สนช. ผ่านวาระ 3 พ.ร.ป.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ที่ประชุม สนช. ลงมติ 176 เสียง เห็นชอบประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  พร้อมกำหนดให้ศาลพิจารณาคดีลับหลังได้ แก้ปัญหาจำเลยหลบหนี และให้ศาลมีอำนาจรื้อฟื้นคดีได้ตามสมควร

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. เว็บข่าวรัฐสภา รายงานว่า ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นสมควรประกาศให้ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. .... ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว ใช้เป็นกฎหมาย ด้วยคะแนนเสียง 176 เสียง ไม่เห็นด้วยไม่มี และงดออกเสียง 3 เสียง จากผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด 179 คน พร้อมเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการฯ โดยหลังจากนี้จะส่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เพื่อพิจารณาว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่

สำหรับร่างกฎหมายลูกดังกล่าวตราขึ้น เพื่อให้มีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาพิพากษาและการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อาทิ กำหนดให้ศาลพิจารณาคดีลับหลังได้ โดยในการยื่นฟ้องคดีต่อศาลให้อัยการสูงสุด หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหามาศาลในวันฟ้องคดี ขณะในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มาศาล แต่มีหลักฐานชัดว่ามีการออกหมายจับแล้วแต่ยังไม่ได้ตัวมา หรือเหตุที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มาศาลเกิดจากการประวิงคดี หรือไม่มาศาลตามนัดโดยไม่มีเหตุแก้ตัวอันควร ให้ศาลประทับรับฟ้องไว้พิจารณาได้ แม้จะไม่ปรากฏผู้ถูกกล่าวหาต่อหน้าศาล ส่วนกรณีที่ศาลประทับรับฟ้องไว้และศาลได้ส่งหมายเรียกและสำเนาฟ้องให้จำเลยทราบโดยชอบแล้วแต่จำเลยไม่มาศาล ให้ศาลออกหมายจับจำเลย แต่หากไม่สามารถจับจำเลยได้ภายใน 3 เดือนนับแต่วันออกหมายจับ ให้ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีได้โดยไม่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลย ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิ์จำเลยที่จะตั้งทนายความต่อสู้คดีแทนได้ และในกรณีเมื่อคดีตัดสินไปแล้วแต่จำเลยกลับมา หากจำเลยจะขอรื้อฟื้นคดีใหม่ก็สามารถทำได้ แต่ต้องยื่นเสียภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา และให้ศาลมีอำนาจสั่งรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้ตามที่เห็นสมควร โดยคำสั่งของศาลในกรณีเช่นนี้ให้เป็นที่สุด

ขณะที่ มติชนออนไลน์ รายงานด้วยว่า หลังจากที่ สนช. ให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.ป.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในวาระ 3 เป็นที่เรียบร้อย สมาชิก สนช. หลายคนต่างมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า หากร่างกฎหมายดังกล่าวประกาศใช้แล้ว จะส่งผลให้คดีของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกศาลจำหน่ายคดีออกจากสารบบชั่วคราว เนื่องจากทักษิณหลบหนีคดี เช่น คดีแปลงสัมปทานธุรกิจโทรคมนาคมเอื้อประโยชน์ให้บริษัท ชินคอร์ปฯ คดีปล่อยเงินกู้ของธนาคารเพื่อการส่งออกและการนำเข้าแห่งประเทศไทย คดีซุกหุ้นชินคอร์ปฯ โดยศาลสามารถนำคดีมาพิจารณาลับหลังทักษิณได้ ตามมาตรา 26-27 ซึ่งให้ศาลแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสามารถพิจารณาไต่สวนคดีลับหลังจำเลยได้ และรวมไปถึงคดีของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หากมีการหลบหนีก็จะเข้าข่ายตามมาตรา 24/1 ซึ่งระบุว่า หากผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีคดีระหว่างพิจารณาคดีของศาล หรือกรณีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โทษจำเลย แต่จำเลยหลบหนีระหว่างต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษนั้น มิให้นำมาตรา 98 ในประมวลกฎหมายอาญามาบังคับใช้ เพื่อให้มีการหยุดนับอายุความไว้ชั่วคราว จนกว่าจะได้ตัวจำเลยมาลงโทษ 

ด้าน สมชาย เเสวงการ โฆษกคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.ป.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กล่าวว่า กฎหมายดังกล่าวไม่ได้มีเจตนาบังคับใช้กับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ เพราะต้องบังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยจะบังคับใช้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในทุกระดับ รวมทั้งผู้ที่ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระด้วย โดยส่วนที่จะมีการพิจารณาลับหลังจำเลยจะทำได้ก็ต่อเมื่อจำเลยได้หลบหนี และมีการออกหมายจับ เพราะที่ผ่านมาเมื่อเกิดเหตุจำเลยหลบหนีระหว่างพิจารณาคดี จะส่งผลให้ศาลจำเป็นต้องจำหน่ายคดีเป็นการชั่วคราว แต่ตามร่าง พ.ร.ป.ฉบับใหม่นี้ จะช่วยให้ศาลฎีกาฯ สามารถพิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้