3 ปีหลังคำพิพากษา กรมควบคุมมลพิษยังไม่เริ่มฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้

ชาวบ้านคลิตี้ร้อง ผ่านมา 3 ปีแล้วกรมคุมมลพิษยังไม่เริ่มฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและการพัฒนาชี้เป็นปัญหาการดำเนินการและบังคับคดีตามคำพิพากษา

11 ม.ค. 2559 จากเหตุการณ์โรงแต่งแร่ตะกั่วริมเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรปล่อยน้ำหางแร่ จนก่อให้เกิดสารตะกั่วปนเปื้อนลำห้วยคลิตี้ตลอดสาย ทำให้ชาวบ้านกะเหรี่ยงบ้านคลิตี้ล่าง อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรีเจ็บป่วยล้มตาย จนเป็นข่าวใหญ่ในปี 2541 ต่อมากรมควบคุมมลพิษมีแผนที่จะฟื้นฟูลำห้วยแต่ไม่ดำเนินการ ทำให้ชาวบ้านฟ้องกรมควบคุมมลพิษต่อศาลปกครอง

วันที่ 10 มกราคม 2556 ศาลปกครองสูงสุดอ่านคำพิพากษาให้กรมควบคุมมลพิษกำหนดแผนงาน วิธีการ และดำเนินการฟื้นฟูตรวจและวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำ ดิน พืชผัก และสัตว์น้ำในลำห้วยคลิตี้ให้ครอบคลุมทุกฤดูกาลอย่างน้อยฤดูกาลละ 1 ครั้ง จนกว่าจะพบว่าค่าสารตะกั่วในน้ำ ดิน พืชผัก และสัตว์น้ำในลำห้วยคลิตี้ไม่เกินค่ามาตรฐาน เป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี และให้ชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 22 คนเป็นเงินรายละ 177,199.55 บาท โดยกำหนดให้ดำเนินการภายใน 90 วัน

ธนกฤต โต้งฟ้า ชาวกะเหรี่ยงบ้านคลิตี้ล่างที่ได้รับผลกระทบกล่าวว่า ปัจจุบันครบ 3 ปีนับจากมีคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด แต่กรมควบคุมมลพิษยังไม่เริ่มการฟื้นฟูลำห้วยเลย มีเพียงผลการศึกษาในการฟื้นฟู ซึ่งล่าช้าอย่างมาก และการศึกษาก็ไม่มีส่วนร่วมของชาวบ้าน ไม่ได้ตอบสนองความต้องการของชาวบ้าน เพราะไม่ได้บอกว่าชาวบ้านจะสามารถกลับไปใช้น้ำและกินปลาในลำห้วยได้อีกเมื่อใด ตลอดจนไม่มีการพูดถึงว่าสุขภาพของชาวบ้านจะดีขึ้นหรือไม่อย่างไร

ตั้งแต่ปี 2542 กระทรวงสาธารณสุขได้ตรวจเลือดชาวบ้านคลิตี้ล่างเพื่อหาระดับสารตะกั่วในเลือด พบว่าชาวบ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่มีระดับสารตะกั่วในเลือดสูง โดยเด็กอายุ 0-6 ปีมีระดับตะกั่วในเลือดเฉลี่ย 23.56 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร, เด็กอายุ 7-15 ปีมีระดับตะกั่วในเลือดเฉลี่ย 28.30 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร, และผู้ใหญ่ตั้งแต่อายุ 16 ปีขึ้นไป มีระดับตะกั่วในเลือดเฉลี่ย 26.31 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ขณะที่การสำรวจระดับตะกั่วในเลือดเฉลี่ยของคนไทยทั่วไปเมื่อปี 2538 – 2539 โดยกองอาชีวอนามัย พบว่ามีค่า 4.29 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

นอกจากนี้กรมควบคุมมลพิษได้ตรวจสภาพแวดล้อมในลำห้วยคลิตี้ พบว่าตะกอนธารน้ำมีตะกั่วจากกิจกรรมเหมืองแร่ปนเปื้อนจำนวนมาก สัตว์น้ำ จำพวกปลา กุ้ง หอย มีตะกั่วปนเปื้อนในเนื้อเกินค่ามาตรฐานมาก

สุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา กล่าวว่า แม้ศาลปกครองสูงสุดจะมีคำพิพากษาว่า กรมควบคุมมลพิษดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ล่าช้าและให้เร่งทำแผนฟื้นฟูตลอดจนดำเนินการฟื้นฟูภายใน 90 วัน แต่การดำเนินการก็ยังล่าช้าอยู่เช่นเดิม ซึ่งเป็นปัญหาของการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาล ที่ควรปรับปรุงแก้ไขให้มีกระบวนการบังคับให้หน่วยงานที่ถูกฟ้องตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตามคำพิพากษาของศาล

สุรพงษ์กล่าวเพิ่มเติมว่า หากไม่เร่งฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ ปัญหาในอนาคตข้างหน้าจะไม่ใช่เฉพาะชาวบ้านคลิตี้ หรือชาว จ.กาญจนบุรี เท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบจากพิษสารตะกั่ว น้ำในลำห้วยคลิตี้ที่ปนเปื้อนสารตะกั่วได้ไหลลงสู่แม่น้ำแม่กลอง ซึ่งน้ำจากแม่น้ำแม่กลองที่อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ได้ผันลงสู่คลองมหาสวัสดิ์ เพื่อเป็นน้ำดิบที่นำไปผลิตน้ำประปาให้คนกรุงเทพฯ และคนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาใช้ ซึ่งคนกรุงเทพฯ และปริมลฑล อาจจะได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน และแม่น้ำแม่กลองก็จะไหลลงสู่อ่าวไทย ซึ่งเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญที่สุดของประเทศ

อนึ่ง นอกจากคดีดังกล่าว ชาวบ้านคลิตี้ล่าง 151 คนยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดกาญจนบุรีเพื่อเรียกค่าเสียหายจากบริษัทผู้ก่อมลพิษ ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้บริษัทจ่ายชดใช้ค่าเสียหายรวม 36,050,000บาท ต่อมาในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำนวนค่าเสียหายให้บริษัทจ่ายตามศาลชั้นต้น

ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา