ปมห้ามทหารนั่งกรรมการบริษัท ผบ.ทบ. ชี้มีหลักอะลุ่มอล่วย หากสุจริต

12 ต.ค. 2559 จารกกรณีที่ สำนักข่าวอิศรา มีการนำเสนอระเบียบกระทรวง กลาโหม พ.ศ.2551 รวมถึงคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน เมื่อปี 2519 ห้ามข้าราชการทหารมีผลประโยชน์ทับซ้อน และ ข้อห้ามการปฏิบัติตนของข้าราชการฝ่ายพลเรือน ตำรวจ ทหาร เป็นกรรมการผู้จัดการ หรือผู้จัดการ หรือดำรงตำแหน่งที่มีหน้าที่อื่นในบริษัทห้างร้านของเอกชน ซึ่งทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าเป็นการยอมให้บริษัทห้างร้านของเอกชนเหล่านั้นอาศัยชื่อของตนเพื่อแสวงหาผลประโยชน์โดยทางตรงหรือทางอ้อม โดยนำเสนอมาเปรียบเทียบกับกรณีบริษัท งาทวีสุข จำกัด และบริษัท สื่อสายรุ้ง จำกัด ที่มี พ.ต.หญิง ชลรัศมี งาทวีสุข ผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้น เข้าไปรับงานประชาสัมพันธ์ และงานโฆษณาต่าง ๆ จากภาครัฐ นั้น

วันนี้ มติชนออนไลน์ รายงานว่า ที่สโมสรกองทัพบก วิภาวดี พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสารท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวถึงกรณีที่คำสั่งของคณะปฏิรูป ฉบับ 2519 ห้ามทหารดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการในบริษัทดังกล่าวว่า รู้สึกว่าในระยะหลังจะเป็นเรื่องของทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นพลเรือนและทหาร ซึ่งได้แยกออกไปแล้ว ที่ผ่านมาไม่เคยได้มีการพูดคุยเรื่องนี้กันอย่างจริงจังเราก็มีหลักการ อะลุ่มอล่วยกัน หากเป็นการทำงานโดยสุจริต เพราะไม่ได้ใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิดแต่ก็ไม่ได้ทอดทิ้งไม่ได้บอกว่าผิดไม่ผิด เพียงแต่ที่ผ่านมาหลายหลายปีเราไม่ได้เอาเรื่องนี้มาพูดคุยกัน

โดยก่อนหน้านี้ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และโฆษกกองทัพบก ให้สัมภาษณ์ สำนักข่าวอิศรา ถึงกรณีนี้ด้วยว่า เมื่อพิจารณาตามคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินแล้ว เห็นว่า เป็นการห้ามไม่ให้บรรดาเอกชนเอาชื่อข้าราชการทหารไปใส่เป็นกรรมการบริษัทแล้วนำไปอวดเบ่ง หรือแสวงหาผลประโยชน์ ซึ่งในส่วนของ พ.ต.หญิง ชลรัศมี ที่มีบริษัท สื่อสายรุ้ง จำกัด และบริษัท งาทวีสุข จำกัด นั้น ไม่เข้าข่ายขัดคำสั่งดังกล่าว เพราะธุรกิจของ พ.ต.หญิง ชลรัศมี ได้เปิดดำเนินงานมานานแล้ว และไม่ใช่แค่รับงานในยุครัฐบาลชุดนี้ แต่รัฐบาลชุดก่อน ๆ ก็รับงานด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ พ.ต.หญิง ชลรัศมี ก็เรียนจบสายตรงทางนิเทศศาสตร์มา เป็นนักประชาสัมพันธ์ที่เก่งคนหนึ่ง และมีความสามารถสูง ทั้งด้านภาษา และไหวพริบ ดังนั้นในเมื่อบริษัทของ พ.ต.หญิง ชลรัศมี มารับงานของรัฐ ก็ถือว่ารัฐได้ประโยชน์ด้วย ที่สำคัญทั้ง 2 บริษัทดังกล่าวเป็นธุรกิจภายในครอบครัวของ พ.ต.หญิง ชลรัศมี มาก่อนตั้งนานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาเปิดแล้วดำเนินการในยุคนี้

“แต่ถ้าหากพบว่ามีการนำชื่อข้าราชการทหารคนไหนก็ตาม ไปใส่เป็นกรรมการบริษัทที่ประกอบธุรกิจไม่ตรงสาย เช่น นำชื่อ พ.ต.หญิง ชลรัศมี เป็นกรรมการในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการรับงานก่อสร้าง แล้วบริษัทดังกล่าวมารับงานก่อสร้างจากภาครัฐ หรือกองทัพ ก็อาจจะเข้าข่ายน่าสงสัยได้ว่า อาจขัดต่อคำสั่งดังกล่าว แต่กรณีของ พ.ต.หญิง ชลรัศมี คือเปิดบริษัททำพีอาร์มานานแล้ว และรับงานทุกรัฐบาล” พ.อ.วินธัย กล่าว
 
เมื่อถามว่า หลายฝ่ายในสังคมเห็นว่า พ.ต.หญิง ชลรัศมี มียศทางทหาร แต่เปิดบริษัทเข้ามารับงานจากภาครัฐ จะถือว่าเหมาะสมหรือไม่ พ.อ.วินธัย กล่าวว่า กรณีนี้ไม่ได้เป็นการแสวงหาผลประโยชน์ ต้องเข้าใจก่อนว่าตามหลักข้อเท็จจริงแล้ว การเปิดบริษัทสามารถทำได้ และถ้าเป็นบริษัทที่มีศักยภาพ เมื่อเข้ามารับงานภาครัฐ รัฐก็ได้ประโยชน์สูง อาจจะสูงกว่าบริษัทที่เป็นนักธุรกิจซึ่งหวังทำกำไรเพียงอย่างเดียวด้วยซ้ำ ที่สำคัญคือไม่ได้รับงานแค่รัฐบาลชุดนี้ รัฐบาลก่อนหน้านี้ก็รับงานด้วย ดังนั้นการกล่าวหาว่า เหมาะสมหรือไม่ คงไม่สามารถตอบได้ 

วันนี้ เมื่อเวลา 14.42 น. สำนักข่าวอิศราได้ออกมาขออภัย พ.ต.หญิง ชลรัศมี และภัคพล งามลักษณ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ไม่ได้เดินทางไปฮาวายกับ คณะ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ (อ่านรายละเอียดทั้งหมดที่เว็บไซต์สำนักข่าวอิศรา)

 

 

คำสั่งหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน

ที่ ๓๘/๒๕๑๙

             เรื่อง  การปฏิบัติตนของข้าราชการฝ่ายพลเรือน ตำรวจ ทหาร

---------------------------------------------

เนื่องจากคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินได้พิจารณาเห็นว่าปัจจุบันนี้ประเทศชาติกำลังเผชิญกับภัยที่คุกคามต่อความมั่นคงปลอดภัย  โดยการกระทำที่เป็นการบ่อนทำลายสถาบันศาสนาสถาบันพระมหากษัตริย์    และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ในสถานการณ์เช่นนี้การปฏิบัติตนของข้าราชการฝ่ายพลเรือ   ตำรวจ  ทหาร ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการปฎิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับประชาชนย่อมมีส่วนสำคัญที่จะทำให้ประชาชนมีความเชื่อถือ ศรัทธา และให้ความร่วมมือแก่รัฐบาลในการปกครอง และบริหารประเทศให้มีความสงบสุขและรอดพ้นจากภัยคุกคามดังกล่าว

ดังนั้น จึงให้ข้าราชการฝ่ายพลเรือ ตำรวจ ทหาร ปฏิบัติตนดังต่อไปนี้

ข้อห้ามการปฏิบัติตนของข้าราชการฝ่ายพลเรือน ตำรวจ ทหาร

๑. ห้ามรับเลี้ยงจากพ่อค้าที่กระทำธุรกิจกับหน่วยราชการของตนหรือจากผู้ที่มาติดต่อขออนุญาต หรือขอรับบริการจากทางราชการ หรือจากผู้ที่อาจได้รับประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่ของตน

๒. ห้ามแต่งเครื่องแบบหรือเครื่องแต่งกายที่แสดงให้เห็นได้ว่า เป็นข้าราชการฝ่ายพลเรือน ตำรวจ ทหาร เข้าไปในไนท์คลับสถานอาบอบนวด สถานอบายมุข หรือสถานเริงรมย์ต่าง ๆ ยกเว้นเพื่อปฏิบัติหน้าที่ราชการ

๓. ห้ามรับเชิญไปเป็นประธานหรือเจ้าภาพในพิธีเปิดบริษัทห้างร้านทางการค้าของเอกชน

๔. ห้ามออกบัตรเชิญ หรือเจ้าภาพในพิธีเปิดบริษัทห้างร้านทางการค้าของเอกชน

๕. ห้ามเป็นกรรมการผู้จัดการ หรือผู้จัดการ หรือดำรงตำแหน่งที่มีหน้าที่อื่นในบริษัทห้างร้านของเอกชน  ซึ่งทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าเป็นการยอมให้บริษัทห้างร้านของเอกชนเหล่านั้นอาศัยชื่อของตนเพื่อแสวงหาผลประโยชน์โดยทางตรงหรือทางอ้อม

ในกรณีที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าวอยู่แล้วในวันที่มีคำสั่งนี้ ให้ถอนตัวออกจากตำแหน่งดังกล่าวภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีคำสั่ง

ข้อพึงปฏิบัติของข้าราชการฝ่ายพลเรือน ตำรวจ ทหาร

๖. ไม่ควรประพฤติตนเป็นคนฟุ่มเฟือย การจัดงานเลี้ยงหรืองานสังคมควรจัดเท่าที่จำเป็นและควรเชิญเฉพาะญาติกับผู้ใกล้ชิดเท่านั้น และควรดำรงชีพอย่างประหยัด เช่นทำสวนครัวเลี้ยงสัตว์ และใช้ของที่ผลิตในประเทศ เป็นต้น

๗. ไม่พึงรับเงินของขวัญ หรือสิ่งตอบแทนราคาแพงจากผู้ใต้บังคับบัญชาหรือบุคคลที่มิใช่ญาติสนิท

๘. ข้าราชการฝ่ายพลเรือ ตำรวจ ทหารชั้นผู้ใหญ่ ควรปฏิบัติตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ข้าราชการและประชาชนทั่วไป

การปฏิบัติการตามคำสั่งนี้ ให้ปลัดกระทรวง ปลัดทบวง อธิบดี รวมทั้งผู้บังคับบัญชาที่ดำรงตำแหน่งเทียบเท่าตำแหน่งดังกล่าว  และผู้บังคับบัญชาฝ่ายทหารเป็นผู้รับผิดชอบ กับให้ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นคอยสอดส่องดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา   และตักเตือนแนะนำผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่เสมอ การจงใจฝ่าฝืนข้อห้ามข้อ ๑. - ๕. เป็นการผิดวินัยอย่างร้ายแรง และให้พิจารณาลงโทษอย่างเคร่งครัด

สั่ง ณ  วันที่  ๒๑  ตุลาคม  ๒๕๑๙

พลเรือเอก สงัด ชลออยู่

หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน