คุยกับ ส.ศิวรักษ์ จากคำ (สั่ง?) ขอของจอมพลสฤษดิ์ ถึงพุทธพาณิชย์ในสังคมไทย

เมื่อจอมพลสฤษดิ์บอกให้พระสงฆ์เลิกสอนสันโดษเพราะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ไม่อยากทำอะไร ด้าน ส.ศิวรักษ์ เชื่อ คำ (สั่ง?) ขอนี้เปิดพื้นที่ทุนนิยมในศาสนาพุทธ ดันพุทธพาณิชย์ขยายตัว

 

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา กระแสการใช้มาตรา 44 ในกรณีธรรมกายเป็นข่าวดังที่สังคมให้ความสนใจ แม้ว่าปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่จะจบไปแล้ว แต่เรื่องนี้ยังคงทิ้งเชื้อให้คุยต่อ โดยเฉพาะประเด็น ‘พุทธพาณิชย์’

พุทธพาณิชย์ไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ในสังคมไทย บางทีมันอาจเชื่อมโยงอย่างแยบยลกับการพัฒนาประเทศและการมีอำนาจของเผด็จการทหารในยุคเริ่มต้นการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง

ในช่วงรัฐบาลของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่แนวคิดคอมมิวนิสต์กำลังแพร่หลาย ไทยกับสหรัฐฯ แนบแน่นอย่างยิ่ง และมีส่วนสำคัญต่อการผลักดันให้เกิดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งจะเป็นแผนแม่บทการพัฒนาประเทศจนถึงปัจจุบัน อุปสรรคใหญ่ของการพัฒนาเศรษฐกิจในสายตาจอมพลสฤษดิ์เวลานั้นคือคำสอนในพุทธศาสนา ดังที่พระไพศาล วิสาโล เคยระบุไว้ว่า ในระบอบทุนนิยมมีทัศนะว่าความเห็นแก่ตัวเป็นสิ่งที่ต้องส่งเสริมให้มากๆ เพื่อจะได้เกิดความเจริญ เมื่อจอมพลสฤษดิ์ริเริ่มให้มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมตามแนวคิดของอเมริกาเมื่อปี 2504 จอมพล สฤษดิ์ พบว่าคำสอนของพุทธศาสนาที่เน้นเรื่องการสันโดษ เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจมาก

หรือที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ได้กล่าวไว้ในหนังสือการพัฒนาที่ยั่งยืนว่า ผู้นำบ้านเมืองเวลานั้นเข้าใจว่า ถ้าประชาชนมีความอยากมากๆ คืออยากมีกินมีใช้ อยากร่ำรวย อยากมีสิ่งฟุ่มเฟือย บำรุงบำเรอความสุขพรั่งพร้อม อยากได้เงินมากๆ ก็จะพากันขยันขันแข็งทำงานทำการเป็นการใหญ่บ้านเมืองก็จะเจริญพัฒนา แต่ถ้าประชาชนสันโดษคือพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ รู้จักอิ่ม รู้จักพอ ก็จะไม่กระตือรือร้นขวนขวาย หรือถึงกับเกียจคร้าน การพัฒนาบ้านเมืองก็จะไม่สำเร็จ

ประชาไทสัมภาษณ์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ นักคิด นักเขียน และปัญญาชนสยาม ถึงที่มาที่ไปของคำ (สั่ง) ขอร้องให้พระทั่วประเทศอย่าสอนเรื่องสันโดษ และความเกี่ยวข้องระหว่างทหารและพุทธพาณิชย์ในประเทศไทย ไปจนถึงกรณีพุทธพาณิชย์อย่างธรรมกายว่าอาจจะมีความเกี่ยวข้อง เชื่อมโยงกันมากน้อยเพียงใด

ต้นเหตุที่จอมพลสฤษดิ์ขอให้พระเลิกสอนเรื่องสันโดษคืออะไร?

ที่มาของคำสั่งของจอมพลสฤษดิ์เป็นเรื่องที่มาจากสหรัฐอเมริกาต้องการต่อต้านคอมิวนิสต์ และคิดว่าศาสนาพุทธเชื่อคอมมิวนิสต์ เพราะพุทธไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า สอนในทางลบทั้งหมด อโลภะ อโทสะ แล้วอันตรายที่สุดของทุนนิยมคือความสันโดษ ที่พระพุทธเจ้าก็สอนว่าแม้ยาจกก็มั่งคั่งมีทรัพย์ใหญ่ จอมพลสฤษดิ์ก็เชื่อ รัฐบาลไทยในเวลานั้นเชื่ออเมริกันทั้งหมด จอมพลสฤษดิ์มีอำนาจเต็มที่ก็ให้พระเลิกสอนทั้งหมด มีแค่พุทธทาสที่ไม่เชื่อ แต่อยู่ไชยา เลยไม่มีใครทำอะไร

"ทหารทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับพุทธเจ้าสอนทั้งนั้น หนึ่ง-เขาฆ่า เป็นปาณาติบาต สอง-อทินนาทาน เขาแย่งงบประมาณที่ควรจะเป็นไปเพื่อคนยากไร้ สถานศึกษา เพื่อมหาชน เขาก็แย่งไปหมด แต่เขาไม่รู้สึกตัวว่าเขาผิด เขาต้องปกป้องศาสนา ชาตินิยมของเขาไว้ ธรรมดาที่เขาต้องใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือ คุณจะไปปราบพระที่เป็นทุนนิยม ทั้งที่ตัวเองก็เป็นต้นเหตุด้วยหรือ"

อิทธิพลทางความคิดของอเมริกามีมาตั้งแต่สมัยจอมพล ป. แต่ยังเบาๆ อยู่เพราะจอมพล ป. ก็ยังมีความคิดแบบพุทธอยู่บ้าง ตอนนั้นยังมีระบบ สังฆมณฑล สังฆมนตรี จอมพลผิน ชุณหะวัณ ก็เข้าวัดสามปัญญา แต่จอมพลสฤษดิ์ไม่เอาพระเลย จับพระพิมลธรรมเข้าคุก ขังไว้ 5 ปี ใช้เล่ห์จากพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาใช้กำกับควบคุมคณะสงฆ์อยู่ภายใต้อำนาจเขาทั้งหมด

หลังจากที่จอมพลสฤษดิ์ออกขอร้องไปแล้ว เกิดอะไรขึ้นบ้าง

พระส่วนใหญ่ก็แหย พระส่วนใหญ่ก็เชื่อ เพราะพระพึ่งพาอำนาจรัฐตลอดเวลา พระก็เสียคนเรื่อยมา สมาทานทุนนิยมเรื่อยมา สมัยก่อนสมเด็จสังฆราชเจ้ามีคำสั่งห้ามพระฟังวิทยุ จนรัชกาลที่ 7 ต้องเข้าไปขอให้พระฟังวิทยุอย่างน้อยก็ฟังข่าวราชการ สมเด็จสังฆราชจึงว่า ถ้าเช่นนั้นก็ให้วันพระต้องมีวิทยุธรรมเทศนา ทีหลังมามีโทรทัศน์ จอมพล ป. ก็เอาโทรทัศน์มาถวายพระ ทำให้เป็นเหตุแห่งล้างสมองพระให้เพิ่มกิเลส

คำสอนว่าทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย เป็นผลพวงจากคำสั่งนี้หรือไม่

มันก็สืบมาจากนั้นแหละ เมื่อก่อนพระสอนให้พอเพียง แม้ยาจกก็มั่งคั่งมีทรัพย์ แต่วันนี้พระหลายวัดก็เลอะถึงขนาดไปนับถือชูชกที่เป็นตัวร้ายในเวสสันดรชาดก เพราะทุนนิยมบริโภคนิยมเข้ามา ล่าสุด ธรรมกายก็เป็นผลจากนี้แหละ ทำบุญให้มาก ทำรวยให้มาก ทั่วไปใส่บาตรพระก็อวยพรให้รวยเป็นแถบ

ธรรมกายอยากทำศาสนาพุทธให้ทันสมัย เขาก็เลยคิดว่า เขาต้องมีองค์กร โรมเขาก็มีคาทอลิก โปรแตสแตนท์ก็มีที่เจนีวา เขาก็ต้องการเป็นศูนย์กลางของศาสนาพุทธ เริ่มจากความปรารถนาดี แต่ปรารถนาดีมันไปเข้ากับทุนนิยม บริโภคนิยม ต้องใช้เงินเป็นปัจจัย จนเขวไปเรื่อยๆ

หมายความว่าเมื่อก่อนพระสอนให้สันโดษ แต่จอมพลสฤษดิ์ก็เข้ามาเปิดพื้นที่ของทุนนิยมในพุทธศาสนา ธรรมกายก็นำพื้นที่นั้นมาใช้ประโยชน์

พูดอย่างนั้นก็ได้ครับ

คิดว่าทหารเป็นปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งในการเติบโตอย่างกว้างขวางของพุทธพาณิชย์ในไทย?

แน่นอนครับ ทหารทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับพุทธเจ้าสอนทั้งนั้น หนึ่ง-เขาฆ่า เป็นปาณาติบาต สอง-อทินนาทาน เขาแย่งงบประมาณที่ควรจะเป็นไปเพื่อคนยากไร้ สถานศึกษา เพื่อมหาชน เขาก็แย่งไปหมด แต่เขาไม่รู้สึกตัวว่าเขาผิด เขาต้องปกป้องศาสนา ชาตินิยมของเขาไว้ ธรรมดาที่เขาต้องใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือ คุณจะไปปราบพระที่เป็นทุนนิยม ทั้งที่ตัวเองก็เป็นต้นเหตุด้วยหรือ

 

 

คำ (สั่ง?) ขอร้องจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

ในสาส์นถึงที่ประชุมสัมมันตนาพระคณาธิการทั่วราชอาณาจักร วันที่ 18 เมษายน 2503 มีคำกล่าวของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ว่า

“ยิ่งในโครงการเศรษฐกิจ 3 ปี 6 ปี ที่รัฐบาลกำลังสร้างขึ้นทางสภาพัฒนาการเศรษฐกิจในเวลานี้ ยิ่งจำเป็นจะต้องเร่งเร้าให้ราษฎรขยันหมั่นเพียร อดทน และสร้างนิสัยพึ่งตนเอง ทั้งในทางส่วนตัวและทางส่วนรวมของชาติ ...นี้เป็นเรื่องที่ทางรัฐบาลและตัวกระผมเองร้องขอ เพราะเหตุว่า พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามีอยู่ทุกทาง ที่สามารถจะเลือกเอามาสอนหรือจูงใจให้คนประพฤติปฏิบัติ มีคำสอนให้คนมักน้อย สันโดษ ไม่อยากทำอะไร ไม่อยากได้อะไร อย่างที่เคยสอนกันว่า ไม่จำเป็นต้องขวนขวาย ตายแล้วก็เอาไปไม่ได้ คำสอนอย่างนี้อาจจะเหมาะสำหรับกาลสมัยหนึ่ง แต่จะไม่เหมาะสำหรับสมัยปฏิวัติซึ่งต้องการความขวนขวายทางก้าวหน้า จำต้องเลือกสรรเอาธรรมะที่สอนคนให้มีวิริยะอุตสาหะขยันหมั่นเพียรประกอบสัมมาอาชีพ ไม่ประมาท ไม่หวังพึ่งคนอื่น พึ่งแต่ตัวเอง และมีความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจ...จึงใคร่จะขอร้องคณะสงฆ์ให้พยายามสอนคนไปในทางนี้ จะเป็นการช่วยแผนการเศรษฐกิจ และงานทุกอย่างที่รัฐบาลปฏิวัติกำลังทำอยู่โดยมุ่งความวัฒนาถาวรของประเทศชาติ ซึ่งจะเป็นความวัฒนาถาวรของพระศาสนาเอง”