ทอ.ยันซื้อเครื่องบินยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง 'ศรีสุวรรณ' เตรียมฟ้องศาล รธน. 20 ก.ค.นี้

โฆษกกองทัพอากาศ จัดซื้อเครื่องบินขับไล่ T-50TH ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ยันซื้อโดยคำนึงถึงหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้าน 'ศรีสุวรรณ' เตรียมฟ้องศาล รธน. 20 ก.ค.นี้

ที่มาภาพ http://rach1968.blogspot.com/2015/09/t-50th.html

13 ก.ค. 2560 จากกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบ การจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ T-50TH ในระยะที่ 2 จำนวน 8 เครื่อง เพื่อให้ครบ 12 เครื่อง วงเงินประมาณ 8,800 ล้านบาทเศษ งบประมาณผูกพัน 3 ปี ให้กับกองทัพอากาศ ซึ่งมีการอนุมัติก่อนหน้านี้ กองทัพอากาศจัดเตรียมงบประมาณไว้แล้ว โดยระยะแรก อนุมัติซื้อไปเมื่อปี 58 จำนวน 4 ลำ ด้าน ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ออกแถลงการณ์คัดค้านและระบุว่าการจัดซื้อเครื่องบินอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 62 ประกอบมาตรา 75 และมาตรา 76

โฆษก ทอ.ยันซื้อเครื่องบินยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ล่าสุดวานนี้ (12 ก.ค.60) กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ รายงานว่า พล.อ.ต.พงษ์ศักดิ์ เสมาชัย ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน กรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ ในฐานะโฆษกกองทัพอากาศ ชี้แจง โครงการจัดซื้อเครื่องบินดังกล่าวว่า ในฐานะที่เราเป็นชาติที่มีเอกราชและอธิปไตย การจัดหายุทโธปกรณ์ของกองทัพที่เหมาะสม เพียงพอ และที่จำเป็นเพื่อใช้ในการป้องกันประเทศ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ทั้งนี้ การดำเนินการสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่กำหนดให้รัฐต้องมีกำลังทหารไว้เพื่อการป้องกันประเทศ และสอดคล้องกับพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 ที่กำหนดให้กองทัพมีหน้าที่ในการเตรียมกำลังและป้องกันราชอาณาจักร 

"ไม่มีทางสรุปง่ายๆ ได้เลยว่าการจัดหายุทโธปกรณ์ของกองทัพเพื่อการป้องกันประเทศเป็นการขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 3 วรรค 2 บัญญัติว่า หน่วยงานของรัฐซึ่งรวมถึงกองทัพอากาศต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม ประกอบมาตรา 52 รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราชอธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขต และเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิ และผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพื่อประโยชน์แห่งการนี้ รัฐต้องจัดให้มีการทหารที่มีประสิทธิภาพ" 

ส่วนที่ศรีสุวรรณระบุว่าการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ขัดต่อหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และสะท้อนว่ารัฐบาลไม่รักษาวินัยทางการเงินการคลังนั้น โฆษกกองทัพอากาศ ชี้แจงว่า โครงการจัดหาเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ขั้นต้นของกองทัพอากาศในครั้งนี้ ได้ดำเนินการโดยคำนึงถึงหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญคือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และความมีภูมิคุ้มกัน 

พล.อ.ต.พงษ์ศักดิ์ ยังยืนยันว่า โครงการดังกล่าวมีความโปร่งใส และมีขั้นตอนที่สามารถตรวจสอบได้ อีกทั้งเป็นไปตามยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ กระทรวงกลาโหม พ.ศ.2555 ซึ่งกำหนดโครงสร้างกำลังรบของกองทัพอากาศให้มีฝูงบินฝึกนักบินขับไล่ขั้นต้น โดยการจัดหาเครื่องบิน T-50TH ในครั้งนี้ จะเข้าประจำการทดแทนเครื่องบินฝึกนักบินขับไล่ขั้นต้นแบบ L-39 (ในฝูงบินเดิม) ซึ่งปัจจุบันได้ทยอยปลดประจำการเนื่องจากครบอายุการใช้งาน หากไม่มีการจัดหาทดแทนจะส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติภารกิจของกองทัพอากาศ 

"การจัดทำงบประมาณประเทศเป็นกระบวนการทางกฎหมาย เรื่องนี้ได้ผ่านขั้นตอนตามกระบวนการจนเป็นรายการตาม พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2560 การจัดทำงบประมาณเป็นไปตามยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณประจำปีของรัฐบาล โดยรายการดังกล่าวมีการวางแผนผูกพันงบประมาณข้ามปี และแบ่งชำระเป็น 4 ปี (พ.ศ.2560 - 2563) เป็นการทยอยจ่ายภายใต้กรอบงบประมาณที่กองทัพอากาศได้รับการจัดสรรในแต่ละปี ตามแผนยุทธศาสตร์เสริมสร้างความมั่นคงฯ ทำให้ไม่สามารถชะลอการจัดซื้อฯ ได้เพราะจะกระทบต่อการฝึกนักบินขับไล่ขั้นต้นของกองทัพอากาศ ส่งผลต่อการเตรียมกำลังกองทัพอากาศเพื่อการป้องกันประเทศตามที่ระบุในรัฐธรรมนูญ" พล.อ.ต.พงษ์ศักดิ์ กล่าว

ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย (ที่มาภาพ เฟซบุ๊ก Srisuwan Janya)

ศรีสุวรรณ เตรียมฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ 20 ก.ค.นี้

ด้าน ศรีสุวรรณ เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย แถลงคัดต้านข้อแถลงดังกล่าวด้วย ดังนี้ 1) การจัดซื้อเครื่องบิน T-50TH ดังกล่าว ไม่สอดคล้องใด ๆ กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 แต่อย่างใด เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติให้ “รัฐต้องมีกำลังทหารไว้เพื่อป้องกันประเทศ” ไม่ได้กำหนดให้ “รัฐต้องจัดให้มีการซื้อเครื่องบิน T-50TH ไว้เพื่อป้องกันประเทศ” แต่อย่างใด อีกทั้ง “การเตรียมกำลัง” ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 นั้น มี “พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497” บัญญัติไว้รองรับชัดเจนอยู่แล้ว ที่กำหนดให้ให้เฉพาะชายที่มีสัญชาติเป็นไทยตามกฎหมายมีหน้าที่ต้องเข้ารับการเกณฑ์เพื่อรับราชการทหารด้วยตนเองทุกคน อันถือได้ว่าเป็น “การเตรียมกำลัง” ไว้ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติโดยชัดแจ้ง ดังนั้น การอ้างรัฐธรรมนูญเพื่อการจัดซื้อเครื่องบิน T-50TH จึงเป็น “การตะแบง” ที่ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด

2) การอ้างมาตรา 3 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ 2560 ว่าหน่วยงานของรัฐซึ่งรวมถึงกองทัพอากาศต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุขของประชาชนโดยรวมนั้น เป็นการกล่าวอ้างโดยไม่คำนึงถึงมาตรา 3 วรรคแรกเสียก่อนที่บัญญัติไว้ชัดเจนว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย” ไม่ใช่อำนาจอธิปไตยเป็นของกองทัพอากาศ หรือของกระทรวงกลาโหม หรือของรัฐบาลฝ่ายบริหารแต่เพียงฝ่ายเดียว ดังนั้นการที่หน่วยงานรัฐจะต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญนั้น กองทัพอากาศควรที่จะต้องไปพิจารณาและปฏิบัติให้เป็นไปตามหมวดที่ 5 ว่าด้วย “หน้าที่ของรัฐ” ในมาตรา 51 มาตรา 53 ประกอบมาตรา 62 และมาตรา 63 ด้วย จึงจะถูกต้อง

3) การอ้างมาตรา 52 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ว่ารัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราชอธิปไตยบูรณภาพแห่งอาณาเขต และเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิ และผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพื่อประโยชน์แห่งการนี้ รัฐต้องจัดให้มีการทหารที่มีประสิทธิภาพนั้น ข้ออ้างดังกล่าวนั้น สอดคล้องกับรูปธรรมที่เกิดขึ้นจริงกับบูรณภาพแห่งอาณาเขต และเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิ และผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐอย่างไร เมื่อเทียบกับ กรณีเขาพระวิหาร กรณีที่มีชาวกัมพูชาเข้ามายึดครองที่ดินทำกินบริเวณหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว กรณีพื้นที่ทับซ้อนแหล่งปิโตรเลียมกลางอ่าวไทย และล่าสุดกรณีการอนุญาตให้สถาปนิก และวิศวกรจีนเข้ามาก่อสร้างและดำเนินการรถไฟความเร็วสูง อย่างไร กองทัพอากาศได้ปฏิบัติหน้าที่สอดคล้องกับกรณีที่เกิดขึ้นอย่างไรบ้าง ทั้งนี้มาตรา 52 ดังกล่าวเป็นการบัญญัติให้ “รัฐต้องจัดให้มีการทหาร การทูต และการข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพ” ไม่ใช่กำหนดให้ “รัฐต้องจัดให้มีการซื้อเครื่องบิน T-50TH ไว้” แต่อย่างใด ซึ่งในยุค 4.0 นี้เขาใช้การทูต และการข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพในการรักษาบูรณภาพแห่งอาณาเขต สิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิ และผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐกันแล้ว ไม่ใช่ “การสะสมอาวุธ” ดังที่กระทรวงกลาโหมกำลังดำเนินการในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา และในรอบ 50 ปีที่ผ่านมากองทัพไทยได้สะสมอาวุธยุทโธปกรณ์มากมายมหาศาลจนเกินจำเป็นแล้ว ยังไม่เพียงพอที่จะใช้ป้องกันประเทศหรือรักษาความมั่นคงแห่งรัฐอีกหรือ ?

4) ข้อกล่าวอ้างที่ว่าการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์สอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ถามหน่อยเถิดว่า สอดคล้องกับหลักความพอประมาณ หลักความมีเหตุผล หลักความโปร่งใส และมีขั้นตอนที่สามารถตรวจสอบได้อย่างไร ประชาชนคนธรรมดาสามารถตรวจสอบกระบวนการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพได้อย่างไร โดยวิธีการใด และยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2555 ที่กล่าวอ้างนั้น กระทรวงกลาโหมได้เปิดโอกาสให้ประชาชนเจ้าของประเทศที่แท้จริงเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดยุทธศาสตร์ ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างไร

แถลงการณ์ สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ระบุด้วยว่า สมาคมฯ จะไปแถลงรายละเอียดและประเด็นการคัดค้านอีกครั้งในวันพุธที่ 19 ก.ค. พ.ศ.2560 เวลา 10.00-12.00 น. ในเวทีอภิปรายสาธารณะ “แก้ปัญหาคอรัปชั่น ชาตินี้หรือชาติหน้า ? (ครั้งฉุกเฉิน 2) ณ ห้องประชุมมูลนิธิ 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว ถ.ราชดำเนิน กรุงเทพฯ และจะนำความไปหาข้อยุติโดยยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในวันพฤหัสที่ 20 ก.ค. 2560 เวลา 10.00 น. ณ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ อาคาร A ศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ กทม.ด้วย