FEED - ประชาไท - การเมือง

Syndicate content
Updated: 31 min 9 sec ago

(คลิป) วงคุยชี้แรงงานถูกลบประวัติศาสตร์ส่งผลความตระหนักในคุณค่า-พลังเปลี่ยนแปลง

37 min 5 sec ago
pศ.ดร.พรรณี อภิปรายวงเสวนา ชี้เมื่อถูกทำให้ไม่มีประวัติศาสตร์ ก็ไม่ตระหนักในคุณค่าของตัวเอง ก็ไม่มีพลังเปลี่ยนแปลง แนะกรรมกรควรเริ่มบันทึกประวัติศาสตร์ พร้อมชี้ 'ไทยแลนด์ 4.0' ต้องอาศัยสังคมที่เป็นประชาธิปไตย-ระบบธรรมาภิบาล/p p!--break--!--break--/p p style=text-align: center;iframe allowfullscreen=true allowtransparency=true frameborder=0 height=316 scrolling=no src=https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FPrachatai%2Fvideos%2F10154750528956699%2Famp;show_text=0amp;width=560 style=border:none;overflow:hidden width=560/iframe/p pnbsp;/p pเมื่อวันที่ 25 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่พิพิธภัณฑ์แรงงานไทย ถนนนิคมมักกะสัน แขวงมักกะสัน มีการบรรยายในหัวข้อ “แรงงานอยู่ตรงไหนในประวัติศาสตร์ชาติไทย” โดย ศ.ดร.พรรณี บัวเล็ก อาจารย์ประจำ คณะศิลปศาสตร์ หลักสูตรการบริหารการจัดการองค์การ มหาวิทยาลัยเกริก ผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชาประวัติศาสตร์ไทยและประวัติศาสตร์สากล พร้อมด้วยผู้นำองค์กรที่มีส่วนร่วมก่อตั้งและสนับสนุนพิพิธภัณฑ์แรงงานไทยรวมอภิปราย ผู้ดำเนินรายการโดย ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงาน และผู้ริเริ่มก่อตั้งพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย/p p style=text-align: center;img src=https://c1.staticflickr.com/5/4290/34743592723_7e6a42da9a.jpg //p p style=text-align: center;span style=color:#ff8c00;ศ.ดร.พรรณี บัวเล็ก/span/p h3span style=color: rgb(0, 0, 205);ทำไมแรงงานไม่มีในประวัติศาสตร์?/span/h3 pศ.ดร. พรรณี กล่าวว่า เนื่องจากผู้ที่บันทึกประศาสตร์ หรือบันทึกพงศาวดารได้ต้องเป็นชนชั้นสูงเท่านั้น ต้องเป็นพระมหากษัตริย์เท่านั้นจึงจะทำหน้าที่บันทึกประวัติศาสตร์ได้ พระมหากษัตริย์ก็เห็นแต่ความสามารถ และบารมีของตน ทุกเรื่องที่ถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ มันเต็มไปด้วยเหตุการณ์และบารมี ความศักดิ์สิทธิของชนชั้นสูง ประวัติศาสตร์จึงไม่มีพื้นที่สำหรับชนชั้นล่าง มีความพยายามของบางคน แม้แต่ใน ร.5 อย่าง ก.ศ.ร. กุหลาบ เริ่มท้าทาย ร.5 ด้วยคำถามว่า “ทำไมสามัญชนไม่มีประวัติศาสตร์” และพยายามพงศาวดารขึ้นมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย จึงถูกลงโทษอย่างหนักโดยการตะพุ่นหญ้าให้ช้างกิน และเรียกกุหลาบ ว่า “นายกุ” ที่มาจากกุเรื่อง ในแนวคิดของชนชั้นสูงอย่าง ร. 5 รับอารยธรรมของตะวันตกมามากก็ยังไม่อนุญาตให้ชนชั้นสามัญบันทึกประวัติศาสตร์ ในสมัยก่อนแรงงานมีความหมายแต่ไม่ถูกบันทึกประวัติศาสตร์เพราะมันเป็นข้อห้ามของชนชั้นสูง เรื่องเล่าของชาวบ้านจึงเป็นในรูปแบบของตำนานต่างๆ บันทึกท้องถิ่น ซึ่งบันทึกเหล่านี้ไม่มีปรากฏในสถาบันการศึกษา หลักสูตรการศึกษา ตั้งแต่ยุค ร.5 เป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้นให้คนจงรักภักดีในสถาบันกษัตริย์ เรื่องของชนชั้นล่างเป็นเรื่องที่ไม่ต้องเอามาเรียนรู้ จนปัจจุบันก็ยังไม่ได้เรียนเรื่องของชนชั้นล่าง ความพยายามที่จะรื้อฟื้นประวัติศาสตร์ของชนชั้นล่างยังมีน้อย เพราะไม่มีบันทึก มีเป็นเพียงเรื่องเล่าของชาวบ้านในความทรงจำ แต่ในเรื่องของการเป็นเอกสารยังไม่มี/p p style=text-align: center;img src=https://c1.staticflickr.com/5/4290/35165559690_cbfd046f1f.jpg //p h3span style=color: rgb(0, 0, 205);เมื่อถูกทำให้ไม่มีประวัติศาสตร์ ก็ไม่ตระหนักในคุณค่าของตัวเอง ก็ไม่มีพลังเปลี่ยนแปลงnbsp;/span/h3 pศ.ดร.พรรณี ชี้ด้วยว่า การที่ประวัติศาสตร์แรงงานไม่ถูกถ่ายทอด ทำให้ไม่เกิดการตระหนักในคุณค่าของตัวเราเองก็ไม่มีพลังในการเปลี่ยนแปลง ชีวิตเราก็ไม่เกิดการพัฒนา หรือไม่ก็กลืนตัวเราให้เป็นอีกชนชั้นหนึ่ง ตลอดมาพบการกลืนของชนชั้นซึ่งเข้าไปอยู่ในชนชั้นสูง เพราะวัฒนธรรมที่ไม่ถูกตอกย้ำจะทำให้มันอ่อนแอ ปัญหาที่สำคัญคือความรู้ชนชั้นสูงกับแรงงาน/p pศ.ดร.พรรณี เสนอด้วยว่า การทำประวัติศาสตร์อาจทำทำเป็นกระบวนการ และบันทึกประวัติศาสตร์เพื่อให้เห็นคุณค่าของตน อาจเป็นการสัมภาษณ์แรงงานมาเขียนเป็นประวัติศาสตร์ แต่อาจมีความคลาดเคลื่อน หรือบิดเบือนได้ เพราะที่มามีจากหลายแหล่ง/p divศักดินา nbsp;กล่าวเสริมด้วยว่า เรื่องราวของแรงงานมันมีมาโดยตลอด แต่ประวัติศาสตร์ละเลย ถูกผูกขาดโดยชนชั้นสูง ทำให้เราขาดความภาคภูมิใจ การเห็นคุณค่าของคนงาน nbsp;เราควรจะต้องมีข้อสรุปว่าเราควรจะทำกันเอง เป็นเรื่องที่ควรจะต้องทำเป็นเรื่องเป็นราว มีการจัดระเบียบวิธีการวิจัย ทำให้เราสามารถที่จะทำ เราเห็นว่าเรามีศักยภาพที่จะทำ มีการสร้างกระบวนการบันทีก มีสำนึกร่วมกัน nbsp;กรอบความคิดแต่ละช่วงที่เปลี่ยนไปก็มีผลต่อการมีอยู่ในประวัติศาสตร์ของคนงาน บางช่วงให้ความสำคัญก็ปรากฎ บางช่วงไม่ให้ความสำคัญก็ไม่ปรากฎ nbsp;ต้องมีการถกเถียงกันไปเรื่อยๆ มีความขัดแย้งกันก็จะเห็นความเด่นชัด/div divข้อสรุปจากเวทีนี้คือเรายังขาดประวัติศาสตร์ จึงทำให้เราขาดความภาคภูมิใจ ดังนั้นเราจึงควรเริ่มบันทึกประวัติศาสตร์ของแรงงานกัน/div h3span style=color:#0000cd;แรงงานในประวัติศาสตร์วิวัฒนาการอารยธรรมมนุษย์/span/h3 divศ.ดร. พรรณี กล่าวว่า อยากเห็นการเติบโต และคงอยู่ของมูลนิธิ หรือองค์การอะไรก็ตามที่สนับสนุนผู้ใช้แรงงานให้อยู่ตลอดไป จริงแรงงานอยู่มาก่อนประวัติศาสตร์ไทยเสียอีก ถ้าพูดถึงวิวัฒนาการของมนุษย์เกิดมาจากการใช้แรงงาน ในยุคโบราณมนุษย์ยุคหินหากินด้วยการล่าสัตว์พึ่งพิงธรรมชาติ มนุษย์ยุคแรกยังไม่ใช้แรงงานวิวัฒนาการจึงยังมีไม่มาก ต่อมาเมื่อเข้าสู่ยุคหินใหม่มนุษย์เริ่มใช้แรงงาน ปฏิวัติตัวเองจากการล่าสัตว์มาเข้าสู่กระบวนการผลิตเองเป็นใช้แรงงานครั้งแรก นับตั้งแต่นั้นถือเป็นการปฏิวัติครั้งแรกในโลก คือการไม่ใช้แรงงานมาสู่การใช้แรงงานในการผลิต เมื่อมีการผลิตก็จำเป็นจะต้องหาเครื่องมือเครื่องใช้ที่มีประสิทธิภาพในการผลิต โดยใช้โลหะ โลหะนั้นคือเหล็กในการผลิต หลังจากการใช้เหล็กก่อให้เกิดผลผลิตจำนวนมาก สังคมก็กลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ขึ้น มนุษย์ก็สร้างตัวในการเป็นเมือง เมื่อมนุษย์สร้างตัวด้วยการเป็นเมือง (Civilization) และมนุษย์เริ่มใช้ตัวอักษรก็เข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ เพราะมีการบันทึก แต่จริงๆ ความจำเป็นในการใช้ตัวอักษรมาจากการบันทึกจำนวนของผลผลิตที่ได้มาแต่ละครั้ง และใช้ในการทำกฎระเบียบในการอยู่ร่วมกันจำเป็นต้องใช้ตัวอักษรในการเป็นสื่อกลาง/div divnbsp;/div divนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ กล่าวต่อว่า การเป็นเมืองขนาดเล็กและขยายเป็นเมืองใหญ่มาจากจำนวนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ส่วนประวัติศาสตร์ไทยเริ่มขึ้นเมื่อมีเมืองเล็กๆเกิดขึ้นบริเวณสุวรรณภูมิ และเกิดชนชั้นนักรบ ไพร่ เข้าสู่การเป็นสังคมศักดินา แต่ในช่วงที่เป็นอาณาจักร ชนชั้นผู้นำถูกเพิ่มบทบาทขึ้นมาเรื่อยๆ ส่วนชนชั้นผู้ใช้แรงงานก็ลดบทบาทในสังคมลง ชนชั้นนำกลายเป็นผู้ตัดสินชะตาชีวิตในการอยู่ การเป็น การตาย นักรบกลายเป็นกลุ่มคนที่มีความสำคัญ ชนชั้นแรงงานถูกลดบทบาทเป็นกลุ่มคนที่มีเพียงหน้าที่ แต่ไม่มีสิทธิ เมื่อการผลิตเพิ่มขึ้น ก็เกิดสงครามแย่งชิงทรัพยากร แย่งชิงคน เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต ในยุคนี้แรงงานถูกลดค่าให้เหลือแค่ผู้ที่มีหน้าที่ และพันธกิจต่อมูลนายส่วนผู้ไม่มี พันธกิจหน้าที่สำคัญของไพร่คือเข้าร่วมสงคราม สองคือเป็นผู้ผลิต ต้องเสียส่วยสาอากร ต้องรับใช้มูลนาย ชนชั้นสูงถูกพัฒนาขึ้นไม่ได้เป็นเพียงผู้นำนักรบอีกต่อไป กลายเป็นชนชั้นผู้ศักดิ์สิทธิ์ เป็นชนชั้นที่มีสิทธิในสังคม/div divnbsp;/div divเมื่อเข้าสู่สมัยการเปลี่ยนแปลงจากการผลิตเพื่อยังชีพไปสู่การผลิตเพื่อค้าขายnbsp; เมื่อชาวตะวันตกเข้ามาในช่วงสนธิสัญญาเบาริ่ง ตรงกับรัชสมัยร.4 ระบบไร่ก็ถูกล้มเลิก ในปีพ.ศ. 2448 การปลดปล่อยไพร่ทาสครั้งนี้เพื่อไปบุกเบิกที่นาทำมาหากิน ผลิตข่าวเพื่อส่งออก ซึ่งหวังที่จะหารายได้ภาษีจากการส่งออกข้าว แรงงานก็อยู่ระบบที่ หน้าที่ของแรงงานกลายเป็นหน้าที่ที่อยู่ในระบบการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ เป็นระบบเศรษฐกิจเพื่อการค้า ไพร่ก็เปลี่ยนสถานะไปเป็นชาวนา ส่วนกรรมกรแรกๆ เป็นชาวจีนที่เข้ามา เพื่ออำนวยความสะดวกให้การผลิตดำเนินไปได้/div h3span style=color:#0000cd;ไทยแลนด์ 4.0 ต้องอาศัยสังคมที่เป็นประชาธิปไตย-ระบบธรรมาภิบาล/span/h3 pศ.ดร. พรรณี กล่าวว่า สังคมอุตสาหกรรมภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจ การเข้ามาลงทุนของต่างชาติที่มีความมุ่งหวังคือแรงงานราคาถูก ต้องการหาตลาดระบายสินค้า ต้อการระบายทุน แรงงานจึงเป็นตัวกำหนดแนวทางการพัฒนาในสังคมอุตสาหกรรมแบบใหม่ ตามแบบแผนผนหรือโมเดลที่ประเทศมหาอำนาจ หรือบริษัทข้ามชาติวางแผนไว้ จนกระทั่งปัจจุบันที่กำลังเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 สตาร์ทอัพ Creative Economy ก็หวังว่าเราจะรอดจากการขายแรงงานราคาถูกเข้าสู่การขายแรงงานสมอง เรื่องแบบนี้พูดได้แต่ไม่รู้จะทำได้หรือเปล่าเพราะการที่จะหลุดพ้นไปสู่ Creative Economy หรือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มันต้องใช้ปัจจัยหลายอย่าง ที่สำคัญคือต้องอาศัยสังคมที่เป็นประชาธิปไตย ต้องอาศัยระบบธรรมาภิบาล ต้องอาศัย Civil society ประชารัฐไม่ได้หมายความว่ารัฐจะมาชี้นำประชาชน ตามหลักของ Civil Society คือประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางต่างๆ สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสังคมมีเสรีภาพ และแรงงานในสังคมต้องตระหนักถึงคุณค่าของตนเอง หลุดพ้นจากอำนาจทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นอำนาจของพระเจ้า หรืออำนาจของชนชั้นปกครอง เช่นเดียวกับยุโรปที่เข้าสู่สังคมอุตสาหกรรม แบบมีการสร้างสรรค์ หลุดพ้นจากอำนาจ ชื่นชมในเสรีภาพ ตระหนักในคุณค่าของตนเอง/p pnbsp;/p div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

37 องค์กรด้านกลุ่มชาติพันธุ์ ออก จม.เปิดผนึกถึงประยุทธ์ ร้องยุติแก้ ก.ม.บัตรทอง

1 hour 37 min ago
pภาคีเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนงานด้านชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ 37 องค์กร ออกจดหมายเปิดผนึก ถึง พล.อ.ประยุทธ์ ร้องยุติกระบวนการแก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แนะเริ่มกระบวนการทำความที่มีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายอย่างสมดุล และยกเลิกการเก็บการร่วมจ่ายnbsp;/p p!--break--!--break--/p p style=text-align: center;img src=https://c1.staticflickr.com/3/2950/33862833261_6a8122f41f.jpg //p p26 มิ.ย. 2560 ภาคีเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนงานด้านชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ 37 องค์กร ออกจดหมายเปิดผนึก ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. เรื่อง ขอให้ยุติกระบวนการแก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยให้ยุติกระบวนการที่เหลือทั้งหมด และเริ่มกระบวนการทำความ เข้าใจเนื้อหาในการแก้ไข รับฟังความคิดเห็นที่กว้างขวาง และมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายอย่างสมดุล/p divภาคีเครือข่ายฯ ดังกล่าว ยังเสนอให้การแก้ไขกฎหมายยึดหลักการดังต่อไปนี้ nbsp;แก้แล้วประชาชนได้ประโยชน์อย่างไรเป็นที่ตั้ง ยกเลิกการเก็บการร่วมจ่าย ณ หน่วยบริการ หรือในแต่ละครั้งที่เข้ารับการบริการspan class=Apple-tab-span style=white-space: pre; /spanให้ใช้ข้อมูลหรือหลักฐานเชิงประจักษ์ในการแก้กฎหมาย ควรสนับสนุนให้เกิดความเป็นธรรมต่อการกระจายบุคลากรด้านสาธารณสุขในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ และจัดสมดุล โครงสร้างการบริหารจัดการระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ/div divnbsp;/div div pรายชื่อภาคีเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนงานด้านชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ 37 องค์กร ประกอบด้วย 1. เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (คชท.) 2. มูลนิธิพัฒนาชนกลุ่มน้อยและชาติพันธุ์ (พชช.) 3. สมาคมสร้างเสริมสุขภาวะชุมชนชาติพันธุ์ (สสช.) 4. สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท./IMPECT) 5. มูลนิธิชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อการศึกษาและสิ่งแวดล้อม (IPF) 6. ศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชนเครือข่ายชาติพันธุ์และผู้มีปัญหาสถานะ และสมาชิก 15 ศูนย์(เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน) 7. ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น 8. nbsp;เครือข่ายชาติพันธุ์จังหวัดเชียงราย 9. เครือข่ายสตรีชนเผ่าแห่งประเทศไทย 10. มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย 11. เครือข่ายสุขภาพชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง (คชส.) 12. เครือข่ายลีซู (Lisu) แห่งประเทศไทย 13. ศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชนจังหวัดเชียงใหม่ (เครือข่ายแรงงานนอกระบบ) 14. ศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชน-คชส. 15. ศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชน จ.เชียงราย 16. สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) 17. องค์การแพลน อินเตอร์เนชั่นแนล อิงค์ (ประเทศไทย) 18. คริสตจักรภาค 11 สภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย 19. คริสตจักรภาค 16 สภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย 20. สถาบันไทใหญ่ศึกษา (วิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน) 21. โครงการพัฒนาการเกษตรและการศึกษาอาข่า/p p22. มูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูง 23. สมาคมเพื่อการศึกษาและวัฒนธรรมชาวอาข่า เชียงราย (AFECT) 24. มูลนิธิภูมิปัญญาชนเผ่าพื้นเมืองบนพื้นที่สูง (IKAP) 25. ศูนย์ปฏิบัติการร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาประชาชนบนพื้นที่สูง (ศปส.) 26. nbsp;มูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม) 27. องค์การพัฒนาอาชีพนานาเผ่าลุ่มน้ำฝาง (CICT) 28. เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม (KNCE) 29. มูลนิธิพัฒนาเครือข่ายเอดส์ สำนักงานภาคเหนือ 30. มูลนิธิศึกษาวัฒนธรรมและการพัฒนาชาวเขาภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 31. nbsp;สมาคมปกะเกอญอเพื่อการพัฒนาที่ยันยืน 32. เครือข่ายพิทักษ์สิทธิมนุษยชนชาติพันธุ์ 33. ศูนย์สังคมพัฒนา สังฆมณฑลเชียงใหม่ 34. ศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน 35. มูลนิธิเพื่อเยาวชนชนบท (มยช.) 36. มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และ 37. มูลนิธิภิวัฒน์สาธารณสุขไทย (ภวส.)/p /div divnbsp;/div divรายละเอียดจดหมาย :nbsp;/div divnbsp;/div div class=note-box div style=text-align: right;ศูนย์ประสานงานภาคีเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนงานด้านชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์/div div style=text-align: right;76/52 หมู่บ้านคำหยาดฟ้า ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่/div p style=text-align: center;22 มิถุนายน 2560/p pเรื่องnbsp;nbsp;nbsp;nbsp; ขอให้ยุติกระบวนการแก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ/p pเรียน nbsp;nbsp; นายกรัฐมนตรี(พลเอก ประยุทธ์nbsp; จันทร์โอชา)/p pจากการติดตามการคัดค้านของประชาชนในการแก้กฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่ง เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนงานด้านชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ 37 องค์กร ร่วมกับเครือข่ายกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ได้ศึกษากฎหมายดังกล่าว พบว่า ร่างกฎหมายที่ได้รับการแก้ไขขัดแย้งกับยุทธศาสตร์ของกระทรวงสาธารณสุข ในการลดความเหลื่อมล้ำด้านบริการสาธารณสุข nbsp;แนวโน้มเปิดโอกาสให้มีการร่วมจ่าย ณ หน่วยบริการ หรือในแต่ครั้งในการใช้บริการ ขาดความครอบคลุมถึงบุคคลที่เป็นคนไทยรอพิสูจน์สถานะ คนไทยพลัดถิ่น คนไทยตกสำรวจ ขาดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ไม่มีความสมดุลในคณะกรรมการแก้ไขกฎหมาย ประชาชนไม่มีโอกาสมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น ที่สำคัญไม่มีคำตอบ ว่า การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาสาระของกฎหมายให้ดีขึ้นได้อย่างไร เพราะหลักการและเหตุผลของการแก้กฎหมายไม่ชัดเจนว่าจะเกิดประโยชน์อย่างไรกับประชาชน แต่เจาะจงว่าจะแก้มาตราไหนอย่างไรบ้าง พร้อมขอเสนอให้การแก้ไขกฎหมายยึดหลักการดังต่อไปนี้/p p1. การแก้ไขกฎหมายควรยึดหลักการ แก้แล้วประชาชนได้ประโยชน์อย่างไรเป็นที่ตั้ง เช่น ควรมีการแก้ไขมาตรา 9 มาตรา 10 เพื่อรับรองสิทธิประชาชนด้านบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานเดียวสำหรับทุกคนและมีคุณภาพ ยอมรับว่าสิทธิด้านสุขภาพเป็นสิทธิมนุษยชนที่ทุกคนเป็นมนุษย์ควรได้รับเท่าเทียมกันไม่ว่าจะอยู่ภายใต้กองทุนใด ผู้ประกันตนไม่ต้องจ่ายสมทบด้านสุขภาพและให้นำเงินสมทบส่วนสุขภาพของผู้ประกันตนไปเพิ่มในสัดส่วนของบำนาญชราภาพเพื่อที่จะทำให้ผู้ประกันตนมีความมั่นคงในบั้นปลายของชีวิตมากขึ้น รวมถึงครอบคลุมกลุ่มคนไทย(บุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ คนไทยพลัดถิ่น คนไทยตกสำรวจด้วย/p p2. ยกเลิกการเก็บการร่วมจ่าย ณ หน่วยบริการ หรือในแต่ละครั้งที่เข้ารับการบริการ เพราะการแก้ไขไม่ได้ยกเลิกการร่วมจ่าย ประชาชนมีโอกาสร่วมจ่ายเมื่อมีการไปใช้บริการ เนื่องจากการแก้ไขมีการเพิ่มเติมสัดส่วนกรรมการจากสถานพยาบาลที่มีแนวโน้มเห็นด้วยกับการร่วมจ่าย และการแยกแยะคนจนผ่านระบบขึ้นทะเบียนคนจน nbsp;ซึ่งการเก็บเงิน ณ จุดบริการ ทำให้เกิดปัญหาการเข้าถึงบริการ หลายมาตรฐาน ความขัดแย้ง แต่รัฐบาลควรมีแนวทางในการเก็บเงินก่อนป่วยในรูปแบบภาษี หรือสนับสนุนให้มีการจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมจากบุหรี่และแอลกอฮอล์ น้ำตาล หรือภาษีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เช่น กำไรในการซื้อขายหลักทรัพย์ (Capital Gain) เพราะระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นของทุกคน คนชั้นกลางก็มีสิทธิล้มละลายได้ถ้าต้องจ่ายค่ารักษาบริการสุขภาพราคาแพงด้วยตนเองnbsp;/p p3. ให้ใช้ข้อมูลหรือหลักฐานเชิงประจักษ์ในการแก้กฎหมาย (Evidence Based) เช่น ควรแก้กฎหมายเพิ่มอำนาจให้ สปสช. สามารถจัดซื้อยาและอุปกรณ์การแพทย์ราคาแพง โดยในปัจจุบัน สปสช. จัดซื้อยารวมสำหรับโครงการพิเศษเพียงร้อยละ 4.9 ของการจัดซื้อยา ทำให้สามารถประหยัดงบประมาณในรอบnbsp;10nbsp;ปีได้เกือบ50,000nbsp;ล้านบาท เพราะหากไม่แก้กฎหมายให้สามารถจัดซื้อได้ รัฐบาลจะนำเงินปี ละnbsp;5,000nbsp;ล้านบาทมาจากไหน ท่ามกลางทรัพยากรที่จำกัดของประเทศ หรือนี่คือหลุมพรางให้เกิดการร่วมจ่ายของประชาชนในส่วนค่ายาเมื่อไปโรงพยาบาล/p p4. การแก้กฎหมาย ควรสนับสนุนให้เกิดความเป็นธรรมต่อการกระจายบุคลากรด้านสาธารณสุขในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ด้วยการไม่ควรมีการแยกเงินเดือนและค่าตอบแทนของบุคลากรข้าราชการสาธารณสุขออกจากงบเหมาจ่ายรายหัว เพราะจะส่งผลเกิดปัญหาการกระจุกตัวของบุคลากรในเขตเมืองหรือโรงพยาบาลขนาดใหญ่เกิดขึ้น ยังส่งผลกระทบทำให้โรงพยาบาลต่างๆไม่สามารถจัดจ้างลูกจ้างพนักงานเพิ่มเติมได้ จะเห็นว่ายิ่งจะทำให้เกิดปัญหาการกระจายบุคลากรที่ไม่เป็นธรรมต่อหน่วยบริการหรือโรงพยาบาลต่อไปไม่สิ้นสุด/p p5. การจัดสมดุล โครงสร้างการบริหารจัดการระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ การแก้ไขกระทำโดยเพิ่มสัดส่วนผู้ประกอบวิชาชีพมากขึ้นทั้งสองคณะ ทั้งที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ควรเพิ่มสัดส่วนผู้รับบริการให้มากขึ้นเพื่อให้เกิดความสมดุล และตัดสัดส่วนกรรมการหน่วยงานรัฐที่มีความเกี่ยวข้องน้อย ส่วนคณะกรรมการควบคุมคุณภาพมาตรฐานบริการสาธารณสุข ควรมีสัดส่วนด้านการคุ้มครองผู้บริโภค เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ และหน่วยรับเรื่องร้องเรียนที่เป็นอิสระจากผู้ถูกร้องเรียน มาตรา 50 (5) ตัดคณะกรรมการด้านวิชาชีพที่ซ้ำซ้อนกัน เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการทั้งสองคณะเป็นไปมีประสิทธิภาพ และเพิ่มสมดุล ของประชาชนในการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และการจำกัดปริมาณคณะกรรมการในจำนวนที่เหมาะสมครบองค์ประกอบตามแนวทางมาตรา 77 รัฐธรรมนูญปี 2560/p pท้ายที่สุดนี้ ขอเรียกร้องให้ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ยุติกระบวนการที่เหลือทั้งหมด และเริ่มกระบวนการทำความ เข้าใจเนื้อหาในการแก้ไข รับฟังความคิดเห็นที่กว้างขวาง และมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายอย่างสมดุล/p pจึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา และขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้/p p style=text-align: center;nbsp;เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนงานด้านชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์/p /div pnbsp;/p div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

'ศูนย์ทนายสิทธิ' ร้องรัฐเลิกใช้ ก.ม.ที่เอื้อต่อผู้ถูกคุมขังจะถูกทรมาน

Mon, 06/26/2017 - 23:33
pศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ออกแถลงการณ์เนื่องในวันสนับสนุนผู้wbrเสียหายจากการทรมานสากล ชี้ความพยายามในการป้องกัน การนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ และการเยียวยาผู้เสียหายของรัwbrฐไทยไม่ประสบผลสำเร็จทั้งเชิwbrงโครงสร้wbrางทางกฎหมายและแนวทางปฏิบัติ/wbr/wbr/wbr/wbr/p p!--break--!--break--/p p style=text-align: center;img alt= src=https://i0.wp.com/www.tlhr2014.com/th/wp-content/uploads/2017/06/WhatsApp-Image-2017-06-26-at-21.11.49.jpeg?resize=1024%2C512 style=width: 500px; height: 250px; //p p26 มิ.ย. 2560nbsp;ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ออกแถลงการณ์เนื่องในวันสนับสนุนผู้wbrเสียหายจากการทรมานสากล ระบุว่า ความพยายามในการป้องกันการทรมาน การนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ และการเยียวยาผู้เสียหายของรัwbrฐไทยไม่ประสบผลสำเร็จทั้งเชิwbrงโครงสร้wbrางทางกฎหมายและแนวทางปฏิบัติ/wbr/wbr/wbr/wbr/p pศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน nbsp;เรียกร้องด้วยว่า รัฐไทยต้องยกเลิกการบังคับใช้wbrและแก้ไขกฎหมายที่อาจก่อให้เกิwbrดความเสี่ยงต่อผู้ถูกคุมขังว่wbrาจะถูกทรมานและยกเว้wbrนการตรวจสอบความชอบด้wbrวยกฎหมายโดยศาล รวมถึงกฎหมายที่ยกเว้นความรับผิwbrดของผู้กระทำการทรมาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ.ร.บ.wbrกฎอัยการศึก 2457 พ.ร.ก.การบริwbrหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน 2548 คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 และคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13/2559 ต้องสอบสวนโดยพลันต่wbrอข้อร้องเรียนว่ามีการทรมาน โดยหน่วยงานที่มีความเป็นอิwbrสระและเป็นกลาง ให้ความคุ้มครองพยานและผู้ร้wbrองเรียนโดยสุจริตว่ามีการซ้wbrอมทรมานเกิดขึ้น รวมถึงกำหนดมาตรการเยียวยาผู้wbrเสียหายจากการทรมานอย่างมีประสิwbrทธิภาพ/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p divรวมทั้งต้องเร่งดำเนิwbrนการออกกฎหมายภายในให้เป็wbrนไปตามอนุสัญญาต่อต้wbrานการทรมานและการปฏิบัติหรืwbrอการลงโทษอื่นที่โหดร้ายไร้มนุwbrษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี รวมถึงเร่งดำเนินการเข้าเป็wbrนภาคีพิธีสารเลือกรับตามอนุสัwbrญญาต่อต้านการทรมานฯ (OPCAT) เพื่อให้มีกลไกป้องกัwbrนการทรมานระดับชาติ (National Prevention Mechanism) ในการตรวจเยี่ยมสถานที่ควบคุมตัwbrว/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/div pรายละเอียดแถลงการณ์ :nbsp;/p div class=note-box div style=text-align: center;strongแถลงการณ์เนื่องในวันสนับสนุนผู้wbrเสียหายจากการทรมานสากล/wbr/strong/div div style=text-align: center;strongโดย ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน/strong/div div style=text-align: center;strongวันที่ 26 มิถุนายน 2560/strong/div divnbsp;/div divความพยายามในการต่อต้wbrานการทรมานระดับสากลของรัฐไทย เริ่มขึ้นในวันที่ 2 ตุลาคม 2550 เมื่อรัฐไทยภาคยานุวัติเข้าเป็wbrนภาคีอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่wbrนที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือที่wbrย่ำยีศักดิ์ศรี (Convention Against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment) และนับแต่อนุสัญญา มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 รัฐไทยมีหน้าที่ต้องปรับปรุงแก้wbrไขการดำเนินการทั้งด้านบริหาร ตุลาการ และนิติบัญญัติ ให้สอดคล้องกับข้อบังคับในอนุสัwbrญญาฯ ซึ่งรวมถึงการบัญญัติให้wbrการทรมานเป็นความผิwbrดอาญาโดยกฎหมายภายในประเทศ กำหนดกลไกการสืบสวนและดำเนินคดีwbrเพื่อลงโทษผู้กระทำความผิด และกำหนดมาตรการเยียวแก่ผู้เสีwbrยหายจากการทรมาน/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/div divnbsp;/div divตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่าน นอกจากความล่าช้าในการอนุวัติwbrการเพื่อให้มีกฎหมายภายในบังคัwbrบใช้เป็นการเฉพาะต่wbrอการกระทำความผิดฐานทรมาน ในระยะสามปีที่ผ่านมา ภายหลังการรัฐประหาร ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุwbrษยชนพบว่า มาตรการทั้งด้านบริหาร ตุลาการ และนิติบัญญัติของรัฐไทยภายใต้wbrการนำของคณะรักษาความสงบแห่wbrงชาติ (คสช.) นอกจากจะขัดขวางมิให้มีการดำเนิwbrนคดีกับผู้กระทำความผิดอย่างมีwbrประสิทธิภาพแล้ว ประกาศและคำสั่งบางฉบับที่wbrออกในนาม คสช. ที่ออกตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจัwbrกรไทย nbsp; (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ยังสร้างภาวะให้ผู้ที่ถูกควบคุwbrมตัวด้วยอำนาจรัฐ เสี่ยงต่อการตกเป็นผู้เสีwbrยหายจากการทรมาน โดยไม่สามารถเรียกร้องให้มีwbrการตรวจสอบความชอบด้wbrวยกฎหมายในการควบคุมตัว รวมถึงไม่wbrอาจตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้wbrาที่รัฐได้อีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำสั่งที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัwbrฐควบคุมตัวบุคคลไว้โดยไม่เปิwbrดเผยสถานที่ควบคุมตัวอย่างเป็wbrนทางการได้ไม่เกินเจ็ดวัน ไม่ได้พบญาติหรือทนายความ และไม่มีการตรวจสอบคำสั่wbrงโดยองค์กรตุลาการ ทั้งการประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่wbrวราชอาณาจักร ผ่านคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 และคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 13/2559 กรณีนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุwbrษยชนของสหประชาชาติ ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิwbrทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ได้มีข้อสรุปเชิงเสนอแนะต่wbrอประเทศไทยเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2560 ให้ทบทวนและแก้ไขคำสั่งดังกล่wbrาวให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่wbrางประเทศ เพื่อเป็นหลักประกันไม่ให้เกิwbrดการควบคุมตัวไม่ชอบ แต่รัฐไทยยังคงใช้อำนาจดังกล่wbrาวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนเสี่ยงต่อการถูwbrกทรมาน และปราศจากหลักประกันสิทธิwbrและเสรีภาพ ยิ่งไปกว่านั้น รายงานผลของคณะกรรมการสิทธิมนุwbrษยชนแห่งชาติต่อข้อร้องเรียนผ่wbrานศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุwbrษยชน ว่ามีผู้ถูกกระทำทรมานโดยเจ้wbrาหน้าที่รัฐภายหลังการรัwbrฐประหารในปี 2557 อย่างน้อย 14 กรณี ฉบับลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2558 ยังระบุว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติwbrไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้wbrอย่างเต็มที่ เนื่องจากมีอุปสรรคเรื่wbrองระยะเวลาในการเข้าถึงพยานหลัwbrกฐานและความร่วมมือของหน่wbrวยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ข้อร้องเรียนว่ามีwbrการทรมานภายหลังการรัwbrฐประหารในกรณีของ กริชสุดา คุณะเสน สรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน หรือจำเลยในคดีระเบิดราชประสงค์ ล้วนไม่ได้รับการตรวจสอบจากหน่wbrวยงานที่เป็นอิสระและเป็นกลาง รวมถึงในบางกรณีเจ้าหน้าที่รัwbrฐกลับข่มขู่ว่าจะดำเนินคดีกับผู้wbrเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/div divnbsp;/div divศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุwbrษยชนเห็นว่า ความพยายามในการป้องกันการทรมาน การนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ และการเยียวยาผู้เสียหายของรัwbrฐไทยไม่ประสบผลสำเร็จทั้งเชิwbrงโครงสร้wbrางทางกฎหมายและแนวทางปฏิบัติ nbsp;และเนื่องในวันสนับสนุนผู้เสีwbrยหายจากการทรมานสากล ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุwbrษยชนมีข้อเรียกร้องต่อรัฐไทย ดังนี้/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/div divnbsp;/div div1. รัฐไทยต้องยกเลิกการบังคับใช้wbrและแก้ไขกฎหมายที่อาจก่อให้เกิwbrดความเสี่ยงต่อผู้ถูกคุมขังว่wbrาจะถูกทรมานและยกเว้wbrนการตรวจสอบความชอบด้wbrวยกฎหมายโดยศาล รวมถึงกฎหมายที่ยกเว้นความรับผิwbrดของผู้กระทำการทรมาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชบัญญัติwbrกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 พระราชกำหนดการบริwbrหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 และคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13/2559nbsp;/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/div divnbsp;/div div2. รัฐไทยต้องทำการสอบสวนโดยพลันต่wbrอข้อร้องเรียนว่ามีการทรมาน โดยหน่วยงานที่มีความเป็นอิwbrสระและเป็นกลาง ให้ความคุ้มครองพยานและผู้ร้wbrองเรียนโดยสุจริตว่ามีการซ้wbrอมทรมานเกิดขึ้น รวมถึงกำหนดมาตรการเยียวยาผู้wbrเสียหายจากการทรมานอย่างมีประสิwbrทธิภาพ/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/div divnbsp;/div div3. รัฐไทยต้องเร่งดำเนิwbrนการออกกฎหมายภายในให้เป็wbrนไปตามอนุสัญญาต่อต้wbrานการทรมานและการปฏิบัติหรืwbrอการลงโทษอื่นที่โหดร้ายไร้มนุwbrษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี รวมถึงเร่งดำเนินการเข้าเป็wbrนภาคีพิธีสารเลือกรับตามอนุสัwbrญญาต่อต้านการทรมานฯ (OPCAT) เพื่อให้มีกลไกป้องกัwbrนการทรมานระดับชาติ (National Prevention Mechanism) ในการตรวจเยี่ยมสถานที่ควบคุมตัwbrว/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/div divnbsp;/div div style=text-align: center;ด้วยความเคารพต่อสิทธิเสรีwbrภาพของประชาชน/wbr/div div style=text-align: center;ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน/div /div divnbsp;/div div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

'ศูนย์ทนายสิทธิ' ร้องรัฐเลิกใช้ ก.ม.ที่เอื้อต่อผู้ถูกคุมขังจะถูกทรมาน

Mon, 06/26/2017 - 23:33
pศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ออกแถลงการณ์เนื่องในวันสนับสนุนผู้wbrเสียหายจากการทรมานสากล ชี้ความพยายามในการป้องกัน การนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ และการเยียวยาผู้เสียหายของรัwbrฐไทยไม่ประสบผลสำเร็จทั้งเชิwbrงโครงสร้wbrางทางกฎหมายและแนวทางปฏิบัติ/wbr/wbr/wbr/wbr/p p!--break--!--break--/p p style=text-align: center;img alt= src=https://i0.wp.com/www.tlhr2014.com/th/wp-content/uploads/2017/06/WhatsApp-Image-2017-06-26-at-21.11.49.jpeg?resize=1024%2C512 style=width: 500px; height: 250px; //p p26 มิ.ย. 2560nbsp;ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ออกแถลงการณ์เนื่องในวันสนับสนุนผู้wbrเสียหายจากการทรมานสากล ระบุว่า ความพยายามในการป้องกันการทรมาน การนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ และการเยียวยาผู้เสียหายของรัwbrฐไทยไม่ประสบผลสำเร็จทั้งเชิwbrงโครงสร้wbrางทางกฎหมายและแนวทางปฏิบัติ/wbr/wbr/wbr/wbr/p pศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน nbsp;เรียกร้องด้วยว่า รัฐไทยต้องยกเลิกการบังคับใช้wbrและแก้ไขกฎหมายที่อาจก่อให้เกิwbrดความเสี่ยงต่อผู้ถูกคุมขังว่wbrาจะถูกทรมานและยกเว้wbrนการตรวจสอบความชอบด้wbrวยกฎหมายโดยศาล รวมถึงกฎหมายที่ยกเว้นความรับผิwbrดของผู้กระทำการทรมาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ.ร.บ.wbrกฎอัยการศึก 2457 พ.ร.ก.การบริwbrหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน 2548 คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 และคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13/2559 ต้องสอบสวนโดยพลันต่wbrอข้อร้องเรียนว่ามีการทรมาน โดยหน่วยงานที่มีความเป็นอิwbrสระและเป็นกลาง ให้ความคุ้มครองพยานและผู้ร้wbrองเรียนโดยสุจริตว่ามีการซ้wbrอมทรมานเกิดขึ้น รวมถึงกำหนดมาตรการเยียวยาผู้wbrเสียหายจากการทรมานอย่างมีประสิwbrทธิภาพ/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p divรวมทั้งต้องเร่งดำเนิwbrนการออกกฎหมายภายในให้เป็wbrนไปตามอนุสัญญาต่อต้wbrานการทรมานและการปฏิบัติหรืwbrอการลงโทษอื่นที่โหดร้ายไร้มนุwbrษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี รวมถึงเร่งดำเนินการเข้าเป็wbrนภาคีพิธีสารเลือกรับตามอนุสัwbrญญาต่อต้านการทรมานฯ (OPCAT) เพื่อให้มีกลไกป้องกัwbrนการทรมานระดับชาติ (National Prevention Mechanism) ในการตรวจเยี่ยมสถานที่ควบคุมตัwbrว/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/div pรายละเอียดแถลงการณ์ :nbsp;/p div class=note-box div style=text-align: center;strongแถลงการณ์เนื่องในวันสนับสนุนผู้wbrเสียหายจากการทรมานสากล/wbr/strong/div div style=text-align: center;strongโดย ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน/strong/div div style=text-align: center;strongวันที่ 26 มิถุนายน 2560/strong/div divnbsp;/div divความพยายามในการต่อต้wbrานการทรมานระดับสากลของรัฐไทย เริ่มขึ้นในวันที่ 2 ตุลาคม 2550 เมื่อรัฐไทยภาคยานุวัติเข้าเป็wbrนภาคีอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่wbrนที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือที่wbrย่ำยีศักดิ์ศรี (Convention Against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment) และนับแต่อนุสัญญา มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 รัฐไทยมีหน้าที่ต้องปรับปรุงแก้wbrไขการดำเนินการทั้งด้านบริหาร ตุลาการ และนิติบัญญัติ ให้สอดคล้องกับข้อบังคับในอนุสัwbrญญาฯ ซึ่งรวมถึงการบัญญัติให้wbrการทรมานเป็นความผิwbrดอาญาโดยกฎหมายภายในประเทศ กำหนดกลไกการสืบสวนและดำเนินคดีwbrเพื่อลงโทษผู้กระทำความผิด และกำหนดมาตรการเยียวแก่ผู้เสีwbrยหายจากการทรมาน/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/div divnbsp;/div divตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่าน นอกจากความล่าช้าในการอนุวัติwbrการเพื่อให้มีกฎหมายภายในบังคัwbrบใช้เป็นการเฉพาะต่wbrอการกระทำความผิดฐานทรมาน ในระยะสามปีที่ผ่านมา ภายหลังการรัฐประหาร ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุwbrษยชนพบว่า มาตรการทั้งด้านบริหาร ตุลาการ และนิติบัญญัติของรัฐไทยภายใต้wbrการนำของคณะรักษาความสงบแห่wbrงชาติ (คสช.) นอกจากจะขัดขวางมิให้มีการดำเนิwbrนคดีกับผู้กระทำความผิดอย่างมีwbrประสิทธิภาพแล้ว ประกาศและคำสั่งบางฉบับที่wbrออกในนาม คสช. ที่ออกตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจัwbrกรไทย nbsp; (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ยังสร้างภาวะให้ผู้ที่ถูกควบคุwbrมตัวด้วยอำนาจรัฐ เสี่ยงต่อการตกเป็นผู้เสีwbrยหายจากการทรมาน โดยไม่สามารถเรียกร้องให้มีwbrการตรวจสอบความชอบด้wbrวยกฎหมายในการควบคุมตัว รวมถึงไม่wbrอาจตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้wbrาที่รัฐได้อีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำสั่งที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัwbrฐควบคุมตัวบุคคลไว้โดยไม่เปิwbrดเผยสถานที่ควบคุมตัวอย่างเป็wbrนทางการได้ไม่เกินเจ็ดวัน ไม่ได้พบญาติหรือทนายความ และไม่มีการตรวจสอบคำสั่wbrงโดยองค์กรตุลาการ ทั้งการประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่wbrวราชอาณาจักร ผ่านคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 และคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 13/2559 กรณีนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุwbrษยชนของสหประชาชาติ ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิwbrทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ได้มีข้อสรุปเชิงเสนอแนะต่wbrอประเทศไทยเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2560 ให้ทบทวนและแก้ไขคำสั่งดังกล่wbrาวให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่wbrางประเทศ เพื่อเป็นหลักประกันไม่ให้เกิwbrดการควบคุมตัวไม่ชอบ แต่รัฐไทยยังคงใช้อำนาจดังกล่wbrาวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนเสี่ยงต่อการถูwbrกทรมาน และปราศจากหลักประกันสิทธิwbrและเสรีภาพ ยิ่งไปกว่านั้น รายงานผลของคณะกรรมการสิทธิมนุwbrษยชนแห่งชาติต่อข้อร้องเรียนผ่wbrานศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุwbrษยชน ว่ามีผู้ถูกกระทำทรมานโดยเจ้wbrาหน้าที่รัฐภายหลังการรัwbrฐประหารในปี 2557 อย่างน้อย 14 กรณี ฉบับลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2558 ยังระบุว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติwbrไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้wbrอย่างเต็มที่ เนื่องจากมีอุปสรรคเรื่wbrองระยะเวลาในการเข้าถึงพยานหลัwbrกฐานและความร่วมมือของหน่wbrวยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ข้อร้องเรียนว่ามีwbrการทรมานภายหลังการรัwbrฐประหารในกรณีของ กริชสุดา คุณะเสน สรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน หรือจำเลยในคดีระเบิดราชประสงค์ ล้วนไม่ได้รับการตรวจสอบจากหน่wbrวยงานที่เป็นอิสระและเป็นกลาง รวมถึงในบางกรณีเจ้าหน้าที่รัwbrฐกลับข่มขู่ว่าจะดำเนินคดีกับผู้wbrเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/div divnbsp;/div divศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุwbrษยชนเห็นว่า ความพยายามในการป้องกันการทรมาน การนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ และการเยียวยาผู้เสียหายของรัwbrฐไทยไม่ประสบผลสำเร็จทั้งเชิwbrงโครงสร้wbrางทางกฎหมายและแนวทางปฏิบัติ nbsp;และเนื่องในวันสนับสนุนผู้เสีwbrยหายจากการทรมานสากล ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุwbrษยชนมีข้อเรียกร้องต่อรัฐไทย ดังนี้/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/div divnbsp;/div div1. รัฐไทยต้องยกเลิกการบังคับใช้wbrและแก้ไขกฎหมายที่อาจก่อให้เกิwbrดความเสี่ยงต่อผู้ถูกคุมขังว่wbrาจะถูกทรมานและยกเว้wbrนการตรวจสอบความชอบด้wbrวยกฎหมายโดยศาล รวมถึงกฎหมายที่ยกเว้นความรับผิwbrดของผู้กระทำการทรมาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชบัญญัติwbrกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 พระราชกำหนดการบริwbrหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 และคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13/2559nbsp;/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/div divnbsp;/div div2. รัฐไทยต้องทำการสอบสวนโดยพลันต่wbrอข้อร้องเรียนว่ามีการทรมาน โดยหน่วยงานที่มีความเป็นอิwbrสระและเป็นกลาง ให้ความคุ้มครองพยานและผู้ร้wbrองเรียนโดยสุจริตว่ามีการซ้wbrอมทรมานเกิดขึ้น รวมถึงกำหนดมาตรการเยียวยาผู้wbrเสียหายจากการทรมานอย่างมีประสิwbrทธิภาพ/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/div divnbsp;/div div3. รัฐไทยต้องเร่งดำเนิwbrนการออกกฎหมายภายในให้เป็wbrนไปตามอนุสัญญาต่อต้wbrานการทรมานและการปฏิบัติหรืwbrอการลงโทษอื่นที่โหดร้ายไร้มนุwbrษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี รวมถึงเร่งดำเนินการเข้าเป็wbrนภาคีพิธีสารเลือกรับตามอนุสัwbrญญาต่อต้านการทรมานฯ (OPCAT) เพื่อให้มีกลไกป้องกัwbrนการทรมานระดับชาติ (National Prevention Mechanism) ในการตรวจเยี่ยมสถานที่ควบคุมตัwbrว/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/div divnbsp;/div div style=text-align: center;ด้วยความเคารพต่อสิทธิเสรีwbrภาพของประชาชน/wbr/div div style=text-align: center;ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน/div /div divnbsp;/div div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

แอมเนสตี้-ICJ ติงไทยออก 'พ.ร.บ.ทรมาน-อุ้มหาย' ล่าช้า วอนเร่งทำตามสัญญา

Mon, 06/26/2017 - 20:45
pแอมเนสตี้และ ICJ ออกแถลงการณ์วันสนับสนุนผู้เสียหายจากการทรมานสากล ติงไทยให้คำมั่นสัญญาป้องกันและปราบปรามการทรมานบนเวทีนานาชาติแต่ไม่ปฏิบัติตาม พร้อมวิดีโอคลิปวงคุย พ.ร.บ. (ป้องกันและต่อต้านการทรมานฯ) ยังไม่มี ความยุติธรรมยังไม่มา...../p p!--break--!--break--/p p26 มิ.ย. 2560 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล และคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ) ออกแถลงการณ์ร่วม แสดงความยินดีที่ไทยให้คำมั่นสัญญาในเวทีนานาชาติว่าจะป้องกันและปราบปรามการทรมานโดยเจ้าหน้าที่รัฐในประเทศ เนื่องใน วันสนับสนุนผู้เสียหายจากการทรมานสากล หรือ วันต่อต้านการทรมานสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 26 มิถุนายนของทุกปี และในโอกาสใกล้ครบรอบ 10 ปีที่ไทยได้ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯnbsp;/p divอย่างไรก็ตาม แอมเนสตี้และ ICJ พบว่าคำมั่นสัญญาต่างๆ ของทางการไทยเป็นเพียงเอกสารที่ยังไม่ได้ถูกนำไปปฏิบัติจริงแต่อย่างใด โดยเฉพาะการผ่านร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย (พ.ร.บ.ทรมานและอุ้มหาย) ซึ่งถูกทำให้ล่าช้าซ้ำแล้วซ้ำอีก/div divnbsp;/div divปัจจุบัน มีการใช้กฎหมายและคำสั่งต่างๆ ที่เปิดช่องให้ประชาชนถูกทหารควบคุมตัวได้โดยไม่มีคำสั่งศาล ไม่สามารถเข้าถึงทนาย ครอบครัว หรือความช่วยเหลือทางการแพทย์ได้นานถึงหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งข้อมูลของเราพบว่าการทรมานโดยเจ้าหน้าที่รัฐมักเกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ดังกล่าว ปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เปิดเผย/div divnbsp;/div divการทรมานโดยเจ้าหน้าที่ในประเทศไทยแทบจะไม่ได้รับการสอบสวนอย่างทันท่วงที อิสระ และเป็นกลางตามมาตรฐานระหว่างประเทศ มีการลอยนวบพ้นผิดมากมาย ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เสียหาย ญาติของผู้เสียหาย และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการทรมานยังถูกคุกคามทางกฎหมายจากการฟ้องร้องหมิ่นประมาทอีกด้วย/div divnbsp;/div divแอมเนสตี้พร้อมกับ ICJ เรียกร้องให้ทางการไทยผ่าน พ.ร.บ.ทรมานและอุ้มหาย สอบสวนการทรมานโดยเจ้าหน้าที่รัฐอย่างอิสระ โปร่งใส และเป็นกลาง นำตัวผู้กระทำผิดควรถูกนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมในศาลพลเรือน ตลอดจนกำหนดกลไกป้องกันการทรมานระดับประเทศ และอนุญาตให้คณะกรรมการต่อต้านการทรมานระหว่างประเทศเข้าตรวจเยี่ยมด้วย/div p style=text-align: center;iframe allowfullscreen=true allowtransparency=true frameborder=0 height=316 scrolling=no src=https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FPrachatai%2Fvideos%2F10154745412326699%2Famp;show_text=0amp;width=560 style=border:none;overflow:hidden width=560/iframe/p pเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมาแอมเนสตี้ฯ และองค์กรพันธมิตรจัดวงเสวนาหัวข้อ พ.ร.บ. (ป้องกันและต่อต้านการทรมานฯ) ยังไม่มี ความยุติธรรมยังไม่มา.....nbsp;โดยสมชาย หอมลออ ที่ปรึกษากฎหมายอาวุโส มูลนิธิประสานวัฒนธรรม อิสมะแอ เต๊ะ ประธานองค์กรเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี สมศักดิ์ ชื่นจิตร บิดาของผู้ที่กล่าวอ้างว่าถูกทรมาน และวิลาวัล เกิดแก้ว น้องสาวของผู้ที่กล่าวอ้างว่าถูกทรมาน/p div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

การ์ตูนวันต่อต้านการซ้อมทรมานและแถลงการณ์จี้รัฐลงทุนมาตรการป้องกัน

Mon, 06/26/2017 - 20:28
divการ์ตูนวันต่อต้านการซ้อมทรมานฉบับภาษาไทย และแถลงการณ์เรียกร้องให้ทุกประเทศลงทุwbrนในมาตรการป้องกันเพื่อป้องกันการซ้อมทรมาน/wbr/div div !--break--!--break--/div div style=text-align: center;nbsp;/div p26 มิ.ย. 2560 รายงานข่าวจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม แจ้งว่า วันนี้นี้เป็นวันสากลสนับสนุนการต่wbrอต้านการทรมาน เราจึงขอรำลึกและเชิดชูเกียรติwbrให้กับเหยื่อและผู้รอดพ้wbrนจากการทรมาน และยืนยันว่าเราจะทำงานร่วมกัwbrบเครือข่ายทั่วโลกในการต่อต้wbrานการทรมานในทุกรูปแบบ ณ ปัจจุบัน การซ้อมทรมานและการปฏิบัติอย่wbrางโหดเหี้ยมนั้นยังเกิดขึ้นอยู่wbrในหลายๆที่ทั่วโลก ดังนั้นเราจึงได้ตั้งคำถามขึ้wbrนมาว่า เราจะทำอย่างไรเพื่อยุติwbrการกระทำเหล่านี้? สิ่งแรกที่เราต้องทำในการป้องกัwbrนการทรมานนั้นคือ เราต้องลดหรือจำกัดความเสี่ยงที่wbrจะเกิดการซ้อมทรมาน ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายใต้wbrการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่wbrตำรวจ nbsp; โดยผ่านมาตรการการป้องกัน อาทิ การเข้าถึงทนายความ nbsp;และการแจ้งให้ญาติทราบถึwbrงสถานที่ควบคุมตัว/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pงานวิจัยอิสระที่ชื่อว่า การปัองกันการทรมานทำได้จริงไหม “Does Torture Prevention Work?” ที่ศึกษามาตรการการป้องกัwbrนการทรมานใน 16 ประเทศในระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมาโดย APT the Association for the Prevention of Torture พบว่า มาตรการป้องกันเมื่อได้นำมาใช้wbrในทางปฏิบัติมีผลอย่างมีประสิwbrทธิภาพที่สุดในการยุติการทรมาน nbsp;รายงานฉบับนี้ยังได้มีข้wbrอเสนอแนะที่สำคัญเพื่อให้รัฐต่wbrางๆ ได้นำไปใช้ได้อย่างมีขั้นตอนได้wbrในการป้องกันการทรมาน/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pการป้องกันการทรมานไม่ใช่แนวคิwbrดใหม่nbsp; สามสิบปีที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน ปี 1987 ที่อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน มีผลบังคับใช้และเรียกร้องให้รัwbrฐสมาชิกทำให้การทรมานเป็นความผิwbrดอาญาและมีมาตรการป้องกัwbrนการทรมานในประเทศ และในวันเดียวกันสภายุโรปก็ได้wbrรับรองอนุสัญญาต่อต้wbrานการทรมานของสภายุโรปด้วย รวมทั้งก่อตั้งคณะกรรมการที่มีwbrหน้าที่ตรวจเยี่ยมสถานที่ควบคุwbrมตัวในเวลาใดก็ได้wbrโดยประเทศสมาชิกของสภายุโรปnbsp; สมาชิกขององค์การสหประชาชาติwbrจำนวนครึ่งหนึ่งเป็นรัฐสมาชิwbrกในพิธีสารเลือกรับอนุสัญญาต่wbrอต้านการทรมานตั้งแต่ได้รัwbrบการรับรองว่าเป็wbrนระบบสากลในการตรวจเยี่ยมสถานที่wbrควบคุมตัวของผู้ถูกคุมขัง/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pการที่จะไม่ยอมรับว่าคำสารภาพที่wbrได้จากการทรมานใช้ได้ในระบบยุติwbrธรรมทางอาญาเป็นการป้องกัwbrนการทรมานที่สำคัญ nbsp;และในหลายๆบริบท วิธีการสืบสวน การสอบถามและการสอบสวนของเจ้wbrาหน้าที่รักษากฎหมายมีความสำคัwbrญในการป้องกันการทรมานได้nbsp;nbsp; ดังนั้นเราเรียกร้องให้ทุwbrกประเทศรับรองและปรับปรุงวิธีwbrการ จริยธรรม เทคนิคในการสืบสวนสอบสวนผู้ต้wbrองสงสัย พยาน เหยื่อ โดยปราศจากการบังคับข่มขู่ nbsp;และวิธีการสอบสวนต้องใช้หลัwbrกการที่อยู่บนพื้นฐานที่ว่าทุwbrกคนยังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่wbrาศาลจะตัดสิน nbsp;อีกทั้งทุกประเทศต้องนำหลัwbrกการด้านสิทธิมนุษยชนมาใช้เป็wbrนแนวทางร่วมกับแนวทางอื่น เพื่อป้องกันอาชญกรรมและสร้างสัwbrงคมให้ปลอดภัยและมั่นใจได้/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pวันนี้ เราผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการต่wbrอต้านการทรมานทั้งหมดนี้ ขอเรียกร้องให้ทุกประเทศลงทุwbrนเรื่องการป้องกันการทรมาน โดยสร้างมาตรการป้องกัwbrนการทรมานและการปฏิบัติอย่wbrางโหดเหี้ยม ในเวลานี้ ผู้เสียหายจากการซ้อมทรมานหนึ่wbrงคนก็มากเกินพอแล้ว ผู้นำของทุกๆประเทศจึงต้องให้wbrความสำคัญกับการยุติและยับยั้wbrงการซ้อมทรมานอย่างเด็ดขาด และวิธีที่ดีที่สุดในการยุติwbrการทรมาน คือการทำงานร่วมกันเพื่อให้wbrโลกใบนี้ปราศจากการซ้อมทรมาน/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pstrongการ์ตูนวันต่อต้านการซ้อมทรมานฉบับภาษาไทย :nbsp;/strong/p p style=text-align: center;img src=https://c1.staticflickr.com/5/4263/34737430043_83a975fce0_z.jpg //p p style=text-align: center;img src=https://c1.staticflickr.com/5/4211/35507508446_6b2f201cbb_z.jpg //p p style=text-align: center;img src=https://c1.staticflickr.com/5/4261/34737429543_ea08767a9e_z.jpg //p p style=text-align: center;img src=https://c1.staticflickr.com/5/4215/35507507896_0d5bc96688_z.jpg //p p style=text-align: center;img src=https://c1.staticflickr.com/5/4260/35416254941_28498e10b9_z.jpg //p p style=text-align: center;img src=https://c1.staticflickr.com/5/4284/35507507436_6617696eb2_z.jpg //p p style=text-align: center;img src=https://c1.staticflickr.com/5/4239/35507507116_1bb81ab08d_z.jpg //p p style=text-align: center;img src=https://c1.staticflickr.com/5/4257/35507506816_a0398ac979_z.jpg //p p style=text-align: center;img src=https://c1.staticflickr.com/5/4208/35507506556_3cb9850261_z.jpg //p p style=text-align: center;img src=https://c1.staticflickr.com/5/4233/35507506246_07fc33bcdc_z.jpg //p div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

ศาลให้ประกัน 'รังสิมันต์ โรม' แล้ว

Mon, 06/26/2017 - 14:53
pศาลทหารสั่งให้ปล่อยตัวชั่วคราว รังสิมันต์ โรม แล้ว หลังยื่นหลักทรัพย์ประกัน คดีหอศิลป์ 10,000 บาท คดีแจกเอกสารรณรงค์ประชามติ ปี 59 ที่ บางพลี 50,000 บาท พร้อม MOU คาดปล่อยตัวเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครnbsp;20.00 น.nbsp;/p p!--break--!--break--/p p style=text-align: center;img src=https://c1.staticflickr.com/5/4264/34700512824_ae56152820.jpg //p p style=text-align: center;img src=https://c1.staticflickr.com/5/4240/35374359492_48078810d1.jpg //p p style=text-align: center;span style=color:#ff8c00;ภาพเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คุมตัว รังสิมันต์ โรม ไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพ หลังศาลทหารอนุมัติฝากขังnbsp;/span/p p26 มิ.ย. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ เมื่อเวลา 14.30 น. ศาลทหารสั่งให้ปล่อยตัวชั่วคราว หรือให้ประกันตัว รังสิมันต์ โรม สมาชิกกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย แล้ว หลังยื่นหลักทรัพย์ประกัน คดีหอศิลป์ กทม. 10,000 บาท คดีแจกเอกสารรณรงค์ประชามติ ปี 59 ที่นิคมอุตฯ บางพลี 50,000 บาท/p pพร้อมเงื่อนไข ห้ามกระทำการใดๆ อันมีลักษณะเป็นการยั่วยุ ปลุกปั่น ชักชวน ปลุกระดม ไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ เพื่อให้มีการชุมนุมอันจะก่อให้เกิดภัยอันตรายใดๆ อันกระทบต่อความเสียหาย หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือกระทำการใดๆ เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน รวมทั้งห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้รับอนุญาต/p pผู้สื่อข่าวประเมินว่าจะปล่อยตัวเวลาประมาณ 20.00 น. ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร/p div pโดยเมื่อช่วงสายวันนี้ รังสิมันต์ ถูกควบคุมตัวจาก สภ.บางเสาธง มายังศาลทหาร หลังถูกเจ้าหน้าจับกุมตัววานนี้ จากกรณีการไม่ไปรายงานตัวกับศาลทหารในคดีแจกใบปลิวรณรงค์โหวตไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ที่บางเสาธง เมื่อปี 2559 รวมทั้ง ขัดประกาศ คมช. ที่ไม่พิมพ์ลายนิ้วมือ นอกจากนี้ยังมีคดีขัดคำสั่ง คสช. ที่ 3/58 กรณีชุมนุมที่หอศิลป์ ครบรอบ 1 ปี/p pเพจ a href=https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1884799911759446amp;id=1426666687572773Banrasdr Photo/a รายงานด้วยว่า ขณะผ่านสื่อมวลชน รังสิมันต์ โรม ได้กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับการแจกเอกสารโหวตโน แต่เป็นเพราะว่าตนจะไปยื่นหนังสือขอให้มีการเปิดเผยรายละเอียดข้อตกลงรถไฟไทย-จีน ที่ทำเนียบรัฐบาล/p /div pnbsp;/p div class=field field-type-link field-field-related-link div class=field-labelเรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class=field-items div class=field-item odd a href=/journal/2017/06/72107 target=_blankจับรังสิมันต์ โรม นอนคุก 1 คืนคดีประชามติปี 59 เตรียมส่งฟ้องศาลทหารพรุ่งนี้/a /div /div /div div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

85 ปี 24 มิถุนายน 2475: ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ รัฐไทยไม่ได้อยู่เพื่อสังคม-ไร้การสร้างสถาบันรองรับ

Mon, 06/26/2017 - 14:47
p‘ธเนศ’ ย้ำ รัฐของไทยเป็นรัฐที่ไม่ได้อยู่เพื่อสังคม มุ่งใช้อำนาจผ่านระเบียบทางศีลธรรม มีลำดับชั้น ไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างสถาบันรองรับ เน้นแต่ผู้นำที่มีบารมี/p p!--break--!--break--/p p style=text-align: center;img alt= src=https://c1.staticflickr.com/5/4263/35154565160_221b3a237a_z.jpg style=width: 540px; height: 359px; //p pในโอกาสครบรอบ 85 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชสู่ประชาธิปไตย รายงานการสัมมนาชิ้นนี้คือส่วนหนึ่งของการรำลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น ในหัวข้อ ‘การเมืองกับประวัติศาสตร์-ประวัติศาสตร์กับการเมือง ตอน การเมืองในชีวิตประจำวัน (Politics of Everyday Life’ จัดโดยภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ณ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย/p pธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ธรรมศาสตราภิชาน วิทยาลัยนานาชาติปรีดีย์ พนมยงค์ กล่าวว่า/p p“ผมจะพยายามหาความหมายของประวัติศาสตร์ในแง่ของคนที่ต้องทำงานด้านนี้ คือนิยามของประวัติศาสตร์ทุกคนก็คงรู้ที่เป็นนิยามแบบท่องจำ แต่ผมจะพูดถึงในแง่ของคนที่ต้องใช้จริงๆ ผมใช้เวลากว่า 30 ปีกว่าจะสรุปได้ แล้วผมก็สรุปไว้ในหน้าสุดท้ายของบทความผมว่า สำหรับวิชารัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยเมืองไทย รัฐศาสตร์จะยกระดับเป็นศาสตร์วิชาการที่มีน้ำยา หมายความว่ามีพลัง มีระบบ มีการอธิบาย แต่เวลาเอาไปโชว์ในเวทีอื่นนอกเมืองไทยจะไม่มีน้ำหนัก ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า รัฐศาสตร์ไทยนั้นขาดพันธมิตรที่ใกล้ชิดก็คือประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ไทยไม่มีประวัติศาสตร์ที่ลึก คือประวัติศาสตร์ที่ผ่านการค้นคว้าชั้นต้น ชั้นรอง ผ่านการตรวจสอบจนได้ข้อสรุปที่เป็นการตีความ เช่นเรื่อง 24 มิถุนายน 2475 จนตอนนี้ผ่านมา 85 ปี ประวัติศาสตร์นี้ยังคงดำเนินต่อไป มันยังไม่จบ แล้วมันเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ใหญ่มากของประเทศไทย/p p“ลองเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ปฏิวัติใหญ่ของฝรั่งเศส 1789 เขารบกันหลายรอบ แต่พอไปถามคนฝรั่งเศสทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ด้านการเมืองว่า 1789 ล้มเหลวใช่ไหม มีคน React ต่อคำถามนี้ว่าเป็นคำถามที่ดีมาก หรือในวันที่ 4 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันชาติอเมริกา มีคนอเมริกันลุกขึ้นมาถามเลยว่า ทำไมเจฟเฟอร์สันเขียนคำประกาศเอกราชว่าคนเราเกิดมามีสิทธิเท่าเทียมกัน มันไม่จริง มีคนถูกจับเข้าคุก ถูกซ้อม เพราะฉะนั้นคำประกาศเอกราชนี้มันใช้ไม่ได้ เพราะไม่เป็นความจริง คติเรื่องความเท่าเทียมกันหรือเสรีภาพมันไม่จริง มีการนำคนมาเป็นทาสตั้ง 4 ศตวรรษ ถึงจะมีการเลิกทาสแล้ว อีก 100 ปีก็ยังไม่ได้ให้เสรีภาพจริงๆ กับเขาจนถึงปี 1964 ฉะนั้น ประวัติศาสตร์ของอเมริกาจึงมีความไม่จริง/p p“แต่คนในอเมริกามองว่าพอโค่นล้มอำนาจกษัตริย์ได้แล้วก็ถือว่าประสบความสำเร็จ คืออำนาจกลับมาอยู่ที่ประชาชนเรียบร้อยแล้ว แต่หลังจากนั้นจะมีการนำมาบิดเบือนอย่างไรเขาถือว่าไม่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ 1776 และ 1789 เพราะฉะนั้นการเมืองมันเดินไปข้างหน้าแบบเป็นระบบได้ แต่การเมืองไทยไม่เดินเป็นระบบ มันวิ่งเป็นวัฏจักรวงกลม แล้วมันก็ย้อนมาอยู่ที่เก่า ไม่ได้ไปไหน ปัญหาของประวัติศาสตร์ไทยคือการที่เราไปเรียนตำราฝรั่ง ตำราของโลกที่เป็นสมัยใหม่ โลกสมัยใหม่ทั้งหลายมันเป็นโมเดลของตะวันตก/p p“เหตุการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศส 1789 มันเดินเป็นเส้นตรง นำไปสู่การสร้างอะไรใหม่ๆ ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายเลือกตั้ง กฎหมายสิทธิ มันไม่กลับสู่อันเดิม ไม่ว่าจะดีเลวอย่างไรก็ไปของมันเรื่อยๆ มันไม่เคยเดินเป็นวงกลมเหมือนของเมืองไทยและประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การที่ประวัติศาสตร์เดินเป็นวงกลมไม่ได้หมายความว่ามันไม่ได้อยากเดินเป็นเส้นตรง แต่เป็นเพราะเงื่อนไขการสร้างสถาบันสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นระบบรัฐสภา รัฐธรรมนูญ กฎหมาย รวมไปถึงโรงเรียน มหาวิทยาลัย ระบบเศรษฐกิจ ระบบการค้า ทั้งหมดนี้ไปส่งเสริมความมั่นคง ประสิทธิภาพ และการเคลื่อนตัวของรัฐสมัยใหม่ ในขณะที่สังคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมดเหมือนกัน คือไม่มีการเคลื่อนตัวของสถาบัน ผมจึงคิดว่าสิ่งที่เรียกว่าสถาบันไม่ประสบความสำเร็จ ฉะนั้น สิ่งแรกที่ต้องทำคือสร้างสถาบันใหม่หรือหน่วยงานใหม่ ซึ่งจะทำได้ก็ต้องสร้างระบบเศรษฐกิจก่อน เพราะระบบเศรษฐกิจเดิมทำไม่ได้/p blockquotep style=text-align: center;span style=color:#ff8c00;strong“รัฐของไทยเป็นรัฐที่ไม่ได้อยู่เพื่อสังคม แม้กระทั่งเส้นแบ่งระหว่างรัฐกับสังคมก็ยังเบลออยู่ บางช่วงมันเลยเข้ามาปะทะกัน คาบเกี่ยวกัน แย่งพื้นที่และอำนาจกัน ใครแพ้ก็ถอยแล้วต่างคนต่างก็ไปหาจุดหมายของตัวเองต่อไป ดังนั้น จุดหมายที่รัฐแบบไทยถนัดที่สุดคือการใช้อำนาจ โดยใช้อำนาจนี้ผ่านระเบียบทางศีลธรรมหรือ Moral Order/strong/span/p /blockquote p“ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงในยุโรปและอเมริกามีสถาบันรองรับ คนที่เข้ามาแบบนอกระบบจึงไม่มีอะไรเอื้อต่อการมีความชอบธรรม แต่พอมาดูรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มันไม่ได้เกิดขึ้นโดยการมีสถาบันจริงๆ รองรับ มันก็เลยเปิดช่องให้ตัวคนเข้ามายึดอำนาจได้ แล้วก็สร้างหน่วยงานขึ้นมาเอง มันก็จะได้แต่งานของตัวเองที่เสริมสร้างเครือข่ายของตัวเองให้เข้มแข็งและอยู่ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ ของไทยแทนที่รัฐจะเป็นสถาบัน รัฐเลยเป็น Agent ที่ประกอบไปด้วย Agent ของกลุ่มต่างๆ เข้ามารวมตัวกัน ทะเลาะกัน แย่งกัน กลุ่มไหนที่ได้เปรียบก็ชนะไป เพราะฉะนั้นตอนที่ฝรั่งเศสปฏิวัติมันจะเป็นไปตามสูตร Law and Order มีการสร้างกฎใหม่ๆ แต่ของไทยไม่มี เพราะว่า Law and Order ทำให้สังคมมีมาตรฐานและอิสระที่จะดำรงอยู่ได้และเสริมสร้างความมั่นคงของรัฐ/p p“รัฐของไทยเป็นรัฐที่ไม่ได้อยู่เพื่อสังคม แม้กระทั่งเส้นแบ่งระหว่างรัฐกับสังคมก็ยังเบลออยู่ บางช่วงมันเลยเข้ามาปะทะกัน คาบเกี่ยวกัน แย่งพื้นที่และอำนาจกัน ใครแพ้ก็ถอยแล้วต่างคนต่างก็ไปหาจุดหมายของตัวเองต่อไป ดังนั้น จุดหมายที่รัฐแบบไทยถนัดที่สุดคือการใช้อำนาจ โดยใช้อำนาจนี้ผ่านระเบียบทางศีลธรรมหรือ Moral Order ซึ่งเป็นเป้าหมายของผู้นำรัฐเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้องไปสถาปนาศีลธรรมของตัวเอง เอาโมเดลของเยอรมันหรือของญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกมาเพราะเชื่อว่าพลเมืองเขามีคุณภาพเพราะมีวัฒนธรรม ฉะนั้น ผู้นำทหารเลยต้องมีศีลธรรม แล้วศีลธรรมนี้มันก็แผ่กระจายออกไปในฐานะผู้ปกครอง พวกไพร่ทั้งหลายได้ซึมซับว่านี่คือบารมีที่คุณจะต้องยอม ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ยั่งยืน คือการทำให้คนซึมซับความยิ่งใหญ่อลังการของตัวผู้นำ/p p“รัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีการสร้างความประทับใจผ่านนาฏศิลป์ นาฏกรรม สุนทรียศาสตร์nbsp; ภาพวาด คติต่างๆ วรรณคดี เช่น ขุนช้างขุนแผน รามเกียรติ์ ซึ่งเป็นวรรณกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์และยิ่งใหญ่ สิ่งพวกนี้สอนให้เรารู้ว่า เราอยู่ในช่วงไหนของสังคม Hierarchy ไหน คนไม่เท่ากัน คนต้องจงรักภักดี คนต้องเชื่อฟังผู้นำ อันนี้คือคำสอนทางศาสนาของรัฐที่ต้องทำต่อๆ กันมา คือในสังคมไทยเรารับมาจากต่างประเทศหลายเรื่อง แต่สิ่งที่เราไม่รับเลยคือคติพจน์แบบใหม่ ซึ่งก็คือวิธีคิดที่ทำให้ปัจเจกชนคนธรรมดาเป็นเจ้าของชีวิตตัวเองจริงๆ เป็น Subject ที่เป็น I จริงๆ อยู่เหนือ Object ต่างๆ มันไม่เกิด คติพจน์เรื่อง Subject ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Subjectivism หรือ Subjectivity ซึ่งเป็นทฤษฎีพวก Post Modern เขาพูดเรื่อง Subject กันเยอะมาก เพราะว่าตัวละครเอกของเขาเป็น Subject แล้วตัวละครตัวนี้ผลักดันทุกอย่าง ในขณะที่ Subject ของเรามันยังเป็น Subject จริงๆ ในแบบโบราณก็คือ ข้าบ่าว สิ่งเหล่านี้ถูกประทับด้วยวรรณกรรมไปจนถึงปรัชญาต่างๆ ทางศาสนาก็จะเน้นหนักเรื่องความไม่เท่าเทียม/p p“ประวัติศาสตร์มันก็แปลก พูดง่ายๆ คือถ้าการเมืองหรือสังคมไม่เปลี่ยนไป ข้อมูลเดิมก็จะเหมือนเดิมตลอดเวลา คือไม่มีอะไรมากกว่านั้น แต่พอเหตุการณ์เปลี่ยน เราเห็นอะไรบางอย่างเกิดขึ้น เราก็มาคิดได้ว่า ถ้าเหตุการณ์เดิมมันเกิดขึ้นเมื่อ 50 ปีที่แล้วมันจะเป็นอย่างไรบ้าง ผมก็เลยนึกถึงช่วงที่พันธมิตรชุมนุม มีหลายคนมากที่ไปช่วยกันเซ็นชื่อ มีทั้งอาจารย์รวมทั้งผมด้วย เซ็นเพื่อให้ไป Recall ทักษิณ ผมยังซีร็อกซ์เก็บไว้เลย เป็นคลื่นใหญ่มากที่พวกนักศึกษาออกมาคัดค้านรัฐบาล เสร็จแล้วผมก็มานั่งนึกว่า ตอน 2500 ก็เป็นคลื่นนักศึกษาจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ออกมาคัดค้านรัฐบาลจอมพล ป. เยอะที่สุด ในที่สุดก็นำไปสู่การรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์/p p“ผมก็เลยตั้งคำถามว่า สองเหตุการณ์นี้มีอะไรที่คล้ายกันไหม ผมพยายามกลับไปอ่านประวัติศาสตร์ 2500 ซึ่งเรารู้จักกันในนาม ‘เลือกตั้งสกปรก’ ปัญหาคือพอได้กลับไปหาหนังสืออ่านพบว่าหนังสือที่เขียนแบบมีหลักฐานจริงๆ เป็นเรื่องเป็นราวมีเพียงเล่มเดียวเท่านั้น มันเป็นไปได้อย่างไร เหตุการณ์ใหญ่ขนาดนี้ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมหาศาลมีคนศึกษาเพียงเล่มเดียว นอกนั้นส่วนใหญ่คือเขียนตามความรู้สึกเพราะเขาเขียนในช่วงที่เหตุการณ์จบไปแล้ว เพราะฉะนั้นทั้งหมดมันถูกกำกับไว้ด้วยความรู้สึกช่วงหลังเหตุการณ์รัฐประหาร เขาไม่สนใจไปหาแล้วว่าเลือกตั้งสกปรกมันสกปรกขนาดไหน เขาก็ค้นแค่หนังสือพิมพ์ 2-3 ฉบับ ซึ่งแต่ละฉบับก็เป็นคำวิพากษ์วิจารณ์ของคอลัมนิสต์/p p“พอผมลองไปหาอ่านดูก็พบว่าช่วงก่อนยึดอำนาจของจอมพลสฤษดิ์ จอมพล ป. ร่วมมือกับหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ฟ้องศาลให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ แต่ว่าศาลไม่ใช่คนตัดสินเพราะเป็นการยึดอำนาจ ก็เลยจบไป เลยคิดว่าถ้ายังไม่ยึดอำนาจแล้วการตัดสินเกิดขึ้นก่อน จะเกิดอะไรขึ้น ประเด็นที่ผมจะพูดถึงคือ แล้วนักศึกษาจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ออกไปทำไม ผมบังเอิญอ่านเจอบันทึกของนักศึกษาธรรมศาสตร์คนหนึ่ง เขาเขียนบอกว่า ตอนที่จะออกไปประท้วงจอมพล ป. ฝ่ายจุฬาฯ เขาติดต่อมา ฝ่ายธรรมศาสตร์บอกว่ายังไม่ไป รอดูก่อน จนสุดท้ายพอมันผ่านไปเรื่อยๆ นักศึกษาก็เห็นใจเลยออกไปช่วย มันก็คล้ายๆ พันธมิตรนะ ประเด็นของผมที่น่าสนใจคือว่า หลังจากนั้นมาจนถึง กปปส. การออกมาประท้วงของชนชั้นกลาง นักศึกษา อาจารย์ มีผลต่อการเรียกรัฐประหาร/p p“ถ้าเราเริ่มวิเคราะห์จาก 2500 มันไม่ใช่เพราะรัฐบาลทุจริตอย่างเดียว แต่ว่ามันมีการเคลื่อนไหวของคนนอกรัฐบาล แล้วเป็นคนที่มีเสียง มีการยอมรับ คือนักการเมืองกับสื่อเป็นไม้เบื่อไม้เมากัน หนังสือพิมพ์ก็ด่าพวกนักการเมืองตลอดเวลาในคอลัมน์ พอมีใครโยนระเบิดเข้ามา พระเอกจริงๆ ก็ออกมา แล้วก็ออกมาด้วยการชูธงศีลธรรม เพราะเราไม่ใช่นักการเมือง เพราะเราเป็นคนมือสะอาด เพราะเราเป็นคนมีความรู้ ก็คือมันเป็นกลุ่มคนที่มาฐานะในสังคม คือคนที่มีฐานะในสังคมไทยเวลาพูดจะมีน้ำหนัก แล้วคนที่ออกมา เขาไม่พูดเรื่องการเมือง เขาแสดงอำนาจของบารมี ลองกลับไปดูป้ายประท้วง ไม่มีเลยเรื่องการเมืองหรือเรื่องประชาธิปไตย มันมีแต่เรื่องคุณธรรมความดี อีกฝ่ายก็ต้องเลว ลองเอาแผ่นป้ายของ กปปส. มาเรียงกันเลยมันก็จะเข้าล็อกอันนี้ชัดเลยว่านี่คือการเมืองของคุณธรรม หรือการเมืองของคนดี ตรงข้ามกับการเมืองของคนไม่ดี/p p“ถ้าหากการวิเคราะห์ที่ผมบอกเป็นจริงก็หมายความว่า สังคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างสถาบัน ถ้าคุณไม่สร้างสถาบัน คุณก็สร้างประชาธิปไตยไม่ได้ เพราะมันต้องมีระบบ ทั้งระบบการเลือกตั้ง ระบบรัฐสภา ระบบพรรคการเมือง ถ้าคุณเชื่อผมและเชื่อประวัติศาสตร์ของเราทั้งภูมิภาคนี้ มันอยู่ด้วยการไม่อาศัยระบบ ไม่อาศัยสถาบัน แล้วมันอยู่ได้อย่างไร มันก็อาศัยตัวบุคคล อาศัยผู้นำ ซึ่งเป็นผู้นำที่สร้างความเป็นศูนย์กลางขึ้นมา ต้องมีอำนาจที่เป็นศูนย์กลางให้ได้ คุณต้องมีบารมีที่จะกระจายโภคทรัพย์แล้วใช้อำนาจเขกหัวใครก็ได้ เพราะฉะนั้นรัฐของเราเป็นรัฐที่อยู่ด้วยเซ็นเตอร์ต่างๆ หลายๆ เซ็นเตอร์แล้วแต่ละเซ็นเตอร์ก็ใช้อำนาจเองได้ ถ้าทุกเซ็นเตอร์รวมตัวกันได้ บอกว่าเราจะทำตามรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 อันนี้ถึงจะเกิดเป็นสถาบัน ฉะนั้น ถ้าคุณเชื่อประวัติศาสตร์ ก็ไปศึกษาว่าการสร้าง Agent แต่ละกลุ่มมันดำเนินการอย่างไร สร้างการเปลี่ยนแปลงมากเพียงใด คือการที่จะดำรงอยู่ได้ของรัฐไทยคือการต้องประสานกันระหว่าง Agent ทุกกลุ่ม ตกลงแล้วประชาชนอยู่ตรงไหน สังคมอยู่ตรงไหน นี่คือคำถามและปัญหา เพราะอย่างที่พูดไปตอนแรกว่าเส้นแบ่งมันเบลอ”/p div class=field field-type-link field-field-related-link div class=field-labelเรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class=field-items div class=field-item odd a href=https://prachatai.com/journal/2017/06/72082 target=_blank85 ปี 24 มิถุนายน 2475: กนกรัตน์ เลิศชูสกุล 85 ปีหลังปฏิวัติฝรั่งเศสและการอยู่ร่วมกัน ทั้งที่เกลียดกัน/a /div /div /div div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

ศาลทหารเลื่อนพิพากษา ธารา คดีโพสต์คลิปผิด ม.112 หลังยื่นเอกสารประกอบรับสารภาพ

Mon, 06/26/2017 - 14:23
pเลื่อนพิพากษาคดี ธารา วัย 59 ปี ถูกกล่าวหาโพสต์คลิปเสียงบรรพตผิด ม.112 จำนวน 6 คลิปnbsp;ไป 9 ส.ค.นี้ หลังยื่นเอกสารประกอบการรับสารภาพ ขณะที่ถูกขังมา 3 ปี 5 เดือน/p p!--break--!--break--/p p style=text-align: center;img src=https://c2.staticflickr.com/2/1627/26103435363_4ce5951abc.jpg //p p26 มิ.ย. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ เวลา 9.50 น. ที่ศาลทหาร กรุงเทพฯ มีกำหนดอ่านคำพิพากษาของ ธารา (สงวนนามสกุล) วัย 59 ปี มีอาชีพขายสมุนไพร จำเลยคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ฐานนำเข้าและเผยแพร่คลิปข้อความเสียงที่มีเนื้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ดูหมิ่น ใส่ความหมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ จำนวน 6 คลิป ซึ่งถูกระบุว่าเป็นคลิปเสียงบรรพต/p pโดยในวันนี้จำเลยได้ยื่นคำร้องประกอบการรับสารภาพ ซึ่งถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธข้อกล่าวหา เป็นรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา ไม่ขอต่อสู้คดี/p div pศาลทหารระบุว่าสำนวนคดีที่ศาลต้องพิจารณามีจำนวนมาก จึงขอเลื่อนคำพิพากษาไปวันที่ 9 ส.ค.60/p pทั้งนี้ ธารา ปัจจุบันถูกคุมขังมา 3 ปี 5 เดือน ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ธาราถูกตั้งข้อหาว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (1) (3) (5) เนื่องจากการนำลิงก์คลิปเสียงของบรรพตที่อาจมีเนื้อหาเข้าข่ายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ มาฝังไว้บนเว็บไซต์nbsp;a href=https://l.facebook.com/l.php?u=http%3A%2F%2Fwww.okthai.com%2Famp;h=ATOx2memY5m15qw3UseGPBFpw6uvw0MXVUiy1YUGYoult4fAzTf-Y4uQ9NMLh_4NmhnHYzJS6K2BDUQuhSJ1H6BxcJeBGTrOsLRU4_hefKT5xToozdrngi9xKZ1Z2dJUrm5m_PxzVURb8ldUSdycamp;enc=AZOaqcFlQIGM6k_7um2gEDkLqXV4MMAM2Wd-fpfnPLG_WGL52f0Y7l6mWFlLscRMpP65AAVJAK_RdwZyPu8tD35r1uvXeeqyzWWp3icsuByyhQdCJ64HBZX8XkF3beqn0idxeCjQiof_F9q-MXONG1eUOYdAeluV9x4AfnbnK0NK1Rcp0k9eW5lFCXhKoP9PmcNgzbUgrM__gb-6Bhpt3DM8amp;s=1 rel=nofollow noopener target=_blankwww.okthai.com/anbsp;ที่เขาเป็นเจ้าของ เขาถูกจับกุมเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2558 เบื้องต้นเขาปฏิเสธ และต้องการต่อสู้คดีว่า เขาทำเว็บไซต์ด้านสุขภาพเพื่อหารายได้จากโฆษณา ซึ่งเขาเอาลิงก์คลิปเสียงมาใช้เพราะมีเรื่องสุขภาพอยู่ด้วย และไม่ได้ฟังทุกคลิปก่อนเอามาใช้ แต่ธาราไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว และการสืบพยานใช้เวลานานกว่าสองปี ธาราจึงเปลี่ยนใจรับสารภาพ/p pผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ลูกชายของธารากล่าวยืนยันว่า บิดาไม่ใช่คนที่สนใจติดตามการเมืองอย่างใกล้ชิด และไม่เคยไปร่วมชุมนุมกับฝ่ายใดมาก่อน/p /div pemอ่านข้อมูลเพิ่มเติมnbsp;a href=https://freedom.ilaw.or.th/blog/112-the-series/112theseriesTaRAธารา: นักสุขภาพในเรือนจำ/a/em/p div class=field field-type-link field-field-related-link div class=field-labelเรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class=field-items div class=field-item odd a href=/journal/2015/03/58562 target=_blankรายงาน: แฉ 16 ราย ‘เครือข่ายบรรพต’ จากกดแชร์คลิปสู่เรือนจำและศาลทหาร/a /div /div /div div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

กวีประชาไท: วันนี้ 85 ปี 2475

Sun, 06/25/2017 - 21:23
!--break--!--break--piframe allowfullscreen= frameborder=0 height=315 src=https://www.youtube.com/embed/h6sQtgy9qbw width=560/iframe/p p style=text-align: center;nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp;br /กาลเวลาเที่ยงตรงและแม่นยำเสมอ/p p style=text-align: center;เมื่อวันนี้เวียนมาแล้วจะวนจากไปเช่นเคย?/p p style=text-align: center;วันนี้ที่ครั้งหนึ่งมีมนุษย์ลุกขึ้นยืนเย้ยฟ้าประกาศคำมั่นสัญญาหยั่งดิน/p p style=text-align: center;ในแดนแสนง่อนแง่นและจักแหลกสลายสูญหายไปกับสายน้ำหลากใบไม้/p p style=text-align: center;การก่อเกิดจากธุลีไร้ค่าทว่าเปี่ยมชีวาว่ายวิญญาณ์เสรีวาดหย่อมหญ้าระยับขุนเขา/p p style=text-align: center;ดวงตะวันถูกเรียกขาน มิใช่ศูนย์กลางจักรวาลอีกต่อไป/p p style=text-align: center;br /ใช่แล้ว/p p style=text-align: center;วันนี้เคยมีคนยืนยันตัวตนเป็นอิสระ จะไม่เป็นทาสใคร ในนามผู้รักษาความเป็นเอกราช/p p style=text-align: center;วันนี้เคยมีคนมั่นคงดำรงสันติภาพ จารึกวาจาขอรักษาความปลอดภัย ไม่ยอมให้ผู้ใดประทุษร้ายกัน/p p style=text-align: center;วันนี้เคยมีคนขันอาสาเติมเต็มปากท้อง เรียกร้องรัฐบาลต้องจัดหางานอาชีพและห้ามปล่อยประชาชนอดอยาก/p p style=text-align: center;วันนี้เคยมีคนกู่ก้องเสียงประชาชนผู้จำเป็นต้องมีสิทธิเสมอภาค ไม่แบ่งเราเจ้าข้าร่วมผืนดินเดียว/p p style=text-align: center;วันนี้เคยมีคนเอ่ยคำให้เสรีภาพแก่ประชาชน สร้างสำนึกร่วมกันด้วยตัวตน สันติ เลี้ยงชีพ มีสิทธิเท่าเทียม/p p style=text-align: center;และวันนี้เคยมีคนบอกว่าประชาชนต้องได้รับการศึกษาอย่างเต็มที่/p p style=text-align: center;br /ใช่สิ/p p style=text-align: center;วันนี้มีคนภูมิใจในความเป็นทาสที่เป็น “ไทยไม่เคยเป็นทาสใคร”/p p style=text-align: center;วันนี้มีคนเคร่งศีลธรรมโลกแบนกำลังสร้างสันติภาพในไหทองคำของลำไย/p p style=text-align: center;วันนี้ 30 บาทรักษาทุกโรค กำลังกลายพันธุ์ทำลายโลกของคนจนและคนด้อยโอกาส/p p style=text-align: center;วันนี้ความเป็นคนยังล่องหนในกำเนิดชาติตระกูล/p p style=text-align: center;วันนี้ไผ่ดาวดินถูกคุมขังได้ครึ่งปีแล้ว/p p style=text-align: center;และวันนี้ครูไถหัวนักเรียน ผู้อาวุโสมิรู้จักปลง/p p style=text-align: center;br /ใช่ไหม?/p p style=text-align: center;เมื่อวันนี้เวียนมาแล้วจะวนจากไปเช่นเคย/p p style=text-align: center;กาลเวลาเที่ยงตรงและแม่นยำเช่นนั้น/p pnbsp;/p pbr /strongหมายเหตุ:/strong อ่านในงานเสวนาวิชาการ 24 มิถุนายน 2475 : 85 ปี หมุดหมายประชาธิปไตยไทย? จัดโดยคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา/p pnbsp;/p pbr /nbsp;/p div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

จับรังสิมันต์ โรม นอนคุก 1 คืนคดีประชามติปี 59 เตรียมส่งฟ้องศาลทหารพรุ่งนี้

Sun, 06/25/2017 - 20:48
pรังสิมันต์ โรม ถูกจับกุมเหตุไม่ไปรายงานตัวกับศาลทหาร คดีประชามติปี 2559 ก่อนหน้าไปยื่นหนังสือขอข้อมูลโครงการรถไฟความเร็วสูงไทยจีน 1 วัน ล่าสุดนอนคุก 1 คืน ก่อนนำตัวขึ้นศาลทหารส่งฟ้องพรุ่งนี้/p !--break--!--break-- p style=text-align: center;img alt= src=https://c1.staticflickr.com/5/4240/35137788000_5b63ef2873.jpg style=width: 500px; height: 340px; //p p style=text-align: center;img alt= src=https://c1.staticflickr.com/5/4237/35485224136_4225b549dc.jpg style=width: 500px; height: 333px; //p p25 มิ.ย. 2560 เมื่อเวลา 16.40 น. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสน.ชนะสงคราม ได้เข้าจับกุมตัว รังสิมันต์ โรม นักศึกษาปริญญาโท คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสมาชิกกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย ที่หอสมุด กรุงเทพฯ โดยเจ้าหน้าที่แสดงหมายจับ จากกรณีการไม่ไปรายงานตัวกับศาลทหารในคดี แจกใบปลิวรณรงค์โหวตไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ที่บางเสาธง เมื่อปี 2559/p pจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้พารังสิมันต์ มาที่ สน. ชนะสงคราม เพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อไป โดยขณะนี้ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษชนได้เดินทางไปถึงแล้ว/p pอย่างไรก็ตาม รังสิมันต์ โรม ได้กล่าวกับเพื่อนที่ติดตามไปที่สถานีตำรวจว่า ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรเจ้าหน้าที่จึงมาจับตนในวันนี้ เพราะก่อนหน้านี้ก็พบเจอกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นปกติ โดยรังสิมันต์ ตั้งข้อสังเกตว่าการจับกุมครั้งนี้ อาจเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ตัวเองจะเดินทางไปยื่นหนังสือที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอให้รัฐบาลแสดงรายละเอียดข้อมูลของโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน/p p style=text-align: center;img alt= src=https://c1.staticflickr.com/5/4277/35485223666_7765f09c7d.jpg style=width: 500px; height: 417px; //p pต่อมาเวลา 17.35 น. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังนำตัวรังสิมันต์ไปยัง สภ.บางเสาธง ซึ่งเป็นเจ้าของคดี ทั้งนี้รังสิมันต์ยังไม่แน่ใจว่าจะยื่นประกันตัวหรือไม่/p p19.30 น. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางเสาธง จะควบคุมตัวรังสิมันต์ 1 คืน ก่อนจะนำตัวส่งศาลทหารกรุงเทพฯ เพื่อส่งฟ้องในเช้าวันพรุ่งนี้ (26 มิ.ย.)/p divสำหรับหมายจับที่ สน. บางเสาธงนั้น คือคดีที่รังสิมันต์ถูกจับกุมจากการแจกเอกสารรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่ตลาดเคหะบางพลี จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2559 (1 ปีที่แล้ว) โดยถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดฐานขัดคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558 ห้ามชุมนุมเกินกว่า 5 คน/div div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

ภารกิจเยี่ยมพ่อแม่นักศึกษา: ปรากฏการณ์กลัว 24 มิถุนาฯ การวางเงื่อนไข และความอึดอัด

Sun, 06/25/2017 - 20:45
!--break--!--break-- p style=text-align: center;img alt= src=https://farm5.staticflickr.com/4259/35137646740_dba185a0d9_z_d.jpg style=width: 500px; height: 500px; //p pช่วงสองสามวันที่ผ่านมา (22-23 มิถุนายน) ตำรวจสันติบาลและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “นายสั่งให้มาเยี่ยม” และขอร้องไม่ให้บุตรหลานของท่านเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ในช่วงวันที่ 24 มิถุนายน นี้ เพราะเกรงว่าอาจจะเข้าร่วมกิจกรรมครบรอบ 85 ปี อภิวัฒน์สยาม 24 มิถุนายน 2475 ซึ่งกลัวว่าจะเป็นการชุมนุมทางการเมือง แต่หากมีความจำเป็นที่จะต้องเข้ากรุงเทพฯจริงๆในช่วงนี้ ก็ขอห้ามไม่ให้ไปที่อนุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้า/p pปรากฏการณ์เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเข้าไปเยี่ยมพ่อแม่ผู้ปกครองนิสิตนักศึกษาพร้อมกันในหลายๆพื้นที่ เช่น นครสวรรค์ พัทลุง และอีกในหลายจังหวัดเกือบจะทั่วประเทศในครั้งนี้ ดูผิดแปลกไปมาก แม้ที่ผ่านมามีการเข้าเยี่ยมหรือบุกค้นบ้านของผู้นำนักศึกษาที่เคลื่อนไหวหรือสนใจประเด็นทางการเมือง เพื่อพูดคุยทำความเข้าใจ หรือเรียกง่ายๆว่า “ปรับทัศนคติผ่านพ่อแม่” จนเกือบจะกลายเป็นเหตุการณ์ปกติที่เห็นได้ทั่วไปไปแล้วหลังจากการรัฐประหารเมื่อปี 2557/p pแต่ปรากฏการณ์ในครั้งนี้กลับต่างไป เพราะมีเป้าหมายที่ชัดเจนคือห้ามเดินทางเข้าร่วมกิจกรรมครบรอบ 85 ปี อภิวัฒน์สยาม 24 มิถุนายน 2475 และที่สำคัญคือในจำนวนทั้งหมดของนักศึกษาที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเข้าไปเยี่ยมพ่อแม่ผู้ปกครองดังกล่าวนั้น บางคนเพียงเพราะแค่กดติดตามเพจอีเว้นท์เข้าร่วมกิจกรรมเท่านั้น บางคนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการเคลื่อนไหวอะไรเลย (เจ้าหน้าที่กล่าวอ้างว่าเพราะกดติดตามเพจอีเว้นท์เข้าร่วมกิจกรรม นายเลยให้มาเยี่ยมและปรามไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรม)/p p style=text-align: center;img alt= src=https://farm5.staticflickr.com/4283/35484919016_29fa6c7319_z_d.jpg style=width: 500px; height: 392px; //p pเมื่อผมลองทบทวนเพื่อจะอธิบาย “ความกลัว” จากปรากฏการณ์นี้ กลับพบว่ามีความเชื่อมโยงกันถึงการพยายามสร้างเงื่อนไขในทางจิตวิทยาแบบ “การวางเงื่อนไขแบบลงมือกระทำ” (Operant Conditioning) ซึ่งมีความหมายในเบื้องต้นคือ พฤติกรรมที่เกิดขึ้นได้รับอิทธิพลจากผลที่เกิดตามมา ตัวอย่างคือ สุนัขเรียนรู้ที่จะยกขาหน้า ถ้ามันได้รับผลที่ตามมาอย่างแน่นอน เช่น ได้รับอาหารทุกครั้งที่มันยกขาหน้า ทำนองเดียวกันกับแมวน้ำที่สามารถเรียนรู้ที่จะทำให้ลูกบอลอยู่บนจมูกของมัน ถ้าผลที่ตามมาของพฤติกรรมนี้คือปลาทูคำโตแสนอร่อย/p pstrongซึ่งในปรากฏการณ์เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงพยายามเข้าไปเยี่ยมพ่อแม่ผู้ปกครองนิสิตนักศึกษาพร้อมกันในหลายๆ พื้นที่นี้นอกจากจะ “ปรับทัศนคติผ่านพ่อแม่ เรื่องครบรอบ 85 ปี อภิวัฒน์สยาม 24 มิถุนายน 2475 เสียใหม่” แล้ว ยังเป็นการพยายามสร้าง “การวางเงื่อนไขแบบลงมือกระทำ” โดยมีผลที่ตามมาของพฤติกรรมในกรณีนี้คือ “ความปลอดภัย” เรียกง่ายๆว่า ซื้อเอง ชงเอง กินเอง เลยทีเดียว กล่าวคือ สร้างความกลัว ความเชื่อ และความปลอดภัย ทำให้อย่างครบวงจร หากเชื่อฟังในสิ่งที่นายสั่งมา/strong/p pสกินเนอร์ (B.F.Skinner) นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน เชื่อว่าเราจะเข้าใจและควบคุมพฤติกรรมมนุษย์ได้ดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่า เรารู้เงื่อนไขของการเสริมแรงเพียงใด และบุคคลจะแสดงพฤติกรรมเช่นใดขึ้นอยู่กับว่าเขาได้รับผลเช่นไรในอดีต ดังนั้น ถ้าเรารู้เงื่อนไขของการเสริมแรงของบุคคลเหล่านั้นได้ก็จะสามารถจูงใจได้/p pโดยพฤติกรรมแบบลงมือกระทำ (Operant Behavior) เป็นพฤติกรรมโดยส่วนใหญ่ของมนุษย์ และกระทำต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อจุดมุ่งหมายบางอย่างโดยตั้งใจและมีเจตนาจะกระทำนั้นเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “การวางเงื่อนไขเพื่อเป็นเครื่องมือ” (Instrumental Conditional)/p pstrongหากผู้มีอำนาจในปัจจุบันอยากจะสร้าง “อนาคต” แบบที่ตนอยากให้เป็น และหากบุคคลจะแสดงพฤติกรรมเช่นใดขึ้นอยู่กับว่าเขาได้รับผลเช่นไรในอดีต เป็นจริงอย่างที่สกินเนอร์กล่าวอ้าง ก็จำเป็นที่จะต้องพยายามวางเงื่อนไขบางอย่างเพื่อเป็นเครื่องมือในการ “ดัดพฤติกรรม” กลุ่มคนที่เชื่องได้ยากที่สุดในปัจจุบันดีๆ ซึ่งหวังว่าคงจะทำให้เกิดอนาคตในแบบที่ตนต้องการได้ โดยการกระทำที่คิดว่าง่ายที่สุด คือ “การดัดพฤติกรรมผ่านพ่อแม่” ดังเช่นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้/strong/p p style=text-align: center;img alt= src=https://farm5.staticflickr.com/4261/35484918246_829e171a23_z_d.jpg style=width: 500px; height: 373px; //p pผมนั่งคิดทบทวนตัวเองอยู่พักใหญ่ๆ น้ำตาแทบจะไหลออกมาด้วยความอึดอัด วัยของพวกเราตอนนี้ (ผมตอนนี้แค่ 21 ปี) ควรได้เรียนรู้ ปลดปล่อยความคิดออกมา และน่าจะได้สร้างสรรค์อะไรออกมามากกว่านี้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง …ไม่เลย…ไม่ได้เป็นอย่างภาพฝัน/p pstrong“อยู่ๆไปเถอะ” คือคำตอบที่ได้จากเหล่าผู้ใหญ่ ที่อ้างว่าเคยเป็นเยาวชนอย่างเราๆมาก่อน เข้าใจพวกเราดี แต่ไม่เลย… ไม่อนุญาตให้เราคิด ไม่อนุญาตให้เราฝัน ประมวลความสำเร็จ ความผิดหวัง ความล้มเหลว และความแพ้-ชนะของตัวเอง แล้วมายัดเยียดความเป็นไปให้กับเรา มีบทบัญญัติว่าเราควรเป็นอย่างไรออกมาชัดเจน ตลกดี ตอนมัธยมผมอ่านนิยายเรื่อง แอนิมอล ฟาร์ม ก็เกิดคำถามว่า มันจะเกิดเรื่องอย่างในนิยายได้อย่างไรกัน? ตอนนี้ได้คำตอบแล้วว่า ก็คงเป็นแบบที่เกิดขึ้นอยู่ตอนนี้นี่แหละ?/strong/p pย้อนนึกไปถึงเมื่อครั้งหนึ่งผมเคยถูกรังแกจาก “อำนาจเถื่อน” ของการเมืองท้องถิ่น จนตัดสินใจย้ายโรงเรียน เลยพอจะเข้าใจสภาวะการอึดอัด หวาดระแวง สับสน และเต็มไปด้วยคำถาม ที่ถามหรือพูดกับใครไม่ได้ เพราะตัวผมเองก็ไม่รู้ว่าพวกเขาเหล่านั้น “กลัวคำถาม” หรือ “กลัวคำตอบ” กันแน่ แต่ก็ต้องขอบคุณเขานะเพราะได้สร้าง “จุดตัดสินใจ” ให้ผมได้เป็นอย่างดี โชคดีหน่อยที่ผมบังเอิญได้หยิบมันมาเป็นพลัง แต่ก็ไม่คิดไม่ฝันว่าวันหนึ่ง “อำนาจเถื่อน” จะสามารถครองเมืองได้กว้างขวาง เฉกเช่นตอนนี้/p pที่ผ่านมานักศึกษาอย่างพวกเราได้แต่ชวนเพื่อนๆพูดคุยโต้เถียงเรื่องแบบนี้กันมาโดยตลอด ทั้งวงเปิดและวงปิด ไม่ใช่เพื่อโน้มน้าวใจให้เชื่อตามผมอย่างสิ้นเชิง แต่เพื่อทบทวน และตอกย้ำ ถึงความเป็นมนุษย์ที่ทำกับเพื่อนมนุษย์ได้ลงคอ เราไม่เชื่อเรื่องความเป็นกลางที่ลดทอนความเป็นมนุษย์ของคนอื่นนั่นหรอก เราเชื่อ “ความยุติธรรม” ต่างหาก ไม่ต้องมาปรับ “ทัศนคติ” ให้เสียเวลาหรอก/p pstrong“อะไรก็เกิดขึ้นได้” กับสังคมที่คาดการณ์ความปลอดภัยอะไรไม่ได้เลยในการใช้ชีวิตแต่ละวัน เฉกเช่นปัจจุบันนี้ เหลือเพียงแต่ว่า เราเลือกจะ “สู้” หรือเราเลือกจะ “เชื่อง” กับอนาคตของพวกเราเอง…ที่เขาวางให้/strong/p pผมอยากเขียนจดหมายสักฉบับถึงตัวผมเองในอนาคตว่า…/p pstrong“มึงไม่ต้องคิดไปถึงขั้นที่ว่าจะเปลี่ยนแปลงประเทศเพื่อลูกหลานของเรา แต่เราต้องสร้างลูกหลานของเราเพื่อเปลี่ยนแปลงยุคของเขาเอง ให้เขามีที่ยืน และสร้างทางเลือกของเขาเอง มึงเป็นแค่กรณีศึกษาของเขาเท่านั้นเอง ไม่ต้องคิดว่าจะร่างกฎหมายหรือสร้างโลกเพื่อเขา โลกในจิตนาการของเขาสวยงามกว่าของมึงตอนแก่เยอะ”/strong/p h4strongฝากถึงผมในอนาคต เพื่อเตือนสติไม่ให้หลงระเริงในอำนาจ หากวันหนึ่งอำนาจมันต้องอยู่ในมือผม จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ แต่ก็ภาวนาอย่าให้อำนาจอยู่ในมือผมเลย หากอยู่แล้วผมจะต้องเป็นเหมือนผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเราปัจจุบัน (2017)/strongbr /br /br /23 มิถุนายน 2560nbsp;/h4 pมหาวิทยาลัยเชียงใหม่/p pnbsp;/p pstrongเกี่ยวกับผู้เขียน:/strong นลธวัช มะชัย นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ / สมาชิกกลุ่มลานยิ้ม (LANYIM creative group)/p div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

ตำรวจรวบ 'รังสิมันต์ โรม' ก่อนขึ้นเวทีอภิปราย

Sun, 06/25/2017 - 19:41
p!--break--!--break--/p div25 มิ.ย. 2560 a href=http://news.voicetv.co.th/thailand/501787.htmlเว็บไซต์วอยซ์ทีวี/a รายงานว่านายรังสิมันต์ โรม เผยกับกองบรรณาธิการออนไลน์วอยซ์ทีวี ว่าขณะนี้อยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งได้รับแจ้งว่ามีหมายจับอยู่ที่ สภ.บางเสาธง จากกรณีแจกใบปลิวไม่รับร่างรธน. เมื่อปีที่แล้ว เจ้าตัวยังไม่ตัดสินใจ หากต้องถูกส่งขึ้นศาลทหารจะขอประกันตัวหรือไม่nbsp;/div divnbsp;/div divนายรังสิมันต์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดการจับกุมครั้งนี้มากนัก แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจชี้แจงโดยอ้างถึงหมายจับของ สภ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ ในคดีประชามติเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งคาดว่ากระบวนการต่อไปคือต้องส่งตัวเขาไปที่ สภ.บางเสาธง และส่งให้อัยการ เพื่อฝากขังต่อไป ส่วนจะขอประกันตัวหรือไม่นั้น เขายังไม่ตัดสินใจ เพราะคิดว่ากระบวนการจับกุมครั้งนี้มีความไม่ถูกต้อง/div divnbsp;/div divนายรังสิมันต์กล่าวด้วยว่าก่อนหน้านี้ เตรียมยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการที่ทำเนียบ ขอเปิดข้อมูลรถไฟไทย-จีน ในวันพรุ่งนี้ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งการจับกุมครั้งนี้อาจจะทำให้เขาไม่สามารถไปยื่นหนังสือเพื่อขอคำชี้แจงจากรัฐบาลได้nbsp;/div divnbsp;/div divเหตุจับกุมนายรังสิมันต์ นักกิจกรรมกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย เกิดขึ้นที่หน้าหอสมุด กทม. เมื่อเวลา 16.30 น. ก่อนที่ขึ้นเวทีทอล์กโชว์ในงาน Start up people start up talk ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แยกคอกวัว ตามกำหนดในช่วงเย็น โดยมีทนายความจากศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชนไปด้วย nbsp;/div divnbsp;/div divสำหรับหมายจับที่ สน. บางเสาธงนั้น คือคดีที่รังสิมันต์ถูกจับกุมจากการแจกเอกสารรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่ตลาดเคหะบางพลี จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2559 (1 ปีที่แล้ว) โดยถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดฐานขัดคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558 ห้ามชุมนุมเกินกว่า 5 คน/div divnbsp;/div divความคืบหน้าล่าสุด เวลา 17.40 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวนายรังสิมันต์ โรม ไปยัง สน. บางเสาธง/div div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

คสช. กลัวอะไร? จึงต้องขวางคนไปขอข้อมูลรถไฟไทย-จีน

Sun, 06/25/2017 - 19:06
!--break--!--break-- p style=text-align: center;img alt= src=https://farm5.staticflickr.com/4264/34712989473_e24377ee70_z_d.jpg style=width: 500px; height: 313px; //p pจากที่เมื่อเย็นวันนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าควบคุมตัวนายรังสิมันต์ โรม สมาชิกกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG) โดยอ้างหมายจับคดีแจกเอกสารรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่ จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2559 หรือก็คือเมื่อ 1 ปีที่แล้ว และนำตัวไปยัง สภ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ/p pการควบคุมตัวครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่รังสิมันต์ได้ประกาศจะไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ เพื่อให้มีการเปิดเผยรายละเอียดข้อตกลงรถไฟไทย-จีนทั้งหมด ในวันพรุ่งนี้ (26 มิถุนายน 2560)/p pจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ที่เพิ่งมาควบคุมตัวเอาในวันนี้ ทั้งที่คดีนี้ศาลได้สั่งปล่อยตัวตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว และตลอดเวลา 1 ปี ก็ไม่เห็นจะทำอะไร ก็เพื่อขัดขวางไม่ให้รังสิมันต์ไปยื่นหนังสือที่ทำเนียบรัฐบาลในวันพรุ่งนี้นั่นเอง/p pกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย Democracy Restoration Group - DRG จึงอยากถาม คสช. ว่า.../p pstrongคสช. กลัวอะไร จึงต้องขัดขวางการไปยื่นหนังสือของประชาชนคนหนึ่ง เพื่อขอเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับโครงการรถไฟไทย-จีน? มีอะไรเกี่ยวกับโครงการนี้ที่ คสช. ไม่อยากให้ประชาชนรับรู้?/strong/p pกลัวประชาชนจะรู้ว่า ค่าใช้จ่ายที่แท้จริงอาจจะแพงกว่าโครงการของรัฐบาลที่แล้ว?/p pกลัวประชาชนจะรู้ว่า การเจรจาที่ผ่านมาไทยเสียเปรียบจีนมาโดยตลอด ถูกวางเงื่อนไขให้ต้องพึ่งพาจีนฝ่ายเดียวมาโดยตลอด?/p pstrongหรือกลัวประชาชนจะรู้ว่า มีผลประโยชน์ได้เสียอื่นๆ แฝงอยู่ในโครงการนี้มากกว่าที่ควรจะเป็นด้วย?/strong/p p(ทั้งนี้ เราขอยืนยันว่าการรณรงค์ประชามติเมื่อปีที่แล้ว เป็นเสรีภาพอันชอบธรรมที่ประชาชนพึงกระทำได้ และคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ที่ใช้ตั้งข้อหานั้น ไม่ใช่กฎหมายอันชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย)/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

สำรวจมรดกคณะราษฎร การเมือง-ศาสนา-เพศ-ศิลปะ-เรื่องเล่าจากความทรงจำ

Sun, 06/25/2017 - 13:15
pเสวนา ขุดราถอนโคนโค่นมรดกคณะราษฎร์ บางอย่างถอนได้ บางอย่างไม่ สุลักษณ์-อุดมคติคณะราษฎรกับคนรุ่นใหม่, สุรพศ -การปฏิรูปศาสนา ยกเลิกมหาเถรฯ พ.ร.บ.สงฆ์ 2484, ปกป้อง-สิทธิสตรี ความก้าวหน้าของผู้หญิงที่ไม่ถูกจำ, ธนาวิ-การรื้อถอนศิลปะโมเดิร์นแบบคณะราษฎร, เอกชัย-มรดกทางกฎหมาย ประชาธิปไตย และสวัสดิการ/p p!--break--!--break--/p p style=text-align: center;iframe allowfullscreen= frameborder=0 height=315 src=https://www.youtube.com/embed/xyXf54MtpE8 width=560/iframe/p h4span style=color:#000080;คลิปเสวนา ‘ขุดรากถอนโคนโค่น มรดกคณะราษฎร’ ช่วงแรกเป็นการนำเสนอดังนี้ nbsp;(1) การอภิวัฒน์ 2475 ในทรรศนะปัญญาชนสยาม โดย สุลักษณ์ ศิวรักษ์ [/spana href=https://youtu.be/xyXf54MtpE8span style=color:#000080;รับชมคลิปนาทีที่ 00.00/span/aspan style=color:#000080;] (2) มรดกคณะราษฎรในความทรงจำ โดย พ.ต.พุทธินาถ พหลพลพยุเสนา ทายาท พล.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา [/spana href=https://youtu.be/xyXf54MtpE8?t=36mspan style=color:#000080;รับชมคลิปนาทีที่ 36.00/span/aspan style=color:#000080;] และ (3) มรดกคณะราษฎรด้านกฎหมาย เอกชัย ไชยนุวัติ นักวิชาการกฎหมาย [/spana href=https://youtu.be/xyXf54MtpE8?t=56m56sspan style=color:#000080;รับชมคลิปนาทีที่ 56.56/span/aspan style=color:#000080;]/span/h4 p style=text-align: center;iframe allowfullscreen= frameborder=0 height=315 src=https://www.youtube.com/embed/m3oI2aYNIzw width=560/iframe/p h4span style=color:#000080;คลิปจากวงเสวนา ขุดรากถอนโคน โค่นมรดกคณะราษฎร ช่วงที่สองเป็นการนำเสนอดังนี้ (4) มรดกคณะราษฎรด้านศิลปกรรม โดย ธนาวิ โชติประดิษฐ [a href=https://youtu.be/m3oI2aYNIzwรับชมคลิปนาทีที่ 00:00/a] (5) มรดกคณะราษฎรด้านการปฏิรูปพุทธศาสนา โดย สุรพศ ทวีศักดิ์ [a href=https://youtu.be/m3oI2aYNIzw?t=29m55sรับชมคลิปนาทีที่ 29:55/a] (6) มรดกคณะราษฎรด้านสิทธิสตรี โดย ชานันท์ ยอดหงษ์ [a href=https://youtu.be/m3oI2aYNIzw?t=53m35sรับชมคลิปนาทีที่ 53:35/a] และช่วงอภิปรายถาม-ตอบกับผู้ร่วมฟังเสวนา/span/h4 pnbsp;/p p24 มิ.ย.2560 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ พรรคใต้เตียง มธ. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ คณะประชาชนเพื่ออิสรภาพ (คปอ.) จัดเสวนา ‘ขุดรากถอนโคนโค่น มรดกคณะราษฎร’ โดยมีวิทยากรนำเสนอประเด็นต่างๆ ดังนี้/p h3span style=color:#0000ff;การอภิวัฒน์ 2475 ในทรรศนะปัญญาชนสยาม/span/h3 pspan style=color:#0000ff;สุลักษณ์ ศิวรักษ์/span/p p style=text-align: center;img alt= src=https://c1.staticflickr.com/5/4239/34693716523_bfc50b3783.jpg style=width: 500px; height: 281px; //p p“ผมเคยพูดเรื่องการหาข้อเท็จจริงของพระนเรศวรมหาราชซึ่งเสวยราชย์เมื่อ 500 ปีที่แล้ว ผมถูกกล่าวหาด้วยมาตรา 112 ต้องประกันตัวมา 300,000 บาท หวังว่าคราวนี้จะไม่โดนอีก ฉะนั้น เพื่อความปลอดภัยจึงเขียนมาและจะก็อปปี้ให้ตำรวจไปเลย” สุลักษณ์กล่าว/p pเขากล่าวว่า วันที่ 24 มิถุนายน 2475 เป็นวันสำคัญที่สุดของคนไทยร่วมสมัย โดยเฉพาะคนที่ถือว่าสาระของประชาธิปไตยเป็นหัวใจของสังคมสมัยใหม่ แต่สำหรับปฏิกิริยาขวาสุดนั้นถือว่าวันดังกล่าวคณะราษฎรแย่งชิงพระราชอำนาจไปจากพระมหากษัตริย์ซึ่งทรงทศพิธราชธรรมและพร้อมจะพระราชทานรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว การที่คณะราษฎรชิงสุกก่อนห่ามเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างร้ายแรง/p pรัฐไทยอยู่ใต้อารักขาของอเมริกาตั้งแต่การรัฐประหาร 8 พ.ย.2490 เป็นต้นมา และชนชั้นนำของเราสนิทแนบแน่นกับอเมริกา ที่น่าตั้งคำถามคือ เราเข้าใจสาระความเป็นประชาธิปไตยแบบของสหรัฐอเมริกาแค่ไหน โดยขอหยิบยกคำกล่าวของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ในตอนตอบโต้ปฏิบัติการ 9/11 นั่นคือ (ผู้ก่อการร้าย) พวกเขาเกลียดเสรีภาพต่างๆ ของเรา เสรีภาพในการเลือกนับถือศาสนา เสรีภาพในคำพูด เสรีภาพในการออกเสียงเลือกตั้ง เสรีภาพในการรวมตัว และรับความคิดเห็นที่แตกต่าง นี่ถือได้ว่าวาทกรรมที่เป็นหัวใจของประชาธิปไตยและความทันสมัย/p pข้อความของบุชเป็นหัวใจของการอภิวัฒน์สยามหรือไม่ โดยที่ก่อนหน้านี้พวกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่ยอมรับสิทธิดังกล่าวของราษฎร แม้ ร.5 ทรงทำให้ไทยหันไปทางตะวันตกมากแล้ว แต่ประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพของราษฎรกลับไม่อาจดำรงอยู่ในสังคมไทย ยกตัวอย่าง ร.ศ.103 มีการกราบบังคับทูลให้ใช้ธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษรโดยไม่ได้ลดทอนอำนาจกษัตริย์ แต่ ร.6 ทรงปฏิเสธ คนธรรมดาสามัญอย่างเทียนวรรณ เสนอให้มี “ปาเลียเม้นต์” เพื่อให้เจ้ากับไพร่หาทางปกครองบ้านเมืองร่วมกัน แต่เขากลับถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ถูกจำคุก 14 ปี/p pทั้งนี้ พระราชปณิธานและพระราชกรณียกิจของ ร.5 สามารถทำให้ใครๆ เห็นคล้อยตามพระราชกระแสได้ไม่ยาก nbsp;สายชล สัตยานุรักษ์ ศึกษาบทบาทปัญญาชนกระแสหลักตั้งแต่ ร.5 เป็นต้นมา แล้วพบว่า พวกเขาพยายามสร้างความเชื่อว่า การแบ่งคนเป็นลำดับนั้นเป็นการปกครองแบบไทย การรวมศูนย์อำนาจที่คนคนเดียวก็เป็นการปกครองที่ดี ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งก็คืออภิชน การให้อำนาจสูงสุดเด็ดขาดแก่คนดีเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และชาติกำเนิดกับพุทธศาสนาทำให้ผู้ปกครองเป็นผู้มีคุณธรรม มีอุดมคติจึงใช้อำนาจเพื่อประโยชน์สุขของราษฎร ไม่มีความจำเป็นต้องควบคุมตรวจสอบ ถ้าจะมีก็ให้พระมหากษัตริย์ทำหน้าที่แทนราษฎร/p pนอกจากนี้ปัญญาชนกระแสหลักยังเน้นความยุติธรรม แต่เป็นความยุติธรรมที่ไม่เสมอภาค ความเท่าเทียมกันสำหรับพวกเขาจำกัดเพียงระหว่างคนชั้นเดียวกัน ไม่ใช่ทุกคนในสังคม เสรีภาพก็ไม่ใช่ทางความคิด หรือระบบความสัมพันธ์ทางสังคมแต่เน้นว่าในความเป็นไทยมีเสรีภาพอยู่แล้ว คือ เสรีภาพทางใจ เป็นผลมาจากการบรรลุธรระชั้นสูงของศาสนา วิธีคิดแบบนี้ยังเป็นกระแสหลักจนปัจจุบัน ปัญหาที่น่าคิดคือ พุทธศาสนาแบบคนที่คนกลุ่มนี้หวัง คนที่สูงเมตตากับคนในที่ต่ำยังมีพลังไหม การที่สังคมไทยฝากความหวังไว้กับคนเดียว สถาบันเดียว ทำหน้าที่ปกครองดูแลคนไทยถูกต้องและเพียงพอหรือไม่/p pสำหรับผู้ที่ต้องการให้การอภิวัฒน์เป็นความจริงให้ได้ จำต้องเรียนรู้จากอดีตและประยุกต์ใช้ นอกจากนี้ในเรื่องความนึกคิดภายในต้องฝึกใจให้กล้าหาญ กล้าเผชิญความจริง แสวงหาความงามและความดี สถาบันการศึกษาก็ไม่ฝึกสอนในเรื่องนี้nbsp; เยาวชนควรหากัลยาณมิตรให้ได้ อาจเป็นครูที่ยอมรับคำติชมของศิษย์อย่างจริงใจ อ่อนน้อมถ่อมตนกับศิษย์ หรือกัลยาณมิตรอาจเป็นกลุ่มเพื่อนด้วยกันเอง เพราะกัลยาณมิตรเป็นทั้งหมดของชีวิตอันประเสริฐ และเมื่อกล้าคิดก็ต้องกล้าพูด กล้าพูดกับผู้มีอำนาจ เป็นเสียงแห่งมโนธรรมสำนึกให้เขา ไม่ควรเกลียดเขา แต่ควรสงสารเขาเหมือนที่เราสงสารสุนัขที่บ้านเรา ให้เขาแลเห็นสัจธรรม แต่ก่อนจะกล้าพูดกับผู้มีอำนาจ ควรฝึกในหมู่เราเองก่อน ฝึกแสวงหาความจริง ความงาม และความดี ยอมรับถ้อยคำที่เห็นต่างจากเรา ถ้าเป็นคนชั้นกลางต้องออกไปสัมผัสกับคนชั้นล่างให้มาก ไม่ใช่ไปสั่งสอนหรือรู้สึกเหนือกว่าแต่ต้องไปอยู่อย่างเข้าใจ เรียนรู้จากพวกเขา/p pปรีดี พนมยงค์ ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเพื่อเปลี่ยนทัศนคติผู้คน ใช้ธรรมะเป็นศาตราที่แหลมคม ตอนนี้มหาวิทยาลัยยังทำบทบาทนั้นไหม การที่อธิกาบดีทุกมหาลัยสยบยอม คสช.น่ารังเกียจหรือไม่ แม้เผด็จการจะทำลายสาระของประชาธิปไตย แต่เรายังคงต้องแสวงหากัลยาณมิตรและดำเนินแนวทางนั้นต่อ ถ้าเรามีเจตจำนงอันมุ่งมั่น จะเป็นพลังให้เราก้าวข้ามเผด็จการ ทุนนิยม บริโภคนิยม เข้าถึงสาระของประชาธิปไตย ความฝันและความหวังก็จะเป็นจริงตามหนทางสันติประชาธรรม/p h3span style=color:#0000ff;มรดกคณะราษฎรในความทรงจำ/span/h3 pspan style=color:#0000ff;พ.ต.พุทธินาถ พหลพลพยุเสนา ทายาท พล.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา/span/p p style=text-align: center;span style=color:#0000ff;img alt= src=https://c1.staticflickr.com/5/4213/35463946676_0cca8e4ba3.jpg style=width: 500px; height: 281px; //span/p p“ผมไม่ใช่นักการทูต ไม่ใช่นักวิชาการ ไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่นักการทหาร แต่เคยเป็นทหาร เมื่อก่อนแต่งเครื่องแบบทหาร แต่เวลานี้ไม่ได้เป็นเลยมีเครื่องแบบของผมเอง เป็นเครื่องแบบของนักรักประชาธิปไตย” พ.ต.พุทธินาถกล่าว/p pเขากล่าวว่า หมุดนี้เป็นจุดที่พ่อยืนประกาศการเปลี่ยนแปลงการปกครองฉบับแรก เป็นตัวแทนคณะราษฎรทั้งหลายที่เอาชีวิตเข้าแลกเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้น ที่ผ่านมาเคยไปอ่านงานคุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ที่คุยกับพ่อว่า ท่านเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อนำประชาธิปไตยมานั้นทำใจได้อย่างไร คุณพ่อบอกว่า ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3 เดือน เพราะรู้ว่าถ้าไม่สำเร็จก็มีโทษถึงเจ็ดชั่วโคตร กว่าจะทำใจได้ว่าถึงจะต้องตายก็จะยอมจึงใช้เวลาถึง 3 เดือน หลังจากทานข้าวเย็นจะนั่งสมาธิ คิดตั้งคำถามว่าถ้าทำอย่างนี้จะเกิดอะไรขึ้น ชีวิตจะเป็นอย่างไร ตอนนั้นมีลูกสาวแล้วอายุยังไม่ถึงขวบ เรื่องนี้แม้เป็นความลับแต่พ่อบอกแม่ และแม่ก็ยินดีที่จะให้พ่อทำทั้งที่แม่เกิดในดงทหาร ทำให้ภาคภูมิใจในพ่อและคณะราษฎรที่กล้าเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อนำประชาธิปไตยมาให้คนไทยทั้งหลาย/p pการใช้คำว่า มรดก นั้นอาจไม่ถูกต้องนัก คณะราษฎรไม่ได้เป็นเจ้าของระบอบประชาธิปไตย แต่มันเป็นของประชาชน เพียงแต่อะไรที่เกิดมาทีหลังเขาก็ต้องมีล้มลุกคลุกคลาน/p pเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน คณะราษฎรไม่ได้อยู่ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า หลวงประดิษฐ์มนูธรรมพายเรือแจกใบปลิวในแม่น้ำเจ้าพระยา นายควงและกลุ่มก็ตัดสายโทรเลขโทรศัพท์ ขณะที่บางส่วนไปอันเชิญสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระนครสวรรค์พินิตเป็นองค์ประกัน ขณะที่ทหารทั้งหลายไปรวมกันตรงนั้นเพราะคณะราษฎรต้องหลอกลวงอ้างว่ามีการฝึกพิเศษ หลังจากนั้นจึงประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครอง/p pพ่อของเขาได้พบกับกรมพระนครสวรรค์พินิต เมื่อพ่อเข้าไปกราบและบอกท่านว่าเป็นหัวหน้าคณะราษฎร ท่านก็บอกว่าไม่อยากจะเชื่อ ทำไมจึงอกัตญญูต่อราชวงศ์ที่ชุบเลี้ยงมา ไม่ว่าท่านจะด่าว่าอย่างไร คุณพ่อก็พนมมืออย่างเดียว ในที่สุดจึงได้อธิบายสิ่งประสงค์ซึ่งเป็นไปเพื่อประชาชน กระนั่นท่านก็บอกว่าไม่ควรด่าว่าเจ้าเช่นนั้น คุณพ่อตอบว่าการรบก็ต้องเอาชนะกัน แต่เมื่อจบการรบก็จะมีการขออภัยกันตามธรรมเนียมไทย การที่รับเป็นหัวหน้าคณะราษฎรนั้นเพราะบอกกับทุกๆ คนว่าไม่ว่าจะอย่างไรประเทศก็ต้องต้องมีกษัตริย์อยู่แต่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ คณะราษฎรไม่ต้องการทำลายทำร้ายใครทั้งสิ้น กรมพระนครสวรรค์พินิตบอกว่าใครมาพูดก็ไม่เชื่อ แต่ถ้าคุณพ่อพูดนั้นเชื่อ จึงยินดีที่จะลงนามรับรองในหนังสือที่คณะราษฎรกราบบังคับทูลให้รัชกาลที่ 7 เสด็จมาเป็นมิ่งขวัญปวงชนชาวไทย มันจึงเป็นการปฏิวัติที่ไม่มีการเสียเลือดเนื้อแต่ประการใด/p p“ผมรับรู้เรื่องราวเหล่านี้จากคุณแม่ คุณแม่รู้เรื่องเยอะ” nbsp;/p divnbsp;/div h3span style=color:#0000ff;มรดกคณะราษฎรด้านการปฏิรูปพุทธศาสนา/span/h3 pspan style=color:#0000ff;สุรพศ ทวีศักดิ์ นักวิชาการด้านปรัชญาและศาสนา/span/p p style=text-align: center;span style=color:#0000ff;img alt= src=https://c1.staticflickr.com/5/4209/34693716083_7efaa7f03f.jpg style=width: 500px; height: 281px; //span/p pการปกครองนั้นใช้อำนาจกองทัพ ข้าราชการอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องใช้อำนาจนำ ความจงรักภักดีของผู้ปกครองด้วย ศาสนาก็ถูกนำมาใช้สนับสนุนอุดมการณ์ของผู้ปกครอง ในอดีตตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 มีการตั้งศาสนาจักรหรือมหาเถรสมาคม รวบอำนาจสู่ส่วนกลางเหมือนระบบราชการ ถ้าพระสงฆ์กระด้างกระเดื่องก็ต้องถูกจัดการ เช่น ครูบาศรีวิชัย ช่วงรัชกาลที่ 6 มีการนำศาสนามาเป็นส่วนหนึ่งของอุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ปกติกษัตริย์แต่ละองค์จะสร้างวัดประจำรัชกาล แต่ ร.6 สร้างอุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และวาทกรรมนี้มีพลังมากขึ้นเรื่อยๆ จนมาอยู่ในการศึกษาแบบทางการ กลายเป็นความถูกต้อง ความจริงสูงสุดสำหรับอุดมการณ์นี้ พอเปลี่ยนแปลงการปกครอง คณะราษฎรปฏิรูปศาสนา ผลของการปฏิรูปท้าทายอุดมการณ์นี้หรือไม่/p pจุดเริ่มคือ ปี 2477 มีคณะภิกษุหนุ่มชื่อ คณะปฏิสังขรณ์การพระศาสนา เรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงการปกครองสงฆ์จากแบบเดิมที่มีมหาเถรสมาคมเป็นแบบใหม่ให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย โดยให้เหตุผลว่า ในวงการพระรู้สึกอึดอัดเพราะไม่มีความยุติธรรมระหว่างนิกาย พอบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงก็รู้สึกว่ามีเวทีจึงออกมาเรียกร้อง เรื่องนี้มีการหารือกับปรีดี พนมยงค์จนเกิดพ.ร.บ.สงฆ์ พ.ศ.2484 มีการยกเลิกมหาเถร และตั้งระบบที่คล้ายประชาธิปไตยคือแบ่งอำนาจสามฝ่าย บริหาร นิติ ตุลาการ ในหมู่สงฆ์ แต่ที่มาของผู้เข้าตำแหน่ง สังฆนายก สังฆมนตรี สมาชิกสังฆสภามาจากการคัดเลือกโดยสมเด็จพระสังราชและรมว.ศึกษาธิการ แต่อย่างน้อยมีสภาสงฆ์และมีการถ่วงดุล คณะราษฎรต้องการให้คณะสงฆ์ปรับตัวให้เข้ากับการปกครองบ้านเมือง/p pผลที่เกิดคือ มีองค์การเผยแพร่พุทธศาสนา โดยมีพระสงฆ์ที่จะเทศน์สอนชาวบ้านตีความพุทธศาสนาเข้ากับประชาธิปไตย คนมีบทบาทมากคือ ท่านพุทธทาสภิกขุ ท่านเป็นผู้บรรยายให้ชาวบ้นาจนถึงพระธรรมทูตฟังเรื่องนี้ ตอนนั้นท่านตีความพุทธศาสนาเข้ากับประชาธิปไตย เสรีภาพ เสมอภาค ภารดรภาพ พูดเรื่องหลักการ โดยไม่พูดเรื่อง “คนดี” เลย แต่ตอนหลังที่พูดเรื่องเผด็จการโดยธรรม ท่านพูดถึงเรื่อง “คนดี” มาก/p pสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นในโครงสร้างการปกครองสงฆ์ในเวลานั้นคือ พระพิมลธรรม ท่านส่งลูกศิษย์ไปเรียนอภิธรรม และวิปัสสนาที่พม่าแล้วนำกลับมาเผยแพร่ มันเป็นการขยายอำนาจการตีความคำสอนศาสนาไปสู่ฆราวาส ให้กลายเป็นคู่แข่งกับพระในการที่จะเชี่ยวชาญอภิธรรม ผู้หญิงก็ด้วยมีความเท่าเทียมกับพระมากขึ้นในการตีความพระพุทธศาสนาด้วย ในแง่นี้จึงเป็นท้าทายจารีตแบบเก่า พระพิมลธรรมสนิทปรีดีและจอมพล ป. สุดท้ายท่านถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ถูกจับศึกแล้วก็ขังคุก 5 ปี ท้ายที่สุดศาลฎีกาตัดสินว่าไม่ผิด แต่ก็ระบุทำนองว่า ในฐานะที่ท่านก็ศึกษาศาสนามาอย่างดีแล้วก็ถือเสียว่าเป็นกรรมเก่าก็แล้วกัน แต่ไม่คืนสมรณศักดิ์ หลัง 14 ตุลาฯ พระฝ่ายซ้ายเรียกร้องให้คืนสมรณศักดิ์พระพิมลธรรมในปี 2517 แล้วก็เรียกร้องให้ยกเลิกมหาเถรสมาคม หลังจากที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตช์ นำมหาเถรสมาคมกลับมาในปี 2505 และเรียกร้องให้มีการนำพ.ร.บ.สงฆ์ 2484 มาปรับปรุง โดยให้มีการเลือกตั้งสงฆ์มาอยู่ในสภา สมเด็นพระสังฆราชเป็นประมุขสูงสุดแต่ไม่มีอำนาจปกครอง น่าเสียดายที่มันถูกโค่น ถอนทิ้งตั้งแต่ยุคสฤษดิ์เป็นต้นมา/p p“ในมุมมองผม ถามว่าชนชั้นนำฝ่ายรัฐราชการ เขาสนใจให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ไหม ผมว่าเขาไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก ในอดีตสมัย ร.5 สมัยคณะราษฎร์ คณะสงฆ์ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างอำนาจนำทางวัฒนธรรม ปัญญาชนยังอยู่ในวงแคบ ชาวบ้านฟังพระมาก แต่ปัจจุบันเนติวิทย์ (หมายถึง เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) อาจเข้าถึงชาวบ้านได้มากกว่าพระ แต่เขาแค่ไม่ได้ต้องการให้คณะสงฆ์กระด้างกระเดื่องกับรัฐราชการ” สุรพศ กล่าว/p pnbsp;/p h3span style=color:#0000ff;มรดกคณะราษฎรด้านสิทธิสตรี/span/h3 pspan style=color:#0000ff;ชานันท์ ยอดหงษ์ นักศึกษาปริญญาเอก สาขาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์/span/p p style=text-align: center;span style=color:#0000ff;img alt= src=https://c1.staticflickr.com/5/4232/35350749712_cf736e07dc.jpg style=width: 500px; height: 281px; //span/p pหากเราดูสมาชิกคณะราษฎรจะพบว่าทั้ง 115 คนเป็นชายทั้งหมด โดยเป็นทั้งทหารและพลเรือน จะเห็นได้ว่าทหารในสมัยนั้นก็มีบทบาทสร้างประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม คำถามที่สำคัญที่ดังขึ้นมากในช่วงหลังคือ ผู้หญิงหายไปไหน? ทำไมการพูดถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองไม่มีผู้หญิงเลย เป็นเพราะผู้หญิงไม่มีบทบาทสำคัญนักหรือเพราะประวัติศาสตร์นิพนธ์ละเลยผู้หญิงไป และเน้นศึกษาที่เป็นส่วนบุคคล เช่น แต่งงานกับใคร เป็นภรรยาใคร/p pจนกระทั่งมีงานศึกษาพบว่า ช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้นเป็นยุคที่ผู้หญิงอ่านออกเขียนได้ และมีนิตยสารสตรีที่บทความแนววิพากษ์วิจารณ์มากมาย ทั้ง นิตยสารสตรีนิพนธ์ ปี 2458 สตรีสารปี 2465 และยังมี สตรีไทย สยามยุวดี ฯลฯ นิตยสารเหล่านี้มักตั้งคำถามถึงชนชั้นปกครองและระบอบการปกครองที่ไม่ศิวิไลซ์ นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างฎีกาของผู้หญิงถึงรัฐบาล โดยแจ้งว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งถูกทำร้ายโดยสามีเพราะสามีเริ่มเบื่อเมีย และสรุปว่าระบบผัวเดียวหลายเมียของชนชั้นสักดินาไทยเป็นบ่อเกิดความรุนแรงต่อผู้หญิง/p pกระทั่งหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ประชาชนจำนวนมากดีใจ มีการส่งจดหมายว่าจะสามารถร่วมพัฒนาประเทศได้อย่างไรบ้าง ช่วงกบฏบวรเดชประชาชนจำนวนมากก็จับอาวุธร่วมต่อสู้ด้วย เรียกว่าประชาชนพร้อมที่จะพัฒนาระบอบใหม่พร้อมกับคณะราษฎร มีกระทั่งผู้หญิงที่บริจาคแหวนแต่งงานให้เอาไปปราบกบฏบวรเดช/p pความก้าวหน้าเรื่องความเท่าเทียมทางเพศยังสังเกตเห็นได้จากมาตรา 4 ของธรรมนูญการปกครองแผ่นดินชั่วคราวซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกโดยคณะราษฎรซึ่งระบุว่า ราษฎรไม่ว่าเพศใดก็มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งได้ เรื่องนี้ไม่มีการเลือกปฏิบัติเหมือนประเทศอื่นๆ ที่แม้เปลี่ยนเป็นประชาธิปไตยแล้วก็ไม่ให้สิทธิผู้หญิง เช่น สหรัฐอเมริกา ต้องมีการต่อสู้กันอีกนานกว่าผู้หญิงจะมีสิทธิเลือกตั้ง/p pในส่วนสิทธิพลเมืองที่ผู้หญิงได้รับก็ได้เท่าเทียม ภายใต้หลัก 6 ประการของคณะราษฎร ทำให้ผู้หญิงชายได้เรียนเท่ากัน ก่อนปี 2475 ถ้าผู้หญิงจะเรียนก็เพียงให้พออ่านออกเขียนได้ แต่พอเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้นมีการเปิดให้เรียนได้เท่าๆ กัน เรื่องผัวเดียวหลายเมียนั้น ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองผู้ชายนิยมมีเมียมาก โดยเฉพาะชนชั้นศักดินานิยมมีเมียมากเพื่อเป็นการประกาศศักดา ผู้หญิงมองว่าเป็นการกดขี่ มีความพยายามเปลี่ยนแปลงร้องเรียนให้เห็นเป็นหลักฐานบ้างเช่นกัน แต่พอมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก็มีการใช้กฎหมายว่าด้วยครอบครัว ให้ผู้หญิงมีอำนาจจัดทรัพย์สินของตนเองได้ ฟ้องหย่าได้ และผู้ชายเมื่อจดทะเบียนแล้วไม่สามารถจดซ้อนได้อีก ขณะที่ยุคจอมพล ป.ก็เร่งสร้างวัฒนธรรมผัวเดียวเมียเดียวด้วย/p pหากดูในด้านการประกอบอาชีพ ก่อนปี 2475 อาชีพครูนั้นก็เหมือน ตำรวจ ทหาร นั่นคือเป็นผู้ชายเสมอ โรงเรียนฝึกหัดครูมักเป็นผู้ชาย งบประมาณแผ่นดิน 39 ล้าน มีเพียง 2.9% ที่ทุ่มเทให้การศึกษา ซึ่งถือว่าน้อยมาก ในรายงานกระทรวงศึกษาสมัยนั้นบอกว่าเป็นการสิ้นเปลืองพระราชทรัพย์มากสำหรับการจัดการศึกษาสำหรับผู้หญิง แต่ราชการชั้นเล็กๆ ก็พยายามร่างหลักสูตรสอนครูผู้หญิง นำไปสู่การผลิตครูผู้หญิงมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็มักถูกมองว่าเป็นคนรับใช้กระทรวงเท่านั้น เงินเดือนต่ำ จนกระทั่งเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีการยกร่าง พ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือน 2479 ปรับปรุงอัตราเงินเดือนใหม่ยกระดับข้าราชการครูผู้หญิงให้เท่าครูผู้ชายทั้งหมด/p pnbsp;/p h3span style=color: rgb(0, 0, 255);มรดกคณะราษฎรด้านศิลปกรรม/span/h3 pspan style=color: rgb(0, 0, 255);ธนาวิ โชติประดิษฐ ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร/span/p p style=text-align: center;span style=color: rgb(0, 0, 255);img alt= src=https://c1.staticflickr.com/5/4217/35372716631_d6afb96f55.jpg style=width: 500px; height: 281px; //span/p pครอบคลุม สถาปัตยกรรม อาคาร อนุสาวรีย์ โดยพูดถึงชิ้นหลักๆ เริ่มที่ หมุดกำเนิดรธน.หรือ หมุดคณะราษฎร เป็นอนุสรณ์สถานประเภทหนึ่ง ระลึกถึงความทรงจำการปฏิวัติ 24 ลักษณะเป็นหมุดทองเหลืองติดตั้งที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ปี 2479 และหายไปแล้วและแทนที่ด้วยหมุดใหม่ในปีนี้ แต่หมุดคณะราษฎร ไม่ได้เป็นวัตถุเพียงชิ้นเดียวในยุคนั้นที่เปลี่ยนแปลง แต่หลายชิ้นก็เปลี่ยนแปลง อีกที่คือ ศาลาเฉลิมไทย ถนนราชดำเนิน เป็นโรงมหรสพที่เปิด 2483 สมัยจอมพลป. ทุบทิ้ง 2532 พล.อ.ชาติชายเพื่อเปิดให้เห็นพื้นที่ด้านหลัง คึกฤทธิ์เขียนในคอลัมน์ซอยสวนพลูว่า สนับสนุนการรื้อศาลาทิ้งเพื่อเปิดให้เห็นสิ่งสวยงามกว่าคือ วัดราชนัดดา และโลหะปราสาท สร้างในสมัยร.3 การรื้อทำให้เกิดพื้นที่ว่าง รบ.สร้างลานพลับพลาเจษฎาบดินทร์ นอกจากนั้นยังมีอีกหลังที่สร้างช่วงใกล้กันแต่ไม่ได้สร้างโดยคณะราษฎร ศาลาเฉลิมกรุง ร.7 ดำริให้สร้างเพื่อมอบให้ราษฎรเป็นที่ระลึกสำหรับการเฉลิมฉลองพระนคร 150 ปี ปี 2473 จะครบในปี 2475 สถาปัตยกรรมคล้ายกันมาก เป็นแบบสมัยใหม่ กล่องสี่เหลี่ยม หลังคาตัด สร้างโดยคอนกรีต แต่สิ่งที่น่าสนใจเมื่อรบ.จะรื้อเฉลิมไทย คึกฤทธิ์บอกรื้อไปเถอะเพราะไม่สวยงาม อัปลักษณ์ทำลายภูมิทัศน์กรุงเทพฯ แต่ข้อวิจารณ์เดียวกันกลับไปถูกใช้กับศาลาเฉลิมกรุง/p pกลุ่มอาคารศาลฎีกา คณะราษฎรสร้าง 2482 ระลึกการได้เอกราชทางการศาล เสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตในสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ลักษณะสถาปัตยกรรมแบบเดียวกับศาลาเฉลิมไทย เป็นคอนกรีตไม่ได้ประดับประดาแบบไทยประเพณี และยังมีสัญลักษณ์ต่างๆ เชื่อมคณะราษฎร เช่น การมีเสาหกต้นอ้างอิงถึงหลักหกประการของคณะราษฎร แต่ก็ถูกรื้อทิ้ง 2555 แทนที่ด้วยหลังใหม่ที่กลับไปสู่สถาปัตยกรรมแบบประเพณี หลังคาซ้อนชั้นยอดแหลมทรงจั่ว เปลี่ยนจากหลังคาตัดที่เป็นสมัยใหม่เป็นที่นิยมในสมัยคณะราษฎร แต่การรื้อและสร้างศาลใหม่ ไม่ไดมีแต่ฝ่ายที่ให้ความสำคัญกับคณะราษฎรเท่านั้นที่คัดค้านแม้แต่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมจำนวนมากก็ไม่เห็นด้วยกับการรื้อ เนื่องจากตามโมเดล หลังใหม่จะมีความสูงมากกว่าพระบรมมหาราชวัง/p pส่วนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ภาพประติมากรรมนูนต่ำอยู่ที่ฐานอนุสาวรีย์ เล่าเรื่องไล่ตามเวลา อันแรก คณะราษฎรกำลังวางแผนทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ตามด้วยภาพการเคลื่อนพลเข้าดำเนินการ ภาพประชาชนประกอบสัมมาอาชีพ ภาพประชาชนมีชีวิตในอุดมคติ พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ตรงกลางเป็นพานรัฐธรรมนูญ เป็นสัญลักษณ์ของการปกครองอันใหม่ เราอาจตีความได้ว่า สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นทั้งสาเหตุและผลพวงของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง/p pความพิเศษหรือความประหลาดของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยคือ ชื่อไม่ได้บ่งบอกเหตุการณ์เฉพาะ ไม่เชื่อมกับคณะราษฎร แต่เป็นชื่อของอุดมการณ์ทางการเมืองเฉยๆ แม้ว่าสัญลักษณ์ทั้งหมดเชื่อมกับ 24 มิถุนายน 2475 ทำให้มันเปิดโอกาสให้คนไปเชื่อมโยงอนุสาวรีย์นี้เข้ากับประชาธิปไตยในการตีความของตัวเองโดยไม่สัมพันธ์กับคณะราษฎรก็ได้/p pนอกจากนี้ มันเคยเกือบถูกรื้อตรงกลางแล้วแทนด้วยพระบรมราชานุสาวรีย์ของ ร.7 พระราชทานรัฐธรรมนูญแทน ให้มีลักษณะเป็นบิดาของประชาธิปไตย แต่สุดท้ายก็ไปตั้งที่รัฐสภา/p pทำให้ความหมายของอนุสาวรีย์ไม่ได้นิ่ง ความหมายสามารถเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ได้ โดยเป็นไปตามกิจกรรมต่างๆ ที่นำอนุสาวรีย์ไปใช้งาน มันจึงมีทั้งความหมายที่เชื่อมโยงกับคณะราษฎร แต่เสื้อเหลืองที่ไม่หนุนคณะราษฎรก็ใช้ที่นี่เหมือนกัน/p pnbsp;/p h3span style=color: rgb(0, 0, 255);มรดกคณะราษฎรด้านกฎหมาย/span/h3 pspan style=color: rgb(0, 0, 255);เอกชัย ไชยนุวัติ นักวิชาการกฎหมาย/span/p p style=text-align: center;span style=color: rgb(0, 0, 255);img alt= src=https://c1.staticflickr.com/5/4280/35372712361_81d4909633.jpg style=width: 500px; height: 281px; //span/p pสิ่งสำคัญที่สุดของอภิวัตน์ คือ การทำคนให้เป็นคน จากไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน เป็นเป็น ข้าราช จนเป็น ราษฎร เปลี่ยนการกำหนดชีวิตคนโดยคนคนเดียว โดยสมบูรณ์ มาเป็นประชาธิปไตยปกครองโดยกฎหมายไม่ใช่ตามอำเภอใจ/p pอย่างไรก็ดี มีความเห็นว่า องค์กรตุลาการเป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตยของราษฎรที่ยังไม่ยึดโยงกับประชาชน เป็นองค์กรในระบอบเก่าที่มีการเปลี่ยนระบอบแต่องค์กรยังไม่เปลี่ยน กฎหมายเป็นเครื่องมือให้ความชอบธรรมของอุดมการณ์ ของระบอบเท่านั้น กฎหมายไม่ใช่ มรดก ของคณะราษฎร แต่อุดมการณ์ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาต่างหากที่เป็นมรดกและคณะราษฎรจะทำสำเร็จไม่ได้ ถ้าไม่ให้ความสำคัญกับอำนาจตุลาการ จะทำอย่างไรให้อำนาจนี้มีสำนึกว่า อำนาจที่ใช้มาจากประชาชน สร้างความยุติธรรมให้เป็นที่ประจักษ์/p pประเด็นต่อมาขอนำเสนอความเชื่อมโยงของแนวคิด ภราดรภาพนิยม ของปรีดี พนมยงค์ กับนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค แนวคิดสำนักภราดรภาพนิยมโดย ศ.ชาร์ลส์ จิ๊ด อธิบายว่า การกระทำของเราแต่ละคนนั้นมีผลกระทบทั้งในแง่ดีและแง่ร้ายต่อเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆ ..ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนสังคมของมนุษย์ทั้งมวลไปสู่ความเป็นชุมชนใหญ่ที่มุ่งช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ...โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคจึงนับเป็นแนวคิดที่สืบต่อมาจากปรีดีที่ต้องการเห็นสังคมที่ทุกคนไม่อดตาย มีงานทำ มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ไม่ล้มละลายทางสุขภาพ คนร่ำรวยช่วยเหลือคนที่รวยน้อยกว่า/p pคณะราษฎรไม่ใช่กลุ่มคน 115 คน แต่เป็นแนวคิดของ “คนเท่ากัน” อยู่ด้วยกัน กฎหมายที่มาจากคนเท่ากัน ตัดสินด้วยคนที่คนเท่ากันเลือกมา ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม และมีพื้นที่ในการอยู่ร่วมกันโดยสันติและยอมรับในความแตกต่างบนพื้นฐานของการเลือกตั้งและเสียงข้างมาก/p div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

กรณีหมุดคณะราษฎร: ข้อเสนอยุทธศาสตร์คนเสื้อแดง

Sun, 06/25/2017 - 12:12
!--break--!--break-- p style=text-align: center;img alt= src=https://farm5.staticflickr.com/4257/35517058765_4e12fb9b87_z_d.jpg style=width: 500px; height: 332px; //p pหากคุณเคยอ่านนิยายสามก๊ก สิ่งสำคัญในการทำสงครามนอกจากกองทัพที่เกรียงไกร ยังต้องมีแม่ทัพที่เก่งกล้า, ผู้นำที่เข็มแข็ง และกุนซือที่ชาญฉลาด/p pกว่า 10 ปีแห่งความขัดแย้งทางการเมือง คนเสื้อแดงมักหลงตนเองมีผู้สนับสนุนมากมาย นึกว่ากองทัพเสื้อแดงเป็นกองทัพที่เกรียงไกรที่สุดจนมองข้ามแกนนำที่เก่งกล้า, ผู้นำที่เข็มแข็ง และกุนซือที่ชาญฉลาด/p pหลายปีที่ผ่านมาแกนนำหลายคนนำคนเสื้อแดงต่อสู้อย่างไร้ยุทธศาสตร์ แกนนำเสื้อแดงมักต่อสู้อย่างไร้ ประเด็น จนเป็นเหตุให้กองทัพเสื้อแดงต้องพ่ายแพ้ตลอด/p pแกนนำหลายคนต้องประสบชะตากรรม บางคนอยู่ในเรือนจำ บางคนหลบหนีไปต่างประเทศ บางคนต้องเก็บตัว บางคนมีคดีจ่อคอเป็นหางว่าว/p pstrongด้วยเหตุนี้แกนนำเหล่านี้จึงแทบหยุดการเคลื่อนไหว ขณะที่แกนนำรุ่นใหม่ เช่น นักศึกษา เข้ามามีบทบาทมากขึ้น/strong/p pstrongอย่างไรก็ตามแกนนำเหล่านี้ยังขาดบารมี-ประสบการณ์จึงทำให้ชะตากรรมของพวกเขาไม่ต่างจากแกนนำรุ่นแรก/strong/p pหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2557 ทหารควบคุมอำนาจรัฐทุกอย่าง และพยายามข่มขู่แกนนำ-ประชาชนให้อยู่ในความหวาดกลัวเพื่อให้ง่ายต่อการปกครอง/p pผมเป็นคนหนึ่งที่เข้าเรือนจำไปศึกษาวิชา ม.112 ถึง 2 ปี 8 เดือนเต็ม วิชานี้สอนให้ผมรู้ว่า การต่อสู้จำเป็นต้องใช้ยุทธศาสตร์มากกว่ากำลังคน/p pด้วยเหตุนี้ชีวิตหลังออกจากเรือนจำของผมจึงเปลี่ยนแปลง การเคลื่อนไหวของผมจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์มากขึ้น เราไม่ควรคาดหวังกองทัพเสื้อแดง/p pหลังความพลาดพลั้งของฝ่ายตรงข้ามใน ประเด็น หมุดคณะราษฎร-หมุดหน้าใส ผมเห็นว่า นี่คือยุทธศาสตร์ใหม่ของคนเสื้อแดง/p pstrongคณะราษฎรเป็นสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามเกลียดชัง และต้องการทำลายล้าง แต่สิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถออกกฎหมายเพื่อปิดปากได้ นี่คือ ประเด็น ที่เป็นจุดอ่อนที่สุดของฝ่ายตรงข้าม/strong/p pต้นเดือนเมษายน หมุดคณะราษฎรสูญหายอย่างไร้ร่องรอยจนกลายเป็นประเด็นฮือฮาในสื่อมวลชน-เครื่อข่ายสังคม คนเสื้อแดงหลายคนจับ ประเด็น นี้ในการต่อสู้กับฝ่ายตรงข้าม/p pstrongขณะที่ฝ่ายทหารไม่มีกฎหมายที่จะปิดปาก ประเด็น นี้จึงใช้วิธีการข่มขู่สารพัด แทนที่คนเสื้อแดงจะยืดหยัดต่อสู้ พวกเขากลับหวาดกลัวอย่างไร้เหตุผล/strong/p pด้วยเหตุนี้ผมจึงทำหนังสือเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลถอนหมุดหน้าใสออกจากลานพระบรมรูปทรงม้าช่วงปลายเดิือนเมษายน/p pทหาร-ตำรวจบุกมาเยี่ยมผมถึงบ้านของผมเพื่อห้ามผมไปยื่นหนังสือนี้ที่ทำเนียบรัฐบาล แต่ผมยืนกรานที่จะไป/p pในวันที่ผมไปยื่นหนังสือร้องเรียนที่ทำเนียบรัฐบาล ทหาร-ตำรวจกว่าสิบคนล้อมจับผม ผมถูกส่งตัวมาที่ มทบ.11/p pทหารพยายามโน้มน้าวให้ผมเปลี่ยนใจ วิธีนี้อาจใช้ได้ผลกับผู้ที่จิตใจไม่เข้มแข็งพอ แต่ไม่ใช่ผม/p pstrongสุดท้ายทหารต้องปล่อยผมในช่วงเย็นโดยไม่สามารถตั้งข้อหาใดๆกับผม นี่คือจุดอ่อนที่ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถปิดปากของผม/strong/p pหลายวันที่ผ่านมาทหาร-ตำรวจคุกคามแกนนำหลายคนไม่ให้เคลื่อนไหวในวันชาติ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา แกนนำเหล่านี้จึงเลือกที่จะไม่เคลื่อนไหวที่ลานพระบรมทรงม้า/p pลานพระบรมทรงม้าเป็น ประเด็น ที่ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถหาเหตุผลมาปิดปาก แต่คนเสื้อแดงส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ ผมจึงเลือกที่จะเคลื่อนไหวที่จุดยุทธศาสตร์นี้/p pstrongผมนำหมุดเลียนแบบคณะราษฎรที่ได้รับมาพร้อมปูนซีเมนต์เพื่อฝัง ณ จุดที่ตั้งของหมุดหน้าใส เหตุุการณ์เป็นไปตามที่ผมคาด ตำรวจกว่าสิบคนรุมล้อมผม ผมถูกส่งตัวมาที่ มทบ.11 อีกครั้ง/strong/p pครั้งนี้แตกต่างจากครั้งที่ผ่านมา ตำรวจพยายามซักผมถึงที่มาของหมุดเลียนแบบนี้ แต่ผมเล่าว่า ผมได้รับมาทางพัสดุไปรษณีย์ โดยผมจำชื่อผู้ส่งไม่ได้/p pตำรวจใช้ยุทธวิธีหลายอย่างเพื่อถามถึงชื่อผู้ส่ง บางคนเกลี้ยกล่อม บางคนข่มขู่จะยัดข้อหาให้กับผม บางคนขึ้นเสียงใส่ผม แต่ผมยังคงยืนกรานคำตอบเดิม/p pดูๆไปแล้วไม่ต่างจากสามก๊กเวอร์ชั่นที่กำลังฉายอยู่ที่ช่อง 3 ตอนที่โจโฉพยายามเค้นถามโจผีถึงผู้ที่ฆ่าโจฉอง (น้องชายของโจผี) สุมาอี้แนะนำให้โจผียืนกรานปฏิเสธสถานเดียว โจผีจึงยืนกรานปฏิเสธโดยตลอด/p pstrongหัวหน้าตำรวจพยายามตั้งข้อหาผมเพื่อขอหมายค้นจากศาล บางคนขู่จะยัดข้อหาบุกรุกเขตพระราชฐาน แต่ผมโต้ว่า บริเวณนั้นเป็นถนนที่รถยนต์แล่นขวักไขว่ ตำรวจจึงต้องอึ้ง/strong/p pเวลาแห่งการสอบสวนผ่านไปกว่า 5 ชั่วโมง ตำรวจไม่สามารถเปลี่ยนใจผม สุดท้ายพวกเขาก็ต้องปล่อยผมโดยไม่สามารถตั้งข้อหาใดๆ/p pstrongการต่อสู้จำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ คณะราษฎรเป็น ประเด็น ที่จี้ใจดำของฝ่ายตรงข้ามที่สุด โดยที่ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถตั้งข้อหาใดๆได้/strong/p pหากคนเสื้อแดงไม่รู้จักใช้ยุทธศาสตร์ในการต่อสู้ การต่อสู้ก็จะไม่ต่างจากการเอาหัวไปโขกกำแพงซึ่งมีแต่เจ็บตัวเปล่า/p pstrongหากคนเสื้อแดงรู้จักใช้ยุทธศาสตร์ให้เป็น นอกจากไม่มีความเสี่ยงในคดีความ ยังทำให้ฝ่ายตรงข้ามเจ็บแค้นมากขึ้นจนอาจเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำเสียเองในอนาคต/strong/p pnbsp;/p pnbsp;/p pstrongหมายเหตุ:/strong ภาพจากเฟซบุ๊กแฟนเพจกลุ่ม a href=https://www.facebook.com/realframefanpage/photos/a.402634826514635.1073741825.314651441979641/1252576541520455/?type=3amp;theaterRealframe/abr /nbsp;/p div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

9 จุดเช็คอินคณะราษฎรและการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475

Sun, 06/25/2017 - 11:08
!--break--!--break-- p style=text-align: center;img alt= src=https://c1.staticflickr.com/5/4277/35385355641_aae0e8cb00_z.jpg style=width: 560px; height: 292px; //p h4สำรวจ 9 จุดเช็คอิน สถานที่และความทรงจำรำลึก ที่เกี่ยวข้องกับคณะราษฎรและการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ถึงแม้ว่าบริเวณที่ในอดีตเคยเป็นจุดฝัง “หมุดคณะราษฎร” ปัจจุบันกลายเป็นจุดเปิดวาร์ปเรียกตำรวจ-ทหารมาสอบสวนหากคิดจะนำ “หมุดคณะราษฎรจำลอง” ไปติดตั้งคืนที่เดิม a href=http://prachatai.org/journal/2017/06/72094[1] /aหรือถูกซักถามทั้งโทรศัพท์หรือมาประกบถึงตัวหากบุคคลนั้นมีแนวโน้มจะไปรำลึกถึงเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง ณ บริเวณนั้น a href=http://prachatai.org/journal/2017/06/72078[2]/a ก็ตาม แต่ก็ยังมีจุดเช็คอินอื่นๆ ที่จะขอแนะนำรวมเป็น 9 สถานที่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับคณะราษฎรและเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 ชนิดที่ใกล้ตัวคุณผู้อ่านอย่างคาดไม่ถึง/h4 p style=text-align: center;span style=color:#ff8c00;strong000/strong/span/p h3span style=color:#0000cd;strongหมุดคณะราษฎร/strong/span/h3 h4span style=color:#0000cd;strongจุดอ่านคำประกาศคณะราษฎรฉบับที่ /strongstrong1 (ล่าสุดหายแบบไร้ร่องรอย)/strong/span/h4 p style=text-align: center;img alt= src=https://c1.staticflickr.com/5/4284/35516070065_558ae0c78a_z.jpg style=width: 560px; height: 350px; //p pการเดินทาง: รถเมล์สาย 70, 72, 503 | รถไฟฟ้า BTS สถานีพญาไท ห่างออกไป 2.87 กม./p pพิกัด N 13.769234 E 100.512216/p pstrongหมุดก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ หรือ “หมุดคณะราษฎร” เป็นหมุดทองเหลืองฝังอยู่กับพื้นถนนบนลานพระบรมรูปทรงม้าด้านสนามเสือป่า ณ ตำแหน่งที่ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) อ่านประกาศคณะราษฎรเมื่อรุ่งสางวันที่ 24 มิถุนายน 2475/strong/p pที่หมุดมีข้อความว่า ณ ที่นี้ 24 มิถุนายน 2475 เวลาย่ำรุ่ง คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญเพื่อความเจริญของชาติ จัดทำขึ้นโดยกระทรวงมหาดไทย มีพีธีฝังหมุดเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2479 โดยมีพระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นและหัวหน้าคณะราษฎรเป็นผู้ฝังหมุด โดยตอนหนึ่งกล่าวสุนทรพจน์ว่า/p p“ข้าพเจ้าขอถือโอกาสวางหมุดก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ ณ ที่นี้ ขอให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม จงสถิตย์เสถียรอยู่คู่กับประเทศชาติชั่วกัลปาวสาน เทอญ”/p pปัจจุบันหมุดคณะราษฎรหายไปแล้วตั้งแต่หลังวันที่ 5 เมษายน 2560 โดยต่อมาในวันที่ 8 เมษายน นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ทำวิจัยเรื่องหมุดคณะราษฎรพบว่ามีหมุดใหม่มาแทนที่โดยในหมุดใหม่ดังกล่าวได้เขียนข้อความว่า “ขอให้ประเทศสยามจงเจริญยั่งยืนตลอดไป ประชาชนสุขสันต์หน้าใส เพื่อเป็นพลังของแผ่นดิน” และ “ความนับถือรักใคร่ในพระรัตนตรัยก็ดี ในรัฐของตนก็ดีในวงศ์ตระกูลของตนก็ดี มีจิตซื่อตรงในพระราชาของตนก็ดี ย่อมเป็นเครื่องคำให้รัฐของตนเจริญยิ่ง”/p pnbsp;/p pspan style=color:#0000cd;strongอ่านประกอบ/strong/span/p pspan style=color:#0000cd;สุเจน กรรพฤทธิ์, เหตุการณ์ในวันวาง หมุดคณะราษฎร /spana href=http://www.sarakadee.com/2017/04/22/pin-kanaratsadorn/span style=color:#0000cd;เว็บไซต์สารคดี/span/aspan style=color:#0000cd;, 22 เมษายน 2560/span/p p style=text-align: center;span style=color:#ff8c00;strong000/strong/span/p h3span style=color:#0000cd;strongตำบลนัดพบ/strong/span/h3 h4span style=color:#0000cd;strongจุดนัดพบของพระยาพหลพลพยุหเสนาและคณะราษฎรสายทหาร/strong/span/h4 p style=text-align: center;img alt= src=https://c1.staticflickr.com/5/4215/35385357151_a31bcb21e8_z.jpg style=width: 560px; height: 350px; //p pการเดินทาง: รถเมล์ สาย 3, 90 97, 117, 524 | เรือด่วนท่าเกียกกาย ห่างออกไป 2.03 กม. | BTS สถานีสะพานควาย ห่างออกไป 1.84 กม./p pพิกัด N 13.792453 E 100.535218/p pstrongไม่ไกลจากแหล่งทำเลฮิปสเตอร์อย่างย่านถนนประดิพัทธ์นั้นมีสถานที่ซึ่งเป็นรหัสเรียกขานของคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองว่า “ตำบลนัดพบ” คือเป็นจุดนัดหมายในเวลา 05.00 น. เช้ามืดวันที่ 24 มิถุนายน 2475 โดยคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองสายทหาร โดย “ตำบลนัดพบ” ที่ว่าก็คือจุดที่ทางรถไฟสายเหนือตัดกับถนนประดิพัทธ์/strong/p pในบทความ ua href=https://goo.gl/fZtJi9/a/uua href=https://goo.gl/fZtJi9หัวมุมที่ถนนประดิพัทธ์ตัดทางรถไฟสายเหนือ/a/u ของ นรนิติ เศรษฐบุตร ที่ตีพิมพ์ในเว็บไซต์ของสถาบันพระปกเกล้า เสนอว่า จุดนัดพบที่ว่านี้ห่างจากบ้านพระยาทรงสุรเดช ที่อยู่ทางฝั่งซ้ายของ ถ.ประดิพัทธ์ เมื่อยืนอยู่บน ถ.ประดิพัทธ์และหันหน้าไปทางทิศตะวันตกด้านทางรถไฟ ประมาณ 200 เมตร และจากจุดนี้จะไปสู่จุดเป้าหมายของคณะผู้ก่อการที่จะเข้าไปจู่โจมยึดกำลังอาวุธยุทโธปกรณ์และขนกำลังพลก็อยู่บนถนนทหารที่อยู่เบื้องหน้าต่อจากถนนประดิพัทธ์/p pem/ememเมื่อ /emem82 /ememปีก่อน บริเวณนี้น่าจะเปลี่ยวมาก แต่ถึงวันนี้ก็ไม่ได้มีบ้านเรือนชาวบ้านทั่วไปเพิ่มขึ้นมากแต่อย่างใด เพราะถนนทหารทั้งถนนก็มีหน่วยงานของทหารไปทั้ง /emem2 /ememฝั่งถนนไปตลอดผ่านสะพานแดงจนถึงเกียกกายที่อยู่ปลายถนนทางด้านตะวันตก/emem/em/p pโดยตั้งแต่เวลา 04.30 น. พ.ท.พระประศาสน์พิทยายุทธ (วัน ชูถิ่น) ผู้อำนวยการแผนกโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ขับรถไปรับ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ที่บ้านพักย่านบางซื่อก่อนจะเดินทางไปยังตำบลนัดพบ โดยพระยาพหลพลหยุหเสนาจิบเพียงโกโก้ร้อนรองท้องก่อนออกจากบ้านเท่านั้น/p pส่วน พ.อ.พระยาทรงสุรเดช (เทพ พันธุมเสน) ตื่นตั้งแต่เวลา 04.00 น. และรับประทานข้าวผัดที่เหลือจากเมื่อคืน ก่อนออกจากบ้านไปพร้อมกับ ร.อ.หลวงทัศนัยนิยมศึก (ทัศนัย มิตรภักดี) ที่มารับถึงบ้าน โดยเดินเท้าไปยังจุดนัดหมายที่ห่างจากบ้านไป 200 เมตร/p pที่จุดนัดหมายนั้นยังมี พ.ต.หลวงพิบูลสงคราม (แปลก พิบูลสงคราม) หลวงพรหมโยธี (มังกร ผลโยธิน) ร.ท.ขุนปลดปรปักษ์ (ปลด ภานุสะวะ) ร.ท.ขุนเรืองวีรยุทธ (บุญเรือง วีระหงส์) ร.ท.ไชย ประทีปเสน/p pเมื่อมาถึงที่นัดหมายพระยาทรงสุรเดช ได้สั่งดำเนินการตามแผนคือบุกยึดคลังอาวุธที่กรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ (ม.1 รอ.) แยกเกียกกาย เพื่อลวงเอากำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์มาใช้ โดยต้องทำการก่อนเวลาเป่าแตรปลุกทหารเวลา 05.30 น./p pหลังจากนั้น พ.อ.พระยาฤทธิอัคเนย์ ผู้บังคับการกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ (ป. 1 รอ.) ซึ่งถือเป็นผู้เดียวในวันนั้นที่มีกองกำลังพลในบังคับบัญชา เป็นผู้ออกคำสั่งให้ทหารปืนใหญ่ในบังคับบัญชาตนเองรวมพลกับกำลังทหารและอาวุธที่มาจาก ม.1 รอ. และนำกำลังหลักมาถึงลานพระบรมรูปทรงม้าในเวลา 06.05 น./p pนอกจากนี้ยังมีกองทหารที่รออยู่ก่อนแล้ว นำโดยกองพันพาหนะทหารเรือ นำโดย น.ต.หลวงสินธุสงครามชัย ร.น. และกำลังจากนักเรียนโรงเรียนนายร้อยทหารบก โดยมี พ.ท.พระเหี้ยมใจหาญ ผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อยทหารบก ส่วนกองพันทหารราบที่ 11 ของ พ.ต.หลวงวีระโยธา ซึ่งฝึกทหารอยู่ที่สนามหลวง ถูกลวงให้ตาม พ.ท.พระประศาสน์พิทยายุทธตามมาภายหลัง/p pหลังจากนั้น พ.ท.พระประศาสน์พิทยายุทธ ได้รับคำสั่งให้จับตัวผู้นำฝ่ายระบอบเก่า ได้แก่ (1) สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต “ผู้รักษาพระนคร” ในช่วงที่รัชกาลที่ 7 ไปประทับที่หัวหิน และยังเป็นประธานอภิรัฐมนตรี เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ ฯลฯ (2) พล.ท.พระยาสีหราชเดโชชัย เสนาธิการทหารบก และ (3) พล.ต.พระยาเสนาสงคราม ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ ใช้เวลา 55 นาทีก็สามารถควบคุมตัวได้ทั้งหมดมากักไว้ที่พระที่นั่งอนันตสมาคม มีเพียง พล.ต.พระยาเสนาสงคราม ที่ต่อสู้ขัดขืน จึงถูกยิงได้รับบาดเจ็บต้องนำตัวส่งโรงพยาบาล/p pโดยหลังจัดเตรียมกำลังและจับตัวผู้นำฝ่ายระบอบเก่าได้แล้ว เวลาประมาณ 07.00 น. พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ซึ่งรอใต้ต้นโศกบริเวณสถานกาแฟนรสิงห์ หน้าสนามเสือป่า ก็อ่านประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1/p pnbsp;/p pspan style=color:#0000cd;strongอ่านประกอบ/strong/span/p pspan style=color:#0000cd;นรนิติ เศรษฐบุตร. หัวมุมที่ถนนประดิพัทธ์ตัดทางรถไฟสายเหนือ, สถาบันพระปกเกล้า /spanua href=https://goo.gl/fZtJi9span style=color:#0000cd;https://goo.gl/fZtJi9/span/a/u/p pspan style=color:#0000cd;ปรามินทร์ เครือทอง. นาทีปฏิวัติ ๒๔๗๕: ย่ำรุ่ง คือกี่โมง, พระยาพหลฯ ยืนอ่านประกาศตรงไหน, อ่านอะไร? , /spanua href=http://m.matichon.co.th/readnews.php?newsid=1340456101amp;grpid=03amp;catid=span style=color:#0000cd;มติชนออนไลน์/span/a/uspan style=color:#0000cd;, 23 มิถุนายน 2555/span/p p style=text-align: center;span style=color:#ff8c00;strong000/strong/span/p h3span style=color:#0000cd;strongไปรษณียาคาร/strong/span/h3 h4span style=color:#0000cd;strongควง อภัยวงศ์ นำคณะผู้ก่อการตัดสายโทรศัพท์/strongstrong-/strongstrongโทรเลข/strong/span/h4 p style=text-align: center;img alt= src=https://c1.staticflickr.com/5/4214/35516089595_d0946bb845_z.jpg style=width: 560px; height: 350px; //p pการเดินทาง: รถเมล์สาย 8, 12, 53, 60, 73, 73ก | เรือด่วนท่าสะพานพุทธ/p pพิกัด N 13.740032 E 100.499807/p pstrongไปรษณียาคาร หรือชุมสายโทรศัพท์วัดเลียบ เป็นอาคารที่ตั้งเดิมของกรมไปรษณีย์และที่ทำการไปรษณีย์แห่งแรกของประเทศไทย อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ปากคลองโอ่งอ่าง ฝั่งพระนคร ทางด้านทิศใต้ของสะพานพุทธ ในเช้ามืดของวันที่ 24 มิถุนายน 2475 อาคารไปรษณียาคารเป็นสถานที่แรกๆ ซึ่งผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองจะต้องบุกยึด เพื่อตัดการสื่อสารโทรศัพท์และโทรเลข/strong/p pโดยคณะราษฎรสายพลเรือนกลุ่มที่นำโดย หลวงโกวิทอภัยวงศ์ (ควง อภัยวงศ์) ซึ่งต่อมาจะเป็นนายกรัฐมนตรี และหนึ่งในผู้ก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ เขาเป็นผู้รับหน้าที่ตัดสายโทรศัพท์และโทรเลขที่ชุมสายโทรศัพท์วัดเลียบร่วมกับ วิลาศ โอสถานนท์, ร.ท.ประยูร ภมรมนตรี และทหารเรืออีกจำนวนหนึ่ง ที่นำโดย ร.อ.หลวงนิเทศกลกิจ ร.น. (กลาง โรจนเสนา)/p pโดยในหนังสือ “การต่อสู้ของข้าพเจ้า นายควงอภัยวงศ์” เขาบันทึกถึงความรู้ทรงจำในเวลานั้นว่า “เราถอนหายใจยาวพร้อมกัน 4 น. ครึ่งผ่านไปแล้ว ข้าพเจ้ายกมือขึ้นเป็นสัญญาณ อันเป็นฤกษ์งามยามดีของเรา แล้วสัญญาณแห่งการปฏิวัติก็อุบัติขึ้น สายโทรศัพท์ทางด้านนอกได้ถูกตัดลงแล้ว แล้วพวกเราก็กรูกันเข้าไปในที่ทำการชุมสายวัดเลียบ เพื่อตัดสายจากหม้อแบตเตอรี่ อันเป็นการตัดอย่างเด็ดขาดและสิ้นเชิง”/p pทั้งนี้แม้ผู้ก่อการจะสามารถกระทำการได้สำเร็จ แต่มีพนักงานไปรษณีย์หนีไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยพระยาอธิกรณ์ประกาศ (หลุย จาติกวณิช) อธิบดีกรมตำรวจจึงทราบเรื่องจากเหตุนี้เอง จึงรุดเข้าวังบางขุนพรหมเพื่อถวายรายงานแด่กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ผู้สำเร็จราชการ แต่คณะราษฎรโดย พ.ท.พระประศาสน์พิทยายุทธ ก็เข้าพบกรมพระนครสวรรค์วรพินิตอยู่ก่อนแล้ว/p pอนึ่งใกล้กับไปรษณียาคาร ยังมีโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยด้วย โดยไม่นานมานี้มีบทความของ “สมเกียรติ โอสถสภา” อ้างว่าคณะราษฎรจับเด็กนักเรียนเป็นตัวประกัน ทั้งนี้ได้มีผู้ชี้แจงเผยแพร่อยู่ในเพจ ua href=https://www.facebook.com/GreanSUAN/posts/1666217206752571:0“นักเกรียน สวนกุหลาบ”/a/u ว่าคณะราษฎรไม่ได้จับเด็กเป็นตัวประกัน และต้นเรื่องที่อ้างกันนั้นมาจากหนังสือที่จัดทำขึ้นในปี 2538 ที่ชื่อ ตำนานสวนกุหลาบ ซึ่งเขียนขึ้นจากหลายกลุ่มหลายฝ่าย และมีกระบวนการเรียบเรียงจัดทำไม่เป็นระบบ/p pนอกจากนี้พื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญ คือมีทั้งโรงเรียนเสาวภา (โรงเรียนช่างฝีมือ) โรงเรียนเพาะช่าง (โรงเรียนศิลปะ) โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่อาคารสามัคยาจารย์สมาคม ที่ตั้งอยูในรั้วสวนกุหลาบ ซึ่งเป็นทั้งที่พบปะสังสรรค์ เป็นอาคารทำงานของกระทรวงธรรมการ รวมถึงสนามฟุตบอลสวนกุหลาบในยุคนั้นก็เทียบเคียงกับสนามกีฬาแห่งชาติ มีสนามเทนนิสหลัก อีกทั้งในแง่การเป็นจุดยุทธศาสตร์ ตรงนั้นก็ใกล้โรงไฟฟ้าวัดเลียบ ชุมสายโทรศัพท์วัดเลียบ และ กรมไปรษณีย์โทรเลข (ปากคลองโอ่งอ่าง) รวมถึงสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งใหม่/p p“การนำรถถังเข้ามาควบคุมพื้นที่ในบริเวณนี้ หากไม่ได้มองด้วยสายตาแบบสวนกุหลาบคือแกนกลางเขาพระสุเมรุแล้ว ย่อมเข้าใจได้ว่า การควบคุมกรมไปรษณีย์โทรเลข โรงไฟฟ้า และสะพานข้ามแม่น้ำ เพื่อป้องกันกำลังรบนอกฝั่งพระนคร ย่อมเป็นเหตุเป็นผลกว่าการทึกทักว่านำรถถังออกมาโดยมีเป้าประสงค์จับกุมคุมตัวนักเรียนคนใดคนหนึ่งเป็นตัวประกันมากนัก”/p pสำหรับอาคารไปรษณียาคาร ถูกทุบทิ้งเมื่อ พ.ศ. 2525 เพื่อเปิดทางให้กับการก่อสร้างสะพานพระปกเกล้า ซึ่งเป็นสะพานคู่ขนานอยู่ทางทิศใต้ของสะพานพุทธ โดยต่อมาอาคารไปรษณียาคารถูกสร้างขึ้นใหม่ตามแบบเดิม ในตำแหน่งใกล้เคียงกับที่ตั้งเดิม เพื่อใช้เป็นพิพิธภัณฑ์กิจการไปรษณีย์ไทย/p pnbsp;/p pspan style=color:#0000cd;strongอ่านประกอบ/strong/span/p pspan style=color:#0000cd;ไปรษณียาคาร. /spanua href=https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A3span style=color:#0000cd;วิกิพีเดีย/span/a/u/p p style=text-align: center;span style=color:#ff8c00;strong000/strong/span/p h3span style=color:#0000cd;strongวัดแคนอก/strong/span/h3 h4span style=color:#0000cd;strongสถานที่ประชุมลับคณะราษฎรก่อนร่วมกันเปลี่ยนแปลงการปกครอง/strong/span/h4 p style=text-align: center;img alt= src=https://c1.staticflickr.com/5/4257/35516088615_6d2447d464_z.jpg style=width: 560px; height: 350px; //p pการเดินทาง: รถเมล์สาย 69, 191 | รถสองแถวท่าน้ำนนท์-สนามบินน้ำ | MRT สายสีม่วง สถานีสะพานพระนั่งเกล้า/p pพิกัด N 13.879587 E 100.482364/p pวัดแคนอก อยู่ที่หมู่ 2 ต.บางกระสอ อ.เมือง จ.นนทบุรี ตั้งอยู่บนถนนสนามบินน้ำ หรือถนนนนทบุรี สร้างเมื่อ พ.ศ. 2367 สมัยรัชกาลที่ 3 เดิมมีชื่อเรียกว่า “วัดแคร่เบ็ญจ้น” เป็นวัดที่พระยารามัญมุนี ผู้นำชาวมอญสร้างขึ้น ต่อมาชาวบ้านจึงเรียกว่าวัดแค/p pภายในวัดแคนอก มีอุโบสถหลังเก่าซึ่งหันหน้าไปทางทิศตะวันตก และหน้าอุโบสถยังมีเจดีย์ทรงรามัญ 2 องค์ และมีหอพระไตรปิฎกโบราณด้วย/p pstrongโดยในปี 2475 พระยาพหลพลพยุหเสนาผู้นำคณะราษฎรได้นำคณะมาหารือที่นี่ และกราบสักการะพระประธานในอุโบสถ ปัจจุบันคืออุโบสถหลังเก่า พระยาพหลพลหยุหเสนาเกิดความเลื่อมใสที่เห็นพระประธานหันหน้าลงทางทิศตะวันตกและสถานที่ปกคลุมไปด้วยต้นโพธิ์ใหญ่มีอายุหลายร้อยปี คิดว่า สถานที่นี้น่าจะเป็นสถานที่สถิตของเทวดาผู้ทรงฤทธิ์ จึงพากันอธิษฐานจิตถวายต่อพระพุทธศาสนา ถ้าแม้กระทำการปฏิวัติสำเร็จ จะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาที่ตรงนี้ให้เจริญ และแม้ละโลกนี้ไปแล้วก็ขอให้เอาอัฐิ มาบรรจุ ณ สถานที่แห่งนี้ เพื่อให้เป็นการบูชา เมื่อท่านได้ละโลกนี้ไปแล้ว ลูกหลานตระกูล “พหลโยธิน” ได้นำอัฐิของท่านมาบรรจุไว้ ณ วัดแคนอกแห่งนี้ และให้ลูกหลานได้บำรุงวัดแห่งนี้ให้เจริญต่อไป/strong/p pทั้งนี้หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรก พระยาพหลพลพยุหเสนา ได้มาสร้างหอระฆังรูปทรงดอกบัวตูมถวายเป็นพุทธบูชา ด้วยมีความดำริว่า “เราเคยชนะคนอื่นด้วยหอกด้วยดาบ อีกไม่ช้านานหอกและดาบนั้นคงคืนสนอกแก่เรา” จึงสร้างซุ้มทั้ง 4 ทิศ เพื่อเป็นเครื่องป้องกันหอระฆัง และสร้างโรงเรียนให้แก่ชุมชนชื่อว่า โรงเรียนคณะราษฎร์บำรุง 1 (โรงเรียนวัดแคนอก)/p pสำหรับซุ้มบัว 4 ทิศนั้น บริเวณซุ้มบัวด้านทิศเหนือ มีพระพุทธรูปที่พระยาพหลพลพยุหเสนาได้รับเป็นที่ระลึกในโอกาสเปลี่ยนแปลงการปกครอง เป็นพระพุทธรูปประจำวันเกิดคือวันพฤหัสบดี โดยบรรจุอัฐิที่ฐานรองและผนึกด้วยซีเมนต์นำไปประดิษฐานที่ซุ้มบัวดังกล่าว/p pอนึ่งหลังการอสัญกรรมของพระยาพหลพลพยุหเสนาในปี พ.ศ. 2490 ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2493 เปลี่ยนชื่อ “ถนนประชาธิปัตย์” ที่เริ่มต้นจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิไปยังดอนเมือง และไปถึง จ.ลพุบรี ว่า “ถนนพหลโยธิน” และเมื่อขยายเส้นทางไปทางทิศเหนือเรื่อยๆ ในที่สุดก็รวมถนนสายลำปาง-เชียงราย เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของถนนพหลโยธินด้วย/p pnbsp;/p pspan style=color:#0000cd;strongอ่านประกอบ/strong/span/p pspan style=color:#0000cd;“วัดแคนอก” ที่ประชุมลับคณะราษฎร ก่อนก่อการปฏิวัติสยาม, /spanua href=https://www.silpa-mag.com/on-view/art-and-culture-club/article_9900span style=color:#0000cd;นิตยสารศิลปวัฒนธรรม/span/a/uspan style=color:#0000cd;, 9 มิถุนายน 2560/span/p pspan style=color:#0000cd;วัดแคนอก, /spanua href=https://goo.gl/HK3tXgspan style=color:#0000cd;เทศบาลนครนนทบุรี/span/a/uspan style=color:#0000cd;, 23 มิถุนายน 2017/span/p p style=text-align: center;span style=color:#ff8c00;strong000/strong/span/p h3span style=color:#0000cd;strongมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์/strong/span/h3 h4span style=color:#0000cd;strongตลาดวิชาและมหาวิทยาลัยเปิดยุคคณะราษฎร/strong/span/h4 p style=text-align: center;img alt= src=https://c1.staticflickr.com/5/4235/35385360671_604ca27a73_z.jpg style=width: 560px; height: 350px; //p pการเดินทาง: รถเมล์สาย 1, 3, 15, 32, 53, 60, 65, 70, 82, 91, 503, 524 | เรือด่วนท่าช้าง/p pพิกัด N 13.757419 E 100.490035/p pstrongทั้งนี้หลัก 6 ประการในคำประกาศฉบับที่ 1 ของคณะราษฎรนั้น ประการที่ 6 ในคำประกาศระบุว่า “จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร” /strongในเวลาต่อมาจึงมีการตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขึ้นโดยมีชื่อเมื่อเริ่มก่อตั้งว่า มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (มธก.) มหาวิทยาลัยนี้ถือกำเนิดมาจากความคิดริเริ่มของ ปรีดี พนมยงค์ ผู้นำคณะราษฎร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น โดยเล็งเห็นว่าการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ขณะนั้นมีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพียงแห่งเดียว เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยใน พ.ศ.2475 ประเทศชาติ มีความจำเป็นต้องมีบุคคล ที่มีความรู้ ทางกฎหมาย การปกครอง และสังคม มารับใช้ประเทศชาติโดยด่วน/p pจึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง พ.ศ. 2476 เพื่อเปิดสอนในวิชาแขนงดังกล่าว เมื่อพระราชบัญญัติผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ได้มีพิธีเปิดมหาวิทยาลัยขึ้น เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2477 โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก เสด็จในพิธีเปิดมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ณ ที่ตั้งเดิมของโรงเรียนกฎหมาย ริมถนนราชดำเนิน เชิงสะพานผ่านพิภพลีลา/p pโดยปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง กล่าวในโอกาสก่อตั้งมหาวิทยาลัยว่า “การตั้งสถานศึกษา ตามลักษณะมหาวิทยาลัย ย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์และเป็นปัจจัย ในการแสดงความก้าวหน้าของประเทศ ประชาชนชาวสยาม จะเจริญในอารยธรรมได้ ก็โดยอาศัยการศึกษาอันดีตั้งแต่ชั้นต่ำ ตลอดจนการศึกษาชั้นสูง เพราะฉะนั้น การที่จะอำนวยความประสงค์ และประโยชน์ของราษฎรในสมัยนี้ จึงจำต้องมีสถานการศึกษา ให้ครบบริบูรณ์ทุกชั้น”/p pและ “มหาวิทยาลัย ย่อมอุปมาประดุจบ่อน้ำ บำบัดความกระหายของราษฎร ผู้สมัครแสวงหาความรู้ อันเป็นสิทธิและโอกาสที่เขาควรมีควรได้ ตามหลักแห่งเสรีภาพในการศึกษา รัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎร เห็นความจำเป็นในข้อนี้ จึงได้ตราพระราชบัญญัติ จัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้น”/p pด้วยเหตุนี้มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง จึงเป็นตลาดวิชา และเป็น มหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรกของประเทศไทย โดยให้สิทธิแก่ผู้ที่เคยศึกษาในโรงเรียนกฎหมายผู้สำเร็จประโยคมัธยมศึกษา และเปิดกว้างให้ถึงผู้ที่เป็น ข้าราชการ สมาชิกสภาผู้แทนฯ ผู้แทนตำบล ครู ทนายความ เข้าเรียน ได้ด้วย ปรากฏว่าในปีแรกมีผู้สมัครเข้าศึกษาถึง 7,094 คน และต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2479 ได้ย้ายมาอยู่ในที่ตั้งปัจจุบัน บริเวณท่าพระจันทร์ ซึ่งเดิมป็นที่ของทหาร โดยมีการปรับปรุงอาคารเดิมพร้อมทั้งสร้างตึกโดม/p pครูที่นักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญใช้เรียก ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ สอนวิชาคำนวณ และภาษาฝรั่งเศส มีรายได้เดือนละ 40 บาท แบ่งให้แม่ 30 บาท/p pในช่วงที่เปิดตลาดวิชานี้เอง ทำให้คนธรรมดาสามัญมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษา อย่างเช่น ป๋วย อึ๊งภากรณ์ พลพรรคเสรีไทยและอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในเวลานั้นเพิ่งจบชั้นมัธยมและเป็นครูที่โรงเรียนอัสสัมชัญ สอนวิชาคณิตศาสตร์และภาษาฝรั่งเศส ก็ได้สมัครเรียนมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง เป็นนักศึกษารุ่นแรก โดยในเวลานั้นทางมหาวิทยาลัยได้จัดพิมพ์คำบรรยายออกจำหน่ายในราคาถูก วิชาละประมาณ 2 บาท เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนที่กำลังทำงานอยู่สามารถศึกษาเองได้ โดยป๋วยใช้เวลาในตอนค่ำและวันหยุดเรียนอยู่ 4 ปี ก็สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีทางกฎหมาย การเมืองและเศรษฐการ (หลักสูตรธรรมศาสตรบัณฑิต, ธ.บ.) และในเวลาต่อมา ป๋วยสอบชิงทุนรัฐบาลได้ไปเรียนระดับปริญญาตรี สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์และการคลัง ที่ London School of Economics amp; Political Science (LSE) แห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน/p pอนึ่งเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 เกิดการรัฐประหารโดยจอมพลผิน ชุณหะวัณ ทำให้ปรีดี พนมยงค์ ต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ ชื่อมหาวิทยาลัยถูกเปลี่ยนเป็น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตำแหน่ง “ผู้ประศาสน์การ” ถูกยกเลิก เปลี่ยนเป็นอธิการบดี หลักสูตรการศึกษาธรรมศาสตรบัณฑิตถูกเปลี่ยนแปลงเป็น นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ พาณิชยศาสตร์และการบัญชี ความเป็นตลาดวิชาหมดไป ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2495/p pทั้งนี้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในยุคหลังตลาดวิชายังคงเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่ โดยเป็นสถานที่ชุมนุมทางการเมืองครั้งสำคัญอย่างเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และเหตุล้อมปราบนักศึกษาและประชาชนเมื่อ 6 ตุลาคม 2519/p pใกล้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บริเวณประตูทางออกด้านถนนพระอาทิตย์ บริเวณที่ปัจจุบันเป็นสำนักงานของกองทุนสงเคราะห์เด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูนิเซฟ (UNICEF) ในอดีตคือ “ทำเนียบท่าช้าง” เป็นที่พัก ที่ทำการของปรีดี พนมยงค์ ในช่วงที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ในระหว่างปี พ.ศ. 2485-2490 โดยระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ปรีดีภายใต้รหัสลับว่า “รูธ” ยังตั้งกองบัญชาการเสรีไทยอยู่ที่ทำเนียบท่าช้างและภายในมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองอีกด้วย/p pnbsp;/p pspan style=color:#0000cd;strongอ่านประกอบ/strong/span/p pspan style=color:#0000cd;ประวัติมหาวิทยาลัย, /spana href=http://www.tu.ac.th/index.php/th/408-th-th/teach/280-hisspan style=color:#0000cd;เว็บไซต์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์/span/a/p pspan style=color:#0000cd;ป๋วย อึ๊งภากรณ์, /spana href=https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B9%8B%E0%B8%A7%E0%B8%A2_%E0%B8%AD%E0%B8%B6%E0%B9%8A%E0%B8%87%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8Cspan style=color:#0000cd;วิกิพีเดีย/span/a/p pspan style=color:#0000cd;มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, /spana href=https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8Cspan style=color:#0000cd;วิกิพีเดีย/span/a/p pnbsp;/p pspan style=color:#0000cd;วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์. 100 ปีของสามัญชนนามปรีดี พนมยงค์, /spana href=http://www.sarakadee.com/feature/2000/04/100y_pridi2.htmspan style=color:#0000cd;นิตยสารสารคดี/span/aspan style=color:#0000cd;, เมษายน 2543/span/p p style=text-align: center;span style=color:#ff8c00;b000/b/span/p h3span style=color:#0000cd;strongอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย/strong/span/h3 h4span style=color:#0000cd;strongหมุดหมายประชาธิปไตยและพื้นที่ชุมนุมทางการเมือง/strong/span/h4 p style=text-align: center;img alt= src=https://c1.staticflickr.com/5/4264/35129779750_bb40ee45d9_z.jpg style=width: 560px; height: 350px; //p pการเดินทาง: รถเมล์สาย 2, 12, 15, 44, 60, 70, 79, 82, 203, 503, 511 | เรือด่วนคลองแสนแสบ ท่าสะพานผ่านฟ้าลีลาศ/p pพิกัด N 13.756667 E 100.501667/p pstrongอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย/strong เป็นอนุสาวรีย์ที่ตั้งอยู่กึ่งกลางวงเวียนระหว่างถนนราชดำเนินกลางกับถนนดินสอ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร สร้างขึ้นเป็นที่ระลึกถึงเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย การก่อสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเริ่มขึ้นในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2482 และทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2483 ในสมัยจอมพล แปลก พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี/p pอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป็นผลงานการออกแบบของหม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล อันเป็นแบบที่ชนะการประกวดการออกแบบอนุสาวรีย์แห่งนี้ การออกแบบได้นำสถาปัตยกรรมแบบไทยมาผสมผสาน ตรงกลางเป็นสมุดไทยที่สื่อถึงรัฐธรรมนูญประดิษฐานบนพานแว่นฟ้า นอกจากการเป็นสัญลักษณ์เพื่อระลึกถึงประชาธิปไตยนั้น อนุสาวรีย์แห่งนี้ ยังเป็นหลักกิโลเมตรที่ศูนย์ของกรุงเทพมหานครและประเทศไทยอีกด้วย/p pโดยในส่วนของครีบ 4 ด้าน สูงจากแท่นพื้น 24 เมตร มีรัศมียาว 24 เมตร หมายถึง วันที่ 24 ซึ่งเป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง พานทูนฉบับรัฐธรรมนูญ ซึ่งตั้งอยู่บนยอดป้อม กลางตัวอนุสาวรีย์ สูง 3 เมตร หมายถึง เดือน 3 หรือ เดือนมิถุนายน เนื่องจากในขณะนั้นนับเมษายนเป็นเดือนแรกของปี โดยมิถุนายนเป็นเดือนที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และยังหมายถึง อำนาจอธิปไตยทั้ง 3 ภายใต้รัฐธรรมนูญ คือนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ/p pปืนใหญ่จำนวน 75 กระบอก ปากกระบอกปืนฝังลงดิน โดยรอบฐานของอนุสาวรีย์ที่มีโซ่เหล็กร้อยไว้ หมายถึงปีที่ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คือ พ.ศ. 2475 ส่วนโซ่ที่ร้อยไว้ด้วยกันหมายถึงความสามัคคีพร้อมเพรียงของคณะปฏิวัติ/p pลายปั้นนูนที่ฐานครีบทั้ง 4 เน้นถึงเรื่องราวการดำเนินงานของคณะราษฎรตอนที่นัดหมายและแยกย้ายกันก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475/p pพระขรรค์ 6 เล่ม ที่รายล้อมรอบป้อมกลางตัวอนุสาวรีย์ หมายถึง หลัก 6 ประการของคณะราษฎร/p pอ่างตรงฐานปีกทั้ง 4 ด้านเป็นรูปงูใหญ่ หมายถึง ปีที่เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นปีมะโรง หรือ ปีงูใหญ่/p pหลังยุคของคณะราษฎรไปแล้ว อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยยังคงเป็นพื้นที่สำคัญของการชุมนุมทางการเมืองที่สำคัญหลายครั้ง อาทิ การเคลื่อนขบวนผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2516 ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 การชุมนุมในเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยปี 2551 การชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติปี 2553 และการชุมนุมของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ปี 2556-2557 เป็นต้น/p pnbsp;/p pspan style=color:#0000cd;strongอ่านประกอบ/strong/span/p pspan style=color:#0000cd;อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย, /spana href=https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2span style=color:#0000cd;วิกิพีเดีย/span/a/p p style=text-align: center;span style=color:#ff8c00;strong000/strong/span/p h3span style=color:#0000cd;strongอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ/strong/span/h3 h4span style=color:#0000cd;strongสถานที่รำลึกการปราบกบฎบวรเดชที่ถูกยกย้ายบ่อยครั้ง/strong/span/h4 p style=text-align: center;img alt= src=https://c1.staticflickr.com/5/4285/35385356261_19c823d697_z.jpg style=width: 560px; height: 350px; //p pการเดินทาง: รถเมล์สาย 26, 34, 51, 59, 95, 107, 114, 185, 503, 522, 524, 543/p pพิกัด N 13.875736 E 100.597110/p pstrongอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ เป็นอนุสาวรีย์ที่ตั้งอยู่ ณ วงเวียนหลักสี่ จุดตัดระหว่างถนนพหลโยธินกับถนนแจ้งวัฒนะและถนนรามอินทรา ตั้งอยู่ในพื้นที่แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญจัดสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ปราบกบฏบวรเดชเพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญ โดยมีการบรรจุอัฐิทหารและตำรวจที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ภายในรวม 17 นาย/strong/p pทั้งนี้เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2476 พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นหัวหน้าฝ่ายทหารยกกำลังทหารมาจากหัวเมืองเรียกตัวเองว่า คณะกู้บ้านกู้เมือง เข้ามายึดพื้นที่ดอนเมือง ส่วนฝ่ายรัฐบาลตั้งกองอำนวยการปราบกบฏขึ้นที่สถานีรถไฟบางซื่อข้างโรงงานปูนซีเมนต์ไทย โดยการสู้รบเป็นไปตลอดแนวเส้นทางรถไฟจนถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2476 ฝ่ายกบฏที่ตั้งกำลังอยู่ที่สถานีรถไฟหลักสี่ ได้รุกไล่จนฝ่ายรัฐบาลถอยร่นและเข้ายึดคลองบางเขนไว้ได้ แต่พอถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2476 ฝ่ายรัฐบาลได้หนุนกำลังพร้อมอาวุธหนักขึ้นรถไฟ จนประชิดแนวหน้าฝ่ายกบฏ จนต้องถอยกลับไปตั้งหลักที่ปากช่อง โดยฝ่ายกบฏถูกฝ่ายรัฐบาลตามไปปราบถึงสถานีรถไฟหินลับ-ทับกวาง และปากช่อง ได้รับความเสียหายอย่างหนัก พระองค์เจ้าบวรเดชขึ้นเครื่องบินหนีลี้ภัยไปไซ่ง่อน และฝ่ายรัฐบาลสามารถปราบปรามฝ่ายกบฏได้ในที่สุด โดยนักโทษจากเหตุกบฏบวรเดชถูกส่งตัวไปขังที่เกาะตะรุเตา จ.สตูล/p pภายหลังปราบปรามกบฏบวรเดช รัฐบาลได้จัดให้มีรัฐพิธีแก่ผู้เสียชีวิตทั้ง 17 คนคราวปราบกบฏบวรเดช โดยจัดสร้างเมรุชั่วคราวที่ท้องสนามหลวง ต่อมาในวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2479 ได้มีพิธีเปิดอนุสาวรีย์ปราบกบฏหรือ “อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ” ที่บริเวณหลักสี่ บางเขน ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่สู้รบ เพื่อเป็นอนุสรณ์ระลึกถึงเหตุการณ์ปราบกบฏบวรเดช แต่ปัจจุบันนิยมเรียกชื่อเพียงตามแหล่งที่ตั้งว่า อนุสาวรีย์หลักสี่”/p pอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญออกแบบลักษณะเป็นเสา และสื่อถึงหลักทางการเมืองของรัฐบาล 5 ประการ คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ กองทัพ และรัฐธรรมนูญ เสาของอนุสาวรีย์มีลักษณะคล้ายลูกปืน สื่อความหมายถึงกองทัพ ประดับกลีบบัว 8 ซ้อนขึ้นไป 2 ชั้น บนฐานรูปแปดเหลี่ยมซึ่งหมายถึงทิศทั้งแปดตามคติพราหมณ์ ฐานของอนุสาวรีย์มี 4 ทิศ มีบันไดวนรอบฐาน ส่วนบนสุดของเสาอนุสาวรีย์เป็นพานรัฐธรรมนูญซึ่งหมายถึงรัฐธรรมนูญ/p pผนังของเสาแต่ละด้านของอนุสาวรีย์มีการจารึกและประดับในเรื่องราวที่ต่างกันไป โดยผนังด้านทิศตะวันตกหรือผนังที่อยู่ด้านหน้าของถนนพหลโยธินมีการจารึกรายนามของทหารและตำรวจ 17 นายที่เสียชีวิต ด้านทิศใต้เป็นรูปแกะสลักของครอบครัวชาวนาคือ พ่อ แม่ และลูก โดย ผู้ชายถือเคียวเกี่ยวข้าว ผู้หญิงถือรวงข้าว และเด็กถือเชือก ซึ่งสื่อถึงชาติและประชาชนในชาติ ด้านทิศเหนือเป็นรูปธรรมจักรซึ่งหมายถึงศาสนา และด้านทิศใต้เป็นแผ่นทองเหลืองจารึกโคลงสยามานุสติ ซึ่งเป็นโคลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว/p pอนึ่งบริเวณอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญมีการปรับปรุงบ่อยครั้ง โดยในปี 2536 กรมทางหลวงได้ปรับปรุงทางจราจรบริเวณอนุสาวรีย์โดยทุบพื้นที่โดยรอบเหลือเพียงแต่เสาอนุสาวรีย์ ทำเป็นสี่แยก ต่อมาได้ยกเลิกการใช้สี่แยกดังกล่าวเนื่องจากได้ขุดอุโมงค์ลอดอนุสาวรีย์แทน/p pในปี พ.ศ. 2553 กรมทางหลวงได้ดำเนินการก่อสร้างสะพานข้ามแยกเพื่อเชื่อมถนนแจ้งวัฒนะ-รามอินทรา จึงมีการเคลื่อนย้ายตัวอนุสาวรีย์ออกไปจากบริเวณเดิม ท่ามกลางการคัดค้านของนักโบราณคดีและชาวบ้าน/p p style=text-align: center;img alt= src=https://c1.staticflickr.com/5/4240/35516402465_b287998795_z.jpg style=width: 560px; height: 315px; //p p style=text-align: center;span style=color:#ff8c00;strongที่มา: ข่าวสดออนไลน์/strong/span/p pและล่าสุดเมื่อ 3 พฤศจิกายน 2559 การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย และผู้เกี่ยวข้องได้ทำพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และบำเพ็ญอุทิศส่วนกุศลแด่บรรพชนทหารหาญก่อนที่จะย้ายที่ตั้งอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ก่อนที่จะมีการเคลื่อนย้ายจากตำแหน่งเดิมไปทางทิศเหนือ 45 องศา ไปทางถนนพหลโยธินฝั่งขาออกไปทางสะพานใหม่ เพื่อไม่ให้กระทบกับโครงสร้างสถานีรถไฟฟ้าสายสีเขียว สถานีวัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร บางเขน ซึ่งเป็นรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายมาจากรถไฟฟ้า BTS สถานีหมอชิต/p pnbsp;/p pspan style=color:#0000cd;strongอ่านประกอบ/strong/span/p pspan style=color:#0000cd;อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ, /spana href=https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B9%E0%B8%8Dspan style=color:#0000cd;วิกิพีเดีย/span/a/p pspan style=color:#0000cd;ย้ายกลางดึกอนุสาวรีย์วงเวียนหลักสี่ หลีกทางโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว, /spana href=https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_83713span style=color:#0000cd;ข่าวสด/span/aspan style=color:#0000cd;, 4 พฤศจิกายน 2559/span/p pspan style=color:#0000cd;ย้ายแล้วเงียบๆ ‘อนุสาวรีย์หลักสี่’ สัญลักษณ์ปราบกบฏบวรเดช, /spana href=https://www.matichon.co.th/news/347403span style=color:#0000cd;มติชนออนไลน์/span/aspan style=color:#0000cd;, 4 พฤศจิกายน 2559/span/p p style=text-align: center;span style=color:#ff8c00;strong000/strong/span/p h3span style=color:#0000cd;strongวัดพระศรีมหาธาตุ/strong/span/h3 h4span style=color:#0000cd;strongชื่อเดิม “วัดประชาธิปไตย” และสถานที่เก็บอัฐิสมาชิกคณะราษฎร/strong/span/h4 p style=text-align: center;img alt= src=https://c1.staticflickr.com/5/4213/35385355931_37470c81fd_z.jpg style=width: 560px; height: 350px; //p pการเดินทาง: รถเมล์สาย 26, 34, 51, 59, 95, 107, 114, 185, 503, 522, 543/p pพิกัด N 13.873833 E 100.594180/p pใกล้เคียงกับอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ยังมีวัดพระศรีมหาธาตุ หรือ “วัดประชาธิปไตย” ทั้งนี้เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2483 จอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งขณะนั้นดำรงยศและบรรดาศักดิ์เป็น พล.ต.หลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีขออนุมัติเงินเพื่อสร้างวัด เพื่อให้เป็นอนุสรณ์แก่การปกครองระบอบประชาธิปไตยและประสงค์จะให้แล้วเสร็จทันงานวันชาติ คือ 24 มิถุนายน 2484 สถานที่ที่จะสร้างนั้นควรอยู่ใกล้กับอนุสาวรีย์หลักสี่ โดยให้เหตุผลว่าชาติกับศาสนานั้นเป็นของคู่กัน จะแยกจากกันมิได้ และหลักธรรมของพระพุทธศาสนานั้นสอดคล้องกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย จึงสมควรสร้างวัดขึ้นใกล้กับอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ซึ่งได้จารึกชื่อผู้ที่เสียชีวิตเนื่องจากการปราบกบฏบวรเดช และประสงค์จะให้วัดดังกล่าวตั้งชื่อว่า วัดประชาธิปไตย/p pและในระหว่างดำเนินการนั้น รัฐบาลอินเดียซึ่งในเวลานั้นอยู่ภายใต้จักรวรรดิอังกฤษได้มอบพระบรมสารีริกธาตุที่ขุดพบค้นพบ ณ มหาสถูปธรรมราชิกะพร้อมกิ่งพระศรีมหาโพธิ์ ทำให้รัฐบาลไทยในเวลานั้นอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐานที่วัดสร้างใหม่แห่งนี้ และนำกิ่งพระศรีมหาโพธิ์มาปลูก จึงตั้งนามวัดว่า “วัดพระศรีมหาธาตุ”/p pนอกจากนี้ผนังด้านในของเจดีย์ประธานยังเป็นสถานที่บรรจุอัฐิของสมาชิกคณะราษฎรผู้ล่วงลับอีกด้วย โดยแทบทุกปีในวันที่ 24 มิถุนายน ลูกหลานของคณะราษฎรจะนัดหมายเพื่อทำบุญในวันดังกล่าวที่วัดพระศรีมหาธาตุ/p pnbsp;/p pspan style=color:#0000cd;strongอ่านประกอบ/strong/span/p pspan style=color:#0000cd;วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร, /spanspan style=color:#0000cd;a href=https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3วิกิพีเดีย/a/span/p pnbsp;/p p style=text-align: center;span style=color:#ff8c00;strong000/strong/span/p h3span style=color:#0000cd;strongถนน/strongstrongทองหล่อ/strong/span/h3 h4span style=color:#0000cd;strongนามระลึกถึงหนึ่งในสมาชิกคณะราษฎร/strongstrong-/strongstrongเยี่ยมสถาบันปรีดี พนมยงค์/strong/span/h4 p style=text-align: center;img alt= src=https://c1.staticflickr.com/5/4258/35129781370_504617030f_z.jpg style=width: 560px; height: 350px; //p pการเดินทาง: รถเมล์สาย สาย 2, 25, 38, 40, 48, 98, 501, 508 | BTS สถานีทองหล่อ/p pพิกัด N 13.723736 E 100.579533/p pจุดเช็คอินลำดับที่ 9 ที่จะขอแนะนำในโอกาสนี้คือถนนทองหล่อ หรือ ซอยสุขุมวิท 55 ซึ่งปัจจุบันเป็นย่านธุรกิจที่สำคัญ โดยที่มาของชื่อถนน ถนนสายนี้ตั้งชื่อตามชื่อเดิมของ ร.ท.ทองหล่อ ขำหิรัญ (ร.น.) หรือต่อมาเปลี่ยนชื่อและมียศสูงสุดคือ พล.ร.ต.ทหาร ขำหิรัญ สมาชิกคณะราษฎรสายทหารเรือ เจ้าของที่ดินในซอยแต่เดิม/p pในเวลานั้น ร.ท.ทองหล่อ ขำหิรัญ มีตำแหน่งเป็นผู้บังคับหมวด ประจำกองร้อยที่ 3 กองพันพาหนะ มีที่ตั้งอยู่หน้าเรือนจำกลางทหารเรือ ปัจจุบันย้ายไปอยู่บริเวณป้อมพระจุลจอมเกล้า ได้เข้าร่วมกับคณะราษฎรจากการชักชวนของ พล.ร.ต.สังวรณ์ สุวรรณชีพ เพื่อนทหารเรือและมีศักดิ์เป็นญาติกัน ซึ่งทางทหารเรือมีความจำเป็นต้องใช้กำลังนาวิกโยธิน ซึ่งชำนาญการรบบนบกมากกว่าทหารเรือพรรคอื่น จึงเข้าร่วม/p pโดยมีบทบาทนำทหารจากกองพาหนะจำนวน 400 นายเศษ พร้อมด้วยอาวุธปืนรวมทั้งกระสุน และเฟ้นหานายทหารนาวิกโยธินอีก 4 นายเข้าร่วมเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยลวงว่าจะนำไปรวมพลในตอนเช้าตรู่ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อจะไปปราบการจลาจลจีนอั้งยี่ย่านสำเพ็ง และวัดเกาะ จึงทำให้การเปลี่ยนแปลงการครองลุล่วงไปด้วยดี/p pภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในปี พ.ศ. 2478 พล.ร.อ.สินธุ์ กมลนาวิน หัวหน้าคณะราษฎรฝ่ายทหารเรือ เสนอให้มีการปรับปรุงกิจการของนาวิกโยธิน โดยในเวลานั้น พล.ร.ต.ทหาร ได้เป็นผู้บังคับบัญชา ได้ให้นายทหารนาวิกโยธินเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการทหารบกในปี พ.ศ. 2479 เป็นรุ่นแรก นอกจากนี้ยังได้ส่งไปเรียนเหล่าทหารราบ ทหารช่าง ทหารม้า และทหารปืนใหญ่ ในส่วนของกองทัพบก ส่วนนักเรียนจ่าและจ่าสำรองพรรคนาวิกโยธิน ได้ส่งไปศึกษาในโรงเรียนนายสิบทหารบกเหล่าต่างๆ และเพื่อที่จะให้ทหารนาวิกโยธินได้มีที่ตั้งใหม่ ในอัตราการจัดกรมผสม จึงได้เตรียมพื้นที่ที่บริเวณทุ่งไก่เตี้ย อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ไว้เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2479–พ.ศ. 2481 และเป็นที่ตั้งของหน่วยบัญชาการนาวิกโยธินในปัจจุบัน/p pในช่วงกรณีพิพาทไทย-อินโดจีน ระหว่าง พ.ศ.2483-2484 น.ต.ทองหล่อ ขำหิรัญ ในเวลานั้นเป็นผู้บัญชาการกองพลจันทบุรี 1 ใน 5 กองพลของกองทัพบูรพา ได้สนธิกำลังรบระหว่างทหารหน่วยต่างๆ ผสมกับตำรวจสนาม อาสาสมัครพลเรือนชาวจันทบุรี ปะทะกับกองกำลังอินโดจีนฝรั่งเศส และในวันที่ 28 ม.ค.2484 ได้เข้ายึดพื้นที่ข้าศึกได้สำเร็จถึง 12 ตำบลในวันเดียวกัน ต่อมาญี่ปุ่นได้เสนอตัวเข้าไกล่เกลี่ย เพื่อยุติสงครามอินโดจีน/p pในทางการเมือง พล.ร.ต.ทหารได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีที่ไม่ได้ประจำกระทรวง หรือรัฐมนตรีลอย ในรัฐบาลควง อภัยวงศ์ ช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง/p pต่อมาหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2490 ที่ทำให้ปรีดี พนมยงค์ ผู้นำคณะราษฎรและอดีตนายกรัฐมนตรีต้องออกนอกประเทศ หลังจากนั้น ในปี พ.ศ. 2492 ปรีดีและทหารเรือบางส่วนเป็นแกนนำก่อกบฎที่เรียกว่า กบฎวังหลวง โดย พล.ร.ต.ทหาร ได้เข้าร่วมกับฝ่ายกบฏ เป็นผู้นำกองกำลังทหารเรือและนาวิกโยธินจากชลบุรีเข้าสู่พระนคร แต่ก่อการไม่สำเร็จ และต่อมายังเข้าร่วมกบฏแมนฮัตตันซึ่งเป็นการก่อกบฎของทหารเรือในปี พ.ศ. 2494 อีกด้วย/p pทั้งนี้ พล.ร.ต.ทหาร ลงรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 3 สมัย ในพื้นที่จังหวัดธนบุรีและกรุงเทพมหานคร คือในการเลือกตั้งปี 2500, การเลือกตั้งปี 2512 และการเลือกตั้งปี 2518/p pอนึ่งในรายงาน ประวัติศาสตร์ 'ประชาธิปไตย' จากอนุสรณ์งานศพสมาชิกคณะราษฎร ในua href=https://www.matichon.co.th/news/582057มติชนออนไลน์/a/uเมื่อ 15 มิถุนายน 2560 ซึ่งนำเสนองานของนริศ จรัสจรรยาวงศ์ เขียนถึงหนังสืออนุสรณ์งานศพของสมาชิกคณะราษฎร 50 เล่มเผยแพร่ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ประจำเดือนมิถุนายน 2560 โดยส่วนหนึ่งในอนุสรณ์งานศพ กุหลาบ(กำลาภ) กาญจนสกุล พล.ร.ต.ทหาร เขียนคำรำลึกอุทิศและแสดงความคิดเห็นต่อชาติบ้านเมืองไว้ว่า/p p“emในทรรศนะของข้าพเจ้า กล่าวตามภาวะทางการเมืองงานของคณะราษฎรสิ้นสุดยุติลง เมื่อวันที่ /emem8 /ememพฤศจิกายน /emem2490 /ememซึ่งควรจะถือว่าคณะราษฎรต้องประสบความปราชัยทางการเมือง แต่ความรับผิดชอบในส่วนตัวบุคคลยังไม่สิ้นสุด เปรียบด้วยหนี้สินบุคคลชาวคณะราษฎรยังชำระหนี้ไม่หมด คงเป็นลูกหนี้ประชาชนอยู่ จนกว่าประชาชนชาวไทยจะได้รับการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ คุณกำลาภจากไปแล้ว คนอื่นที่ยังมีชีวิตอยู่ต้องรับสนอง/em/p pemชาวคณะราษฎรที่ยังมีชีวิตอยู่นับว่าเป็นผู้โชคดี ที่ได้เห็นผลงานของตนซึ่งช่วยกันสร้างสรรค์เอาไว้ ทิ้งปัญหาที่เป็นบทเรียนอันควรแก่การศึกษาวิจัยวิจารณ์กันหลายบท ที่นับว่าสำคัญมี ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ระบอบประชาธิปไตยนานหลายสิบปีแล้ว เพราะเหตุใดจึงยังมีความเห็นกันว่า เข้าไม่ถึงระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง/emem...”/em/p pนอกจากนี้ภายในถนนทองหล่อ ห่างจากตั้นซอยราว 380 เมตร ยังเป็นที่ตั้งของ “สถาบันปรีดี พนมยงค์” ก่อเกิดขึ้นมาเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ปรีดี พนมยงค์ โดยที่ดินซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของสถาบัน “ครูองุ่น มาลิก” ผู้ก่อตั้งมูลนิธิไชยวนา ได้อุทิศให้เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2526 โดยอยู่ภายใต้การดูแลของมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ โดยสถาบันปรีดี พนมยงค์ เปิดดำเนินงานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2538/p pโดยนับตั้งแต่เปิดดำเนินการเป็นต้นมา สถาบันปรีดี พนมยงค์ ได้จัดกิจกรรมอันเป็นประโยชน์อย่างต่อเนื่องในด้านวิชาการ ได้จัดปาฐกถา ปรีดี พนมยงค์ เป็นประจำทุกปีในช่วงวันชาติ 24 มิถุนายน นอกจากนี้ยังเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมหลากหลายแขนงอีกด้วย โดยสามารถติดตามกิจกรรมซึ่งจัดที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ที่a href=http://www.pridiinstitute.comเว็บไซต์ของสถาบันปรีดี พนมยงค์/a/p pnbsp;/p pspan style=color:#0000cd;strongอ่านประกอบ/strong/span/p pspan style=color:#0000cd;รองผู้บัญชาการนาวิกโยธิน พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี และหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ ร่วมงาน รำลึก “76 ปี วันกองพลจันทบุรี”, /spana href=https://goo.gl/gUF8YVspan style=color:#0000cd;New Delight/span/aspan style=color:#0000cd;, 28 มกราคม 2017/span/p pspan style=color:#0000cd;ประวัติศาสตร์ ‘ประชาธิปไตย’ จากอนุสรณ์งานศพสมาชิกคณะราษฎร, /spana href=https://www.matichon.co.th/news/582057span style=color:#0000cd;มติชนออนไลน์/span/aspan style=color:#0000cd;, 15 มิถุนายน 2560/span/p pspan style=color:#0000cd;ทหาร ขำหิรัญ, uวิกิพีเดีย/u/span/p pspan style=color:#0000cd;เกี่ยวกับสถาบันปรีดี พนมยงค์, /spana href=http://www.pridiinstitute.com/newsite/?q=node/101span style=color:#0000cd;เว็บไซต์สถาบันปรีดี พนมยงค์/span/a/p div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

โพลล์เผยประชาชนไม่เชื่อ 'ประชาธิปัตย์-เพื่อไทย' จัดตั้งรัฐบาลร่วมกันได้

Sun, 06/25/2017 - 09:52
divนิด้าโพลล์สำรวจประชาชนเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ nbsp;'พรรคประชาธิปัตย์' และ 'พรรคเพื่อไทย' จะจับมือร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งสมัยถัดไป ร้อยละ 53.84 ระบุว่าไม่มีความเป็นไปได้เลย เพราะต่างฝ่ายต่างมีแนวคิด จุดยืน นโยบายที่แตกต่างกันอยู่แล้ว และที่ผ่านมาก็มีความขัดแย้งกันอยู่ตลอด/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div25 มิ.ย. 2560 ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพลล์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง 2 พรรคการเมืองใหญ่กับการจับมือร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 21 - 23 มิ.ย.60 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไปทั่วประเทศ กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,250 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการจับมือร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล ของ 2 พรรคการเมืองใหญ่ ระหว่าง พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย รวมถึงการจัดตั้งพรรคการเมือง เพื่อสนับสนุนรัฐบาลชุดปัจจุบัน/div divnbsp;/div divจากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ 2 พรรคใหญ่ระหว่าง พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย จะจับมือร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งสมัยถัดไป พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 53.84 ระบุว่า ไม่มีความเป็นไปได้เลย เพราะต่างฝ่ายต่างมีแนวคิด จุดยืน นโยบายที่แตกต่างกันอยู่แล้ว และที่ผ่านมาก็มีความขัดแย้งกันอยู่ตลอด ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝังรากลึกมาเป็นเวลานาน อีกทั้งการร่วมมือกันอาจทำให้เกิดความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ของพรรค รวมถึงฐานเสียงของประชาชนในแต่ละพรรค อาจเกิดกระแสต่อต้าน จึงยากที่จะหันหน้าเข้าหากัน รองลงมา ร้อยละ 29.36 ระบุว่า มีความเป็นไปได้ในระดับหนึ่ง เพราะ ทั้ง 2 พรรคการเมืองใหญ่นั้นต่างเคยได้เข้ามาเป็นรัฐบาลและบริหารประเทศมาก่อน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แต่ละพรรคการเมืองต่างมีจุดยืนหรือแนวคิดทางการเมืองที่แตกต่างกัน แต่อาจมีบางอย่างที่มีความเห็นในทิศทางเดียวกัน และอาจมีลูกพรรคที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย หากจะจับมือร่วมกัน/div divnbsp;/div divขณะที่ร้อยละ 6.32 ระบุว่า มีความเป็นไปได้สูง เพราะ ทุกฝ่ายน่าจะมองเห็นผลดีมากกว่าผลเสีย ซึ่งเป็นประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ และทั้ง 2 พรรคเป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ทั้งคู่ อีกทั้งประเทศถูกแช่แข็งทางการเมืองมาสักระยะหนึ่งแล้ว นักการเมืองน่าจะอ่อนข้อลงและเห็นแก่ประเทศชาติมากขึ้น และที่ผ่านมา คสช.ได้วางแนวทางในการปรองดองและการปฏิรูปประเทศไว้แล้ว และ ร้อยละ 10.48 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ/div divnbsp;/div divสำหรับความต้องการของประชาชนที่จะเห็น 2 พรรคใหญ่ระหว่าง พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย จับมือร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งสมัยถัดไป พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 63.60 ระบุว่า ต้องการ เพราะ ต้องการเห็นความสามัคคี ความปรองดอง ประเทศชาติพัฒนาและเดินหน้าต่อไป การร่วมมือกันทำให้เกิดความคิดที่หลากหลาย ได้แนวคิดใหม่ๆ และเพิ่มความเสถียรภาพของพรรคการเมืองให้มากขึ้น ไม่ต้องการเห็นนักการเมืองทะเลาะหรือขัดแย้งกันจนเกิดความวุ่นวายเหมือนที่ผ่านมา รองลงมา ร้อยละ 26.88 ระบุว่า ไม่ต้องการ เพราะ อาจมีปัญหาความขัดแย้งกัน ทั้งในเรื่องของความคิดทางการเมือง หรือผลประโยชน์ของพรรคการเมืองเอง ต้องมีอีกฝ่ายที่คอยคานอำนาจกัน ถึงเกิดความร่วมมือกันสุดท้ายก็น่าจะขัดแย้งกันเหมือนเดิม ควรให้เป็นไปตามแบบเดิม คือ มีพรรครัฐบาล และพรรคฝ่ายค้าน และร้อยละ 9.52 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ/div divnbsp;/div divเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณีหากจะมีการจัดตั้งพรรคการเมืองพรรคใหม่ขึ้นมา เพื่อสนับสนุนรัฐบาลชุดปัจจุบัน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 53.52 ระบุว่า เห็นด้วย เพราะต้องการเห็นทางออกใหม่ๆ ที่ช่วยลดความขัดแย้งและความวุ่นวายทางการเมือง และหากเข้ามาอย่างถูกต้องประชาชนก็ไม่ได้ติดขัดประการใด หากมีพรรคที่สนับสนุนรัฐบาลชุดปัจจุบันก็จะได้ช่วยกันแก้ไขปัญหาของประเทศ และสานต่อนโยบายต่างๆ ที่ได้ทำไว้แล้ว และเป็นการสนับสนุนให้รัฐบาลชุดปัจจุบันได้บริหารประเทศต่อไป รองลงมา ร้อยละ 31.28 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะ เป็นการสืบทอดอำนาจของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งในปัจจุบันการบริหารประเทศ มีหลายอย่างที่ยังแก้ไขได้ไม่ดี โดยเฉพาะเรื่องของเศรษฐกิจของประเทศ ปากท้องของประชาชน หากยังได้รัฐบาลชุดเดิม ประเทศชาติอาจจะไม่ก้าวหน้า ประชาชนถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพ ในบางเรื่อง ทำได้ไม่เต็มที่ ควรจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ และเลือกนักการเมืองที่เก่งและมีประสบการณ์ในการบริหารประเทศเข้ามาแทน และ ร้อยละ15.20 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ/div div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

คุมตัว 'เอกชัย' เข้ามทบ.11 เหตุจะนำหมุดคณะราษฎรจำลองกลับไปติดที่เดิม

Sun, 06/25/2017 - 09:30
divศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเผยตำรวจคุมตัว 'เอกชัย หงส์กังวาน' เข้า มทบ.11 ทั้งวันเมื่อ 24 มิ.ย. เหตุจะนำหมุดคณะราษฎรจำลองกลับไปติดที่เดิม ก่อนพาส่งบ้าน/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div style=text-align: center;img alt= src=https://i2.wp.com/www.tlhr2014.com/th/wp-content/uploads/2017/06/pic2.jpg?resize=768%2C576 style=width: 550px; height: 413px; //div div style=text-align: center;nbsp;/div div style=text-align: center;img alt= src=https://i2.wp.com/www.tlhr2014.com/th/wp-content/uploads/2017/06/pic3-1.jpg?resize=768%2C770 style=width: 550px; height: 551px; //div div style=text-align: center;nbsp;/div div style=text-align: center;span style=color:#ffa500;strongที่มาภาพ: ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน/strong/span/div divnbsp;/div diva href=http://www.tlhr2014.com/th/?p=4484ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน/a รายงานเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2560 ที่ผ่านมาว่านายเอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมและอดีตนักโทษการเมือง ถูกนำตัวส่งถึงบ้านในเวลา 19.45 น. หลังถูกตำรวจจับกุมจากบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าไปที่ มทบ.11 ตั้งแต่ช่วงเช้า จากเหตุที่เอกชัยจะเดินทางเข้าไปในบริเวณดังกล่าว เพื่อจะนำหมุดคณะราษฎรจำลองที่เตรียมมาไปติดตั้งกลับคืนที่จุดที่อยู่เดิมของหมุดคณะราษฎร/div divnbsp;/div divพ.ต.อ.อรรถวิทย์ สายสืบ รองผู้บังคับการกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ได้เป็นผู้นำตัวนายเอกชัยมาส่งถึงบ้าน จากนั้นได้เข้าตรวจค้นบ้าน เพื่อหากล่องพัสดุที่ใส่หมุดคณะราษฎรจำลอง ทั้งนี้การตรวจค้นได้รับการยินยอมจากนายเอกชัยแล้ว แต่จากการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ไม่พบกล่องดังกล่าว จึงได้ทำบันทึกตรวจค้น และให้นายเอกชัยเซ็นชื่อ จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงเดินทางกลับ/div divnbsp;/div divนายเอกชัย เล่าถึงช่วงที่ถูกจับกุมว่าเมื่อลงจากแท็กซี่ในช่วงเช้า ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นสิบนายเข้าล้อม และบอกว่า “อย่าทำอะไรนะ” และจะพาไปส่งที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่จากนั้นตำรวจก็บอกว่าจะนำตัวไปมณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) ก่อนนำตัวเขาขึ้นรถตู้ของกองปราบฯ หากเมื่อไปถึงมทบ.11 ได้ราวครึ่งชั่วโมงยังไม่ทันได้ทำอะไร ก็ถูกนำตัวไปสน.ดุสิต แต่พอไปถึงเจ้าหน้าที่ก็แจ้งว่า “นาย” ได้สั่งให้พาตัวกลับไปที่ มทบ.11 อีกครั้ง/div divnbsp;/div divนายเอกชัยได้ถูกคุมตัวอยู่ในมทบ.11ตั้งแต่ช่วงประมาณ 10 โมงเช้า ระหว่างการถูกควบคุมตัวมีตำรวจเข้ามาซักถามเกี่ยวกับหมุดคณะราษฎรจำลองว่าเขาได้มาอย่างไร ใครเป็นคนส่งมาให้ ที่หน้ากล่องพัสดุจ่าหน้าผู้ส่งเป็นใคร แต่เอกชัยจำไม่ได้แล้ว เพราะส่งมาตั้งแต่เดือนที่แล้ว การซักถามมีการใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจถึง 3 ชุดเวียนกัน ส่วนหมุดคณะราษฎรจำลองที่นายเอกชัยเตรียมมาเพื่อติดตั้งใหม่อีกครั้ง ก็ได้ถูกเจ้าหน้าที่ยึดเอาไป จากนั้นในช่วงเย็นเจ้าหน้าที่ทหารจึงได้ให้นำตัวไปส่งที่สน.ดุสิต/div divnbsp;/div divเมื่อถึงสน.ดุสิต เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับตัวไว้ ก่อนทำบันทึกยอมรับเงื่อนไขว่าจะยอมให้เจ้าหน้าที่ยึดหมุดจำลองเอาไว้ แต่ไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาใดๆ กับเอกชัย เมื่อทำบันทึกเสร็จจึงนำตัวนายเอกชัยไปส่งที่บ้านพักของเขา/div divnbsp;/div divทั้งนี้ นายเอกชัยถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวในเวลาประมาณ 8.40 น. โดยก่อนที่จะเดินทางออกจากบ้านนายเอกชัยได้โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวตั้งแต่เช้าตรู่ว่าจะนำหมุดเลียนแบบหมุดคณะราษฎรไปติดตั้งใหม่ในตำแหน่งเดิมตอน 9.00น. ของวันนี้ ซึ่งเป็นวันครบรอบ 85 ปี การอภิวัฒน์สยาม/div divnbsp;/div divหลังนายเอกชัยถูกควบคุมตัวยังสามารถติดต่อกับนายเอกชัยทางโทรศัพท์ได้ จึงทราบว่านายเอกชัยถูกนำตัวถึง มทบ.11 ในเวลาประมาณ 9.05 น. และจากการรายงานข่าวของประชาไท จึงทราบว่ายังสามารถติดต่อนายเอกชัยได้จนถึงเวลาประมาณ 10.35 น. นอกจากนั้นนายเอกชัยยังถูกนำตัวจาก มทบ.11 ไปที่สน.ดุสิตก่อนหนึ่งครั้งก่อนมีคำสั่งจากทางฝ่ายทหารให้คุมตัวนายเอกชัยกลับไปที่ มทบ.11อีกครั้ง ก่อนขาดการติดต่อไปจนกระทั่งถูกนำตัวไปส่งที่บ้าน รวมเวลาถูกควบคุมตัวกว่า 10 ชั่วโมง และไม่แน่ชัดว่าเจ้าหน้าที่อ้างอำนาจตามกฎหมายใดๆ ในการควบคุมตัวเอกชัยไปในครั้งนี้/div div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor