ทหาร-ตำรวจสกัดสื่อทำข่าว เวทีถกปัญหา ‘2 ร่างกฎหมายป่าไม้’ หลังขอเลิกแถลงข่าวไม่สำเร็จ

ตั้งทีมคุมเข้มทหาร-ตำรวจผสานกำลังประจำการหน้าปากซอย มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย ขอตรวจบัตรประชาชนคนเข้าร่วมเวทีถกปัญหา ’2 ร่างกฎหมายป่าไม้’ สกัดนักข่าวเข้างานเหตุมองว่าอาจจะเป็นงานแถลงข่าวที่กระทบรัฐบาล ขณะที่แกนนำชาวบ้านถูกตำรวจเข้าพบยามวิกาลเพื่อสอบถามเรื่องการเข้าร่วมเวที

12 มิ.ย. 2560 รายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 07.30 น. เจ้าหน้าที่ทหาร และเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลวังทองหลาง เข้ามาปิดกั้นบริเวณทางเข้าและขอตรวจค้นผู้เข้าร่วมเวทีการสัมมนาระดมความคิดเห็นเพื่อร่วมกำหนดท่าทีและจุดยืนของภาคประชาชนและชุมชนในเขตอนุรักษ์ต่อร่าง พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ..และร่าง พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. .ซึ่งจัดเข้าที่ มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย 463/1 ถนนรามคำแหง 39 (เทพลีลา) ซอย 17 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง

หลังจากที่เมื่อวานนี้ (11 มิ.ย.2560) เมื่อเวลาประมาณ 16.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.วังทองหลาง ได้เชิญตัวแทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือ P-move ร่วมพูดคุยทำความเข้าใจกรณีการจัดกิจกรรมแถลงข่าวที่อาจกระทบกับรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ผลการเจรจาได้ข้อตกลงอนุญาตให้จัดเวทีสัมมนาได้ แต่ไม่ให้แถลงข่าว และเจ้าหน้าที่จะเข้ามาร่วมสังเกตการณ์ในเวทีสัมมนาตลอดทุกขั้นตอน

ทั้งนี้ ประยงค์ ดอกลำไย ที่ปรึกษา P-move เผยแพร่ข้อมูลผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว รายงานผลการเจรจาระหว่าง P-move กับผู้กำกับสน.วังทองหลางและฝ่ายทหารที่ควบคุมพื้นที่ ซึ่งยุติลงเมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. สรุปได้ว่า

1. กิจกรรมการสัมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและกำหนดท่าที่ต่อร่างพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติและพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ในวันพรุ่งนี้ไม่เข้าข่ายฐานความผิดใด ทั้งตามคำสั่ง คสช.ที่ 3 /2557 (การสัมมนาวิชาการภายในเคหะสถานไม่ใช่การชุมนุมทางการเมืองเกินห้าคน)

และ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ เพราะไม่ได้จัดในพื้นที่สาธารณะแต่จัดในสำนักงาน/ที่ทำการของ ขบวนการประชาชน เพื่อสังคมที่เป็นธรรม ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบใดๆต่อสาธารณะ จึงไม่เข้าข่ายต้องขออนุญาตตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ

2.ฝ่ายความมั่นคงไม่สบายใจในเรื่องการแถลงข่าวเพราะจะเป็นเยี่ยงอย่างให้กลุ่มการเมืองอื่นใช้เป็นข้ออ้างได้ในการเคลื่อนไหว ทางฝ่ายความมั่นคงจึงขอให้ P-move ส่งหมายยกเลิกการแถลงข่าวต่อสู่มวลชน

ทาง P-move ยืนยันว่าไม่อาจทำตามข้อเสนอได้เนื่องจากการแถลงข่าวเป็นสิทธิของประชาชนที่จะกระทำได้ จะเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ขึ้นอยู่กับที่เนื้อหาในการแถลง การแถลงข่าวไม่ผิดกฎหมายใด

การแถลงข่าวของ P-move เป็นการแถลงผลการสัมมนาและความเห็นของผู้เข้าร่วมการสัมมนาที่มีต่อร่าง พ.ร.บ.ทั้งสองฉบับจึงไม่มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเมืองหรือผิดกฎหมายแต่อย่างใด แต่รับจะปรับวิธีการแถลงโดยไม่ตั้งโต๊ะแถลงเป็นการเฉพาะเท่านั้น

3. ตำรวจและฝ่ายความมั่นคงให้ P-move จัดกิจกรรมการสัมมนาามกำหนดการเดิมแต่ไม่ตั้งโต๊ะแถลงข่าว โดยฝ่ายความมั่นคงจะใช้อำนาจจัดการกับสื่อที่จะเดินทางมาทำข่าวในวันพรุ่งนี้ (12 มิ.ย.2560) เอง (โดยไม่ได้บอกว่าจะใช้วิธีใด)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า P-move ได้เริ่มกระบวนการสัมมนาไปตามกำหนดการที่ได้วางไว้ โดยมีตัวแทนประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีปัญหาการบังคับใช้กฎหมายที่ดินและป่าไม้ร่วมรับฟังข้อมูล และแสดงความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. … และร่าง พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. … ขณะที่นักข่าวหลายสำนักไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่เพื่อรายงานข่าวได้

ตำรวจตะโกนถามหาชาวบ้านกลางดึก ต้องการรู้ว่าพรุ่งนี้จะไปร่วมเวทีหรือไม่

ด้านนิตยา ม่วงกลาง แกนนำชาวบ้านซับหวาย ต.ห้วยแย้ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ  ให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่า เมื่อคืนวาน(11 มิ.ย.2560) มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มาตะโกนเรียกชื่อตนที่บริเวณหน้าบ้านในยามวิกาล เวลาประมาณ 22.55 น. ซึ่งขณะนั้นตนได้ลืมไปแล้ว เมื่อได้ยินเสียงคนตะโกนเรียกจึงลุกขึ้นมาดู พบตำรวจในชุดเครื่องแบบค่อนท่อน 4-5 นาย ภายหลังทราบว่าเป็นเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจภูธรวังฒะเฆ่ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ ตนจึงถามกลับไปว่าเข้ามาหาทำไมในยามวิกาลดึกดื่น ตำรวจแจ้งว่า เป็นงานด่วนได้รับคำสั่งจากนายให้เข้ามาถามว่าได้เข้ากรุงเทพฯ เพื่อร่วมเวทีสัมมนาที่จัดขึ้นมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย(มพศ.)หรือไม่

นิตยาตอบกลับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ไม่ได้เข้าร่วม เพราะเมื่อวันที่ 4 มิ.ย.2560 ในพื้นที่ได้จัดเวทีสัมมนาเพื่อวิเคราะห์ร่าง พรบ....อุทยานแห่งชาติ พ.ศ....พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ....ซึ่งทั้งตนและชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากอุทยานแห่งชาติไทรทองได้รับทราบข้อมูลและเสนอแนะข้อคิดเห็นต่อร่าง พรบ.ดังกล่าว ไปแล้ว

 “ทั้งนี้ตนตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการระดมความคิดเห็น กำหนดจุดยืนและท่าทีของประชาชน และอยู่ในช่วงกรมอุทยานประกาศให้มีการเสนอข้อคิดเห็นในช่วงระหว่างวันที่ 1 - 15 มิ.ย.2560 ซึ่งภาคประชาสังคมกำลังระดมเพื่อเสนอ ประกอบกับร่าง พรบ. 2 ฉบับ เพราะมีปัญหาตั้งแต่กระบวนการยกร่าง ที่ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วม รวมทั้งเนื้อหาในร่างก็มีข้อจำกัด และจะนำไปสู่ปัญหาที่จะส่งผลกระทบต่อ ประชาชนที่อยู่อาศัยในเขตป่า และจะสร้างปัญหากว้างขวางมากต่อประชาชน ซึ่งรัฐต้องรับฟังผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงอย่างละเอียด ไม่ใช่รวบรัดตัดตอน และมาพยายามสกัดกั้นประชาชนไม่ให้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อปกป้องปัญหาผลกระทบความเดือดร้อนในพื้นที่” นิตยากล่าว