ประยุทธ์ ลั่น 'ผมเป็นนักประชาธิปไตยคนหนึ่ง' แต่ต้องอยู่ในกรอบที่ถูกต้อง

พล.อ.ประยุทธ์ ปาฐกถา ขับเคลื่อน Thailand 4.0 ย้ำเป้าหมายหลักของรัฐบาลคือนำประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ระบุวันนี้ยังขึ้น VAT ไม่ได้ ชี้ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยน ยุทธศาสตร์ 6 ด้านที่ร่างไว้แล้วต้องสร้างการรับรู้ให้ได้ โอด วันนี้เพื่อนเหลือน้อยที่สุด เหลือ รมต.ไม่กี่คน นอกนั้นทิ้งหมดแล้ว บอกเป็นทหารก็ตายตั้งแต่วันแรกที่สมัครแล้ว

ภาพ พล.อ.ประยุทธ์ นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ ประจำทำเนียบรัฐบาลออกกำลังเพื่อสุขภาพที่ดี 15 มี.ค.2560 (ที่มาภาพ เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล)

17 มี.ค. 2560 รายงานข่าวระบุว่า วันนี้ เมื่อเวลา 09.30 น. ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานแสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การขับเคลื่อน Thailand 4.0 ด้านเกษตรอาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพ” ตอนหนึ่งว่า ทุกวันนี้ไม่ว่าจะจบคณะอะไรมาทุกอย่างต้องทำงานร่วมกัน เพราะอยู่ห่วงโซ่เดียวกัน ไม่ใช่โซ่ ที่กระทรวงยุติธรรมกำลังจะออกมาเพื่อติดตามคนที่กระทำผิด สำหรับประเทศไทยเองนั้นพื้นฐานอาชีพคือเกษตรกรรม ที่ต้องดูแลมากเป็นพิเศษ ปัจจุบันปัญหาของโลกที่เรายังต้องติตตาม เรื่องสภาพอากาศ โรคระบาดที่เกิดขึ้นใหม่ ที่เกษตรกรต้องรับมือ พร้อมให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปคิดว่าจะทำอย่างไรไม่ให้หนอนหัวดำมีที่ยืนในประเทศไทย
       
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้เราต้องท้าทายและเผชิญหน้าต่อการเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีปัจจุบันมีความทันสมัยมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้โทรศัพท์มือถือ ประเทศไทยมีการพัฒนาในการใช้โทรศัพท์ เฟซบุ๊ก เว็บไซต์ สูงมาก ดังนั้นขอให้ใช้ประโยชน์จากโทรศัพท์ให้มากที่สุด อย่าใช้เพียงเพื่อความบันเทิง หรือใช้เพื่อความขัดแย้ง เราจะต้องไม่หยุดนิ่ง จะดำเนินชีวิตแบบเดิมๆ ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว หลายคนออกมาเรียกร้องให้กลับไปอยู่ขุดนั้น ขุดนี้ แล้วทุกคนก็อ้างว่าจะต้องเป็นประชาธิปไตย

ผมเป็นนักประชาธิปไตยคนหนึ่ง แต่ต้องอยู่ในกรอบที่ถูกต้อง

“ผมไม่เคยไปต่อต้านพวกท่าน ผมเป็นนักประชาธิปไตยคนหนึ่ง แต่ผมต้องอยู่ในกรอบประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ทำอย่างไรประชาธิปไตยจะไม่ถูกบิดเบือน จะต้องไม่ขัดแย้ง ประชาชนจะต้องยืนอยู่ตรงไหน ถือเป็นสิ่งสำคัญของประเทศไทย หลายประเทศทำได้ทั้งหมด มีเพียงประเทศไทยประเทศเดียวที่ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง เพราะติดขัดในข้อกฎหมาย ไม่ปฏิบัติตามข้อกฎหมาย คนที่บังคับใช้กฎหมายก็ทำไม่ได้ ล้วนแต่เป็นปัญหาของประเทศ ซึ่งเราต้องร่วมมือกันจัดระเบียบสังคมอีกสักหน่อย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไปละเมิดสิทธิ เพียงแต่เราต้องดูว่าเวลาที่คนเหล่านี้ไปละเมิดสิทธิผู้อื่น ทำให้ประชาชนสังคม และประเทศเดือดร้อนแค่ไหน โดยเฉพาะคนบางกลุ่มแล้วดูว่าทำไมพวกผมถึงต้องเข้ามาทำแบบนี้ ยืนยันว่าผมไม่ได้รังแกใคร ผมทำเพื่อทุกคนในประเทศนี้ 70 กว่าล้านคน ยืนยันว่าไม่ได้ทำเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง เราไม่สามารถจะอยู่นิ่งได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิต การทำธุรกิจ ผมและรัฐมนตรีทุกคนจะต้องเรียนรู้งานทั้งหมด ทั้งในฐานะผู้ปฏิบัติ และผู้กำหนดนโยบาย แต่ทั้งหมดอย่าไปเครียด เราต้องอยู่กับสิ่งที่เป็นปัจจุบันให้ได้ ต้องอยู่กับความขัดแย้งให้ได้ โดยตัวเราจะต้องเป็นผู้ลดความขัดแย้งด้วยตัวเอง ถ้าทุกคนช่วยกันลดความขัดแย้งก็จะลดลง ถ้าทุกคนช่วยกันปรองดองก็จะปรองดองทั้งหมด อย่าไปร่วมขัดแย้งกับใคร ไม่ใช่ใครชวนไปก็ไปกับเขาแล้วเกิดความขัดแย้ง เนื่องจากคนไทยละเอียดอ่อนมีฟิลลิ่ง รักใครก็รักจริง เกลียดใครก็เกลียดจริง เกลียดไม่เลิก เราต้องปรับตัวด้วยเหตุผล จะรักใครต้องรักด้วยเหตุผล เหมือนผู้หญิงรักใครต้องรักด้วยสมอง อย่าใช้แค่ความรู้สึก หรือรูปร่างหน้าตา จะต้องใช้สติปัญญาในการรักคน ผมมีประสบการณ์มาก่อน ต้องใช้สมอง” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

เป้าหมายหลักนำประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เราจำเป็นต้องรู้เท่าทัน และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เป้าหมายหลักของรัฐบาลคือการนำประเทศ หลุดพ้นจากกับดักรายได้ประเทศปานกลาง กับดักคือหลุมพราง หลอกล่อให้คนเดินเข้าไปมีคนเข้ามาจูงเข้าไปตกหลุมตกร่องตลอดทาง เพราะถ้ารู้ว่าเป็นกับดักก็อย่างหลงเดินเข้าไป หาทางเดินที่ปลอดภัย ประเทศก็เช่นเดียวกันถ้ายังมัวติดกับดักเดิมๆ ทั้งความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจ ประชาธิปไตยที่นอกกรอบมากเกินไป ประชาชนขาดหลักคิดที่ดี การศึกษาที่ไม่ต้องเนื่องไม่เรียนรู้ คิดวิเคราะห์ไม่ได้ ก็จะทำให้ประเทศติดอยู่กับกับดักเดิมๆ และเกิดปัญหาคนที่จ้องหาผลประโยชน์กับความอ่อนแอต่างๆ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า ตอนนี้เรามุ่งเน้นแต่ขอให้คนอื่นช่วยจนเป็นบ่อเกิดขอสิ่งเหล่านี้ เราจึงต้องช่วยกันทำความเข้าใจกับสังคม เพื่อให้หลุดจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางด้วย และชาวบ้านมีรายได้ต่อหัว 5,000 ดอลลาร์ต่อปีต่อคน แล้วพอกินหรือไม่ ขณะที่รายได้จากการเกษตรมีน้อยกว่า และการผลิตยังขาดการเชื่อมโยง แต่บางคนยังย่ำอยู่ที่เดิม

“เราต้องทำให้เขามีหลักคิดที่ถูกต้อง คิดอยู่ในหลักก่อนยังไม่ต้องคิดนอกกรอบ หากมีกรอบความคิดของตัวเองหมดก็ทำงานลำบาก ไม่มีใครชอบให้เกิดความขัดแย้ง และตนไม่เคยปิดกั้น แต่ให้สรุปเป็นกลุ่มมาให้ตน เพราะฟังความคิดทุกคนไม่ได้ ทุกวันนี้ก็ฟังอยู่ 70 ล้านคน ผ่านทางสื่อสารมวลชน ตื่นเช้ามาก็หน้างอมทุกวัน ช่วงบ่ายยิ่งงอมหนักขึ้นเพราะต้องทำงาน งานเก่าก็ไม่เสร็จงานเก่าก็ต้องทำ เพราะปัญหาเข้ามาทุกวัน โลกมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยรัฐบาลไม่เคยหยุดที่จะเปลี่ยนตัวเอง พัฒนาตัวเองให้สอดคล่องกับความเปลี่ยนแปลงของโลก” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ย้ำวันนี้ยังขึ้น VAT ไม่ได้ 

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า ตนไม่เคยลดสิทธิประโยชน์ของประชาชน เพียงแต่บอกว่าถ้ามันมีเงินพอก็คงไว้เท่าเดิมก่อน ก็ขออย่าเอาไปพูดอีก วันก่อนตนพูดภาษี VAT เพียงพูดให้ฟังว่าจะดีขึ้นอย่างไรหากร่วมมือกัน แล้วมันทำได้หรือเปล่า ตนก็เห็นใจ เรื่องขึ้นภาษี VAT วันนี้รัฐบาลยังทำไม่ได้ แต่อันไหนทำได้ก็ทำ ถ้ามีความขัดแย้งก็ไม่ทำ ทำที่มีความขัดแย้งน้อยที่สุด อย่าออกกฎหมายเพื่อบังคับใช้อย่างเดียว ต้องดูว่ากฎหมายออกมาแล้วประชาชนจะได้อะไร ตอนนี้ตนรื้อกฎหมายกว่า 3,000 ฉบับมาทบทวน เพราะต้องตามให้ทันโลก
       
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า การอ่านหนังสือพิมพ์อ่านหน้าในๆ จะพบว่ามีประโยชน์ ขอให้อ่านหน้าที่มีสาระวันละครึ่งหน้าก็พอ แล้วจะเห็นว่ารัฐบาลทำอะไรไปบ้าง ตนยืนยันว่าไม่ได้ทำงานเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มใด แต่ต้องลากคนมาช่วย เพื่อสร้างรายได้ให้กับผู้มีรายได้น้อย

บอกเป็นทหารก็ตายตั้งแต่วันแรกที่สมัครแล้ว

“วันนี้ผมเข้ามาตักตวงหรือ ผมไม่สงสารประเทศหรือ แผ่นดินนี้ที่พวกผมรักษา แล้วให้เหยียบกันอยู่ทุกวัน ตายทับถมกันไปเท่าไหร่ ใครตาย นั่นแหละคือสิ่งที่ผมคิด ผมถึงเข้ามาอยู่ตรงนี้ ผมไม่ได้ทวงบุญคุณกับใครทั้งสิ้น ทหารมันตายตั้งแต่วันแรกที่สมัครเข้ามาเป็นทหารแล้ว เพราะต้องไปรบไปอยู่ชายแดน อย่างน้อยก็รถคว่ำตาย เพราะไปไกลบ้าน พอนั่งรถกลับมาก็ตายไปเยอะ เสี่ยงมาถึงวันนี้ได้ก็บุญแล้ว และผมก็ต้องมาเสี่ยงต่ออีก มันควรจะพักผ่อนได้แล้ว” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
       
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า วันนี้เวลาทำอะไรก็ตามถ้าเอาปัญหาทั้งหมดขึ้นมาบนโต๊ะคงทำอะไรไม่ได้ ต้องคัดแยกปัญหาออกมา แล้วทำสิ่งที่ง่ายก่อน ส่วนปัญหายากก็ทำคู่ขนานกันไป วันนี้พอจะเริ่มคุยกันก็เอาสิ่งยากมาก่อน ก็เลยไม่ได้ทำกัน อย่างเรื่องปรองดอง รอดูว่ามันจะได้หรือไม่ ย้อนกลับไปกลับมา ตนแนะนำว่าให้เขาพูดเรื่องวันนี้ วันข้างหน้า ว่าจะอยู่กันอย่างไร ส่วนอย่างอื่นค่อยว่ากันทีหลัง แต่ก็ไม่เอา พูดเรื่องที่มีความขัดแย้ง แล้วประชาชนที่อยู่ตรงกลางได้อะไร เดี๋ยวก็หาว่าตนไปว่าอีก พวกคนดีทั้งหลาย

ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยน ยุทธศาสตร์ 6 ด้านที่ร่างไว้แล้วต้องสร้างการรับรู้ให้ได้

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ยุทธศาสตร์ทั้ง 6 ด้านที่ร่างไว้แล้วจะต้องนำออกมาสร้างการรับรู้ให้ได้ ในส่วนยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงไม่ใช่แค่ทหารและตำรวจอย่างเดียว แต่เป็นความมั่นคงที่ประชาชนต้องมีส่วนช่วยในการเฝ้าระวัง ถ้าประชาชนมีความขัดแย้งกันเองความมั่นคงก็ไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นทุกคนจึงฝากความหวังไว้ เมื่อมีการรบหรือมีความขัดแย้ง มีความรุนแรง มีการใช้อาวุธก็ต้องใช้ทหารตำรวจ แต่ถ้ายังสงบสุขอยู่แล้วมีคนไม่ดีเข้ามาตอนนั้นทุกคนต้องช่วยตน

นายกฯ กล่าวว่า ในเรื่องพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อำนวยความสะดวกทางราชการจะไปไหนมาไหนหรือไปติดต่อราชการต้องมีเหตุผลว่าไม่ได้ทันทีเพราะอะไร หรือกี่วันจะเรียบร้อย แต่อย่าไปไล่ล่าเขามากนักเพราะเขากำลังเปลี่ยนตัวเองอยู่ อย่าเอาเงินไปให้เขา บางคนต้องการความสะดวกก็เสนอให้เงินเขา เขาเรียกเงินก็ให้เขาบ้าง และท้ายที่สุดก็มาบอกว่าการทุจริตยังมีอยู่ มันก็เป็นการสมยอมกัน หามาให้ตนลงโทษให้หมดถ้าตัวเองเป็นคนทำก็เสนอมาให้ลงโทษตัวเอง เมื่อวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมาตนเสนอผู้ประกอบการว่าต้องช่วยกัน ถ้าโทษแต่ข้าราชการอย่างเดียวก็ไม่ได้ ทุกอย่างต้องมีการสมยอม แต่ข้าราชการต้องไม่ทำเด็ดขาด หลายคนยอมเช่นไปต่อทะเบียนหรือตรวจแบบสร้างบ้านเอกสารต่อคิวเป็นตั้ง ก็รอกันเป็นตั้งๆ แต่ถ้าจะทำให้เร็วก็จ่ายเงินให้เขา 3,000-30,000 บาทให้เขาไป แบบนี้เราถึงต้องไปเร่งให้การบริการภาครัฐทำงานรวดเร็วขึ้นและพัฒนาระบบดิจิทัล

“วันนี้ยังช้าอยู่จึงเป็นบ่อเกิดในการเรียกหรือให้ผลประโยชน์ ต่อไปใครเรียกรับผลประโยชน์ให้มาแจ้งที่ศูนย์ดำรงธรรมหรือจะแจ้งมาที่นายกฯ ก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามไม่เช่นนั้นก็จะพูดกันไปทำให้เสียหายว่าประเทศไทยขี้โกงทั้งประเทศ แบบนั้นไม่ใช่ เราต้องแก้ปัญหากับภายในอย่าไปตะโกนให้โลกรู้ว่าประจานกันอยู่ได้ ไม่ยอมทำสิ่งที่ดีกลบสิ่งที่ไม่ได้ ผมยืนยันว่าไม่ได้ทิ้งสิ่งที่ไม่ดีให้อยู่สบายๆ เพราะต้องมีการลงโทษกันต่อไป ไอ้นี่ก็โพนทะนากันทั่วไปหมด เขาก็ฟังและดูดันทุกวัน อ่านหนังสือพิมพ์ท่านทุกวัน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

วันนี้เพื่อนเหลือน้อยที่สุด เหลือ รมต.ไม่กี่คน นอกนั้นทิ้งหมดแล้ว

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้ไทยต้องไปชี้แจงเรื่องสิทธิมนุษยชนไป 3 วันแล้วเราส่งผู้แทนไป 30 คน อีกพวกหนึ่งบอกว่าไปทำไม ไปตั้ง 30 คนไปแค่ 2 คนก็พอ ได้สั่งปลัดกระทรวงยุติธรรมไปชี้แจงในทุกเรื่องทั้งเรื่องการใช้มาตรา 44 พ.ร.บ. และพระราชกำหนด และชี้แจงสถานการณ์ในประเทศว่าเกิดอะไร

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ประเทศไทยระบบเครือญาติยังมีอยู่ แต่จะทำอย่างไรถึงจะไม่ทุจริต ไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น ไม่มีหรอกที่เราจะไม่รู้จักกับใคร ทุกคนมีเพื่อน ดีหรือไม่ดีก็เพื่อนช่วยมันสักหน่อย คนไทยคิดแบบนี้ วันนี้ตนทำแบบนั้นไม่ได้ วันนี้เพื่อนตนเหลือน้อยที่สุด เหลือที่เป็นรัฐมนตรีไม่กี่คน นอกนั้นทิ้งตนหมดแล้ว วันนี้เลือกตั้งมันเลือกได้ไหม เลือกตั้งมีคนเลือกอยู่แล้ว เลือกได้ก็เลือกไป ปัญหาคือจะเลือกแล้วได้คนเดิมหรือไม่ก็ไม่รู้ และที่ผ่านมาประชาธิปไตยเราก็ไม่ได้ล้มเหลว แต่ต้องมาช่วยกันตกแต่ง ตนเป็น คสช.ก็เหมือนช่าง ซึ่งทำคนเดียวไม่ได้อยู่แล้ว

เอาความคิดเดิมๆ ไปต้านทั้งหมด ก็เจ๊งเหมือนเดิม

“รัฐธรรมนูญมีอยู่แล้วไม่ใช่เอามาตีกัน รัฐธรรมนูญถือเป็นกฎหมายหลัก แต่กฎหมายลูก กฎหมายรองในเชิงบังคับว่ารัฐต้องทำอย่างนี้ ประชาชนต้องทำอย่างนั้น มันมีกฎหมายตัวนี้อยู่ ท่านบอกว่ารัฐธรรมนูญเขียนว่าทุกคนมีสิทธิเสรีภาพแล้วยังไง แล้วคนอื่นเขาเดือดร้อนหรือไม่ วันนี้เดือดร้อนออกมาเป็นกลุ่มๆ แต่เมื่อออกมารวมกันมากๆประเทศก็เดือดร้อน ฉะนั้นทุกคนต้องสงบตรงนี้ให้ได้ ผมก็แก้ปัญหาทุกจุด ทุกคนก็ต้องรอเวลาบ้าง พูดคุยสอบถามข้อเท็จจริงบ้าง แต่หลายเรื่องเอาความคิดเดิมๆ ไปต่อต้านทั้งหมดจะเดินไปได้อย่างไร มันไปไม่ได้ก็เจ๊งเหมือนเดิม ทำไปไร้ค่าไร้ประโยชน์ ก็อยากให้สร้างความเข้าใจหน่อย” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า ตนอาจจะไม่ได้เก่งวิชาการ แต่อาจจะเก่งเรื่องการทำให้เป็นรูปธรรม ทหารทำได้แค่นี้ แต่ตนต้องอ่านหนังสือมากๆ การคิดแบบทหารบางทีก็ทำให้เกิดได้เร็วขึ้น เพราะทหารถ้าทำงานไม่เสร็จกลับบ้านไม่ได้ ถ้าเข้าไปยึดที่หมายไม่ได้ กลับบ้านไม่ได้ ตายอยู่ที่นั่น นี่คือนิสัยทหาร ตนจึงต้องทำทุกอย่างให้เสร็จเดินไปข้างหน้าให้ได้ สู่ที่หมายสุดท้ายคือมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน วันนี้ปัญหาข้างทางเยอะต้องกำจัดไปให้ได้ แก้ด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกัน

รายงานข่าวระบุด้วยว่า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้มีการตรวจเข้มบุคคลที่เข้ามาร่วมงาน โดยเฉพาะกระเป๋าที่ติดตัวจะมีการรื้อค้นอย่างละเอียด ดูแม้กระทั่งข้อความในกระดาษ หรือใบเสร็จต่างๆ เนื่องจาก เว็บไซต์เด็กหลังห้อง ได้เผยแพร่ภาพข่าวป้ายผ้าปริศนาบริเวณสะพานลอยถนนงามวงศ์วาน หน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จำนวน 2 ผืน ข้อความว่า “Thailand 4.สูญญญ..” และ “รัฐบาลคนดียุคภาษีอาน” โดยไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ติดตั้ง เมื่อเวลา 18.00 น.ของวันที่ 16 มี.ค. ที่ผ่านมา

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์, มติชนออนไลน์, ไทยรัฐออนไลน์ และ เว็บไซต์เด็กหลังห้อง