ใบตองแห้ง: เศรษฐกิจ 2 นครา


 

เศรษฐกิจไทยจะดีหรือแย่กันแน่? แหงละ ถ้าดูบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็กำไรหลายแสนล้าน แต่ถ้าดูพืชผลการเกษตร ราคาข้าวเหลือเกวียนละ 7,500 คาดว่าปลายปีจะตกหนักกว่านี้อีก

นี่ยังไม่นับตลาดหุ้นที่เจอ “ข่าวลือ” และเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยแหงๆ ไม่ช้าก็เร็ว

ไม่ปฏิเสธหรอก เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงปรับโครงสร้าง รัฐบาลชู “ประเทศไทย 4.0” โฆษกไก่อู (ว่าที่พลโท) บอกจะต้องใช้เวลา 3-5 ปีเปลี่ยนเกษตรดั้งเดิมเป็นเกษตรสมัยใหม่ เปลี่ยนข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ให้เป็นอาหารสุขภาพหรืออาหารเสริมมูลค่าสูง เปลี่ยน SME เป็นสมาร์ทเอสเอ็มอีหรือสตาร์ทอัพ

แต่วันนี้สิครับจะทำอย่างไรกับราคาข้าว ยาง มัน ที่ตกต่ำถึงขีดสุด จนชาวบ้านไม่มีเงินจับจ่าย จะทำอย่างไรกับ SME หรืออุตสาหกรรมบางประเภทที่ใกล้ล่มสลาย มีคนตกงานมากขึ้นเรื่อยๆ

แน่ละ รัฐบาลจะจ่ายชดเชย ให้ชาวนาเลิกปลูกข้าวหันไปปลูกพืชอื่นหรือเลี้ยงสัตว์ แต่เคยไปฟังชาวนาจริงๆ ไหมครับ การปลูกพืชอื่นหรือเลี้ยงสัตว์ไม่เหมาะกับบางพื้นที่พืชบางอย่างเฮโลปลูกมากๆ ก็ราคาตกอีก ผมไม่ได้บอกว่าแนวคิดนี้ผิด แต่การผลักดันผ่านระบบราชการ กำนันผู้ใหญ่บ้าน ฝืนธรรมชาติของเกษตรกรระวังจะไม่บรรลุผลที่ต้องการ

แนวโน้มจึงยังไม่เห็นทางแก้ เศรษฐกิจระดับล่าง เกษตรกร แรงงาน จะยากลำบากอีกหลายปี เพราะสินค้าเกษตรส่งออกลดลง การลงทุนใหม่ๆ ภาคอุตสาหกรรมแทบไม่เกิด มีแต่ภาคบริการที่เติบโต

อย่าว่าโง้นงี้ แม้กระทั่งลูกคนชั้นกลางจบปริญญาตรี ก็ยังหางานทำยาก ถ้าไม่มีเส้นสายรับราชการก็ต้องไปทำเกษตรอินทรีย์ ไปเป็น Smart SME หรือ Start Up ซึ่ง 10 รายประสบความสำเร็จแค่ 1 ราย ที่เหลือเจ็บตัวแต่ไม่เป็นข่าว

เศรษฐกิจไทยระยะนี้จึงอยู่ในภาวะพิกล คนชั้นล่าง หรือแม้แต่คนชั้นกลางระดับล่างไม่มีกำลังซื้อ แต่คนระดับบนเพิ่งฉลองตึกสูงที่สุดตึกใหม่ โดยบริษัทเดียวกันเพิ่งสร้างหมู่บ้านตากอากาศใหญ่โตมีมหาสมุทรของตัวเอง ห้างสรรพสินค้าก็แข่งกันเปิดใหม่ โกยกำไรๆๆ ท่ามกลางรถติด สินค้าพรีเมียมไฮเอนด์ ขายดิบขายดี หมู่บ้าน คอนโดฯ ริมรถไฟฟ้าผุดเป็นดอกเห็ด (แต่รถไฟฟ้าขาดทุน)

ผมก็มองไม่ออกหรอกว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่สรุปง่ายๆ นี่แสดงว่ามีเศรษฐกิจ 2 ภาคที่ โต-ร่วง สวนทางกัน ภาคที่กระทบคนส่วนใหญ่ร่วง แต่ภาคที่สร้างความร่ำรวยให้คนส่วนน้อยกลับรุ่ง เอาละ ถ้ามองโลกเชิงบวก เดี๋ยวอาจกระจายความมั่งคั่ง แต่ถ้าสวนทางกัน ถ้ากระจายไม่ทันจะเกิดอะไร

ทุกวันนี้เวลาไปเดินห้างสังเกตไหมครับ ธุรกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงๆ ไม่ใช่ปัจจัยสี่ มีตั้งแต่น้ำแข็งไสเกาหลี ชาบูปิ้งย่าง ฟิวชั่น (บวกแวต 7% ชาร์จ 10%) สปาคน สปาหมา ตัดขน เสริมความงาม สินค้าสุขภาพ อาหารออร์แกนิก แพ็กกิ้งสวยๆ ขายแพงขึ้น 2-3 เท่า

เมื่อเร็วๆ นี้มีข่าวคนกิน Street Food มากขึ้นลดกินอาหารตามห้าง เจโทรเผยตัวเลขปี 59 ร้านอาหารญี่ปุ่นเติบโตลดลง มีร้านเปิดใหม่ 297 ร้าน ปิดตัว 193 ร้านฟังแล้วสยอง เพราะแต่ละร้านลงทุนไม่น้อย ร้านอาหารเกาหลี-อิตาลี-ฟิวชั่น หรือธุรกิจบริการอื่นๆ ก็คงไม่ต่างกัน

ณ วันนี้ดูเหมือนคนชั้นกลางระดับบน คนมั่งมี ยังมีกำลังซื้อไม่อั้น แต่ถ้ากำลังซื้อหดตัวอีกรอบ จากคนชั้นล่างมาถึงคนชั้นกลาง จะเกิดอะไรยังทายไม่ออกเหมือนกันนะครับ

0000

 

ที่มา: ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์