พรรณิการ์ วานิช: โลกเอียงขวา/ซ้าย ส่วนไทย?

It’s ALL RIGHT: โลกพลิกล็อก สถานการณ์ที่โลกต้องเผชิญ ยกกรณี โดนัลด์ ทรัมป์-Brexit-เนเธอร์แลนด์-เกาหลีใต้ แล้วไทยอยู่ตรงไหน?

18 มี.ค. 2560 พรรณิการ์ วานิช ผู้ประกาศข่าว สถานีโทรทัศน์ Voice TV บรรยายในงาน CU Talk: Million Ways to GLOW ของจุฬาฯ Expo 2017 ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในหัวข้อ “It’s ALL RIGHT: โลกพลิกล็อก”              

เริ่มแรกพรรณิการ์อธิบายเพื่อทำความเข้าใจกับผู้ฟังก่อนว่า ทำไมทุกคนถึงคิดว่าโลกของเราในขณะนี้หันขวา และคำว่าขวาหรือซ้ายมีความหมายว่าอย่างไรในเชิงรัฐศาสตร์

ขวา คือ “อนุรักษ์นิยม” หมายถึง อนุรักษ์อะไรเก่าๆ วัฒนธรรมเก่าๆ ในสมัยก่อนเป็นกลุ่มคนรวย ชนชั้นสูง ส่วนซ้าย คือ “เสรีนิยม” หมายถึง กลุ่มคนที่มีหัวก้าวหน้า อยากจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างให้มันดีขึ้น ในสมัยก่อนเป็นกลุ่มกรรมกร แรงงาน และโลกหันขวาในที่นี้ไม่ใช่มีเพียงกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่เป็นชนชั้นสูงเท่านั้น ยังมีกลุ่มชนชั้นอื่นๆ ที่เสียประโยชน์แต่ก็ไม่รู้สึกอะไรกับสิ่งที่พวกเขาเสียประโยชน์ ทั้งยังมีความสุข และกลุ่มคนเหล่านี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ

พรรณิการ์มองว่าการเมืองสมัยนี้เป็นการเมืองที่เป็นนวัตกรรมเอาของเก่าที่เน่า ไม่ใช้แล้วนำกลับมาใช้ใหม่ ไม่ว่าจะเป็น ชาตินิยม การเหยียดเชื้อชาติศาสนา การสร้างความแตกต่าง สร้างความเกลียดชัง เพื่อให้กลุ่มนักการเมืองที่หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นในการหาเสียงได้คะแนนเสียงไป

จากนั้นเธอได้โชว์ภาพของผู้นำทั้ง 4 ประเทศที่เอียงขวาขึ้นมา คือ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรกี โรดริโก ดูเตอร์เต ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ และ ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย

เธอได้มีโอกาสคุยกับคนอเมริกันทั้งในนิวยอร์กและฟลอริดา คนส่วนใหญ่ที่เลือกทรัมป์เป็นคนผิวขาว แต่ที่น่าแปลกใจคือ ทรัมป์ได้คะแนนเสียงจากมลรัฐนิวยอร์กมากกว่าฮิลลารี ทั้งที่เป็นรัฐที่เป็นฐานเสียงของพรรคเดโมแครตและจากการที่พรรณิการ์ไปสัมภาษณ์คนในรัฐ กลุ่มคนผิวขาวชนชั้นล่าง บอกว่า โอบามาทอดทิ้งพวกเขา นโยบายที่ว่า “CHANGE: We can believe it.” เขาไม่เห็นว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยตลอด 8 ปีที่ผ่านมา แถมยังให้กลุ่มคนที่อพยพเข้าประเทศมาแย่งงานอีก ทั้งนี้การจะมองว่าคนอเมริกันขวาจัดนั้นไม่ถูกต้อง พวกเขาคือ ซ้ายในขวา เพียงต้องการอยากจะเปลี่ยน เพราะพวกเขาเห็นว่าถ้าหากฮิลลารี คลินตันชนะการเลือกตั้งมาก็คือ โอบามาสมัยที่ 3 ไม่มีอะไรแตกต่างกัน จึงอยากได้อะไรใหม่ๆ

การจะใช้ว่าขวาหรือซ้ายไม่สามารถใช้ได้ผลเสมอไป พรรณิการ์ได้ยกตัวอย่างนักการเมืองไทย เช่น ทักษิณ ชินวัตร ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเขาเป็นซ้ายหรือขวา เขาเหมือนกับโดนัลด์ ทรัมป์ตรงที่ประชาชนอยากให้เขาทำอะไร เขาก็จะทำ เขาจึงเข้าใจคนรากหญ้า คนไทยในสมัยนั้นจึงเหมือนคนอเมริกันในสมัยนี้ที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง จึงไม่สามารถเอาขวาหรือซ้ายมาแบ่งได้

ประเด็นต่อมาคือ ประเด็น Brexit ก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่เป็นซ้ายในขวา เธอได้มีโอกาสพูดคุยกับคนในลอนดอน ทั้งคนอังกฤษเอง คนไทยในอังกฤษ คนจีนในอังกฤษ หรือแม้กระทั่งคนมุสลิมในประเด็นดังกล่าว มีคนหนึ่งทำงานอยู่ที่ตลาดหุ้นที่ลอนดอน ความจริงเขาไม่ควรอยากจะออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ด้วยซ้ำ เพราะลอนดอนเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของอียู แต่เขากลับยอมเพราะอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงในประเทศอังกฤษ เขาเล่าว่าเคยพาลูกไปโรงพยาบาลรัฐแต่กลับต้องรอถึง 10 วัน เพราะคิวเต็ม เขาบอกว่าไม่ได้มีปัญหากับผู้อพยพชาวยุโรปแต่มีปัญหากับรัฐบาลอังกฤษที่จัดการผู้อพยพไม่ดีพอ แต่หลังจากที่พวกเขาตัดสินใจออกจากอียูแล้ว เขากลับเจอกับ Post-Truth Era ความสับปลับและเอาตัวรอดของนักการเมือง เช่น กรณีหัวหน้าพรรคนิยมขวาจัดของอังกฤษหาเสียงไว้ว่า ทุกคนจง Brexit ถ้า Brexit แล้ว เงิน 350 ล้านปอนด์ที่อังกฤษต้องให้อียูทุกสัปดาห์ จะกลับมาใช้กับ NHS (National Health Service) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่คล้ายกับระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทยในประเทศอังกฤษ แต่พอผลโหวตออกมาให้ Brexit กลับถูกบอกว่า ไม่ได้บอกว่าเงินจะเอามาใช้ใน NHS อาจต้องไปใช้ในระบบอื่น

ทั้งหมดนี้ส่งผลให้เกิดกระแสตีกลับ ยกตัวอย่างจากการเลือกตั้งของเนเธอร์แลนด์ที่ผ่านมา ทุกสำนักมีโพลออกมาว่า เคียร์ต วิลเดอร์ส  ผู้นำพรรคขวาจัดที่มีนโยบายว่าจะออกจากอียูตามอังกฤษ จะปิดมัสยิดทุกแห่งในประเทศจะชนะการเลือกตั้ง ปรากฏว่าเขาแพ้ กระแสเริ่มตีกลับมาเป็นกลางและเริ่มจะไปทางซ้ายแล้ว ทำให้ต้องติดตามกันต่อว่าการเลือกตั้งในฝรั่งเศสและเยอรมนีที่จะตามมาผลจะเป็นอย่างไร ในประเทศเกาหลีใต้ก็เหมือนกันมีการประท้วงให้ถอดถอนประธานาธิบดีที่ขวาจัด เพราะคนเริ่มเบื่อโครงสร้างอะไรเดิมๆ และถ้ามีการเลือกตั้งใหม่พรรคฝั่งซ้ายจัดจะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งแน่นอน

“โลกในปี 2017ที่เรากลัวว่าขวาหัน มันเริ่มเห็นความช็อคของขวาจัด เริ่มกลับมาแล้ว แต่ไทยแลนด์ในปี 2017 ไม่มีเลือกตั้ง”

จากนั้น พรรณิการ์ย้อนไปยังรูปผู้นำ 4 คนที่เคยเปิดไว้ตั้งแต่ตอนต้นของการบรรยายแล้วถามว่าใครไม่เข้าพวก เธอบอกว่า ทุกคนคงรู้อยู่แล้วว่า ประยุทธ์ จันทร์โอชาไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ยอมรับว่าประเทศไทยมีความขวาจัดแต่นายกฯ ขวาคนนี้คนไทยไม่ได้เลือกมา เธอเชื่อว่าประชาธิปไตยมีทางเดินและทางเลือกของมัน ประชาชนจะสลับสับเปลี่ยนเลือกกันเอง แต่เมื่อมีอาวุธลับหรือตัวละครลับออกมา จะมาตัดตอนกระบวนการที่จะตัดสินว่าขวาหรือซ้ายจะชนะการเลือกตั้ง โลกไม่มีฝั่งไหนจะชนะตลอดเวลา ขวาซ้ายสลับกันชนะตลอด ให้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน ซึ่งอาวุธลับในที่นี้เธออาจหมายถึงการทำรัฐประหารและตัวละครลับก็คือ นายกฯ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งที่เธอได้กล่าวไว้ข้างต้นก็เป็นได้

พรรณิการ์ทิ้งท้ายว่า ในยุคที่ประเทศไทยยังไม่มีการเลือกตั้ง ควรอยู่อย่างมีสติ เชื่อมั่นในความคิดของตัวเอง เคารพในความคิดเห็นของคนอื่น อย่าตัดสินคนอื่นโดยตั้งศาลเตี้ยมากเกินไป