ปภ.สรุปเหตุน้ำท่วม 12 จังหวัดภาคใต้ กระทบ 3.3 แสนครัวเรือน

ประจวบคีรีขันธ์แจ้งเตือน เลี่ยงใช้ถนนเพชรเกษมช่วงทับสะแก-บางสะพาน หลังน้ำท่วมข้ามผิวการจราจร ด้านอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สรุปสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ 12 จังหวัด กินพื้นที่ 96 อำเภอ ประชาชนได้รับผลกระทบ 3.3 แสนครัวเรือน มีผู้เสียชีวิตแล้ว 21 ราย สูญหาย 2 ราย ถนนเสียหาย 218 จุด คอสะพาน 59 แห่ง ยะลาเริ่มคลี่คลาย แต่ฝนยังคงตกหนักทั่วทั้งภาคใต้ จึงต้องรับมืออุทกภัยและดินถล่ม

ประจวบคีรีขันธ์แจ้งเตือน เลี่ยงใช้ถนนเพชรเกษมช่วงทับสะแก-บางสะพาน หลังน้ำท่วม

น้ำท่วมถนนเพชรเกษมช่วงทับสะแก-บางสะพาน (ที่มา: สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์)

10 ม.ค. 2559 สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ จากสภาพอากาศที่มีฝนตกหนักในพื้นที่ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีฝนตกหนักติดต่อมา2 วัน ตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค. 2560 ที่ผ่านมา จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ขอแจ้งเตือนผู้ใช้รถใช้ถนน ที่จะเดินทางผ่านถนนเพชรเกษมช่วง อ.ทับสะแก-อ.บางสะพาน หลักกิโลเมตรที่ 350-360 ทั้งขาขึ้น และขาล่องใต้ ให้หลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางถนนเพชรเกษม ผ่าน อ.ทับสะแก-บางสะพาน หรือชะลอการเดินผ่านบริเวณดังกล่าวไว้ก่อน เนื่องจากบางช่วงของถนนเพชรเกษม มีน้ำข้ามผิวการจราจร บางช่วงรถเล็กไม่สามารถผ่านได้ อีกทั้งปริมาณรถที่ติดสะสม ทำให้การจราจรช่วงดังกล่าวติดขัด และทางหน่วยงานที่เกี่ยวได้ควบคุมดูแลความปลอดภัย โดยปิด-เปิดการใช้เส้นทางในบางช่วง-บางเวลา จากการดูสถานการณ์น้ำที่ไหลผ่าน และเพื่อความปลอดภัยแก่ผู้ใช้รถใช้ถนน จึงขอให้ผู้ใช้รถใช้ถนน ที่จะเดินทางผ่านถนนเพชรเกษมช่วง อ.ทับสะแก-อ.บางสะพาน หลักกิโลเมตรที่ 350-360 ชะลอการเดินทางผ่านบริเวณดังกล่าวไว้ก่อน จนกว่าสถานการณ์เข้าสู่สภาวะปกติ

 

ปภ.สรุปสถานการณ์อุทกภัย ยะลาคลี่คลาย-เหลืออีก 11 จังหวัดยังคงต้องรับมือ

สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย รายงานว่า นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 ถึงปัจจุบัน ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลันใน 12 จังหวัด ได้แก่ พัทลุง นราธิวาส ยะลา สงขลา ปัตตานี ตรัง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ชุมพร ระนอง กระบี่ และประจวบคีรีขันธ์ รวม 96 อำเภอ 588 ตำบล 4,277 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 330,415 ครัวเรือน 958,602 คน ผู้เสียชีวิต 21 ราย สูญหาย 2 ราย สถานที่ราชการเสียหาย 5 แห่ง ถนน 218 จุด คอสะพาน 59 แห่ง ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้ว 1 จังหวัด ได้แก่ ยะลา ยังคงมีสถานการณ์ใน 11 จังหวัด รวม 97 อำเภอ 560 ตำบล 4,233 หมู่บ้าน

จังหวัดพัทลุง น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 11 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองพัทลุง อำเภอกงหรา อำเภอศรีนครินทร์ อำเภอควนขนุน อำเภอปากพะยูน อำเภอศรีบรรพต อำเภอเขาชัยสน อำเภอป่าบอน อำเภอบางแก้ว อำเภอป่าพะยอม และอำเภอตะโหมด รวม 65 ตำบล 663 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 54,549 ครัวเรือน 128,036 คน

จังหวัดนราธิวาส น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 13 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองนราธิวาส อำเภอระแงะ อำเภอรือเสาะ อำเภอศรีสาคร อำเภอแว้ง อำเภอสุคิริน อำเภอสุไหงโก – ลก อำเภอสุไหงปาดี อำเภอจะแนะ อำเภอเจาะไอร้อง อำเภอยี่งอ อำเภอตากใบ และอำเภอบาเจาะ รวม 75 ตำบล 496 หมู่บ้าน 3 เทศบาล 35 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบ 33,420 ครัวเรือน 131,182 คน

จังหวัดสงขลา น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 11 อำเภอ ได้แก่ อำเภอหาดใหญ่ อำเภอนาหม่อม อำเภอสะเดา อำเภอสะบ้าย้อย อำเภอควนเนียง อำเภอรัตภูมิ อำเภอคลองหอยโข่ง อำเภอกระแสสินธุ์ อำเภอสิงหนคร อำเภอสทิงพระ และอำเภอระโนด รวม 51 ตำบล 316 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 17,778 ครัวเรือน 53,455 คน

จังหวัดปัตตานี น้ำไหลหลาก เข้าท่วมพื้นที่ 8 อำเภอ ได้แก่ อำเภอโคกโพธิ์ อำเภอยะรัง อำเภอกะพ้อ อำเภอหนองจิก อำเภอเมืองปัตตานี อำเภอสายบุรี อำเภอแม่ลาน และอำเภอไม้แก่น รวม 50 ตำบล 202 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 9,191 ครัวเรือน 22,012 คน

จังหวัดตรัง น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอนาโยง อำเภอรัษฎา อำเภอเมืองตรัง อำเภอห้วยยอด และอำเภอวังวิเศษ รวม 29 ตำบล 6 เทศบาล 235 หมู่บ้าน 15 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบ 94,448 ครัวเรือน 32,312 คน

จังหวัดสุราษฎร์ธานี น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 11 อำเภอ ได้แก่ อำเภอกาญจนดิษฐ์ อำเภอบ้านนาสาร อำเภอดอนสัก อำเภอท่าชนะ อำเภอเกาะสมุย อำเภอไชยา อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี อำเภอบ้านนาเดิม อำเภอชัยบุรี อำเภอเกาะพงัน และอำเภอท่าฉาง รวม 70 ตำบล 516 หมู่บ้าน 25 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบ 70,355 ครัวเรือน 205,297 คน

จังหวัดนครศรีธรรมราช น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 23 อำเภอ ได้แก่ อำเภอชะอวด อำเภอทุ่งสง อำเภอจุฬาภรณ์ อำเภอร่อนพิบูลย์ อำเภอท่าศาลา อำเภอสิชล อำเภอนาบอน อำเภอพิปูน อำเภอช้างกลาง อำเภอฉวาง อำเภอนบพิตำ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช อำเภอพระพรหม อำเภอเชียรใหญ่ อำเภอขนอม อำเภอพรหมคีรี อำเภอลานสกา อำเภอบางขัน อำเภอปากพนัง อำเภอถ้ำพรรณรา อำเภอทุ่งใหญ่ อำเภอหัวไทร และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ รวม 154 ตำบล 1,284 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 125,202 ครัวเรือน 359,459 คน

จังหวัดชุมพร มีน้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอทุ่งตะโก อำเภอพะโต๊ะ อำเภอหลังสวน อำเภอละแม อำเภอสวี และอำเภอเมืองชุมพร รวม 46 ตำบล 437 หมู่บ้าน 1 เทศบาล 17 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบ 14,272 ครัวเรือน 47,113 คน

จังหวัดกระบี่ มีน้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองกะบี่ อำเภอเขาพนม อำเภอเกาะลันตา และอำเภออ่าวลึก รวม 16 ตำบล 57 หมู่บ้าน 1 ประชาชนได้รับผลกระทบ 97 ครัวเรือน

จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่อำเภอบางสะพานน้อย รวม 3 ตำบล 15 หมู่บ้าน และระนอง น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่อำเภอเมืองระนอง รวม 1 ตำบล 1 หมู่บ้าน

โดยในภาพรวมสถานการณ์ในปัจจุบันยังมีฝนตกในพื้นที่ ระดับน้ำลดลง ยกเว้นจังหวัดนครศรีธรรมราช ระดับน้ำเพิ่มขึ้น และนราธิวาส ระดับน้ำทรงตัว ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ร่วมกับหน่วยทหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยด่วนแล้ว รวมถึงแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ประชาชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น อีกทั้งจัดเจ้าหน้าที่ พร้อมรถบรรทุกขนาดใหญ่ เรือท้องแบนอำนวยความสะดวกในการสัญจรแก่ประชาชนในพื้นที่ประสบภัย ตลอดจนประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจและจัดทำบัญชีผู้ประสบภัย และทรัพย์สินที่เสียหาย เพื่อให้การช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ โดยด่วนต่อไป

อย่างไรก็ตาม จากการติดตามสภาพอากาศกับกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่ปกคลุมด้านตะวันตกของจังหวัดกระบี่ ได้เคลื่อนปกคลุมบริเวณจังหวัดกระบี่และพังงาแล้ว คาดว่า จะเคลื่อนตัวเข้าสู่ทะเลอันดามันตอนบน และอ่าวมะตะบัน ประเทศเมียนมา ในวันที่ 9 – 10 มกราคม 2560 ทำให้ภาคใต้ยังคงมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะพื้นที่ 11 จังหวัด ได้แก่ ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และพัทลุง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จึงได้ประสานจังหวัดดังกล่าวและศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่เสี่ยงภัย เตรียมรับมืออุทกภัยและดินถล่ม โดยจัดเจ้าหน้าที่และมิสเตอร์เตือนภัยเฝ้าระวังสถานการณ์ในพื้นที่เสี่ยงภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดชุดเคลื่อนที่เร็ว วัสดุอุปกรณ์ และเครื่องจักรกลด้านสาธารณภัยประจำจุดเสี่ยงให้พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที สำหรับผู้ประกอบการทางน้ำและชาวประมงควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ เรือเล็กควรงดออกจากฝั่งต่อไปอีก 2 – 3 วัน

ทั้งนี้ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยสามารถติดต่อได้ทาง สายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป

 

สปท. เสนอหักเงินเดือนตัวเอง 5,000 บาท ช่วยน้ำท่วม

สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย รายงานด้วยว่า ในการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. ที่มี ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ทำหน้าที่ประธานการประชุม ในเวลา 09.30 น. วันที่ 9 ม.ค. 2560 ก่อนเข้าสู่วาระการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เรื่องการควบคุมและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ที่เสนอให้ปฏิรูปการควบคุมและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐผ่านระบบรัฐสภา ที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งมีมติให้หักเงินเดือนสมาชิก สปท. คนละ 5,000 บาท เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน และในเบื้องต้นเพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างเร่งด่วน สมาชิก สปท. บางส่วนเสนอสำรองจ่ายเงินไปก่อนจำนวน 1 ล้านบาท โดยมอบหมายให้นายเสรี สุวรรณภานนท์ และพลตำรวจโท สุวิระ ทรงเมตตา เป็นผู้ดำเนินการ