไทย”

 

 

ที่มา:  ข่าวสดออนไลน์