คุยกับ ‘ประแสง’ ทำไมถึง บอยคอต ยัน ‘พลังประชาธิปไตย’ ไม่ลงเลือกตั้งใต้ รธน.นี้

ชี้โหวตโนเท่ากับการยอมรับกติกาที่เผด็จการกำหนดเอาเองอย่างขาดความชอบธรรม ประเมินร่างรธน.จะผ่าน เหตุทุกกลไกอยู่ในมือผู้มีอำนาจ ยิ่งกว่า ปี 50 หวังมีพรรคใหญ่ร่วมบอยคอต คสช. จะหมดความชอบธรรมทันที ยันพรรคพลังประชาธิปไตยไม่ลงเลือกตั้งใต้ รธน.นี้ พร้อมทำงานตรวจสอบนอกสภา

ประแสง มงคลศิริ 

ภายหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นัดประชุมชี้แจงการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) โดยเชิญฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และตัวแทนพรรคการเมือง ที่สโมสรทหารบก เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งความชัดเจนอย่างหนึ่งคือ จะไม่มีการแก้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ที่องค์กรสิทธิและองค์กรทางการเมืองเรียกร้องแก้ไขเพื่อให้ประชามติมีเสรีภาพและความเป็นธรรมในการรณรงค์ จากความชัดเจนดังกล่าว วันถัดมา (20 พ.ค.59) เฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘พรรคพลังประชาธิปไตย’ ได้ขึ้นภาพ ‘บอยคอต’ เพื่อแสดงจุดยืนของพรรคต่อการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย

จากนั้นเริ่มมีการทำเสนอเสื้อยืดสีดำที่มีข้อความดังกล่าว พร้อมทั้งการการโพสต์ข้อเสนอ ‘บอยคอต’ ผ่านเพจพรรคฯ รวมทั้งสมาชิกพรรคคนสำคัญอย่าง ประแสง มงคลศิริ และ จิตรา คชเดช จนก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเป็นไปได้ การไปแบ่งคะแนนของฝ่ายรณรงค์โหวตโน จนกระทั่งบางคนกล่าวหาว่าพวกที่เสนอ ‘บอยคอต’ นั้น รับงานคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. มา เพื่อแบ่งเสียงโหวตโน เป็นต้น ประชาไทจึงได้มีโอกาสสัมภาษณ์ ประแสง แกนนำพรรคพลังประชาธิปไตย อดีต ส.ส. จ.อุทัยธานี และแกนนำ นปช. หนึ่งในผู้ที่ชูธง ‘บอยคอต’ เพื่อตอบคำถามและข้อวิจารณ์เหล่านี้

การไปโหวตโน มีค่าเท่ากับการยอมรับกติกาที่เผด็จการกำหนดเอาเองอย่างขาดความชอบธรรม ย่อมจะกลายเป็นตราประทับให้กับผลพวงต่างๆ ที่จะเกิดตามมาโดยไม่อาจปฏิเสธได้” ประแสง กล่าว

ประชาไท : อยากให้อธิบายว่า บอยคอต นี้หมายถึงอะไร และจะดำเนินการอย่างไร?

ประแสง : เราบอยคอตการลงประชามติรัฐธรรมนูญ ครั้งนี้เป็นลุกขึ้นประกาศไม่ศิโรราบต่อเผด็จการ ทั้งกระบวนการและบรรดาผลพวงต่างๆ จากการรัฐประหาร ด้วยการไม่สยบยอม และไม่ไปใช้สิทธิลงคะแนน

ทำไมถึงต้องบอยคอต ไม่โหวตโน?

เพราะ เราเห็นว่าการที่ประชาชนไม่มีโอกาสมีส่วนร่วมกับการเขียนรัฐธรรมนูญอย่างที่ควรจะเป็น จึงได้เพียงเศษกระดาษเปื้อนหมึกที่มีเนื้อหาเป็นรัฐธรรมนูญของเผด็จการ การไปโหวตโน มีค่าเท่ากับการยอมรับกติกาที่เผด็จการกำหนดเอาเองอย่างขาดความชอบธรรม ย่อมจะกลายเป็นตราประทับให้กับผลพวงต่างๆ ที่จะเกิดตามมาโดยไม่อาจปฏิเสธได้ ยิ่งในภาวะปิดกั้นเสรีภาพการแสดงความเห็น และท่าทีจะบังคับใชับทลงโทษที่คลุมเครือต่อผู้ที่ไม่เห็นชอบในเนื้อหา จึงเอื้อต่อกลไกการยัดเยียดความเห็นด้านเดียวสู่ประชาชนจากผู้ถืออำนาจ เป็นประชามติที่ฝืนต่อหลักการทำประชามติของสากลที่ต้องเปิดกว้าง ฟรีและแฟร์

ทำไมเพิ่งมีการแสดงท่าทีอย่างเป็นทางการว่าจะใช้การบอยคอต?

เหตุที่พรรคพลังประชาธิปไตยเพิ่งมีการแสดงท่าทีอย่างเป็นทางการนั้น เพราะเมื่อได้มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ประชามติออกมาแล้ว องคาพยพของฝ่ายเผด็จการก็เดินหน้าใช้งบประมาณทุ่มเทการรณรงค์อย่างเต็มที่เพื่อเป้าหมายจะได้ผู้มาใช้สิทธิถึง 80%

พรรคการเมืองใหญ่ก็โดดเข้าร่วมอย่างคึกคัก เพราะเฝ้ารอการเลือกตั้่ง ส.ส. ที่จะตามมา โดยไม่ฉุกคิดว่ากำลังโดดเข้าไปเล่นในเกมของฝ่ายเผด็จการ พรรคการเมืองใหญ่ไม่กล้าบอยคอต ทั้งๆ ที่รู้แก่ใจว่ารัฐธรรมนูญที่เขาร่างกันมาไม่เป็นประชาธิปไตยและขาดความชอบธรรม และการบอยคอตจะนำมาซึ่งการถูกตัดสิทธิสมัคร ส.ส. ตัวอย่างการประกาศบอยคอตการเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ในอดีตนั้น ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ยังต้องแอบย่องไปคูหากาคะแนน เพื่อรักษาสิทธิสมัคร ส.ส. ไว้ ส่วนพรรคเพื่อไทยก็รุมด่าประณามว่าบัดซบกันกระหึ่ม พอมาตอนนี้ แม้ร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นเผด็จการ ท่าทีของ 2 พรรคใหญ่คงไม่กล้าเผลอริมฝีปากประกาศบอยคอต เพราะล้วนแต่รอการเลือกตั้ง ส.ส. กันทั้งสิ้น เมือชัดเจนเช่นนั้นพรรคเราจึงจำเป็นต้องออกมาเดินหน้าประกาศบอยคอต ซึ่งเป็นเพียงพรรคการเมืองเดียวเท่านั้น

“เราต้องไม่กล่าวหาว่าใครทำเสียงแตก เพราะทุกคนเป็นเจ้าของเสียงตนเท่าเทียมกัน ไม่มีสัมปทานให้ใครเป็นเจ้าของคะแนนผูกขาด” ประแสง กล่าว

มองการกล่าวหาว่าพวกชูการบอยคอต เป็นพวกทำให้เสียงไม่เอารัฐธรรมนูญนั้นเสียงแตก หรือไปไกลจนกล่าวหาว่ารับงาน คสช มาเพื่อทำให้เสียงแตก แล้วทำให้ประชามติผ่าน?

ฝ่ายประชาธิปไตยได้ถูกชี้นำเป็นกระแสไปก่อนโดยพรรคเพื่อไทยโดยแถลงท่าทีไม่รับ ต่อเนื่องมานาน แม้มีนักวิชาการและนักคิดไม่กี่ท่านที่พยายามเสนอแนวทางบอยคอตออกมา แต่ก็ไม่มีสื่อกระแสหลักหรือสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์กให้ความสำคัญ พรรคใหญ่เลยเหมือนได้ครองสัมปทานไม่รับรัฐธรรมนูญของฝ่ายประชาธิปไตยทั้งหมดไป พอเรากระตุกฝ่ายมวลชนประชาธิปไตยให้ฉุกคิด บางกลุ่มก็ออกอาการไม่สบายใจ เลยต้องปล่อยอาวุธทั้งหนักทั้งเบามายับยั้งการเคลื่อนไหวบอยคอต เราก็อดทนชี้แจงเหตุผลเรื่องเสรีภาพในการโหวต ชี้แจงเรื่องสิทธิของประชาชนที่จะเป็นเจ้าของคะแนนของตน ชี้แจงเรื่องการเคารพทุกสิทธิ ทั้ง Vote No, Vote Yes, Boycott, แม้ผู้ไปเขียนลงในบัตรลงคะแนนด่าเผด็จการจนบัตรเสีย เรายังแอบเคารพเลย เราต้องไม่กล่าวหาว่าใครทำเสียงแตก เพราะทุกคนเป็นเจ้าของเสียงตนเท่าเทียมกัน ไม่มีสัมปทานให้ใครเป็นเจ้าของคะแนนผูกขาด เราชี้แจงทุกเม็ดจริง จนมาถูกกล่าวหาถึงว่ารับงาน คสช. ก็แสดงให้เราเห็นแล้วว่า พรรคเรามาถูกทางจริงๆ

“เราเพียงหวังว่า หากประชาชนเขาไม่มาใช้สิทธิได้เกินครึ่ง ยิ่งดี พูดตรงๆ ถ้ามีพรรคใหญ่เอาแนวทางบอยคอตด้วย เพียงพรรคเดียว มันจะไปถึง 60-65% ด้วยซ้ำ คสช. จะหมดความชอบธรรมทันทีกับทุกสิ่ง ไม่เฉพาะร่างรัฐธรรมนูญมีชัย” ประแสง กล่าว

การบอยคอตถ้าหมายถึงการไม่ร่วมโหวต แล้วจะนับเสียงอย่างไร รวมทั้งจะแยกจากพวกนอนหลับทับสิทธิอย่างไร?

เราไม่ห่วงว่าจะจำแนกแยกแยะเสียงบอยคอตจากยอดผู้ไม่มาใช้สิทธิทั้งหมดอย่างไร เราเพียงหวังว่า หากประชาชนเขาไม่มาใช้สิทธิได้เกินครึ่ง ยิ่งดี พูดตรงๆ ถ้ามีพรรคใหญ่เอาแนวทางบอยคอตด้วย เพียงพรรคเดียว มันจะไปถึง 60-65% ด้วยซ้ำ คสช. จะหมดความชอบธรรมทันทีกับทุกสิ่ง ไม่เฉพาะร่างรัฐธรรมนูญมีชัย อีกอย่างเราไปใช้วาทกรรม "นอนหลับทับสิทธิ" ออกมาในความหมายเชิงลบ คือตำหนิผู้ไม่ออกมาใช้สิทธิ ผมมองว่าใครก็มีสิทธิที่จะทำเช่นนั้นโดยชอบ จะไปตำหนิเขาทำไม เขาเลือกจะไม่ใช้สิทธิ ระบอบประชาธิปไตยนะครับ The Sound of Silence เสียงแห่งความเงียบ ไงครับ

ประเมินว่าร่าง รธน.นี้จะผ่านประชามติหรือไม่?

เราประเมินว่าร่างรธน. นี้ คงจะผ่านครับ กลไกทุกอย่างอยู่ในมือผู้มีอำนาจ เข้มข้นยิ่งกว่าตอนทำประชามติ รธน.ปี 50 ด้วยซ้ำ ครั้งนั้น คมช. บิ๊กบังสนธิ ไม่ได้ระห่ำเท่าเผด็จการชุดนี้ พรรคไทยรักไทยก็อัดฉีด ส.ส. กันเต็มที่ออกไปรณรงค์โหวตโน แต่ผลคือแพ้ยับได้มา 24% เท่านั้น ฝ่าย vote yes ชนะที่ 33% แต่ที่น่าสนใจคือผู้ไม่มาใช้สิทธิ 43% ซึ่งมันเป็นดัชนีชี้วัดได้ว่าสูงทีเดียว แค่ครั้งนั้นไม่มีการเสนอบอยคอต ครั้งนี้เราจะพยายามกระทุ้งไปเรื่อยๆ ทะลุไปให้ถึง 50% ก็ไม่ใช่งานง่ายครับ ผมยอมรับ

หากรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน มีข้อเสนออย่างไร?

หากรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ซึ่งโอกาสน้อยมาก เราเสนอให้จัดการเลือกตั้งทันทีโดยใช้รัฐธรรมนูญปี 40 แม้จะมีจุดอ่อนอยู่หลายจุด แต่ก็เป็นรัฐธรรมนูญยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด ให้พรรคการเมืองทุกพรรคได้มาประกาศแนวทางของตนในการนำพาประเทศต่อไป เจ้าของประเทศเขาจะกำหนดเองว่าจะไปต่อกันอย่างไร พอที เผด็จการ

แต่หากหลังจากประชามตินี้ โหวตรับชนะ และ รธน. มีผลบังคับใช้ ทางพรรคจะเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไป?

เราเชื่อว่าโหวตรับรธน.จะชนะ และคสช.ก็จะประกาศใช้ รธน.เผด็จการเต็มสูบแน่นอน กรณีผู้มาใช้สิทธิเกิน 50% พรรคพลังประชาธิปไตยซึ่งบอยคอตมาตั้งแต่ต้น ยังคงมีความชอบธรรมที่จะประกาศไม่รับผลประชามติที่ไม่ฟรี และแฟร์ขัดกับหลักสากลต่อไป  ขณะที่พรรคอื่นๆ จะเข้าสู่การเลือกตั้งในกติกาเผด็จการ จะมีการตั้งรัฐบาลสืบทอดอำนาจตามโรดแมปเผด็จการที่ออกแบบไว้ พรรคพลังประชาธิปไตยซึ่งไม่ได้เข้าสู่สนามเลือกตั้ง ส.ส. ก็ต้องทำหน้าที่ต่อสู้นอกสภา ตรวจสอบ เปิดโปง ความไม่ชอบธรรม ต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน พร้อมกับต้องขยายเครือข่ายสมาชิกให้มีมากขึ้น ให้พรรคมีความเข้มแข็งเพื่อรับมือกับระบอบเผด็จการระยะยาวต่อไป

แต่ถ้าเราโชคดีในกรณีผู้มาใช้สิทธิต่ำกว่า 50% หรือต่ำได้ถึง 60%-65% ก็ย่อมจะเป็นคุณกับเรามากกว่า ตัวเลขไม่ใช้สิทธิยิ่งมากยิ่งดี มันจะสะท้อนความล้มเหลวของอำนาจรัฐ ที่พยายามใช้อิทธิพลและทรัพยากรเพื่อทำประชามติเก๊ หากประชาชนส่วนใหญ่พร้อมใจปฏิเสธการเข้าร่วมมากๆ  แรงกดดันมันจะพุ่งไปที่เป้าใหญ่ คสช. ทันที เผด็จการจะขาดความชอบธรรมครับ เขาจะอยู่ยากแล้วละ เขาอ้างประชาชนสนับสนุนไม่ได้แล้ว เราควรจะร่วมกันแสดงจุดยืน 1) ไม่รับการดำรงอยู่ของ คสช. ต่อไป 2) คัดค้านการใช้ รธน. เผด็จการ 3) ให้คืนอำนาจแก่เจ้าของประเทศ ใช้ รธน.40 เลือกตั้ง ส.ส.ทันที  

 

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังเผยแพรบทสัมภาษณ์นี้ เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.ทีผ่านมา ประแสง โพสต์ขออภัยที่ให้สัมภาษณ์กับประชาไทผิดไปจากข้อเท็จจริง กรณีระบุว่า  "ฝ่ายประชาธิปไตยได้ถูกชี้นำเป็นกระแสไปก่อนโดยพรรคเพื่อไทยโดยแถลงท่าทีไม่รับ.." ยันองค์กรประชาธิปไตยลุกขึ้นมาต่อต้านก่อนพรรคการเมืองเสียด้วยซ้ำ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)