ศาลสั่งจำคุก 2 เดือน รอการลงโทษ 1 ปี คดีอภิชาตชูป้ายต้านรัฐประหารหน้าหอศิลป์


ภาพวันเกิดเหตุ ขณะควบคุมตัวอภิชาต พงษ์สวัสดิ์ 23 พ.ค.2557 

19 ธ.ค.2559 ที่ศาลแขวงปทุมวัน ศาลชั้นต้นอ่านพิพากษาคดีที่ อภิชาต พงษ์สวัสดิ์ เจ้าหน้าที่กฎหมายประจำสำนักงานปฏิรูปกฎหมาย หรือ คปก. ตกเป็นจำเลยคดีฝ่าฝืนคำสั่งคสช.ชุมนุมทางการเมืองจากกรณีที่เขาไปชูป้ายต้านรัฐประหาร เมื่อวันที่ 23 พ.ค.2557 หรือหลังการรัฐประหาร 1 วัน ที่บริเวณหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2558 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 วรรคแรก ให้ลงโทษจำคุก 2 เดือน แต่ให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี และปรับเป็นเงิน 6,000 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เขาเป็นจำเลยหนึ่งในไม่กี่คนที่ต่อสู้ในคดีฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ซึ่งเกิดขึ้นมากมายหลังการรัฐประหาร 2557 ไม่ว่าจะเป็นเหตุจากการไม่รายงานตัวตามประกาศ คสช. หรือการชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน สำหรับข้อหาชุมนุมเกิน 5 คนส่วนใหญ่จำเลยมักจะรับสารภาพและศาลลงโทษจำคุกแต่ให้รอการลงโทษไว้ ปัจจุบันผู้ต่อสู้คดีลักษณะนี้จะขึ้นศาลทหาร แต่เนื่องจากเหตุในคดีนี้เกิดก่อนจะมีคำสั่งของ คสช.ให้ต้องขึ้นศาลทหาร คดีของอภิชาตจึงยังคงพิจารณาในศาลพลเรือน นอกจากนี้การชุมนุมในวันที่ 23 พ.ค.2557 ดังกล่าว ยังถือเป็นการชุมนุมต่อต้านรัฐประหารครั้งแรกโดยประชาชนรวมกลุ่มกันเองโดยไม่มีผู้นำด้วย

อภิชาตถูกฟ้องในหลายข้อหา คือ ความผิดตามพ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457 มาตรา 8 และ 11 , ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 7/2557 เรื่อง ห้ามชุมนุมทางการเมือง, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 มาตรา 215 วรรคแรก มาตรา 216 และ มาตรา 368 วรรคแรก ภายหลังฟังคำพิพากษา อภิชาตและทนายความของเขาระบุว่า จะเตรียมยื่นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายและหลักการเรื่องความเป็นรัฏฐาธิปัตย์ของผู้ยึดอำนาจ (อ่านบันทึกคดีที่ iLaw)


อภิชาต และทีมทนายความ ในวันฟังคำพิพากษา

สำหรับคำพิพากษาในวันนี้ ศาลอ่านแล้วสรุปความได้ว่า เมื่อพิเคราะห์จากข้อเท็จจริงในการต่อสู้คดีแล้วฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ยึดอำนาจจากรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และตั้งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. โดยมีพล.อ.ประยุทธ์เป็นหัวหน้าและมีการออกประกาศที่ 7/2557 ห้ามชุมนุมทางการเมือง ต่อมาวันที่ 23 พ.ค.2557 จำเลยได้ทราบข่าวจากเฟซบุ๊กว่าจะมีการรวมตัวกันคัดค้านคณะทหารและการทำรัฐประหารที่หน้าหอศิลป์ฯ และสกายวอล์กจึงได้มาร่วมการชุมนุมจนถูกเจ้าหน้าที่ทหารจับกุมส่งพนักงานสอบสวนจนกระทั่งมีการฟ้องเป็นคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยทำผิดจริงตามฟ้องหรือไม่ จากการเบิกความของพยานซึ่งเป็นนายทหารยศร้อยตรีที่เข้าควบคุมตัวจำเลยในคดีนี้ ระบุว่า เขาได้รับแจ้งว่ามีประชาชนชุมนุมในบริเวณดังกล่าวจึงนำกำลังนั่งรถไฟฟ้า BTS ไปยังบริเวณหน้าหอศิลป์ และเจอกลุ่มผู้ชุมนุมราว 500 คนบริเวณสกายวอล์กและใกล้เคียง ผู้ชุมนุมที่อยู่บนสกายวอล์กได้ประจันหน้ากับเจ้าหน้าที่ทหาร โห่ร้อง ขับไล่ และชูป้ายต่อต้านการทำรัฐประหาร ซึ่งในจำนวนนั้นมีจำเลยถือป้ายข้อความว่า “ไม่ยอมรับอำนาจเถื่อน” รวมอยู่ด้วย และจำเลยยังได้ปลุกเร้าด้วยคำพูดต่อผู้ชุมนุมคนอื่นในลักษณะต่อต้านคณะรัฐประหาร จึงได้ควบคุมตัวไปไว้ที่กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ 1 คืนตามอำนาจกฎอัยการศึก ก่อนนำตัวส่งกองบังคับการปราบปรามในวันที่ 24 พ.ค.2557 ตำรวจควบคุมตัวจนวันที่ 29 พ.ค. นายทหารคนดังกล่าวจึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจพร้อมส่งมอบภาพนิ่งและภาพวิดีโอวันเกิดเหตุให้พนักงานสอบสวน

ศาลระบุว่า พยานทั้งตำรวจและทหารที่ขึ้นเบิกความเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยและทหารยศร้อยตรีดังกล่าวยังเป็นพยานที่พบเห็นเหตุการณ์ด้วย มีการเบิกความเป็นขั้นเป็นตอน ไม่มีข้อพิรุธ จึงไม่เชื่อว่าพยานจะเบิกความปรักปรำจำเลยให้ได้รับโทษ คำเบิกความของพยานทั้งสองรับฟังได้ และจากการที่พล.อ.ประยุทธ์ ทำการยึดอำนาจปกครองประเทศแล้วนั้น อำนาจในการปกครองประเทศย่อมตกอยู่กับ คสช. ดังนั้น คสช.จึงมีสภาพเป็นรัฏฐาธิปัตย์เองโดยตรง เมื่อออกประกาศที่ 7/2557 ประกาศดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ หัวหน้า คสช.อาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึก เป็นฐานอำนาจในการออกประกาศ โดยก่อนหน้านั้นได้มีการออกประกาศ คสช.ที่ 2/2557 ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร พล.อ.ประยุทธ์ย่อมสามรถออกประกาศที่ 7/2557 ได้โดยใช้กฎอัยการศึกเป็นฐาน เพื่อเป็นกฎหมายที่จะรักษาสถานการณ์ของบ้านเมืองให้อยู่ในความสงบเรียบร้อย หากผู้ใดฝ่าฝืนย่อมต้องได้รับโทษ เมื่อการออกประกาศ คสช.ที่ 7/2557 โดยชอบและพยานที่เป็นทหารได้เบิกความว่ามีประชาชนราว 500 ที่มาประจันหน้าและขัดขวางไม่ให้ทหารเข้ารักษาความสงบเรียบร้อยและจำเลยก็ยังพยายามปลุกเร้าให้คนอื่นฮึกเหิมประกอบกับมีวัตถุพยานคือคลิปวิดีโอและภาพถ่ายส่งมอบให้ตำรวจด้วย เมื่อดูคลิปแล้วเห็นว่ามีผู้อยู่ในการชุมนุมจำนวนมาก เจือสมคำเบิกความของนายทหารคนดังกล่าว การที่จำเลยมาที่สกายวอล์กมีเจตนามาต่อต้านอำนาจทหารถือเป็นการชุมนุมทางการเมือง จำเลยต่อสู้คดีโดยเบิกความว่า ทราบว่ามีการยึดอำนาจแล้วเมื่อวันที่ 22 พ.ค.และพบข่าวสารในเฟซบุ๊กที่ระบุว่าจะมีการรวมตัวกันที่หอศิลป์เพื่อต่อต้านรัฐประหาร จำเลยมีสิทธิที่จะร่วมแสดงออกว่าการทำรัฐประหารไม่ชอบธรรม จำเลยยังตอบคำถามค้านด้วยว่า จำเลยทราบว่ามีการประกาศห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนโดยมีประกาศ คสช.ที่ 7/2557 ก่อนจะไปร่วมชุมนุมด้วย คำให้การดังกล่าวเจือสมกับที่นายทหารเบิกความ

ศาลระบุว่า ข้อเท็จจริงรับฟังปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิด ฝ่าฝืนประกาศ คสช.ที่ 7/2557 ส่วนข้อหาก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองนั้นแม้จำเลยจะบอกว่าเห็นกิจกรรมนี้จากเฟซบุ๊ก แต่จากปากคำของพยานนายทหารจะเห็นว่าจำเลยมาร่วมชุมนุม มีการประจันหน้าระหว่างประชาชนกับทหาร มีการชูป้ายต่อต้านซึ่งรวมถึงจำเลยด้วย และจำเลยยังปลุกเร้าผู้ชุมนุม การกระทำของจำเลยจึงเป็นการต่อต้านไม่ให้ คสช.ปกครองบ้านเมืองโดยกระทำการให้เกิดความวุ่นวาย ส่วนข้อหาขัดคำสั่งเจ้าพนักงานตามมาตรา 215 และข้อหาตาม 216 ผู้ใดทราบคำสั่งเจ้าหน้าพนักงานและไม่ปฏิบัติตามโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรนั้น แม้ทหารซึ่งเป็นพยานจะเบิกความว่า ผู้กำกับ สน.ปทุมวันได้ประกาศแจ้งให้ผู้ชุมนุมทราบแล้วว่าการกระทำดังกล่าวผิดกฎหมายและอาจมีผู้ไม่ประสงค์ดีแฝงตัวมาก่อเหตุร้าย แต่ผู้ชุมนุมก็ไม่เชื่อฟังและส่งเสียงโห่ร้อง อย่างไรก็ตาม โจทก์ไม่ได้นำผู้กำกับสน.ปทุมวันคนดังกล่าวมานำสืบเพื่อยืนยัน จึงไม่พอจะรับฟังว่ามีการกระทำผิดในข้อหานี้ตามฟ้องโจทก์

ศาลยังระบุอีกว่า  อย่างไรก็ตาม ต่อมา คสช.มีคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 มาบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2558 ในข้อ 12 เรื่องการมั่วสุมชุมนุมเกิน 5 คนนั้นให้มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ การกระทำความผิดตามข้อ 12 ของคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 มีองค์ประกอบความผิดเช่นเดียวกับประกาศ คสช.ที่ 7/2557 แต่ในข้อ 12 มีการยกเว้นความผิดไว้และอัตราโทษตามประกาศ คสช.ที่ 7/2557 กำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งเป็นโทษที่สูงกว่า ข้อ 12  ตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 กรณีนี้เป็นกรณีที่มีกฎหมายแตกต่างกันระหว่างเวลาที่จำเลยทำผิดและหลังจากนั้น ต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลย จึงใช้คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 ซึ่งโทษเบากว่า ทั้งนี้เป็นไปตามประมวลกฎมายอาญามาตรา 3 วรรคแรก

ศาลระบุว่า พิพากษาให้จำคุกจำเลย 2 เดือน ปรับ 6,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อน เห็นควรให้กลับตัวเป็นพลเมืองดี ให้รอการกำหนดโทษจำคุกไว้ 1 ปี ข้อหาอื่นให้ยกเสีย แจ้งคำพิพากษาให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 ทราบ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับข้อต่อสู้ของจำเลยนั้น อภิชาตยืนยันว่าเขาไม่ได้ทำการปลุกเร้าปลุกระดมประชาชนในบริเวณดังกล่าวแต่อย่างใด แต่ไปร่วมชุมนุมเพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่าไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารโดยการพิมพ์ข้อความลงในกระดาษ A4 เพื่อไปชูเท่านั้น และเห็นว่าขณะนั้นการรัฐประหารยังไม่สำเร็จ จึงเป็นหน้าที่ที่ประชาชนต้องพิทักษ์รัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังฝ่ายจำเลยยังมี รศ.จรัญ โฆษณานันท์ นักวิชาการด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง เบิกความว่าการประกาศกฎอัยการศึกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากเป็นการประกาศโดยพล.อ.ประยุทธ์ โดยไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าจากพระมหากษัตริย์ตามหลักของกฎหมาย  และประกาศ คสช.ที่ 7/2557 ก็ขัดกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ICCPR ข้อ 19 ซึ่งได้รับรองคุ้มครองเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นไว้ โดยรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ได้ มาตรา 4 ก็ได้บัญญัติรับรองเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิเสรีภาพของประชาชนไว้ มีผลผูกพันตามพันธกรณีระหว่างประเทศเช่นกัน (อ่านรายละเอียดที่ เพจสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน หรือ สนส.  และ เว็บศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน)  

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหตุที่คดีของอภิชาตใช้เวลาพิจารณายาวนานกว่า 2 ปี เนื่องจากในชั้นแรกนั้น ศาลชั้นต้นเคยพิพากษายกฟ้องเมื่อ 11 ก.พ.2559 โดยให้เหตุผลว่ากระบวนการสอบสวนไม่ถูกต้องเนื่องจากเหตุเกิดในท้องที่สน.ปทุมวัน แต่ตำรวจกองปราบเป็นผู้สอบสวนและโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ศาลเห็นถึงเขตอำนาจสอบสวน ต่อมาอัยการอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาเมื่อ 11 ต.ค.2559 ว่า พนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามมีอำนาจสอบสวน การสอบสวนนั้นชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์พิพากษายกและให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้และมีคำพิพากษาใหม่ ซึ่งปรากฏในวันนี้