FEED - ประชาไท - การเมือง

Syndicate content
Updated: 16 min 44 sec ago

ผู้เชี่ยวชาญชี้ นโยบายทรัมป์ ทำสหรัฐฯ เสื่อม เปิดโอกาสจีน-รัสเซียผงาดเวทีโลก

1 hour 25 min ago
!--break--!--break--pบทความของไมเคิล ที แคลร์ ศาตราจารย์ด้านสันติภาพและความมั่นคงของโลกจากวิทยาลัยแฮมป์เชียร์ ในเว็บไซต์วิเคราะห์นโยบายต่างประเทศ Foreign Poliy in Focus (FPIF) ชี้การดำเนินนโยบายการต่างประเทศที่ผิดพลาดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จะกลายเป็นการเปิดโอกาสให้รัสเซียและจีนnbsp;/p p20 ก.พ. 2560 ถึงแม้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนล่าสุดของสหรัฐอเมริกา จะอ้างว่ายึดหลักดำเนินนโยบายโดยเอา อเมริกามาก่อน แต่ไมเคิล ที แคลร์ ศาตราจารย์ด้านสันติภาพและความมั่นคงของโลกจากวิทยาลัยแฮมป์เชียร์ ก็มองว่าการดำเนินนโยบายของทรัมป์จนถึงตอนนี้กลับจะส่งผลดีต่อจีนและรัสเซียที่เป็นคู่ปรับรายใหญ่ไม่ว่าเขาจะจงใจหรือไม่ก็ตาม ทำให้แคลร์ระบุว่ามันน่าจะเรียกว่านโยบายที่เอา อเมริกามาเป็นอันดับที่สาม มากกว่า/p pหลังจากการรณรงค์หาเสียงต่อหน้าประชาชนจำนวนมากเป็นเวลา 19 เดือน ด้วยวาทศิลป์แบบเสแสร้งทำเป็นกล้าหาญ ทำให้หลายคนอาจจะมองว่าทรัมป์ไม่น่าจะทำอะไรที่ให้ประโยชน์กับคู่แข่งของสหรัฐฯ ทรัมป์แสดงท่าทีว่าจีนเป็นพวกคนค้าขายแบบ ล่าเหยื่อ อยู่เสมอและอ้างว่าจะพยายามฉวยโอกาสได้เปรียบถ้าหากสหรัฐฯ ดำเนินนโยบายอย่างอ่อนแอ ขณะที่กับรัสเซียแล้วทรัมป์แสดงออกในทำนองว่าเขาชื่นชมการเป็นผู้นำ เข้มแข็ง ในแบบของวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย แต่ก็ประกาศไม่พอใจที่รัสเซียพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ระดับขั้นสูงขึ้น/p pเรื่องเหล่านี้อาจจะมีคนคิดว่าพอทรัมป์เข้าไปในทำเนียบขาวแล้วก็จะดำเนินนโยบายต่อต้านคู่แข่งสองประเทศนี้อย่างแข็งขันและอาจจะสืบต่อนโยบายเดิมของบารัก โอบามา ที่แคลร์มองว่ามีความสุดโต่งอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเสริมทัพของนาโตในยุโรปตะวันออกและการจัดกำลังทัพใหม่ในแถบเอเชียแปซิฟิกพร้อมไปกับการใช้ข้อตกลงทางการค้าอย่าง ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ควบคู่ไปด้วย แต่ทรัมป์ก็แสดงออกว่าไม่ชอบนาโตและ TPP/p pมีคนมองว่าทรัมป์อาจจะเสนอแผนใหม่มาแทนแผนยุทธศาสตร์โลกของสหรัฐฯ เหล่านี้ แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้นสิ่งแรกที่ทรัมป์ทำเพื่อ อเมริกามาก่อน กลับเป็นนโยบายกำจัดคนที่เขาเรียกว่าเป็น การก่อการร้ายของกลุ่มอิสลามหัวรุนแรง และพยายามปรับสมดุลการค้าข้ามประเทศ ซึ่งมีการถกเถียงกันพอสมควรว่าวัตุประสงค์ของนโยบายพวกนี้มีความสำคัญมากแค่ไหน แต่ก็มีบางส่วนมองว่าทรัมป์ไม่ได้ใส่ใจเลยว่าสหรัฐฯ กำลังร่วมต่อสู้แย่งชิงอำนาจและความมั่งคั่งกับคู่แข่งสุดเขี้ยวที่ต่างก็พยายามใช้แผนของตัวเองเข้าสู่ ความยิ่งใหญ่/p pแคลร์ มองว่าไม่เพียงแค่ทรัมป์ไม่ใส่ใจในเรื่องที่ทางของสหรัฐฯ ในสภาพแวดล้อมทางการเมืองโลกเท่านั้น สิ่งที่เขาทำยังจะกลายเป็นประโยชน์กับรัสเซียและจีนอีกด้วย/p h3br /strongนโยบายของทรัมป์จะส่งผลดต่อจีนอย่างไร/strong/h3 pขณะที่ทรัมป์แสดงออกว่าจะจัดการกับจีนที่ดำเนินการค้าอย่างไม่เป็นธรรม เขาเสนอชื่อแต่งตั้ง โรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ คนที่วิจารณ์การค้าของจีนเป็นตัวแทนรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ แคลร์ระบุว่าถึงแม้เรื่องการค้าจะเป็นประเด็นสำคัญในเรื่องความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน แต่การที่ทรัมป์เน้นยึดติดอยู่เรื่องนี้เรื่องเดียวทำให้ละเลยประเด็นอื่นๆ ไป อย่างเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ การทูต และการทหาร ในแง่ของการเป็นมหาอำนาจที่มีอิทธิพลในเวทีโลก/p pการละเลยประเด็นอื่นๆ ส่งผลให้เห็นในการประชุมสมัชชาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ที่ดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมาจากการที่สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนขึ้นประกาศประณามคนที่เบนเข็มออกจากโลกาภิวัตน์โดยไม่เอ่ยชื่อออกมาโดยตรงและแสดงออกราวกับว่าจีนจะเป็นตัวอย่างใหม่สำหรับแนวคิดการค้าเสรีและสากลนิยม สำหรับพวกซีอีโอ เซเล็บ และเจ้าหน้าที่รัฐบาลหลายแห่งในโลกแล้วท่าทีแบบนี้ของจีนดูจะเป็นการปรับสมดุลของอิทธิพลทางการเมืองระดับโลก เมื่อสหรัฐฯ ปล่อยให้ตำแหน่งสำคัญของพวกเขาถูกจีนแย่งชิงไปได้/p pอีกประเด็นหนึ่งคือการถอนความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ของทรัมป์โดยอ้างว่าจะเป็นการทำลายงานและการผลิตของสหรัฐฯ ที่มีฝ่ายซ้ายบางส่วนเห็นด้วย แต่ในขณะเดียวกันหลายคนก็มอง TPP ว่าจะเป็นการสร้างอิทธิพลของสหรัฐฯ เพื่อสกัดกั้นจีนแต่เมื่อไม่มี TPP แล้ว แคลร์มองว่าจะกลายเป็นโอกาสให้จีนเข้าไปมีอิทธิพลและปรับสภาพการค้าขายในแถบเอเชียได้ ไมเคิล โฟรแมน ผู้แทนการค้าที่เจรจาการทำข้อตกลง TPP ในสมัยโอบามากล่าวว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนี้จะส่งผลให้จีนกลายเป็นผู้ชนะอย่างใหญ่หลวง/p pจีนเองก็มีแผนการจะให้กลุ่มประเทศในเอเชียเข้าร่วมสัญญาทางการค้าของพวกเขาเองคือ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) เป็นแผนความตกลงการค้าเสรีที่รวมเอา 10 ประเทศประชาคมอาเซียน (รวมถึงไทย) กับประเทศอื่นๆ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ แต่ไม่มีสหรัฐฯ รวมอยู่ด้วย บทความของแคลร์ระบุว่า RCEP เป็นการทลายกำแพงการค้าโดยที่ไม่มีการระบุถึงสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิแรงงานรวมอยู่ด้วย/p pในแง่ของการทูต ทรัมป์ยังคงทำลายสถานภาพทางการเมืองของสหรัฐฯ ในเอเชียด้วยการทะเลาะกับนายกรัฐมนตรี มัลคอล์ม เทิร์นบูล แห่งออสเตรเลียในเรื่องผู้ลี้ภัยจากกรณีที่เทิร์นบูลเคยเรียกร้องให้สหรัฐฯ ในสมัยบารัก โอบามา รับผู้ลี้ภัยราว 1,250 คนที่ส่วนมากมาจากอิรักเข้าประเทศโดยในปัจจุบันพวกเขาถูกกักตัวอยู่ที่สถานกักกันในสภาพชีวิตย่ำแย่นอกชายฝั่งโดยรัฐบาลออสเตรเลีย แต่ทรัมป์ก็ปฏิเสธอย่างไม่เป็นมิตร ทั้งที่ออสเตรเลียเป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐฯ มาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 และในออสเตรเลียก็มีฐานทัพสหรัฐฯ อยู่หลายแห่ง รอรี เมดคาล์ฟ หัวหน้าวิทยาลัยความมั่นคงแห่งชาติจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียมองว่าการที่สหรัฐฯ ทำเช่นนี้จะยิ่งส่งผลดีต่อจีนเพราะจีนมุ่งหวังให้การเป็นพันธมิตรที่แน่นหนาในแถบแปซิฟิกอ่อนแอลงเพื่อจะฉวยโอกาสอยู่แล้ว/p h3br /strongในแง่มุมเรื่องโลกร้อน/strong/h3 pแคลร์ระบุว่าอีกหนึ่งเรื่องที่กลายเป็นของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับจีนคือการที่ทรัมป์มีจุดยืนไม่สานต่อพันธกิจเรื่องแก้ไขปัญหาโลกร้อนที่รัฐบาลโอบามาเคยให้ความร่วมมือไว้กับข้อตกลงที่ปารีส ทรัมป์เอากลุ่มคนที่ปฏิเสธปัญหาโลกร้อนเข้าสู่ทำเนียบกลายเป็นการเปิดทางให้จีนพยายามผุดตัวเองเป็นทั้งผู้นำโลกในด้านพลังงานสะอาดและเรื่องการแก้ปัญหาโลกร้อน การพยายามสร้างความก้าวหน้าด้านพลังงานสะอาดสมัยรัฐบาลโอบามาไม่เพียงแค่เพื่ออนาคตโลกเท่านั้นแต่ยังเป็นเรื่องการสร้างอิทธิพลของสหรัฐฯ ในฐานะผู้นำโลกไปสู่เทคโนโลยีสำหรับอนาคต แต่กลายเป็นว่าจีนอาจจะหาโอกาสฉวยขึ้นเป็นผู้นำในด้านนี้แทน/p pบทความของแคลร์ยังระบุอีกว่าการที่รัฐบาลโอบามาเคยเน้นเรื่องเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนและเข้าพบกับผู้นำจีนและอินเดียในเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ทำให้โลกจะมองว่าสหรัฐฯ มีออร่าของการเป็นผู้นำด้านพลังงานโลก แต่ทรัมป์กลับต้องการย้อนถอยหลังกลับไปเพื่อเอาใจพวกอุตสาหกรรมพลังงานจากซากดึกดำบรรพ์ที่เป็นเพื่อนกับเขา ยังไม่แน่ชัดว่าทรัมป์จะสามารถยุบแผนการก้าวหน้าด้านพลังงานสมัยรัฐบาลโอบามาได้ทั้งหมดหรือไม่ แต่เขาก็พ่ายให้กับจีนไปแล้วในเรื่องบทบาทบนเวทีโลก จากที่เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา เซียเจิ้นหัว หัวหน้าผู้แทนเจรจาด้านโลกร้อนของจีนประกาศว่าจีนมีศักยภาพจะเป็นผู้นำโลกในการต่อสู้กับโลกร้อนได้/p pนอกจากนี้จีนยังมีท่าทีว่าจะพัฒนาพลังงานสะอาดที่จะมาตีตลาดโลกในอนาคต ฝ่ายพลังงานของจีนประกาศเมื่อต้นปีที่ผ่านมาว่าจะทุ่มงบประมาณหลายแสนล้านดอลลาร์ในด้านพลังงานสะอาดจนถึงปี 2563 ซึ่งการลงทุนนี้จะช่วยสร้างงานใหม่ราว 13 ล้านตำแหน่ง แม้ว่าจะยังไม่มีการประกาศแผนงานชัดเจนก็ตาม แต่ก็มีคนสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นการติดตั้งพลังงานลมและแสงอาทิตย์ที่จีนมีข้อได้เปรียบในด้านนี้อยู่แล้ว/p pแคลร์ระบุว่าการริเริ่มด้านพลังงานนี้เป็นการมองแนวโน้มในอนาคตเผื่อไว้ด้วย เพราะผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเชื่อว่าความต้องการด้านน้ำมันและเชื้อเพลิงพลังงานจากซากดึกดำบรรพ์จะลดลงเรื่อยๆ และความต้องการพลังงานสะอาดจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สำนักงานพลังงานนานาชาติในกรุงปารีส ระบุว่าระหว่างปี 2557-2583 ความต้องการใช้พลังงานลมจะเพิ่มสูงขึ้น 440% ขณะที่ความต้องการพลังงานแสงอาทิตย์จะเพิ่มขึ้นกว่า 1,100% จึงมีโอกาสที่จะทำเงินหลายล้านล้านดอลลาร์ให้กับธุรกิจใหม่ การที่ทรัมป์หันเหตัวเองออกมาจากพลังงานสะอาดจึงเป็นการส่งความมั่งคั่งไปให้กับจีน/p h3br /strongนโยบายทรัมป์ส่งผลดีต่อรัสเซียได้อย่างไร/strong/h3 pบทความของแคลร์ระบุต่อไปว่าถึงแม้จีนจะดูมาเป็นอันดับหนึ่งได้จากนโยบายของทรัมป์ รัสเซียก็ดูจะมาเป็นอันดับที่ 2 ในการที่ทรัมป์พยายามเรียกร้องให้ทางการรัสเซียช่วยต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายไอซิส ดูเหมือนว่าทรัมป์จะเปิดทางให้ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียแผ่อิทธิพลในพื้นที่อดีตสหภาพโซเวียตและพื้นที่อื่นๆ ที่เคยอยู่ภายใต้รัสเซียด้วย/p pปูตินแสดงออกอย่างชัดเจนตั้งแต่หลังรับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปี 2543 ว่าเขาต้องการทำให้รัสเซียกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง และพยายามต่อต้านสิ่งที่เขามองว่าเป็นการที่นาโตพยายามบีบรัสเซียไม่ให้แผ่อิทธิพลไปสู่ยุโรปตะวันออกและยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ จนกระทั่งทำให้เกิดเหตุการณ์ที่รัสเซียยุบรวมไครเมีย อดีตเขตปกครองตนเองของยูเครนให้กลายเป็นของรัสเซีย ทำให้กลุ่มประเทศคาบสมุทรบอลติกอย่างเอสโตเนีย ลัตเวีย ลิธัวเนีย และประเทศยุโรปตะวันออกอื่นๆ ที่เคยอยู่ใต้อุ้งมือของรัสเซียมาก่อนกลัวว่าพวกเขาจะถูกแย่งอิสรภาพไปอีก นอกจากนี้รัสเซียยังพยายามมีความสัมพันธ์กับตะวันออกกลางในแบบยุคสหภาพโซเวียต เช่นกรณีการใช้กำลังทหารเข้าไปแทรกแซงสถานการณ์ในซีเรีย/p pแคลร์ชี้ว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลโอบามาพยายามสกัดกั้นแผนการของปูตินโดยการเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียและเพิ่มการคุ้มกันรัฐแนวหน้าของนาโต จากเมื่อเดือน ก.ค. 2559 โอบามาและผู้นำตะวันตกอื่นๆ อย่างแคนาดา อังกฤษ และเยอรมนี ต่างก็ตกลงร่วมกันเสริมกำลังใหม่ในโปแลนด์และรัฐบอลติกสามรัฐอีกครั้งเพื่อต้านทานไม่ให้รัสเซียโจมตีประเทศเหล่านี้ และแคลร์ก็ประเมินว่าถ้าคลินตันได้เป็นประธานาธิบดีเธอก็อาจจะกดดันรัสเซียหนักขึ้น/p pแต่สำหรับทรัมป์แล้วแคลร์มองว่าเขาให้ความสำคัญกับเรื่องการที่รัสเซียพยายามรุกคืบยุโรปตะวันออกน้อยกว่าเรื่องความร่วมมือในการสู้รบกับไอซิส ทรัมป์เคยแสดงความเห็นใจเล็กๆ น้อยๆ ในเรื่องที่ยุโรปและนาโตกังวลว่ารัสเซียจะรุกล้ำพวกเขาอีกแต่ก็ไม่ได้แสดงออกว่าจะช่วยเสริมกำลังป้องกันให้กับพวกเขา ทรัมป์ยังเคยกล่าวถึงนาโตในเชิงลบด้วยเมื่อปีที่แล้วโดยอ้างว่านาโตไม่ได้ช่วยต่อสู้กับการก่อการร้ายมากพอ/p pแคลร์ตั้งข้อสังเกตว่าทรัมป์ปฏิบัติกับนาโตราวกับคนรักเก่าแต่ท่าทีกับรัสเซียกลับต่างออกไป เขาไม่แสดงออกใดๆ ในตอนที่เขาไปเยือนเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษตอนที่เธอพูดถึงเรื่องว่าควรจะมีการกดดันรัสเซียผ่านการคว่ำบาตรมากขึ้น ต่อมาเขาโทรศัพท์คุยกับปูตินยาวนานและจากการเปิดเผยบทสนทนาของพวกเขาแล้ว ทรัมป์ไม่ได้พูดถึงประเด็นที่อ่อนไหวอย่างเรื่องไครเมียหรือเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่ว่ามีชาวรัสเซียแฮกการเลือกตั้งของสหรัฐฯ แต่เน้นพูดเรื่องความร่วมมือต่อต้านการก่อการร้ายซึ่งรัสเซียก็แสดงออกไปในทำนองพอใจกับการสนทนาระหว่างพวกเขา สื่อรัสเซียเองก็นำเสนอในทำนองว่าสหรัฐฯ กับรัสเซียเข้าใจกันมากขึ้นและสหรัฐฯ เอื้อให้รัสเซียมีขอบเขตอิทธิพลในพื้นที่อดีตสหภาพโซเวียตมากขึ้นด้วย/p pแคลร์ระบุว่าไม่ว่าทรัมป์จะเห็นด้วยกับแผนการของรัสเซียหรือไม่แต่ดูเหมือนว่ารัสเซียจะเล่นบทรุกมากขึ้นในทางตะวันออกของยูเครนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แคลร์ยังมองอีกแง่หนึ่งว่าการที่สหรัฐฯ เปิดท่าทีร่วมมือกับรัสเซียในการต่อต้านกลุ่มก่อการร้ายนั้นเป็นเสมือนการยอมรับว่ารัสเซียเป็นผู้เล่นที่ยืนอยู่ระดับเดียวกับสหรัฐฯ ในเวทีโลก/p pแคลร์ชี้ว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเพราะทรัมป์มีมุมมองการจัดลำดับความสำคัญนโยบายการต่างประเทศที่คับแคบคือไปเน้นเรื่องการต่อต้านการก่อการร้ายกับกลุ่มอิสลามหัวรุนแรง การกีดกันชาวมุสลิมและชาวเม็กซิกันจากสหรัฐฯ และพยายามปรับดุลการค้า โดยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในมุมกว้างๆ เลย เรื่องเหล่านี้อาจจะส่งผลให้จีนและรัสเซียเหลิงจนหาความได้เปรียบจากประเด็นขัดแย้งต่างๆ อย่างข้อพิพาทในแถบทะเลจีนใต้หรือแถบทะเลบอลติก เป็นประเด็นที่ล้วนสำคัญต่อความน่าเชื่อถือกับเกียรติภูมิของสหรัฐฯ และถ้าหากว่าผู้นำสหรัฐฯ เริ่มรู้สึกว่าความเหนือกว่าของตัวเองถูกท้าทายแล้วก็อาจจะทำให้เกิดวิกฤตใหญ่กว่าอย่างวิกฤตอาวุธนิวเคลียร์/p pและถึงแม้ว่าอาจจะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดวิกฤตได้แต่สหรัฐฯ ก็ยังจะสูญเสียอิทธิพลในแแถบยุโรปตะวันออกและเอเชียใต้ไป ทำให้มีคู่ค้าลดลง อาจจะถึงขั้นทำให้สิทธิและเสรีภาพถดถอยกลับแม้กระทั่งในสหรัฐฯ เองด้วย/p pเรื่องนี้ควรถูกมองว่าเป็นการทรยศต่อชาวอเมริกันทั้งหมด โดยเฉพาะคนที่โหวตเขาเข้ามาด้วยเชื่อว่าเขาจะเน้นการเมืองและเศรษฐกิจเพื่อสหรัฐฯ มาเป็นอันดับแรก แคลร์ระบุในบทความ/p pnbsp;/p pstrongเรียบเรียงจาก/strong/p pTrump’s ‘America Third’ Foreign Policy, Michael Klare, 15-02-2017br /a href=http://fpif.org/trumps-america-third-foreign-policy/http://fpif.org/trumps-america-third-foreign-policy//a/p div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

จากหน้าทำเนียบถึงไผ่ดาวดิน เราสู้กับความอยุติธรรมเดียวกัน?

Sun, 02/19/2017 - 22:41
!--break--!--break-- p style=text-align: center;img alt= src=https://farm1.staticflickr.com/741/32610695100_917fc40d0d_z_d.jpg style=width: 500px; height: 322px; /br /4kr0kddb0/p pอาจเรียกว่ารัฐบาลทหารยอมถอยหนึ่งก้าวกับปฏิบัติการหยุดถ่านหินที่หน้าทำเนียบ หลังได้เห็นอาการที่เรียกว่าสู้ยิบตา พร้อมกับกระแสคลื่นแนวร่วมที่หลังไหลมาจากทุกทิศทั่วทางเมื่อเข้าจับกุมแกนนำและปล่อยให้สถานการณ์อึงอลผ่านไปหนึ่งคืน/p pแต่ลงลึกต่อจากนี้ ในขณะที่เสียงโห่ร้องสรรเสริญขอบคุณรัฐบาลยังไม่ทันสร่างซา คนส่วนใหญ่อาจไม่ทราบว่า บ้านทุกหลังของแกนนำเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินทุกคนจะถูกจับตา และเสี่ยงที่จะถูกคุกคามกดดันในหลายๆ รูปแบบ รวมถึงอาจมีหมายศาล คดีฝ่าฝืน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ตามมาถึงบ้านอีกในภายหลังnbsp;/p pดังเช่น 7 แกนนำคัดค้านเหมืองทอง แม่บ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ที่ถูกตำรวจแจ้งความผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ จากการเข้าร่วมติดตามการประชุมสภา อบต. ในวาระการพิจารณาเรื่องการขอต่ออายุใบอนุญาตใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าไม้และ ส.ป.ก. เพื่อทำเหมืองแร่ทองคำ โดยเรียกร้องให้ยกเลิกการประชุมในวาระดังกล่าวbr /br /ส่วนการบีบคั้นข่มขู่คุกคามถึงหน้าบ้านและการข่มขู่กรรโชกด้วยการฟ้องคดีแพ่งและอาญา ก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาไม่น้อยกว่าสามปี/p pstrongม.112 ม.44 พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ กำลังถูกนำมาใช้กำจัดหัวหอก สกัดกั้นการเคลื่อนไหว ข่มขู่คนคิดต่าง และจำกัดการแสดงออกของประชาชนหลายพื้นที่/strong/p pอภิมหาโครงการพัฒนาขนาดใหญ่หลายโครงการของกลุ่มทุน ระเบิดแก่งแม่น้ำโขง โรงไฟฟ้า ถ่านหิน เขื่อน เหมือง บ่อก๊าซ ท่าเรือน้ำลึก เขตเศรษฐกิจพิเศษ ฯลฯ และกระบวนการยุติธรรมที่อยุติธรรม เช่น เชือดไผ่ให้ลิงดู เริ่มกลายเป็นคำถามใหญ่ว่า ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ที่คัดค้านโครงการ/p pstrongจากอันดามันถึงเมืองกรุง หากมีการประสานเครือข่ายแนวร่วมข้ามจากใต้ ขึ้นไปถึงเหนือ อีสาน คงเป็นปัญหาสำหรับรัฐบาลเผด็จการ ยิ่งเป็นปรากฎการณ์จากพลังที่สามารถก้าวข้ามอคติด้วยปัญหาของประชาชน อย่างที่เกิดขึ้น ก็ยิ่งน่ากลัว/strong/p pแต่สถานการณ์ท้าทายอำนาจในครั้งนี้ แค่พลิกมุม ก็ยังใช้ได้ดีสำหรับยุทธวิธี แบ่งแยกมวลชน/p pถอยหนึ่งก้าว ซื้อเวลาออกไป ทุนใหญ่รอได้ สายป่านยาว/p pเหลือง-แดง นกหวีด-สามนิ้ว คงไม่ทันได้หลอมรวม/p pไผ่ คงไม่ทันแตกกอ/p pstrongวันที่ 22 กุมภาพันธ์ทีจะถึงนี้ ทนายของไผ่ดาวดิน ขอยื่นประกันตัวอีกครั้ง พร้อมนายประกันและหลักทรัพย์ (หลังจากที่ศาลไม่ให้ประกันตัวจากการยื่นคำขอ 6 ครั้ง ติดคุกมาแล้วสองเดือนเต็ม) ผลที่เกิดขึ้นจะออกมาเป็นเช่นไร ?/strong/p pกรณีของไผ่ดาวดิน นักศึกษาลูกอีสานที่ร่วมต่อสู้กับประชาชนในหลายพื้นที่ และไม่นิ่งเฉยกับความไม่เป็นธรรมในทุกรูปแบบ/p pรัฐบาลทหารภายใต้หน้ากากปฏิรูปและปรองดอง เหมือนกับประเมินว่า ยังสามารถแบ่งแยกและปกครองมวลชนได้จริงหรือ/p pอคติของ เหลือง-แดง นกหวีด-สามนิ้ว เปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาไปอย่างไร/p pจากหน้าทำเนียบถึงไผ่ดาวดิน เราสู้กับอยุติธรรมเดียวกันหรือไม่/p pstrongวันที่ 22 กุมภาพันธ์ทีจะถึงนี้ คงต้องพิสูจน์กันอีกครั้ง/strong/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

โปรดเกล้าฯให้ปลด ผช.หัวหน้า สนง.ฝ่ายเสนาธิการในพระองค์ เหตุแอบอ้างพระปรมาภิไธย

Sun, 02/19/2017 - 19:25
pโปรดเกล้าฯให้ถอดยศและเรียกคืนเครื่องราชฯnbsp;พล.อ.ต.ชิดพงศ์ ทองกุมnbsp;nbsp;ผู้ช่วยหัวหน้าสํานักงานฝ่ายเสนาธิการในพระองค์nbsp;แอบอ้างพระปรมาภิไธย เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ขาดจรรยาแพทย์และราชสวัสดิ์ นําข้อมูลทางการแพทย์ในพระองค์ไปเปิดเผย ลักพระราชทรัพย์nbsp;/p p!--break--!--break--/p p style=text-align: center;img alt= src=https://c1.staticflickr.com/1/258/32863882701_eefd866558_b.jpg style=width: 600px; height: 665px; //p p19 ก.พ. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า a href=http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/B/007/1.PDFเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา/a เผยแพร่ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้ปลดนายทหารสัญญาบัตรออกจากราชการ ให้ถอดยศทหาร และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ โดยมีnbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาnbsp;นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระราชโองการ/p pโดยมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯให้ปลด พล.อ.ต.ชิดพงศ์ ทองกุม ผู้ช่วยหัวหน้าสํานักงานฝ่ายเสนาธิการในพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ออกจากราชการ ให้ถอดยศทหาร และเรียกคืน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นประถมาภรณ์ช้างเผือก ประถมาภรณ์มงกุฎไทย ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย ตริตาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก และเหรียญจักรมาลา ตั้งแต่วันที่ 17 ก.พ.2560 เนื่องจากใช้อํานาจหน้าที่ในการแอบอ้างพระปรมาภิไธย เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ขาดจรรยาแพทย์และราชสวัสดิ์ นําข้อมูลทางการแพทย์ในพระองค์ไปเปิดเผย ลักพระราชทรัพย์ ซึ่งเป็นพระราชมรดกตกทอดอันศักดิ์สิทธิ์ ขาดเวรยาม ขัดคําสั่งผู้บังคับบัญชา และไม่ปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับตําแหน่งหน้าที่ รวมทั้งหย่อนยานเพิกเฉยและละเว้นในการปฏิบัติหน้าที่ ประพฤติตนไม่ให้เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย ทําให้เกิดความเสียหายอย่างยิ่งในราชการในพระองค์ ประกาศ ณ วันที่ 17 ก.พ.พ.ศ.2560/p divnbsp;/div divnbsp;/div div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

คำสั่ง คสช. ให้พระวัดธรรมกาย 14 รูปรายงานตัว

Sun, 02/19/2017 - 19:19
divมีคำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 5/2560 เรื่องให้มารายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในเวลา 18.00 น.วันนี้ (19 ก.พ.) แต่ยังไม่มีรายงานว่าบุคคลตามประกาศได้เข้าพบเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div style=text-align: center;img alt= src=http://www.tnamcot.com/wp-content/uploads/application/2017/02/19/S__48038152.jpg style=width: 580px; height: 917px; //div divnbsp;/div div19 ก.พ. 2560 a href=http://www.tnamcot.com/content/658976สำนักข่าวไทย/anbsp;รายงานว่า ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.ลงวันที่ 15 ก.พ. 2560 เรื่องมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายบริเวณพื้นที่วัดพระธรรมกาย กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่คำสั่งดังกล่าวมีอำนาจควบคุมพื้นที่วัดธรรมกายและพื้นที่โดยรอบทั้งหมดนั้น อาศัยอำนาจตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 5/2560 ข้อ 3(2) (3) และ(8) และข้อ 4 จึงมีคำสั่งเรียกให้บุคคลมารายงานตัวกับอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ณ กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 ถนนเลียบคลองห้า ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 18.00 น. ประกอบด้วย/div divnbsp;/div divพระธัมมชโย หรือพระเทพพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธัมมชโย), พระทัตตชีโว หรือเผด็จ ทตตชีโว, พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ, พระปลัดสุธรรม สุธัมโม หรือพระวิเทศ ภาวนาจารย์, พระครูถวัลศักดิ์ ยติสโก, พระครูใบฎีกา อำนวยศักดิ์ มุนิสโก, พระครูสังฆรักษ์ อนุรักษ์ โสตถิโก หรือพระครูแอ, พระสนิทวงศ์ วุฑธวโส, พระมหานพพร ปุญญชโย, พระภาสุระ ทนตมโน(ใจวงศ์), พระนภดล สิริวโส, พระมหาบุญชัย จารุทัตโต, พระครูสุวิทย์ สุวิชชาโก และพระแสนพล เทพเทพา หรือสิบเอกแสนพล เทพเทพา/div divnbsp;/div divในการนี้ขอให้นำเอกสารแสดงตน เช่น บัตรประจำตัวประชาชน หรือหลักฐานอื่นที่ทางราชการออกให้ซึ่งสามารถระบุตัวตนของท่านได้มาใช้แสดงตนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วย ผู้ใดขัดขวางหรือฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตาม คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามคำสั่งนี้ ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 หรือทั้งจำทั้งปรับ สั่ง ณ วันที่ 19 ก.พ. 2560 พันตำรวจเอกไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เจ้าพนักงานตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติที่ 5/2560/div divnbsp;/div divทั้งนี้จนถึงเวลา 19.15 น. ยังไม่มีรายงานว่าบุคคลตามประกาศได้เข้าพบเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด/div divnbsp;/div div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

SEAPA: สื่อกับการกำกับกันเองในสังคมที่แตกแยก

Sun, 02/19/2017 - 15:31
p!--break--!--break--/p pแวดวงสื่อสารมวลชนรู้กันดีว่าระบบการกำกับดูแลกันเองของสือมวลชนมีปัญหา ไม่สามารถควบคุมจริยธรรมกันเองได้ ทำให้ประชาชนขาดความเชือถือและมองข้ามความสำคัญของสือในฐานะที่เป็นกระจกส่องสังคมและหมาเฝ้าบ้าน อีกทั้งพัฒนาการด้านเทคโนโลยืการสื่อสารทำให้เกิดสื่อที่หลากหลายขึ้นบนพื้นที่ออนไลน์และสือสังคม (social media) บทบาทดั้งเดิมของสื่อในฐานะเป็นผู้ส่งสารจึงถูกลดทอนความสำคัญลงไปเพราะประชาชนมีทางเลือกเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็วและหลากหลายช่องทาง/p pปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแต่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นปัญหาทั่วโลก ขณะนี้จึงมีความพยายามหลายระดับเพื่อหาแนวทางปรับปรุงกลไกการกำกับดูแลกันเองของสื่อให้ทำหน้าที่ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจสังคมและภูมิทัศน์สื่่อที่เปลี่ยนไป/p pเมื่อวันที่ 15 ก.พ. ที่ผ่านมา สถานทูตสวีเดนและสถานทูตฟินแลนด์ ร่วมกับ องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) และสมาคมเครือข่ายผู้สื่อข่าวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ซีป้า) จัดงานฉลองครบรอบ 250ปีกฎหมายสื่อมวลชน (พ.ศ.2309) ของสองประเทศ (ก่อนฟินแลนด์จะแยกตัวออกไปในปีพ.ศ. 2352) เพื่อให้เห็นความสำคัญของเสรีภาพสื่อมวลชนในระบอบประชาธิปไตย โดยกฎหมายฉบับดังกล่าวเป็นกฎหมายฉบับแรกของโลกที่่รับรองเสรีภาพการแสดงออกของประชาชน ยกเลิกการเซ็นเซอร์สื่อ และให้ประชาชนมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทางราชการ ทั้งสองประเทศยังเป็นต้นแบบของการกำกับดูแลกันเองของสื่อทีี่มีประสิทธิภาพ โดยสภาการหนังสื่อพิมพ์ของสวีเดนมีอายุครบ100 ปีเมือพ.ศ. 2559 และฟินแลนด์ฉลองครบรอบ 50 ปีในพ.ศ. 2561/p pงานดังกล่าวมีเวทีสาธารณะในหัวข้อ “จะพิทักษ์เสรีภาพสื่ออย่างไรในสังคมที่แตกแยก” และเวทีเฉพาะเรื่องการกำกับดูแลกันเองของสื่อจากประเทศสแกนดิเนเวียและประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีความเห็นจากสือมวลชน ผู้เชี่ยวชาญด้านการกำกับดูแลกันเอง และนักเคลื่อนไหว ด้านสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนในประเทศไทย อินโดนีเซีย เมียนมาร์ สวีเดน และฟินแลนด์ ที่่น่าจะใช้เป็นแนวคิดเพื่อปรับปรุงกลไกการกำกับดูแลกันเองของสื่อมวลชนได้/p p style=text-align: center;img alt= src=https://c1.staticflickr.com/3/2503/32604210900_1c19da2d15.jpg style=width: 500px; height: 351px; /br /nbsp;/p pstrongตัวอย่างการกำกับดูแลตัวเองจากนานาประเทศ/strongbr /การกำกับดูแลกันเองจะมีประสิทธิภาพได้ต้องมี่องค์ประกอบสำคัญสามประการคือ หนึ่ง สิ่งแวดล้อมทางกฎหมายที่ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพของสื่อ สอง กลไกการกำกับดูแลกันเองทีี่อยู่บนหลักการของความน่าเชือถือ ความโปรงใส และเป็นประชาธิปไตย และสาม การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมและประชาชน/p pองค์ประกอบดังกล่าวจะตอบคำถามว่า ทำไมการกำดับดูแลกันเองของประเทศสวีเดนและฟินแลนด์จึงมีประสิทธิภาพ เนื่องจากมีระบบกฎหมายที่่คุ้มครองและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของ ประชาชน และเสรีภาพของสืออย่างเต็มที่ ประชาชนทุกคนมีสิทธิเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอย่างไม่มีการปิดกั้น แต่ถ้าไปละเมิดใครก็จะถูกจัดการตามกรอบกฎหมายที่ให้ความเป็นธรรมกับทุกคนเท่าๆกัน นอกจากนี้กลไกสภาการหนังสือพิ่มพ์เป็นที่นิยมของประชาชนเพราะ เป็นระบบที่รวดเร็ว ไม่แพง น่าเชื่อถื่อ และโปร่งใส/p pตัวอย่างหนึ่งในกรณีฟินแลนด์คือ สภาสื่อทั้งในฟินแลนด์และสวีเดนเปิดให้การเป็นสมาชิกของสภาการหนังสื่อพิมพ์เป็นไปโดยสมัครใจ โดยสร้างแรงจูงใจให้สื่อที่เป็นสมาชิกได้รับความคุุ้มครองจากการถูกฟ้องร้องคดีที่ไม่เป็นธรรมเท่านั้น สภาสื่อฟินแลนด์ไม่ได้ใช้วิธีลงโทษสื่อที่ถูกร้องเรียนว่าละเมิดจริยธรรมด้วยวิธีการปรับหรือเพิกถอนใบอนุญาต แต่สามารถบังคับให้สื่อลงคำขอโทษหรือแก้ไขขัอมูลให้ถูกต้อง และในขณะที่ข้อร้องเรียนยังไม่มีการไต่สวน ก็มีการเปิดเผยข้อมูลด้วยการลงข่าวให้ประชาชนรับทราบและถือเป็นสถิติเพื่อให้เห็นความสำคัญของกลไกและสร้างการเรียนรู้เท่าทันสื่อไปในตัว/p piframe allowfullscreen= frameborder=0 height=485 marginheight=0 marginwidth=0 scrolling=no src=//www.slideshare.net/slideshow/embed_code/key/8XmuuhJvmMCCBu style=border:1px solid #CCC; border-width:1px; margin-bottom:5px; max-width: 100%; width=595/iframe/p pbr /เมื่อย้อนกลับมาดููประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะพบมีปัญหาทั้งสามส่วน หลายประเทศยังมีกฎหมายหลายฉบับที่ส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระ กลไกการกำกับดูแลที่ยังไม่มีประสิทธิภาพและน่าเชือถือ และภาคประชาชนที่ยังไม่เชื่อในบทบาทและการทำหน้าที่ของสื่อและมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลสื่อน้อย ทั้งยังนิยมใช้ช่องทางศาลฟ้องร้องสื่อ/p pกรณีของประเทศไทย ขณะที่สื่อถููกวิพากษ์ ความบกพร่องของสื่อก็กลายเป็นข้ออ้างให้รัฐเข้ามาจัดการปัญหาด้วยการผลักดันร่างกฎหมายคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งขัดกับหลักการพื้นฐานที่กำหนดว่า กลไกกำกับดูแลสื่อต้องสอดคล้องกับกระบวนการตามครรลองประชาธิปไตย ไม่ใช่ใช้อำนาจรัฐเข้าจัดการ เพราะนอกจากจะทำให้การปฏิรูปสื่อที่เคยริเริ่มไว้ตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี 2540 เสียเปล่า หรือถอยหลังไป 20 ปี มันยังสวนทางกับการกลับเข้าสู่สังคมประชาธิปไตยซึ่งรัฐบาลรัฐประหารของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาใช้อ้างอยู่เสมอ/p pบางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย กลุ่มสื่อวิชาชีพเป็นฝ่ายผลักดันให้มีกฎหมายเพื่อรับรองการมีอยู่ของกลไกการกำกับดูแลกันเอง (legal entity) ซึ่งยังคงรูปแบบให้สื่อดูแลกันเอง (self regulatory body) ผ่านสภาการหนังสือพิมพ์ ไม่มีตัวแทนภาครัฐหรือแต่งตั้งจากภาครัฐอยู่ในสภาการหนังสือพิมพ์ สื่อเป็นผู้กำหนดมาตรฐานกลางทางจริยธรรมและวิชาชีพสื่อ คอยตรวจสอบว่าเพื่อนร่วมวิชาชีพทำตามมาตรฐานเหล่านั้นหรือไม่ เพื่อให้ประชาชนทีได้รับความเสียหายจากการทำหน้าที่ของสื่อได้รับความเป็นธรรม และมีหน้าทีส่งเสริมและคุุ้มครองสิทธิเสรีภาพสื่อ/p piframe allowfullscreen= frameborder=0 height=485 marginheight=0 marginwidth=0 scrolling=no src=//www.slideshare.net/slideshow/embed_code/key/CDd7DkBan8z6Qx style=border:1px solid #CCC; border-width:1px; margin-bottom:5px; max-width: 100%; width=595/iframe/p pnbsp;/p pทั้งนี้ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากอินโดนีเซียแล้ว เมียนมาร์เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีกฎหมายกำหนดให้มีการกำกับดูแลกันเอง กฎหมายกำหนดให้มีสภาวิชาชีพสื่อเพื่อบังคับให้กระบวนการไต่สวนคำร้องเรียนเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพและจริงจัง ส่วนฟิลิปปินส์เป็นประเทศแรกในภูมิภาคที่ใช้วิธีกำกับดูแลกันเองแบบสมัครใจโดยไม่มีกฎหมายรับรอง ตามด้วยประเทศไทย/p pความมีเสถียรภาพและความเป็นอิสระทางการเงิน (fiscal autonomy) จะช่วยให้การทำงานของสภาวิชาชีพสื่อเป็นอิสระและป้องกันการแทรกแซงจากอำนาจรัฐและอำนาจทุน บางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย เมียนมาร์ และติมอร์ตะวันออก มีกฎหมายระบุให้รัฐจัดสรรเงินเพื่ออุดหนุนการบริหารงานสภาวิชาชีพสื่อ แต่เงินจำนวนนั้นอาจไม่ครอบคลุมการทำงาน ยังต้องอาศัยการลงขันจากธุรกิจสื่อและประชาสังคมเพื่อให้เงินอุดหนุนสภาสื่อในการทำหน้าที่/p pnbsp;/p pstrongสื่อจริง สื่อปลอม ระบบสมาชิกและใบอนุญาต/strongbr /หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มใช้การ “จัดระเบียบ” ด้วยการใช้ระบบ “ออกใบอนุญาต” สำหรับวิชาชีพสื่อ เช่นในอินโดนีเซียที่สภาการหนังสือพิมพ์่สามารถออกใบรับรองว่า คนทำงานคนหนึ่งเป็นสื่อที่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานทางวิชาชีพ (professional standard) หรือเป็นผู้สื่อข่าวที่ผ่านการทดสอบความสามารถทางวิชาชีพ (competency test) ระบบนี้คล้ายกับสภาการหนังสือพิมพ์ของติมอร์ตะวันออกซึ่งเป็นน้องใหม่่ล่าสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่สภาสื่อจะออกใบรับรองการเป็นสือมวลชน (ID card) โดยกำหนดให้นักข่าวต้องผ่านการฝึกงานเป็นเวลา6-18 เดือนก่อนจึงจะสามารถสอบขอใบอนุญาตได้/p pอย่างไรก็ตาม การระบุว่าใครเป็นสื่อหรือไม่ ก็เป็นอันตรายต่อการใช้เสรีภาพของประชาชนด้วยเช่นกัน เพราะผู้ทำหน้าที่สื่อไม่ว่าจะอยู่บนแพลทฟอร์มไหน ย่อมต้องได้รับความคุ้มครองบนมาตรฐานเดียวกัน และทำงานภายใต้หลักจริยธรรมสื่อที่ไม่ต่างกัน/p pแต่ในสังคมที่ยังอยู่กับความขัดแย้ง มักมีการกล่าวหาว่าการทำงานสื่อนั้นๆ อาจสมประโยชน์กับซีกการเมืองเพียงแค่บางกลุ่ม แต่เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ในโลกเสรี ดังกรณีของฟินเลนด์ที่สื่อการเมืองเข้ามาเป็นสมาชิกสภาการหนังสือพิมพ์ได้ เพียงทุกคนต้องยึดมาตรฐานทางจริยธรรมเดียวกัน/p pnbsp;/p pstrongคดีฟ้องสื่อ เรื่องคลาสสิคที่เกิดขึ้นทั่วโลก/strongbr /ในประเด็นของการฟ้องคดีต่อสื่อ ที่สวีเดนมีกฎหมายห้ามนายกรัฐมนตรีและบริษัททางธุรกิจฟ้องร้องสื่อ เพราะถือว่าสื่อมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบความโปร่งใสของรัฐบาล และช่วยกำจัดปัญหาคอร์รัปชั่นในราชการและธุรกิจ ซึ่งสื่อมวลชนที่ปฎิบัติหน้าที่ตามกรอบจริยธรรมก็จะได้รับความคุ้มครองอย่างเต็มที่/p pในกรณีของสวีเดนและฟินแลนด์ ถ้าผู้ร้องเรียนสื่อ สภาการหนังสือพิมพ์มีหน้าที่พิจารณา และจะมีการทำความตกลงกันก่อนว่าจะไม่ไปฟ้องร้องคดึในศาล ในกรณีของอินโดนี่เซียก็เช่นกัน สภาการหนังสื่อพิมพเป็นองค์กรที่กฎหมายรับรอง แต่มีความเป็นอิสระในการทำหน้าที มีการพัฒนาและปรับปรุงกลไกการกำกับดูแลกันเองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่นมีการลงนามในข้อตกลงร่วมกับตำรวจที่ว่า หากมีคดีฟ้องสื่อ ก็ให้โอนมาให้สภาการหนังสื่อพิมพ์เป็นผู้พิจารณาไกล่เกลี่ย มีการออกจริยธรรมของสื่อออนไลน์/p pส่วนกรณีของพม่า ซึ่งสภาการหนังสือพิมพ์ตั้งขึ้นได้ไม่ถึงสองปี และกำลังถูกท้าทายจากอำนาจรัฐ โดยกฎหมายสื่อมวลชนของเมียนมาร์ไม่ได้ระบุุชัดให้ใช้ช่องทางเดียวในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างผู้เสียหายกับสื่อ จึงเปิดโอกาสให้มีการฟ้องร้องในศาลได้อีกทาง ซึ่งเมื่อคดีเข้าสู่กระบวนการศาล แล้ว สภาการหนังสือพิมพ์จะเข้าไปยุ่งเก่ี่ยวไม่ได้/p pอย่างไรก็ดี ปรากฏว่า อัตราการฟ้องหมิ่นประมาทออนไลน์ในอินโดนีเซียเพิ่มสููงขึ้นทุกๆ ปี โดยคดีส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับคนทั่วไปที่ใช้สื่อ ไม่ใช่สื่ออาชีพ คล้ายกันที่เมียนมาร์ซึ่งมีคดีมากขึ้น หลังพรรคเอ็นแอลดีของนางออง ซาน ซูจี ชนะการเลือกตั้งเมื่อปีเดือนพย. ปีพ.ศ.2558 และมีกรณีหนังสือพิมพ์ทีมีกรอบออนไลน์ถูกฟ้องเพิ่มสูงขึ้นโดยใช้กฎหมายโทรคมนาคมฉบับใหม่ที่ควบคุมเนื้อหาที่เผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต และมีบทลงโทษสูงbr /nbsp;/p pstrongเฮทสปีช ข่าวปลอม ความท้าทายของสื่อสมัยใหม่/strongbr /การกำกับดูแลกันเองของสื่อมวลชนในสังคมประชาธิปไตยทั่วโลกล้วนประสบปัญหาในการคุุ้มครองเสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบและจริยธรรม และเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน ท่ามกลางสภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่มีข้อจำกัดมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาครัฐและนักการเมืองจ้องหาโอกาสที่จะใช้ข้ออ้างความมั่่นคง การรักษาความสงบและศีลธรรมอันดีของประชาชนเพื่อเข้ามาควบคุมสื่อ/p pในฟินแลนด์ มีกระแสการต่อต้านผู้อพยพและคนเข้าเมืองโดยใช้พื้นที่ออนไลน์และสื่อสังคมออนไลน์ในการสื่อสาร และสร้างเฮทสปีช (hate speech) มีเว็บไซต์ “ข่าวปลอม” เพิ่มมากขึ้น อีเลน่า กรุนสตรัม (Elina Grundström)ประธานสภาการหนังพิมพ์ของฟินแลนด์กล่าวว่า แทนที่จะไปตามปิด ต้องทำให้สื่อมวลชนเข้มแข็งในเรืองจริยธรรม มีการตรวจสอบข่าวข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพก่อนออกข่าว ซึ่งเป็นวิธีการสร้างความน่าเชือถือ ส่วนเนื้อหาเหล่านั้นก็ไม่ต้องไปให้ความสนใจ/p pอิเลน่ายังกล่าวด้วยว่า จริยธรรมสื่อเป็นเรืองที่ต้องบ่มเพาะมาจากจิตสำนึกข้างในของผูัสื่อข่าว ถ้าผู่้สื่อข่าวปฎิบัตหน้าที่ิโดยชอบจะเป็นเกราะป้องกันตนเอง ท่ามกลางสังคมที่ไม่สนใจข้อเท็จจริง และกรณีของสวีเดน อูเล เวสต์เปอรี (Olle Wästberg) อดีตบรรณาธิการบริหารของหนังสือพิมพ์ Expresssen และอดีตผู้อำนวยการสถาบัน Swedish Instituteกล่าวว่า ต้องทำให้ประชาชนเห็นชัดว่า การทำหน้าที่สืออย่างเคร่งครัดนั้้นแตกต่างจากการการใช้เสรีภาพออนไลน์ทั่วไปของบุุคคลทั่วไป และการไปตามปิดช่องทางการสื่อสารต่าง ถือเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน และรัฐก็คงไม่สามารถไปตามปิดได้ท้ั้งหมด/p pด้านสตัฟฟาน แฮร์สเติร์ม (Staffan Herrström) เอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทยnbsp;เห็นว่า แม้ในยุคที่หัวข้อข่าวถูกครอบงำโดยข่าวของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา แต่หลักพื้นฐานอย่างเรื่องสิทธิในการเผยแพร่ข่าวสาร สิทธิในการรับรู้ข่าวสาร การต่อต้านการเซ็นเซอร์ รวมถึงหลักพื้นฐานที่ห้ามไม่ให้เอาตัวนักข่าวไปดำเนินคดี ยังคงเป็นหลักสำคัญที่ต้องยึดถือเสมอทั้งนี้ ต้องส่งเสริมให้สื่อมวลชนกำกับดูแลกันเองอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการกำกับดูแลกันเองไม่ใช่การเซ็นเซอร์ตัวเอง/p pstrong“สื่ออาจจะดีหรือแย่ ก็ยังต้องมีเสรีภาพ เพราะถ้าไม่มีเสรีภาพสื่อ สังคมก็จะไม่เหลืออะไรเลยนอกจากเรื่องแย่ๆ” ทูตสวีเดนกล่าว/strong/p pnbsp;/p pnbsp;/p pspan style=color:#000080;strongหมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกที่nbsp;/strong/spana href=https://www.seapa.org/protectingmediaindividedworld/span style=color:#000080;https://www.seapa.org/protectingmediaindividedworld//span/a/p div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

เสนอทำประชามติ ให้คน จ.กระบี่ ตัดสิน 'เอา-ไม่เอา' โรงไฟฟ้าถ่านหิน

Sun, 02/19/2017 - 15:26
div'ไพบูลย์ นิติตะวัน' เสนอทางออกโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ให้ กกต.จัดลงประชามติ ให้ประชาชน 460,00 คนในจังหวัดชี้ขาดเอา-ไม่เอาnbsp;/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div19 ก.พ. 2560 a href=http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9600000017212ASTV ผู้จัดการออนไลน์/a รายงานว่านายไพบูลย์ นิติตะวัน ในฐานะประธานเครือข่ายประชาชนปฏิรูป อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และอดีตสมาชิกวุฒิสภา แสดงความเห็นต่อกรณีที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้ประชุมเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 มีมติเห็นชอบให้ กฟผ.ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ขนาด 800 เมกะวัตต์ ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2558-2579 (PDP 2015) เพื่อเพิ่มความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้าภาคใต้ โดยให้ กฟผ.เป็นหน่วยงานผู้รับสนองนโยบายของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติโดยมีเครือข่ายประชาชนจังหวัดกระบี่ออกมาประกาศสนับสนุนโครงการ แต่ในขณะเดียวกันมีเครือข่าย NGO อ้างว่าร่วมกับประชาชนในจังหวัดกระบี่เช่นเดียวได้ออกมาคัดค้านโครงการอย่างเข้มข้น และที่สำคัญยังมีแกนนำพรรคการเมืองใหญ่ทั้งสองพรรคประกาศจะคัดค้านโครงการจนถึงที่สุด ถึงกับประกาศว่าแม้ดำเนินโครงการไปแล้วก็จะหาทางยกเลิกในภายหลัง/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divโดยทั้งฝ่ายหนุนและฝ่ายคัดค้านต่างก็แสดงความเห็นยกเหตุผลสนับสนุนจุดยืนของฝ่ายตน โดยทุกฝ่ายก็อ้างว่ามีประชาชนในพื้นที่สนับสนุนฝ่ายตนเป็นจำนวนมากซึ่งมองแล้วเห็นว่าหากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินการต่อไป จะสร้างความขัดแย้งรอบใหม่หาข้อยุติไม่ได้ เป็นชนวนนำไปปลุกปั่นขยายผลความขัดแย้งสู่เรื่องอื่นอีกมากมาย ซึ่งทางรัฐบาลในขณะนี้ไม่ว่าจะเดินหน้าต่อไป หรือหยุดชะลอโครงการ ทางใดทางหนึ่งก็เกิดปัญหาทั้งสิ้น จึงเสนอทางออกจากปัญหาว่า ในเมื่อทั้งฝ่ายหนุนและฝ่ายคัดค้านล้วนอ้างทำเพื่อประชาชนในจังหวัดกระบี่ทั้งสิ้น ในเมื่อโครงการนี้ไม่ว่าจะทำหรือไม่ทำผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงก็คือประชาชนทุกคนในจังหวัดกระบี่ จึงเสนอมายังรัฐบาลขอให้พิจารณาอนุมัติให้คณะกรรมการเลือกตั้งจัดทำประชามติเฉพาะในเขตจังหวัดกระบี่ให้ประชาชนทั้งจังหวัด 460,000 คน ออกมาใช้สิทธิตัดสินว่าจะเอาโครงการนี้หรือไม่เอา เพื่อให้ได้ข้อยุติโดยเสียงข้างมากของประชาชน ให้เป็นอำนาจของประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าจะทำหรือไม่ทำโครงการ ไม่ใช่ให้หน่วยงานของรัฐ หรือเครือข่าย NGO หรือพรรคการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะมาตัดสินแทนประชาชนทั้งจังหวัดกระบี่/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divหากผลประชามติออกมาว่าประชาชนจังหวัดกระบี่เสียงข้างมากสนับสนุนให้ทำโครงการ รัฐบาลก็จะมีความชอบธรรมที่จะดำเนินโครงการอย่างมั่นคง ไม่วุ่นวายในภายหลัง เพราะฝ่ายคัดค้านไม่สามารถนำไปขยายความขัดแย้งให้ยืดเยื้อต่อไป แต่หากประชาชนเสียงข้างมากออกเสียงไม่เอาโครงการก็เป็นเรื่องที่ดีที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลได้ฟังเสียงประชาชนอย่างแท้จริง เมื่อไม่ต้องการก็ยุติโครงการไป ไม่ได้ยุติโครงการเพราะเกิดจากกลุ่มคัดค้านหรือพรรคการเมืองออกมากดดันให้หยุดดำเนินโครงการ และจะเป็นการแก้ไขความขัดแย้ง เสริมสร้างความปรองดอง อย่างมีส่วนร่วมของประชาชน และจะได้เป็นแนวทางนำร่องในการดำเนินโครงการของรัฐที่แม้จะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างมาก แต่ถ้าอาจจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือวิถีชุมชนอย่างมีนัยสำคัญ และมีกลุ่มคัดค้านโครงการเกิดขึ้นอย่างรุนแรง รัฐบาลก็อาจพิจารณาให้ประชาชนในพื้นที่นั้นออกเสียงลงประชามติให้ได้ข้อยุติ เพราะเพียงแต่ไปทำประชาพิจารณ์เท่าที่หน่วยงานรัฐทำมานั้น มักถูกกล่าวหาว่าเป็นเพียงพิธีกรรมรับรองโครงการเพื่อให้เกิดขึ้นเท่านั้น ทำให้ไม่ได้รับการยอมรับ เกิดความขัดแย้งไม่สิ้นสุด ทำให้หลายๆ โครงการที่ดีและประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่ต้องการก็เลยดำเนินการไม่ได้ไปด้วย/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divสำหรับความเห็นส่วนตัว เกียวกับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ เนื่องจากเป็นผู้ริเริ่มเสนอให้ประชาชนทั้งประเทศลงประชามติคำถามพ่วงพร้อมกับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะยึดถือหลักการเชื่อมั่นในอำนาจของประชาชน แต่ครั้งนี้เนื่องจากไม่ใช่คนกระบี่จึงไม่อยากแสดงความเห็นต่อโครงการ เกรงจะเป็นการก้าวล่วงการใช้ดุลพินิจตัดสินใจของประชาชนทุกคนในจังหวัดกระบี่nbsp;/div div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

ยกยุคทักษิณเทียบประยุทธ์ เมื่อผู้มีอำนาจไม่อยากถูกสื่อตรวจสอบ

Sun, 02/19/2017 - 14:59
pอาจารย์วารสารย้ำ เรื่องสื่อละเมิดแหล่งข่าวกับสื่อตรวจสอบรัฐบาลเป็นคนละเรื่องกัน แจงกฎหมายที่ใช้กับสื่อมีเป็นกระบุงแล้ว อดีค อนุกมธ.สื่อ สปท. เผย สปท.ถอย แต่ไม่ได้ยอมแพ้ ยังยืนยันโครงสร้างเดิม เพียงแต่ต่อรองเปลี่ยนตัวองค์กรอิสระแทนปลัดกระทรวง ด้านประธานสภาการ นสพ. ชี้สื่อถูกสังคมตรวจเข้มอยู่แล้ว/p p!--break--!--break--/p p style=text-align: center;img alt= src=https://c1.staticflickr.com/1/629/32985353245_0a84308552.jpg style=width: 500px; height: 350px; /br /nbsp;/p p18 ก.พ. 2560 รุจน์ โกมลบุตร อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวในการเสวนา ร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ: คุ้มครอง หรือคุกคาม เสรีภาพสื่อไทย ซึ่งจัดโดยโครงการวารสารเสวนา คณะวารสารศาสตร์ฯ ที่มธ. ท่าพระจันทร์nbsp;ว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าสื่อทุกวันนี้มีปัญหาเสรีภาพ ในแง่ที่ละลาบละล้วงล่วงเกินแหล่งข่าว แต่มันเป็นเรื่องผิดฝาผิดตัว หากบอกว่าจะคุ้มครองประชาชนไม่ให้ถูกสื่อละเมิดแล้วมาปิดปากสื่อในการตรวจสอบผู้มีอำนาจรัฐ โดยยกกรณีรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ในช่วงปี 2548 ที่สื่อที่วิจารณ์เรื่องนโยบายภาคใต้หรือตรวจสอบทุจริต ถูกไล่ออก บางสื่อถูกถอดโฆษณา เทียบกับกรณีรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โต้ตอบผู้สื่อข่าวอย่างดุเดือดหลังถูกถามเรื่องการตั้งผู้บัญชาการกองทัพบกคนใหม่หรือกรณีการประมูลงานก่อสร้างซึ่งเกี่ยวข้องกับ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา พร้อมชี้ว่ารัฐบาลโมโหเรื่องที่ถูกขุดคุ้ย จึงบอกว่าจะออกกฎหมายเพื่อป้องกันประชาชนโดนสื่อละเมิด ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน/p pต้องผลักเสรีภาพในการตรวจสอบให้สุดแขน ขณะเดียวกันสื่อต้องปฏิรูปตัวเองไม่ไปทำร้ายแหล่งข่าว รุจน์กล่าวnbsp;/p pส่วนกรณีที่ร่าง พ.ร.บ.นี้ กำหนดสัดส่วนของคณะกรรมการสภาวิชาชีพทั้ง 13 คน แบ่งเป็นผู้แทนสื่อ 5 คน ข้าราชการระดับปลัดกระทรวง 4 คน และตัวแทนผู้เชี่ยวชาญ 4 คน เขาชี้ว่า แม้พล.อ.ประยุทธ์จะบอกว่า จำนวนสื่อเยอะกว่า แต่เขามองว่าหลังพ.ร.บ.นี้ออก อาจมีคนไปจดทะเบียนเป็นสื่อแล้วมาแย่งที่นั่ง 5 ที่นี้ไปก็ได้ และหากมีคนอย่างที่ว่าสัก 3 คน บวกกับข้าราชการอีก 4 คนซึ่งอยู่ใต้การควบคุมของนักการเมืองผ่านรัฐมนตรีแล้วก็กลายเป็นเสียงข้างมากในที่สุด/p pนอกจากนี้ กรณีการให้อำนาจสภาวิชาชีพสื่อมวลชนออกและเพิกถอนใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ ยังมีคำถามว่า ใบอนุญาตที่จะออก จะออกให้ใคร เพราะนิยามสื่อไม่ชัดเจน คนที่โพสต์ข้อความหรือไลฟ์เฟซบุ๊กจะต้องขอใบอนุญาตด้วยหรือไม่ รวมไปถึงการถอนใบอนุญาตก็ไม่มีความชัดเจนว่าถอนแล้วจะเท่ากับปิดทางอาชีพเลยหรือไม่/p pอย่างไรก็ตาม เขายังเห็นว่า ใบอนุญาตก็ไม่ได้การันตีคุณภาพใดๆ แม้อาจใช้ได้กับอาชีพที่เป็นขาว-ดำชัดเจน อย่างนักบิน หรือหมอ แต่อาชีพแบบนักข่าวเป็นสีเทามากๆ ถูกผิดชี้ได้ยากมากๆ ยกตัวอย่าง หากนักบินเมาตอนขับเครื่องบิน ก็มีความผิดชัดเจน แต่ถามว่าถ้านักข่าวเมาตอนทำข่าวหรือตอนรีไรท์งาน ถามว่าจะผิดไหม มันก็ไม่ชัด นอกจากนั้นแล้ว สีเทาที่ว่าก็ยังมีตั้งแต่เทาอ่อนไปถึงเทาแก่ ซึ่งแต่ละคนก็มีมุมมองไม่เหมือนกันอีก/p pสำหรับผลกระทบหากร่าง พ.ร.บ.นี้ผ่าน รุจน์ มองว่า หนึ่ง ข่าวจะมีแต่คลิปหมาแมว ไม่มีสาระ แตะเรื่องมีสาระปุ๊บโดนถอนใบอนุญาต งานข่าวสืบสวนสอบสวนทั้งหลายที่ทำยากอยู่แล้ว จะหายจากท้องตลาดทั้งหมด ประเด็นเรื่องครูจอมทรัพย์ที่มาไกลได้ขนาดนี้ ก็เป็นเพราะสื่อนำเสนอ หรืออย่างเรื่องรองนายกฯ เช่าเครื่องบินการบินไทยไปประชุมฮาวาย สื่อขุดไประดับหนึ่งแล้ว แต่มีงานปลายปีเสียก่อน เรื่องจึงชะงักไป หากยังมีการเล่นเรื่องนี้ต่ออาจมีการปรับ ครม.แน่ๆ/p pสอง จะทุจริตกันมากขึ้น เนื่องจากสื่อไม่สามารถตรวจสอบได้ เพราะอาจถูกสั่งปลดใบอนุญาต เมื่อวันพุธที่ผ่านมา สถานทูตฟินแลนด์และสวีเดนจัดเวทีเรื่องสื่อ ทั้งสองประเทศบอกว่า ถ้าสื่อมีเสรีภาพสุดๆ ทุจริตในประเทศจะลดลงอย่างชัดเจน กรณีประเทศไทย องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน ชี้ว่านับแต่ปี 2557-2559 เสรีภาพสื่อไทยถดถอยลงเรื่อยๆ สอดคล้องกับการจัดอันดับคอร์รัปชัน ที่ถดถอยลงเช่นกัน และนำไปสู่ สาม คนลงบนท้องถนน เพราะไม่เชื่อสิ่งที่สื่อรายงาน โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ที่คนไม่เชื่อสื่อทีวีที่รายงานตัวเลขผู้ชุมนุมน้อยกว่าที่หนังสื่อพิมพ์รายงาน จนต่อมานำมาซึ่งการบาดเจ็บและเสียชีวิต/p pเขาย้ำว่า กฎหมายเกี่ยวกับสื่อเยอะมากแล้ว อย่าออกเพิ่มอีก มีทั้งกฎหมายอาญา เรื่องการละเมิด หมิ่นประมาท พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ร.บ.อาหารและยา พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ร.บ.กสทช. พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ลองใช้ให้หมดก่อนค่อยว่ากัน เมื่อนั้น เชื่อว่าปัญหาต่างๆ จะลดลง และสื่อจะได้เอาเวลาไปตรวจสอบรัฐบาลมากขึ้น/p pอย่างไรก็ตาม รุจน์ เสนอถึงองค์กรวิชาชีพสื่อด้วยว่า ก่อนจะให้สังคมมีส่วนร่วมหรือเห็นว่าองค์กรเป็นทางออก จะต้องทำให้คนรู้จักก่อน งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่าคนจำนวนมากไม่ได้รู้จักสภาการหนังสือพิมพ์เลย/p pนอกจากนี้ เขายังเสนอให้มีการเพิ่มสัดส่วนของคณะกรรมการจากภาคประชาชนให้เยอะขึ้น คู่ไปกับการสร้างวัฒนธรรมการวิพากษ์วิจารณ์ โดยเล่าประสบการณ์การเป็นอนุกรรมการรับเรื่องร้องทุกข์ของสภาการนสพ. ในชุดสอบสวนข้อเท็จจริงว่า เวลาที่มีกรณีที่นักข่าวทำผิด จะเกิดบรรยากาศมาคุในวงประชุม ไม่มีผู้แทนสื่อพูดออกมาว่าผิด และตกมาที่อาจารย์นิเทศศาสตร์ ที่จะบอกว่าเรื่องนี้ผิดจรรยาบรรณอย่างไร ดังนั้น เสียงคนนอกจึงสำคัญ เพราะแมลงวันไม่ตอมแมลงวันนั้นเป็นเรื่องจริง/p pnbsp;/p h3strongเผย สปท.ถอย แต่ไม่ได้ยอมแพ้ ยังยืนยันโครงสร้างเดิม/strong/h3 pจักร์กฤษ เพิ่มพูล อดีตประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เล่าถึงความเป็นมาของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ว่า ก่อนรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ สื่อสังคมออนไลน์และเคเบิลทีวี สาดเฮทสปีชใส่กัน หลังการยึดอำนาจ จึงมีการตั้งสมมติฐานว่าเพราะสื่อเป็นต้นเหตุให้สังคมไทยร้าวฉานแตกแยก การปฏิรูปสื่อจึงเป็นหนึ่งใน 11 ประเด็นปฏิรูปตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว โดยในขณะที่ยังมีสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) คณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศnbsp; ซึ่งมี จุมพล รอดคำดี เป็นประธาน ได้ตั้งอนุกรรมการมาพิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งตนเองก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย โดยมีโจทย์ว่า เมื่อสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติและสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ใช้มาตรการทางสังคมกำกับดูแลกันเองแล้วไม่ได้ผล จะต้องทำให้การกำกับดูแลให้มีสภาพบังคับหรือไม่ จึงมีการหยิบเอาร่างกฎหมายที่กลุ่มสื่อร่างกันไว้ในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์มาเป็นตัวตั้งต้น/p pอย่างไรก็ตาม เมื่อ สปช.หมดวาระลง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้นำร่างนี้มาพิจารณาต่อ อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสื่อสิ่งพิมพ์ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน สปท. ซึ่งมีตนเองร่วมอยู่ด้วย มีการรับฟังความเห็นต่อร่างนี้ 3-4 ครั้งทั่วประเทศ แต่เมื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน กลับถูกแก้ไขเนื้อหาไปจากเดิม โดยให้อำนาจสภาวิชาชีพสื่อมวลชนในการออกและเพิกถอนใบอนุญาตสื่อมวลชน ซึ่งขัดกับหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ ทำให้องค์กรสื่อรวมตัวกันคัดค้าน ซึ่งหลังจากการเคลื่อไหวคัดค้านและลาออกจากอนุกรรมาธิการฯ ของตัวแทนสื่อ 4 คนซึ่งรวมถึงตนเองด้วยนั้น ทำให้ที่ประชุม สปท. มีมติให้กลับไปทบทวน/p pสำหรับความคืบหน้าล่าสุด ทราบมาว่า ทางสปท.ยังยืนยันโครงสร้างเดิมที่มีอยู่ที่มีตัวแทนรัฐอยู่ โดยมีการต่อรองว่าจะมีตัวแทนองค์กรอิสระที่มีภาพลักษณ์ดี เช่น กรรมการสิทธิฯ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ตัวแทนสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค เป็นต้น ไปแทนปลัดกระทรวงสี่กระทรวงได้หรือไม่ ส่วนเรื่องใบอนุญาตก็ให้เป็นแบบสมัครใจแทน แปลว่าเขาไม่ได้ยอมแพ้ เพียงแต่ทำให้แรงกดดันน้อยลง แต่เขาคงรู้สึกได้ใจตรงที่ประเมินแล้วสังคมข้างนอกยังวิจารณ์สื่ออยู่/p pเขามองว่า โอกาสที่ร่างกฎหมายนี้จะถูกดันจนผ่านเป็นไปได้มาก ทั้งนี้ หากกฎหมายยังออกมาหน้าตาแบบเดิม ถึงเวลานั้น คงต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความว่ากฎหมายขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญในประเด็นเสรีภาพสื่อหรือไม่ ขณะเดียวกัน ในทางปฏิบัติ การจะไล่จับทุกคนในเฟซบุ๊กมาจดใบอนุญาตคงเป็นไปไม่ได้ อาจใช้เวลาเป็นสิบปี กว่าจะจดหมด/p pอย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่า แม้ว่าท้ายที่สุดจะเกิดความยุ่งยากในการบังคับใช้กฎหมาย แต่จะเกิดการเซ็นเซอร์ตัวเอง เหมือนที่เคยเกิดขึ้น เพราะสื่อก็ต้องการความอยู่รอด โดยยกเหตุการณ์หลังรัฐประหาร 2519 ที่มีคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 42 ซึ่งให้อำนาจเจ้าพนักงานการพิมพ์ปิดหนังสือพิมพ์ได้เลย ส่งผลให้ผู้มีอำนาจตามคำสั่งนี้ เรียกโรงพิมพ์มาเซ็นเซอร์คอลัมนิสต์ได้ เนื้อหาของหนังสือพิมพ์เวลานั้นเต็มไปด้วยข่าวดาราและใบ้หวย ส่วนการวิจารณ์รัฐบาลน้อยหรือแทบไม่มีเลย/p h3br /strongชี้สื่อถูกสังคมตรวจสอบเข้มข้นอยู่แล้ว/strong/h3 pชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เล่าถึงร่างกฎหมายที่กลุ่มสื่อเคยทำไว้ชื่อร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพและส่งเสริมมาตรฐานผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนว่า ขณะนั้น กฤษฎีกาพิจารณาเสร็จแล้ว แต่ยังไม่ได้ส่งให้ ครม.อภิสิทธิ์ ก็เกิดการยุบสภาเสียก่อน/p pสำหรับร่างฉบับสื่อ ระบุว่า กรณีที่คนร้องเรียนว่าถูกสื่อคุกคาม กรรมการจะส่งเรื่องให้สภาวิชาชีพที่สื่อนั้นสังกัดดำเนินการก่อน ต่อมาหากผู้ร้องไม่พอใจ อุทธรณ์ต่อไปที่คณะกรรมการ ถ้าไทยรัฐละเมิดจริง ก็จะประกาศสู่สาธารณะ เรียกว่าปรับไม่ได้ แต่ประจานได้ แต่หากองค์กรที่ถูกร้อง ไม่ได้สังกัดสภาวิชาชีพไหนเลย คณะกรรมการก็จะลงไปสอบจริยธรรมได้โดยตรง หากพบว่าละเมิดก็ประจานเลย ทั้งนี้ เมื่อประกาศแล้ว จะนำไปฟ้องทางแพ่ง อาญา หรือปกครองไม่ได้/p pชวรงค์ กล่าวว่า ปัจจบุัน การทำหน้าที่สื่อถูกตรวจสอบโดยสังคมเข้มข้นกว่าเมื่อก่อนเยอะ เพียงเขียนชื่อหรือตำแหน่งของรัฐมนตรีผิด และแก้ไขภายในห้านาที ก็ถูกคนแคปไปประจานแล้วว่าเว็บข่าวห่วยแตก อีกด้านหนึ่ง สื่อมวลชนเป็นคนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลที่เกิดจากเสรีภาพบนโซเชียลมีเดีย ที่มีการกล่าวหาปล่อยข่าวลือ ข่าวหลอกข่าวปลอม ว่าอะไรจริงไม่จริง/p pเขาชี้ว่า ขณะที่วันนี้สื่อมวลชนทำหน้าที่ช่วยตรวจสอบสิ่งเหล่านี้ คนก็เสพสื่อผ่านโซเชียลมีเดีย ดรามา ไม่เป็นสาระ ข่าวที่ทำไปก็ไม่มีคนดู ทุกวันนี้มันลำบากอยู่แล้วในการทำข่าวสืบสวนตรวจสอบรัฐบาล แล้วยังจะมีกฎหมายมามัดมือมัดเท้าคนตรวจสอบอีก และคนที่จะได้รับผลกระทบก็คือสังคมเอง ที่จะเสียสิทธิในการได้รับข้อมูลข่าวสาร/p pเขายืนยันว่า ส่วนตัวไม่อยากได้กฎหมายแบบนี้ แต่ถ้าเพื่อความสบายใจของสังคม อย่างน้อยขอให้เอาร่างที่กลุ่มสื่อเคยร่างไว้น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด พร้อมแจ้งว่า วันจันทรนี้ จะมีการประชุมมาตรการข้างหน้าต่อไป/p div class=field field-type-link field-field-related-link div class=field-labelเรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class=field-items div class=field-item odd a href=/journal/2017/02/70127 target=_blankวงเสวนาชี้ ร่างพ.ร.บ.คุมสื่อฯ มีปัญหา และองค์กรวิชาชีพสื่อเองก็มีปัญหาด้วยเช่นกัน/a /div div class=field-item even a href=/journal/2017/02/70130 target=_blankนักวิชาการค้าน กม.คุมสื่อ เชื่อสื่อเตะหมูเข้าปากหมาเอง เปิดช่องรัฐเข้าคุม/a /div /div /div div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

กรรมการจริยธรรม สนช. ระบุพร้อมสอบ 7 สนช. ลาประชุม

Sun, 02/19/2017 - 13:21
divประธานคณะกรรมการจริยธรรม สนช. ระบุพร้อมสอบ 7 สนช. ลาประชุม คำร้องถึงมือเตรียมนัดประชุมทันที/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div19 ก.พ. 2560 a href=http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/741206เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ/a รายงานว่านายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 2 ในฐานะประธานคณะกรรมการจริยธรรม สนช. กล่าวกรณีที่ พล.อ.ประวิตรวงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เสนอให้สอบ 7 สนช.ที่มีชื่อว่า ขาดการประชุมบ่อยว่า ทราบว่า มีผู้มายื่นเรื่องร้องเรียนแล้ว ขณะนี้เรื่องอยู่ระหว่างทาง เพราะตามกระบวนการปกติของทางสภา เรื่องจะต้องผ่านทางสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ในฐานะปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อตรวจสอบเอกสารคำร้องnbsp;/div divnbsp;/div divรวมไปถึงข้อมูลต่างๆที่ประกอบคำร้องมาว่า มีความถูกต้องหรือไม่ ก่อนที่จะเสนอเรื่องดังกล่าวมายังคณะกรรมการจริยธรรม สนช.ให้พิจารณาต่อไป โดยข้อมูลเบื้องต้นที่เรามีก็คงเป็นใบลา กรณีที่สมาชิกขาดการลงมติ ซึ่งถือว่าเป็นการลาตามข้อบังคับการประชุมสนช. แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ตนยังไม่สามารถชี้ชัดอะไรได้ ต้องขอตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้านอีกครั้งหนึ่งnbsp;/div divnbsp;/div divนายพีระศักดิ์ กล่าวว่า ทันทีที่เรื่องมาถึงเมื่อไร ตนจะรีบออกคำสั่งนัดประชุมคณะกรรมการจริยธรรมทันที ไม่รอช้าอย่างแน่นอน เพราะเรื่องดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจ และเมื่อมีคำสั่งนัดประชุม ตนก็จะแจ้งสื่อมวลชนด้วยเช่นกัน ไม่ปกปิด เพื่อจะได้นำข้อสรุปรายงานให้ประชาชนรับทราบต่อไป/div div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

ดุลยภาค ปรีชารัชช: TU101 การเมืองเปรียบเทียบอุษาคเนย์-ทหารกับประชาธิปไตย

Sun, 02/19/2017 - 04:14
pดุลยภาค ปรีชารัชช บรรยายวิชา TU101 ที่ธรรมศาสตร์ นำเสนอการเมืองเปรียบเทียบอุษาคเนย์และการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย ทหารกับระบอบการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รูปแบบการเจรจาของชนชั้นนำเพื่อเปลี่ยนผ่านทางการเมือง โมเดลสืบทอดอำนาจและการถอนตัวออกจากการเมืองของกองทัพ/p p!--break--!--break--/p pเมื่อวันที่ 15 ก.พ. 2560 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ดุลยภาค ปรีชารัชช ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บรรยายหัวข้อ strongการเมืองเปรียบเทียบอุษาคเนย์-ทหารกับประชาธิปไตย /strongโดยการบรรยายนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา TU101 โลก อาเซียน และไทย/p p style=text-align: center;img alt= src=https://c1.staticflickr.com/3/2506/32935989376_dd7a6378a2_z.jpg style=width: 560px; height: 315px; //p h4ในช่วงเริ่มการนำเสนอ ดุลยภาคระบุว่าจะแบ่งการนำเสนอออกเป็น 4 ส่วนหลัก หนึ่ง สิ่งที่เรียกกันว่าการเมืองเปรียบเทียบคืออะไร ทำไมจึงต้องศึกษา/h4 h4สอง ทำความรู้จักกับประชาธิปไตย ผ่านการศึกษานิยามและแนวคิดที่เกี่ยวข้องว่าประชาธิปไตยคืออะไร และในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทยถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ในเรื่องการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย หลายครั้งมีการเปลี่ยนแต่ไม่ผ่านเป็นเพราะอะไร/h4 h4สาม ที่มีการเปลี่ยนแต่ไม่ผ่าน ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของกองทัพ บทบาทของทหารในทางการเมือง การรัฐประหารของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นำมาสู่กรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ก็คือการฟื้นคืนชีพขึ้นมาของระบอบทหารในทางการเมือง ซึ่งขัดฝืนกับกระแสประชาธิปไตยในประวัติศาสตร์โลก จะมีการนำเสนอกรณีศึกษาการรัฐประหาร ว่ากรณีของไทยให้ประโยชน์ในด้านการศึกษาการเมืองเปรียบเทียบอย่างไร โดยเฉพาะในโลกของทหารกับการเมือง/h4 h4สี่ ผสมผสานแนวคิดเรื่องทหารและแนวคิดประชาธิปไตย และให้นักศึกษาได้อภิปราย/h4 p style=text-align: center;iframe allowfullscreen= frameborder=0 height=315 src=https://www.youtube.com/embed/LHMWU7GaH3w width=560/iframe/p p style=text-align: center;span style=color:#ff8c00;strongคลิปการบรรยายช่วงแรก การเมืองเปรียบเทียบอุษาคเนย์และการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย/strong/span/p p style=text-align: center;span style=color:#ff8c00;strongimg alt= src=https://c1.staticflickr.com/3/2418/32595920000_7d516b08d2_z.jpg style=width: 560px; height: 315px; //strong/span/p p style=text-align: center;span style=color:#ff8c00;strongดุลยภาค ปรีชารัชช บรรยายในวิชา TU101 โลก อาเซียน และไทย เมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2560/strong/span/p pโดยในคลิปการบรรยายช่วงแรก เป็นการบรรยายเรื่องการเมืองเปรียบเทียบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และชี้ให้เห็นว่ารูปแบบการเมืองการปกครองในภูมิภาคนี้ มีกรณีศึกษาใดบ้างที่เป็นประโยชน์สำหรับการศึกษาเรื่องการเมืองเปรียบเทียบ ประเด็นถกเถียงการเมืองเปรียบเทียบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ทหารกับการแทรกแซงการเมือง ความรุนแรงและขัดแย้งทางศาสนาและชาติพันธุ์ การจัดการปกครองและโครงสร้างรัฐ เศรษฐกิจและการเมือง ตลอดจนโลกาภิวัตน์และภูมิภาคนิยม/p pในกรณีของการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น มีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย โดยรูปแบบและเส้นทางเปลี่ยนผ่านมีหลายลักษณะ โดยที่การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองนั้นมีทั้งที่สำเร็จ ล้มเหลว หรือเปลี่ยนผ่านแบบครึ่งๆ กลางๆ ซึ่งวนเวียนอยู่กับเปลี่ยนแต่ไม่ผ่าน โดยเฉพาะกรณีที่เกิดขึ้นในประเทศไทย/p pทั้งนี้ผลลัพธ์ที่ได้ของการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในเอเชียและโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นมักเป็นประชาธิปไตยแบบกึ่งอำนาจนิยม หรือประชาธิปไตยสไตล์เอเชียหรือสไตล์อุษาคเนย์ ในกรณีของประเทศไทยเมื่อนำทฤษฎีคลื่นประชาธิปไตยกระแสโลกของ แซมมวล ฮันติงตัน (Samuel P. Huntington) มาพิจารณาจะพบว่า กรณีเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยของไทยในแต่ละยุค มักจะไม่สอดคล้องกับกระแสประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นในโลก เช่น ฮันติงตัน เสนอช่วงของการเกิดประชาธิปไตยคลื่นลูกที่หนึ่งระหว่าง ค.ศ. 1828 ถึง 1926 และมีคลื่นโต้กลับประชาธิปไตยในช่วง ค.ศ. 1922 ถึง 1942 รัฐในยุโรปหลายรัฐเอนมาทางเผด็จการมากขึ้น แต่มีรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือ ประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 หรือช่วง ค.ศ. 1932/p pหรือในช่วงประชาธิปไตยคลื่นลูกที่สองหลัง ค.ศ. 1943 ถึง 1962 ซึ่งญี่ปุ่น อิตาลี หรือเยอรมันซึ่งเป็นฝ่ายอักษะเก่าแปลงสภาพมาเป็นรัฐประชาธิปไตย ขณะที่รัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่งได้รับเอกราช หรือมีรัฐบาลที่ใช้อำนาจเต็มพิกัดเกิดขึ้นเช่น ระบอบซูการ์โนและต่อมาคือซูฮาร์โตในอินโดนีเซีย หรือรัฐประหาร ค.ศ. 1962 โดยนายพลเนวินในพม่า รวมทั้งรัฐบาลทหารของไทยด้วย/p pคณะที่คลื่นลูกที่สามคือหลัง ค.ศ. 1974 หลังจากนั้นรัฐในยุโรปตะวันออกในระบอบสังคมนิยมจะทยอยล่มสลาย แต่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในช่วงปี 1974 ในพม่ายังคงเป็นรัฐบาลในระบอบสังคมนิยมวิถีพม่า ในปี 1986 มีการลุกขึ้นสู้ล้มเผด็จการมาร์กอสในฟิลิปปินส์ ปี 1988 มีความพยายามล้มรัฐบาลคณาธิปไตยเนวินในพม่า แต่การต่อสู้ของนักศึกษาและพระสงฆ์ในพม่าจบลงด้วยการที่กองทัพพม่าลากยาวปกครองต่อไปอีก 20 กว่าปี/p pส่วนประชาธิปไตยคลื่นลูกที่สี่ อาหรับสปริงเกิดขึ้นหลายประเทศ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พม่ามีการจัดเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีคือการเลือกตั้งปี 2010 และ 2015 อย่างไรก็ตามในประเทศไทยก็มีการฟื้นคืนของระบอบเผด็จการอำนาจนิยม นั่นคือการรัฐประหาร 2014 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งสวนทางกับการเปลี่ยนให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น/p pส่วนต่อมามีการนำเสนอรูปแบบการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แบบแรกเป็นการเปลี่ยนแปลงจากล่างขึ้นบน เช่น กรณีฟิลิปปินส์ และไทยในบางยุคที่มีการชุมนุมบนท้องถนนขับไล่รัฐบาลทหาร แบบที่สอง การเปลี่ยนแปลงจากบนลงล่าง เช่น กรณีเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของพม่าครั้งล่าสุด และกรณีของไทยหลายยุค และรูปแบบที่สาม การเปลี่ยนแปลงจากภายนอก เช่น กัมพูชาและติมอร์ตะวันออก ที่นานาชาติมีบทบาททำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง/p pทั้งนี้ระดับประชาธิปไตยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อใช้เกณฑ์ชี้วัดประเภทการมีส่วนร่วมทางการเมือง การแข่งขันผ่านสนามเลือกตั้ง และเสรีภาพทางการเมือง อาจจำแนกได้เป็น 1. ระบอบประชาธิปไตย 2. ระบอบกึ่งประชาธิปไตย 3. ระบอบกึ่งอำนาจนิยม 4. ระบอบอำนาจนิยม ซึ่งประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงนี้ยังไม่มีประเทศใดที่ถูกจัดว่าเป็นประเทศในระบอบประชาธิปไตย แต่มีแนวโน้มอยู่ในกลุ่มประเทศรูปแบบที่ 2 หรือ 3 รวมทั้งมีประเทศในรูปแบบที่ 4 คือระบอบอำนาจนิยมด้วย/p p style=text-align: center;iframe allowfullscreen= frameborder=0 height=315 src=https://www.youtube.com/embed/fO93mx_M8Us width=560/iframe/p p style=text-align: center;span style=color:#ff8c00;strongคลิปการบรรยายช่วงที่สอง ทหารกับระบอบการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้/strong/span/p pในส่วนของคลิปการบรรยายช่วงที่ 2 เป็นการบรรยายเรื่อง โดยเริ่มแรกอธิบายความเข้มแข็งขององค์กรทหาร ผ่านงานของแซมมวล ไฟเนอร์ เรื่อง The man on horseback ที่จำแนกลักษณะเด่นขององค์กรทหาร 5 ส่วน ได้แก่ 1. มีการบังคับบัญชาที่รวมศูนย์ 2.มีการบังคับบัญชาเป็นลำดับชั้น 3. มีระเบียบวินัย 4. มีการติดต่อสื่อสารระหว่างหน่วยงานภายในองค์กร 5. มีความสามัคคีรักพวกพ้องและเป็นองค์กรเอกเทศ/p pจากนั้นเป็นการอธิบาย สาเหตุและรูปแบบการแทรกแซงทางการเมืองของทหารในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่การแทรกแซงทางการเมืองของทหารมักเกิดจากโครงสร้างสังคมที่เต็มไปด้วยความสับสนไร้ระเบียบ รวมถึงความล้มเหลวของรัฐบาลพลเรือนในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ในขณะที่ความเข้มแข็งขององค์กรทหารโดยเฉพาะศักยภาพในการใช้กำลังก็ส่งผลให้ทหารมักประสบความสำเร็จในการแทรกแซงการเมือง/p pพร้อมอธิบายระดับการแทรกแซงของทหารแบบ ตราชั่งเสนาธิปัตย์ (Scale of Praetorianism) ได้แก่ 1. ทหารผู้กดดันถ่วงดุล 2. ทหารผู้พิทักษ์ 3. ทหารผู้ปกครองโดยตรง/p pนอกจากนี้มีการนำเสนอเรื่องการปกครองและการสืบทอดอำนาจของทหารในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความไร้เสถียรภาพและรูปแบบการถอนตัวออกจากการเมืองของทหารในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้/p pเกณฑ์ชี้วัดความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับพลเมือง พิจารณาจากนโยบาย 5 เรื่อง ได้แก่ การเข้าสู่อำนาจของชนชั้นนำ นโยบายสาธารณะ ความมั่นคงภายใน การป้องกันประเทศ และการควบคุมองค์กรทหาร โดยเมื่อใช้เกณฑ์ทั้ง 5 ดังกล่าวเปรียบเทียบกรณีของไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไต้หวัน และเกาหลีใต้ จะพบว่า กรณีของไต้หวันและเกาหลีใต้นั้น รัฐบาลพลเรือนมีอิทธิพลในการตัดสินใจนโยบายทั้ง 5 เรื่อง ขณะที่อินโดนีเซีย รัฐบาลพลเรือนมีอิทธิพลในเรื่องการเข้าสู่อำนาจ และนโยบายสาธารณะ แต่อีก 3 เรื่องคือความมั่นคงภายใน การป้องกันประเทศ และการควบคุมองค์กรทหาร รัฐบาลพลเรือนมีอำนาจจำกัด ส่วนฟิลิปปินส์รัฐบาลพลเรือนมีอำนาจจำกัดทั้ง 5 เรื่อง ส่วนไทย รัฐบาลพลเรือนมีอำนาจจำกัดในเรื่องการเข้าสู่อำนาจและนโยบายสาธารณะ ขณะที่กองทัพมีอิทธิพลในเรื่องความมั่นคงภายใน การป้องกันประเทศ และการควบคุมองค์กรทหาร/p pในช่วงท้ายดุลยภาคยังเสนอชุดจำแนกประเภทระบอบการเมืองว่าด้วยทหารกับประชาธิปไตยอุษาคเนย์ ที่เมื่อใช้แนวคิดตราชั่งเสนาธิปัตย์ 3 รูปแบบ ประกอบกับรูปแบบการเมือง 3 รูปแบบ ทำให้จำแนกระบอบการเมืองว่าด้วยทหารกับประชาธิปไตยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ 9 รูปแบบ/p pนอกจากนี้มีการอธิบายตัวแบบทหารกับประชาธิปไตยในอุษาคเนย์และรูปแบบการเจรจาต่อรองในหมู่ชนชั้นนำในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ซึ่งสามารถส่งผลหลังการเจรจาได้ทั้ง 1. การพัฒนาประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าขึ้น 2. การพัฒนาประชาธิปไตยในคราวลูกผสม และ 3. การพัฒนาประชาธิปไตยที่ล้มเหลว/p pทั้งนี้ดุลยภาคเสนอว่าสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออุษาคเนย์ ประชาธิปไตยกับเผด็จการอาจไม่ใช่ระบอบการเมืองที่เป็นคู่ตรงข้ามกันอย่างเด็ดขาด หากแต่มีการเจือปนผสมผสานกันในรูปแบบ เผด็จการจำแลงในคราบประชาธิปไตย/p pนอกจากนี้ อุษาคเนย์ตั้งอยู่ตรงจุดทางแพร่งระหว่างสองสมการหลักคือ ประชาธิปไตยที่ปราศจากกฎระเบียบที่มีค่าเท่ากับอนาธิปไตย และ กฎระเบียบที่ปราศจากประชาธิปไตยมีค่าเท่ากับเผด็จการ ซึ่งหากแก้สองสมการนี้ได้จะช่วยการพัฒนาประชาธิปไตย และการปฏิรูปองค์กรทหารในด้านที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองได้มากขึ้น/p div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

กรรมการสิทธิฯ วอน รบ.เลี่ยงดำเนินคดีแกนนำค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน หวั่นขัดแย้งขยายตัว

Sun, 02/19/2017 - 00:13
pกสม.ขอ รบ.เปิดเผยสถานที่คุมตัวแกนนำต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ เปิดโอกาสให้ญาติเยี่ยม เลี่ยงการดำเนินคดี หวันขัดแย้งขยายตัว แนะรับฟังความคิดเห็นรอบด้านปมสร้างโรงไฟฟ้าอีกครั้ง พร้อมรอการไต่สวนของศาลแพ่งก่อน/p div !--break--!--break--/div p style=text-align: center;img alt= src=https://c1.staticflickr.com/3/2748/32847939231_35e6df86cb_b.jpg style=width: 600px; height: 825px; //p p18 ก.พ. 2560 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ออกแถลงการณ์เรื่องการยุติการชุมนุมและควบคุมตัวแกนนำกลุ่มคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่/p divโดยแถลงการระบุว่า ตามที่มีการชุมนุมเรียกร้องต่อรัฐบาล ให้พิจารณาทบทวนเพื่อยุติการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ จ.กระบี่ ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) กระทั่งนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายเพื่อยุติการชุมนุม ด้วยการควบคุมตัวแกนนำการชุมนุม ผลักดันผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ชุมนุมและร้องขอต่อศาลแพ่งให้ยกเลิกการชุมนุมnbsp;/div divnbsp;/div divกสม. ระบุว่า ได้ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวด้วยความห่วงใย ทั้งนี้เนื่อจากสถานการณ์อาจบานปลายนำไปสู่ความรุนแรงและเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้นได้ ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาดังกล่าวทวีความรุนแรงและความขัดแย้งขยายตัวต่อไปในอนาคตnbsp;/div divnbsp;/div divกสม. จึงเสนอแนวทางในการแก้ปัญหาดังนี้ 1. รัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องควรเปิดเผยสถานที่ควบคุมตัวแกนนำและเปิดโอกาสให้ญาติหรือบุคคลใกล้ชิดเยี่ยมโดยสะดวก ประการสำคัญหากเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงการดำเนินคดีแก่แกนนำเพื่อไม่ให้ความขัดแย้ง แตกแยกทางความคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น/div divnbsp;/div div2. รัฐบาลควรพิจารณาข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้านอีกครั้ง ด้วยการเคารพสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชนก่อนตัดสินใจสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน และ 3. พึงปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมในส่วนของการเข้าถึงน้ำอาหารและยารักษาโรคด้วยการคำนึงถึงมนุษยธรรม รวมทั้งทุกฝ่ายควรรอการไต่สวนของศาลแพ่งในวันที่ 20 ก.พ.นี้ เนื่องจากพนักงานสอบสวน สน.ดุสิตยืนคำร้องขอให้ยกเลิกการชุมนุม/div divnbsp;/div div class=field field-type-link field-field-related-link div class=field-labelเรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class=field-items div class=field-item odd a href=/journal/2017/02/70145 target=_blankจนท.คุม 5 แกนนำต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ที่เหลือยันปักหลักต่อ แจงไม่ใช่ชุมนุมทางการเมือง/a /div div class=field-item even a href=/journal/2017/02/70153 target=_blankประมวลแถลงการณ์หลากองค์กรร้องรัฐปล่อยตัวแกนนำ-ผู้ชุมนุมค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่/a /div /div /div div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

เผยทูลเกล้าฯ ร่าง รธน.แก้ไขแล้ว

Sat, 02/18/2017 - 17:25
divเผยนายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขขึ้นทูลเกล้าฯ แล้ววานนี้ อยู่ในพระราชอำนาจจะทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ลงมาเมื่อใดใน 90 วัน ส่วนเนื้อหากำลังเรียบเรียง คาดชง ครม.21 ก.พ. คาดเปิดเผยเร็วๆ นี้ รอวันประกาศใช้ รธน.ใหม่จึงเริ่มโรดแมปเลือกตั้งnbsp;/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div18 ก.พ. 2560 a href=http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9600000017036ASTV ผู้จัดการออนไลน์/a รายงานว่าที่ห้องประชาธิปก สถาบันพระปกเกล้า เมื่อเวลา 09.30 น. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติให้เป็นไปตามข้อสังเกตพระราชทานว่า นายกรัฐมนตรีได้นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วเมื่อวันที่ 17 ก.พ.ที่ผ่านมา ตอนนี้อยู่ในพระราชอำนาจซึ่งขึ้นอยู่ที่ว่าทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานลงมาเมื่อใด ภายใน 90 วัน ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวบัญญัติไว้ ส่วนการเปิดเผยเนื้อหาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้น ตอนนี้อยู่ระหว่างการเรียบเรียง โดยตนคิดว่าจะนำเรื่องนี้รายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 21 ก.พ.นี้ จากนั้น รัฐบาลจะเปิดเผยต่อไปในเร็ว ๆ นี้ จึงขอให้รอฟังรายละเอียดจากรัฐบาล/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divเมื่อถามถึงโรดแม็ปไปสู่การเลือกตั้ง นายวิษณุ กล่าวว่าขั้นตอนที่จะทำอะไรก่อนหลังแต่ละขั้นมีระยะเวลาเท่าใดนั้น มีไว้แล้ว เพียงแต่ยังหาวันเวลานับหนึ่งของแต่ละขั้นยังไม่ได้ และวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นตัวกำหนดอะไรหลายอย่าง การเลือกตั้งต้องดำเนินการภายใน 150 วันหลังจากเริ่มบังคับใช้กฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ทั้งนี้ตนขอยืนยันว่าทุกอย่างในโรดแม็ปยังเป็นอย่างเดิม แต่อย่าเพิ่งคาดคั้นเวลา เพราะยังหาเวลาเริ่มต้นที่ชัดเจนไม่ได้/div div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor