“นาซีศึกษา” ตีแผ่อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ฮิตเลอร์ขึ้นสู่อำนาจเพราะคนเบื่อประชาธิปไตย

เชลยในสภาพอดอยากที่ค่าย Mauthausen camp ซึ่งนาซีอ้างว่าใช้ในการ "ทดลองทางวิทยาศาสตร์" ภาพถ่ายขณะได้รับการปลดปล่อยหลังจากทหารสหรัฐอเมริกาไปถึงที่นั่นเมื่อ 5 พฤษภาคม ค.ศ. 1945 (ที่มาของภาพ: Lt. Arnold E. Samuelson/ National Archives and Records Administration, U.S.A./Wikipedia/Public Domain)

 

เมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2560 ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดปาฐกถาพิเศษ “Night, Dawn, Day การจดจำอาชญากรรมนาซีเยอรมัน” เป็นส่วนหนึ่งของปาฐกถาพิเศษชุด ปี ‘17 ในประวัติศาสตร์โลก 2017 ที่อาคารมหาจักรีสิรินธร จุฬาฯ โดยมีณฐกร นิธิศจรูญเดช และ พีรวัฒน์ นาวีเจริญ นิสิตวิชาประเด็นที่น่าสนใจในประวัติศาสตร์ยุโรป เป็นวิทยากร ส่วน ตุลย์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาฯ เป็นพิธีกร

ฮิตเลอร์ชนะเลือกตั้งด้วยกระบอกปืน คนเยอรมันเบื่อประชาธิปไตย

พีรวัฒน์ สะท้อนประสบการณ์ภายหลังศึกษาประวัติศาสตร์อาชญากรรมนาซีเยอรมันว่า การศึกษาเอกสารชั้นต้นหลายชิ้นทำให้ตระหนักว่าการสังหารหมู่โดยทหารเยอรมันหรือ Holocaust เป็นเหตุการณ์ที่มนุษยชาติต้องจดจำร่วมกัน ในฐานะของความสยดสยองที่มนุษย์สามารถกระทำให้แก่กันได้ในระดับเชื้อชาติ

พีรวัฒน์ อธิบายประเด็นการก้าวขึ้นมามีอำนาจของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ หัวหน้าพรรคนาซีเยอรมัน ในปี พ.ศ.2476 ซึ่งมักมีการกล่าวกันว่า “ฮิตเลอร์ชนะการเลือกตั้ง”ว่า ฮิตเลอร์ไม่ได้ชนะการเลือกตั้งอย่างล้นหลาม แต่เป็นการได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจากกลุ่มพรรคฝ่ายขวาเพื่อเอาชนะกระแสคอมมิวนิสต์ในสมัยนั้น จากนั้นจึงประกาศภาวะฉุกเฉินและฉวยโอกาสยึดอำนาจโดยอาศัยเหตุการณ์ไฟไหม้รัฐสภาเยอรมัน แล้วจึงจัดการเลือกตั้งเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง ส่วนพรรคนาซีก็มีกองกำลังเป็นของตนเองที่จะกลายเป็นหน่วย SS (Schutzstaffel) ในเวลาต่อมา มีหน้าที่กวาดล้างศัตรูการเมืองให้ได้มากที่สุด สะท้อนถึงการเลือกตั้งที่ไม่ใสสะอาด ทั้งนี้ เราไม่สามารถปฏิเสธเสียง 43% ที่เลือกฮิตเลอร์ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีได้ โดยนักวิชาการสมัยก่อนได้ตั้งข้อสังเกตว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นความต้องการเปลี่ยนบรรยากาศทางการเมืองจากประชาธิปไตยที่วุ่นวายสู่ระบอบเผด็จการที่มีเสถียรภาพ ความเด็ดขาด ความรวดเร็วในการจัดการ

นาซีกับชาตินิยมบนกองซากศพ: กดปราบ สังหารเหยื่อผ่านเครื่องมือรัฐ

พีรวัฒน์ ได้พูดถึงกระบวนการสร้างความเกลียดชังชาวยิวว่า แท้จริงกระแสเกลียดชังยิว (Anti Semitism)หยั่งรากลึกมาตั้งแต่สมัยคริสตกาล เนื่องจากสาวกชาวยิวเป็นสาเหตุที่ทำให้พระเยซูต้องถูกตรึงกางเขน มีวรรณกรรมลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์และวิถีชีวิตของชาวยิวมาตั้งแต่ในอดีต แต่ภายใต้การปกครองของพรรคนาซี ได้มีการบูรณาการแนวคิดทางวิทยาศาสตร์เรื่องคุณลักษณะทางพันธุกรรมเข้าไปด้วย

“เขาทำให้สถานะชนชาติไม่สามารถถูกแยกออกจากร่างกายได้เลย เป็นยิวก็เป็นยิวไปจนตาย” พีรวัฒน์ กล่าว

นิสิตวิชานาซีเยอรมันอธิบายหลักการสำคัญของนาซี “ชุมชนของคนเลือดเยอรมัน หรือ Volkgemeinschaft” ว่า เป็นหลักการกีดกันคนที่ไม่ใช่เยอรมันต้องออกไปจากเยอรมัน โดยเฉพาะชาวยิวและคนที่ถูกตัดสินว่าไม่สามารถปฏิบัติตามอุดมการณ์นาซีได้ เช่น กลุ่มรักร่วมเพศ ผู้พิการ ผู้มีความบกพร่องทางความคิด กลุ่มการเมืองและกลุ่มศาสนาที่ปฏิเสธสงคราม ส่วนวาทกรรมที่นาซีนำมาใช้ บ้างก็ว่ายิวเป็นตัวถ่วงในการพัฒนาชาติ เป็นเชื้อโรคในการบ่อนทำลายสุขภาพของชาติพันธุ์ โดยนำข้อความในหนังสือคู่มือวิทยาศาสตร์ชาติพันธุ์ในเวลานั้นมาตีแผ่ ซึ่งมีใจความว่า “ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถกำจัดกลุ่มบุคคลที่สังคมไม่ต้องการได้ แต่ก็ยังสามารถทำให้กลุ่มบุคคลเหล่านั้นไม่แพร่พันธุกรรมสู่ชาวเยอรมันรุ่นต่อไป”

ในสังคมเยอรมันกลุ่มชาวยิวจะถูกตราหน้าว่าเป็นคนเห็นแก่ตัว ป่าเถื่อน และไม่มีประโยชน์ใดๆ ต่อการสร้างชาติเรื่องเล่านี้นำเสนอผ่านเครื่องมือของรัฐ ได้แก่ ตำราเรียน โฆษณาชวนเชื่อ และการนำแรงงานเยอรมันไปปลุกระดมระหว่างการท่องเที่ยว โดยถือเป็นสวัสดิการของรัฐภายใต้นโยบาย “Strength Through Joy: สร้างความเข็มแข็งผ่านความสนุกสนาน”

ณฐกร นิสิตวิชานาซีเยอรมันชั้นปีที่ 4  อธิบายขั้นตอนการจัดการกับชาวยิวและผู้เห็นต่างของรัฐบาลนาซีตั้งแต่เริ่มต้นไม่ว่าการแบ่งแยกโครงสร้างสาธารณะ เช่น ถนน ไม่ให้ชาวยิวใช้งานร่วมกับชาวเยอรมัน กวาดต้อนชาวยิวให้ไปอาศัยอยู่ในชุมชนต่างหากที่เรียกว่า เกตโต (Getto) มีกำแพงสูงและลวดหนามล้อมรอบ ตัดการเข้าถึงอาหาร นำชาวยิวไปเข้าค่ายกักกัน (Concentration Camp) เพื่อเข้าสู่กระบวนการลดทอนความเป็นมนุษย์ คร่าความเป็นมนุษย์(Menschlichkeit) อาทิ สายสัมพันธ์ทางครอบครัวและคนรัก ศีลธรรมจรรยา ออกไปจากตัวเหยื่อสังหารหมู่ผ่านการใช้ความรุนแรง คงไว้แต่เพียงสัญชาตญาณการเอาตัวรอดเท่านั้น

ล้อเลียนฮิตเลอร์ เท่ากับล้อเลียนการสังหารหมู่

ณฐกรอธิบายถึงเหตุผลที่คนไทยต้องจดจำประวัติศาสตร์เกี่ยวกับนาซีว่า ระบอบนาซีมีความเป็นเอกลักษณ์ในแง่ของการแทรกซึมอุดมการณ์ลงไปในทุกอณูของสถาบันในสังคม และเรา(คนไทย) ไม่ควรนำฮิตเลอร์มาล้อเลียน เพราะพฤติกรรมดังกล่าวนั้นถือเสมือนการดึงเอาเหยื่อสังหารหมู่ 11 ล้านชีวิตมาล้อเล่นด้วย เป็นการขำที่ขำไม่สุด

ตุลย์ ผู้สอนวิชานาซี ให้ความเห็นเกี่ยวกับการนำฮิตเลอร์มาล้อเลียนว่า “เวลาที่เราเอาฮิตเลอร์มาล้อเล่น เรากำลังพ่วงเหยื่อที่นับตัวเลขได้อย่างน้อยจำนวน 11 ล้านคน ลูกที่เสียพ่อไป ลูก เมีย ญาติพี่น้อง รู้สึกอย่างไร อย่าลืมว่าเหยื่อ Holocaust ทั้งหมดเทียบไม่ได้เลยกับเหยื่อใดๆ ผมไม่ได้กำลังจัดลำดับชนชั้นให้กับเหยื่อ เหยื่อเขมรแดงเจ็บปวดพอๆกันกับเหยื่อ Holocaust  แต่ประเด็นที่น่าสนใจและเราควรตระหนักในฐานะนักเรียนประวัติศาสตร์ ก็คือว่า เหยื่อทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นรวันดา เขมรแดง บอสเนียหรืออะไรก็ตาม เราไม่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า เหยื่อเหล่านั้นไม่มีประเด็นการเมืองเกี่ยวข้อง เผ่าฮูตูกับทุตซี่ที่รบกันอยู่ในรวันดา สัมพันธ์กับเรื่องการเมืองทั้งสิ้น แต่คนไทยไม่พูดถึง คนไทยบอกแค่ว่ามันเป็นสงครามเชื้อชาติ คุณพูดไม่หมด”

"เหยื่อ Holocaust ทุกคน คือเหยื่อที่อยู่บ้านเฉยๆ แล้วมี License to die (ใบสั่งตาย) มายื่นให้คุณ คุณได้สิทธิ์การตายทันทีที่คุณเกิด นี่คือความเป็นเอกลักษณ์ของระบบ Holocaust” ตุลย์กล่าว

"นี่คือสาเหตุที่ผมสอนรายวิชานี้เพราะผมต้องการให้คนไทยเข้าใจความหมายของคำว่าสิทธิเสรีภาพและความเป็นมนุษย์ ไม่มีฝ่ายการเมืองใดในสังคมไทยเข้าใจความเป็นมนุษย์จนกว่าคุณจะเข้าใจและเคารพเหยื่อของระบอบนาซี...คุณจะไม่เข้าใจระบอบนาซีจนกว่าคุณจะเข้าใจ ที่คุณจะรู้จักอยู่ร่วมกันกับเพื่อนร่วมโลก และคนถัดไปจากคุณอย่างสันติ ตราบเท่าที่คุณทุกคนขับรถแล้วยังคงหน้าด้านเปลี่ยนเลนตรงเส้นทึบ ตราบเท่าที่คุณขับรถแล้วไม่หยุดให้คนบนทางม้าลาย ตราบนั้นคุณไม่เข้าใจคำว่า Menschlichkeit(มนุษยธรรม) ผมอยู่เยอรมัน 7 ปี เพื่อนเยอรมันของผมข้ามถนนตรงทางม้าลาย ผมถามว่าทำไม คำตอบที่ได้ทุกคนไม่มีใครบอกว่าเคารพกฏ ไม่ใช่เรื่องระเบียบวินัย เขาบอกผมว่าถ้าชีวิตเขามีค่า รวมถึงชีวิตของคนที่ใช้ถนนทุกคนมีค่า การแหกกฎจราจรคือการทำลายชีวิตของผู้อื่น...เพราะฉะนั้น ทุกคนในเมืองไทยที่พูดเรื่องนาซี พูดถึงเรื่องคุณค่าความเป็นคน พูดถึงศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ เข้าใจหลักการนี้ผิด” ตุลย์ กล่าวก่อนปิดปาฐกถา


กองรองเท้าของเหยื่อที่ถูกสังหารในค่าย Auschwitz ภาพโดย Arlid Finne Nybo

Holocaust คืออะไร

คำว่า Holocaust เป็นภาษากรีกที่แปลว่า "การสังเวยโดยไฟ" โฮโลคอสต์คือ ช่วงเวลาหนึ่งที่มีชาวยิวประมาณ 6 ล้านคนถูกฆ่าโดยนาซี ในช่วงของโฮโลคอสต์ชาวยิวไม่มีสิทธิเสรีอะไรทั้งสิ้น โดยมีเหตุการณ์คร่าวๆ ดังต่อไปนี้ [1]

พ.ศ. 2476
30 มกราคม- Adolf Hitler เป็นคนปกครองประเทศเยอรมณี
10 พฤษภาคม- หนังสือที่ชาวยิวเขียนถูกเผาทิ้งต่อหน้าประชาชน
14 กรกฎาคม- พรรคนาซีเป็นพรรคเดียวที่ปกครองประเทศเยอรมณี

พ.ศ. 2478
15 กันยายน – รัฐบาลนาซีออกกฎหมายยกเลิกสัญชาติเยอรมันของชาวยิว  ปลดชาวยิวออกจากตำแหน่งทางราชการ ห้ามชาวยิวแต่งงานกับคนจากศาสนาอื่น ชาวยิวไม่สามารถถือธงประเทศเยอรมณี
15 พฤศจิกายน- ถ้ามีญาติผู้ใหญ่ 2-3 คนเป็นชาวยิว ให้ถือว่ามีเชื้อชาติยิว

พ.ศ. 2483
1 กันยายน - เริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่สอง เยอรมนียึดครองโปแลนด์
13 พฤศจิกายน - ชาวยิวในเยอรมณีและโปแลนด์ ถูกบังคับให้ใส่ปลอกแขนที่มีรูปดาวสีเหลือง ทหารจะได้รู้ว่าใครเป็นชาวยิว

วาทกรรมต่อต้านชาวยิวที่รัฐบาลนาซีได้ยุยงผ่านโฆษณาชวนเชื่อ ทำให้เกิดลัทธิต่อต้านชาวยิวอย่างรุนแรงแพร่หลายไปทั้งยุโรป ดังที่เห็นได้จากนโยบายต่อต้านชาวยิวของเบนิโต มุสโสลินี ผู้นำพรรคแห่งชาติฟาสซิสต์แห่งอิตาลีได้ออกนโยบายที่ตัดสิทธิเสรีภาพในร่างกาย การเข้าถึงการศึกษา การเมือง และทางสังคมของชาวยิว

สลัม (Getto) และค่ายกักกัน (Concentration Camp) ถูกสร้างขึ้นในหลายพื้นที่ รัฐบาลนาซีเริ่มคุกคามชาวยิวหนักขึ้นเรื่อยๆ โดยการใช้มาตรการความรุนแรงที่โหดร้าย ทารุณ ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ อาทิ การใช้แรงงานชาวยิวเยี่ยงทาส ปล่อยให้ขาดอาหาร ใช้นักโทษในค่ายกักกันในการทดลองทางการแพทย์และทดลองอาวุธเชื้อโรค หรือการสังหารด้วยการรมแก๊ส โดยมีจำนวนผู้เสียชีวิตจาก Holocaust ราว 11 ล้านคน เป็นชาวยิวประมาณ 6 ล้านคน [2]

อ้างอิง:

[1] http://holocaustinthaiandenglish.weebly.com/holocaust-in-thai.html

[2] รวินทร์ คำโพธิ์ทอง, “ประวัติศาสตร์ของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์: เน้นกรณีศึกษาโฮโลคอสต์”, 2555.