'เชลซี แมนนิง' ให้สัมภาษณ์สื่อเหตุเปิดโปงกองทัพและสู้เพื่อสิทธิคนข้ามเพศจากในเรือนจำ

 
อดีตทหารสหรัฐฯ ที่ถูกสั่งจำคุกฐานเปิดโปงเอกสารความโหดร้ายของกองทัพสหรัฐฯ ในสงครามอิรักและอัฟกานิสถานออกมาให้สัมภาษณ์ต่อสื่อครั้งแรกหลักออกจากคุก ทั้งเรื่องที่เธอเผชิญอุปสรรคถูกกีดกันบริการทางการแพทย์สำหรับหญิงข้ามเพศในเรือนจำและเรื่องที่เธอคิดว่ากองทัพควรเป็นสิ่งที่รับใช้ประชาชน
 
ภาพของเชลซี เอลิซาเบธ แมนนิง ที่เจ้าตัวโพสท์บนทวิตเตอร์เมื่อ 18 พ.ค. 2560 (ที่มา: วิกิพีเดีย)
 
10 มิ.ย. 2560 เชลซี แมนนิง อดีตทหารสหรัฐฯ ผู้เคยเปิดโปงความโหดร้ายของกองทัพตัวเองในปฏิบัติการที่อิรักจนถูกสั่งจำคุกเป็นเวลาหลายปีก่อนจนกระทั่งได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 17 พ.ค. ที่ผ่านมา ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อเอบีซีซึ่งถือเป็นการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ได้รับการปล่อยตัว
 
แมนนิงนั่งให้สัมภาษณ์ต่อพิธีกร จูจู ชาง แห่งรายการ "ไนท์ไลน์" ของสื่อเอบีซี ด้วยรูปลักษณ์และชื่อใหม่ เธอเป็นหญิงข้ามเพศที่แต่เดิมชื่อแบรดลีย์ แต่เธอก็เปิดเผยหลังจากอยู่ในคุกว่าเธออยากเปลี่ยนตัวเองเป็นผู้หญิงที่ชื่อเชลซี แมนนิง เรือนจำเคยพยายามกีดกันไม่ให้เธอเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่จะช่วยเหลือเธอในการแปลงเพศจนเธออดอาหารประท้วง
 
เดิมทีแล้วแมนนิงต้องโทษข้อหาจารกรรมและความผิดทางกฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่มีโทษถึง 35 ปี แต่ได้รับอนุญาตปล่อยตัวล่วงหน้าจากบารัค โอบามา อดีตประธานาธิบดี ความผิดของเธอมาจากการที่เธอเผยแพร่ข้อมูลเอกสาร 700,000 ฉบับ ของกองทัพสหรัฐฯ ให้กับวิกิลีคส์ เอกสารเหล่านี้เปิดโปงการกระทำแย่ๆ ของกองทัพสหรัฐฯ เช่น การสังหารพลเรือนในสงครามอิรักและอัฟกานิสถาน ทำให้แมนนิงถูกบางคนบอกว่าเป็นผู้ทรยศ แต่สำหรับบางคนแล้วเธอเป็นฮีโร่ ตัวเธอเองกล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า "ฉันก็เป็นแค่ตัวฉันเองนี่แหละ"
 
เมื่อพิธีกรถามว่าเธอรู้สึกว่าต้องขอโทษชาวอเมริกันในสิ่งที่เธอกระทำหรือไม่ แมนนิงบอกว่าเธอยอมรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง เพราะเธอเป็นคนตัดสินใจทำมันด้วยตนเองไม่มีใครบอกให้เธอทำ เมื่อมีการถามถึงว่าทำไมเธอถึงเสี่ยงตัวเองเพื่อเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ แมนนิงตอบว่าเมื่อเธอได้รับข้อมูลต่างๆจากหลายๆ แหล่ง พูดถึงความตาย การทำลายล้าง ความย่อยยับ มันมีแค่เพียงข้อเท็จจริงทั้งสถิติ รายงาน วันเวลา สถานที่ แล้วพอถึงจุดหนึ่งเธอก็หยุดมองว่ามันเป็นแค่ข้อมูลและสถิติ เธอเริ่มมองเห็นผู้คน
 
แมนนิงกล่าวว่าเธอเผยแพร่เอกสารเหล่านี้เพราะต้องการกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงอภิปรายกันระดับสาธารณะและเธอมองว่า การที่เธอเผยแพร่เอกสารเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ เธอบอกอีกว่าเธอต้องทำงานอยู่กับข้อมูลพวกนี้ทุกกวันจนมันทำให้เธอรู้ เธอเชี่ยวชาญ ไม่ใช่พวกนายพลที่เขียนเรื่องพวกนี้ เมื่อถามว่าทำไมเธอถึงไม่ร้องเรียนเรื่องที่เธอกังวลผ่ายสายการบังคับบัญชา เธอบอกว่า "มีช่องทางอยู่ แต่มันไม่ได้ผล"
 
ในเรื่องเกี่ยวกับการที่เธอเปิดเผยตัวเองว่าเป็นคนข้ามเพศเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2556 ทางกองทัพไม่ยอมให้เธอได้รับบริการทางการแพทย์ทำให้เธอเผชิญความเจ็บปวดมากขึ้นเรื่อยๆ เรื่องนี้ทำให้ เชส สแตรงกิโอ ทนายความจากสหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน (ACLU) เป็นตัวแทนแมนนิงฟ้องร้องดำเนินคดีในเรื่องนี้จนกระทั่งทำให้แมนนิงได้รับบริการทางการแพทย์ขณะถูกคุมขังอีกครั้ง สแตรงกิโอกล่าวว่า กรณีของแมนนิงกลายเป็น "นักโทษเรือนจำทหารคนแรกที่ได้รับบริการสุขภาพเกี่ยวกับการแปลงเพศและเป็นการเปลียนวิธีการปฏิบัติจนนำไปสู่การยกเลิกการห้ามบริการทางสุขภาพแก่คนข้ามเพศในกองทัพ"
 
แมนนิงเองพูดถึงเรื่องนี้ว่าการได้รับการบำบัดโดยฮอร์โมนถือเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับเธอมันทำให้เธอมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ มันทำให้เธอไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในร่างกายที่อยากได้ "ฉันเคยรู้สึกแย่ๆ แบบนี้ คือฉันเคยพยายามฉีกกระชากร่างกายตัวเองออกจากกันแล้วฉันก็ไม่อยากจะต้องประสบกับความรู้สึกแบบนี้อีกแล้ว มันแย่ แย่จริงๆ" แมนนิงกล่าว
 
แมนนิงกล่าวถึงความรู้สึกหลังจากที่เธอได้ออกจากคุกมันทำให้เธอรู้สึกแตกตื่นเมื่อต้องมาอยู่ในภาวะที่ต่างจากเดิมกระทันกันน่าจะเป็นเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่ผ่านสถานการณ์แบบนี้ แมนนิงยังพูดถึงมุมมองของเธอที่มีต่อกองทัพสหรัฐฯ อีกว่า เธอมีความเคารพในกองทัพอย่างที่สุด ขณะเดียวกันกองทัพสำหรับเธอมันกว้างใหญ่และมีอะไรหลากหลายที่สำคัญที่สุดคือมันเป็นของประชาชน กองทัพมีบทบาทเพื่อประชาชน มีภาระหน้าที่รับใช้ประชาชน เธอเคารพกองทัพในแง่ที่ต่อสู้เพื่อปกป้องประเทศตัวเอง
 
แมนนิงยังใช้โอกาสในการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้กล่าวขอบคุณอดีตประธานาธิบดีโอบามา ผู้ที่ให้เธอออกจากคุกก่อนกำหนดด้วย
 
 
แปลและเรียบเรียงจาก
 
ABC News,Chelsea Manning explains why she leaked secret military documents, fought for transgender rights behind bars,  9 Jun. 2017