FEED - ประชาไท - การเมือง

Syndicate content
Updated: 5 min 16 sec ago

ผมไม่กลัว แต่ผมโกรธ: บันทึกผู้สื่อข่าวผู้ตกเป็นจำเลยคดีประชามติ

Sun, 03/26/2017 - 22:59
!--break--!--break-- p style=text-align: center;img alt= src=https://farm4.staticflickr.com/3894/33532148331_e2422dc345_z_d.jpg style=width: 500px; height: 334px; //p h4br /strongผมชื่อ อ๊อตโต้nbsp; ทวีศักดิ์ เกิดโภคา เป็นชื่อจริง อายุ 25 ปี อาชีพนักข่าว:/strong/h4 pการมีอาชีพผู้สื่อข่าวnbsp; เป็นความฝันของผมตั้งแต่ตอนที่ยังเรียนอยู่ใน สาขาวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมสนใจในประเด็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน และคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา/p pstrongการได้เป็นผู้สื่อข่าวnbsp; จึงเป็นความภูมิใจอย่างหนึ่งในชีวิต เหตุผลเพราะผมเชื่อว่างานที่ผมอาจจะมีส่วนช่วยทำให้สังคมไทยเดินเข้าใกล้หลักการสำคัญที่ถูกยอมรับกันในสากลโลก เช่นหลักการประชาธิปไตย หลักสิทธิมนุษยชน และการเคารพซึ่งกันและกันในฐานะมนุษย์ แม้จะมีความคิดทางการเมืองที่แตกต่างกัน/strong/p pผมเริ่มทำงานเป็นผู้สื่อข่าวที่ ประชาไท ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2557nbsp;nbsp; ในช่วงแรกของการทำงาน ผมได้รับมอบหมายจากกองบรรณาธิการnbsp; ให้ติดตามประเด็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน และการละเมิดสิทธิชุมชน ในด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่หลังจากนั้นในปี 2559 ผมได้รับมอบหมายให้ติดตามข่าวการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในด้านการเมืองเป็นหลัก โดยติดตามทั้งเรื่องการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มนักกิจกรรม การดำเนินคดีกับผู้ต้องหาคดีทางการเมือง และติดตามกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ/p pโดยข่าวที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวในช่วงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญนั้น เป็นภารกิจที่ผมได้รับมอบหมายจากกองบรรณาธิการให้ติดตาม เนื่องจากเป็นประเด็นที่สำคัญมากในทางการเมือง เพราะคือการกำหนดอนาคตของประเทศไทยว่าประเทศเราจะเดินไปในทางใด อย่างน้อยที่สุด 5 ปี และอาจมากที่สุดถึง 20 ปี และแม้รัฐบาล คสช.จะประกาศว่าจะเปิดให้มีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ แต่ในความเป็นจริงแล้วกฎหมายต่างๆ และการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเอง กลับมีลักษณะของความพยายามจำกัดกรอบการรณรงค์ประชามติ สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือการมีผู้ถูกจับกุมดำเนินคดีในช่วงของการเตรียมออกเสียงประชามติมากกว่า 200 คน โดยคนส่วนใหญ่ที่ถูกจับกุมเป็นผู้ที่แสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะ หรือแสดงออกด้วยวิธีการต่างๆ ว่า ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงนักข่าวซึ่งไปทำข่าวอย่างผมยังถูกจับกุมดำเนินคดีไปด้วย/p p style=text-align: center;img alt= src=https://c2.staticflickr.com/8/7757/28154362391_61453904c6_z.jpg style=width: 500px; height: 281px; //p h4strongผมถูกจับกุมระหว่างการปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน:/strong/h4 pเช้าวันที่ 10 กรกฎาคม 2559 กลุ่มนักกิจกรรมขบวนการประชาธิปไตยใหม่ เดินทางไป สภ.บ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี โดยพวกเขาต้องการเดินทางไปเพื่อให้กำลังใจกับชาวบ้าน หรือคนเสื้อแดงในพื้นที่อำเภอบ้านโป่ง ซึ่งถูกเรียกรายงานตัว หลังจากการร่วมกันเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ เพื่อจับตาการรณรงค์ และการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะเกิดขึ้นในเวลานั้น โดยถูกตั้งข้อกล่าวหามั่วสุม และชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบฉบับที่ 3/2558/p pผมอาศัยโดยสารรถไปกับกับกลุ่มนักกิจกรรมฯ เพียงเพื่อจะรายงานข่าวเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำกิจกรรมให้กำลังใจ หรือการรณรงค์ใดๆ ทั้งสิ้น/p pผมถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่อ้างว่า ผมนั่งรถยนตร์คันเดียวกับนักกิจกรรมจึงมีเหตุต้องสงสัยว่าผม เป็นหนึ่งในขบวนการเคลื่อนไหวของนักกิจกรรม แม้ว่าผมจะชี้แจงยืนยันว่าเป็นผู้สื่อข่าวกับเจ้าหน้าที่แล้วก็ตาม ผมถูกสอบปากคำแจ้งข้อกล่าวหา และควบคุมตัวหนึ่งคืนที่ สภ.บ้านโป่ง ก่อนได้รับอนุญาตปล่อยตัวชัวคราวจาก ศาลจังหวัดราชบุรี ด้วยหลักทรัพย์เงินสดจากประชาไท 140,000 บาท/p pstrongผมถูกดำเนินคดีในฐานความผิด ฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 วรรค 2 และ ฝ่าฝืนคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 25 เรื่องการไม่พิมพ์ลายนิ้วมือ ในการสอบสวนในชั้นตำรวจnbsp; เหตุที่ผมไม่ยอมพิมพ์ลายนิ้วมือเนื่องมาจากว่า ผมไม่ยอมรับในกระบวนการสอบสวนตั้งแต่ต้น เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ระบุก่อนหน้านั้นว่า จะจับกุม หรือแจ้งข้อหาอะไรกับผม พวกเขาเพียงแค่บอกว่า เชิญให้ผมไปพูดคุยเพื่อลงบันทึกประจำวันเท่านั้น/strong/p h4 style=text-align: center;img alt= src=https://c1.staticflickr.com/9/8614/28215669465_4178009a3e_c.jpg style=height: 500px; width: 279px; //h4 h4strongผมไม่กลัว แต่ผมโกรธ:/strong/h4 pในตอนที่ถูกจับกุม ผมไม่เคยรู้สึกกลัว เพราะรู้ดีว่า เราไม่ได้ทำอะไรผิด และที่สำคัญที่สุด ผมเองก็เห็นว่านักกิจกรรมที่ผมร่วมนั่งรถมากับพวกเขาด้วยนั้นก็ไม่ได้ทำอะไรผิดเช่นกัน เพียงแค่ในรถของพวกเขามีเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการรณรงค์ประชามติ และสติ๊กเกอร์ VOTE NO เพียงเท่านั้น แน่นอนว่าในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ปกติธรรมดามาก สำหรับการลงประชามติซึ่งต้องมีการรณรงค์ให้ข้อมูล และแสดงออกซึ่งความคิดเห็นอย่างอิสระ แต่สำหรับประเทศไทยเรื่องเหล่านี้กลับอยู่ในสภาวะยกเว้น ซึ่งผมเห็นว่าเป็นการแสดงความกลัวของฝ่ายรัฐที่พยายามควบคุมจำกัดสิทธิ เสรีภาพของประชาชน รวมทั้งเสรีภาพของสื่อ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน/p pความรู้สึกที่เกิดขึ้นในวันที่ถูกจับกุมสำหรับผม มันหลงเหลือเพียงแต่ความโกรธ เราโกรธที่ทุกครั้งที่ผู้นำรัฐบาลพยายามอ้างว่า กำลังนำประเทศกลับคืนสู่ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย แต่ในความเป็นจริงพวกเขากำลังทำให้สิ่งที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง/p pstrongการที่พวกเขาเลือกที่จะจับกุมผมด้วย อาจเป็นหนึ่งในความพยายามควบคุมการนำเสนอข่าวสารที่เกี่ยวข้องการกับรณรงค์ไม่รับร่างรับธรรมนูญ และพยายามแสดงให้สื่อสำนักอื่นได้เห็นว่าโทษของการรายงานเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างไร แต่พวกเขาไม่ประสบความสำเร็จ เพราะหลังจากที่ได้รับการประกันตัวออกมาผมยังคงปฎิบัติหน้าที่รายงานข่าวเช่นเดิม/strong/p pสำหรับการดำเนินการในเรื่องคดีความของผม ได้รับได้การดูแลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ในทุกขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมnbsp; สำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปศาลในแต่ละครั้งผม เช่น ค่าห้องพัก และค่าอาหาร ผมสามารถเบิกจากสำนักข่าวประชาไท เพราะเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นในขณะปฏิบัติหน้าที่/p p style=text-align: center;img alt= src=https://farm3.staticflickr.com/2895/32848869033_4d3814e8c4_z_d.jpg style=width: 500px; height: 375px; /br /span style=color:#000080;em5 จำเลยคดีประชามติบ้านโป่งกับคณะทนายความ/em/span/p pstrongผลกระทบในการทำงานข่าว:/strong/p pผมรู้สึกว่าไม่มีผลกระทบแต่อย่างใด ผมยังคงทำงานได้ตามปกติ แต่ในช่วงแรกๆ หลังจากที่ประกันตัวออกมา ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร เข้ามาตรวจที่สำนักงานโดยมีหมายค้นเพื่อตรวจหาเอกสารต่างๆ ที่อาจจะเกี่ยวข้องกับการรณรงค์ประชามติ แต่เจ้าหน้าที่ไม่พบเอกสารดังกล่าว การเข้ามาของเจ้าหน้าที่อาจจะส่งผลกระทบเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ อาจทำให้พวกเขาตกใจ หรือกลัว แต่ถึงที่สุดไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการทำงานของเราในระยะยาว นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ไม่ชัดเจนอยู่คือ หลังจากที่มีเจ้าหน้าที่มาตรวจค้นที่สำนักงาน คืนวันนั้นผมกลับไปที่หอพัก พบว่ามีรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจจอดอยู่กว่า 3 ชั่วโมง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจมาก่อน แม้ผมจะไม่กลัวต่อการถูกดำเนินคดี แต่ก็ยังคงไม่วางใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับผม เพราะก่อนหน้านี้เคยมีนักศึกษาที่ทำกิจกรรมเดินทางไปยังอุทยานราชภักดิ์เพื่อตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่น และหลังจากถูกจับกุมดำเนินคดีเขาได้ถูกเจ้าหน้าที่ทหาร พาตัวไปโดยไม่แจ้งก่อนว่าจะนำตัวไปที่ใด ก่อนที่จะปล่อยตัวในวันถัดมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการกระทำที่เป็นการข่มขู่ คุกคามอย่างชัดเจน/p pstrongสำหรับการดำเนินคดีกับผู้สื่อข่าวที่ไปรายงานข่าว เรื่องการรณรงค์ประชามติ และผลกระทบจากการออกมาแสดงความคิดเห็นนั้น สำหรับผมถือว่าเป็นเรื่องที่สร้างผลกระทบต่อสิทธิ เสรีภาพของประชาชนอย่างยิ่ง เพราะว่ามันแสดงให้เห็นถึงความพยายามปิดกั้นการรับรู้ของประชาชน และปิดกั้นเสรีภาพในการทำหน้าที่สื่อมวลชนอย่างร้ายแรง เพราะสิ่งที่รัฐทำคือ การสร้างบรรยากาศของความกลัว ท่ามกลางบรรยากาศของการรณรงค์ออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของประเทศ/strong/p pหากเป็นไปได้ สิ่งที่ผมคาดหวังต่อองค์กรสื่อระหว่างประเทศ คงไม่มีอะไรที่มากไปกว่าการช่วยกันบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในช่วงหลังการรัฐประหาร ไม่ใช่แต่เพียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับผม แต่เป็นเรื่องราวการละเมิดสิทธิเสรีภาพ การข่มขู่คุกคาม การใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทั้งในเรื่องการเมือง และในเรื่องอื่นเช่น ปัญหาการจัดการทรัพยากร ปัญหาผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ และเรื่องอื่นๆ อย่างน้อยๆ ก็เป็นการช่วยกันจดจำว่า ในยุครัฐบาล คสช. เกิดอะไรขึ้นบ้างกับประชาชนไทย/p pstrongผมขอขอบคุณเพื่อนสื่อมวลชนทั้งในประเทศและต่างประเทศที่เรียกร้องให้ยุติการดำเนินคดีกับผมนั้นnbsp; แม้ไม่มั่นใจนักว่า รัฐบาลทหารพร้อมที่จะฟังข้อเรียกร้องดังกล่าวหรือไม่ แต่อย่างน้อยที่สุดเป็นการยืนยันหลักการและความสำคัญในเสรีภาพและความปลอดภัยของสื่อมวลชน ซึ่งเป็นหลักประกันต่อสิทธิเสรีภาพประชาชน ในสังคมประชาธิปไตย/strong/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

กวีประชาไท: สถานะ สุดท้าย

Sun, 03/26/2017 - 21:43
!--break--!--break-- p style=text-align: center;img alt= src=https://farm3.staticflickr.com/2869/33205704850_6dc1147d97_z_d.jpg style=width: 500px; height: 281px; //p p style=margin-left: 200px;เกิดบน แผ่นดินไทย ไร้สถานะbr /วิสามัญ เหมือนขยะ ข้างถนนbr /ลาหู่ เรื่องเล่า ของเผ่าชนbr /กลุ่มคน ชนเถื่อน เหมือนไร้รัง/p p style=margin-left: 200px;คนเถื่อน เเละคนไทย ไม่เเตกต่างbr /เมื่ออยู่อย่าง จนตรอกในคอกขังbr /ผู้เรียกร้อง สิทธิ์เสียง เพียงลำพังbr /สิ้นเสียง ปืนดัง ร่างก็ล้ม/p p style=margin-left: 200px;เเม้เมื่อครั้ง ยังมี ซึ่งชีวิตbr /ต่ำต้อย น้อยนิดให้ถุยถ่มbr /กระทืบทิ้ง ยิงตาย ขยายปมbr /ข้อหาถม-ผสมน้ำลายใส่วิญญาณ/p p style=margin-left: 200px;ใครเล่า จักสู้ เพื่อรู้ความจริงbr /เมื่อผู้ยิง รู้เห็น เป็นทหารbr /เจ้านาย ปกป้อง ลูกน้องพาลbr /เสียงพยาน สั่นคร้าม ด้วยความกลัว/p p style=margin-left: 200px;ทั้งคนเถื่อน คนไทย ใต้อำนาจbr /ชะตากรรม กระหน่ำฆาต ฟาดบนหัวbr /เมื่อคนดีnbsp; คุยจ้อ ออโต้รัวbr /ทุกความชั่ว กระชับโยน ใส่คนตาย/p p style=margin-left: 200px;เพราะเราต่าง กำเนิด เกิดผิดที่br /สัญชาติมี หรือไม่ ไร้ความหมายbr /เสรีภาพ ถูกคนโฉด ฆ่าโหดร้ายbr /สถานะ สุดท้าย ตายสังเวย!!!/p h4 style=margin-left: 200px;strong# RIP ชัยภูมิ/strong/h4 pnbsp;/p div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

เมื่อคนตาย เราควรฟังเสียงใคร?

Sun, 03/26/2017 - 19:30
!--break--!--break-- p style=text-align: center;img alt= src=https://farm3.staticflickr.com/2887/33501858142_972b1b78ff_z_d.jpg style=width: 500px; height: 334px; //p pจากเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่รัฐได้กระทำการวิสามัญคุณชัยภูมิ ป่าแส ชวนให้นึกถึงเรื่องราวในเหตุการณ์จังหวัดชายแดนใต้ และอยากหยิบยกเล่าถึงเหตุการณ์และประสบการณ์ที่ได้พบเจอ เพื่อเปรียบเทียบในบางประเด็นกับปรากฎการณ์ความตายของคุณชัยภูมิ ป่าแส/p h4 style=text-align: center;br /strong(1)/strong/h4 pอยากชวนย้อนไปวันพุธที่ 13 ก.พ. 2556 หลังจากมีการปะทะกันในเขตฐานปฎิบัติการนาวิกโยธิน อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เป็นการปะทะที่ทำให้ฝ่ายผู้ก่อการติดอาวุธจำนวน 16 คน ได้เสียชีวิตทันที นับว่าเป็นการปะทะครั้งใหญ่ที่สุดที่มีผู้เสียชีวิตเป็นฝ่ายกลุ่มขบวนการอย่างชัดเจน มีอาวุธครบมือ หลายฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคงถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่ประสบความสำเร็จอย่างไม่เคยมาก่อนหน้านี้/p pหากทว่าภายในวันเดียวกันหลังจากเกิดเหตุการณ์ นาวาเอก สมเกียรติ ผลประยูร (ยศในขณะนั้น) ได้กล่าวว่า 16 คนที่เสียชีวิตไม่ใช่ชัยชนะของเจ้าหน้าที่ ไม่เคยมีชัยชนะจากความสูญเสียของผู้คนในแผ่นดินเดียวกัน ในทุกกรณีที่ผ่านมา/p pbr /และหลังจากนั้นนาวาเอก สมเกียรติ ได้ตอบคำถามสื่อต่างๆจำนวนมาก โดยได้ให้สัมภาษณ์ทางวิทยุ ทีวี ด้วยท่าทีอ่อนน้อมและย้ำตลอดเวลาว่า การมีคนตายไม่ใช่เรื่องชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นการสูญเสียร่วมกัน/p pการแสดงออกดังกล่าวได้มีผลในทางระงับการแสดงความรู้สึกสะใจของกองเชียร์ หรือผู้ที่ไม่ได้อยู่ในสนามรบจริง และช่วยในการบรรเทาความรู้สึกโกรธแค้นของครอบครัว ท่าทีข้างต้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและถือว่าได้ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ไปได้บางส่วน/p pผมเข้าใจเอาเองว่า นี้คงไม่ใช่ระบบทหารแน่ๆ แต่เป็นทักษะเฉพาะบุคคลของ นาวาเอก สมเกียรติ ผลประยูร ที่รู้จักสื่อสารกับสังคมโดยเฉพาะหลังจากมีคนตายจากเหตุการณ์ปะทะครั้งใหญ่ และหลังจากเหตุการณ์ไม่ประมาณไมเกินหนึ่งสัปดาห์เห็นจะได้ นาวาเอกสมเกียรติก็ได้ต้อนรับเดินทางมางานเสวนาที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีnbsp; เพื่อร่วมกันงานเสวนาเกี่ยวกับเหตุการณ์ข้างต้นต่อหน้าผู้ฟังทั้งคนมลายูและคนพุทธ เจ้าหน้าที่รัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนในพื้นที่มาร่วมงานแน่นห้องประชุมใหญ่/p pหลายคนได้ให้ความสนใจต่อการพูดของ นาวาเอก สมเกียรติ ที่เป็นมือปราบ 16 ศพ หากทว่าวันนั้นเป็นการพูดโดยไม่มีท่าทีถึงการแสดงความสำเร็จจากการปะทะข้างต้น แต่กลับย้ำว่า หากจับเป็นได้ผมอยากจะจับเป็นเพื่อจะได้คุยกับพวกเขา และยอมรับว่าขบวนการที่ต่อสู้ที่ปะทะด้วยกันคงไม่ใช้พวกที่ติดยาเสพติดแน่ๆ เพราะการโจมตีเป็นระบบที่ผ่านมาฝึกมาอย่างดี/p pทำให้บรรยากาศคลี่คลายไปในทิศทางที่เข้าใจได้เป็นการปฎิบัติการของเจ้าหน้าที่ ชาวบ้านที่มาร่วมงานทุกคนก็ยอมรับฟังคำอธิบายที่ตรงไปตรงมาและให้เกียรติแก่ผู้ตาย โดยเหตุการณ์ครั้งนั้นไม่มีฝ่ายใดออกมาพูดจาโจมตีทหารหรือตั้งข้อสงสัยใดๆเลย/p pมันช่างแตกต่างกับกรณีความตายของชัยภูมิ ป่าแส ที่เจ้าหน้าที่ได้ออกมาให้ความเห็นโดยไม่มีท่าทีเสียใจและปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมทำงานอย่างโปร่งใส ทั้งเรื่องของพยานหลักฐานและการตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเข้ามาตรวจสอบ/p pการที่แม่ทัพภาคที่ 3 ออกมากล่าวว่า ปกติการตัดสินใจของน้องพลทหารเขายิงเพียงนัดเดียว ขณะที่เขาทำท่าขว้างระเบิด ถ้าเป็นผม ณ. เวลานั้นอาจกดออโต้ได้” เป็นปฎิกริยาและคำพูดที่ตัดสินไปแล้วว่าอีกฝ่ายมีระเบิดอย่างแน่นอน หากทว่าปราศจากการเคารพและให้เกียรติแก่ญาติ พี่น้อง และเพื่อนฝูงของผู้ตาย/p pคงต้องกล่าวตรงๆทำให้ผมนึกถึงประโยคจากภาพยนตร์เรื่อง 2499 อันธพาลครองเมือง ที่ว่า ถ้าคิดจะยิงใคร ต้องยิงแม่งให้ตาย ถ้าแม่งไม่ตาย เราตาย — หมู่เชียร พูดกับแดง ไบเลย์/p pbr /strongฟังแล้วเหมือนจะทำให้ข้อเท็จเกี่ยวกับความตาย หายไปด้วยการกดออโต้nbsp; โดยไม่กล่าวถึงสิ่งที่สำคัญคือ การให้ความยุติธรรมแก่ผู้ตาย และมากกว่านั้นที่ไม่ได้ยินประโยคที่สำคัญคือ คำขอโทษและเสียใจที่มีคนตาย จากการปฎิบัติการของเจ้าหน้าที่/strong/p h4 style=text-align: center;br /strong(2)/strong/h4 pหลังจากเหตุการณ์การเสียชีวิตจำนวน 16 คน ทางผมและคณะได้เข้าไปดูในเขตฐานปฎิบัติการของฝ่ายทหารที่เกิดการปะทะขึ้นและได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้ว ก็ต้องเดินทางกลับเพราะดวงอาทิตย์กำลังหมดแสง และอีกประการคือ ได้มีคำสั่งออกประกาศให้เป็นพื้นที่กฎอัยการศึก สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดภัยอันตรายหากขับรถกลางคืนกลับจังหวัดปัตตานี เพราะในใจคาดเดาว่าจะมีการปะทะรอบดึกอีกรอบ/p pขณะขับรถออกจากฐานทหาร ระหว่างทางได้พบบ้านหลังหนึ่งมีชาวบ้านรวมอยู่เป็นจำนวนมาก ทางเราจึงได้ชะลอรถถามว่า มีอะไรเกิดขึ้น ชาวบ้านก็ตอบว่า มาเยี่ยมบ้านคนที่ตาย นี่คือบ้านหนึ่งใน 16 ศพ ทางเราก็สอบถามว่าจะขอลงไปเยี่ยมได้ไหม ชาวบ้านก็ยินดี/p pหลังจากแนะนำตัวเพื่อให้รู้ว่าเป็นใครมาจากไหนเป็นที่เรียบร้อยnbsp; ผมและกลุ่มคณะที่ลงพื้นที่ด้วยอีก 3 คนก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับพ่อแม่ของผู้ตาย ตามบันทึกสั้นๆ ในสมุดบันทึกโน๊ต และความทรงจำอันเลือนลางในรายละเอียด แต่ยังชัดเจนในใจความสำคัญ/p p style=text-align: center;img alt= src=https://farm3.staticflickr.com/2816/33501857412_b5077354f4_z_d.jpg style=width: 500px; height: 334px; //p pพ่อและแม่ของผู้ตายได้สลับกันพูดเรื่องราวเกี่ยวกับลูกของเขาว่า ลูกชายมีนิสัยเป็นคนขี้กลัว เพราะรู้จักลูกเขาดี จึงไม่คิดว่าจะกล้าตัดสินใจสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐได้ ผู้เป็นพ่อเล่าให้ฟังว่า หลังจากที่ลูกกลับมาจากการเป็นทหารเกณฑ์ ก็มาอยู่บ้าน และได้ช่วยที่บ้านทำงานกรีดยาง รับจ้างต่างๆ แต่ก็ไม่พอกิน ลูกเขาก็เลยตัดสินใจไปหางานในตัวเมืองจังหวัดนราธิวาส และช่วงระหว่างหางานก็ได้ขับมอเตอร์ไซด์ผ่านด่านตรวจทางเข้าหมู่บ้านตลอด ลูกของเขาได้เล่าให้ฟังว่า เขาอึดอัดมากที่ต้องโดนตรวจตลอดเวลา โดยโดนเจ้าหน้าที่ถามซ้ำๆ ว่าไปไหน ไปทำอะไร จนถึงขั้นโดนแกล้ง เช่นโดนตบหัว โดนซักถามนานๆ จนบางครั้งก็ไม่ทันเวลาละหมาด หลายครั้งที่ผู้เป็นพ่อได้เห็นลูกของเขาร้องไห้ด้วยความกลัวและความอึดอัด จากการโดนตรวจบ่อยครั้ง แต่ผู้เป็นพ่อก็คิดว่าไม่มีอะไร เพราะเขาบอกว่าเขารู้จักลูกชายของเขาดี ว่าเป็นเด็กขี้กลัว แม้จะอายุยี่สิบต้นๆ แล้วก็ตาม จึงไม่ได้คิดอะไรมาก/p pหลังจากนั้นไม่นานลูกของเขาก็เปลี่ยนไป และหายตัวไปจากบ้านบ่อยๆ เป็นเวลานาน เป็นเวลาเกือบสองปี มีบางครั้งที่กลับมาที่บ้านบ้าง แต่ก็อยู่ไม่นานnbsp; ครั้งสุดท้ายที่เจอเป็นช่วงกลางคืน ก่อนเกิดเหตุการณ์หนึ่งสัปดาห์nbsp; ลูกชายของเขาได้มาบอกว่าจะมีงานใหญ่ที่ต้องทำ และทนไม่ไหวแล้วกับเรื่องที่ผ่านมา แต่นั้นคือเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เจอ ก่อนจะมาเจอศพที่ฐานปฎิบัติการทหาร ในเช้าวันที่ 13 ก.พ. ที่เป็นหนึ่งใน 16 ศพที่เสียชีวิต/p pผมและคณะที่ไปด้วยได้ถามไถ่ด้วยความห่วงใยว่าเสียใจมากไหม ทางผู้เป็นมารดาก็บอกว่าเสียใจที่รู้ว่าตาย แต่มันก็ยุติธรรมแล้ว เพราะลูกของเขาเลือกเส้นทางที่ไปใช้อาวุธ และทหารเขาก็ป้องกันตัว ไม่ได้ติดใจอะไร/p pหลังจากฟังคำพูดของผู้เป็นพ่อเป็นแม่ที่ต้องสูญเสียลูกชายไป มันเป็นความรู้สึกเหมือนกับว่าไม่ได้สนทนาแค่เพียงระหว่างคณะผมกับพ่อและแม่ของผู้ตาย เพราะในการสนทนาก็จะมีชาวบ้านมามุงดูแน่นทั้งในบ้านและบริเวณรอบๆ บ้าน การสนทนาใช้ภาษามลายู โชคดีที่วันนั้นมีล่ามช่วยแปลภาษาให้ ทุกๆ คำตอบจะมีสายตาชาวบ้านจับจ้องและสนใจมาก อาจจะเป็นเพราะทุกคนที่นั้นอยากทราบความจริงและความรู้สึกจากปากของคนที่ต้องสูญเสียลูกชายไป/p pระหว่างทางกลับ บริเวณข้างทางมืด เงียบสงัดและบรรยากาศเย็นยะเยือกสอดรับกับการประกาศกฎอัยการศึกของรัฐบาลnbsp; สายตาผมมองออกไปข้างทางเห็นด่านตรวจบนถนน แต่ไม่มีทหารประจำการ เห็นแต่แท่งปูนสี่เหลี่ยมและเศษไม้ท่อนขนาดกลางที่ถูกประกอบขึ้นเป็นสิ่งกีดขวางทางเพื่อชะลอความเร็วรถ วางสลับกันไปมา เป้าหมายเพื่อให้คนขับรถชะลอความเร็วและใช้ทักษะในการประคองรถหลบซ้ายและขวา/p pแต่ก็อีกนั้นแหละ คำถามจึงโผล่ขึ้นมาว่า จะมีนักรบและกลุ่มขบวนการต่อสู้ใดที่ใช้ถนนสายหลักทางเข้าหมู่บ้านในการลำเลียงอาวุธหรือเสบียง เพราะดูจากสายตาประมาณสองร้อยเมตร ก็จะเห็นมาว่ามีด่านตรวจ ยิ่งเป็นนักรบในพื้นที่แล้วย่อมเจนจัดเส้นทางกว่าเจ้าหน้าที่ที่มาประจำการชั่วครั้งชั่วคราว/p pพูดก็พูดเถอะ มาถึงตรงนี้ก็ทำให้นึกถึงข้อเสนอของคุณภัควดี วีระภาสพงษ์ ที่เคยเขียนในบทความ a href=https://prachatai.com/journal/2015/05/59480ถ้าข้าพเจ้าเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย ข้าพเจ้าจะปฎิรูปกองทัพ/anbsp;ข้อเสนอข้างต้นจะทำให้กองทัพมีประสิทธิภาพทั้งด้านการรบและทักษะอยู่ร่วมกับประชาชนจำนวนมากในประเทศไทย เพราะรัฐ/ชาติย่อมต้องการทหารเป็นกองทัพแน่ๆ แต่รัฐ/ชาติจะอยู่ได้อย่างไรหากประชาชนไม่มีสิทธิทวงถามสาเหตุของการตายภายใต้กระบวนการยุติธรรมที่เชื่อมั่นและใว้ใจได้ และความตายของชัยภูมิก็เช่นกัน มันคือบทพิสูจน์ศักดิ์ศรีความเป็นคนเท่ากันของสังคมนี้ ความจริงและความยุติธรรมย่อมเป็นเครื่องหมายของสังคมที่มีอารยะ/p pstrongหากถามหาความยุติธรรมไม่เจอแล้ว ก็คงต้องจบด้วยประโยคจากภาพยนตร์ 2499 อันธพาลครองเมือง ที่ว่า แถวนี้แม่งเถื่อน บอกตรงๆนะถ้าไม่แน่จริงอยู่ไม่ได้ — หมู่เชียร พูดกับแดง ไบเลย์/strong/p pnbsp;/p pstrongหมายเหตุ:/strong เผยแพร่ครั้งแรกในnbsp;a href=http://www.pataniforum.com/single.php?id=681pataniforum.com/a/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

เมื่อคนตาย เราควรฟังเสียงใคร?

Sun, 03/26/2017 - 19:30
!--break--!--break-- p style=text-align: center;img alt= src=https://farm3.staticflickr.com/2887/33501858142_972b1b78ff_z_d.jpg style=width: 500px; height: 334px; //p pจากเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่รัฐได้กระทำการวิสามัญคุณชัยภูมิ ป่าแส ชวนให้นึกถึงเรื่องราวในเหตุการณ์จังหวัดชายแดนใต้ และอยากหยิบยกเล่าถึงเหตุการณ์และประสบการณ์ที่ได้พบเจอ เพื่อเปรียบเทียบในบางประเด็นกับปรากฎการณ์ความตายของคุณชัยภูมิ ป่าแส/p h4 style=text-align: center;br /strong(1)/strong/h4 pอยากชวนย้อนไปวันพุธที่ 13 ก.พ. 2556 หลังจากมีการปะทะกันในเขตฐานปฎิบัติการนาวิกโยธิน อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เป็นการปะทะที่ทำให้ฝ่ายผู้ก่อการติดอาวุธจำนวน 16 คน ได้เสียชีวิตทันที นับว่าเป็นการปะทะครั้งใหญ่ที่สุดที่มีผู้เสียชีวิตเป็นฝ่ายกลุ่มขบวนการอย่างชัดเจน มีอาวุธครบมือ หลายฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคงถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่ประสบความสำเร็จอย่างไม่เคยมาก่อนหน้านี้/p pหากทว่าภายในวันเดียวกันหลังจากเกิดเหตุการณ์ นาวาเอก สมเกียรติ ผลประยูร (ยศในขณะนั้น) ได้กล่าวว่า 16 คนที่เสียชีวิตไม่ใช่ชัยชนะของเจ้าหน้าที่ ไม่เคยมีชัยชนะจากความสูญเสียของผู้คนในแผ่นดินเดียวกัน ในทุกกรณีที่ผ่านมา/p pbr /และหลังจากนั้นนาวาเอก สมเกียรติ ได้ตอบคำถามสื่อต่างๆจำนวนมาก โดยได้ให้สัมภาษณ์ทางวิทยุ ทีวี ด้วยท่าทีอ่อนน้อมและย้ำตลอดเวลาว่า การมีคนตายไม่ใช่เรื่องชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นการสูญเสียร่วมกัน/p pการแสดงออกดังกล่าวได้มีผลในทางระงับการแสดงความรู้สึกสะใจของกองเชียร์ หรือผู้ที่ไม่ได้อยู่ในสนามรบจริง และช่วยในการบรรเทาความรู้สึกโกรธแค้นของครอบครัว ท่าทีข้างต้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและถือว่าได้ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ไปได้บางส่วน/p pผมเข้าใจเอาเองว่า นี้คงไม่ใช่ระบบทหารแน่ๆ แต่เป็นทักษะเฉพาะบุคคลของ นาวาเอก สมเกียรติ ผลประยูร ที่รู้จักสื่อสารกับสังคมโดยเฉพาะหลังจากมีคนตายจากเหตุการณ์ปะทะครั้งใหญ่ และหลังจากเหตุการณ์ไม่ประมาณไมเกินหนึ่งสัปดาห์เห็นจะได้ นาวาเอกสมเกียรติก็ได้ต้อนรับเดินทางมางานเสวนาที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีnbsp; เพื่อร่วมกันงานเสวนาเกี่ยวกับเหตุการณ์ข้างต้นต่อหน้าผู้ฟังทั้งคนมลายูและคนพุทธ เจ้าหน้าที่รัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนในพื้นที่มาร่วมงานแน่นห้องประชุมใหญ่/p pหลายคนได้ให้ความสนใจต่อการพูดของ นาวาเอก สมเกียรติ ที่เป็นมือปราบ 16 ศพ หากทว่าวันนั้นเป็นการพูดโดยไม่มีท่าทีถึงการแสดงความสำเร็จจากการปะทะข้างต้น แต่กลับย้ำว่า หากจับเป็นได้ผมอยากจะจับเป็นเพื่อจะได้คุยกับพวกเขา และยอมรับว่าขบวนการที่ต่อสู้ที่ปะทะด้วยกันคงไม่ใช้พวกที่ติดยาเสพติดแน่ๆ เพราะการโจมตีเป็นระบบที่ผ่านมาฝึกมาอย่างดี/p pทำให้บรรยากาศคลี่คลายไปในทิศทางที่เข้าใจได้เป็นการปฎิบัติการของเจ้าหน้าที่ ชาวบ้านที่มาร่วมงานทุกคนก็ยอมรับฟังคำอธิบายที่ตรงไปตรงมาและให้เกียรติแก่ผู้ตาย โดยเหตุการณ์ครั้งนั้นไม่มีฝ่ายใดออกมาพูดจาโจมตีทหารหรือตั้งข้อสงสัยใดๆเลย/p pมันช่างแตกต่างกับกรณีความตายของชัยภูมิ ป่าแส ที่เจ้าหน้าที่ได้ออกมาให้ความเห็นโดยไม่มีท่าทีเสียใจและปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมทำงานอย่างโปร่งใส ทั้งเรื่องของพยานหลักฐานและการตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเข้ามาตรวจสอบ/p pการที่แม่ทัพภาคที่ 3 ออกมากล่าวว่า ปกติการตัดสินใจของน้องพลทหารเขายิงเพียงนัดเดียว ขณะที่เขาทำท่าขว้างระเบิด ถ้าเป็นผม ณ. เวลานั้นอาจกดออโต้ได้” เป็นปฎิกริยาและคำพูดที่ตัดสินไปแล้วว่าอีกฝ่ายมีระเบิดอย่างแน่นอน หากทว่าปราศจากการเคารพและให้เกียรติแก่ญาติ พี่น้อง และเพื่อนฝูงของผู้ตาย/p pคงต้องกล่าวตรงๆทำให้ผมนึกถึงประโยคจากภาพยนตร์เรื่อง 2499 อันธพาลครองเมือง ที่ว่า ถ้าคิดจะยิงใคร ต้องยิงแม่งให้ตาย ถ้าแม่งไม่ตาย เราตาย — หมู่เชียร พูดกับแดง ไบเลย์/p pbr /strongฟังแล้วเหมือนจะทำให้ข้อเท็จเกี่ยวกับความตาย หายไปด้วยการกดออโต้nbsp; โดยไม่กล่าวถึงสิ่งที่สำคัญคือ การให้ความยุติธรรมแก่ผู้ตาย และมากกว่านั้นที่ไม่ได้ยินประโยคที่สำคัญคือ คำขอโทษและเสียใจที่มีคนตาย จากการปฎิบัติการของเจ้าหน้าที่/strong/p h4 style=text-align: center;br /strong(2)/strong/h4 pหลังจากเหตุการณ์การเสียชีวิตจำนวน 16 คน ทางผมและคณะได้เข้าไปดูในเขตฐานปฎิบัติการของฝ่ายทหารที่เกิดการปะทะขึ้นและได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้ว ก็ต้องเดินทางกลับเพราะดวงอาทิตย์กำลังหมดแสง และอีกประการคือ ได้มีคำสั่งออกประกาศให้เป็นพื้นที่กฎอัยการศึก สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดภัยอันตรายหากขับรถกลางคืนกลับจังหวัดปัตตานี เพราะในใจคาดเดาว่าจะมีการปะทะรอบดึกอีกรอบ/p pขณะขับรถออกจากฐานทหาร ระหว่างทางได้พบบ้านหลังหนึ่งมีชาวบ้านรวมอยู่เป็นจำนวนมาก ทางเราจึงได้ชะลอรถถามว่า มีอะไรเกิดขึ้น ชาวบ้านก็ตอบว่า มาเยี่ยมบ้านคนที่ตาย นี่คือบ้านหนึ่งใน 16 ศพ ทางเราก็สอบถามว่าจะขอลงไปเยี่ยมได้ไหม ชาวบ้านก็ยินดี/p pหลังจากแนะนำตัวเพื่อให้รู้ว่าเป็นใครมาจากไหนเป็นที่เรียบร้อยnbsp; ผมและกลุ่มคณะที่ลงพื้นที่ด้วยอีก 3 คนก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับพ่อแม่ของผู้ตาย ตามบันทึกสั้นๆ ในสมุดบันทึกโน๊ต และความทรงจำอันเลือนลางในรายละเอียด แต่ยังชัดเจนในใจความสำคัญ/p p style=text-align: center;img alt= src=https://farm3.staticflickr.com/2816/33501857412_b5077354f4_z_d.jpg style=width: 500px; height: 334px; //p pพ่อและแม่ของผู้ตายได้สลับกันพูดเรื่องราวเกี่ยวกับลูกของเขาว่า ลูกชายมีนิสัยเป็นคนขี้กลัว เพราะรู้จักลูกเขาดี จึงไม่คิดว่าจะกล้าตัดสินใจสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐได้ ผู้เป็นพ่อเล่าให้ฟังว่า หลังจากที่ลูกกลับมาจากการเป็นทหารเกณฑ์ ก็มาอยู่บ้าน และได้ช่วยที่บ้านทำงานกรีดยาง รับจ้างต่างๆ แต่ก็ไม่พอกิน ลูกเขาก็เลยตัดสินใจไปหางานในตัวเมืองจังหวัดนราธิวาส และช่วงระหว่างหางานก็ได้ขับมอเตอร์ไซด์ผ่านด่านตรวจทางเข้าหมู่บ้านตลอด ลูกของเขาได้เล่าให้ฟังว่า เขาอึดอัดมากที่ต้องโดนตรวจตลอดเวลา โดยโดนเจ้าหน้าที่ถามซ้ำๆ ว่าไปไหน ไปทำอะไร จนถึงขั้นโดนแกล้ง เช่นโดนตบหัว โดนซักถามนานๆ จนบางครั้งก็ไม่ทันเวลาละหมาด หลายครั้งที่ผู้เป็นพ่อได้เห็นลูกของเขาร้องไห้ด้วยความกลัวและความอึดอัด จากการโดนตรวจบ่อยครั้ง แต่ผู้เป็นพ่อก็คิดว่าไม่มีอะไร เพราะเขาบอกว่าเขารู้จักลูกชายของเขาดี ว่าเป็นเด็กขี้กลัว แม้จะอายุยี่สิบต้นๆ แล้วก็ตาม จึงไม่ได้คิดอะไรมาก/p pหลังจากนั้นไม่นานลูกของเขาก็เปลี่ยนไป และหายตัวไปจากบ้านบ่อยๆ เป็นเวลานาน เป็นเวลาเกือบสองปี มีบางครั้งที่กลับมาที่บ้านบ้าง แต่ก็อยู่ไม่นานnbsp; ครั้งสุดท้ายที่เจอเป็นช่วงกลางคืน ก่อนเกิดเหตุการณ์หนึ่งสัปดาห์nbsp; ลูกชายของเขาได้มาบอกว่าจะมีงานใหญ่ที่ต้องทำ และทนไม่ไหวแล้วกับเรื่องที่ผ่านมา แต่นั้นคือเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เจอ ก่อนจะมาเจอศพที่ฐานปฎิบัติการทหาร ในเช้าวันที่ 13 ก.พ. ที่เป็นหนึ่งใน 16 ศพที่เสียชีวิต/p pผมและคณะที่ไปด้วยได้ถามไถ่ด้วยความห่วงใยว่าเสียใจมากไหม ทางผู้เป็นมารดาก็บอกว่าเสียใจที่รู้ว่าตาย แต่มันก็ยุติธรรมแล้ว เพราะลูกของเขาเลือกเส้นทางที่ไปใช้อาวุธ และทหารเขาก็ป้องกันตัว ไม่ได้ติดใจอะไร/p pหลังจากฟังคำพูดของผู้เป็นพ่อเป็นแม่ที่ต้องสูญเสียลูกชายไป มันเป็นความรู้สึกเหมือนกับว่าไม่ได้สนทนาแค่เพียงระหว่างคณะผมกับพ่อและแม่ของผู้ตาย เพราะในการสนทนาก็จะมีชาวบ้านมามุงดูแน่นทั้งในบ้านและบริเวณรอบๆ บ้าน การสนทนาใช้ภาษามลายู โชคดีที่วันนั้นมีล่ามช่วยแปลภาษาให้ ทุกๆ คำตอบจะมีสายตาชาวบ้านจับจ้องและสนใจมาก อาจจะเป็นเพราะทุกคนที่นั้นอยากทราบความจริงและความรู้สึกจากปากของคนที่ต้องสูญเสียลูกชายไป/p pระหว่างทางกลับ บริเวณข้างทางมืด เงียบสงัดและบรรยากาศเย็นยะเยือกสอดรับกับการประกาศกฎอัยการศึกของรัฐบาลnbsp; สายตาผมมองออกไปข้างทางเห็นด่านตรวจบนถนน แต่ไม่มีทหารประจำการ เห็นแต่แท่งปูนสี่เหลี่ยมและเศษไม้ท่อนขนาดกลางที่ถูกประกอบขึ้นเป็นสิ่งกีดขวางทางเพื่อชะลอความเร็วรถ วางสลับกันไปมา เป้าหมายเพื่อให้คนขับรถชะลอความเร็วและใช้ทักษะในการประคองรถหลบซ้ายและขวา/p pแต่ก็อีกนั้นแหละ คำถามจึงโผล่ขึ้นมาว่า จะมีนักรบและกลุ่มขบวนการต่อสู้ใดที่ใช้ถนนสายหลักทางเข้าหมู่บ้านในการลำเลียงอาวุธหรือเสบียง เพราะดูจากสายตาประมาณสองร้อยเมตร ก็จะเห็นมาว่ามีด่านตรวจ ยิ่งเป็นนักรบในพื้นที่แล้วย่อมเจนจัดเส้นทางกว่าเจ้าหน้าที่ที่มาประจำการชั่วครั้งชั่วคราว/p pพูดก็พูดเถอะ มาถึงตรงนี้ก็ทำให้นึกถึงข้อเสนอของคุณภัควดี วีระภาสพงษ์ ที่เคยเขียนในบทความ a href=https://prachatai.com/journal/2015/05/59480ถ้าข้าพเจ้าเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย ข้าพเจ้าจะปฎิรูปกองทัพ/anbsp;ข้อเสนอข้างต้นจะทำให้กองทัพมีประสิทธิภาพทั้งด้านการรบและทักษะอยู่ร่วมกับประชาชนจำนวนมากในประเทศไทย เพราะรัฐ/ชาติย่อมต้องการทหารเป็นกองทัพแน่ๆ แต่รัฐ/ชาติจะอยู่ได้อย่างไรหากประชาชนไม่มีสิทธิทวงถามสาเหตุของการตายภายใต้กระบวนการยุติธรรมที่เชื่อมั่นและใว้ใจได้ และความตายของชัยภูมิก็เช่นกัน มันคือบทพิสูจน์ศักดิ์ศรีความเป็นคนเท่ากันของสังคมนี้ ความจริงและความยุติธรรมย่อมเป็นเครื่องหมายของสังคมที่มีอารยะ/p pstrongหากถามหาความยุติธรรมไม่เจอแล้ว ก็คงต้องจบด้วยประโยคจากภาพยนตร์ 2499 อันธพาลครองเมือง ที่ว่า แถวนี้แม่งเถื่อน บอกตรงๆนะถ้าไม่แน่จริงอยู่ไม่ได้ — หมู่เชียร พูดกับแดง ไบเลย์/strong/p pnbsp;/p pstrongหมายเหตุ:/strong เผยแพร่ครั้งแรกในnbsp;a href=http://www.pataniforum.com/single.php?id=681pataniforum.com/a/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

นักเศรษฐศาสตร์ชี้ภาษีที่ดินช่วยท้องถิ่นเก็บภาษีได้ถึง 38,000 ล้าน

Sun, 03/26/2017 - 18:11
divคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต ชี้ผลของการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ทำให้ลดความเสี่ยงทางการคลังได้ในระยะ 3-5 ปี แต่ต้องเริ่มต้นจัดเก็บภายในปีหน้าเป็นอย่างช้า ปีแรกได้ภาษีไม่ต่ำกว่า 38,000 ล้านบาทให้แก่ท้องถิ่น เพิ่มความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำและการกระจุกตัวของการถือครองที่ดินในไทย/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div26 มี.ค. 2560 ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ให้ความเห็นต่อผลของการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะเป็นผลดีอย่างมากต่อการใช้ที่ดินให้มีประสิทธิภาพและเป็นผลบวกต่ออุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาว nbsp;ส่วนระยะสั้นและระยะปานกลางทำให้ต้นทุนและภาระภาษีของธุรกิจอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นแต่ผลกระทบจะเป็นเช่นใดขึ้นอยู่กับระบบประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ภาษีที่ดินจะทำให้ประเทศลดความเสี่ยงทางการคลังได้ในระยะ 3-5 ปีข้างหน้าแต่ต้องเริ่มต้นจัดเก็บภายในปีหน้าเป็นอย่างช้า โดยในปีแรกจะทำให้มีรายได้จากภาษีไม่ต่ำกว่า 38,000-40,000 ล้านบาทกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเมื่อบวกกับภาษีโรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่จะมีรายได้ประมาณ 64,000-65,000 ล้านบาท พระราชบัญญัติที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ปี พ.ศ. 2560 นี้จะมาแทนที่กฎหมายภาษีโรงเรือน (ซึ่งซ้ำซ้อนกับภาษีเงินได้และขึ้นกับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ) และภาษีบำรุงท้องที่ (มีการลดหย่อนมากและอัตราภาษีถดถอย มีรายได้ภาษีเพียง 700 ล้านบาทต่อปี)nbsp;/div divnbsp;/div divผลกระทบของภาษีต่อกองทุนอสังหาริมทรัพย์จากการประเมินเบื้องต้นยังมีจำกัด กองทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภทโรงแรม น่าจะได้รับผลกระทบจากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมากที่สุด เนื่องจากในปัจจุบันโรงแรมจ่ายภาษีโรงเรือนอยู่ต่ำกว่าอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นๆ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภทค้าปลีก ส่วนใหญ่มักจะผลักภาระภาษีให้ผู้เช่าเป็นส่วนใหญ่ เพราะเจ้าของห้างสรรพสินค้าค้าปลีกจะมีอำนาจการต่อรองที่สูงกว่าผู้เช่ารายย่อย ผลกระทบทางภาษีที่กองทุนอสังหาริมทรัพย์ต้องมีภาระจะมาจากภาษีบนพื้นที่ที่ยังไม่มีผู้เช่า กองทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงาน เนื่องจากอาคารสำนักงานสร้างใหม่ ปัจจุบันนี้ถือว่ามีน้อย ดังนั้นกองทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงานน่าจะไม่มีปัญหาในการผลักภาระให้ผู้เช่าโดยการขึ้นค่าเช่าถ้าภาษีที่เก็บตามระบบใหม่มากกว่าระบบเดิม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความชัดเจนในวิธีการประเมินมูลค่าทรัพย์สินตามกฎหมายใหม่นี้ด้วย/div divnbsp;/div divดร.อนุสรณ์ กล่าวว่า การผ่านกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่นี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างรายได้ของรัฐและจัดระเบียบการใช้ที่ดิน ตามหลักการถือว่าเป็นการเปลี่ยนวิธีการคิดภาษีอสังหาริมทรัพย์ตามมูลค่าของสินทรัพย์ซึ่งจากเดิมจะจัดเก็บตามรายได้เป็นหลัก โดยภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 จัดเก็บอยู่ที่ประมาณ 12.5% ของรายได้ ซึ่งเป็นรายได้ของรัฐประมาณ 2 หมื่นล้านบาทต่อปี ในขณะที่ภาษีบำรุงท้องที่จัดเก็บรายได้ต่อปีอยู่ที่ประมาณ 700-800 ล้านบาท เนื่องจากราคาประเมินในการจัดเก็บภาษีโรงเรือน ยังใช้ราคาประเมินของปี 2521 โดยยังไม่ได้มีการปรับขึ้นมาเป็นราคาปัจจุบัน การเปลี่ยนการจัดเก็บภาษีตามมูลค่าของสินทรัพย์แทนการเก็บตามรายได้นั้น นับว่าเป็นระบบการจัดเก็บภาษีเพื่อสนับสนุนให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์นำสินทรัพย์ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ให้มากที่สุด เนื่องจากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะเป็นภาษีที่เจ้าของสินทรัพย์ต้องเสียโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ทุกปี แม้ว่าสินทรัพย์นั้นจะทำรายได้มากหรือน้อยnbsp;/div divnbsp;/div divอย่างไรก็ตาม ตนมีความห่วงใยว่าในการพิจารณาในชั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาตินั้นรายละเอียดเนื้อหาของกฎหมายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามที่กระทรวงการคลังเสนอผ่านคณะรัฐมนตรีอาจเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากจนไม่เกิดประโยชน์เต็มประสิทธิภาพตามเป้าหมายnbsp;/div divnbsp;/div divหากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่ขยายตัวตามเป้าหมายในระดับเฉลี่ย 4% ในช่วงปี พ.ศ. 2558-2563 เนื่องจากการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีความล่าช้ามาประมาณ 1-2 ปี ทำให้ไทยไม่สามารถทำตามกรอบแผนความยั่งยืนทางการคลังได้ (ตามแผนเดิมต้องทำงบประมาณสมดุลปี 2560) และจะทำให้สัดส่วนของหนี้สาธารณะต่อจีดีพีขึ้นไปแตะระดับสูงสุดได้ ในปี พ.ศ. 2562-63 ได้nbsp;/div divnbsp;/div divโครงสร้างภาษีของไทยนั้นขึ้นอยู่กับฐานรายได้และฐานบริโภคมากเกินไป ขณะที่ภาษีทรัพย์สินเป็นสัดส่วนรายได้ของภาครัฐน้อยมาก หากเราต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นควรลดภาษีบริโภคกระตุ้นการใช้จ่าย ลดภาษีเงินได้เพื่อคนจะได้ขยันทำงานมากขึ้น เพิ่มภาษีทรัพย์สิน (ภาษีที่ดินและภาษีมรดก) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำกระจายความมั่งคั่งและการถือครองที่ดิน เพิ่มภาษีปาบเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและสูญเสียชีวิต รวมทั้งควบคุมพฤติกรรมสมาชิกในสังคมnbsp;/div divnbsp;/div divดร.อนุสรณ์ กล่าวอีกว่า การกระจุกตัวของการถือครองที่ดินในสังคมไทยถือว่าเป็นปัญหาที่อยู่ในระดับรุนแรงมากๆเนื่องจากกลุ่มที่ถือครองที่ดินสูงสุด 20% แรกถือครองที่ดินมากกว่ากลุ่มที่ถือครองที่ดินต่ำสุด 20% ล่างสุดมากถึง 325 เท่า นอกจากนี้กลุ่มที่ถือครองที่ดินสูงสุด 20% แรกนี้ยังถือครองที่ดินคิดเป็น กว่า 80% และ คนที่ร่ำรวยที่สุดของประเทศนี้ 10% แรกถือครองที่ดินเกือบ 90% ของทั้งประเทศ นอกจากนี้จากผลการวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดินยังพบว่า มีค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคหรือการกระจายการถือครองที่ดินสูงถึง 0.89 การที่ค่า Gini Coefficient มีค่าสูงเกือบ 0.9 สะท้อนถึงความไม่ธรรมและความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจที่รุนแรงnbsp;/div divnbsp;/div divอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามที่กระทรวงการคลังเสนอนั้นมีความเหมาะสม อัตราภาษีภาคเกษตรกรรมจัดเก็บไม่เกิน 0.2% ภาคที่อยู่อาศัยไม่เกิน 0.5% บ้านหลักมูลค่าไม่เกิน 50% ได้รับการยกเว้น ภาษีสำหรับพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมไม่เกิน 2% ภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่าไม่เกิน 5% ส่วนการยกเว้นและบรรเทาภาระภาษีตามข้อเสนอของกระทรวงการคลังนั้นขอให้ลดอำนาจดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ให้น้อยที่สุด ข้อดีของการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นภาษีทรัพย์สินประเภทหนึ่งนั้น คือ เป็นภาษีที่มีความเสถียรในการจัดเก็บ เลี่ยงยากและมีศักยภาพสูงในการสร้างรายได้ให้รัฐ มีประสิทธิภาพสูงหากระบบประเมินทรัพย์สินได้มาตรฐานnbsp;/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ภาษีที่ดินยังช่วยทำให้การจัดรูปที่ดิน การบริหารจัดการและพัฒนาที่ดินดีขึ้น นอกจากการใช้เครื่องมืออื่นๆ เช่น การมีผังเมืองและระบบโซนนิ่ง การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มมูลค่าที่ดิน กฎหมายการควบคุมการใช้ประโยชน์จากที่ดิน เป็นต้นnbsp;/div divnbsp;/div divดร.อนุสรณ์ ยังวิเคราะห์อีกว่า การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในอัตราที่เหมาะสมยังทำให้ระบอบประชาธิปไตยระดับฐานรากมีความเข้มแข็งมากขึ้นเพราะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีงบประมาณไปพัฒนาพื้นที่ สามารถทบทวนและยกเลิกภาษีโรงเรือนที่ล้าสมัยมีอัตราสูงเกินไปได้ หรือ ยกเลิกภาษีบำรุงท้องที่ที่มีความไม่แน่นอนในอัตราการจัดเก็บ และหากมีการใช้เงินจากภาษีที่ดินอย่างไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่โปร่งใสย่อมทำให้ประชาชนในพื้นที่และผู้มีสิทธิเลือกตั้งตรวจสอบได้ง่าย นอกจากนี้ยังสามารถนำเงินรายได้จากภาษีมาพัฒนาประเทศด้านต่างๆซึ่งน่าจะมีรายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 200,000 ล้านบาท หรือนำเงินงบประมาณมาจัดตั้งธนาคารที่ดิน และ โฉนดชุมชนนำมาแจกให้ชาวบ้านที่ไม่มีที่ทำกินได้ต่อไปnbsp;/div divnbsp;/div divดร. อนุสรณ์ ได้เสนอให้มีการขยายสิทธิในการซื้อขายสิทธิในการเช่าที่ดินของต่างชาติ 50 ปีเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการทำธุรกรรม หรือให้มีการซื้อขาย สิทธิในการเช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ (Leasehold) เป็นการเพิ่มมูลค่าให้สิทธิการเช่าซื้อ เป็นประโยชน์อย่างมากต่อการเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และเศรษฐกิจโดยรวมโดยเฉพาะโครงการคอนโดหรูที่มีอุปทานส่วนเกินอยู่จำนวนมากในขณะนี้ ข้อเสนอทางด้านนโยบายเรื่องนี้เพื่อให้สอดคล้องกับที่ดินในยุคโลกาภิวัตน์และการเปิดเสรีการลงทุนด้วย การเปิดช่องในการทำธุรกรรมซื้อขายดังกล่าวจะช่วยดึงอุปสงค์จากทั่วโลกมาขับเคลื่อนให้ธุรกิจอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก ตลาดอสังหาริมทรัพย์หรือที่ดินของไทยควรเปิดกว้างตามกระแสโลกาภิวัตน์มากยิ่งขึ้น ระบบการเงินและนวัตกรรมทางการเงินก็มีการหลากหลายและซับซ้อนขึ้น จากเดิมการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์หรือที่ดินเป็นการซื้อขายแลกเปลี่ยนกรรมสิทธิ์กันและสิทธิในการใช้ประโยชน์แบบพื้นฐานจากอสังหาริมทรัพย์ แต่เวลานี้ มีทั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) มีทั้ง กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Investment Trust-REIT)nbsp;/div divnbsp;/div divอย่างไรก็ตามจำเป็นต้องมีระบบและกลไกในการกำกับไม่ให้เงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้ามาเก็งกำไรจนก่อให้เกิดภาวะฟองสบู่และการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ไม่ตั้งอยู่บนฐานของความสามารถในการผลิตหรือไม่สะท้อนความต้องการหรืออุปสงค์ที่แท้จริงnbsp;/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ควรมีการศึกษาเพื่อจัดเก็บ Betterment Tax จากที่ดินและโครงการต่างๆที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐโดยตรงโดยเฉพาะที่ดินตลอดแนวระบบราง โดยเก็บเฉพาะมูลค่าส่วนเพิ่มอันเป็นผลมาจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจหรือการอนุญาตให้มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินโดยมูลค่าที่เพิ่มขึ้นคำนวณจากส่วนต่างของมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างก่อนและหลังการเปลี่ยนแปลง/div divnbsp;/div divทรัพยากรที่ดินมีจำกัดและเกี่ยวข้องกับประเด็นทางด้านสังคม ความมั่นคง สิ่งแวดล้อม นอกเหนือจากประเด็นทางเศรษฐกิจและการลงทุน จึงควรพัฒนาระบบการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์จากที่ดินได้โดยไม่ให้กรรมสิทธิ์เด็ดขาดขึ้นเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรที่ดินและแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าและพื้นที่สาธารณะnbsp;/div divnbsp;/div divnbsp;/div divnbsp;/div div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

นักเศรษฐศาสตร์ชี้ภาษีที่ดินช่วยท้องถิ่นเก็บภาษีได้ถึง 38,000 ล้าน

Sun, 03/26/2017 - 18:11
divคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต ชี้ผลของการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ทำให้ลดความเสี่ยงทางการคลังได้ในระยะ 3-5 ปี แต่ต้องเริ่มต้นจัดเก็บภายในปีหน้าเป็นอย่างช้า ปีแรกได้ภาษีไม่ต่ำกว่า 38,000 ล้านบาทให้แก่ท้องถิ่น เพิ่มความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำและการกระจุกตัวของการถือครองที่ดินในไทย/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div26 มี.ค. 2560 ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ให้ความเห็นต่อผลของการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะเป็นผลดีอย่างมากต่อการใช้ที่ดินให้มีประสิทธิภาพและเป็นผลบวกต่ออุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาว nbsp;ส่วนระยะสั้นและระยะปานกลางทำให้ต้นทุนและภาระภาษีของธุรกิจอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นแต่ผลกระทบจะเป็นเช่นใดขึ้นอยู่กับระบบประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ภาษีที่ดินจะทำให้ประเทศลดความเสี่ยงทางการคลังได้ในระยะ 3-5 ปีข้างหน้าแต่ต้องเริ่มต้นจัดเก็บภายในปีหน้าเป็นอย่างช้า โดยในปีแรกจะทำให้มีรายได้จากภาษีไม่ต่ำกว่า 38,000-40,000 ล้านบาทกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเมื่อบวกกับภาษีโรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่จะมีรายได้ประมาณ 64,000-65,000 ล้านบาท พระราชบัญญัติที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ปี พ.ศ. 2560 นี้จะมาแทนที่กฎหมายภาษีโรงเรือน (ซึ่งซ้ำซ้อนกับภาษีเงินได้และขึ้นกับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ) และภาษีบำรุงท้องที่ (มีการลดหย่อนมากและอัตราภาษีถดถอย มีรายได้ภาษีเพียง 700 ล้านบาทต่อปี)nbsp;/div divnbsp;/div divผลกระทบของภาษีต่อกองทุนอสังหาริมทรัพย์จากการประเมินเบื้องต้นยังมีจำกัด กองทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภทโรงแรม น่าจะได้รับผลกระทบจากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมากที่สุด เนื่องจากในปัจจุบันโรงแรมจ่ายภาษีโรงเรือนอยู่ต่ำกว่าอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นๆ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภทค้าปลีก ส่วนใหญ่มักจะผลักภาระภาษีให้ผู้เช่าเป็นส่วนใหญ่ เพราะเจ้าของห้างสรรพสินค้าค้าปลีกจะมีอำนาจการต่อรองที่สูงกว่าผู้เช่ารายย่อย ผลกระทบทางภาษีที่กองทุนอสังหาริมทรัพย์ต้องมีภาระจะมาจากภาษีบนพื้นที่ที่ยังไม่มีผู้เช่า กองทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงาน เนื่องจากอาคารสำนักงานสร้างใหม่ ปัจจุบันนี้ถือว่ามีน้อย ดังนั้นกองทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงานน่าจะไม่มีปัญหาในการผลักภาระให้ผู้เช่าโดยการขึ้นค่าเช่าถ้าภาษีที่เก็บตามระบบใหม่มากกว่าระบบเดิม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความชัดเจนในวิธีการประเมินมูลค่าทรัพย์สินตามกฎหมายใหม่นี้ด้วย/div divnbsp;/div divดร.อนุสรณ์ กล่าวว่า การผ่านกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่นี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างรายได้ของรัฐและจัดระเบียบการใช้ที่ดิน ตามหลักการถือว่าเป็นการเปลี่ยนวิธีการคิดภาษีอสังหาริมทรัพย์ตามมูลค่าของสินทรัพย์ซึ่งจากเดิมจะจัดเก็บตามรายได้เป็นหลัก โดยภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 จัดเก็บอยู่ที่ประมาณ 12.5% ของรายได้ ซึ่งเป็นรายได้ของรัฐประมาณ 2 หมื่นล้านบาทต่อปี ในขณะที่ภาษีบำรุงท้องที่จัดเก็บรายได้ต่อปีอยู่ที่ประมาณ 700-800 ล้านบาท เนื่องจากราคาประเมินในการจัดเก็บภาษีโรงเรือน ยังใช้ราคาประเมินของปี 2521 โดยยังไม่ได้มีการปรับขึ้นมาเป็นราคาปัจจุบัน การเปลี่ยนการจัดเก็บภาษีตามมูลค่าของสินทรัพย์แทนการเก็บตามรายได้นั้น นับว่าเป็นระบบการจัดเก็บภาษีเพื่อสนับสนุนให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์นำสินทรัพย์ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ให้มากที่สุด เนื่องจากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะเป็นภาษีที่เจ้าของสินทรัพย์ต้องเสียโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ทุกปี แม้ว่าสินทรัพย์นั้นจะทำรายได้มากหรือน้อยnbsp;/div divnbsp;/div divอย่างไรก็ตาม ตนมีความห่วงใยว่าในการพิจารณาในชั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาตินั้นรายละเอียดเนื้อหาของกฎหมายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามที่กระทรวงการคลังเสนอผ่านคณะรัฐมนตรีอาจเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากจนไม่เกิดประโยชน์เต็มประสิทธิภาพตามเป้าหมายnbsp;/div divnbsp;/div divหากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่ขยายตัวตามเป้าหมายในระดับเฉลี่ย 4% ในช่วงปี พ.ศ. 2558-2563 เนื่องจากการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีความล่าช้ามาประมาณ 1-2 ปี ทำให้ไทยไม่สามารถทำตามกรอบแผนความยั่งยืนทางการคลังได้ (ตามแผนเดิมต้องทำงบประมาณสมดุลปี 2560) และจะทำให้สัดส่วนของหนี้สาธารณะต่อจีดีพีขึ้นไปแตะระดับสูงสุดได้ ในปี พ.ศ. 2562-63 ได้nbsp;/div divnbsp;/div divโครงสร้างภาษีของไทยนั้นขึ้นอยู่กับฐานรายได้และฐานบริโภคมากเกินไป ขณะที่ภาษีทรัพย์สินเป็นสัดส่วนรายได้ของภาครัฐน้อยมาก หากเราต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นควรลดภาษีบริโภคกระตุ้นการใช้จ่าย ลดภาษีเงินได้เพื่อคนจะได้ขยันทำงานมากขึ้น เพิ่มภาษีทรัพย์สิน (ภาษีที่ดินและภาษีมรดก) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำกระจายความมั่งคั่งและการถือครองที่ดิน เพิ่มภาษีปาบเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและสูญเสียชีวิต รวมทั้งควบคุมพฤติกรรมสมาชิกในสังคมnbsp;/div divnbsp;/div divดร.อนุสรณ์ กล่าวอีกว่า การกระจุกตัวของการถือครองที่ดินในสังคมไทยถือว่าเป็นปัญหาที่อยู่ในระดับรุนแรงมากๆเนื่องจากกลุ่มที่ถือครองที่ดินสูงสุด 20% แรกถือครองที่ดินมากกว่ากลุ่มที่ถือครองที่ดินต่ำสุด 20% ล่างสุดมากถึง 325 เท่า นอกจากนี้กลุ่มที่ถือครองที่ดินสูงสุด 20% แรกนี้ยังถือครองที่ดินคิดเป็น กว่า 80% และ คนที่ร่ำรวยที่สุดของประเทศนี้ 10% แรกถือครองที่ดินเกือบ 90% ของทั้งประเทศ นอกจากนี้จากผลการวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดินยังพบว่า มีค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคหรือการกระจายการถือครองที่ดินสูงถึง 0.89 การที่ค่า Gini Coefficient มีค่าสูงเกือบ 0.9 สะท้อนถึงความไม่ธรรมและความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจที่รุนแรงnbsp;/div divnbsp;/div divอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามที่กระทรวงการคลังเสนอนั้นมีความเหมาะสม อัตราภาษีภาคเกษตรกรรมจัดเก็บไม่เกิน 0.2% ภาคที่อยู่อาศัยไม่เกิน 0.5% บ้านหลักมูลค่าไม่เกิน 50% ได้รับการยกเว้น ภาษีสำหรับพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมไม่เกิน 2% ภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่าไม่เกิน 5% ส่วนการยกเว้นและบรรเทาภาระภาษีตามข้อเสนอของกระทรวงการคลังนั้นขอให้ลดอำนาจดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ให้น้อยที่สุด ข้อดีของการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นภาษีทรัพย์สินประเภทหนึ่งนั้น คือ เป็นภาษีที่มีความเสถียรในการจัดเก็บ เลี่ยงยากและมีศักยภาพสูงในการสร้างรายได้ให้รัฐ มีประสิทธิภาพสูงหากระบบประเมินทรัพย์สินได้มาตรฐานnbsp;/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ภาษีที่ดินยังช่วยทำให้การจัดรูปที่ดิน การบริหารจัดการและพัฒนาที่ดินดีขึ้น นอกจากการใช้เครื่องมืออื่นๆ เช่น การมีผังเมืองและระบบโซนนิ่ง การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มมูลค่าที่ดิน กฎหมายการควบคุมการใช้ประโยชน์จากที่ดิน เป็นต้นnbsp;/div divnbsp;/div divดร.อนุสรณ์ ยังวิเคราะห์อีกว่า การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในอัตราที่เหมาะสมยังทำให้ระบอบประชาธิปไตยระดับฐานรากมีความเข้มแข็งมากขึ้นเพราะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีงบประมาณไปพัฒนาพื้นที่ สามารถทบทวนและยกเลิกภาษีโรงเรือนที่ล้าสมัยมีอัตราสูงเกินไปได้ หรือ ยกเลิกภาษีบำรุงท้องที่ที่มีความไม่แน่นอนในอัตราการจัดเก็บ และหากมีการใช้เงินจากภาษีที่ดินอย่างไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่โปร่งใสย่อมทำให้ประชาชนในพื้นที่และผู้มีสิทธิเลือกตั้งตรวจสอบได้ง่าย นอกจากนี้ยังสามารถนำเงินรายได้จากภาษีมาพัฒนาประเทศด้านต่างๆซึ่งน่าจะมีรายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 200,000 ล้านบาท หรือนำเงินงบประมาณมาจัดตั้งธนาคารที่ดิน และ โฉนดชุมชนนำมาแจกให้ชาวบ้านที่ไม่มีที่ทำกินได้ต่อไปnbsp;/div divnbsp;/div divดร. อนุสรณ์ ได้เสนอให้มีการขยายสิทธิในการซื้อขายสิทธิในการเช่าที่ดินของต่างชาติ 50 ปีเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการทำธุรกรรม หรือให้มีการซื้อขาย สิทธิในการเช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ (Leasehold) เป็นการเพิ่มมูลค่าให้สิทธิการเช่าซื้อ เป็นประโยชน์อย่างมากต่อการเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และเศรษฐกิจโดยรวมโดยเฉพาะโครงการคอนโดหรูที่มีอุปทานส่วนเกินอยู่จำนวนมากในขณะนี้ ข้อเสนอทางด้านนโยบายเรื่องนี้เพื่อให้สอดคล้องกับที่ดินในยุคโลกาภิวัตน์และการเปิดเสรีการลงทุนด้วย การเปิดช่องในการทำธุรกรรมซื้อขายดังกล่าวจะช่วยดึงอุปสงค์จากทั่วโลกมาขับเคลื่อนให้ธุรกิจอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก ตลาดอสังหาริมทรัพย์หรือที่ดินของไทยควรเปิดกว้างตามกระแสโลกาภิวัตน์มากยิ่งขึ้น ระบบการเงินและนวัตกรรมทางการเงินก็มีการหลากหลายและซับซ้อนขึ้น จากเดิมการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์หรือที่ดินเป็นการซื้อขายแลกเปลี่ยนกรรมสิทธิ์กันและสิทธิในการใช้ประโยชน์แบบพื้นฐานจากอสังหาริมทรัพย์ แต่เวลานี้ มีทั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) มีทั้ง กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Investment Trust-REIT)nbsp;/div divnbsp;/div divอย่างไรก็ตามจำเป็นต้องมีระบบและกลไกในการกำกับไม่ให้เงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้ามาเก็งกำไรจนก่อให้เกิดภาวะฟองสบู่และการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ไม่ตั้งอยู่บนฐานของความสามารถในการผลิตหรือไม่สะท้อนความต้องการหรืออุปสงค์ที่แท้จริงnbsp;/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ควรมีการศึกษาเพื่อจัดเก็บ Betterment Tax จากที่ดินและโครงการต่างๆที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐโดยตรงโดยเฉพาะที่ดินตลอดแนวระบบราง โดยเก็บเฉพาะมูลค่าส่วนเพิ่มอันเป็นผลมาจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจหรือการอนุญาตให้มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินโดยมูลค่าที่เพิ่มขึ้นคำนวณจากส่วนต่างของมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างก่อนและหลังการเปลี่ยนแปลง/div divnbsp;/div divทรัพยากรที่ดินมีจำกัดและเกี่ยวข้องกับประเด็นทางด้านสังคม ความมั่นคง สิ่งแวดล้อม นอกเหนือจากประเด็นทางเศรษฐกิจและการลงทุน จึงควรพัฒนาระบบการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์จากที่ดินได้โดยไม่ให้กรรมสิทธิ์เด็ดขาดขึ้นเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรที่ดินและแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าและพื้นที่สาธารณะnbsp;/div divnbsp;/div divnbsp;/div divnbsp;/div div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

เปิดตัวหนังสือ 'อินเดียมหัศจรรย์' แนะควรศึกษาแม้ขัดแย้งภายในสูง แต่ไร้รัฐประหาร

Sun, 03/26/2017 - 17:07
pเปิดตัวหนังสือ “อินเดียมหัศจรรย์” เปิดมุมมองต่ออินเดียใหม่ 'คริส เบเกอร์' แนะไทยควรศึกษาประชาธิปไตยอินเดีย เหตุมีความขัดแย้งภายในเยอะมาก แต่ทหารก็ไม่ใช้กำลังล้มระบอบประชาธิปไตยnbsp;ระบุประวัติศาสตร์อินเดียไม่ได้มีชุดเดียว มีมานานและยิ่งใหญ่กว่าประเทศอินเดีย ไทยนำแนวคิดมาประยุกต์ใช้ได้/p p!--break--!--break--/p p style=text-align: center;img src=https://c1.staticflickr.com/3/2905/32814029644_0fd5bcab3a.jpg //p pเมื่อวันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ได้จัดงานเสวนาและเปิดตัวหนังสือ “อินเดียมหัศจรรย์” ที่บ้านไทยจิมทอมป์สัน โดยมี คริส เบเกอร์ นักเขียนและนักวิจัยอิสระ วีระ ธีรภัทรานนท์ นักจัดรายการวิทยุชื่อดัง สาวิตรี เจริญพงษ์ nbsp;อาจารย์จากภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เชษฐ์ ติงสัญชลี อาจารย์จากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นวิทยากร และกาญจนี ละอองศรี เป็นผู้ดำเนินรายการ/p h3span style=color:#0000cd;แนะควรศึกษาประชาธิปไตยอินเดีย ชี้คนมองการมีสิทธิเสียงทำให้ชีวิตดี/span/h3 pคริส เบเกอร์ กล่าวว่า สิ่งที่น่าสนใจในการศึกษาอินเดียในปัจจุบันคือ ปัจจัยที่ทำให้ประเทศที่ใหญ่ และมีความแตกต่างทางอัตลักษณ์สูงมากยังคงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยได้อย่างยาวนานตั้งแต่ได้รับเอกราช ถึงวันนี้ก็ประมาณกว่า 70 ปี เวลาที่คนไทยบอกว่าไม่เอาประชาธิปไตย เรายังไม่พร้อม แต่ในอินเดียนั้นมีความขัดแย้งภายในเยอะมาก ทหารก็ไม่ใช้กำลังล้มระบอบประชาธิปไตย เป็นเรื่องจริงที่วรรณะและความเหลื่อมล้ำในคุณภาพชีวิตสูง ยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อสังคมอินเดียอยู่มาก แต่ประชาชนอินเดียเข้าใจว่า ตราบใดที่พวกเขามีสิทธิ์และมีเสียง มันจะเป็นประโยชน์ พวกเขาจะมีช่องทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง ซึ่งปัจจุบัน ถือได้ว่า ปัญหาต่างๆในสังคมอินเดียได้รับการพัฒนามาไม่มากก็น้อยเมื่อนับจากจุดเริ่มต้น/p pคริส เบเกอร์ กล่าวในงานว่า Basham มีเจตจำนงในการเขียนหนังสือเล่ม เพื่อให้คนอ่านที่อยู่ในโลกตะวันตกรับรู้ว่า วัฒนธรรม อารยธรรมอินเดียไม่ได้ด้อยกว่าอารยธรรมทั้งหลายในโลกตะวันตก เช่น กรีก โรมัน เพราะว่าสมัยก่อนมีวรรณกรรมหลายชุดที่กดวัฒนธรรมอินเดียให้ดูด้อยกว่าอารยธรรมตะวันตก แต่หนังสืออินเดียมหัศจรรย์มีเนื้อหาถึงแค่สมัยก่อนที่ศาสนาอิสลามจะเข้ามามีอิทธิพลในอินเดียเมื่อศตวรรษที่ 12 – 13 การเข้ามามีบทบาทในอนุทวีปที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความเชื่อ ส่งผลสะเทือนจนถึงปัจจุบันในหลายมิติ เช่น ในรัฐอุตตรประเทศที่เลือกตั้งแล้วได้ผู้ว่าการรัฐที่นับถือศาสนาฮินดูที่มีแนวคิดต่อต้านชาวมุสลิม ในประเทศที่ปัจจุบัน โดย วีระ กล่าวเสริมถึงประเทศอินเดียด้วยว่า มีผู้นับถือศาสนาอิสลามมากที่สุดในโลก/p h3span style=color:#0000cd;ประเทศอินเดีย ≠ อารยธรรมอินเดียnbsp;ชี้ปรัชญาการปกครองอาจนำมาใช้กับไทยได้/span/h3 pสาวิตรี กล่าวว่า อินเดียในการรับรู้ของคนไทยยังถูกมองข้ามในหลายเรื่อง ในแง่ของพื้นที่ อารยธรรมอินเดียกระจายตัวไปไกล กินพื้นที่กว้างขวางกว่าดินแดนที่เป็นอินเดียในปัจจุบัน อารยธรรมอินเดียที่เก่าแก่ที่สุดเองก็ไม่ได้อยู่ในอินเดียแล้ว ในแง่วัฒนธรรม อินเดียมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นภาษา ศาสนา วัฒนธรรม ในขณะเดียวกันความแตกต่างนั้นก็สามารถนำมาจำแนกตามคุณลักษณะที่มีร่วมกันได้/p pในแง่การปกครอง สาวิตรี กล่าวว่า การเล่าประวัติศาสตร์ตามเส้นเวลาของราชวงศ์ต่างๆ เช่น คุปตะ เมารยะ ทำให้ผู้ศึกษาเข้าใจว่านั่นคือปริมณฑลการปกครองทั้งหมดของอินเดียซึ่งแท้ที่จริงไม่ใช่ ยังมีอาณาจักรอีกมากมายที่ไม่ปรากฏในบทเรียน เพียงแต่การบอกเล่าประวัติศาสตร์ของพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่มากในสมัยหนึ่ง แล้วต่อมามีการรวมตัวกันเป็นประเทศนั้นมีความลำบากพอสมควร/p pวีระ กล่าวว่า การเขียนประวัติศาสตร์อินเดียมีจุดแบ่งคือ ก่อนได้รับเอกราช และหลังได้รับเอกราช โดยประวัติศาสตร์ก่อนช่วงได้รับเอกราชจะหมายรวมไปถึงพื้นที่นอกเหนือจากอินเดียปัจจุบัน ตั้งแต่อัฟกานิสถาน ปากีสถาน บังกลาเทศ ไปถึงพม่าทีเดียว/p pวีระ ให้ความเห็นด้วยว่า หนังสืออินเดียมหัศจรรย์ บทที่ 4 ที่ว่าด้วย รัฐ ชีวิต ความคิดทางการเมือง น่าอ่านที่สุด เพราะศิลปะการปกครองอินเดียโบราณไม่เหมือนกับตะวันตกตรงที่อินเดียไม่มีการผลิตทฤษฎีการเมือง แต่อินเดียเขียนออกมาเป็นหลักการปกครอง เช่น ราชธรรม คัมภีร์อรรถศาสตร์ ในสังคมไทย พุทธราชา ธรรมราชาก็มีที่มาจากหลักคิดดังกล่าว โคลงโลกนิติ มีต้นทางจากราชธรรม และตนเห็นว่าอาจจะเอามาใช้กับสถานการณ์ปัจจุบันในไทยหลายๆ เรื่องได้ด้วยซ้ำ/p p style=text-align: center;img src=https://c1.staticflickr.com/3/2827/32843430053_95aa33a6cb.jpg //p pสำหรับหนังสือ “อินเดียมหัศจรรย์” นั้น แปลมาจากหนังสือ “The Wonder that was India” เขียนขึ้นโดย Arthur Llewellyn Basham (A.L. Basham) มีใจความเกี่ยวกับอารยธรรมอินเดียหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดทางการเมือง ศาสนาและลัทธิทางความเชื่อ ศิลปะ ภาษาและวรรณคดี ในเล่มยังมีภาพถ่ายของงานศิลปะต่างๆที่ปัจจุบันถูกทำลายทิ้งไปแล้ว ทั้งนี้ สถานทูตอินเดียประจำประเทศไทย ให้เงินทุนสนับสนุนในการจัดทำหนังสือเป็นจำนวนถึง 350,000 บาท/p pnbsp;/p div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

เปิดตัวหนังสือ 'อินเดียมหัศจรรย์' แนะควรศึกษาแม้ขัดแย้งภายในสูง แต่ไร้รัฐประหาร

Sun, 03/26/2017 - 17:07
pเปิดตัวหนังสือ “อินเดียมหัศจรรย์” เปิดมุมมองต่ออินเดียใหม่ 'คริส เบเกอร์' แนะไทยควรศึกษาประชาธิปไตยอินเดีย เหตุมีความขัดแย้งภายในเยอะมาก แต่ทหารก็ไม่ใช้กำลังล้มระบอบประชาธิปไตยnbsp;ระบุประวัติศาสตร์อินเดียไม่ได้มีชุดเดียว มีมานานและยิ่งใหญ่กว่าประเทศอินเดีย ไทยนำแนวคิดมาประยุกต์ใช้ได้/p p!--break--!--break--/p p style=text-align: center;img src=https://c1.staticflickr.com/3/2905/32814029644_0fd5bcab3a.jpg //p pเมื่อวันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ได้จัดงานเสวนาและเปิดตัวหนังสือ “อินเดียมหัศจรรย์” ที่บ้านไทยจิมทอมป์สัน โดยมี คริส เบเกอร์ นักเขียนและนักวิจัยอิสระ วีระ ธีรภัทรานนท์ นักจัดรายการวิทยุชื่อดัง สาวิตรี เจริญพงษ์ nbsp;อาจารย์จากภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เชษฐ์ ติงสัญชลี อาจารย์จากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นวิทยากร และกาญจนี ละอองศรี เป็นผู้ดำเนินรายการ/p h3span style=color:#0000cd;แนะควรศึกษาประชาธิปไตยอินเดีย ชี้คนมองการมีสิทธิเสียงทำให้ชีวิตดี/span/h3 pคริส เบเกอร์ กล่าวว่า สิ่งที่น่าสนใจในการศึกษาอินเดียในปัจจุบันคือ ปัจจัยที่ทำให้ประเทศที่ใหญ่ และมีความแตกต่างทางอัตลักษณ์สูงมากยังคงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยได้อย่างยาวนานตั้งแต่ได้รับเอกราช ถึงวันนี้ก็ประมาณกว่า 70 ปี เวลาที่คนไทยบอกว่าไม่เอาประชาธิปไตย เรายังไม่พร้อม แต่ในอินเดียนั้นมีความขัดแย้งภายในเยอะมาก ทหารก็ไม่ใช้กำลังล้มระบอบประชาธิปไตย เป็นเรื่องจริงที่วรรณะและความเหลื่อมล้ำในคุณภาพชีวิตสูง ยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อสังคมอินเดียอยู่มาก แต่ประชาชนอินเดียเข้าใจว่า ตราบใดที่พวกเขามีสิทธิ์และมีเสียง มันจะเป็นประโยชน์ พวกเขาจะมีช่องทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง ซึ่งปัจจุบัน ถือได้ว่า ปัญหาต่างๆในสังคมอินเดียได้รับการพัฒนามาไม่มากก็น้อยเมื่อนับจากจุดเริ่มต้น/p pคริส เบเกอร์ กล่าวในงานว่า Basham มีเจตจำนงในการเขียนหนังสือเล่ม เพื่อให้คนอ่านที่อยู่ในโลกตะวันตกรับรู้ว่า วัฒนธรรม อารยธรรมอินเดียไม่ได้ด้อยกว่าอารยธรรมทั้งหลายในโลกตะวันตก เช่น กรีก โรมัน เพราะว่าสมัยก่อนมีวรรณกรรมหลายชุดที่กดวัฒนธรรมอินเดียให้ดูด้อยกว่าอารยธรรมตะวันตก แต่หนังสืออินเดียมหัศจรรย์มีเนื้อหาถึงแค่สมัยก่อนที่ศาสนาอิสลามจะเข้ามามีอิทธิพลในอินเดียเมื่อศตวรรษที่ 12 – 13 การเข้ามามีบทบาทในอนุทวีปที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความเชื่อ ส่งผลสะเทือนจนถึงปัจจุบันในหลายมิติ เช่น ในรัฐอุตตรประเทศที่เลือกตั้งแล้วได้ผู้ว่าการรัฐที่นับถือศาสนาฮินดูที่มีแนวคิดต่อต้านชาวมุสลิม ในประเทศที่ปัจจุบัน โดย วีระ กล่าวเสริมถึงประเทศอินเดียด้วยว่า มีผู้นับถือศาสนาอิสลามมากที่สุดในโลก/p h3span style=color:#0000cd;ประเทศอินเดีย ≠ อารยธรรมอินเดียnbsp;ชี้ปรัชญาการปกครองอาจนำมาใช้กับไทยได้/span/h3 pสาวิตรี กล่าวว่า อินเดียในการรับรู้ของคนไทยยังถูกมองข้ามในหลายเรื่อง ในแง่ของพื้นที่ อารยธรรมอินเดียกระจายตัวไปไกล กินพื้นที่กว้างขวางกว่าดินแดนที่เป็นอินเดียในปัจจุบัน อารยธรรมอินเดียที่เก่าแก่ที่สุดเองก็ไม่ได้อยู่ในอินเดียแล้ว ในแง่วัฒนธรรม อินเดียมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นภาษา ศาสนา วัฒนธรรม ในขณะเดียวกันความแตกต่างนั้นก็สามารถนำมาจำแนกตามคุณลักษณะที่มีร่วมกันได้/p pในแง่การปกครอง สาวิตรี กล่าวว่า การเล่าประวัติศาสตร์ตามเส้นเวลาของราชวงศ์ต่างๆ เช่น คุปตะ เมารยะ ทำให้ผู้ศึกษาเข้าใจว่านั่นคือปริมณฑลการปกครองทั้งหมดของอินเดียซึ่งแท้ที่จริงไม่ใช่ ยังมีอาณาจักรอีกมากมายที่ไม่ปรากฏในบทเรียน เพียงแต่การบอกเล่าประวัติศาสตร์ของพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่มากในสมัยหนึ่ง แล้วต่อมามีการรวมตัวกันเป็นประเทศนั้นมีความลำบากพอสมควร/p pวีระ กล่าวว่า การเขียนประวัติศาสตร์อินเดียมีจุดแบ่งคือ ก่อนได้รับเอกราช และหลังได้รับเอกราช โดยประวัติศาสตร์ก่อนช่วงได้รับเอกราชจะหมายรวมไปถึงพื้นที่นอกเหนือจากอินเดียปัจจุบัน ตั้งแต่อัฟกานิสถาน ปากีสถาน บังกลาเทศ ไปถึงพม่าทีเดียว/p pวีระ ให้ความเห็นด้วยว่า หนังสืออินเดียมหัศจรรย์ บทที่ 4 ที่ว่าด้วย รัฐ ชีวิต ความคิดทางการเมือง น่าอ่านที่สุด เพราะศิลปะการปกครองอินเดียโบราณไม่เหมือนกับตะวันตกตรงที่อินเดียไม่มีการผลิตทฤษฎีการเมือง แต่อินเดียเขียนออกมาเป็นหลักการปกครอง เช่น ราชธรรม คัมภีร์อรรถศาสตร์ ในสังคมไทย พุทธราชา ธรรมราชาก็มีที่มาจากหลักคิดดังกล่าว โคลงโลกนิติ มีต้นทางจากราชธรรม และตนเห็นว่าอาจจะเอามาใช้กับสถานการณ์ปัจจุบันในไทยหลายๆ เรื่องได้ด้วยซ้ำ/p p style=text-align: center;img src=https://c1.staticflickr.com/3/2827/32843430053_95aa33a6cb.jpg //p pสำหรับหนังสือ “อินเดียมหัศจรรย์” นั้น แปลมาจากหนังสือ “The Wonder that was India” เขียนขึ้นโดย Arthur Llewellyn Basham (A.L. Basham) มีใจความเกี่ยวกับอารยธรรมอินเดียหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดทางการเมือง ศาสนาและลัทธิทางความเชื่อ ศิลปะ ภาษาและวรรณคดี ในเล่มยังมีภาพถ่ายของงานศิลปะต่างๆที่ปัจจุบันถูกทำลายทิ้งไปแล้ว ทั้งนี้ สถานทูตอินเดียประจำประเทศไทย ให้เงินทุนสนับสนุนในการจัดทำหนังสือเป็นจำนวนถึง 350,000 บาท/p pnbsp;/p div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

เปิดตัวหนังสือ 'อินเดียมหัศจรรย์' แนะควรศึกษาแม้ขัดแย้งภายในสูง แต่ไร้รัฐประหาร

Sun, 03/26/2017 - 17:07
pเปิดตัวหนังสือ “อินเดียมหัศจรรย์” เปิดมุมมองต่ออินเดียใหม่ 'คริส เบเกอร์' แนะไทยควรศึกษาประชาธิปไตยอินเดีย เหตุมีความขัดแย้งภายในเยอะมาก แต่ทหารก็ไม่ใช้กำลังล้มระบอบประชาธิปไตยnbsp;ระบุประวัติศาสตร์อินเดียไม่ได้มีชุดเดียว มีมานานและยิ่งใหญ่กว่าประเทศอินเดีย ไทยนำแนวคิดมาประยุกต์ใช้ได้/p p!--break--!--break--/p p style=text-align: center;img src=https://c1.staticflickr.com/3/2905/32814029644_0fd5bcab3a.jpg //p pเมื่อวันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ได้จัดงานเสวนาและเปิดตัวหนังสือ “อินเดียมหัศจรรย์” ที่บ้านไทยจิมทอมป์สัน โดยมี คริส เบเกอร์ นักเขียนและนักวิจัยอิสระ วีระ ธีรภัทรานนท์ นักจัดรายการวิทยุชื่อดัง สาวิตรี เจริญพงษ์ nbsp;อาจารย์จากภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เชษฐ์ ติงสัญชลี อาจารย์จากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นวิทยากร และกาญจนี ละอองศรี เป็นผู้ดำเนินรายการ/p h3span style=color:#0000cd;แนะควรศึกษาประชาธิปไตยอินเดีย ชี้คนมองการมีสิทธิเสียงทำให้ชีวิตดี/span/h3 pคริส เบเกอร์ กล่าวว่า สิ่งที่น่าสนใจในการศึกษาอินเดียในปัจจุบันคือ ปัจจัยที่ทำให้ประเทศที่ใหญ่ และมีความแตกต่างทางอัตลักษณ์สูงมากยังคงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยได้อย่างยาวนานตั้งแต่ได้รับเอกราช ถึงวันนี้ก็ประมาณกว่า 70 ปี เวลาที่คนไทยบอกว่าไม่เอาประชาธิปไตย เรายังไม่พร้อม แต่ในอินเดียนั้นมีความขัดแย้งภายในเยอะมาก ทหารก็ไม่ใช้กำลังล้มระบอบประชาธิปไตย เป็นเรื่องจริงที่วรรณะและความเหลื่อมล้ำในคุณภาพชีวิตสูง ยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อสังคมอินเดียอยู่มาก แต่ประชาชนอินเดียเข้าใจว่า ตราบใดที่พวกเขามีสิทธิ์และมีเสียง มันจะเป็นประโยชน์ พวกเขาจะมีช่องทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง ซึ่งปัจจุบัน ถือได้ว่า ปัญหาต่างๆในสังคมอินเดียได้รับการพัฒนามาไม่มากก็น้อยเมื่อนับจากจุดเริ่มต้น/p pคริส เบเกอร์ กล่าวในงานว่า Basham มีเจตจำนงในการเขียนหนังสือเล่ม เพื่อให้คนอ่านที่อยู่ในโลกตะวันตกรับรู้ว่า วัฒนธรรม อารยธรรมอินเดียไม่ได้ด้อยกว่าอารยธรรมทั้งหลายในโลกตะวันตก เช่น กรีก โรมัน เพราะว่าสมัยก่อนมีวรรณกรรมหลายชุดที่กดวัฒนธรรมอินเดียให้ดูด้อยกว่าอารยธรรมตะวันตก แต่หนังสืออินเดียมหัศจรรย์มีเนื้อหาถึงแค่สมัยก่อนที่ศาสนาอิสลามจะเข้ามามีอิทธิพลในอินเดียเมื่อศตวรรษที่ 12 – 13 การเข้ามามีบทบาทในอนุทวีปที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความเชื่อ ส่งผลสะเทือนจนถึงปัจจุบันในหลายมิติ เช่น ในรัฐอุตตรประเทศที่เลือกตั้งแล้วได้ผู้ว่าการรัฐที่นับถือศาสนาฮินดูที่มีแนวคิดต่อต้านชาวมุสลิม ในประเทศที่ปัจจุบัน โดย วีระ กล่าวเสริมถึงประเทศอินเดียด้วยว่า มีผู้นับถือศาสนาอิสลามมากที่สุดในโลก/p h3span style=color:#0000cd;ประเทศอินเดีย ≠ อารยธรรมอินเดียnbsp;ชี้ปรัชญาการปกครองอาจนำมาใช้กับไทยได้/span/h3 pสาวิตรี กล่าวว่า อินเดียในการรับรู้ของคนไทยยังถูกมองข้ามในหลายเรื่อง ในแง่ของพื้นที่ อารยธรรมอินเดียกระจายตัวไปไกล กินพื้นที่กว้างขวางกว่าดินแดนที่เป็นอินเดียในปัจจุบัน อารยธรรมอินเดียที่เก่าแก่ที่สุดเองก็ไม่ได้อยู่ในอินเดียแล้ว ในแง่วัฒนธรรม อินเดียมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นภาษา ศาสนา วัฒนธรรม ในขณะเดียวกันความแตกต่างนั้นก็สามารถนำมาจำแนกตามคุณลักษณะที่มีร่วมกันได้/p pในแง่การปกครอง สาวิตรี กล่าวว่า การเล่าประวัติศาสตร์ตามเส้นเวลาของราชวงศ์ต่างๆ เช่น คุปตะ เมารยะ ทำให้ผู้ศึกษาเข้าใจว่านั่นคือปริมณฑลการปกครองทั้งหมดของอินเดียซึ่งแท้ที่จริงไม่ใช่ ยังมีอาณาจักรอีกมากมายที่ไม่ปรากฏในบทเรียน เพียงแต่การบอกเล่าประวัติศาสตร์ของพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่มากในสมัยหนึ่ง แล้วต่อมามีการรวมตัวกันเป็นประเทศนั้นมีความลำบากพอสมควร/p pวีระ กล่าวว่า การเขียนประวัติศาสตร์อินเดียมีจุดแบ่งคือ ก่อนได้รับเอกราช และหลังได้รับเอกราช โดยประวัติศาสตร์ก่อนช่วงได้รับเอกราชจะหมายรวมไปถึงพื้นที่นอกเหนือจากอินเดียปัจจุบัน ตั้งแต่อัฟกานิสถาน ปากีสถาน บังกลาเทศ ไปถึงพม่าทีเดียว/p pวีระ ให้ความเห็นด้วยว่า หนังสืออินเดียมหัศจรรย์ บทที่ 4 ที่ว่าด้วย รัฐ ชีวิต ความคิดทางการเมือง น่าอ่านที่สุด เพราะศิลปะการปกครองอินเดียโบราณไม่เหมือนกับตะวันตกตรงที่อินเดียไม่มีการผลิตทฤษฎีการเมือง แต่อินเดียเขียนออกมาเป็นหลักการปกครอง เช่น ราชธรรม คัมภีร์อรรถศาสตร์ ในสังคมไทย พุทธราชา ธรรมราชาก็มีที่มาจากหลักคิดดังกล่าว โคลงโลกนิติ มีต้นทางจากราชธรรม และตนเห็นว่าอาจจะเอามาใช้กับสถานการณ์ปัจจุบันในไทยหลายๆ เรื่องได้ด้วยซ้ำ/p p style=text-align: center;img src=https://c1.staticflickr.com/3/2827/32843430053_95aa33a6cb.jpg //p pสำหรับหนังสือ “อินเดียมหัศจรรย์” นั้น แปลมาจากหนังสือ “The Wonder that was India” เขียนขึ้นโดย Arthur Llewellyn Basham (A.L. Basham) มีใจความเกี่ยวกับอารยธรรมอินเดียหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดทางการเมือง ศาสนาและลัทธิทางความเชื่อ ศิลปะ ภาษาและวรรณคดี ในเล่มยังมีภาพถ่ายของงานศิลปะต่างๆที่ปัจจุบันถูกทำลายทิ้งไปแล้ว ทั้งนี้ สถานทูตอินเดียประจำประเทศไทย ให้เงินทุนสนับสนุนในการจัดทำหนังสือเป็นจำนวนถึง 350,000 บาท/p pnbsp;/p div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

คสช.ส่งทหาร-ตร. สกัด อดีต ส.ส.เพื่อไทย เปิดตัวหนังสือจำนำข้าว

Sun, 03/26/2017 - 13:02
divทหาร-ตร. บุกสวนรถไฟห้ามอดีต ส.ส.เพื่อไทย เปิดตัวหนังสือ ทำลายจำนำข้าว แต่ฆ่าชาวนา อ้างคำสั่ง คสช. ท้ายสุดต้องแจกหนังสือ เส้นทางสามัญชนคนชื่อ สมคิด เชื้อคง ให้กับสื่อมวลชนแทน/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div diva href=http://www.thairath.co.th/content/895746ไทยรัฐออนไลน์/aรายงานเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2560 ที่ผ่านมาว่า ที่สวนวชิรเบญจทัศ(สวนรถไฟ) อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทย อาทิ นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ นายสุรสาล ผาสุข อดีต ส.ส.สิงห์บุรี นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี นายสุชาติ ลายน้ำเงิน อดีตส.ส.ลพบุรี และนายนิยม ช่างพินิจ อดีต ส.ส.พิษณุโลก เตรียมแถลงข่าวเปิดตัวหนังสือ ทำลายจำนำข้าว แต่ฆ่าชาวนา แต่เจ้าหน้าที่ทหารจากกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) และตำรวจ สน.บางซื่อ ได้เข้าควบคุมเพื่อดูแลพื้นที่ขอให้ยุติกิจกรรมดังกล่าว พร้อมปิดประกาศหน้าร้านอาหารที่จะทำการแถลงข่าว/div divnbsp;/div divโดยเป็นประกาศคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558 เรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ ระบุข้อ 12 ผู้ใดมั่วสุม หรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใด ๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้า คสช. และประกาศของ สน.บางซื่อ และสวนวชิรเบญจทัศ ที่ระบุว่าสวนสาธารณะเป็นสถานที่สำหรับให้ประชาชนทั่วไปออกกำลังกาย ไม่อนุญาตให้มีการจัดกิจกรรมหรือการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับการเมือง/div divnbsp;/div divโดย พ.ต.อ.เศกสิทธิ์ สุภาอ้วน ผกก.สน.บางซื่อ ได้ชี้แจงต่ออดีตส.ส.พรรคเพื่อไทยว่า ไม่สามารถอนุญาตให้จัดการแถลงข่าวได้ เพราะถือเป็นกิจกรรมทางการเมือง และเนื้อหาของหนังสืออาจเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมืองที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคม ด้านนายสมคิด กล่าวว่าตนพร้อมปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ ยืนยันว่าเนื้อหาในหนังสือไม่มีเจตนาสร้างขัดแย้งในสังคม แต่ต้องการอธิบายประโยชน์ที่ชาวนาจะได้รับจากโครงการรับจำนำข้าว และชี้แจงข้อเท็จจริงในโครงการที่ถูกบิดเบือน รวมทั้งการสัมภาษณ์ชาวนาในหลายพื้นที่เกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวเท่านั้น ไม่มีเนื้อหากระทบต่อรัฐบาล และคสช. อย่างไรก็ตามเมื่อเจ้าหน้าที่ขอร้องมา ตนก็พร้อมให้ความร่วมมือ/div divnbsp;/div divขณะที่นายยุทธพงษ์ กล่าวว่า หนังสือดังกล่าวมีเนื้อหา 434 หน้าจำหน่ายราคา 250 บาท เดิมทีตั้งใจจะนำหนังสือมาแจกจ่ายต่อสื่อมวลชน เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ แต่ไม่รู้ว่าเนื้อหาของหนังสือมีส่วนใดขัดต่อคำสั่งหัวหน้าคสช.เพราะเกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนของชาวนาโดยตรง วันนี้ชาวนาเดือนร้อน พวกตนจึงคิดว่าจะนำเงินจากการขายหนังสือไปช่วยชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากราคาข้าวตกต่ำ เขาไม่มีเงินไปจ่าย ธกส. อย่างไรก็ตามยืนยันว่าจะมีการนำหนังสือดังกล่าวออกจำหน่ายต่อไป เพราะได้จัดพิมพ์มาแล้ว โดยจะมีการนำออกจำหน่ายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ/div divnbsp;/div divผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังการเจรจานายสมคิดได้แจกหนังสือชื่อ เส้นทางสามัญชนคนชื่อ สมคิด เชื้อคง ให้กับสื่อมวลชนแทนจากนั้นอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยทั้งหมดได้แยกย้ายและเดินทางกลับ/div div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

คสช.ส่งทหาร-ตร. สกัด อดีต ส.ส.เพื่อไทย เปิดตัวหนังสือจำนำข้าว

Sun, 03/26/2017 - 13:02
divทหาร-ตร. บุกสวนรถไฟห้ามอดีต ส.ส.เพื่อไทย เปิดตัวหนังสือ ทำลายจำนำข้าว แต่ฆ่าชาวนา อ้างคำสั่ง คสช. ท้ายสุดต้องแจกหนังสือ เส้นทางสามัญชนคนชื่อ สมคิด เชื้อคง ให้กับสื่อมวลชนแทน/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div diva href=http://www.thairath.co.th/content/895746ไทยรัฐออนไลน์/aรายงานเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2560 ที่ผ่านมาว่า ที่สวนวชิรเบญจทัศ(สวนรถไฟ) อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทย อาทิ นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ นายสุรสาล ผาสุข อดีต ส.ส.สิงห์บุรี นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี นายสุชาติ ลายน้ำเงิน อดีตส.ส.ลพบุรี และนายนิยม ช่างพินิจ อดีต ส.ส.พิษณุโลก เตรียมแถลงข่าวเปิดตัวหนังสือ ทำลายจำนำข้าว แต่ฆ่าชาวนา แต่เจ้าหน้าที่ทหารจากกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) และตำรวจ สน.บางซื่อ ได้เข้าควบคุมเพื่อดูแลพื้นที่ขอให้ยุติกิจกรรมดังกล่าว พร้อมปิดประกาศหน้าร้านอาหารที่จะทำการแถลงข่าว/div divnbsp;/div divโดยเป็นประกาศคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558 เรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ ระบุข้อ 12 ผู้ใดมั่วสุม หรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใด ๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้า คสช. และประกาศของ สน.บางซื่อ และสวนวชิรเบญจทัศ ที่ระบุว่าสวนสาธารณะเป็นสถานที่สำหรับให้ประชาชนทั่วไปออกกำลังกาย ไม่อนุญาตให้มีการจัดกิจกรรมหรือการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับการเมือง/div divnbsp;/div divโดย พ.ต.อ.เศกสิทธิ์ สุภาอ้วน ผกก.สน.บางซื่อ ได้ชี้แจงต่ออดีตส.ส.พรรคเพื่อไทยว่า ไม่สามารถอนุญาตให้จัดการแถลงข่าวได้ เพราะถือเป็นกิจกรรมทางการเมือง และเนื้อหาของหนังสืออาจเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมืองที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคม ด้านนายสมคิด กล่าวว่าตนพร้อมปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ ยืนยันว่าเนื้อหาในหนังสือไม่มีเจตนาสร้างขัดแย้งในสังคม แต่ต้องการอธิบายประโยชน์ที่ชาวนาจะได้รับจากโครงการรับจำนำข้าว และชี้แจงข้อเท็จจริงในโครงการที่ถูกบิดเบือน รวมทั้งการสัมภาษณ์ชาวนาในหลายพื้นที่เกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวเท่านั้น ไม่มีเนื้อหากระทบต่อรัฐบาล และคสช. อย่างไรก็ตามเมื่อเจ้าหน้าที่ขอร้องมา ตนก็พร้อมให้ความร่วมมือ/div divnbsp;/div divขณะที่นายยุทธพงษ์ กล่าวว่า หนังสือดังกล่าวมีเนื้อหา 434 หน้าจำหน่ายราคา 250 บาท เดิมทีตั้งใจจะนำหนังสือมาแจกจ่ายต่อสื่อมวลชน เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ แต่ไม่รู้ว่าเนื้อหาของหนังสือมีส่วนใดขัดต่อคำสั่งหัวหน้าคสช.เพราะเกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนของชาวนาโดยตรง วันนี้ชาวนาเดือนร้อน พวกตนจึงคิดว่าจะนำเงินจากการขายหนังสือไปช่วยชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากราคาข้าวตกต่ำ เขาไม่มีเงินไปจ่าย ธกส. อย่างไรก็ตามยืนยันว่าจะมีการนำหนังสือดังกล่าวออกจำหน่ายต่อไป เพราะได้จัดพิมพ์มาแล้ว โดยจะมีการนำออกจำหน่ายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ/div divnbsp;/div divผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังการเจรจานายสมคิดได้แจกหนังสือชื่อ เส้นทางสามัญชนคนชื่อ สมคิด เชื้อคง ให้กับสื่อมวลชนแทนจากนั้นอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยทั้งหมดได้แยกย้ายและเดินทางกลับ/div div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

คสช.ส่งทหาร-ตร. สกัด อดีต ส.ส.เพื่อไทย เปิดตัวหนังสือจำนำข้าว

Sun, 03/26/2017 - 13:02
divทหาร-ตร. บุกสวนรถไฟห้ามอดีต ส.ส.เพื่อไทย เปิดตัวหนังสือ ทำลายจำนำข้าว แต่ฆ่าชาวนา อ้างคำสั่ง คสช. ท้ายสุดต้องแจกหนังสือ เส้นทางสามัญชนคนชื่อ สมคิด เชื้อคง ให้กับสื่อมวลชนแทน/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div diva href=http://www.thairath.co.th/content/895746ไทยรัฐออนไลน์/aรายงานเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2560 ที่ผ่านมาว่า ที่สวนวชิรเบญจทัศ(สวนรถไฟ) อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทย อาทิ นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ นายสุรสาล ผาสุข อดีต ส.ส.สิงห์บุรี นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี นายสุชาติ ลายน้ำเงิน อดีตส.ส.ลพบุรี และนายนิยม ช่างพินิจ อดีต ส.ส.พิษณุโลก เตรียมแถลงข่าวเปิดตัวหนังสือ ทำลายจำนำข้าว แต่ฆ่าชาวนา แต่เจ้าหน้าที่ทหารจากกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) และตำรวจ สน.บางซื่อ ได้เข้าควบคุมเพื่อดูแลพื้นที่ขอให้ยุติกิจกรรมดังกล่าว พร้อมปิดประกาศหน้าร้านอาหารที่จะทำการแถลงข่าว/div divnbsp;/div divโดยเป็นประกาศคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558 เรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ ระบุข้อ 12 ผู้ใดมั่วสุม หรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใด ๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้า คสช. และประกาศของ สน.บางซื่อ และสวนวชิรเบญจทัศ ที่ระบุว่าสวนสาธารณะเป็นสถานที่สำหรับให้ประชาชนทั่วไปออกกำลังกาย ไม่อนุญาตให้มีการจัดกิจกรรมหรือการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับการเมือง/div divnbsp;/div divโดย พ.ต.อ.เศกสิทธิ์ สุภาอ้วน ผกก.สน.บางซื่อ ได้ชี้แจงต่ออดีตส.ส.พรรคเพื่อไทยว่า ไม่สามารถอนุญาตให้จัดการแถลงข่าวได้ เพราะถือเป็นกิจกรรมทางการเมือง และเนื้อหาของหนังสืออาจเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมืองที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคม ด้านนายสมคิด กล่าวว่าตนพร้อมปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ ยืนยันว่าเนื้อหาในหนังสือไม่มีเจตนาสร้างขัดแย้งในสังคม แต่ต้องการอธิบายประโยชน์ที่ชาวนาจะได้รับจากโครงการรับจำนำข้าว และชี้แจงข้อเท็จจริงในโครงการที่ถูกบิดเบือน รวมทั้งการสัมภาษณ์ชาวนาในหลายพื้นที่เกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวเท่านั้น ไม่มีเนื้อหากระทบต่อรัฐบาล และคสช. อย่างไรก็ตามเมื่อเจ้าหน้าที่ขอร้องมา ตนก็พร้อมให้ความร่วมมือ/div divnbsp;/div divขณะที่นายยุทธพงษ์ กล่าวว่า หนังสือดังกล่าวมีเนื้อหา 434 หน้าจำหน่ายราคา 250 บาท เดิมทีตั้งใจจะนำหนังสือมาแจกจ่ายต่อสื่อมวลชน เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ แต่ไม่รู้ว่าเนื้อหาของหนังสือมีส่วนใดขัดต่อคำสั่งหัวหน้าคสช.เพราะเกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนของชาวนาโดยตรง วันนี้ชาวนาเดือนร้อน พวกตนจึงคิดว่าจะนำเงินจากการขายหนังสือไปช่วยชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากราคาข้าวตกต่ำ เขาไม่มีเงินไปจ่าย ธกส. อย่างไรก็ตามยืนยันว่าจะมีการนำหนังสือดังกล่าวออกจำหน่ายต่อไป เพราะได้จัดพิมพ์มาแล้ว โดยจะมีการนำออกจำหน่ายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ/div divnbsp;/div divผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังการเจรจานายสมคิดได้แจกหนังสือชื่อ เส้นทางสามัญชนคนชื่อ สมคิด เชื้อคง ให้กับสื่อมวลชนแทนจากนั้นอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยทั้งหมดได้แยกย้ายและเดินทางกลับ/div div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

'จารุพงศ์' แถลง 5 ข้อ โต้ก่อการร้าย-จี้ยกเลิก ม.44

Sun, 03/26/2017 - 12:12
div'จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ' แถลงในนามองค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ปฏิเสธข้อกล่าวหาก่อการร้าย จี้รัฐยกเลิกใช้อำนาจ ม.44/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div26 มี.ค. 2560 a href=http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/747144เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ/a เผยแพร่แถลงการณ์ของนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการ องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ซึ่งระบุว่าแถลง ณ วันที่ 24 มีนาคม พุทธศักราช 2560 โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้/div divnbsp;/div divตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ให้ฝ่ายปฏิบัติการจิตวิทยา หรือฝ่ายไอโอ ของหน่วยทหารออกข่าวประสานกันตามเครือข่ายที่จัดตั้งไว้ เพื่อสร้างสถานการณ์ รวบบุคคลที่เห็นต่างทางการเมืองทุกคนทุกกลุ่มเข้าด้วยกัน โดยป้ายสีว่า เป็นผู้ก่อการร้าย สร้างความไม่สงบให้กับประเทศไทย ดังที่ปรากฏชัดในปัจจุบันนี้นั้นnbsp;/div divnbsp;/div divองค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาที่ถูกใส่ร้ายป้ายสี โยงองค์การเสรีไทยฯ ให้เป็นองค์การผู้ก่อการร้ายและขอยืนยันความจริงต่างๆ เกี่ยวกับเป้าหมายและการดำเนินงานขององค์การฯ ดังต่อไปนี้ ปฐมบทของการก่อตั้งองค์การเสรีไทยฯ เป็นเพราะเราไม่ยอมรับอำนาจของคณะรัฐประหารที่ได้มาจากการสร้างสถานการณ์ปั่นปวนทางการเมืองโดยกลุ่มบุคคลในเครือข่ายเผด็จการไทย เรายืนยันที่จะต่อสู้เรียกร้องสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกอย่างเสรีตามระบอบการปกครองตามหลักการประชาธิปไตยอย่างแท้จริงnbsp;/div divnbsp;/div divการที่ คสช. ออกคำสั่งต่างๆ หลังการยึดอำนาจและยังเลวร้ายหนักขึ้นในวันนี้ จนถึงกับมีการอ้างกฎหมายรัฐธรรมนญมาตรา 44 ที่อุปโลกน์ให้หัวหน้า คสช. มีอำนาจล้นแผ่นดิน สามารถส่งให้กำจัดสิทธและเสรีภาพของประชาชนอยางกว้างขวางและไร้วงจำกัดนั้น เป็นสิ่งที่เราไม่ยอมรับมาโดยตลอด และจะขอต่อต้านจนกว่าจะมีการยกเลิกการจำกัดสิทธเสรีภาพในการแสดงออก แล้วให้ทุกคนมีสิทธเท่าเทียมเสมอภาคกันและอยู่ร่วมกันบนหลักนิติรัฐและการเคารพสิทธิมนษยชนอย่างมีภราดรภาพได้nbsp;/div divnbsp;/div divอนึ่ง ขอประกาศว่า องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ได้ยึดมั่นและต่อสู้ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์สำคัญ ๆ ดังนี้ 1. รัฐบาลไทยจะตองเคารพสิทธิมนุษยชนทั้งโดยพฤตินัยและนิตินัย ตามข้อผูกพันทุกเรื่องที่รัฐไทยได้ลงนาม รับพันธสัญญาไว้กับองค์การสหประชาชาติnbsp;/div divnbsp;/div div2. รัฐไทยต้องถูกสถาปนาให้ใช้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่แท้จริง อันเป็นการปกครองที่อำนาจเป็นของประชาชน ใช้โดยตัวแทนที่ได้รับฉันทานุมติจากปวงชน และทำเพื่อพิทักษ์ รักษาและอำนวยประโยชน์แก่ปวงชนทุกกลุ่มในชาติ โดยประกันสิทธิและเสรีภาพของทุกคน บนความเสมอภาค การเคารพ-กฎหมาย และการเคารพเสียงข้างมากของปวงชนnbsp;/div divnbsp;/div div3.องค์การเสรีไทยฯ สนับสนุนระบบคุณธรรมและต่อต้านระบบอุปถัมภ์ที่ใชการแต่งตั้งแทนการเลือกตั้งและใช้กฎหมู่หรือ “อภินิหารทางกฎหมาย”แทนระบบนิติรัฐ-นิติธรรม กล่าวคือ ระบอบเผด็จการไทยวันนี้ ใช้ระบบอุปถัมภ์แต่งตั้งคนของเครือข่ายเผด็จการขึ้นใช้อำนาจของปวงชน แทนระบบคุณธรรม ที่ส่งเสริมคนดีมีความรู้และความสามารถให้ได้มีโอกาสบริหารประเทศชาติ เพื่อประโยชน์ของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริงnbsp;/div divnbsp;/div div4. รัฐบาลจากการรัฐประหาร จะต้องยกเลิกการใช้อำนาจตามมาตรา ๔๔ ซึ่งไปละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ระบุไว้ ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration for Human Rights) เกือบทุกมาตรา ในจำนวน 30 มาตราที่องค์การสหประชาชาติประกันไว โดยการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ป่าเถื่อนถึงขั้นสังหารหมู่ประชาชนผู้ต่อต้านระบอบเผด็จการ ได้เกิดขึ้นซ้ำซาก นับแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 6 ตุลาคม 2519 พฤษภาคม 2535 เมษายน-พฤษภาคม 2553 และวันนี้การจ้องกดขี่ ข่มขู่ และใช้ความรุนแรงรูป แบบต่าง ๆ ต่อประชาชน กำลังจะกลับมาและจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างน่ากลัวยิ่งnbsp;/div divnbsp;/div div5.รัฐบาลเผด็จการทหารจะต้องเร่งคืนอำนาจให้แก่ปวงชนชาวไทย โดยการจัดให้มีการเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมโดยเร็วที่สุด เพื่อไมให้ความขัดแย้งและเสียหายต่อประเทศชาติบานปลายจนยากจะแก้ไขโดยสันติnbsp;/div divnbsp;/div divทั้งนี้ ในฐานะองค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนที่ไมแสวงกำไร องค์การเสรีไทยฯ ได้ยึดหลักสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยเป็นเป้าหมายและวิธีการ โดยถือสันติวิธี ใช้ความรู้และความจริง ตลอดจนอาศัยการรวมตัวกันของคนไทยทั่วโลก บนความชอบธรรมของเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่ถูกรัฐบาลเถื่อนปล้นอำนาจและผลประโยชน์nbsp;/div divnbsp;/div divโดยเราถือว่า เมื่อปวงชนในประเทศไม่สามารถใช้กำลังหรือความรุนแรงต่อต้านเผด็จการที่ยึด อำนาจได้เบ็ดเสร็จ เราก็ต้องอดทนและให้โอกาสผู้ถืออำนาจรัฐทำงานจนถึงที่สุดและใช้นโยบายโลกล้อมประเทศและการให้ความรู้กับพี่น้องร่วมชาติมาโดยตลอด และหวังว่า ทุกฝ่ายจะร่วมมือกันในฐานะพี่น้องร่วมชาติ ในการนำพาประเทศพ้นจากความขัดแย้งอันถึงจุดใกล้วิกฤตินี้โดยเร็ว ก่อนที่จะสายเกินไปnbsp;/div divnbsp;/div div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

'จารุพงศ์' แถลง 5 ข้อ โต้ก่อการร้าย-จี้ยกเลิก ม.44

Sun, 03/26/2017 - 12:12
div'จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ' แถลงในนามองค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ปฏิเสธข้อกล่าวหาก่อการร้าย จี้รัฐยกเลิกใช้อำนาจ ม.44/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div26 มี.ค. 2560 a href=http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/747144เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ/a เผยแพร่แถลงการณ์ของนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการ องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ซึ่งระบุว่าแถลง ณ วันที่ 24 มีนาคม พุทธศักราช 2560 โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้/div divnbsp;/div divตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ให้ฝ่ายปฏิบัติการจิตวิทยา หรือฝ่ายไอโอ ของหน่วยทหารออกข่าวประสานกันตามเครือข่ายที่จัดตั้งไว้ เพื่อสร้างสถานการณ์ รวบบุคคลที่เห็นต่างทางการเมืองทุกคนทุกกลุ่มเข้าด้วยกัน โดยป้ายสีว่า เป็นผู้ก่อการร้าย สร้างความไม่สงบให้กับประเทศไทย ดังที่ปรากฏชัดในปัจจุบันนี้นั้นnbsp;/div divnbsp;/div divองค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาที่ถูกใส่ร้ายป้ายสี โยงองค์การเสรีไทยฯ ให้เป็นองค์การผู้ก่อการร้ายและขอยืนยันความจริงต่างๆ เกี่ยวกับเป้าหมายและการดำเนินงานขององค์การฯ ดังต่อไปนี้ ปฐมบทของการก่อตั้งองค์การเสรีไทยฯ เป็นเพราะเราไม่ยอมรับอำนาจของคณะรัฐประหารที่ได้มาจากการสร้างสถานการณ์ปั่นปวนทางการเมืองโดยกลุ่มบุคคลในเครือข่ายเผด็จการไทย เรายืนยันที่จะต่อสู้เรียกร้องสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกอย่างเสรีตามระบอบการปกครองตามหลักการประชาธิปไตยอย่างแท้จริงnbsp;/div divnbsp;/div divการที่ คสช. ออกคำสั่งต่างๆ หลังการยึดอำนาจและยังเลวร้ายหนักขึ้นในวันนี้ จนถึงกับมีการอ้างกฎหมายรัฐธรรมนญมาตรา 44 ที่อุปโลกน์ให้หัวหน้า คสช. มีอำนาจล้นแผ่นดิน สามารถส่งให้กำจัดสิทธและเสรีภาพของประชาชนอยางกว้างขวางและไร้วงจำกัดนั้น เป็นสิ่งที่เราไม่ยอมรับมาโดยตลอด และจะขอต่อต้านจนกว่าจะมีการยกเลิกการจำกัดสิทธเสรีภาพในการแสดงออก แล้วให้ทุกคนมีสิทธเท่าเทียมเสมอภาคกันและอยู่ร่วมกันบนหลักนิติรัฐและการเคารพสิทธิมนษยชนอย่างมีภราดรภาพได้nbsp;/div divnbsp;/div divอนึ่ง ขอประกาศว่า องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ได้ยึดมั่นและต่อสู้ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์สำคัญ ๆ ดังนี้ 1. รัฐบาลไทยจะตองเคารพสิทธิมนุษยชนทั้งโดยพฤตินัยและนิตินัย ตามข้อผูกพันทุกเรื่องที่รัฐไทยได้ลงนาม รับพันธสัญญาไว้กับองค์การสหประชาชาติnbsp;/div divnbsp;/div div2. รัฐไทยต้องถูกสถาปนาให้ใช้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่แท้จริง อันเป็นการปกครองที่อำนาจเป็นของประชาชน ใช้โดยตัวแทนที่ได้รับฉันทานุมติจากปวงชน และทำเพื่อพิทักษ์ รักษาและอำนวยประโยชน์แก่ปวงชนทุกกลุ่มในชาติ โดยประกันสิทธิและเสรีภาพของทุกคน บนความเสมอภาค การเคารพ-กฎหมาย และการเคารพเสียงข้างมากของปวงชนnbsp;/div divnbsp;/div div3.องค์การเสรีไทยฯ สนับสนุนระบบคุณธรรมและต่อต้านระบบอุปถัมภ์ที่ใชการแต่งตั้งแทนการเลือกตั้งและใช้กฎหมู่หรือ “อภินิหารทางกฎหมาย”แทนระบบนิติรัฐ-นิติธรรม กล่าวคือ ระบอบเผด็จการไทยวันนี้ ใช้ระบบอุปถัมภ์แต่งตั้งคนของเครือข่ายเผด็จการขึ้นใช้อำนาจของปวงชน แทนระบบคุณธรรม ที่ส่งเสริมคนดีมีความรู้และความสามารถให้ได้มีโอกาสบริหารประเทศชาติ เพื่อประโยชน์ของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริงnbsp;/div divnbsp;/div div4. รัฐบาลจากการรัฐประหาร จะต้องยกเลิกการใช้อำนาจตามมาตรา ๔๔ ซึ่งไปละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ระบุไว้ ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration for Human Rights) เกือบทุกมาตรา ในจำนวน 30 มาตราที่องค์การสหประชาชาติประกันไว โดยการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ป่าเถื่อนถึงขั้นสังหารหมู่ประชาชนผู้ต่อต้านระบอบเผด็จการ ได้เกิดขึ้นซ้ำซาก นับแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 6 ตุลาคม 2519 พฤษภาคม 2535 เมษายน-พฤษภาคม 2553 และวันนี้การจ้องกดขี่ ข่มขู่ และใช้ความรุนแรงรูป แบบต่าง ๆ ต่อประชาชน กำลังจะกลับมาและจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างน่ากลัวยิ่งnbsp;/div divnbsp;/div div5.รัฐบาลเผด็จการทหารจะต้องเร่งคืนอำนาจให้แก่ปวงชนชาวไทย โดยการจัดให้มีการเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมโดยเร็วที่สุด เพื่อไมให้ความขัดแย้งและเสียหายต่อประเทศชาติบานปลายจนยากจะแก้ไขโดยสันติnbsp;/div divnbsp;/div divทั้งนี้ ในฐานะองค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนที่ไมแสวงกำไร องค์การเสรีไทยฯ ได้ยึดหลักสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยเป็นเป้าหมายและวิธีการ โดยถือสันติวิธี ใช้ความรู้และความจริง ตลอดจนอาศัยการรวมตัวกันของคนไทยทั่วโลก บนความชอบธรรมของเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่ถูกรัฐบาลเถื่อนปล้นอำนาจและผลประโยชน์nbsp;/div divnbsp;/div divโดยเราถือว่า เมื่อปวงชนในประเทศไม่สามารถใช้กำลังหรือความรุนแรงต่อต้านเผด็จการที่ยึด อำนาจได้เบ็ดเสร็จ เราก็ต้องอดทนและให้โอกาสผู้ถืออำนาจรัฐทำงานจนถึงที่สุดและใช้นโยบายโลกล้อมประเทศและการให้ความรู้กับพี่น้องร่วมชาติมาโดยตลอด และหวังว่า ทุกฝ่ายจะร่วมมือกันในฐานะพี่น้องร่วมชาติ ในการนำพาประเทศพ้นจากความขัดแย้งอันถึงจุดใกล้วิกฤตินี้โดยเร็ว ก่อนที่จะสายเกินไปnbsp;/div divnbsp;/div div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

'จารุพงศ์' แถลง 5 ข้อ โต้ก่อการร้าย-จี้ยกเลิก ม.44

Sun, 03/26/2017 - 12:12
div'จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ' แถลงในนามองค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ปฏิเสธข้อกล่าวหาก่อการร้าย จี้รัฐยกเลิกใช้อำนาจ ม.44/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div26 มี.ค. 2560 a href=http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/747144เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ/a เผยแพร่แถลงการณ์ของนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการ องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ซึ่งระบุว่าแถลง ณ วันที่ 24 มีนาคม พุทธศักราช 2560 โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้/div divnbsp;/div divตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ให้ฝ่ายปฏิบัติการจิตวิทยา หรือฝ่ายไอโอ ของหน่วยทหารออกข่าวประสานกันตามเครือข่ายที่จัดตั้งไว้ เพื่อสร้างสถานการณ์ รวบบุคคลที่เห็นต่างทางการเมืองทุกคนทุกกลุ่มเข้าด้วยกัน โดยป้ายสีว่า เป็นผู้ก่อการร้าย สร้างความไม่สงบให้กับประเทศไทย ดังที่ปรากฏชัดในปัจจุบันนี้นั้นnbsp;/div divnbsp;/div divองค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาที่ถูกใส่ร้ายป้ายสี โยงองค์การเสรีไทยฯ ให้เป็นองค์การผู้ก่อการร้ายและขอยืนยันความจริงต่างๆ เกี่ยวกับเป้าหมายและการดำเนินงานขององค์การฯ ดังต่อไปนี้ ปฐมบทของการก่อตั้งองค์การเสรีไทยฯ เป็นเพราะเราไม่ยอมรับอำนาจของคณะรัฐประหารที่ได้มาจากการสร้างสถานการณ์ปั่นปวนทางการเมืองโดยกลุ่มบุคคลในเครือข่ายเผด็จการไทย เรายืนยันที่จะต่อสู้เรียกร้องสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกอย่างเสรีตามระบอบการปกครองตามหลักการประชาธิปไตยอย่างแท้จริงnbsp;/div divnbsp;/div divการที่ คสช. ออกคำสั่งต่างๆ หลังการยึดอำนาจและยังเลวร้ายหนักขึ้นในวันนี้ จนถึงกับมีการอ้างกฎหมายรัฐธรรมนญมาตรา 44 ที่อุปโลกน์ให้หัวหน้า คสช. มีอำนาจล้นแผ่นดิน สามารถส่งให้กำจัดสิทธและเสรีภาพของประชาชนอยางกว้างขวางและไร้วงจำกัดนั้น เป็นสิ่งที่เราไม่ยอมรับมาโดยตลอด และจะขอต่อต้านจนกว่าจะมีการยกเลิกการจำกัดสิทธเสรีภาพในการแสดงออก แล้วให้ทุกคนมีสิทธเท่าเทียมเสมอภาคกันและอยู่ร่วมกันบนหลักนิติรัฐและการเคารพสิทธิมนษยชนอย่างมีภราดรภาพได้nbsp;/div divnbsp;/div divอนึ่ง ขอประกาศว่า องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ได้ยึดมั่นและต่อสู้ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์สำคัญ ๆ ดังนี้ 1. รัฐบาลไทยจะตองเคารพสิทธิมนุษยชนทั้งโดยพฤตินัยและนิตินัย ตามข้อผูกพันทุกเรื่องที่รัฐไทยได้ลงนาม รับพันธสัญญาไว้กับองค์การสหประชาชาติnbsp;/div divnbsp;/div div2. รัฐไทยต้องถูกสถาปนาให้ใช้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่แท้จริง อันเป็นการปกครองที่อำนาจเป็นของประชาชน ใช้โดยตัวแทนที่ได้รับฉันทานุมติจากปวงชน และทำเพื่อพิทักษ์ รักษาและอำนวยประโยชน์แก่ปวงชนทุกกลุ่มในชาติ โดยประกันสิทธิและเสรีภาพของทุกคน บนความเสมอภาค การเคารพ-กฎหมาย และการเคารพเสียงข้างมากของปวงชนnbsp;/div divnbsp;/div div3.องค์การเสรีไทยฯ สนับสนุนระบบคุณธรรมและต่อต้านระบบอุปถัมภ์ที่ใชการแต่งตั้งแทนการเลือกตั้งและใช้กฎหมู่หรือ “อภินิหารทางกฎหมาย”แทนระบบนิติรัฐ-นิติธรรม กล่าวคือ ระบอบเผด็จการไทยวันนี้ ใช้ระบบอุปถัมภ์แต่งตั้งคนของเครือข่ายเผด็จการขึ้นใช้อำนาจของปวงชน แทนระบบคุณธรรม ที่ส่งเสริมคนดีมีความรู้และความสามารถให้ได้มีโอกาสบริหารประเทศชาติ เพื่อประโยชน์ของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริงnbsp;/div divnbsp;/div div4. รัฐบาลจากการรัฐประหาร จะต้องยกเลิกการใช้อำนาจตามมาตรา ๔๔ ซึ่งไปละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ระบุไว้ ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration for Human Rights) เกือบทุกมาตรา ในจำนวน 30 มาตราที่องค์การสหประชาชาติประกันไว โดยการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ป่าเถื่อนถึงขั้นสังหารหมู่ประชาชนผู้ต่อต้านระบอบเผด็จการ ได้เกิดขึ้นซ้ำซาก นับแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 6 ตุลาคม 2519 พฤษภาคม 2535 เมษายน-พฤษภาคม 2553 และวันนี้การจ้องกดขี่ ข่มขู่ และใช้ความรุนแรงรูป แบบต่าง ๆ ต่อประชาชน กำลังจะกลับมาและจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างน่ากลัวยิ่งnbsp;/div divnbsp;/div div5.รัฐบาลเผด็จการทหารจะต้องเร่งคืนอำนาจให้แก่ปวงชนชาวไทย โดยการจัดให้มีการเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมโดยเร็วที่สุด เพื่อไมให้ความขัดแย้งและเสียหายต่อประเทศชาติบานปลายจนยากจะแก้ไขโดยสันติnbsp;/div divnbsp;/div divทั้งนี้ ในฐานะองค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนที่ไมแสวงกำไร องค์การเสรีไทยฯ ได้ยึดหลักสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยเป็นเป้าหมายและวิธีการ โดยถือสันติวิธี ใช้ความรู้และความจริง ตลอดจนอาศัยการรวมตัวกันของคนไทยทั่วโลก บนความชอบธรรมของเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่ถูกรัฐบาลเถื่อนปล้นอำนาจและผลประโยชน์nbsp;/div divnbsp;/div divโดยเราถือว่า เมื่อปวงชนในประเทศไม่สามารถใช้กำลังหรือความรุนแรงต่อต้านเผด็จการที่ยึด อำนาจได้เบ็ดเสร็จ เราก็ต้องอดทนและให้โอกาสผู้ถืออำนาจรัฐทำงานจนถึงที่สุดและใช้นโยบายโลกล้อมประเทศและการให้ความรู้กับพี่น้องร่วมชาติมาโดยตลอด และหวังว่า ทุกฝ่ายจะร่วมมือกันในฐานะพี่น้องร่วมชาติ ในการนำพาประเทศพ้นจากความขัดแย้งอันถึงจุดใกล้วิกฤตินี้โดยเร็ว ก่อนที่จะสายเกินไปnbsp;/div divnbsp;/div div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

TCIJ: 'โครงการตำบลละ 5 ล้าน' ถลุง 3.8 หมื่นล้าน ปัญหาซ้ำรอย 'ประชานิยม'

Sun, 03/26/2017 - 11:12
pรายงานพิเศษจาก TCIJ จากการส่งผู้ตรวจราชการเข้าตรวจสอบ ‘โครงการตำบลละ 5 ล้าน’ พบถลุงเงินแล้วรวม 38,775.38 ล้านบาท มีปัญหาและข้อวิพากษ์วิจารณ์ไม่ต่างจากโครงการประชานิยมก่อนหน้านี้ เช่น ประชาชนมีรายได้ไม่ต่อเนื่อง, มีแต่โครงการซ่อมแซม, ลักษณะโครงการแจกจ่ายไม่ยั่งยืน, ปรุงอาหารใช้ผงชูรสมากเกินไป ฯลฯ/p p!--break--!--break--/p pimg alt= height=585 src=http://www.tcijthai.com/backoffice/public/images/FILE-20170325-2232CAYMMQELBE9P.jpg style=color: rgb(0, 0, 0); font-family: THSarabunNew; font-size: 1.2em; font-variant-ligatures: common-ligatures; box-sizing: border-box; border: 0px; vertical-align: middle; max-width: 100%; height: auto; width=1040 //p pstrongspan style=color:#ff8c00;‘มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล’ หรือ ‘โครงการตำบลละ 5 ล้านบาท’ อัดฉีดเงินสู่ชนบท 7,255 ตำบล วงเงินรวม 36,275 ล้านบาทnbsp;/spana href=https://tambon.dopa.go.th/web/main.phpspan style=color:#ff8c00;ที่มาภาพ: ศูนย์สารสนเทศเพื่อการบริหารงานปกครอง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย/span/a/strong/p pหลังการเข้ายึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อกลางปี 2557 รัฐบาลคสช.ได้ออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจระดับรากหญ้าในชนบท รวมทั้งการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ต่างๆของรัฐ โดยโครงการที่ถือว่าเป็นการทุ่มงบประมาณมหาศาลไปยังภาคชนบทที่อนุมัติไปเมื่อช่วงปี 2558 อย่าง 3 มาตรการ ‘แพคเกจโครงการตำบลละ 5 ล้านบาท’ ซึ่งประกอบไปด้วย 1.มาตรการสำคัญเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและคนยากจนในการเสริมสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน 2.การสนับสนุนการจัดหาเครื่องจักรกลการเกษตรตามมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร 3.มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล (โครงการตำบลละ 5 ล้านบาท) ทั้ง 3 มาตรการนี้ได้ใช้เงินงบประมาณซึ่งเป็นภาษีจากประชาชนถึง 38,775.38 ล้านบาทnbsp;a href=http://www.tcijthai.com/news/2017/26/watch/6863(อ่านเพิ่มเติมใน จับตา: ว่าด้วยตัวเลขเม็ดเงิน ‘เบิกจ่าย-ยกเลิก-คืนคลัง’ โครงการตำบลละ 5 ล้าน)/anbsp;และเดิมทีมีกำหนดการใช้จ่ายเงินตามโครงการให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2558 แต่ต่อมาได้มีการเลื่อนปิดโครงการมาเป็นปลายเดือน มี.ค. 2559 ซึ่งจากการตรวจสอบโครงการโดยการระดมผู้ตรวจราชการหลายกระทรวงพบว่า ‘แพคเกจโครงการตำบลละ 5 ล้านบาท’ นี้ยังมีช่องโหว่และปัญหาเดิมๆ ไม่แตกต่างกับข้อวิจารณ์ ‘โครงการประชานิยม’ ของรัฐบาลในชุดที่ผ่าน ๆ มา/p table tbody tr td h4strongโครงการซ่อมแซมทรัพย์สินมากสุด-โครงการสร้างอาชีพหรือแค่ทำกับข้าวกินกันเอง ?/strong/h4 p style=text-align: center;span style=color:#ff8c00;strongnbsp;img alt= src=http://www.tcijthai.com/backoffice/public/images/FILE-20170325-22427295XEF2W4TE.jpg style=height: 413px; width: 600px; //strong/span/p pstrongspan style=color:#ff8c00;การซ่อมแซมหรือบูรณะทรัพย์สินที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ยังเป็นโครงการยอดฮิตในการอัดฉีดเม็ดเงินสู่ชนทบnbsp;/spana href=http://www.pacc.go.th/pacc_2015/uploads/files/12498480_988844744504533_283754256_n.jpgspan style=color:#ff8c00;ที่มาภาพ: สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ กระทรวงยุติธรรม (ป.ป.ท.)/span/a/strong/p pข้อมูลจากnbsp;a href=https://tambon.dopa.go.th/web/main.phpศูนย์สารสนเทศเพื่อการบริหารงานปกครอง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย/anbsp;ระบุว่าสำหรับ ‘มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล (โครงการตำบลละ 5 ล้านบาท)’ นั้นเมื่อแยกลักษณะของโครงการตามแต่ละประเภท (คำนวณจากโครงการที่ผ่านการอนุมัติระดับจังหวัดและบันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบ 120,791 โครงการ) พบว่าเป็นโครงการเกี่ยวกับการซ่อมแซมหรือบูรณะทรัพย์สินที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะถึง 84.03% (101,500 โครงการ), โครงการด้านเศรษฐกิจสังคม 10.49% (12,670 โครงการ) และเป็นโครงการส่งเสริมการพัฒนาชุมชนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง 5.48% (6,621 โครงการ) nbsp;และข้อค้นพบของผู้ตรวจราชการฯ ก็ระบุไว้ด้วยว่าโครงการเกี่ยวกับการซ่อมแซมหรือบูรณะทรัพย์สินส่วนใหญ่ไม่ส่งผลให้เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพโดยตรง และไม่ใช่เรื่องสำคัญเร่งด่วนในพื้นที่ เช่น การปรับปรุงซ่อมแซมศาลาประชาคม เป็นต้น ซึ่งส่งผลให้การใช้จ่ายงบประมาณไม่คุ้มค่า/p p style=text-align: center;span style=color:#ff8c00;strongnbsp;img alt= src=http://www.tcijthai.com/backoffice/public/images/FILE-20170325-2250LKWYB5X2YG7Z.jpg style=height: 550px; width: 550px; //strong/span/p pstrongspan style=color:#ff8c00;หลายโครงการมีความไม่ชอบมาพากลเช่นเดียวกับโครงการทำนองนี้ในอดีต เช่น การใช้วัสดุไม่ตรงตามแบบ เป็นต้นnbsp;/spana href=https://www.facebook.com/Watchdog.ACTspan style=color:#ff8c00;ที่มาภาพ: 'ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน' ขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)/span/a/strong/p pนอกจากนี้ ในหลายโครงการก็ยังมีความไม่ชอบมาพากลเช่นเดียวกับข้อวิพากษ์วิจารณ์โครงการทำนองนี้ในอดีต เช่น การก่อสร้างหลายรายการใช้วัสดุไม่ตรงตามแบบ เป็นต้น ตัวอย่างจากการตรวจสอบโครงการปรับปรุงต่อเติมศาลาหมู่บ้าน และจัดภูมิทัศน์รอบศาลาหมู่บ้าน แห่งหนึ่งใน จ.สุราษฎร์ธานี โดยnbsp;a href=https://www.facebook.com/Watchdog.ACTnbsp;'ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน' ขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)/anbsp;ระบุว่าในแรกเริ่ม โครงการฯ หมู่บ้านจะมีส่วนเพียงแค่เสนอโครงการเท่านั้น จากนั้นไม่มีส่วนร่วมอื่นอีกเลย โดยทางอำเภอได้เข้ามาดำเนินการทุกอย่าง ทั้งการจัดหาผู้รับเหมาเข้าดำเดินการก่อสร้าง ต่อมาเมื่อครบกำหนดงาน อำเภอส่งหนังสือให้ตรวจรับงานโดยไม่มีรายละเอียดอะไรให้ ผู้ใหญ่บ้านต้องทำเรื่องขอรายละเอียดแบบก่อสร้างเพื่อมาประกอบการตรวจงานและพบว่างานก่อสร้างไม่ถูกสเป็คตามแบบแปลนnbsp;a href=https://www.facebook.com/Watchdog.ACT/posts/1269679036397496(คลิ๊กอ่านเพิ่มเติมกรณีนี้)/a/p p style=text-align: center;img alt= src=http://www.tcijthai.com/backoffice/public/images/FILE-20170325-2233AW5B9MNZB85D.jpg style=height: 258px; width: 600px; //p pstrongspan style=color:#ff8c00;พบโครงการส่งเสริมอาชีพการทำอาหารเพื่อช่วยเหลือผู้ว่างงานและยกระดับคุณภาพชีวิต กลายเป็นแค่ทำกับข้าวกินกันเอง ไม่มีการสอนหรือบอกสูตรการปรุง แต่เหมือนการช่วยกันทำอาหารงานเลี้ยงงานบุญในชนบททั่วไปnbsp;/spana href=https://www.facebook.com/Watchdog.ACTspan style=color:#ff8c00;ที่มาภาพ: 'ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน' ขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)/span/a/strong/p pข่าวฮือฮาอีกหนึ่งกรณีในช่วงการดำเนินโครงการตำบลละ 5 ล้าน ก็คือตัวอย่างโครงการส่งเสริมอาชีพการทำอาหารเพื่อช่วยเหลือผู้ว่างงานและยกระดับคุณภาพชีวิตของตำบลหนึ่งใน จ.นครปฐม จากการขุดคุ้ยของปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน ระบุว่าการทำกิจกรรมส่งเสริมอาชีพการทำอาหารดังกล่าวใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 10 วัน ผู้ใหญ่บ้านได้ให้คนสนิทหารายชื่อ ชวนชาวบ้านหรือคนว่างงานเข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแม่บ้านสูงอายุ โดยช่วงเช้าของแต่ละวัน เวลาประมาณ 8-9 โมงเช้า จะให้ชาวบ้านมารวมตัวเพื่อถ่ายรูป จากนั้นแยกย้ายกันไปทำภารกิจส่วนตัว เหลือคนอยู่ต่อช่วยกันทำอาหารไม่มาก เมื่อถึงเวลาประมาณ 11 โมง ชาวบ้านก็จะทยอยกันมาเพื่อรับประทานอาหารที่ศาลาอเนกประสงค์ และนำอาหารกลับไปบ้าน หรือแบ่งไปแจกจ่ายคนอื่น โดยทำแบบนี้จนครบ 10 วัน ส่วนอาหารที่ทำเป็นอาหารพื้นบ้านทั่วไป เช่น ก๋วยเตี๋ยว กระเพาะปลา น้ำพริกกะปิ ปลาทูทอด ผักต้ม ไก่ทอด ขาหมู บ๊ะจ่าง ไข่เค็ม สาคูเปียกมะพร้าวอ่อน ขนมชั้น เป็นต้น ส่วนวิทยากรเป็นชาวบ้านที่รู้วิธีการทำอาหารเหล่านั้นแต่ไม่มีการสอนหรือบอกสูตรการปรุงแต่อย่างใด กิจกรรมเป็นลักษณะการช่วยกันทำอาหารเลี้ยงงานบุญในชนบททั่วไป และกิจกรรมจัดขึ้นโดยไม่มีเจ้าหน้าที่ของอำเภออยู่ดูแล เพียงแค่มาถ่ายรูปในแต่ละวันเท่านั้นnbsp;a href=https://www.facebook.com/Watchdog.ACT/photos/a.372914529407289.91778.372488206116588/1066832153348853/?type=3amp;theater(คลิ๊กอ่านเพิ่มเติมกรณีนี้)/a/p pสำหรับกิจกรรมส่งเสริมอาชีพด้านการทำอาหารนั้น ในรายงานของผู้ตรวจราชการ ยังระบุไว้ด้วยว่า การใช้วัตถุดิบประเภทผงปรุงรสและผงเติมรสในโครงการส่งเสริมอาชีพและการทำอาหารมากเกินความจำเป็นและน่าจะมีผลเสียต่อสุขภาพของประชาชน ด้วยnbsp;/p /td /tr /tbody /table p style=box-sizing: border-box; margin: 0px 0px 1em; font-size: 1.2em; color: rgb(0, 0, 0); font-family: THSarabunNew; font-variant-ligatures: common-ligatures;nbsp;/p h4strongตรวจพบnbsp;‘ช่องโหว่และปัญหา’ เพียบ/strong/h4 p style=box-sizing: border-box; margin: 0px 0px 1em; font-size: 1.2em; color: rgb(0, 0, 0); font-family: THSarabunNew; font-variant-ligatures: common-ligatures; text-align: center;strong style=color: rgb(79, 162, 60); font-size: 14.4px; text-align: start; box-sizing: border-box;img alt= src=http://www.tcijthai.com/backoffice/public/images/FILE-20170325-2257VMRV3WSCZT4B.jpg style=box-sizing: border-box; border: 0px; vertical-align: middle; max-width: 100%; height: 309px; width: 550px; //strong/p pstrongspan style=color:#ff8c00;อย่างนี้ก็มีด้วย? จากการตรวจสอบโดยผู้ตรวจราชการ พบตัวอย่างการอนุมัติโครงการตำบลละ 5 ล้าน โครงการโรงสีข้าวชุมชนแห่งหนึ่ง ซึ่งมี 2 กิจกรรมย่อย ได้แก่ โรงสีชุมชนและระบบสายส่งไฟฟ้า แต่กลับมีการอนุมัติงบประมาณเฉพาะโรงสีชุมชน ไม่ได้อนุมัติระบบสายส่งไฟฟ้า จึงทำให้ไม่มีไฟฟ้าใช้ในการเดินเครื่องจักรnbsp;/spana href=http://thainews.prd.go.th/website_th/news/news_detail/TNEVN5911070010045span style=color:#ff8c00;ที่มาภาพประกอบ: สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์/span/a/strong/p pข้อมูลจากnbsp;a href=http://www.opm.go.th/opmportal/multimedia/grichin/Documents/AIR/2016/air2016_stimulus.pdf'รายงานผลการตรวจราชการแบบบูรณาการของผู้ตรวจราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2559 ประเด็นนโยบายเร่งด่วน (Hot Issue) เรื่อง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ : มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล'/anbsp;โดย ผู้ตรวจราชการกระทรวงกระทรวงมหาดไทย ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้ตรวจราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ตรวจติดตามการดำเนินโครงการภายใต้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่หน่วยงานในสังกัดเป็นหน่วยเบิกจ่าย ซึ่งประกอบไปด้วย1.มาตรการสำคัญเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและคนยากจนในการเสริมสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน 2.การสนับสนุนการจัดหาเครื่องจักรกลการเกษตรตามมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และ 3.มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล (โครงการตำบลละ 5 ล้านบาท) โดยได้ส่งรายงานฉบับนี้ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) พบช่องโหว่และปัญหาสำคัญ ๆ ดังนี้/p pการขาดประสบการณ์ของกลุ่มชาวบ้านnbsp;พบบางกลุ่มไม่มีประสบการณ์ในการประกอบอาชีพที่ได้รับการสนับสนุน ส่งเสริมทั้งด้านการผลิตการบริหารจัดการ และการตลาด ซึ่งอาจทำให้โครงการไม่ประสบผลสำเร็จหรือไม่ยั่งยืนnbsp;หลายโครงการมีลักษณะเป็นการแจกจ่ายปัจจัยการผลิตnbsp;เช่น พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ปุ๋ย เป็นต้น หากขาดการบริหารจัดการที่ดี อาจทำให้โครงการไม่ประสบผลสำเร็จ เกิดประโยชน์เพียงระยะเวลาหนึ่งขาดความต่อเนื่องยั่งยืนnbsp;การดำเนินโครงการที่มีลักษณะการผลิตสินค้าเพื่อการบริโภคแต่ยังขาดองค์ความรู้ในเรื่องมาตรฐานการผลิตnbsp;ตัวอย่างเช่น พบโครงการผลิตน้ำดื่มในภาชนะที่ปิดสนิท และการผลิตอาหารแปรรูปที่บรรจุในภาชนะพร้อมจำหน่าย เป็นต้น ซึ่งลักษณะผลิตภัณฑ์จะต้องดำเนินการผลิตให้ได้มาตรฐาน Primary GMP ต้องดำเนินการขออนุญาต หรือดำเนินการให้เป็นไปตามกฎกระทรวง ระเบียบข้อกำหนดหรือกฎหมายซึ่งกระทรวงมหาดไทยควรประสานแจ้งข้อมูลให้กระทรวงสาธารณสุข (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) ทราบข้อมูลและเร่งดาเนินการให้คำแนะนำ ช่วยเหลือแก่กลุ่มราษฎรในพื้นที่ เพื่อดำเนินการผลิตให้ได้มาตรฐานความปลอดภัย เป็นการดูแลสุขภาพของคนในชุมชน และทำให้โครงการของรัฐมีความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณ เป็นต้นnbsp;บางโครงการได้รับอนุมัติงบประมาณไม่ครบทุกกิจกรรมnbsp;ทำให้โครงการไม่สามารถดำเนินการได้ หรือไม่เต็มประสิทธิภาพ เช่น โครงการโรงสีข้าวชุมชน มี 2 กิจกรรมย่อย ได้แก่ โรงสีชุมชนและระบบสายส่งไฟฟ้า ได้รับงบประมาณเฉพาะโรงสีชุมชนแต่ไม่ได้รับการอนุมัติระบบสายส่งไฟฟ้า จึงทำให้ไม่มีไฟฟ้าใช้ในการเดินเครื่องจักร เป็นต้น/p pโครงการมีขนาดเล็ก มีจำนวนโครงการมาก ส่วนใหญ่เป็นโครงการด้านสิ่งก่อสร้างที่ไม่ส่งผลให้เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพnbsp;พบ หลายตำบลใช้วิธีการหารเฉลี่ยงบประมาณให้กับแต่ละหมู่บ้าน ผลที่เกิดขึ้น คือ โครงการมีขนาดเล็ก มีจำนวนโครงการมากส่วนใหญ่เป็นโครงการด้านสิ่งก่อสร้างที่ไม่ส่งผลให้เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพโดยตรง และเป็นโครงการใหม่ขาดความพร้อมในการดำเนินการ ซึ่งส่งผลต่อเนื่องให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินโครงการ ตั้งแต่การจัดทำแบบรูปรายการละเอียด การประมาณราคาค่าก่อสร้าง และการดำเนินกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเนื่องจากจำนวนเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอกับปริมาณโครงการที่มีจำนวนมาก และ การขออนุญาตใช้พื้นที่ดำเนินโครงการ เนื่องจากขั้นตอนการขออนุญาตต้องใช้ระยะเวลานาน ประกอบกับ บางตำบล/อำเภอพื้นที่ทั้งหมดอยู่ในพื้นที่ป่า หรือพื้นที่อุทยานnbsp;บางตำบลมีการจัดทำโครงการลักษณะเดียวกันหลายโครงการnbsp;ที่อาจไม่ใช่ปัญหาสำคัญเร่งด่วนในพื้นที่ เช่น การปรับปรุงซ่อมแซมศาลาประชาคม เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลให้การใช้จ่ายงบประมาณไม่คุ้มค่าnbsp;มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในพื้นที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นระยะเวลาสั้น ๆ ไม่ต่อเนื่องnbsp;ซึ่งเกิดจากมีการจัดซื้อจัดจ้างจากร้านค้าในพื้นที่ และการจ้างแรงงานที่ทำให้เกษตรกรหรือผู้มีรายได้น้อยมีงานทำและมีรายได้นำไปซื้อสินค้าและบริการ อย่างไรก็ดี เงินหมุนเวียนและการเกิดรายได้เป็นเพียงระยะเวลาสั้น ๆ กำลังซื้อที่เกิดขึ้นไม่ต่อเนื่อง/p pบางพื้นที่ผู้ประกอบการรายเดียวเป็นผู้รับจ้างหลายโครงการหรือทุกโครงการnbsp;เนื่องจากในพื้นที่มีผู้ประกอบการน้อยราย ซึ่งอาจส่งผลให้ไม่สามารถส่งมอบงานได้ทันตามระยะเวลาที่กำหนดในสัญญาnbsp;ลักษณะโครงการที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดกับเกณฑ์การพิจารณาอนุมัติงบประมาณของสำนักงบประมาณไม่สอดรับกันnbsp;โดยสำนักงบประมาณมิได้แจ้งเกณฑ์การพิจารณาว่าโครงการลักษณะใดที่ไม่ควรเสนอของบประมาณ จึงทำให้โครงการที่ผ่านการพิจาณาของคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการระดับจังหวัดอาจไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ เช่น การปรับปรุงภูมิทัศน์ภายในหมู่บ้าน การปลูกป่า เป็นต้น โดยสำนักงบประมาณพิจารณาว่าไม่เป็นการช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาภายในตำบลหรือชุมชน ทำให้ชุมชนต้องเสนอโครงการใหม่ ซึ่งส่งผลให้การดำเนินโครงการล่าช้าออกไป/p pกลุ่มสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรเสนอขอรับการสนับสนุนน้อยnbsp;เนื่องจากการประชาสัมพันธ์ยังไม่ครอบคลุม และภาครัฐไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ การบริหารจัดการ ทรัพย์สินที่เกิดจากโครงการให้ชัดเจนตั้งแต่แรก ทำให้กลุ่มเกษตรกร/สหกรณ์ ไม่แน่ใจว่าได้รับประโยชน์จากโครงการอย่างไรบ้าง และต้องมีค่าใช้จ่ายหรือไม่nbsp;ในช่วงแรกของกลุ่มสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร ยังไม่สามารถนำเครื่องจักรกลทางการเกษตรไปใช้งานได้nbsp;เนื่องจากต้องรอการขึ้นทะเบียนครุภัณฑ์และการขอยืมใช้ ขณะที่การรับประกันสินค้าเริ่มตั้งแต่วันที่ตรวจรับงานจากผู้ขาย ทำให้เสียประโยชน์ของการรับประกันสินค้าnbsp;เครื่องจักรกลการเกษตรบางรายการไม่สามารถใช้งานได้เต็มศักยภาพnbsp;เนื่องจากได้รับอนุมัติงบประมาณต่ำกว่าคำขอ ทำให้ต้องปรับคุณลักษณะให้สามารถจัดหาได้ภายในวงเงินที่ได้รับอนุมัติ เช่น จัดซื้อได้เฉพาะตัวรถไถ ไม่มีพานไถ เป็นต้นnbsp;บางกลุ่มได้รับอนุมัติงบประมาณไม่ครบรายการตามคำขอ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้งานnbsp;เช่น ได้รับงบประมาณเฉพาะการจัดซื้อรถไถ แต่ไม่ได้รับงบประมาณในการจัดซื้อรถบรรทุก ซึ่งกลุ่มมีความจำเป็นต้องใช้ในการเคลื่อนย้ายรถไถระหว่างพื้นที่ของสมาชิกแต่ละราย เป็นต้น/p pบางพื้นที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในหลักการเสนอโครงการภายใต้แต่ละมาตรการnbsp;โดยที่การดำเนินงานทั้ง 3 มาตรการ อยู่ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน แต่หลักการเสนอโครงการภายใต้แต่ละมาตรการแตกต่างกัน โดยมาตรการสำคัญเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและคนยากจนในการเสริมสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน กำหนดให้กลุ่มของเกษตรกรหรือองค์กรของเกษตรกรที่มีการรวมกลุ่มกันเอง หรือกลุ่มที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเป็นผู้เสนอโครงการ สำหรับการสนับสนุนการจัดหาเครื่องจักรกลการเกษตรให้แก่กลุ่มสหกรณ์ กำหนดให้สหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรที่มีการจดทะเบียนตามกฎหมาย และมีการดำเนินงานบริหารที่ต่อเนื่องเป็นผู้เสนอโครงการ ส่วนมาตรการตำบลละ 5 ล้านบาท กำหนดให้คณะกรรมการหมู่บ้าน/ชุมชนเป็นผู้เสนอโครงการ ดังนั้น ในระยะแรกประชาชนจึงอาจมีความสับสนในการเสนอโครงการ เนื่องจากหน่วยงานในพื้นที่มีระยะเวลาในการชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนน้อย จึงทำให้การเสนอโครงการอาจเกิดข้อผิดพลาดและล่าช้า/p pวัสดุครุภัณฑ์การเกษตรบางรายการได้รับอนุมัติงบประมาณต่ำกว่าราคาตลาดในพื้นที่nbsp;เนื่องจากเป็นพื้นที่ห่างไกล มีค่าใช้จ่ายในการขนส่งสูง เช่น พื้นที่เขา พื้นที่ชายแดน หรือพื้นที่เกาะ เป็นต้นnbsp;งบประมาณในการจัดซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรบางรายการไม่เพียงพอ ต้องส่งคืนงบประมาณnbsp;เนื่องจากการประมาณการราคากลางผิดพลาด หรือได้รับอนุมัติงบประมาณต่ำกว่าราคาที่จำหน่ายในท้องตลาด ทำให้ไม่มีผู้สนใจยื่นเสนอราคาnbsp;บุคลากรไม่มีความรู้ความชำนาญทางช่างโยธาnbsp;ส่วนใหญ่เป็นโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต้องเขียนแบบรูปรายการ ขณะที่หน่วยงานเจ้าของโครงการส่วนใหญ่ คือ อำเภอ ซึ่งไม่มีบุคลากรด้านที่มีความรู้ความชำนาญทางช่างโยธา ต้องขอความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นในพื้นที่ อาทิ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมชลประทาน กรมโยธาธิการและผังเมือง ทำให้การประมาณราคาและจัดทำรูปแบบรายการล่าช้า นอกจากนี้ ช่างผู้ควบคุมงานต้องรับผิดชอบหลายโครงการ ทำให้เขียนรายงานประจำวันไม่ทัน ส่งผลให้การจัดทำเอกสารการเบิกจ่ายล่าช้าไปด้วยnbsp;/p pความเร่งรีบในการจัดทำโครงการnbsp;ทำให้รายละเอียดเอกสารประกอบการดำเนินโครงการไม่สมบูรณ์หรือผิดพลาด เช่น การคำนวณราคากลาง คุณลักษณะ ใบเสนอราคา แบบรูปรายการ ความพร้อมของพื้นที่ เป็นต้น ส่งผลให้ต้องมีการขออนุมัติแก้ไขโครงการ ทำให้การดำเนินโครงการล่าช้าออกไปnbsp;เนื้องานกับงบประมาณ ไม่สอดคล้องกันnbsp;ระยะเวลาการจัดทำโครงการมีจำกัด ทำให้เกิดข้อผิดพลาดในรายละเอียดของโครงการกำหนดเนื้องานกับงบประมาณ ไม่สอดคล้องกัน คุณลักษณะเฉพาะของวัสดุครุภัณฑ์ที่กำหนดไม่มีจาหน่ายในท้องตลาด จัดทำรายละเอียดโครงการและแบบแปลนไม่ชัดเจน พิมพ์คลาดเคลื่อนnbsp;บางโครงการประมาณการราคาไว้ต่ำ หรือบางโครงการถูกปรับลดงบประมาณnbsp;วงเงินของครุภัณฑ์บางรายการที่สำนักงบประมาณอนุมัติมีราคาต่ำกว่าท้องตลาดในพื้นที่ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างได้ เช่น รถแทรกเตอร์ แม่พันธุ์-พ่อพันธุ์สัตว์ เป็นต้น ทำให้ต้องมีการปรับคุณลักษณะหรือรายละเอียดของวัสดุครุภัณฑ์ให้สามารถจัดหาได้ภายในวงเงินที่ได้รับอนุมัติ ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพของวัสดุครุภัณฑ์ ประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการใช้งาน และอาจไม่ตรงกับความต้องการของเกษตรกร อาทิ มีแต่ตัวเครื่องจักรกลไม่มีอุปกรณ์ต่อพ่วง หรือพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ที่มีอายุน้อยมีอัตราการตายสูงและความลำบากในการขนส่งย่อมมีความแตกต่างกัน เช่น พื้นที่ชายฝั่งและพื้นที่เกาะ พื้นที่ราบและพื้นที่ภูเขาสูงพื้นที่ในตัวจังหวัดและพื้นที่ห่างไกลจากตัวจังหวัด เป็นต้นnbsp;วัสดุครุภัณฑ์บางรายการมีการปรับราคาสูงขึ้นจากวันที่จัดทำโครงการnbsp;เนื่องจากการดำเนินโครงการในช่วงเวลาเดียวกันจำนวนมาก จึงมีความต้องการวัสดุครุภัณฑ์ประเภทเดียวกันสูง ราคาจึงปรับตัวสูงขึ้นตามอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น/p pชุมชนไม่ต้องการโครงการnbsp;ในเขตพื้นที่ของชุมชนเขตเทศบาลบางแห่ง พบปัญหาเรื่องการทำประชาคมทำให้ต้องยกเลิกโครงการ บางโครงการไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากช่วงระยะเวลาที่ได้รับอนุมัติงบประมาณไม่สอดคล้องกับฤดูกาลผลิต หรือพื้นที่ไม่พร้อมดำเนินการ โดยได้รับอนุมัติงบประมาณเมื่อล่วงเลยฤดูกาลผลิตไปแล้ว หรือพื้นที่อยู่ในช่วงประสบปัญหาภัยแล้ง ดินเค็ม พื้นที่ทรุดตัว ปลูกพืชอื่นทดแทนไปแล้ว รวมทั้งบางโครงการไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่ดำเนินโครงการnbsp;ผู้รับจ้างทิ้งงานnbsp;มีทั้งกรณีที่ทิ้งงานโดยยังมิได้เข้าดำเนินการ กับทิ้งงานโดยได้มีการดำเนินการไปบางส่วนแล้ว ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้หารือแนวทางการดาเนินงานกับคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ ได้ข้อสรุปว่า กระทรวงมหาดไทยสามารถบอกเลิกสัญญากับผู้รับจ้างรายเดิม และเริ่มต้นจัดหาผู้รับจ้างรายใหม่ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติมได้โดยไม่ต้องรอให้กระบวนการลงโทษผู้ทิ้งงานเสร็จสิ้นnbsp;ห้วงระยะเวลาในการดำเนินการโครงการไม่สอดคล้องกับการเบิกจ่ายงบประมาณnbsp;เช่นโครงการปลูกพืชหลังฤดูเก็บเกี่ยวของจังหวัดปัตตานี ซึ่งอยู่ระหว่างเดือนมีนาคม ถึงพฤษภาคม ซึ่งกระทรวงมหาดไทยกำหนดให้เบิกจ่ายแล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม จึงต้องเร่งดำเนินการจัดซื้อพันธุ์พืชมาเก็บไว้มีผลทำให้คุณภาพลดลง เป็นต้น บางโครงการดำเนินการได้ล่าช้า เนื่องจากพื้นที่ดำเนินโครงการมีฝนตกต่อเนื่อง ส่งผลให้การดำเนินโครงการล่าช้าnbsp;การดำเนินการจัดหาบางรายการล่าช้าเนื่องจากต้องมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะเฉพาะnbsp;เนื่องจากกำหนดคุณลักษณะเฉพาะไว้มีความคลาดเคลื่อน หรือเป็นรุ่นที่ไม่มีจำหน่ายในท้องตลาดแล้ว หรืองบประมาณที่ได้รับอนุมัติต่ำกว่าnbsp;หลายโครงการไม่มีผู้ยื่นเสนอราคารับดำเนินโครงการnbsp;เนื่องจากมีการดำเนินโครงการในช่วงเวลาเดียวกันจำนวนมาก ขณะที่ผู้ประกอบการในพื้นที่มีจำนวนน้อยราย ผู้ประกอบการจึงเลือกรับเฉพาะงานที่มีวงเงินงบประมาณสูง หรือพื้นที่ดำเนินการไม่ลำบาก/p pปริมาณงานของโครงการไม่ตรงกับความเป็นจริงnbsp;เช่น ปริมาณงานของโครงการประเภทขุดลอกแหล่งน้ำไม่ตรงกับความเป็นจริง เนื่องจากในรายละเอียดโครงการไม่ได้ระบุให้เป็นค่าเฉลี่ย ขณะที่แหล่งน้ำมีขนาดความกว้าง ความยาว และความลึกไม่เท่ากันตลอดสาย จึงทำให้ปริมาณงานคลาดเคลื่อนnbsp;บุคลากรของแต่ละอำเภอมีจำนวนน้อย ไม่ชำนาญในการจัดซื้อจัดจ้าง และการเบิกจ่ายงบประมาณnbsp;เนื่องจากทั้ง 3 มาตรการ ดำเนินการในช่วงระยะเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการ ตำบลละ 5 ล้านบาท ที่มีจำนวนโครงการมาก ภาระงานด้านเอกสารเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างจึงมีเป็นจำนวนมาก และต้องเร่งดำเนินการในเวลาจำกัด ขณะที่บุคลากรของอำเภอมีจำนวนน้อยและไม่ชำนาญในการจัดซื้อจัดจ้าง การบันทึกข้อมูลในระบบ e-GP และการเบิกจ่ายเงิน และความไม่พร้อมของอุปกรณ์และระบบ คอมพิวเตอร์ แม้จะมีการส่งเจ้าหน้าที่จากส่วนงานอื่น ๆ มาช่วยดำเนินการ แต่เจ้าหน้าที่ที่มาช่วยบางรายก็ไม่ชำนาญในการจัดซื้อจัดจ้างเช่นกันnbsp;การอนุมัติงบประมาณล่าช้าทำให้กลุ่มเป้าหมายของบางโครงการลดลงnbsp;เช่น โครงการส่งเสริมการปลูกถั่วเหลือง ได้รับอนุมัติงบประมาณเมื่อพ้นฤดูกาลเพาะปลูก เกษตรกรจึงเข้าร่วมโครงการน้อยลง ทำให้มีเงินเหลือจ่ายต้องส่งคืนเป็นจำนวนมาก เป็นต้น/p pปัญหาการโอนทรัพย์สินที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการnbsp;โดยที่การดำเนินโครงการทั้ง 3 มาตรการดำเนินการในลักษณะที่ส่วนราชการเป็นเจ้าของงบประมาณและเป็นผู้จัดซื้อจัดจ้าง ทรัพย์สินที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการ จึงเป็นทรัพย์สินของหน่วยงานเจ้าของงบประมาณ คือ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการทรัพย์สิน กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดแนวทางการบริหารจัดการโดยการขอยกเว้นผ่อนผันการไม่ปฏิบัติตามระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้โอนทรัพย์สินให้กับสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร (ศบกต.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทำให้ผู้ใช้ประโยชน์มีส่วนร่วมในการดูแลบำรุงรักษาทรัพย์สิน และเกิดความสามัคคีในชุมชน อย่างไรก็ดี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางแห่งไม่มีความพร้อมที่จะรับโอนทรัพย์สินตามโครงการ เนื่องจากมีข้อจำกัดในเรื่องงบประมาณในการดูแลและบำรุงรักษา และสิ่งก่อสร้างที่ใช้ประโยชน์ร่วมกันหลายโครงการยังไม่มีการทำข้อตกลงการใช้งาน อาทิ ลานตากผลผลิต โรงเรือนที่ใช้ประโยชน์ร่วมกัน เป็นต้น/p pอนึ่ง พื้นที่ในการตรวจติดตามของผู้ตรวจราชการฯ ตามรายงานฉบับนี้ได้แก่ 1.มาตรการสำคัญเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและคนยากจนในการเสริมสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน (ติดตามทั่วประเทศ) 2.การสนับสนุนการจัดหาเครื่องจักรกลการเกษตรตามมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (21 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ พระนครศรีอยุธยา สระบุรี สิงห์บุรี นครสวรรค์ พิษณุโลก แพร่ ลาปาง ขอนแก่น บุรีรัมย์ เลย สกลนคร อุบลราชธานี ชุมพร ปัตตานี พังงา และยะลา) 3.มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล (ติดตามทั่วประเทศ) ตรวจสอบในช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม 2559 และสิงหาคม – กันยายน 2559 และหลังจากการดำเนินแพคเกจโครงการตำบลละ 5 ล้านบาท เสร็จสิ้นไปแล้ว ก็ยังมีโครงการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ชนบทอีก คือโครงการยกระดับศักยภาพหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐประจำปีงบประมาณ 2560 อีกหมู่บ้านละ 200,000 บาท สิ้นสุดโครงการไปเมื่อปลายเดือน ส.ค. 2559 จากนั้นมติที่ประชุม ครม. เมื่อเดือน ต.ค. 2559 เห็นชอบโครงการยกระดับศักยภาพหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ตามแนวทางประชารัฐประจำปีงบประมาณ 2560 โดยอนุมัติงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเพื่อดำเนินการรวมวงเงิน 18,760 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินอุดหนุนทั่วไปแก่หมู่บ้านแห่งละ 250,000 บาท จำนวน 74,655 หมู่บ้าน วงเงินรวม 18,663.75 ล้านบาท และค่าดำเนินโครงการจำนวน 96.25 ล้านบาท กำหนดระยะเวลาการดำเนินโครงการ 3 เดือน สิ้นสุดเดือน ม.ค. 2560 ที่ผ่านมา/p p style=box-sizing: border-box; margin: 0px 0px 1em; font-size: 1.2em; color: rgb(0, 0, 0); font-family: THSarabunNew; font-variant-ligatures: common-ligatures;nbsp;/p pstrongอ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง:/strongbr /a href=http://www.tcijthai.com/news/2017/26/watch/6863จับตา:nbsp;เม็ดเงิน ‘เบิกจ่าย-ยกเลิก-คืนคลัง’ โครงการตำบลละ 5 ล้าน/a/p div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

TCIJ: 'โครงการตำบลละ 5 ล้าน' ถลุง 3.8 หมื่นล้าน ปัญหาซ้ำรอย 'ประชานิยม'

Sun, 03/26/2017 - 11:12
pรายงานพิเศษจาก TCIJ จากการส่งผู้ตรวจราชการเข้าตรวจสอบ ‘โครงการตำบลละ 5 ล้าน’ พบถลุงเงินแล้วรวม 38,775.38 ล้านบาท มีปัญหาและข้อวิพากษ์วิจารณ์ไม่ต่างจากโครงการประชานิยมก่อนหน้านี้ เช่น ประชาชนมีรายได้ไม่ต่อเนื่อง, มีแต่โครงการซ่อมแซม, ลักษณะโครงการแจกจ่ายไม่ยั่งยืน, ปรุงอาหารใช้ผงชูรสมากเกินไป ฯลฯ/p p!--break--!--break--/p pimg alt= height=585 src=http://www.tcijthai.com/backoffice/public/images/FILE-20170325-2232CAYMMQELBE9P.jpg style=color: rgb(0, 0, 0); font-family: THSarabunNew; font-size: 1.2em; font-variant-ligatures: common-ligatures; box-sizing: border-box; border: 0px; vertical-align: middle; max-width: 100%; height: auto; width=1040 //p pstrongspan style=color:#ff8c00;‘มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล’ หรือ ‘โครงการตำบลละ 5 ล้านบาท’ อัดฉีดเงินสู่ชนบท 7,255 ตำบล วงเงินรวม 36,275 ล้านบาทnbsp;/spana href=https://tambon.dopa.go.th/web/main.phpspan style=color:#ff8c00;ที่มาภาพ: ศูนย์สารสนเทศเพื่อการบริหารงานปกครอง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย/span/a/strong/p pหลังการเข้ายึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อกลางปี 2557 รัฐบาลคสช.ได้ออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจระดับรากหญ้าในชนบท รวมทั้งการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ต่างๆของรัฐ โดยโครงการที่ถือว่าเป็นการทุ่มงบประมาณมหาศาลไปยังภาคชนบทที่อนุมัติไปเมื่อช่วงปี 2558 อย่าง 3 มาตรการ ‘แพคเกจโครงการตำบลละ 5 ล้านบาท’ ซึ่งประกอบไปด้วย 1.มาตรการสำคัญเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและคนยากจนในการเสริมสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน 2.การสนับสนุนการจัดหาเครื่องจักรกลการเกษตรตามมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร 3.มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล (โครงการตำบลละ 5 ล้านบาท) ทั้ง 3 มาตรการนี้ได้ใช้เงินงบประมาณซึ่งเป็นภาษีจากประชาชนถึง 38,775.38 ล้านบาทnbsp;a href=http://www.tcijthai.com/news/2017/26/watch/6863(อ่านเพิ่มเติมใน จับตา: ว่าด้วยตัวเลขเม็ดเงิน ‘เบิกจ่าย-ยกเลิก-คืนคลัง’ โครงการตำบลละ 5 ล้าน)/anbsp;และเดิมทีมีกำหนดการใช้จ่ายเงินตามโครงการให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2558 แต่ต่อมาได้มีการเลื่อนปิดโครงการมาเป็นปลายเดือน มี.ค. 2559 ซึ่งจากการตรวจสอบโครงการโดยการระดมผู้ตรวจราชการหลายกระทรวงพบว่า ‘แพคเกจโครงการตำบลละ 5 ล้านบาท’ นี้ยังมีช่องโหว่และปัญหาเดิมๆ ไม่แตกต่างกับข้อวิจารณ์ ‘โครงการประชานิยม’ ของรัฐบาลในชุดที่ผ่าน ๆ มา/p table tbody tr td h4strongโครงการซ่อมแซมทรัพย์สินมากสุด-โครงการสร้างอาชีพหรือแค่ทำกับข้าวกินกันเอง ?/strong/h4 p style=text-align: center;span style=color:#ff8c00;strongnbsp;img alt= src=http://www.tcijthai.com/backoffice/public/images/FILE-20170325-22427295XEF2W4TE.jpg style=height: 413px; width: 600px; //strong/span/p pstrongspan style=color:#ff8c00;การซ่อมแซมหรือบูรณะทรัพย์สินที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ยังเป็นโครงการยอดฮิตในการอัดฉีดเม็ดเงินสู่ชนทบnbsp;/spana href=http://www.pacc.go.th/pacc_2015/uploads/files/12498480_988844744504533_283754256_n.jpgspan style=color:#ff8c00;ที่มาภาพ: สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ กระทรวงยุติธรรม (ป.ป.ท.)/span/a/strong/p pข้อมูลจากnbsp;a href=https://tambon.dopa.go.th/web/main.phpศูนย์สารสนเทศเพื่อการบริหารงานปกครอง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย/anbsp;ระบุว่าสำหรับ ‘มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล (โครงการตำบลละ 5 ล้านบาท)’ นั้นเมื่อแยกลักษณะของโครงการตามแต่ละประเภท (คำนวณจากโครงการที่ผ่านการอนุมัติระดับจังหวัดและบันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบ 120,791 โครงการ) พบว่าเป็นโครงการเกี่ยวกับการซ่อมแซมหรือบูรณะทรัพย์สินที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะถึง 84.03% (101,500 โครงการ), โครงการด้านเศรษฐกิจสังคม 10.49% (12,670 โครงการ) และเป็นโครงการส่งเสริมการพัฒนาชุมชนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง 5.48% (6,621 โครงการ) nbsp;และข้อค้นพบของผู้ตรวจราชการฯ ก็ระบุไว้ด้วยว่าโครงการเกี่ยวกับการซ่อมแซมหรือบูรณะทรัพย์สินส่วนใหญ่ไม่ส่งผลให้เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพโดยตรง และไม่ใช่เรื่องสำคัญเร่งด่วนในพื้นที่ เช่น การปรับปรุงซ่อมแซมศาลาประชาคม เป็นต้น ซึ่งส่งผลให้การใช้จ่ายงบประมาณไม่คุ้มค่า/p p style=text-align: center;span style=color:#ff8c00;strongnbsp;img alt= src=http://www.tcijthai.com/backoffice/public/images/FILE-20170325-2250LKWYB5X2YG7Z.jpg style=height: 550px; width: 550px; //strong/span/p pstrongspan style=color:#ff8c00;หลายโครงการมีความไม่ชอบมาพากลเช่นเดียวกับโครงการทำนองนี้ในอดีต เช่น การใช้วัสดุไม่ตรงตามแบบ เป็นต้นnbsp;/spana href=https://www.facebook.com/Watchdog.ACTspan style=color:#ff8c00;ที่มาภาพ: 'ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน' ขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)/span/a/strong/p pนอกจากนี้ ในหลายโครงการก็ยังมีความไม่ชอบมาพากลเช่นเดียวกับข้อวิพากษ์วิจารณ์โครงการทำนองนี้ในอดีต เช่น การก่อสร้างหลายรายการใช้วัสดุไม่ตรงตามแบบ เป็นต้น ตัวอย่างจากการตรวจสอบโครงการปรับปรุงต่อเติมศาลาหมู่บ้าน และจัดภูมิทัศน์รอบศาลาหมู่บ้าน แห่งหนึ่งใน จ.สุราษฎร์ธานี โดยnbsp;a href=https://www.facebook.com/Watchdog.ACTnbsp;'ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน' ขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)/anbsp;ระบุว่าในแรกเริ่ม โครงการฯ หมู่บ้านจะมีส่วนเพียงแค่เสนอโครงการเท่านั้น จากนั้นไม่มีส่วนร่วมอื่นอีกเลย โดยทางอำเภอได้เข้ามาดำเนินการทุกอย่าง ทั้งการจัดหาผู้รับเหมาเข้าดำเดินการก่อสร้าง ต่อมาเมื่อครบกำหนดงาน อำเภอส่งหนังสือให้ตรวจรับงานโดยไม่มีรายละเอียดอะไรให้ ผู้ใหญ่บ้านต้องทำเรื่องขอรายละเอียดแบบก่อสร้างเพื่อมาประกอบการตรวจงานและพบว่างานก่อสร้างไม่ถูกสเป็คตามแบบแปลนnbsp;a href=https://www.facebook.com/Watchdog.ACT/posts/1269679036397496(คลิ๊กอ่านเพิ่มเติมกรณีนี้)/a/p p style=text-align: center;img alt= src=http://www.tcijthai.com/backoffice/public/images/FILE-20170325-2233AW5B9MNZB85D.jpg style=height: 258px; width: 600px; //p pstrongspan style=color:#ff8c00;พบโครงการส่งเสริมอาชีพการทำอาหารเพื่อช่วยเหลือผู้ว่างงานและยกระดับคุณภาพชีวิต กลายเป็นแค่ทำกับข้าวกินกันเอง ไม่มีการสอนหรือบอกสูตรการปรุง แต่เหมือนการช่วยกันทำอาหารงานเลี้ยงงานบุญในชนบททั่วไปnbsp;/spana href=https://www.facebook.com/Watchdog.ACTspan style=color:#ff8c00;ที่มาภาพ: 'ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน' ขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)/span/a/strong/p pข่าวฮือฮาอีกหนึ่งกรณีในช่วงการดำเนินโครงการตำบลละ 5 ล้าน ก็คือตัวอย่างโครงการส่งเสริมอาชีพการทำอาหารเพื่อช่วยเหลือผู้ว่างงานและยกระดับคุณภาพชีวิตของตำบลหนึ่งใน จ.นครปฐม จากการขุดคุ้ยของปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน ระบุว่าการทำกิจกรรมส่งเสริมอาชีพการทำอาหารดังกล่าวใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 10 วัน ผู้ใหญ่บ้านได้ให้คนสนิทหารายชื่อ ชวนชาวบ้านหรือคนว่างงานเข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแม่บ้านสูงอายุ โดยช่วงเช้าของแต่ละวัน เวลาประมาณ 8-9 โมงเช้า จะให้ชาวบ้านมารวมตัวเพื่อถ่ายรูป จากนั้นแยกย้ายกันไปทำภารกิจส่วนตัว เหลือคนอยู่ต่อช่วยกันทำอาหารไม่มาก เมื่อถึงเวลาประมาณ 11 โมง ชาวบ้านก็จะทยอยกันมาเพื่อรับประทานอาหารที่ศาลาอเนกประสงค์ และนำอาหารกลับไปบ้าน หรือแบ่งไปแจกจ่ายคนอื่น โดยทำแบบนี้จนครบ 10 วัน ส่วนอาหารที่ทำเป็นอาหารพื้นบ้านทั่วไป เช่น ก๋วยเตี๋ยว กระเพาะปลา น้ำพริกกะปิ ปลาทูทอด ผักต้ม ไก่ทอด ขาหมู บ๊ะจ่าง ไข่เค็ม สาคูเปียกมะพร้าวอ่อน ขนมชั้น เป็นต้น ส่วนวิทยากรเป็นชาวบ้านที่รู้วิธีการทำอาหารเหล่านั้นแต่ไม่มีการสอนหรือบอกสูตรการปรุงแต่อย่างใด กิจกรรมเป็นลักษณะการช่วยกันทำอาหารเลี้ยงงานบุญในชนบททั่วไป และกิจกรรมจัดขึ้นโดยไม่มีเจ้าหน้าที่ของอำเภออยู่ดูแล เพียงแค่มาถ่ายรูปในแต่ละวันเท่านั้นnbsp;a href=https://www.facebook.com/Watchdog.ACT/photos/a.372914529407289.91778.372488206116588/1066832153348853/?type=3amp;theater(คลิ๊กอ่านเพิ่มเติมกรณีนี้)/a/p pสำหรับกิจกรรมส่งเสริมอาชีพด้านการทำอาหารนั้น ในรายงานของผู้ตรวจราชการ ยังระบุไว้ด้วยว่า การใช้วัตถุดิบประเภทผงปรุงรสและผงเติมรสในโครงการส่งเสริมอาชีพและการทำอาหารมากเกินความจำเป็นและน่าจะมีผลเสียต่อสุขภาพของประชาชน ด้วยnbsp;/p /td /tr /tbody /table p style=box-sizing: border-box; margin: 0px 0px 1em; font-size: 1.2em; color: rgb(0, 0, 0); font-family: THSarabunNew; font-variant-ligatures: common-ligatures;nbsp;/p h4strongตรวจพบnbsp;‘ช่องโหว่และปัญหา’ เพียบ/strong/h4 p style=box-sizing: border-box; margin: 0px 0px 1em; font-size: 1.2em; color: rgb(0, 0, 0); font-family: THSarabunNew; font-variant-ligatures: common-ligatures; text-align: center;strong style=color: rgb(79, 162, 60); font-size: 14.4px; text-align: start; box-sizing: border-box;img alt= src=http://www.tcijthai.com/backoffice/public/images/FILE-20170325-2257VMRV3WSCZT4B.jpg style=box-sizing: border-box; border: 0px; vertical-align: middle; max-width: 100%; height: 309px; width: 550px; //strong/p pstrongspan style=color:#ff8c00;อย่างนี้ก็มีด้วย? จากการตรวจสอบโดยผู้ตรวจราชการ พบตัวอย่างการอนุมัติโครงการตำบลละ 5 ล้าน โครงการโรงสีข้าวชุมชนแห่งหนึ่ง ซึ่งมี 2 กิจกรรมย่อย ได้แก่ โรงสีชุมชนและระบบสายส่งไฟฟ้า แต่กลับมีการอนุมัติงบประมาณเฉพาะโรงสีชุมชน ไม่ได้อนุมัติระบบสายส่งไฟฟ้า จึงทำให้ไม่มีไฟฟ้าใช้ในการเดินเครื่องจักรnbsp;/spana href=http://thainews.prd.go.th/website_th/news/news_detail/TNEVN5911070010045span style=color:#ff8c00;ที่มาภาพประกอบ: สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์/span/a/strong/p pข้อมูลจากnbsp;a href=http://www.opm.go.th/opmportal/multimedia/grichin/Documents/AIR/2016/air2016_stimulus.pdf'รายงานผลการตรวจราชการแบบบูรณาการของผู้ตรวจราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2559 ประเด็นนโยบายเร่งด่วน (Hot Issue) เรื่อง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ : มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล'/anbsp;โดย ผู้ตรวจราชการกระทรวงกระทรวงมหาดไทย ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้ตรวจราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ตรวจติดตามการดำเนินโครงการภายใต้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่หน่วยงานในสังกัดเป็นหน่วยเบิกจ่าย ซึ่งประกอบไปด้วย1.มาตรการสำคัญเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและคนยากจนในการเสริมสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน 2.การสนับสนุนการจัดหาเครื่องจักรกลการเกษตรตามมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และ 3.มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล (โครงการตำบลละ 5 ล้านบาท) โดยได้ส่งรายงานฉบับนี้ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) พบช่องโหว่และปัญหาสำคัญ ๆ ดังนี้/p pการขาดประสบการณ์ของกลุ่มชาวบ้านnbsp;พบบางกลุ่มไม่มีประสบการณ์ในการประกอบอาชีพที่ได้รับการสนับสนุน ส่งเสริมทั้งด้านการผลิตการบริหารจัดการ และการตลาด ซึ่งอาจทำให้โครงการไม่ประสบผลสำเร็จหรือไม่ยั่งยืนnbsp;หลายโครงการมีลักษณะเป็นการแจกจ่ายปัจจัยการผลิตnbsp;เช่น พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ปุ๋ย เป็นต้น หากขาดการบริหารจัดการที่ดี อาจทำให้โครงการไม่ประสบผลสำเร็จ เกิดประโยชน์เพียงระยะเวลาหนึ่งขาดความต่อเนื่องยั่งยืนnbsp;การดำเนินโครงการที่มีลักษณะการผลิตสินค้าเพื่อการบริโภคแต่ยังขาดองค์ความรู้ในเรื่องมาตรฐานการผลิตnbsp;ตัวอย่างเช่น พบโครงการผลิตน้ำดื่มในภาชนะที่ปิดสนิท และการผลิตอาหารแปรรูปที่บรรจุในภาชนะพร้อมจำหน่าย เป็นต้น ซึ่งลักษณะผลิตภัณฑ์จะต้องดำเนินการผลิตให้ได้มาตรฐาน Primary GMP ต้องดำเนินการขออนุญาต หรือดำเนินการให้เป็นไปตามกฎกระทรวง ระเบียบข้อกำหนดหรือกฎหมายซึ่งกระทรวงมหาดไทยควรประสานแจ้งข้อมูลให้กระทรวงสาธารณสุข (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) ทราบข้อมูลและเร่งดาเนินการให้คำแนะนำ ช่วยเหลือแก่กลุ่มราษฎรในพื้นที่ เพื่อดำเนินการผลิตให้ได้มาตรฐานความปลอดภัย เป็นการดูแลสุขภาพของคนในชุมชน และทำให้โครงการของรัฐมีความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณ เป็นต้นnbsp;บางโครงการได้รับอนุมัติงบประมาณไม่ครบทุกกิจกรรมnbsp;ทำให้โครงการไม่สามารถดำเนินการได้ หรือไม่เต็มประสิทธิภาพ เช่น โครงการโรงสีข้าวชุมชน มี 2 กิจกรรมย่อย ได้แก่ โรงสีชุมชนและระบบสายส่งไฟฟ้า ได้รับงบประมาณเฉพาะโรงสีชุมชนแต่ไม่ได้รับการอนุมัติระบบสายส่งไฟฟ้า จึงทำให้ไม่มีไฟฟ้าใช้ในการเดินเครื่องจักร เป็นต้น/p pโครงการมีขนาดเล็ก มีจำนวนโครงการมาก ส่วนใหญ่เป็นโครงการด้านสิ่งก่อสร้างที่ไม่ส่งผลให้เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพnbsp;พบ หลายตำบลใช้วิธีการหารเฉลี่ยงบประมาณให้กับแต่ละหมู่บ้าน ผลที่เกิดขึ้น คือ โครงการมีขนาดเล็ก มีจำนวนโครงการมากส่วนใหญ่เป็นโครงการด้านสิ่งก่อสร้างที่ไม่ส่งผลให้เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพโดยตรง และเป็นโครงการใหม่ขาดความพร้อมในการดำเนินการ ซึ่งส่งผลต่อเนื่องให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินโครงการ ตั้งแต่การจัดทำแบบรูปรายการละเอียด การประมาณราคาค่าก่อสร้าง และการดำเนินกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเนื่องจากจำนวนเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอกับปริมาณโครงการที่มีจำนวนมาก และ การขออนุญาตใช้พื้นที่ดำเนินโครงการ เนื่องจากขั้นตอนการขออนุญาตต้องใช้ระยะเวลานาน ประกอบกับ บางตำบล/อำเภอพื้นที่ทั้งหมดอยู่ในพื้นที่ป่า หรือพื้นที่อุทยานnbsp;บางตำบลมีการจัดทำโครงการลักษณะเดียวกันหลายโครงการnbsp;ที่อาจไม่ใช่ปัญหาสำคัญเร่งด่วนในพื้นที่ เช่น การปรับปรุงซ่อมแซมศาลาประชาคม เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลให้การใช้จ่ายงบประมาณไม่คุ้มค่าnbsp;มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในพื้นที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นระยะเวลาสั้น ๆ ไม่ต่อเนื่องnbsp;ซึ่งเกิดจากมีการจัดซื้อจัดจ้างจากร้านค้าในพื้นที่ และการจ้างแรงงานที่ทำให้เกษตรกรหรือผู้มีรายได้น้อยมีงานทำและมีรายได้นำไปซื้อสินค้าและบริการ อย่างไรก็ดี เงินหมุนเวียนและการเกิดรายได้เป็นเพียงระยะเวลาสั้น ๆ กำลังซื้อที่เกิดขึ้นไม่ต่อเนื่อง/p pบางพื้นที่ผู้ประกอบการรายเดียวเป็นผู้รับจ้างหลายโครงการหรือทุกโครงการnbsp;เนื่องจากในพื้นที่มีผู้ประกอบการน้อยราย ซึ่งอาจส่งผลให้ไม่สามารถส่งมอบงานได้ทันตามระยะเวลาที่กำหนดในสัญญาnbsp;ลักษณะโครงการที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดกับเกณฑ์การพิจารณาอนุมัติงบประมาณของสำนักงบประมาณไม่สอดรับกันnbsp;โดยสำนักงบประมาณมิได้แจ้งเกณฑ์การพิจารณาว่าโครงการลักษณะใดที่ไม่ควรเสนอของบประมาณ จึงทำให้โครงการที่ผ่านการพิจาณาของคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการระดับจังหวัดอาจไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ เช่น การปรับปรุงภูมิทัศน์ภายในหมู่บ้าน การปลูกป่า เป็นต้น โดยสำนักงบประมาณพิจารณาว่าไม่เป็นการช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาภายในตำบลหรือชุมชน ทำให้ชุมชนต้องเสนอโครงการใหม่ ซึ่งส่งผลให้การดำเนินโครงการล่าช้าออกไป/p pกลุ่มสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรเสนอขอรับการสนับสนุนน้อยnbsp;เนื่องจากการประชาสัมพันธ์ยังไม่ครอบคลุม และภาครัฐไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ การบริหารจัดการ ทรัพย์สินที่เกิดจากโครงการให้ชัดเจนตั้งแต่แรก ทำให้กลุ่มเกษตรกร/สหกรณ์ ไม่แน่ใจว่าได้รับประโยชน์จากโครงการอย่างไรบ้าง และต้องมีค่าใช้จ่ายหรือไม่nbsp;ในช่วงแรกของกลุ่มสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร ยังไม่สามารถนำเครื่องจักรกลทางการเกษตรไปใช้งานได้nbsp;เนื่องจากต้องรอการขึ้นทะเบียนครุภัณฑ์และการขอยืมใช้ ขณะที่การรับประกันสินค้าเริ่มตั้งแต่วันที่ตรวจรับงานจากผู้ขาย ทำให้เสียประโยชน์ของการรับประกันสินค้าnbsp;เครื่องจักรกลการเกษตรบางรายการไม่สามารถใช้งานได้เต็มศักยภาพnbsp;เนื่องจากได้รับอนุมัติงบประมาณต่ำกว่าคำขอ ทำให้ต้องปรับคุณลักษณะให้สามารถจัดหาได้ภายในวงเงินที่ได้รับอนุมัติ เช่น จัดซื้อได้เฉพาะตัวรถไถ ไม่มีพานไถ เป็นต้นnbsp;บางกลุ่มได้รับอนุมัติงบประมาณไม่ครบรายการตามคำขอ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้งานnbsp;เช่น ได้รับงบประมาณเฉพาะการจัดซื้อรถไถ แต่ไม่ได้รับงบประมาณในการจัดซื้อรถบรรทุก ซึ่งกลุ่มมีความจำเป็นต้องใช้ในการเคลื่อนย้ายรถไถระหว่างพื้นที่ของสมาชิกแต่ละราย เป็นต้น/p pบางพื้นที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในหลักการเสนอโครงการภายใต้แต่ละมาตรการnbsp;โดยที่การดำเนินงานทั้ง 3 มาตรการ อยู่ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน แต่หลักการเสนอโครงการภายใต้แต่ละมาตรการแตกต่างกัน โดยมาตรการสำคัญเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและคนยากจนในการเสริมสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน กำหนดให้กลุ่มของเกษตรกรหรือองค์กรของเกษตรกรที่มีการรวมกลุ่มกันเอง หรือกลุ่มที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเป็นผู้เสนอโครงการ สำหรับการสนับสนุนการจัดหาเครื่องจักรกลการเกษตรให้แก่กลุ่มสหกรณ์ กำหนดให้สหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรที่มีการจดทะเบียนตามกฎหมาย และมีการดำเนินงานบริหารที่ต่อเนื่องเป็นผู้เสนอโครงการ ส่วนมาตรการตำบลละ 5 ล้านบาท กำหนดให้คณะกรรมการหมู่บ้าน/ชุมชนเป็นผู้เสนอโครงการ ดังนั้น ในระยะแรกประชาชนจึงอาจมีความสับสนในการเสนอโครงการ เนื่องจากหน่วยงานในพื้นที่มีระยะเวลาในการชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนน้อย จึงทำให้การเสนอโครงการอาจเกิดข้อผิดพลาดและล่าช้า/p pวัสดุครุภัณฑ์การเกษตรบางรายการได้รับอนุมัติงบประมาณต่ำกว่าราคาตลาดในพื้นที่nbsp;เนื่องจากเป็นพื้นที่ห่างไกล มีค่าใช้จ่ายในการขนส่งสูง เช่น พื้นที่เขา พื้นที่ชายแดน หรือพื้นที่เกาะ เป็นต้นnbsp;งบประมาณในการจัดซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรบางรายการไม่เพียงพอ ต้องส่งคืนงบประมาณnbsp;เนื่องจากการประมาณการราคากลางผิดพลาด หรือได้รับอนุมัติงบประมาณต่ำกว่าราคาที่จำหน่ายในท้องตลาด ทำให้ไม่มีผู้สนใจยื่นเสนอราคาnbsp;บุคลากรไม่มีความรู้ความชำนาญทางช่างโยธาnbsp;ส่วนใหญ่เป็นโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต้องเขียนแบบรูปรายการ ขณะที่หน่วยงานเจ้าของโครงการส่วนใหญ่ คือ อำเภอ ซึ่งไม่มีบุคลากรด้านที่มีความรู้ความชำนาญทางช่างโยธา ต้องขอความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นในพื้นที่ อาทิ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมชลประทาน กรมโยธาธิการและผังเมือง ทำให้การประมาณราคาและจัดทำรูปแบบรายการล่าช้า นอกจากนี้ ช่างผู้ควบคุมงานต้องรับผิดชอบหลายโครงการ ทำให้เขียนรายงานประจำวันไม่ทัน ส่งผลให้การจัดทำเอกสารการเบิกจ่ายล่าช้าไปด้วยnbsp;/p pความเร่งรีบในการจัดทำโครงการnbsp;ทำให้รายละเอียดเอกสารประกอบการดำเนินโครงการไม่สมบูรณ์หรือผิดพลาด เช่น การคำนวณราคากลาง คุณลักษณะ ใบเสนอราคา แบบรูปรายการ ความพร้อมของพื้นที่ เป็นต้น ส่งผลให้ต้องมีการขออนุมัติแก้ไขโครงการ ทำให้การดำเนินโครงการล่าช้าออกไปnbsp;เนื้องานกับงบประมาณ ไม่สอดคล้องกันnbsp;ระยะเวลาการจัดทำโครงการมีจำกัด ทำให้เกิดข้อผิดพลาดในรายละเอียดของโครงการกำหนดเนื้องานกับงบประมาณ ไม่สอดคล้องกัน คุณลักษณะเฉพาะของวัสดุครุภัณฑ์ที่กำหนดไม่มีจาหน่ายในท้องตลาด จัดทำรายละเอียดโครงการและแบบแปลนไม่ชัดเจน พิมพ์คลาดเคลื่อนnbsp;บางโครงการประมาณการราคาไว้ต่ำ หรือบางโครงการถูกปรับลดงบประมาณnbsp;วงเงินของครุภัณฑ์บางรายการที่สำนักงบประมาณอนุมัติมีราคาต่ำกว่าท้องตลาดในพื้นที่ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างได้ เช่น รถแทรกเตอร์ แม่พันธุ์-พ่อพันธุ์สัตว์ เป็นต้น ทำให้ต้องมีการปรับคุณลักษณะหรือรายละเอียดของวัสดุครุภัณฑ์ให้สามารถจัดหาได้ภายในวงเงินที่ได้รับอนุมัติ ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพของวัสดุครุภัณฑ์ ประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการใช้งาน และอาจไม่ตรงกับความต้องการของเกษตรกร อาทิ มีแต่ตัวเครื่องจักรกลไม่มีอุปกรณ์ต่อพ่วง หรือพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ที่มีอายุน้อยมีอัตราการตายสูงและความลำบากในการขนส่งย่อมมีความแตกต่างกัน เช่น พื้นที่ชายฝั่งและพื้นที่เกาะ พื้นที่ราบและพื้นที่ภูเขาสูงพื้นที่ในตัวจังหวัดและพื้นที่ห่างไกลจากตัวจังหวัด เป็นต้นnbsp;วัสดุครุภัณฑ์บางรายการมีการปรับราคาสูงขึ้นจากวันที่จัดทำโครงการnbsp;เนื่องจากการดำเนินโครงการในช่วงเวลาเดียวกันจำนวนมาก จึงมีความต้องการวัสดุครุภัณฑ์ประเภทเดียวกันสูง ราคาจึงปรับตัวสูงขึ้นตามอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น/p pชุมชนไม่ต้องการโครงการnbsp;ในเขตพื้นที่ของชุมชนเขตเทศบาลบางแห่ง พบปัญหาเรื่องการทำประชาคมทำให้ต้องยกเลิกโครงการ บางโครงการไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากช่วงระยะเวลาที่ได้รับอนุมัติงบประมาณไม่สอดคล้องกับฤดูกาลผลิต หรือพื้นที่ไม่พร้อมดำเนินการ โดยได้รับอนุมัติงบประมาณเมื่อล่วงเลยฤดูกาลผลิตไปแล้ว หรือพื้นที่อยู่ในช่วงประสบปัญหาภัยแล้ง ดินเค็ม พื้นที่ทรุดตัว ปลูกพืชอื่นทดแทนไปแล้ว รวมทั้งบางโครงการไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่ดำเนินโครงการnbsp;ผู้รับจ้างทิ้งงานnbsp;มีทั้งกรณีที่ทิ้งงานโดยยังมิได้เข้าดำเนินการ กับทิ้งงานโดยได้มีการดำเนินการไปบางส่วนแล้ว ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้หารือแนวทางการดาเนินงานกับคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ ได้ข้อสรุปว่า กระทรวงมหาดไทยสามารถบอกเลิกสัญญากับผู้รับจ้างรายเดิม และเริ่มต้นจัดหาผู้รับจ้างรายใหม่ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติมได้โดยไม่ต้องรอให้กระบวนการลงโทษผู้ทิ้งงานเสร็จสิ้นnbsp;ห้วงระยะเวลาในการดำเนินการโครงการไม่สอดคล้องกับการเบิกจ่ายงบประมาณnbsp;เช่นโครงการปลูกพืชหลังฤดูเก็บเกี่ยวของจังหวัดปัตตานี ซึ่งอยู่ระหว่างเดือนมีนาคม ถึงพฤษภาคม ซึ่งกระทรวงมหาดไทยกำหนดให้เบิกจ่ายแล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม จึงต้องเร่งดำเนินการจัดซื้อพันธุ์พืชมาเก็บไว้มีผลทำให้คุณภาพลดลง เป็นต้น บางโครงการดำเนินการได้ล่าช้า เนื่องจากพื้นที่ดำเนินโครงการมีฝนตกต่อเนื่อง ส่งผลให้การดำเนินโครงการล่าช้าnbsp;การดำเนินการจัดหาบางรายการล่าช้าเนื่องจากต้องมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะเฉพาะnbsp;เนื่องจากกำหนดคุณลักษณะเฉพาะไว้มีความคลาดเคลื่อน หรือเป็นรุ่นที่ไม่มีจำหน่ายในท้องตลาดแล้ว หรืองบประมาณที่ได้รับอนุมัติต่ำกว่าnbsp;หลายโครงการไม่มีผู้ยื่นเสนอราคารับดำเนินโครงการnbsp;เนื่องจากมีการดำเนินโครงการในช่วงเวลาเดียวกันจำนวนมาก ขณะที่ผู้ประกอบการในพื้นที่มีจำนวนน้อยราย ผู้ประกอบการจึงเลือกรับเฉพาะงานที่มีวงเงินงบประมาณสูง หรือพื้นที่ดำเนินการไม่ลำบาก/p pปริมาณงานของโครงการไม่ตรงกับความเป็นจริงnbsp;เช่น ปริมาณงานของโครงการประเภทขุดลอกแหล่งน้ำไม่ตรงกับความเป็นจริง เนื่องจากในรายละเอียดโครงการไม่ได้ระบุให้เป็นค่าเฉลี่ย ขณะที่แหล่งน้ำมีขนาดความกว้าง ความยาว และความลึกไม่เท่ากันตลอดสาย จึงทำให้ปริมาณงานคลาดเคลื่อนnbsp;บุคลากรของแต่ละอำเภอมีจำนวนน้อย ไม่ชำนาญในการจัดซื้อจัดจ้าง และการเบิกจ่ายงบประมาณnbsp;เนื่องจากทั้ง 3 มาตรการ ดำเนินการในช่วงระยะเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการ ตำบลละ 5 ล้านบาท ที่มีจำนวนโครงการมาก ภาระงานด้านเอกสารเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างจึงมีเป็นจำนวนมาก และต้องเร่งดำเนินการในเวลาจำกัด ขณะที่บุคลากรของอำเภอมีจำนวนน้อยและไม่ชำนาญในการจัดซื้อจัดจ้าง การบันทึกข้อมูลในระบบ e-GP และการเบิกจ่ายเงิน และความไม่พร้อมของอุปกรณ์และระบบ คอมพิวเตอร์ แม้จะมีการส่งเจ้าหน้าที่จากส่วนงานอื่น ๆ มาช่วยดำเนินการ แต่เจ้าหน้าที่ที่มาช่วยบางรายก็ไม่ชำนาญในการจัดซื้อจัดจ้างเช่นกันnbsp;การอนุมัติงบประมาณล่าช้าทำให้กลุ่มเป้าหมายของบางโครงการลดลงnbsp;เช่น โครงการส่งเสริมการปลูกถั่วเหลือง ได้รับอนุมัติงบประมาณเมื่อพ้นฤดูกาลเพาะปลูก เกษตรกรจึงเข้าร่วมโครงการน้อยลง ทำให้มีเงินเหลือจ่ายต้องส่งคืนเป็นจำนวนมาก เป็นต้น/p pปัญหาการโอนทรัพย์สินที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการnbsp;โดยที่การดำเนินโครงการทั้ง 3 มาตรการดำเนินการในลักษณะที่ส่วนราชการเป็นเจ้าของงบประมาณและเป็นผู้จัดซื้อจัดจ้าง ทรัพย์สินที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการ จึงเป็นทรัพย์สินของหน่วยงานเจ้าของงบประมาณ คือ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการทรัพย์สิน กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดแนวทางการบริหารจัดการโดยการขอยกเว้นผ่อนผันการไม่ปฏิบัติตามระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้โอนทรัพย์สินให้กับสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร (ศบกต.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทำให้ผู้ใช้ประโยชน์มีส่วนร่วมในการดูแลบำรุงรักษาทรัพย์สิน และเกิดความสามัคคีในชุมชน อย่างไรก็ดี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางแห่งไม่มีความพร้อมที่จะรับโอนทรัพย์สินตามโครงการ เนื่องจากมีข้อจำกัดในเรื่องงบประมาณในการดูแลและบำรุงรักษา และสิ่งก่อสร้างที่ใช้ประโยชน์ร่วมกันหลายโครงการยังไม่มีการทำข้อตกลงการใช้งาน อาทิ ลานตากผลผลิต โรงเรือนที่ใช้ประโยชน์ร่วมกัน เป็นต้น/p pอนึ่ง พื้นที่ในการตรวจติดตามของผู้ตรวจราชการฯ ตามรายงานฉบับนี้ได้แก่ 1.มาตรการสำคัญเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและคนยากจนในการเสริมสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน (ติดตามทั่วประเทศ) 2.การสนับสนุนการจัดหาเครื่องจักรกลการเกษตรตามมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (21 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ พระนครศรีอยุธยา สระบุรี สิงห์บุรี นครสวรรค์ พิษณุโลก แพร่ ลาปาง ขอนแก่น บุรีรัมย์ เลย สกลนคร อุบลราชธานี ชุมพร ปัตตานี พังงา และยะลา) 3.มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล (ติดตามทั่วประเทศ) ตรวจสอบในช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม 2559 และสิงหาคม – กันยายน 2559 และหลังจากการดำเนินแพคเกจโครงการตำบลละ 5 ล้านบาท เสร็จสิ้นไปแล้ว ก็ยังมีโครงการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ชนบทอีก คือโครงการยกระดับศักยภาพหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐประจำปีงบประมาณ 2560 อีกหมู่บ้านละ 200,000 บาท สิ้นสุดโครงการไปเมื่อปลายเดือน ส.ค. 2559 จากนั้นมติที่ประชุม ครม. เมื่อเดือน ต.ค. 2559 เห็นชอบโครงการยกระดับศักยภาพหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ตามแนวทางประชารัฐประจำปีงบประมาณ 2560 โดยอนุมัติงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเพื่อดำเนินการรวมวงเงิน 18,760 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินอุดหนุนทั่วไปแก่หมู่บ้านแห่งละ 250,000 บาท จำนวน 74,655 หมู่บ้าน วงเงินรวม 18,663.75 ล้านบาท และค่าดำเนินโครงการจำนวน 96.25 ล้านบาท กำหนดระยะเวลาการดำเนินโครงการ 3 เดือน สิ้นสุดเดือน ม.ค. 2560 ที่ผ่านมา/p p style=box-sizing: border-box; margin: 0px 0px 1em; font-size: 1.2em; color: rgb(0, 0, 0); font-family: THSarabunNew; font-variant-ligatures: common-ligatures;nbsp;/p pstrongอ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง:/strongbr /a href=http://www.tcijthai.com/news/2017/26/watch/6863จับตา:nbsp;เม็ดเงิน ‘เบิกจ่าย-ยกเลิก-คืนคลัง’ โครงการตำบลละ 5 ล้าน/a/p div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

TCIJ: 'โครงการตำบลละ 5 ล้าน' ถลุง 3.8 หมื่นล้าน ปัญหาซ้ำรอย 'ประชานิยม'

Sun, 03/26/2017 - 11:12
pรายงานพิเศษจาก TCIJ จากการส่งผู้ตรวจราชการเข้าตรวจสอบ ‘โครงการตำบลละ 5 ล้าน’ พบถลุงเงินแล้วรวม 38,775.38 ล้านบาท มีปัญหาและข้อวิพากษ์วิจารณ์ไม่ต่างจากโครงการประชานิยมก่อนหน้านี้ เช่น ประชาชนมีรายได้ไม่ต่อเนื่อง, มีแต่โครงการซ่อมแซม, ลักษณะโครงการแจกจ่ายไม่ยั่งยืน, ปรุงอาหารใช้ผงชูรสมากเกินไป ฯลฯ/p p!--break--!--break--/p pimg alt= height=585 src=http://www.tcijthai.com/backoffice/public/images/FILE-20170325-2232CAYMMQELBE9P.jpg style=color: rgb(0, 0, 0); font-family: THSarabunNew; font-size: 1.2em; font-variant-ligatures: common-ligatures; box-sizing: border-box; border: 0px; vertical-align: middle; max-width: 100%; height: auto; width=1040 //p pstrongspan style=color:#ff8c00;‘มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล’ หรือ ‘โครงการตำบลละ 5 ล้านบาท’ อัดฉีดเงินสู่ชนบท 7,255 ตำบล วงเงินรวม 36,275 ล้านบาทnbsp;/spana href=https://tambon.dopa.go.th/web/main.phpspan style=color:#ff8c00;ที่มาภาพ: ศูนย์สารสนเทศเพื่อการบริหารงานปกครอง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย/span/a/strong/p pหลังการเข้ายึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อกลางปี 2557 รัฐบาลคสช.ได้ออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจระดับรากหญ้าในชนบท รวมทั้งการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ต่างๆของรัฐ โดยโครงการที่ถือว่าเป็นการทุ่มงบประมาณมหาศาลไปยังภาคชนบทที่อนุมัติไปเมื่อช่วงปี 2558 อย่าง 3 มาตรการ ‘แพคเกจโครงการตำบลละ 5 ล้านบาท’ ซึ่งประกอบไปด้วย 1.มาตรการสำคัญเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและคนยากจนในการเสริมสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน 2.การสนับสนุนการจัดหาเครื่องจักรกลการเกษตรตามมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร 3.มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล (โครงการตำบลละ 5 ล้านบาท) ทั้ง 3 มาตรการนี้ได้ใช้เงินงบประมาณซึ่งเป็นภาษีจากประชาชนถึง 38,775.38 ล้านบาทnbsp;a href=http://www.tcijthai.com/news/2017/26/watch/6863(อ่านเพิ่มเติมใน จับตา: ว่าด้วยตัวเลขเม็ดเงิน ‘เบิกจ่าย-ยกเลิก-คืนคลัง’ โครงการตำบลละ 5 ล้าน)/anbsp;และเดิมทีมีกำหนดการใช้จ่ายเงินตามโครงการให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2558 แต่ต่อมาได้มีการเลื่อนปิดโครงการมาเป็นปลายเดือน มี.ค. 2559 ซึ่งจากการตรวจสอบโครงการโดยการระดมผู้ตรวจราชการหลายกระทรวงพบว่า ‘แพคเกจโครงการตำบลละ 5 ล้านบาท’ นี้ยังมีช่องโหว่และปัญหาเดิมๆ ไม่แตกต่างกับข้อวิจารณ์ ‘โครงการประชานิยม’ ของรัฐบาลในชุดที่ผ่าน ๆ มา/p table tbody tr td h4strongโครงการซ่อมแซมทรัพย์สินมากสุด-โครงการสร้างอาชีพหรือแค่ทำกับข้าวกินกันเอง ?/strong/h4 p style=text-align: center;span style=color:#ff8c00;strongnbsp;img alt= src=http://www.tcijthai.com/backoffice/public/images/FILE-20170325-22427295XEF2W4TE.jpg style=height: 413px; width: 600px; //strong/span/p pstrongspan style=color:#ff8c00;การซ่อมแซมหรือบูรณะทรัพย์สินที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ยังเป็นโครงการยอดฮิตในการอัดฉีดเม็ดเงินสู่ชนทบnbsp;/spana href=http://www.pacc.go.th/pacc_2015/uploads/files/12498480_988844744504533_283754256_n.jpgspan style=color:#ff8c00;ที่มาภาพ: สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ กระทรวงยุติธรรม (ป.ป.ท.)/span/a/strong/p pข้อมูลจากnbsp;a href=https://tambon.dopa.go.th/web/main.phpศูนย์สารสนเทศเพื่อการบริหารงานปกครอง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย/anbsp;ระบุว่าสำหรับ ‘มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล (โครงการตำบลละ 5 ล้านบาท)’ นั้นเมื่อแยกลักษณะของโครงการตามแต่ละประเภท (คำนวณจากโครงการที่ผ่านการอนุมัติระดับจังหวัดและบันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบ 120,791 โครงการ) พบว่าเป็นโครงการเกี่ยวกับการซ่อมแซมหรือบูรณะทรัพย์สินที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะถึง 84.03% (101,500 โครงการ), โครงการด้านเศรษฐกิจสังคม 10.49% (12,670 โครงการ) และเป็นโครงการส่งเสริมการพัฒนาชุมชนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง 5.48% (6,621 โครงการ) nbsp;และข้อค้นพบของผู้ตรวจราชการฯ ก็ระบุไว้ด้วยว่าโครงการเกี่ยวกับการซ่อมแซมหรือบูรณะทรัพย์สินส่วนใหญ่ไม่ส่งผลให้เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพโดยตรง และไม่ใช่เรื่องสำคัญเร่งด่วนในพื้นที่ เช่น การปรับปรุงซ่อมแซมศาลาประชาคม เป็นต้น ซึ่งส่งผลให้การใช้จ่ายงบประมาณไม่คุ้มค่า/p p style=text-align: center;span style=color:#ff8c00;strongnbsp;img alt= src=http://www.tcijthai.com/backoffice/public/images/FILE-20170325-2250LKWYB5X2YG7Z.jpg style=height: 550px; width: 550px; //strong/span/p pstrongspan style=color:#ff8c00;หลายโครงการมีความไม่ชอบมาพากลเช่นเดียวกับโครงการทำนองนี้ในอดีต เช่น การใช้วัสดุไม่ตรงตามแบบ เป็นต้นnbsp;/spana href=https://www.facebook.com/Watchdog.ACTspan style=color:#ff8c00;ที่มาภาพ: 'ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน' ขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)/span/a/strong/p pนอกจากนี้ ในหลายโครงการก็ยังมีความไม่ชอบมาพากลเช่นเดียวกับข้อวิพากษ์วิจารณ์โครงการทำนองนี้ในอดีต เช่น การก่อสร้างหลายรายการใช้วัสดุไม่ตรงตามแบบ เป็นต้น ตัวอย่างจากการตรวจสอบโครงการปรับปรุงต่อเติมศาลาหมู่บ้าน และจัดภูมิทัศน์รอบศาลาหมู่บ้าน แห่งหนึ่งใน จ.สุราษฎร์ธานี โดยnbsp;a href=https://www.facebook.com/Watchdog.ACTnbsp;'ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน' ขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)/anbsp;ระบุว่าในแรกเริ่ม โครงการฯ หมู่บ้านจะมีส่วนเพียงแค่เสนอโครงการเท่านั้น จากนั้นไม่มีส่วนร่วมอื่นอีกเลย โดยทางอำเภอได้เข้ามาดำเนินการทุกอย่าง ทั้งการจัดหาผู้รับเหมาเข้าดำเดินการก่อสร้าง ต่อมาเมื่อครบกำหนดงาน อำเภอส่งหนังสือให้ตรวจรับงานโดยไม่มีรายละเอียดอะไรให้ ผู้ใหญ่บ้านต้องทำเรื่องขอรายละเอียดแบบก่อสร้างเพื่อมาประกอบการตรวจงานและพบว่างานก่อสร้างไม่ถูกสเป็คตามแบบแปลนnbsp;a href=https://www.facebook.com/Watchdog.ACT/posts/1269679036397496(คลิ๊กอ่านเพิ่มเติมกรณีนี้)/a/p p style=text-align: center;img alt= src=http://www.tcijthai.com/backoffice/public/images/FILE-20170325-2233AW5B9MNZB85D.jpg style=height: 258px; width: 600px; //p pstrongspan style=color:#ff8c00;พบโครงการส่งเสริมอาชีพการทำอาหารเพื่อช่วยเหลือผู้ว่างงานและยกระดับคุณภาพชีวิต กลายเป็นแค่ทำกับข้าวกินกันเอง ไม่มีการสอนหรือบอกสูตรการปรุง แต่เหมือนการช่วยกันทำอาหารงานเลี้ยงงานบุญในชนบททั่วไปnbsp;/spana href=https://www.facebook.com/Watchdog.ACTspan style=color:#ff8c00;ที่มาภาพ: 'ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน' ขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)/span/a/strong/p pข่าวฮือฮาอีกหนึ่งกรณีในช่วงการดำเนินโครงการตำบลละ 5 ล้าน ก็คือตัวอย่างโครงการส่งเสริมอาชีพการทำอาหารเพื่อช่วยเหลือผู้ว่างงานและยกระดับคุณภาพชีวิตของตำบลหนึ่งใน จ.นครปฐม จากการขุดคุ้ยของปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน ระบุว่าการทำกิจกรรมส่งเสริมอาชีพการทำอาหารดังกล่าวใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 10 วัน ผู้ใหญ่บ้านได้ให้คนสนิทหารายชื่อ ชวนชาวบ้านหรือคนว่างงานเข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแม่บ้านสูงอายุ โดยช่วงเช้าของแต่ละวัน เวลาประมาณ 8-9 โมงเช้า จะให้ชาวบ้านมารวมตัวเพื่อถ่ายรูป จากนั้นแยกย้ายกันไปทำภารกิจส่วนตัว เหลือคนอยู่ต่อช่วยกันทำอาหารไม่มาก เมื่อถึงเวลาประมาณ 11 โมง ชาวบ้านก็จะทยอยกันมาเพื่อรับประทานอาหารที่ศาลาอเนกประสงค์ และนำอาหารกลับไปบ้าน หรือแบ่งไปแจกจ่ายคนอื่น โดยทำแบบนี้จนครบ 10 วัน ส่วนอาหารที่ทำเป็นอาหารพื้นบ้านทั่วไป เช่น ก๋วยเตี๋ยว กระเพาะปลา น้ำพริกกะปิ ปลาทูทอด ผักต้ม ไก่ทอด ขาหมู บ๊ะจ่าง ไข่เค็ม สาคูเปียกมะพร้าวอ่อน ขนมชั้น เป็นต้น ส่วนวิทยากรเป็นชาวบ้านที่รู้วิธีการทำอาหารเหล่านั้นแต่ไม่มีการสอนหรือบอกสูตรการปรุงแต่อย่างใด กิจกรรมเป็นลักษณะการช่วยกันทำอาหารเลี้ยงงานบุญในชนบททั่วไป และกิจกรรมจัดขึ้นโดยไม่มีเจ้าหน้าที่ของอำเภออยู่ดูแล เพียงแค่มาถ่ายรูปในแต่ละวันเท่านั้นnbsp;a href=https://www.facebook.com/Watchdog.ACT/photos/a.372914529407289.91778.372488206116588/1066832153348853/?type=3amp;theater(คลิ๊กอ่านเพิ่มเติมกรณีนี้)/a/p pสำหรับกิจกรรมส่งเสริมอาชีพด้านการทำอาหารนั้น ในรายงานของผู้ตรวจราชการ ยังระบุไว้ด้วยว่า การใช้วัตถุดิบประเภทผงปรุงรสและผงเติมรสในโครงการส่งเสริมอาชีพและการทำอาหารมากเกินความจำเป็นและน่าจะมีผลเสียต่อสุขภาพของประชาชน ด้วยnbsp;/p /td /tr /tbody /table p style=box-sizing: border-box; margin: 0px 0px 1em; font-size: 1.2em; color: rgb(0, 0, 0); font-family: THSarabunNew; font-variant-ligatures: common-ligatures;nbsp;/p h4strongตรวจพบnbsp;‘ช่องโหว่และปัญหา’ เพียบ/strong/h4 p style=box-sizing: border-box; margin: 0px 0px 1em; font-size: 1.2em; color: rgb(0, 0, 0); font-family: THSarabunNew; font-variant-ligatures: common-ligatures; text-align: center;strong style=color: rgb(79, 162, 60); font-size: 14.4px; text-align: start; box-sizing: border-box;img alt= src=http://www.tcijthai.com/backoffice/public/images/FILE-20170325-2257VMRV3WSCZT4B.jpg style=box-sizing: border-box; border: 0px; vertical-align: middle; max-width: 100%; height: 309px; width: 550px; //strong/p pstrongspan style=color:#ff8c00;อย่างนี้ก็มีด้วย? จากการตรวจสอบโดยผู้ตรวจราชการ พบตัวอย่างการอนุมัติโครงการตำบลละ 5 ล้าน โครงการโรงสีข้าวชุมชนแห่งหนึ่ง ซึ่งมี 2 กิจกรรมย่อย ได้แก่ โรงสีชุมชนและระบบสายส่งไฟฟ้า แต่กลับมีการอนุมัติงบประมาณเฉพาะโรงสีชุมชน ไม่ได้อนุมัติระบบสายส่งไฟฟ้า จึงทำให้ไม่มีไฟฟ้าใช้ในการเดินเครื่องจักรnbsp;/spana href=http://thainews.prd.go.th/website_th/news/news_detail/TNEVN5911070010045span style=color:#ff8c00;ที่มาภาพประกอบ: สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์/span/a/strong/p pข้อมูลจากnbsp;a href=http://www.opm.go.th/opmportal/multimedia/grichin/Documents/AIR/2016/air2016_stimulus.pdf'รายงานผลการตรวจราชการแบบบูรณาการของผู้ตรวจราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2559 ประเด็นนโยบายเร่งด่วน (Hot Issue) เรื่อง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ : มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล'/anbsp;โดย ผู้ตรวจราชการกระทรวงกระทรวงมหาดไทย ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้ตรวจราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ตรวจติดตามการดำเนินโครงการภายใต้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่หน่วยงานในสังกัดเป็นหน่วยเบิกจ่าย ซึ่งประกอบไปด้วย1.มาตรการสำคัญเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและคนยากจนในการเสริมสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน 2.การสนับสนุนการจัดหาเครื่องจักรกลการเกษตรตามมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และ 3.มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล (โครงการตำบลละ 5 ล้านบาท) โดยได้ส่งรายงานฉบับนี้ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) พบช่องโหว่และปัญหาสำคัญ ๆ ดังนี้/p pการขาดประสบการณ์ของกลุ่มชาวบ้านnbsp;พบบางกลุ่มไม่มีประสบการณ์ในการประกอบอาชีพที่ได้รับการสนับสนุน ส่งเสริมทั้งด้านการผลิตการบริหารจัดการ และการตลาด ซึ่งอาจทำให้โครงการไม่ประสบผลสำเร็จหรือไม่ยั่งยืนnbsp;หลายโครงการมีลักษณะเป็นการแจกจ่ายปัจจัยการผลิตnbsp;เช่น พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ปุ๋ย เป็นต้น หากขาดการบริหารจัดการที่ดี อาจทำให้โครงการไม่ประสบผลสำเร็จ เกิดประโยชน์เพียงระยะเวลาหนึ่งขาดความต่อเนื่องยั่งยืนnbsp;การดำเนินโครงการที่มีลักษณะการผลิตสินค้าเพื่อการบริโภคแต่ยังขาดองค์ความรู้ในเรื่องมาตรฐานการผลิตnbsp;ตัวอย่างเช่น พบโครงการผลิตน้ำดื่มในภาชนะที่ปิดสนิท และการผลิตอาหารแปรรูปที่บรรจุในภาชนะพร้อมจำหน่าย เป็นต้น ซึ่งลักษณะผลิตภัณฑ์จะต้องดำเนินการผลิตให้ได้มาตรฐาน Primary GMP ต้องดำเนินการขออนุญาต หรือดำเนินการให้เป็นไปตามกฎกระทรวง ระเบียบข้อกำหนดหรือกฎหมายซึ่งกระทรวงมหาดไทยควรประสานแจ้งข้อมูลให้กระทรวงสาธารณสุข (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) ทราบข้อมูลและเร่งดาเนินการให้คำแนะนำ ช่วยเหลือแก่กลุ่มราษฎรในพื้นที่ เพื่อดำเนินการผลิตให้ได้มาตรฐานความปลอดภัย เป็นการดูแลสุขภาพของคนในชุมชน และทำให้โครงการของรัฐมีความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณ เป็นต้นnbsp;บางโครงการได้รับอนุมัติงบประมาณไม่ครบทุกกิจกรรมnbsp;ทำให้โครงการไม่สามารถดำเนินการได้ หรือไม่เต็มประสิทธิภาพ เช่น โครงการโรงสีข้าวชุมชน มี 2 กิจกรรมย่อย ได้แก่ โรงสีชุมชนและระบบสายส่งไฟฟ้า ได้รับงบประมาณเฉพาะโรงสีชุมชนแต่ไม่ได้รับการอนุมัติระบบสายส่งไฟฟ้า จึงทำให้ไม่มีไฟฟ้าใช้ในการเดินเครื่องจักร เป็นต้น/p pโครงการมีขนาดเล็ก มีจำนวนโครงการมาก ส่วนใหญ่เป็นโครงการด้านสิ่งก่อสร้างที่ไม่ส่งผลให้เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพnbsp;พบ หลายตำบลใช้วิธีการหารเฉลี่ยงบประมาณให้กับแต่ละหมู่บ้าน ผลที่เกิดขึ้น คือ โครงการมีขนาดเล็ก มีจำนวนโครงการมากส่วนใหญ่เป็นโครงการด้านสิ่งก่อสร้างที่ไม่ส่งผลให้เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพโดยตรง และเป็นโครงการใหม่ขาดความพร้อมในการดำเนินการ ซึ่งส่งผลต่อเนื่องให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินโครงการ ตั้งแต่การจัดทำแบบรูปรายการละเอียด การประมาณราคาค่าก่อสร้าง และการดำเนินกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเนื่องจากจำนวนเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอกับปริมาณโครงการที่มีจำนวนมาก และ การขออนุญาตใช้พื้นที่ดำเนินโครงการ เนื่องจากขั้นตอนการขออนุญาตต้องใช้ระยะเวลานาน ประกอบกับ บางตำบล/อำเภอพื้นที่ทั้งหมดอยู่ในพื้นที่ป่า หรือพื้นที่อุทยานnbsp;บางตำบลมีการจัดทำโครงการลักษณะเดียวกันหลายโครงการnbsp;ที่อาจไม่ใช่ปัญหาสำคัญเร่งด่วนในพื้นที่ เช่น การปรับปรุงซ่อมแซมศาลาประชาคม เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลให้การใช้จ่ายงบประมาณไม่คุ้มค่าnbsp;มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในพื้นที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นระยะเวลาสั้น ๆ ไม่ต่อเนื่องnbsp;ซึ่งเกิดจากมีการจัดซื้อจัดจ้างจากร้านค้าในพื้นที่ และการจ้างแรงงานที่ทำให้เกษตรกรหรือผู้มีรายได้น้อยมีงานทำและมีรายได้นำไปซื้อสินค้าและบริการ อย่างไรก็ดี เงินหมุนเวียนและการเกิดรายได้เป็นเพียงระยะเวลาสั้น ๆ กำลังซื้อที่เกิดขึ้นไม่ต่อเนื่อง/p pบางพื้นที่ผู้ประกอบการรายเดียวเป็นผู้รับจ้างหลายโครงการหรือทุกโครงการnbsp;เนื่องจากในพื้นที่มีผู้ประกอบการน้อยราย ซึ่งอาจส่งผลให้ไม่สามารถส่งมอบงานได้ทันตามระยะเวลาที่กำหนดในสัญญาnbsp;ลักษณะโครงการที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดกับเกณฑ์การพิจารณาอนุมัติงบประมาณของสำนักงบประมาณไม่สอดรับกันnbsp;โดยสำนักงบประมาณมิได้แจ้งเกณฑ์การพิจารณาว่าโครงการลักษณะใดที่ไม่ควรเสนอของบประมาณ จึงทำให้โครงการที่ผ่านการพิจาณาของคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการระดับจังหวัดอาจไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ เช่น การปรับปรุงภูมิทัศน์ภายในหมู่บ้าน การปลูกป่า เป็นต้น โดยสำนักงบประมาณพิจารณาว่าไม่เป็นการช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาภายในตำบลหรือชุมชน ทำให้ชุมชนต้องเสนอโครงการใหม่ ซึ่งส่งผลให้การดำเนินโครงการล่าช้าออกไป/p pกลุ่มสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรเสนอขอรับการสนับสนุนน้อยnbsp;เนื่องจากการประชาสัมพันธ์ยังไม่ครอบคลุม และภาครัฐไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ การบริหารจัดการ ทรัพย์สินที่เกิดจากโครงการให้ชัดเจนตั้งแต่แรก ทำให้กลุ่มเกษตรกร/สหกรณ์ ไม่แน่ใจว่าได้รับประโยชน์จากโครงการอย่างไรบ้าง และต้องมีค่าใช้จ่ายหรือไม่nbsp;ในช่วงแรกของกลุ่มสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร ยังไม่สามารถนำเครื่องจักรกลทางการเกษตรไปใช้งานได้nbsp;เนื่องจากต้องรอการขึ้นทะเบียนครุภัณฑ์และการขอยืมใช้ ขณะที่การรับประกันสินค้าเริ่มตั้งแต่วันที่ตรวจรับงานจากผู้ขาย ทำให้เสียประโยชน์ของการรับประกันสินค้าnbsp;เครื่องจักรกลการเกษตรบางรายการไม่สามารถใช้งานได้เต็มศักยภาพnbsp;เนื่องจากได้รับอนุมัติงบประมาณต่ำกว่าคำขอ ทำให้ต้องปรับคุณลักษณะให้สามารถจัดหาได้ภายในวงเงินที่ได้รับอนุมัติ เช่น จัดซื้อได้เฉพาะตัวรถไถ ไม่มีพานไถ เป็นต้นnbsp;บางกลุ่มได้รับอนุมัติงบประมาณไม่ครบรายการตามคำขอ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้งานnbsp;เช่น ได้รับงบประมาณเฉพาะการจัดซื้อรถไถ แต่ไม่ได้รับงบประมาณในการจัดซื้อรถบรรทุก ซึ่งกลุ่มมีความจำเป็นต้องใช้ในการเคลื่อนย้ายรถไถระหว่างพื้นที่ของสมาชิกแต่ละราย เป็นต้น/p pบางพื้นที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในหลักการเสนอโครงการภายใต้แต่ละมาตรการnbsp;โดยที่การดำเนินงานทั้ง 3 มาตรการ อยู่ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน แต่หลักการเสนอโครงการภายใต้แต่ละมาตรการแตกต่างกัน โดยมาตรการสำคัญเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและคนยากจนในการเสริมสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน กำหนดให้กลุ่มของเกษตรกรหรือองค์กรของเกษตรกรที่มีการรวมกลุ่มกันเอง หรือกลุ่มที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเป็นผู้เสนอโครงการ สำหรับการสนับสนุนการจัดหาเครื่องจักรกลการเกษตรให้แก่กลุ่มสหกรณ์ กำหนดให้สหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรที่มีการจดทะเบียนตามกฎหมาย และมีการดำเนินงานบริหารที่ต่อเนื่องเป็นผู้เสนอโครงการ ส่วนมาตรการตำบลละ 5 ล้านบาท กำหนดให้คณะกรรมการหมู่บ้าน/ชุมชนเป็นผู้เสนอโครงการ ดังนั้น ในระยะแรกประชาชนจึงอาจมีความสับสนในการเสนอโครงการ เนื่องจากหน่วยงานในพื้นที่มีระยะเวลาในการชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนน้อย จึงทำให้การเสนอโครงการอาจเกิดข้อผิดพลาดและล่าช้า/p pวัสดุครุภัณฑ์การเกษตรบางรายการได้รับอนุมัติงบประมาณต่ำกว่าราคาตลาดในพื้นที่nbsp;เนื่องจากเป็นพื้นที่ห่างไกล มีค่าใช้จ่ายในการขนส่งสูง เช่น พื้นที่เขา พื้นที่ชายแดน หรือพื้นที่เกาะ เป็นต้นnbsp;งบประมาณในการจัดซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรบางรายการไม่เพียงพอ ต้องส่งคืนงบประมาณnbsp;เนื่องจากการประมาณการราคากลางผิดพลาด หรือได้รับอนุมัติงบประมาณต่ำกว่าราคาที่จำหน่ายในท้องตลาด ทำให้ไม่มีผู้สนใจยื่นเสนอราคาnbsp;บุคลากรไม่มีความรู้ความชำนาญทางช่างโยธาnbsp;ส่วนใหญ่เป็นโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต้องเขียนแบบรูปรายการ ขณะที่หน่วยงานเจ้าของโครงการส่วนใหญ่ คือ อำเภอ ซึ่งไม่มีบุคลากรด้านที่มีความรู้ความชำนาญทางช่างโยธา ต้องขอความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นในพื้นที่ อาทิ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมชลประทาน กรมโยธาธิการและผังเมือง ทำให้การประมาณราคาและจัดทำรูปแบบรายการล่าช้า นอกจากนี้ ช่างผู้ควบคุมงานต้องรับผิดชอบหลายโครงการ ทำให้เขียนรายงานประจำวันไม่ทัน ส่งผลให้การจัดทำเอกสารการเบิกจ่ายล่าช้าไปด้วยnbsp;/p pความเร่งรีบในการจัดทำโครงการnbsp;ทำให้รายละเอียดเอกสารประกอบการดำเนินโครงการไม่สมบูรณ์หรือผิดพลาด เช่น การคำนวณราคากลาง คุณลักษณะ ใบเสนอราคา แบบรูปรายการ ความพร้อมของพื้นที่ เป็นต้น ส่งผลให้ต้องมีการขออนุมัติแก้ไขโครงการ ทำให้การดำเนินโครงการล่าช้าออกไปnbsp;เนื้องานกับงบประมาณ ไม่สอดคล้องกันnbsp;ระยะเวลาการจัดทำโครงการมีจำกัด ทำให้เกิดข้อผิดพลาดในรายละเอียดของโครงการกำหนดเนื้องานกับงบประมาณ ไม่สอดคล้องกัน คุณลักษณะเฉพาะของวัสดุครุภัณฑ์ที่กำหนดไม่มีจาหน่ายในท้องตลาด จัดทำรายละเอียดโครงการและแบบแปลนไม่ชัดเจน พิมพ์คลาดเคลื่อนnbsp;บางโครงการประมาณการราคาไว้ต่ำ หรือบางโครงการถูกปรับลดงบประมาณnbsp;วงเงินของครุภัณฑ์บางรายการที่สำนักงบประมาณอนุมัติมีราคาต่ำกว่าท้องตลาดในพื้นที่ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างได้ เช่น รถแทรกเตอร์ แม่พันธุ์-พ่อพันธุ์สัตว์ เป็นต้น ทำให้ต้องมีการปรับคุณลักษณะหรือรายละเอียดของวัสดุครุภัณฑ์ให้สามารถจัดหาได้ภายในวงเงินที่ได้รับอนุมัติ ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพของวัสดุครุภัณฑ์ ประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการใช้งาน และอาจไม่ตรงกับความต้องการของเกษตรกร อาทิ มีแต่ตัวเครื่องจักรกลไม่มีอุปกรณ์ต่อพ่วง หรือพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ที่มีอายุน้อยมีอัตราการตายสูงและความลำบากในการขนส่งย่อมมีความแตกต่างกัน เช่น พื้นที่ชายฝั่งและพื้นที่เกาะ พื้นที่ราบและพื้นที่ภูเขาสูงพื้นที่ในตัวจังหวัดและพื้นที่ห่างไกลจากตัวจังหวัด เป็นต้นnbsp;วัสดุครุภัณฑ์บางรายการมีการปรับราคาสูงขึ้นจากวันที่จัดทำโครงการnbsp;เนื่องจากการดำเนินโครงการในช่วงเวลาเดียวกันจำนวนมาก จึงมีความต้องการวัสดุครุภัณฑ์ประเภทเดียวกันสูง ราคาจึงปรับตัวสูงขึ้นตามอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น/p pชุมชนไม่ต้องการโครงการnbsp;ในเขตพื้นที่ของชุมชนเขตเทศบาลบางแห่ง พบปัญหาเรื่องการทำประชาคมทำให้ต้องยกเลิกโครงการ บางโครงการไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากช่วงระยะเวลาที่ได้รับอนุมัติงบประมาณไม่สอดคล้องกับฤดูกาลผลิต หรือพื้นที่ไม่พร้อมดำเนินการ โดยได้รับอนุมัติงบประมาณเมื่อล่วงเลยฤดูกาลผลิตไปแล้ว หรือพื้นที่อยู่ในช่วงประสบปัญหาภัยแล้ง ดินเค็ม พื้นที่ทรุดตัว ปลูกพืชอื่นทดแทนไปแล้ว รวมทั้งบางโครงการไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่ดำเนินโครงการnbsp;ผู้รับจ้างทิ้งงานnbsp;มีทั้งกรณีที่ทิ้งงานโดยยังมิได้เข้าดำเนินการ กับทิ้งงานโดยได้มีการดำเนินการไปบางส่วนแล้ว ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้หารือแนวทางการดาเนินงานกับคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ ได้ข้อสรุปว่า กระทรวงมหาดไทยสามารถบอกเลิกสัญญากับผู้รับจ้างรายเดิม และเริ่มต้นจัดหาผู้รับจ้างรายใหม่ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติมได้โดยไม่ต้องรอให้กระบวนการลงโทษผู้ทิ้งงานเสร็จสิ้นnbsp;ห้วงระยะเวลาในการดำเนินการโครงการไม่สอดคล้องกับการเบิกจ่ายงบประมาณnbsp;เช่นโครงการปลูกพืชหลังฤดูเก็บเกี่ยวของจังหวัดปัตตานี ซึ่งอยู่ระหว่างเดือนมีนาคม ถึงพฤษภาคม ซึ่งกระทรวงมหาดไทยกำหนดให้เบิกจ่ายแล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม จึงต้องเร่งดำเนินการจัดซื้อพันธุ์พืชมาเก็บไว้มีผลทำให้คุณภาพลดลง เป็นต้น บางโครงการดำเนินการได้ล่าช้า เนื่องจากพื้นที่ดำเนินโครงการมีฝนตกต่อเนื่อง ส่งผลให้การดำเนินโครงการล่าช้าnbsp;การดำเนินการจัดหาบางรายการล่าช้าเนื่องจากต้องมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะเฉพาะnbsp;เนื่องจากกำหนดคุณลักษณะเฉพาะไว้มีความคลาดเคลื่อน หรือเป็นรุ่นที่ไม่มีจำหน่ายในท้องตลาดแล้ว หรืองบประมาณที่ได้รับอนุมัติต่ำกว่าnbsp;หลายโครงการไม่มีผู้ยื่นเสนอราคารับดำเนินโครงการnbsp;เนื่องจากมีการดำเนินโครงการในช่วงเวลาเดียวกันจำนวนมาก ขณะที่ผู้ประกอบการในพื้นที่มีจำนวนน้อยราย ผู้ประกอบการจึงเลือกรับเฉพาะงานที่มีวงเงินงบประมาณสูง หรือพื้นที่ดำเนินการไม่ลำบาก/p pปริมาณงานของโครงการไม่ตรงกับความเป็นจริงnbsp;เช่น ปริมาณงานของโครงการประเภทขุดลอกแหล่งน้ำไม่ตรงกับความเป็นจริง เนื่องจากในรายละเอียดโครงการไม่ได้ระบุให้เป็นค่าเฉลี่ย ขณะที่แหล่งน้ำมีขนาดความกว้าง ความยาว และความลึกไม่เท่ากันตลอดสาย จึงทำให้ปริมาณงานคลาดเคลื่อนnbsp;บุคลากรของแต่ละอำเภอมีจำนวนน้อย ไม่ชำนาญในการจัดซื้อจัดจ้าง และการเบิกจ่ายงบประมาณnbsp;เนื่องจากทั้ง 3 มาตรการ ดำเนินการในช่วงระยะเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการ ตำบลละ 5 ล้านบาท ที่มีจำนวนโครงการมาก ภาระงานด้านเอกสารเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างจึงมีเป็นจำนวนมาก และต้องเร่งดำเนินการในเวลาจำกัด ขณะที่บุคลากรของอำเภอมีจำนวนน้อยและไม่ชำนาญในการจัดซื้อจัดจ้าง การบันทึกข้อมูลในระบบ e-GP และการเบิกจ่ายเงิน และความไม่พร้อมของอุปกรณ์และระบบ คอมพิวเตอร์ แม้จะมีการส่งเจ้าหน้าที่จากส่วนงานอื่น ๆ มาช่วยดำเนินการ แต่เจ้าหน้าที่ที่มาช่วยบางรายก็ไม่ชำนาญในการจัดซื้อจัดจ้างเช่นกันnbsp;การอนุมัติงบประมาณล่าช้าทำให้กลุ่มเป้าหมายของบางโครงการลดลงnbsp;เช่น โครงการส่งเสริมการปลูกถั่วเหลือง ได้รับอนุมัติงบประมาณเมื่อพ้นฤดูกาลเพาะปลูก เกษตรกรจึงเข้าร่วมโครงการน้อยลง ทำให้มีเงินเหลือจ่ายต้องส่งคืนเป็นจำนวนมาก เป็นต้น/p pปัญหาการโอนทรัพย์สินที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการnbsp;โดยที่การดำเนินโครงการทั้ง 3 มาตรการดำเนินการในลักษณะที่ส่วนราชการเป็นเจ้าของงบประมาณและเป็นผู้จัดซื้อจัดจ้าง ทรัพย์สินที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการ จึงเป็นทรัพย์สินของหน่วยงานเจ้าของงบประมาณ คือ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการทรัพย์สิน กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดแนวทางการบริหารจัดการโดยการขอยกเว้นผ่อนผันการไม่ปฏิบัติตามระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้โอนทรัพย์สินให้กับสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร (ศบกต.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทำให้ผู้ใช้ประโยชน์มีส่วนร่วมในการดูแลบำรุงรักษาทรัพย์สิน และเกิดความสามัคคีในชุมชน อย่างไรก็ดี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางแห่งไม่มีความพร้อมที่จะรับโอนทรัพย์สินตามโครงการ เนื่องจากมีข้อจำกัดในเรื่องงบประมาณในการดูแลและบำรุงรักษา และสิ่งก่อสร้างที่ใช้ประโยชน์ร่วมกันหลายโครงการยังไม่มีการทำข้อตกลงการใช้งาน อาทิ ลานตากผลผลิต โรงเรือนที่ใช้ประโยชน์ร่วมกัน เป็นต้น/p pอนึ่ง พื้นที่ในการตรวจติดตามของผู้ตรวจราชการฯ ตามรายงานฉบับนี้ได้แก่ 1.มาตรการสำคัญเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและคนยากจนในการเสริมสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน (ติดตามทั่วประเทศ) 2.การสนับสนุนการจัดหาเครื่องจักรกลการเกษตรตามมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (21 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ พระนครศรีอยุธยา สระบุรี สิงห์บุรี นครสวรรค์ พิษณุโลก แพร่ ลาปาง ขอนแก่น บุรีรัมย์ เลย สกลนคร อุบลราชธานี ชุมพร ปัตตานี พังงา และยะลา) 3.มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล (ติดตามทั่วประเทศ) ตรวจสอบในช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม 2559 และสิงหาคม – กันยายน 2559 และหลังจากการดำเนินแพคเกจโครงการตำบลละ 5 ล้านบาท เสร็จสิ้นไปแล้ว ก็ยังมีโครงการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ชนบทอีก คือโครงการยกระดับศักยภาพหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐประจำปีงบประมาณ 2560 อีกหมู่บ้านละ 200,000 บาท สิ้นสุดโครงการไปเมื่อปลายเดือน ส.ค. 2559 จากนั้นมติที่ประชุม ครม. เมื่อเดือน ต.ค. 2559 เห็นชอบโครงการยกระดับศักยภาพหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ตามแนวทางประชารัฐประจำปีงบประมาณ 2560 โดยอนุมัติงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเพื่อดำเนินการรวมวงเงิน 18,760 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินอุดหนุนทั่วไปแก่หมู่บ้านแห่งละ 250,000 บาท จำนวน 74,655 หมู่บ้าน วงเงินรวม 18,663.75 ล้านบาท และค่าดำเนินโครงการจำนวน 96.25 ล้านบาท กำหนดระยะเวลาการดำเนินโครงการ 3 เดือน สิ้นสุดเดือน ม.ค. 2560 ที่ผ่านมา/p p style=box-sizing: border-box; margin: 0px 0px 1em; font-size: 1.2em; color: rgb(0, 0, 0); font-family: THSarabunNew; font-variant-ligatures: common-ligatures;nbsp;/p pstrongอ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง:/strongbr /a href=http://www.tcijthai.com/news/2017/26/watch/6863จับตา:nbsp;เม็ดเงิน ‘เบิกจ่าย-ยกเลิก-คืนคลัง’ โครงการตำบลละ 5 ล้าน/a/p div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

สมาคมพิทักษ์ รธน. เตรียมร้องผู้ตรวจการฯ กรณีแม่ทัพภาค 3 แถลงข่าว “ถ้าเป็นผมกดออโต้ไปแล้ว”

Sun, 03/26/2017 - 10:36
divสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยเผยเตรียมร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีที่แม่ทัพภาคที่ 3 แถลงข่าวและให้สัมภาษณ์กรณีการวิสามัญฆาตกรรมนักกิจกรรม ที่ระบุว่า “ถ้าเป็นผมกดออโต้ไปแล้ว” นั้น เป็นการก้าวล่วงกระบวนการยุติธรรมและขัดต่อระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยประมวลจริยธรรม 2551 และถือว่าเป็นความผิดทางวินัยทหารโดยชัดแจ้ง/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div26 มี.ค. 2560 นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย แจ้งต่อสื่อมวลชนว่าสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยจะร้องเรียนกรณี 2 กรณี ต่อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ดังนี้/div divnbsp;/div div1) กรณีที่แม่ทัพภาคที่ 3 แถลงข่าวและให้สัมภาษณ์กรณีการวิสามัญฆาตกรรมนายชัยภูมิ ป่าแส นักเคลื่อนไหวชาติพันธุ์ชาวลาหู่ภายหลังจากนายรัฐมนตรีสั่งให้ตั้งกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงว่า “ถ้าเป็นผมกดออโต้ไปแล้ว” นั้น เป็นการก้าวล่วงกระบวนการยุติธรรมและขัดต่อระเบียบกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยประมวลจริยธรรม 2551 และถือว่าเป็นความผิดทางวินัยทหารโดยชัดแจ้ง/div divnbsp;/div div2) กรณีคุณวีระ สมความคิด ออกมาเปิดเผยว่ามีการก่อสร้างและตั้งบ่อนกาสิโนขึ้นในบริเวณพื้นที่ทับซ้อนของประเทศไทย-กัมพูชา บริเวณจุดผ่อนปรนการค้าช่องสายตะกู จ.บุรีรัมย์ ซึ่งทับซ้อนอยู่ในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติตาพระยาด้วยนั้นถือได้ว่าหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเป็นการเอื้อประโยชน์ให้มีธุรกิจการพนันอบายมุขขึ้นในพื้นที่เข้าข่ายการละเลยการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคมและประเทศชาติ/div divnbsp;/div divสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยระบุว่า ไม่อาจปล่อยให้ 2 กรณีดังกล่าวเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยของสังคมไทยจึงจะนำความไปร้องเรียนต่อ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” เพื่อตรวจสอบและเอาผิดต่อผู้ที่เกี่ยวข้องทั้ง 2 กรณีต่อไป โดยจะเดินทางไปสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินในวันจันทร์ที่ 27 มีนาคม 2560 เวลา 10.00 น. ณ ชั้น 9 ห้อง 903 ศูนย์ราชการฯ อาคาร B/div divnbsp;/div div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

สมาคมพิทักษ์ รธน. เตรียมร้องผู้ตรวจการฯ กรณีแม่ทัพภาค 3 แถลงข่าว “ถ้าเป็นผมกดออโต้ไปแล้ว”

Sun, 03/26/2017 - 10:36
divสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยเผยเตรียมร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีที่แม่ทัพภาคที่ 3 แถลงข่าวและให้สัมภาษณ์กรณีการวิสามัญฆาตกรรมนักกิจกรรม ที่ระบุว่า “ถ้าเป็นผมกดออโต้ไปแล้ว” นั้น เป็นการก้าวล่วงกระบวนการยุติธรรมและขัดต่อระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยประมวลจริยธรรม 2551 และถือว่าเป็นความผิดทางวินัยทหารโดยชัดแจ้ง/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div26 มี.ค. 2560 นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย แจ้งต่อสื่อมวลชนว่าสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยจะร้องเรียนกรณี 2 กรณี ต่อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ดังนี้/div divnbsp;/div div1) กรณีที่แม่ทัพภาคที่ 3 แถลงข่าวและให้สัมภาษณ์กรณีการวิสามัญฆาตกรรมนายชัยภูมิ ป่าแส นักเคลื่อนไหวชาติพันธุ์ชาวลาหู่ภายหลังจากนายรัฐมนตรีสั่งให้ตั้งกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงว่า “ถ้าเป็นผมกดออโต้ไปแล้ว” นั้น เป็นการก้าวล่วงกระบวนการยุติธรรมและขัดต่อระเบียบกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยประมวลจริยธรรม 2551 และถือว่าเป็นความผิดทางวินัยทหารโดยชัดแจ้ง/div divnbsp;/div div2) กรณีคุณวีระ สมความคิด ออกมาเปิดเผยว่ามีการก่อสร้างและตั้งบ่อนกาสิโนขึ้นในบริเวณพื้นที่ทับซ้อนของประเทศไทย-กัมพูชา บริเวณจุดผ่อนปรนการค้าช่องสายตะกู จ.บุรีรัมย์ ซึ่งทับซ้อนอยู่ในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติตาพระยาด้วยนั้นถือได้ว่าหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเป็นการเอื้อประโยชน์ให้มีธุรกิจการพนันอบายมุขขึ้นในพื้นที่เข้าข่ายการละเลยการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคมและประเทศชาติ/div divnbsp;/div divสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยระบุว่า ไม่อาจปล่อยให้ 2 กรณีดังกล่าวเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยของสังคมไทยจึงจะนำความไปร้องเรียนต่อ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” เพื่อตรวจสอบและเอาผิดต่อผู้ที่เกี่ยวข้องทั้ง 2 กรณีต่อไป โดยจะเดินทางไปสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินในวันจันทร์ที่ 27 มีนาคม 2560 เวลา 10.00 น. ณ ชั้น 9 ห้อง 903 ศูนย์ราชการฯ อาคาร B/div divnbsp;/div div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor