FEED - ประชาไท - การเมือง

Syndicate content
Updated: 11 min 14 sec ago

เปิดร่างกฎหมายจดทะเบียนสื่อ เผย 5 วิธีรัฐแทรกแซงการกำกับดูแลกันเอง

2 hours 32 min ago
pโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) เปิดร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ชี้หัวใจสำคัญของร่าง คือการกำหนดให้อาชีพสื่อเป็นอาชีพที่ต้องขึ้นทะเบียน และตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่เพื่อกำกับดูแลสื่อไม่จำกัดประเภท ไม่ว่าจะเป็นสื่อออนไลน์หรือสื่อออฟไลน์ เผย 5 วิธีรัฐแทรกแซงการกำกับดูแลกันเอง/p p!--break--!--break--/p pimg alt=lt;--break- / src=/sites/default/modules/wysiwyg/plugins/break/images/spacer.gif title=lt;--break--เมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2560 ที่ผ่านมาnbsp;a href=https://ilaw.or.th/node/4397เว็บไซต์โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw)/anbsp;ได้เปิดเผยnbsp;a href=https://ilaw.or.th/sites/default/files/Media%20Registration%20Draft.pdfร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ..../anbsp;รวมทั้งวิเคราะห์ร่างกฎหมายนี้ โดยระบุว่าสื่อมวลชนในยุคข้อมูลข่าวสารเป็นจำเลยของปัญหาสังคมต่างๆ มากมาย ข้อเสนอจาก สปท. รอบนี้ขอให้จัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ สื่อทุกแห่งต้องจดทะเบียน กำหนดมาตรฐานกลางเรื่องจริยธรรมของสื่อมวลชนใช้กับสื่อทุกแห่ง และให้มีกลไกร้องเรียนลงโทษ/p divยิ่งโลกข้อมูลข่าวสารวิ่งหมุนไปอย่างรวดเร็วเท่าใด รัฐก็ยิ่งวิ่งไล่กวดเพื่อหาวิธีกำกับควบคุมการแสดงความคิดเห็นของประชาชนและการทำงานของสื่อ ดังเช่นที่รัฐบาลไทยภายใต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังพุ่งเป้าไปที่ปัญหามาตรฐานจริยธรรมวิชาชีพสื่อมวลชน โดยหวังจะหาวิธีกำกับดูแลสื่อทั้ง “ในระบบ” และ “นอกระบบ”nbsp;/div divnbsp;/div divด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่มาของการยกร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ.... ที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2559 และสั่งให้คณะกรรมการสามฝ่าย คือ คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ไปพิจารณาร่างพ.ร.บ.ให้สอดคล้องเหมาะสมกับการปฏิรูปประเทศnbsp;/div divnbsp;/div divหัวใจสำคัญของร่าง คือการกำหนดให้อาชีพสื่อเป็นอาชีพที่ต้องขึ้นทะเบียน และตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่เพื่อกำกับดูแลสื่อไม่จำกัดประเภท ไม่ว่าจะเป็นสื่อออนไลน์หรือสื่อออฟไลน์ สาระสำคัญ มีดังนี้nbsp;/div divnbsp;/div divstrong1. ให้งานสื่อสารมวลชนเป็นกิจการที่ต้องจดทะเบียนและมีใบอนุญาตให้ประกอบกิจการ/strong/div divร่างกฎหมายนี้วางระบบให้สื่อหนึ่งๆ ต้องขึ้นทะเบียนกับ “องค์การวิชาชีพสื่อมวลชน” ซึ่งคือกลุ่มองค์กรวิชาชีพสื่อต่างๆ ที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน เมื่อขึ้นทะเบียนแล้ว องค์การวิชาชีพสื่อมวลชนจะออกใบรับรองสำหรับประกอบกิจการให้ จากนั้น องค์กรสื่อก็จะสามารถออกบัตรประจำตัวให้แก่นักข่าวหรือผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนได้ ตัวอย่างเช่นnbsp;/div divnbsp;/div divnbsp; nbsp; nbsp;nbsp;br / table border=1 cellpadding=1 cellspacing=1 tbody tr tdสื่อมวลชน/td tdnbsp;/td tdองค์การวิชาชีพสื่อมวลชน/td /tr tr td divหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ แนวหน้าnbsp;/div divข่าวสด เดอะเนชั่น บางกอกโพสต์ ฯลฯ/div /td tdขึ้นทะเบียนกับ/td tdสภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย หรือbr /สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย/td /tr tr tdช่องเจ็ด ช่องสาม เวิร์คพอยท์ทีวีbr /ช่อง ONEช่อง PPTVฯลฯnbsp;/td tdขึ้นทะเบียนกับ/td tdสมาพันธุ์วิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ หรือbr /สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย/td /tr tr tdประชาไท ไทยพับลิกา TCIJbr /เดอะแมทเทอร์ โมเมนตัม ไอลอว์/td tdขึ้นทะเบียนกับ/td tdสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์/td /tr /tbody /table /div divnbsp;/div divnbsp;/div divเมื่อมีองค์การวิชาชีพสื่อรับรองและให้ใบอนุญาตประกอบกิจการแล้ว สำนักข่าวเหล่านั้นก็สามารถออกบัตรประจำตัวให้นักข่าวได้/div divnbsp;/div divตามnbsp;a href=http://www.parliament.go.th/ewtcommittee/ewt/drive_communication_sub3/ewt_dl_link.php?nid=59amp;filename=indexร่างฉบับที่เผยแพร่เมื่อ 13 มกราคม 2560nbsp;/aซึ่งกำลังอยู่ในกระบวนการของคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสื่อสิ่งพิมพ์ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ยังไม่ชัดเจนว่าสื่อกลุ่มไหนบ้างที่เข้าข่ายตามกฎหมายนี้? แต่เจตนารมณ์ของกฎหมายเขียนไว้เพื่อหวังกำกับดูแลสื่อออนไลน์ โดยกำหนดนิยามคำว่าสื่อมวลชนให้ครอบคลุมถึงสื่อทุกประเภท รวมไปถึง สื่อมวลชนที่อยู่นอกระบบ nbsp;/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ ธาม เชื้อสถาปนศิริ ผู้อำนวยการฝ่ายดิจิทัล บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นต่อสนช.ว่า ควรมีระบบการกำกับดูแลร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยให้อำนาจลงโทษสื่อมวลชนเป็นอำนาจของรัฐ และสร้างแรงจูงใจให้สื่อมวลชนเข้าระบบหรือสังกัดองค์กร เช่น ให้ทุนสนับสนุน ทุนวิจัย และศึกษาดูงาน nbsp;/div divnbsp;/div divnbsp;/div divstrong2. ให้ตั้ง สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ มาคุมสื่อ/strong/div divกฎหมายนี้จะตั้งองค์กรใหม่ที่ชื่อว่า สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ มีอำนาจเหนือการกำกับดูแลกันเองตามที่องค์การวิชาชีพสื่อมวลชนพยายามดำเนินการอยู่ nbsp;/div divnbsp;/div divสภาวิชาชีพฯ ทำหน้าที่รับจดทะเบียนสมาชิก เพิกถอนใบรับรองสมาชิก ตรวจสอบและเฝ้าระวังการกระทำอันไม่เหมาะสมของสื่อมวลชน และจัดทำ มาตรฐานทางจริยธรรม ของคนทำงานสื่อ รับเรื่องร้องเรียนเมื่อองค์กรสื่อฝ่าฝืนจริยธรรม และเมื่อสื่อถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพ คณะกรรมการฯ มาจากองค์ประกอบดังนี้/div divnbsp;/div div• คนทำงานสื่อ จำแนกประเภทตามช่องทางสื่อและตามหมวดของเนื้อหา ได้แก่ ด้านวิทยุกระจายเสียง ด้านวิทยุโทรทัศน์ ด้านสื่อสิ่งพิมพ์ ด้านสื่อออนไลน์ ด้านโฆษณา ด้านข่าว ด้านบันเทิง ด้านอื่นๆ และตัวแทนภูมิภาค รวมแปดคนnbsp;/div div• ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านนิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์ nbsp;สื่อสารมวลชน สองคน ด้านกฎหมายมหาชนหนึ่งคน ด้านสังคมสองคน และด้านอื่นๆ หนึ่งคน/div div• ผู้แทนผู้บริโภค หนึ่งคน/div divnbsp;/div divกรรมการจะมาจากการคัดเลือกของคณะกรรมการสรรหาซึ่งมาจากองค์การวิชาชีพสื่อมวลชน ได้แก่ นายกสมาคมสมาพันธ์วิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย นายกสภาทนายความ และผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ/div divnbsp;/div divstrong3. กำหนดมาตรฐานกลางว่าด้วยจริยธรรมสื่อมวลชน (มาตรา 37)/strong/div divองค์การวิชาชีพสื่อมวลชนต้องกำกับให้องค์กรสื่อในสังกัดตัวเองปฏิบัติตาม มาตรฐานกลาง ของเนื้อหาและข้อมูลข่าวสาร ซึ่งมี 6 ข้อ คือ/div div1) ต้องถูกต้อง ครบถ้วน รอบด้าน และให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย/div div2) ต้องตระหนักถึงผลกระทบต่อบุคคลอื่น คำนึงถึงสิทธิบุคคล ไม่ซ้ำเติมผู้ประสบเคราะห์กรรม หลีกเลี่ยงการสร้างความเกลียดชังหรือใช้ความรุนแรง/div div3) ต้องเป็นไปโดยอิสระ ไม่อยู่ใต้อาณัติของบุคคลหรือองค์กรใดในทางที่มิชอบ/div div4) ต้องไม่รับผลประโยชน์ใดๆ อย่างมิชอบ/div div5) ต้องมีผู้รับผิดชอบและประกาศแก้ไขข้อบกพร่องในกรณีที่การนำเสนอผิดพลาดหรือสร้างผลกระทบnbsp;/div div6) ต้องเป็นไปตามหลักจรรยาบรรณวิชาชีพ ไม่ขัดต่อศีลธรรมของสังคม ไม่ก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าประโยชน์ที่ได้รับ และคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ/div divnbsp;/div divstrong4. การรับเรื่องร้องเรียน/strong/div divสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติจะรับเรื่องราวร้องเรียนทั้งในกรณีที่สื่อมวลชนถูกละเมิดเสรีภาพ และกรณีที่ประชาชนถูกสื่อมวลชนละเมิดสิทธิ โดยมีลำดับขั้นของการร้องเรียนไว้ว่าnbsp;/div divbr /ขั้นที่หนึ่งnbsp;เมื่อคนทำสื่อถูกร้องเรียน องค์กรต้นสังกัดพิจารณาเรื่องเสียก่อนnbsp;/div divขั้นที่สองnbsp;เมื่อองค์กรสื่อเป็นผู้ถูกร้องเรียน ให้องค์การวิชาชีพสื่อมวลชนเป็นผู้พิจารณา/div divขั้นที่สามnbsp;หากสื่อที่ถูกร้องเรียนไม่ได้เป็นสมาชิกของสภาวิชาชีพสื่อมวลชน ให้คณะกรรมการจริยธรรมสื่อมวลชนของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติเป็นผู้สอบสวนเรื่องนั้น (มาตรา 67)/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ หากองค์กรสื่อหรือองค์การวิชาชีพสื่อมวลชนเพิกเฉย ก็ให้คณะกรรมการจริยธรรมสื่อมวลชนของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติเป็นผู้สอบสวนเรื่องนั้นnbsp;/div divnbsp;/div divสำหรับเรื่องบทลงโทษนั้น ตามร่างของสปท. กำหนดโทษทางปกครอง เป็นโทษปรับไม่เกินสามหมื่นบาท ส่วนในกรณีที่สื่อถูกวินิจฉัยว่าฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงและขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน จะถูกลงโทษโดยการเพิกถอนบัตรประจำตัวผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน หรือเพิกถอนใบรับรองสมาชิกขององค์กรนั้นๆ ขณะที่ในที่ประชุมของสนช.เห็นว่า สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติควรทำหน้าที่เพียงวินิจฉัยเรื่องร้องเรียน โดยปล่อยให้การลงโทษเป็นหน้าที่หน่วยงานอื่นของรัฐnbsp;/div divnbsp;/div divstrong5. งบประมาณของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติnbsp;/strong/div divสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ มีรายได้สองทาง คือ มาจากเงินร้อยละ 5 ที่องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยส่งเข้าเป็นรายได้แผ่นดิน และอีกส่วนหนึ่ง เจียดมาจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม/div div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

ชาวกะเหรี่ยงกลุ่มหนึ่งจับนักท่องเที่ยวชาวไทยเป็นตัวประกัน ล่าสุดทยอยปล่อยตัวแล้ว

3 hours 9 min ago
p!--break--!--break--/p div21 ม.ค. 2560 a href=http://breakingnews.nationtv.tv/home/read.php?newsid=803131เว็บไซต์ Nation TV/a รายงานว่าจากกรณีชาวกะเหรี่ยงกลุ่มหนึ่ง ตามแนวชายแดนไทย-พม่า ทางด้าน จ.กาญจนบุรี ได้จับนักท่องเที่ยวชาวไทยเกือบ 40 คน ในขณะเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวเป็นตัวประกัน เพื่อเรียกร้องให้ทางการไทย ปล่อยตัวผู้ต้องหาชาวกะเหรี่ยง ที่ถูกจับในคดีค้ามนุษย์ในประเทศไทยnbsp;/div divnbsp;/div divเกี่ยวกับเรื่องนี้ พล.ต.ต.คำรณ บุญเลิศ ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า ภายหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ทหาร รวมถึงเจ้าหน้าที่คณะกรรมการชายแดนไทย-พม่า ได้เข้าไปเจรจากับชาวกะเหรี่ยงกลุ่มดังกล่าวแล้ว ซึ่งล่าสุดสถานการณ์ได้คลี่คลายลงแล้ว โดยทางกลุ่มกะเหรี่ยงได้ทยอยปล่อยตัวคนไทยทั้งหมดแล้ว ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตรวจสอบอยู่ว่า กลุ่มคนไทยทั้งหมดที่ถูกจับตัวไป เข้าไปทำอะไรในพื้นที่ดังกล่าวnbsp;/div divnbsp;/div div“คนไทยทั้งหมดที่ถูกจับเป็นตัวประกันนั้น ถูกจับในพื้นที่พม่า ติดกับ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ซึ่งหลังจากมีการเจรจาโดยคณะกรรมการชายแดน ทางกลุ่มกะเหรี่ยงได้ยอมปล่อยตัวคนไทยแล้ว ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบด้วยว่า คนไทยทั้งหมดเข้าไปทำอะไรในพื้นที่ดังกล่าว” ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี ระบุnbsp;/div divnbsp;/div div divก่อนหน้านี้ a href=https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_190067เว็บไซต์ข่าวสด/a รายงานว่าเมื่อเวลาประมาณ 09.00 น.ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวชาวไทยจำนวน 37 คน ได้นั่งรถยนต์ตู้ จำนวน 3 คัน เข้าไปท่องเที่ยวในเขตพื้นที่ตลาดอำเภอพญาตองซู ประเทศเมียนมา ที่มีแนวชายแดนติดกับ ด่านพระเจดีย์สามองค์ หมู่ 9 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ถูกกะเหรี่ยงกลุ่มหนึ่งไม่ทราบจำนวน จับเอาไว้เป็นตัวประกัน โดยไม่ทราบสาเหตุ หลังจากที่เจ้าหน้าที่ฝั่งไทยทราบข่าวจึงได้เร่งเข้าพื้นที่เพื่อเข้าไปเจรจาเพื่อให้ปล่อยตัว พร้อมกับขอทราบสาเหตุที่จับนักท่องเที่ยวจำนวนดังกล่าวเอาไว้เป็นตัวประกันมาจากสาเหตุอะไร/div divnbsp;/div divเจ้าหน้าที่ฝั่งไทยที่เข้าไปเจรจา ประกอบด้วย พ.ต.อ.ขวัญชัย ธีระกุล ผกก.สภ.สังขละบุรี พ.ต.ท.สุชาติ เพ็ญภู่ สว.ตม.จังหวัดกาญจนบุรี พ.ต.ท.วรากร วิทยาบำรุง ผบ.ร้อย ตชด.ที่ 134 พ.ท.ดิเรก พรหมภักดิ์ดี หัวหน้าชุดประสานงานไทย-เมียนมา ร.อ.พิสิษฐ์ บัวพึ่ง หน.ชุด ลว.ไกล กองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ นายศิรัญ บุญสังข์ ปลัดอำเภอสังขละบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของฝั่งไทย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทหารของประเทศเมียนมา นายอำเภออำเภอพญาตองซู ร่วมกันเจรจา โดยใช้เวลานานประมาณ 30 นาที กำลังกะเหรี่ยงดังกล่าว จึงยอมปล่อยตัวนักท่องเที่ยวทั้ง 37 คน กลับเข้ามายังฝั่งประเทศไทย/div divnbsp;/div divทั้งนี้ แหล่งข่าวแจ้งเพิ่มเติมว่า สาเหตุที่กะเหรี่ยง จับนักท่องเที่ยวชาวไทยเอาไว้เป็นตัวประกัน เพราะต้องการตอบโต้ เจ้าหน้าที่หน่วยหนึ่งจากกทม. ที่เข้ามาล่อซื้อหญิงสาวบริการจากอำเภอพญาตองซู ประเทศเมียนมา ฝั่งตรงข้ามบ้านพระเจดีย์สามองค์ หมู่ 9 ของไทย รวม 6 คน ในราคา 8,000 บาท โดยมีรถจักรยานยนต์รับจากเป็นชาวเมียนมา 2 คนขับขี่รถจักรยานยนต์มาส่งให้กับเจ้าหน้าที่ชุดล่อซื้อที่รีสอร์ตแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้กับชายแดน จากนั้น เจ้าหน้าที่ จึงได้แสดงตัวเพื่อขอจับกุมหญิงสาวบริการทั้ง 6 ราย และได้ปล่อยตัวกลับอำเภอพญาตองซู จำนวน 2 ราย เนื่องจากอายุเกิน 20 ปี ส่วนอีก 4 ราย อายุระหว่าง 16-17 ปี เจ้าหน้าที่ ได้คุมตัวเอาไว้ พร้อมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างที่นำมาส่ง จำนวน 2 ราย เข้า กทม.ทันที โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านมา/div divnbsp;/div divผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ทำให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง สั่งห้ามไม่ให้นักท่องเที่ยวชาวไทย ข้ามไปเที่ยวยังฝั่งตลาดอำเภอพญาตองซูเป็นการชั่วคราว สาเหตุเพราะกะเหรี่ยง ยังไม่พอใจเจ้าหน้าที่ ปคม.ที่ไปทำการล่อซื้อหญิงสาวบริการ และหากยังไม่มีการปล่อยตัว อาจจะมีการจับนักท่องเที่ยวชาวไทยเป็นตัวประกันอีก/div /div divnbsp;/div div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

ศาลปกครองรับฟ้อง 'ยิ่งลักษณ์' ฟ้อง 'ประยุทธ์' กรณีให้ชดใช้คดีจำนำข้าว

3 hours 18 min ago
divศาลปกครองรับฟ้องคดีที่ 'น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร' อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นฟ้อง 'พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา' นายกรัฐมนตรีกับพวกรวม 4 คน กรณีขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 1351/2559 ที่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคดีโครงการรับจำนำข้าว นัดไต่สวน 26 ม.ค.นี้/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div diva href=http://www.naewna.com/politic/253325เว็บไซต์แนวหน้า/aรายงานเมือวันที่ 20 ม.ค. 2560 ที่ผ่านมาว่าศาลปกครองกลางได้นัดไต่สวนคดีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กับพวกรวม 4 คน กรณีขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค. 59 ที่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากเหตุขณะดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ราชการตามอำนาจหน้าที่จนทำให้กระทรวงการคลังได้รับความเสียหาย ในวันที่ 26 ม.ค.นี้ เวลา 13.30 น./div divnbsp;/div divโดยคดีดังกล่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2559 ที่ผ่านมา และศาลได้มีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณาวินิจฉัยแล้วพร้อมกับมีคำสั่งตั้งองค์คณะพิเศษที่มีอธิบดีศาลปกครองกลางทำหน้าที่หัวหน้าองค์คณะและมีตุลาการประกอบเป็นองค์คณะเพิ่มจากปกติที่มี 4 คน เป็น 7 คน เป็นองค์คณะพิจารณาดดี ซึ่งการเรียกไต่สวนในวันที่ 26 ม.ค.นี้เพื่อที่ศาลจะนำข้อมูลจากคู่กรณีไปพิจารณาว่าจะกำหนดมาตรการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาคือระงับคำสั่งที่1351/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค. 2559 ที่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมูลค่า 35,717 ล้านบาท ดังกล่าวไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาตามที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยื่นขอหรือไม่/div divnbsp;/div divอย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ศาลปกครองกลางได้รับคำฟ้องของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พานิชย์ และนายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พานิชย์ ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงพานิชย์ที่ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณี ทุจริตโครงการรับจำนำข้าวและระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐจำนวน 1.7 พันล้านบาท และ 2.3 พันล้านตามลำดับ ไว้พิจารณาวินิจฉัยแล้วและได้ตั้งองค์คณะพิเศษในการพิจารณาคดีพร้อมเรียกไต่สวนเพื่อพิจารณาว่าจะมีคำสั่งกำหนดมาตรการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาคือระงับคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไว้ก่อนตามที่นายบุญทรง และนายภูมิ ร้องขอหรือไม่ไปแล้วเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2559 แต่จนขณะนี้ศาลยังไม่มีคำสั่งใด ๆ ออกมา/div div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

'ประยุทธ์' ระบุรัฐไม่ปิดกั้นคนอยากดังผ่านโซเชียลมีเดีย

4 hours 1 min ago
div'ประยุทธ' แจงรัฐบาลไม่ปิดกั้นคนอยากดังผ่านโซเชียลมีเดียตราบที่ไม่ทำผิดกฎหมาย-ศีลธรรมอันดี พร้อมชี้ปัญหาใหญ่ของประเทศ ต้องเปิดกว้างรับฟัง/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div21 ม.ค. 2560 a href=http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/737072เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ/a รายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และกัวหน้าคณะรักษาควสมสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน แนะนำการใช้สื่ออโซเซียลของคนไทยในเวลานี้ ว่าในยุคที่เทคโนโลยีสารสนเทศ มีบทบาทกับชีวิต และอารมณ์ของคนในสังคม ส่งผลให้คนไทยนิยมความหวือหวา ชอบความสะใจ ชอบตามกระแส อยากเด่นอยากดัง อยากได้เร็วๆ หรือมีความอดทนน้อย อาจจะดูเป็นเรื่องธรรมดา และเข้าใจได้ หากสิ่งที่ทำหรือแสดงออกไป เป็นเพราะต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้นnbsp;/div divnbsp;/div div“ รัฐบาลเองไม่ได้ปิดกั้น แต่ก็พร้อมที่จะส่งเสริม ตราบเท่าที่การกระทำเหล่านั้น ไม่ละเมิดกฎหมาย ไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดี แต่หากเป็นต้นเหตุของปัญหา กระทบต่อผู้คนในสังคมและส่วนรวมแล้ว รัฐบาลก็จำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมาย ด้วยความเป็นธรรม และไม่สร้างความเหลื่อมล้ำ บางปัญหาที่ง่าย ก็อาจจะแก้ไขได้โดยเร็ว บางปัญหาที่สลับซับซ้อน เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน หลายกฎหมาย ก็ต้องมีการบูรณาการ ” นายกฯ กล่าว/div divnbsp;/div divพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าการแก้ปัญหาใหญ่ ๆ ของประเทศในปัจจุบัน ต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็น อย่างเปิดกว้างและเป็นธรรม รัฐบาลและ คสช. เต็มใจที่จะเป็น สะพาน เชื่อมโยงความเห็นจากทุกฝ่าย ประสานความหวังให้เป็นหนึ่งเดียว และเป็น ตัวกลางในการผนึก พลังประชารัฐ เพื่อทำความต้องการของเรา ให้เป็นความจริง เพราะหากมีความต้องการ แต่อ้างว่าทำไม่ได้ แล้วไม่เริ่มลงมือทำ ก็ไม่เกิดประโยชน์ และตนก็เชื่อว่า ไม่มีอะไร ที่เป็นไปไม่ได้/div div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

'เพื่อไทย' ชี้ปรองดองคืออยู่ร่วมกันอย่างสันติภายใต้หลักนิติธรรม

Fri, 01/20/2017 - 19:59
divประวิตรยันที่ทหารจะนั่งเต็ม กก.ปรองดอง เพราะเป็นกลางไม่ขัดแย้งใคร หน.กก.ปรองดอง เผยคุย 3 เดือนก่อนทำ MOU ด้าน ยิ่งลักษณ์ ยินดี พร้อมชี้ควรยึดหลักความเป็นกลางความเป็นธรรม ภูมิธรรม มองไม่ใช่เรื่องของนักการเมืองแต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ขณะที่ ปธ.สนช.เห็นด้วยรัฐบาลเป็นเจ้าภาพ/div div !--break--!--break--/div p style=text-align: center;img src=https://c2.staticflickr.com/2/1556/25709763522_51373aeff8.jpg //p p style=text-align: center;span style=color:#ff8c00;พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ (ที่มาภาพ แฟ้มภาพเว็บไซต์ทำเนียบฯ)/span/p p20 ม.ค. 2560 ความคือบหน้าเรื่องแนวคิดการเชิญนักการเมืองมาปรึกษาหารือและมาลงสัตยาบันร่วมกันเพื่อสร้างความปรองดองและยุติความขัดแย้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า การสร้างบรรยากาศความปรองดองเป็นไปในเชิงบวก ทุกคนต้องการให้เกิดความปรองดองเพื่อให้ประเทศชาติสงบสุข ให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปได้ ประชาชนสามารถทำมาหากินได้อย่างปกติสุข เบื้องต้นตนยังไม่ได้ติดต่อกับกลุ่มการเมืองหรือพรรคการเมืองใดๆ ตนไม่ดิวกับใครอยู่แล้ว และต้องรอรายชื่อคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองออกมาก่อน โดยจะให้ทุกกลุ่มการเมือง พรรคการเมือง ได้แสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะเข้ามา เพื่อให้คณะกรรมการได้พิจารณาในภาพรวมทั้งหมด/p h3span style=color:#0000cd;ที่ทหารจะนั่งเต็ม กก.ปรองดอง เพราะเป็นกลางไม่ขัดแย้งใคร/span/h3 divพล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ในสัปดาห์หน้ารายชื่อของคณะกรรมการจะแล้วเสร็จและสามารถเปิดเผยได้ โดยคณะกรรมการนี้จะดูว่าต้องเชิญกลุ่มการเมือง พรรคการเมืองใดบ้าง โดยจะพยายามให้ทุกกลุ่มเข้ามาพูดคุยหารือ เริ่มจากพรรคการเมืองก่อน ยืนยันว่าการที่คณะกรรมการมีแค่คนในกองทัพไม่ใช่ปัญหา เพราะกองทัพเป็นกลาง ทหารไม่มีความขัดแย้งกับใคร และคณะกรรมการก็ไม่ใช่เด็กๆ ล้วนแต่เป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ทั้งนั้น/div divnbsp;/div div divไม่เป็นไรหรอก ก็เป็นกลาง ไม่เห็นเป็นไรเลย ก็ผมบอกแล้วไงทหารเราไม่มีความขัดแย้งกับใคร และพวกที่เข้าไปนั่งก็ไม่ได้เป็นพวกเด็กๆ นะ เป็นระดับผู้ใหญ่ๆ ทั้งนั้นในกองทัพนะครับ ท่านรู้นะครับว่าท่านควรจะทำอย่างไร พล.อ.ประวิตร กล่าวกรณีที่คณะกรรมการปรองดองจะมีทหารเข้าไปอยู่จำนวนมาก/div divnbsp;/div divต่อกรณีคำถามว่าหากพรรคการเมืองจะขอเปิดประชุมเพื่อขอมติพรรคในเรื่องดังกล่าวจะอนุญาตหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่เห็นจำเป็นต้องประชุม ตนไม่ได้ต้องการการตัดสินใจในภาพรวมของพรรค เพียงแต่ต้องการการแสดงความคิดเห็นว่า จะทำอย่างไรให้เกิดความสงบขึ้นหลังจากมีการเลือกตั้ง ป้องกันการประท้วง การออกมาตีกัน ไม่ได้ขอมติพรรค ใครอยากเสนออะไรก็สามารถเสนอได้ ไม่ได้กำหนดว่าจะต้องเป็นมติพรรค โดยเบื้องต้นได้มีการวางกรอบในการพูดคุยหารือและคำถามต่างๆ ที่เตรียมไว้สำหรับทุกฝ่ายอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นประเด็นด้านการเมือง ยุทธศาสตร์ชาติ การปฏิรูป เป็นต้น/div divnbsp;/div div“เราจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือนในการที่จะรับฟังข้อคิดเห็นทั้งหมด ไม่ใช่ว่ากระบวนการเสร็จสิ้นภายใน 3 เดือน จากนั้นนำความคิดเห็นต่างๆ มาเผยแพร่ และเข้าสู่กระบวนการต่อไป” พล.อ.ประวิตรกล่าว/div h3span style=color:#0000cd;หน.กก.ปรองดอง เผยคุย 3 เดือนก่อนทำ MOU/span/h3 divด้าน พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะหัวหน้าคณะกรรมการอำนวยการการปรองดอง กล่าวว่า กระบวนการรับฟังความคิดเห็นฝ่ายต่างๆ ทั้งพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง จะใช้เวลา 3 เดือน โดยจะสรุปข้อเสนอทั้งหมดทำเป็นข้อตกลงร่วมกัน ซึ่งยังไม่สามารถระบุกรอบเวลาที่ชัดเจนได้ ต้องรอดูข้อมูลที่จะได้รับก่อน ยืนยันการดำเนินการครั้งนี้ไม่ใช่การซื้อเวลา ไม่มีมวยล้มต้มคนดูอย่างแน่นอน/div /div h3span style=color:#0000cd;ยิ่งลักษณ์ ยินดี พร้อมชี้ควรยึดหลักความเป็นกลางความเป็นธรรม/span/h3 pขณะที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการที่ คสช.และรัฐบาลออกคำสั่งตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ว่า ส่วนตัวยินดีให้การสนับสนุน ถ้าทุกอย่างเป็นประโยชน์กับประเทศ แต่ควรยึดหลักความเป็นกลางความเป็นธรรม และขอให้เป็นไปตามกฎหมาย nbsp;แต่ต้องแน่ใจว่าจะเป็นธรรมกับทุกฝ่าย/p divยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า หวังว่ากลไกทางภาครัฐและฝ่ายทหารจะเป็นผู้ประสานงานที่ดี nbsp; ถ้าเป็นไปได้อยากให้เชิญผู้ที่มีความเป็นกลางโดยเฉพาะนักวิชาการ หรือผู้ที่สังคมให้การยอมรับเข้ามาแลกเปลี่ยนให้ความรู้ และเป็นคณะกรรมการ nbsp;เชื่อว่าหากคณะกรรมการ ป.ย.ป.จะสร้างประโยชน์ให้กับประเทศคงไม่มีผู้ใดปฏิเสธ nbsp;เพราะทุกคนต้องคิดถึงส่วนรวมเป็นหลัก อย่างไรก็ตามการแก้ปัญหาจะต้องทราบถึงนิยามคำว่าปรองดองก่อน ทุกคนต้องยอมรับและได้รับความเป็นกลางไม่มีการเลือกปฎิบัติ เมื่อได้รับนิยามแล้วจึงจะพิจารณาที่กลไกปฎิบัติต่อไป/div div style=text-align: center;img src=https://c2.staticflickr.com/2/1634/24832853085_d733449d99.jpg //div div style=text-align: center;span style=color:#ff8c00;ภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่ยไทย/span/div h3span style=color:#0000cd;ภูมิธรรม มองไม่ใช่เรื่องของนักการเมืองแต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง/span/h3 divภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่ยไทย กล่าวว่า ตามที่ คสช. และรัฐบาลได้ออกคำสั่งเพื่อให้มีการดำเนินการเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ การปฏิรูปและการสร้างความปรองดองโดยจะจัดให้มีคณะกรรมการรับผิดชอบขับเคลื่อนในด้านต่างๆและเรียกร้องให้นักการเมืองร่วมมือกันสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคม การแก้ไขปัญหานี้ให้ประสบความสำเร็จ คงไม่ใช่ให้พรรคการเมืองมาพบกันและจัดทำเอ็มโอยูเท่านั้น เพราะปัญหาความไม่ปรองดอง ไม่ใช่เกิดจากเฉพาะพรรคการเมืองแต่ฝ่ายเดียว แต่เกี่ยวพันกับคนหลายกลุ่ม หลายฝ่าย หลายองค์กร เกี่ยวพันกับปัญหาประเทศเชิงโครงสร้างในหลาย ๆ ส่วน รวมถึงผู้มีอำนาจในปัจจุบันก็เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาที่เกิดขึ้น/div h3span style=color:#0000cd;เพื่อไทยชี้คือการอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติภายใต้หลักนิติธรรม/span/h3 divภูมิธรรม กล่าวว่า nbsp;ปัจจัยที่จะทำให้ความปรองดองเกิดขึ้น เป็นผลสำเร็จ ความหมายที่แต่ละฝ่ายยึดถือและเข้าใจในเรื่องความปรองดองนั้นต้องตรงกัน จึงจะสามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาได้ สำหรับพรรคเพื่อไทย เข้าใจว่าการปรองดองหมายถึง การอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติภายใต้หลักนิติธรรม บนพื้นฐานการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังนั้นการจะสร้างความปรองดองได้ คือ การอำนวยให้เกิดความยุติธรรม และการยอมรับการอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างที่แต่ละฝ่ายมี nbsp;ซึ่งพรรคเพื่อไทยมอบให้ โภคิน พลกุล ชัยเกษม นิติสิริ ชูศักดิ์ ศิรินิล จาตุรนต์ ฉายแสง พงศ์เทพ เทพกาญจนา เป็นผู้ดำเนินการติดตามเรื่องนี้และรายงานให้ที่ประชุมรับทราบ/div div h3span style=color:#0000cd;ปธ.สนช.เห็นด้วยรัฐบาลเป็นเจ้าภาพ/span/h3 divพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. เปิดเผยผลการหารือร่วมกับ สุวิทย์ เมษิณทรีย์ เลขานุการคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ว่า เป็นขั้นตอนก่อนที่จะตั้งคณะทำงาน 4 คณะ ตามอำนาจของนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีเร่งรัดให้รีบดำเนินการ ให้เห็นผลผลเป็นรูปธรรมซึ่งส่วนตัวเห็นด้วยที่จะให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพในการหาข้อยุติ/div divnbsp;/div divพรเพชร กล่าวว่า ตนอยู่ร่วมทั้ง3 คณะ และมีรองประธานสนช. ร่วมคณะด้วยเพื่อเป็นตัวแทนฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งแต่ละภาคส่วนจะไปดำเนินการในส่วนที่รับผิดชอบ โดยสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) จะทำงานด้านปฏิรูปเป็นหลัก และเสนอแผนเข้ามา ให้สนช. เห็นชอบออกเป็นกฎหมาย ซึ่งยืนยันว่า จะสามารถคาดหวังได้ในเรื่องของการปฏิรูป ส่วนด้านยุทธศาสตร์ชาติ สนช. มีส่วนเกี่ยวข้องมากในส่วนของการออกกฎหมาย ขณะที่เรื่องความปรองดอง กฎหมายมีส่วนเกี่ยวข้องน้อย เพราะกฎหมายบังคับเรื่องความปรองดองไม่ได้ จึงต้องรอฟังข้อเสนออีกครั้งว่าแต่ละฝ่ายต้องการอย่างไร nbsp;ตนยังนึกไม่ออกว่าจะออกมาเป็นรูปแบบใด/div divnbsp;/div /div pที่มา : a href=http://www.tnamcot.com/content/638831สำนักข่าวไทย/a, a href=http://www.matichon.co.th/news/434135มติชนออนไลน์/anbsp;a href=http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9600000006555ผู้จัดการออนไลน์/aและa href=http://www.posttoday.com/politic/476680โพสต์ทูเดย์/a/p div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

บิดา 'ไผ่ ดาวดิน' แถลงหลังศาลฝากขังบุตรผัด 5 “เรากำลังสู้กับกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ”

Fri, 01/20/2017 - 18:56
pศาลสั่งพิจารณาลับ ฝากขังผัด 5 คดีแชร์บทความบีบีซีไทย 'ไผ่ ดาวดิน' จำเลยแถลงค้านการพิจารณาลับ แต่ไม่เป็นผล จึงขอให้ทนายของตัวเองออกจากห้องพิจารณา ด้าน 'พ่อไผ่' แถลงไม่ได้สู้เรื่องการประกันตัวอีกต่อไปแล้ว แต่ต้องสู้กับกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ/p p!--break--!--break--/p p style=text-align: center;img alt= src=https://c1.staticflickr.com/1/639/32419865845_605c292583_z.jpg style=width: 560px; height: 315px; //p pspan style=color:#ff8c00;strongส่วนหนึ่งของผู้ที่มาเยี่ยม 'ไผ่ ดาวดิน' และรอฟังผลการพิจารณาคำร้องขอฝากขังผัดที่ 5 ที่ศาลจังหวัดขอนแก่น (จากซ้ายไปขวา) เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล, ปิยบุตร แสงกนกกุล, สุลักษณ์ ศิวรักษ์ และnbsp;วิบูลย์ บุญภัทรรักษา บิดาของไผ่ ดาวดินnbsp;/strong/span/p p20 ม.ค. 2560 เวลาประมาณ 13.15 น. ที่ศาลจังหวัดขอนแก่น ภายหลังจากที่ศาลได้พิจารณาคำร้องขอฝากขังของพนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น ซึ่งขอให้ศาลฝากขัง จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน นักศึกษา นักกิจกรรม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งถูกจับกุมคุมขัง และถูกเพิกถอนสัญญาการประกันตัว จากฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ จากการแชร์บทความพระราชประวัติรัชกาลที่ 10 จากเว็บไซต์ BBC Thai/p pโดยในวันนี้พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องให้ศาลพิจารณาฝากขังต่อไปเป็นผัดที่ 5 นับตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค. – 1 ก.พ. 2560 โดยศาลได้สั่งให้การพิจารณาในวันนี้เป็นการพิจารณาลับและอนุญาติให้เพียงทนายความ และบิดา มารดา เท่านั้นที่สามารถเข้าฟังการพิจารณาคดีได้/p pด้านทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้แถลงข่าวหลังจากศาลมีคำสั่งอนุญาตฝากขังผัด 5 โดยemกฤษฎา/ememงค์/em นุตจรัส ทนายความได้แถลงว่า วันนี้ศาลจังหวัดขอนแก่นได้นัดไต่สวนคำร้องของพนักงานสอบสวนว่าจะฝากขังไผ่ต่อในผัดที่ 5 หรือไม่ โดยวันนี้ได้มีญาติพี่น้องเพื่อนฝูง ได้มาร่วมให้กำลังใจกับไผ่ ดาวดิน และคาดหวังว่าจะได้เข้าร่วมฟังการไต่สวนคำร้องในวันนี้ แต่ศาลได้สั่งให้การพิจารณาไต่สวนคำร้องขอฝากขังไผ่วันนี้เป็นการพิจารณาในทางลับ และขอให้ผู้ร่วมเข้าฟังที่ไม่มีส่วนเกียวข้องกับจำเลยให้ออกจากห้องพิจารณาคดี/p pกฤษฏางค์ กล่าวด้วยว่า ไผ่ ได้แถลงโต้แย้งคำสั่งพิจารณาลับของศาล เนื่องจากเห็นว่า การพิจารณาคดีในชั้นนี้ เป็นเพียงการพิจารณาว่า ตำรวจควรจะขออำนาจศาลเพื่อฝากขังเขาต่อไปอีก 12 วันหรือไม่ เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขอผัดฟ้องมาตลอด ตามคำร้องก็ระบุไว้ด้วยว่า สวบสวนเสร็จแล้ว และกำลังเสนอให้คณะทำงานของพนักงานสอบสวนว่าจะส่งฟ้องหรือไม่ ซึ่งไผ่เห็นว่าการพิจารณาตรงนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาในคดี แต่ศาลให้เหตุผลว่าต้องพิจารณาคดีในทางลับ เนื่องจากเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ซึ่งทางทนายความได้คัดค้านแล้วว่า การพิจารณาครั้งนี้ไม่ได้เป็นการพิจารณาที่เนื้อหาของคดี เป็นเพียงการพิจารณาว่าควรจะฝากขังไผ่ต่อไปหรือไม่เท่านั้น ซึ่งควรจะมีการเปิดให้ไต่สวนโดยเปิดเผย เพราะเราถือหลักตามประมวลกฎหมายการพิจารณาคดีอาญา การไต่สวน หรือการพิจารณาคดีอาญาจะต้องมีการพิจารณาโดยเปิดเผยต่อสาธารณชน เพราะนี่คือหลักการประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน/p pกฤษฏางค์ กล่าวต่อว่า หลังจากทนายความ และผู้ต้องหาได้คัดค้านการพิจารณาคดีในทางลับ ศาลได้เข้าไปประชุมกับองค์คณะ แล้วออกมายืนยันคำสั่งเดิมว่าให้การพิจารณาคดีเป็นไปในทางลับ และเชิญให้พูดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องออกไปจากห้องพิจารณา แต่ไผ่ ได้แถลงต่อศาลในทันทีว่า หากศาลยืนยันเช่นนั้น เขาก็ไม่ประสงค์ที่จะให้มีทนายความในห้องพิจารณา เพราะในเมื่อมีหรือไม่มีก็ตาม เขาก็ไม่สามารถที่จะขอให้เปิดพิจารณาคดีโดยเปิดเผยได้ ไผ่จึงขอให้ทนายความทั้งหมดของตัวเอง ออกจากห้องพิจารณาคดี โดยมีเพียงไผ่ กับวิบูลย์ บุญภัทรรักษา บิดา เท่านั้นที่อยู่ในห้องพิจารณาคดี และสุดท้ายศาลได้สั่งให้ขังไผ่ เป็นผัดที่ 5 ทั้งหมด 12 วัน/p pกฤษฏางค์ กล่าวต่อไปว่า การที่ไผ่ ขอให้ทนายความออกจากห้องพิจารณาคดีเป็นเพราะเขาเห็นว่า การพิจารณาคดีในวันนี้ไม่ได้เป็นตามหลักการการพิจารณาคดีโดยเปิดเผยตามที่เขาได้เรียนมา และเขาเองก็ไม่ยอมรับกระบวนการพิจารณาไต่สวนคำร้องขอฝากขังในวันนี้ จากนั้นก็มีเจ้าหน้าที่มาถามว่าทนายความจะเซ็นชื่อในเอกสารกระบวนการพิจารณาคดีในวันนี้หรือไม่ เราบอกว่า คงไม่สามารถลงลายมือชื่อได้ เพราะเราไม่ได้อยู่ในกระบวนการพิจารณา เราไม่ทราบว่าไต่สวนอะไรไปบ้าง/p p“คุณไผ่ เขาก็บอกว่า เขาแทบไม่มีสิทธิเสรีภาพในการต่อสู้คดีอะไรอีกต่อไปแล้ว เขาจะทำอะไรก็ให้ทำไปเถอะ” กฤษฏางค์ กล่าว/p pด้าน วิบูลย์ บุญภัทรรักษา บิดาของไผ่ ดาวดิน ระบุว่า ไผ่ได้กล่าวกับตนเองว่า การพิจารณาคดี ไต่สวนคำร้องของฝากขังของศาลในวันนี้ไม่เป็นธรรมสำหรับเขา เพราะเขาต้องการให้สาธารณชนได้เห็นว่ากระบวนของศาลเป็นอย่างไร แต่ศาลก็ระบุว่า ศาลได้ให้ความเป็นธรรมกับผู้ต้องหาอยู่แล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องให้สาธารณชนเข้าฟังการพิจารณาคดี เพราะสามารถไปอ่านจากคำสั่งของศาลภายหลังได้ ด้านไผ่ก็ได้แถลงต่อศาลว่า สิ่งที่ผ่านมานั้นทั้งในรายงาน หรือคำสั่งของศาลไม่สามารถที่ที่จะเห็นกระบวนการพิจารณา และอากัปกิริยาของศาล ของพนักงานสอบสวน เช่นเวลาเบิกความพนักงานสอบสวนตอบคำถามอย่างติดๆ ขัดๆ หรือกรณีตัวอย่างคือกระบวนการพิจารณาฝากขังที่ศาลไปทำกับเขาในผัดที่ 3 ตัวไผ่เองยังไม่รู้เลยว่าศาลได้พิจารณาฝากขัง แต่กลับมีการยืนยันจากศาลว่าได้มีการแจ้งกับไผ่ และไผ่ได้เซ็นชื่อว่าไม่คัดค้านการฝากขัง/p p“เขา (หมายถึงไผ่) เห็นกระบวนการอย่างนี้มาตลอด เขาเลยต้องการให้คนอื่นเข้ามาช่วยกันดู ว่าจริงๆและกระบวนการพิจารณาเป็นอย่างไร ไม่ใช่เห็นเพียงแต่คำสั่ง ศาลก็ไม่ยอม ไผ่จึงไม่ต้องการทนายอีกต่อ เพราะเขาเห็นว่าไม่มีประโยชน์แล้ว ในเมื่อเริ่มต้นหรือที่ผ่านมาทั้งหมดไม่มีอะไรที่จะเป็นหลักประกันในกระบวนการยุติธรรม สำหรับเขาเลย ฉะนั้นการมีทนายหรือไม่มีทนายความก็ไม่มีความหมาย” วิบูลย์ผู้เป็นบิดากล่าว และยังกล่าวต่อว่า วันนี้ไผ่ ได้ทำหน้าที่ทุกอย่างเอง ทั้งการซักค้าน และการแถลงต่อศาล ในกระบวนการไต่สวนคำร้องของฝากขังของศาล/p p“วันนี้เขารู้ว่าสู้แล้วก็จะแพ้ แต่เขาทำ ซักค้านพนักงานสอบสวน ถามอะไรก็ตอบไม่ได้ พูดโยงนู่นโยงนี่ แล้วบางประโยคที่ไผ่ถามพนักงานสอบสวนใช้เวลากว่า 5 นาทีถึงจะตอบ ไผ่ก็บอกให้ศาลบันทึกไว้ด้วยว่าก่อนจะตอบคำถามใช้เวลานาน”/p pวิบูลย์ กล่าวต่อว่า ในกระบวนการพิจารณาฝากขัง ศาลได้ระบุว่า เป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนที่สามารถขออำนาจฝากขังผู้ต้องหาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ทางไผ่ก็แถลงต่อศาลว่าตนเข้าใจข้อกฎหมายดี แต่การพิจารณาของศาลก็ควรที่จะคำนึงถือสิทธิของผู้ต้องหาด้วย หากไม่คำนึงถึงหลักการในข้อนี้ ศาลก็ไม่ควรที่จะนำตัวจำเลยมา และควรแก้กฎหมายเสียใหม่ว่าไม่ ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงสิทธิของผู้ต้องหา ให้เป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนเพียงอย่างเดียว และสุดท้ายศาลก็ได้มีคำสั่งอนุญาตฝากขังในผัดที่ 5 ออกมา/p pวิบูลย์แถลงต่อว่า เรื่องการประกันตัวไผ่นั้น ต้องมาดูกันต้องว่าจะทำอย่างไรกับสถานการณ์กระบวนการยุติธรรมในปัจจุบัน แต่สิ่งที่รู้สึกว่าจะต้องต่อสู้กันต่อไปในเวลานี้ ไม่ใช่เรื่องการเรียกร้องสิทธิประกันตัว ไม่ใช่เรื่องการคัดค้านการฝากขัง แต่มองว่าเรากำลังต่อสู้กับกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ/p p“เราก็ต้องมาคิดกันว่า ถ้าปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับไผ่ เป็นอย่างนี้ต่อไปสังคมจะเป็นอย่างไร เรื่องนี้ต้องกลับมาคิดกันต่อ แต่ตอนนี้ยืนยันได้เลยว่า เราไม่ได้สู้เรื่องการประกัน ไม่ได้สู้เรื่องคัดค้านการฝากขัง ไม่ได้สู้เรื่องว่าเรียนจบหรือไม่จบ แต่เรากำลังต่อสู้เรื่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศชาติ” วิบูลย์กล่าวnbsp;/p div class=note-box h3span style=color:#0000cd;พ่อโวย ศาลไม่ให้ไผ่ ดาวดิน กินอาหารกลางวัน/span/h3 divต่อมาเวลา 16.00 น. วิบูลย์ ได้แถลงกับผู้สื่อข่าวว่า หลังจากการไต่สวนคำร้องขอฝากขัง จตุภัทร แล้วเสร็จ โดยที่ จตุภัทร์ ผู้ต้องหาและตนผู้เป็นบิดาได้ปฏิเสธที่จะลงลายมื่ชื่อรับทราบคำสั่งศาล เนื่องจากตัวเองและบุตรชายไม่เห็นด้วยต่อกระบวนการพิจารณาคำร้องขอฝากขังในวันนี้ เมื่อเวลาประมาณ 12.40 น./div divnbsp;/div divวิบูลย์ เล่าอีกว่า ต่อมาเมื่อเจ้าหน้าที่ได้คุมตัวผู้ต้องหาลงมาเพื่อคุมขังอยู่ในห้องขังใต้ศาล โดยที่ตนก็ได้แยกไปกินอาหารกลางวัน จนกระทั่งเวลาประมาณ 14.00 น. ตนได้กลับมาเยี่ยมพูดคุยกับ จตุภัทร์ และ จตุภัทรได้แจ้งว่า ยังไม่ได้รับประทานอาหารกลางวันแต่อย่างไร ตนจึงได้จัดหาอาหารไปติดต่อที่เจ้าหน้าที่ศาลเพื่อขออนุญาตนำเข้าไปให้จตุภัทร์ได้กิน แต่เจ้าหน้าที่ศาล ได้ปฏิเสธ ที่จะนำเข้าไปให้โดยอ้างว่าต้องได้รับการอนุญาตจากศาลก่อน/div divnbsp;/div divวิบูลย์ เล่าต่อว่า ตนจึงได้เดินทางขึ้นไปติดต่อขออนุญาตจาก ผู้อำนวยการสำนักงานศาล แต่เจ้าหน้าที่ แจ้งว่า ผอ.ไม่อยู่ และได้แนะนำให้ไปติดต่อที่ รองผู้อำนวยการศาล จากนั้นจึงได้ไปติดต่อชี้แจงกับ รอง ผอ.ศาล (ผู้หญิง) ว่าต้องการขออนุญาตเอาอาหารส่งให้ จตุภัทร์ ผู้ต้องขังได้กิน ขณะที่ทาง รอง ผอ.ศาล ได้ยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ได้กิน และทำไมตอนเที่ยงไม่ไปติดต่อดำเนินการ และกล่าวว่าเป็นเพราะว่าจตุภัทร์ปฏิเสธที่จะกินอาหารเองหรือไม่/div divnbsp;/div divโดย วิบูลย์ ยืนยันว่าจตุภัทร์ไม่ได้ปฏิเสธที่จะกินอาหาร แต่ทางเจ้าหน้าที่ไม่ได้จัดอาหารให้จตุภัทร์กิน และยังได้ชี้แจงต่อ รอง ผอ.ศาล ว่า ไม่ได้ต้องการมาท้วงติงแต่อย่างใด ให้บุตรชายได้กินอาหารเท่านั้น ว่าจะจัดการอย่างไร/div divnbsp;/div divวิบูลย์ เล่าอีกว่า จากนั้นทาง รอง ผอ.ได้เดินออกมาจากห้องพร้อมกล่าวว่า มันเป็นสิทธิของชั้น คุณไม่มีสิทธิมาสั่งว่าชั้นจะทำตอนไหนก็ได้ ไม่ใช่ว่าเขาเอาอาหารไปให้แล้วลูกคุณไม่ยอมกินเองหรือ จากนั้น ตน (วิบูลย์) ได้ตอบกลับไปว่า ตนไม่ได้ต้องการทราบว่าจะปฏิบัติอยู่ในขั้นตอนไหน แต่ตนต้องการให้ลูกตนได้กินข้าว มันเป็นสิทธิของผู้ต้องหาที่จะได้กินข้าว ไม่ใช่สิทธิของคุณที่จะทำอะไรก็ได้/div divnbsp;/div divสุดท้ายแล้วจตุภัทร์ได้กินอาหารกลางวันที่ทางศาลจัดให้เวลา 15.30 น./div divnbsp;/div divวิบูลย์ กล่าวว่า ไม่ได้สรุปว่าเป็นการกลั่นแกล้งหรือความล่าช้า แต่ว่าเวลาที่ไปติดต่อเพื่อขออาหารให้ผู้ต้องขังกิน เมื่อทางศาลมีท่าทีอย่างนี้ ถือว่ามีปัญหาเรื่องวิธีคิดแล้ว มันเป็นปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ต้องขังที่มาศาลทุกคน/div /div divnbsp;/div div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิฯ สรุปความคืบหน้า 21 คดีละเมิดสิทธิฯ จากใช้อำนาจทหาร เดือน ธ.ค.

Fri, 01/20/2017 - 17:22
!--break--!--break-- pเมื่อวันที่ 19 ม.ค. ที่ผ่านมา ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้เผยแพร่รายงานความคืบหน้าในคดีละเมิดสิทธิมนุษยชนอันเกี่ยวเนื่องกับการใช้อำนาจทหาร ในช่วงเดือนธันวาคม 2559 และหมายนัดคดีในเดือนมกราคม 2560nbsp;/p h3span style=color:#0000cd;ความคืบหน้าคดีประจำเดือนธันวาคม 2559 จำนวน 21 คดีnbsp;/span/h3 pnbsp;/p table border=1 cellpadding=0 cellspacing=0 thead tr th pลำดับ/p /th th pชื่อ/p /th th pความสำคัญคดี/p /th th pหมายเลขคดี/p /th th pข้อหา/p /th th pนัดหมาย/p /th /tr /thead tbody tr td p1/p /td td pคดีโพสท์ สิทธิ/p p(นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์)/p /td td p1พ.ค.2559 กลุ่มพลเมืองโต้กลับ ได้นัดจัดกิจกรรมโพสต์ สิทธิ ที่สถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี เพื่อรณรงค์เรื่องเสรีภาพการแสดงออก กิจกรรมนี้มีผู้ถูกดำเนินคดีตามพ.ร.บ.ความสะอาด 2 คนคือ ได้แก่ นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์และนางสาวฐิตารีย์ อุทยานนุกูลศิริกุล (คดีนี้แยกฟ้องเป็นคนละคดี)/p /td td pหมายเลขคดีที่นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ เป็นจำเลย ได้แก่ คดีหมายเลขดำที่ 1619/2559ศาลแขวงพระนครใต้/p pnbsp;/p /td td pพ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 มาตรา 10 ,32 (1) ,54 และมาตรา 56/p /td td pศาลพิพากษาปรับจำเลยจำนวน 1000 บาท/p /td /tr tr td p2/p /td td pนายธเนตร อนันตวงษ์/p p(คำร้องขอปล่อยจากควบคุมตัวมิชอบ)/p /td td pธเนตร อนันตวงษ์ ถูกเจ้าหน้าที่รัฐบุกควบคุมตัว ขณะเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสิรินธร โดยเจ้าหน้าที่ไม่แจ้งข้อกล่าวหา และหมายจับ ไม่แจ้งสิทธิให้ทราบตามกฎหมาย แล้วนำตัวไป มทบ.11และควบคุมตัวนายธเนตรฯไว้เกินกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด/p /td td pหมายเลขดำที่ ษ.99/2558/p pหมายเลขแดงที่ ษ.99/2558 ศาลอาญา/p pnbsp;/p /td td pประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90/p /td td pนัดฟังคำสั่งศาลฏีกาในวันที่ 13 ม.ค. 2560 เวลา 09.30 น./p /td /tr tr td p3/p /td td pคดีสมบัติ บุญงามอนงค์/p /td td pนายสมบัติ บุญงามอนงค์ถูกคณะรัฐประหารดำเนินคดียุยงปลุกปั่นจากการโพสต์เฟซบุ๊กนัดจัดกิจกรรมต่อต้านรัฐประหารของคสช./p /td td pคดีหมายเลขดำที่ 24 ก./2557/p pศาลทหารกรุงเทพ/p /td td pประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 116 และพรบ.คอมพิวเตอร์/p /td td pนัดสืบพยานในวันที่nbsp;17nbsp;ม.ค.nbsp;2560nbsp;/p /td /tr tr td p4/p /td td pคดีนางสาวศิริกาญจน์ เจริญศิริ/p p(ขัดขืนคำสั่ง)/p /td td pทนายความในคดี 14นักศึกษาประชาธิปไตยใหม่ ถูกตำรวจแจ้งความดำเนินคดี จากเหตุที่ทนายความทำหน้าที่รักษาสิทธิของลูกความ โดยไม่อนุญาตให้ตำรวจค้นรถเพื่อจยึดโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหาโดยไม่มีหมายค้น/p /td td pอยู่ระหว่างพนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม/p /td td pประมวลกฏหมายกฏหมายอาญา มาตรา 142 และ 368/p /td td pนัดส่งตัวให้พนักงานอัยการ/p pวันที่ 17 ม.ค. 2560 เวลา 09.30 น. สำนักงานอัยการศาลแขวง 3 (ดุสิต)/p /td /tr tr td p5/p /td td pคดี 8แอดมินเพจเรารักประยุทธ/p p(คำร้องขอปล่อยตัวจากการควบคุมตัวมิชอบ)/p /td td pทหารเข้าควบคุมตัวทั้ง8 คนไปควบคุมไว้ที่ มทบ.11 โดยไม่มีหมายจับ และไม่ให้ผู้ถูกจับกุมแจ้งให้ญาติหรือทนายทราบว่าตนถูกจับกุม/p /td td pหมายเลขดำที่ ษ.34/2559/p pหมายเลขแดงที่ ษ.34/2559br /ศาลอาญา/p /td td pประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90/p /td td pนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ในวันที่ 18 ม.ค. 2560 เวลา 10.00 น./p /td /tr tr td p6/p /td td pนายอมรโชติซิงห์ (สงวนนามสกุล)/p /td td pนายอมรโชติซิงห์ถูกแจ้งความดำเนินคดีในความผิดตามมาตรา 112 จากกการใช้เสื้อผ้าสีชมพู่เดินห้าง สรรพสินค้าแห่งหนึ่งในช่วงภายหลังการสวรรคตของรัชกาลที่ 9/p /td td pคดีอยู่ในระหว่างสอบสวน/p /td td pประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112/p /td td pนัดฟังคำสั่งอัยการในวันที่ 18 ม.ค. 2560/p /td /tr tr td p7/p /td td pคดีจัดกิจกรรมพูดเพื่อเสรีภาพ/p pมหาวิทยาลัยขอนแก่น/p /td td p31 ก.ค. 2559 นักศึกษาได้จัดกิจกรรม “พูดเพื่อเสรีภาพ; รัฐธรรมนูญของคนอีสาน” ที่ม.ขอนแก่น เพื่อวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ ภายหลังตำรวจออกหมายเรียกรับทราบข้อหา 11 คน โดยมี 2 คนเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์การจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนที่เข้าร่วมสังเกตการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนเท่านั้น/p /td td pnbsp;อยู่ระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น/p /td td pฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 3/2558nbsp; ข้อ 12nbsp; ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คนขึ้นไป/p /td td pนัดฟังคำสั่งพนักงานสอบสวนและส่งตัวอัยการ วันที่ 19 ม.ค. 2560 เวลา 10.00 น. สภ.เมืองขอนแก่น/p /td /tr tr td p8/p /td td pคดีประชามติ ภูเขียว/p /td td pตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง สนธิกำลังเข้าจับกุม 2 นักกิจกรรมขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (NDM) อีสาน ได้แก่ นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน และนายวศินnbsp; พรหมณี หลังทั้งสองคนทำกิจกรรมแจกเอกสารรณรงค์เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญและเอกสารโหวตโนของขบวนการประชาธิปไตยใหม่ที่บริเวณตลาดสดเทศบาลภูเขียว จ.ชัยภูมิ ในวันที่ 6 ส.ค. 2559 ก่อนมีการแจ้งข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 วรรคสอง/p /td td pคดีหมายเลจดำที่ 1370/2559/p pศาลจังหวัดภูเขียว/p /td td pพ.ร.บ.ิว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 มาตรา 61(1) วรรคสอง วรรคสาม/p /td td pนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 20 ม.ค. 2560 เวลา 09.00 น./p /td /tr tr td p9/p /td td pนายจือเซงnbsp; แซ่โค้วหรือสมอล บัณฑิต อานียา/p /td td pนายจือเซง แซ่โค้ว หรือสมอล บัณฑิต อานียา เป็นนักเขียนอิสระถูกดำเนินคดีข้อ ป.อาญา มาตรา 112 ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้มาก่อน โดยคดีเดิมศาลฎีกามีคำพิพากษารอลงอาญา เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ป่วยจิตเวช คดีนี้จำเลยได้แสดงความคิดเห็นในที่ประชุมพรรคการเมือง ในลักษณะเป็นการตั้งคำถามต่อสภาพสังคมไทยเท่านั้น/p /td td pคดีหมายเลขดำที่ 45 ก./2558/p pศาลทหารกรุงเทพ/p /td td pประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112/p /td td pนัดสืบพยานในวันที่ 20 ม.ค. 2560 เวลา 08.30 น./p /td /tr tr td p10/p /td td pคดีรินดา (สงวนนามสกุล)/p /td td pจำเลยถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมฯ แต่เนื่องจากการกระทำของจำเลยเป็นเพียงการโพสต์เฟซบุ๊กที่มีข้อความหมิ่นประมาท พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และภรรยา ทั้งนี้ศาลทหารเห็นว่าเป็นคดีหมิ่นประมาทจึงจำหน่ายคดีออกจากศาล แต่ปอท.ทำความเห็นสั่งฟ้องถึงอัยการศาลอาญาในข้อหาเดิม จากนั้นอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องในข้อหาตาม ม.14 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ 2550/p /td td pอยู่ในระหว่างดำเนินการรอฟังคำสั่งอัยการจึงยังไม่มีหมายเลขคดี/p /td td pนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ ม.14พ.ร.บ.คอมฯ 2550/p /td td pนัดพร้อมในวันที่ 23 ม.ค. 2560 เวลา 13.30 น./p /td /tr tr td p11/p /td td pคดี มาตรา 112 หมิ่นสมเด็จพระเทพฯ (กำแพงเพชร)/p /td td pมีการใช้ป.อาญา ม.112มาใช้กล่าวหาจำเลยว่าได้ร่วมกันกระทำความผิดโดยหมิ่นประมาทสมเด็จพระเทพฯ ซึ่งกฎหมายไม่ครอบคลุมถึง/p /td td pคดีดำหมายเลขที่1330/2559/p pศาลจังหวัดกำแพงเพชร/p /td td pประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 112/p /td td pนัดพิจารณาคดีในวันที่ 23 และวันที่ 26 ม.ค. 2560 เวลา 09.30 น./p /td /tr tr td p12/p /td td pคดีนักศึกษาฟ้องละเมิดเจ้าหน้าที่ที่สลายการชุมนุมที่หอศิลป์กรุงเทพฯ/p pวันที่ 22 พ.ค. 2558/p /td td p22 พฤษภาคม 2559 นักศึกษาและนักกิจกรรมได้ทำกิจกรรมรำลึกรัฐประหาร 1 ปี บริเวณหน้าหอศิลป์ฯ กรุงเทพฯ แต่ทหารและตำรวจได้สลายการชุมนุมและจับกุมนักศึกษาและมีการดำเนินคดี 9 คน/p /td td pคดีหมายเลขดำที่ พ.992/2559/p pศาลแพ่งกรุงเทพใต้/p /td td pละเมิดเรียกค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทน ตามพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539/p /td td pนัดชี้สองสถาน วันที่ 24 ม.ค. 2560 เวลา 09.00 น./p /td /tr tr td p13/p /td td pnbsp;/p pนายบุรินทร์ (สงวนนามสกุล)/p pnbsp;/p /td td pนายบุรินถูกกล่าวหาว่าแชทกับน.พัฒนรี แม่ของนายสิรวิชญ์โดยมีเนื้อหาที่เข้าข่ายผิด ม.112/p /td td pศาลทหาร/p /td td pประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112/p /td td pนัดสอบคำให้การในวันที่ 24 ม.ค. 2560 เวลา 08.30 น./p /td /tr tr td p14/p /td td pนายธเนตร อนันตวงษ์/p p(คดีตรวจสอบทุจริตอุทยานราชภักดิ์)/p /td td pประชาชนและนักศึกษาจัดกิจกรรมอย่างสงบและสันติ โดยการนั่งรถไฟไปตรวจสอบการทุจริตอุทยานราชภักดิ์ แต่ถูกทหารจับกุมและแจ้งความดำเนินคดี ต่อมามีการยื่นฟ้องนางสาวชนกนันท์ รวมทรัพย์ภายหลังจากการยื่นฟ้องนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ กับพวก/p /td td pคดีหมายเลขดำที่ 256/2559/p pศาลทหารกรุงเทพ/p /td td pฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 ข้อ 12nbsp; ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คนขึ้นไป/p /td td pนัดสอบคำให้การในวันที่ 25 ม.ค. 2560 เวลา 08.30 น./p /td /tr tr td p15/p /td td pคดีป่าไม้ ผลกระทบจากนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ จังหวัดนครพนม/p /td td pคดีนี้จำเลยทั้ง 22 คนมีทีดินทำกินอยู่ในเขตที่คสช.ประกาศให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 17/2557/p pต่อมาจำเลยทั้ง 22 คนถูกเจ้าหน้าที่ทหารอาศัยอำนาจตามกฎอัยการเข้าจับกุมและนำตัวไปแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาทำลายป่าไม้ตามพ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484/p /td td pคดีหมายเลขดำที่ 3737/2557/p pศาลจังหวัดนครพนม/p /td td pพ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 (30)/p /td td pนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 26nbsp; ม.ค. 2560/p /td /tr tr td p16/p /td td pนายเจริญ (สงวนนามสกุล)/p /td td pคดีนี้หลักฐานที่นำมาเอาผิดจำเลยโดยหลักก็มีเพียงคำซัดทอดของผู้ต้องหาอีกคนหนึ่งเท่านั้น ไม่มีประจักษ์พยานที่ชัดเจนแต่อย่างใด และเจ้าหน้าที่รัฐยังพยายามสอบถามจำเลยเพื่อเชื่อมโยงไปถึงขบวนการความรุนแรงทางการเมืองใต้ดินอีกด้วย รวมไปถึงยังมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่จำเลยถูกซ้อมทรมานด้วย/p /td td pคดีหมายเลขดำที่ 20 ก./2559/p pศาลทหารกรุงเทพ/p /td td pร่วมกันมีอาวุธระเบิด/p /td td pนัดสืบพยานในวันที่ 27 ม.ค. 2560 เวลา 08.30 น./p /td /tr tr td p17/p /td td pคดีนักศึกษาดาวดิน จัดกิจกรรมครบรอบ 1 ปีรัฐประหาร/p /td td pนักศึกษาดาวดินถูกจับกุมและดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/58nbsp; จากการจัดกิจกรรมครบรอบ 1 ปี รัฐประหารที่จังหวัดขอนแก่นในวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 แต่คดีนี้ไม่มีความคืบหน้าใดๆ/p pจนกระทั่งนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน ถูกจับกุมในคดีอันดับที่ 9 และได้ประกันตัวในวันที่ 19 สิงหาคม 2559 ตำรวจจากสภ.เมืองขอนแก่น ได้อายัดตัวและนำตัวส่งให้อัยการทหารยื่นฟ้องต่อศาลมณฑลทหารบกที่ 23ตอนกลางคืน/p /td td pคดีหมายเลขดำที่ 61/2559/p pศาลมณฑลทหารบกที่ 23/p /td td pข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/58 ข้อ 12 เรื่องชุมนุมทางการเมืองจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป/p /td td pนัดตรวจพยานหลักฐาน วันที่ 30 ม.ค. 2559 เวลา 8.30 น./p /td /tr tr td p18/p /td td pคดีนางแจ่มnbsp; (นามสมมุติ)/p /td td pเป็นกรณีโพสต์บนเฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับข่าวการทุจริตคอรัปชั่นการสร้างอุทยานราชภักดิ์ฯnbsp; โดยพาดพิงถึงบุคคลในรัฐบาล/p /td td pอยู่ระหว่างการพิจารณาของอัยการศาลจังหวัดพระโขนง/p /td td pประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และพรบ.คอมพิวเตอร์ฯ/p /td td pนัดฟังคำสั่งอัยการ วันที่ 30 ม.ค. 2560 สำนักอัยการศาลจังหวัดพระโขนง/p /td /tr /tbody /table h3span style=color:#0000cd;นัดคดีประจำเดือนมกราคม 2560 จำนวน 18 คดี/span/h3 table border=1 cellpadding=0 cellspacing=0 thead tr th pลำดับ/p /th th pชื่อ/p /th th pความสำคัญคดี/p /th th pหมายเลขคดี/p /th th pข้อหา/p /th th pนัดหมาย/p /th /tr /thead tbody tr td p1/p /td td pคดีโพสท์ สิทธิ/p p(นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์)/p /td td p1พ.ค.2559 กลุ่มพลเมืองโต้กลับ ได้นัดจัดกิจกรรมโพสต์ สิทธิ ที่สถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี เพื่อรณรงค์เรื่องเสรีภาพการแสดงออก กิจกรรมนี้มีผู้ถูกดำเนินคดีตามพ.ร.บ.ความสะอาด 2 คนคือ ได้แก่ นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์และนางสาวฐิตารีย์ อุทยานนุกูลศิริกุล (คดีนี้แยกฟ้องเป็นคนละคดี)/p /td td pหมายเลขคดีที่นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ เป็นจำเลย ได้แก่ คดีหมายเลขดำที่ 1619/2559ศาลแขวงพระนครใต้/p pnbsp;/p /td td pพ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 มาตรา 10 ,32 (1) ,54 และมาตรา 56/p /td td pศาลพิพากษาปรับจำเลยจำนวน 1000 บาท/p /td /tr tr td p2/p /td td pนายธเนตร อนันตวงษ์/p p(คำร้องขอปล่อยจากควบคุมตัวมิชอบ)/p /td td pธเนตร อนันตวงษ์ ถูกเจ้าหน้าที่รัฐบุกควบคุมตัว ขณะเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสิรินธร โดยเจ้าหน้าที่ไม่แจ้งข้อกล่าวหา และหมายจับ ไม่แจ้งสิทธิให้ทราบตามกฎหมาย แล้วนำตัวไป มทบ.11และควบคุมตัวนายธเนตรฯไว้เกินกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด/p /td td pหมายเลขดำที่ ษ.99/2558/p pหมายเลขแดงที่ ษ.99/2558 ศาลอาญา/p pnbsp;/p /td td pประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90/p /td td pนัดฟังคำสั่งศาลฏีกาในวันที่ 13 ม.ค. 2560 เวลา 09.30 น./p /td /tr tr td p3/p /td td pคดีสมบัติ บุญงามอนงค์/p /td td pนายสมบัติ บุญงามอนงค์ถูกคณะรัฐประหารดำเนินคดียุยงปลุกปั่นจากการโพสต์เฟซบุ๊กนัดจัดกิจกรรมต่อต้านรัฐประหารของคสช./p /td td pคดีหมายเลขดำที่ 24 ก./2557/p pศาลทหารกรุงเทพ/p /td td pประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 116 และพรบ.คอมพิวเตอร์/p /td td pนัดสืบพยานในวันที่nbsp;17nbsp;ม.ค.nbsp;2560nbsp;/p /td /tr tr td p4/p /td td pคดีนางสาวศิริกาญจน์ เจริญศิริ/p p(ขัดขืนคำสั่ง)/p /td td pทนายความในคดี 14นักศึกษาประชาธิปไตยใหม่ ถูกตำรวจแจ้งความดำเนินคดี จากเหตุที่ทนายความทำหน้าที่รักษาสิทธิของลูกความ โดยไม่อนุญาตให้ตำรวจค้นรถเพื่อจยึดโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหาโดยไม่มีหมายค้น/p /td td pอยู่ระหว่างพนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม/p /td td pประมวลกฏหมายกฏหมายอาญา มาตรา 142 และ 368/p /td td pนัดส่งตัวให้พนักงานอัยการ/p pวันที่ 17 ม.ค. 2560 เวลา 09.30 น. สำนักงานอัยการศาลแขวง 3 (ดุสิต)/p /td /tr tr td p5/p /td td pคดี 8แอดมินเพจเรารักประยุทธ/p p(คำร้องขอปล่อยตัวจากการควบคุมตัวมิชอบ)/p /td td pทหารเข้าควบคุมตัวทั้ง8 คนไปควบคุมไว้ที่ มทบ.11 โดยไม่มีหมายจับ และไม่ให้ผู้ถูกจับกุมแจ้งให้ญาติหรือทนายทราบว่าตนถูกจับกุม/p /td td pหมายเลขดำที่ ษ.34/2559/p pหมายเลขแดงที่ ษ.34/2559br /ศาลอาญา/p /td td pประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90/p /td td pนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ในวันที่ 18 ม.ค. 2560 เวลา 10.00 น./p /td /tr tr td p6/p /td td pนายอมรโชติซิงห์ (สงวนนามสกุล)/p /td td pนายอมรโชติซิงห์ถูกแจ้งความดำเนินคดีในความผิดตามมาตรา 112 จากกการใช้เสื้อผ้าสีชมพู่เดินห้าง สรรพสินค้าแห่งหนึ่งในช่วงภายหลังการสวรรคตของรัชกาลที่ 9/p /td td pคดีอยู่ในระหว่างสอบสวน/p /td td pประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112/p /td td pนัดฟังคำสั่งอัยการในวันที่ 18 ม.ค. 2560/p /td /tr tr td p7/p /td td pคดีจัดกิจกรรมพูดเพื่อเสรีภาพ/p pมหาวิทยาลัยขอนแก่น/p /td td p31 ก.ค. 2559 นักศึกษาได้จัดกิจกรรม “พูดเพื่อเสรีภาพ; รัฐธรรมนูญของคนอีสาน” ที่ม.ขอนแก่น เพื่อวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ ภายหลังตำรวจออกหมายเรียกรับทราบข้อหา 11 คน โดยมี 2 คนเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์การจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนที่เข้าร่วมสังเกตการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนเท่านั้น/p /td td pnbsp;อยู่ระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น/p /td td pฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 3/2558nbsp; ข้อ 12nbsp; ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คนขึ้นไป/p /td td pนัดฟังคำสั่งพนักงานสอบสวนและส่งตัวอัยการ วันที่ 19 ม.ค. 2560 เวลา 10.00 น. สภ.เมืองขอนแก่น/p /td /tr tr td p8/p /td td pคดีประชามติ ภูเขียว/p /td td pตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง สนธิกำลังเข้าจับกุม 2 นักกิจกรรมขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (NDM) อีสาน ได้แก่ นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน และนายวศินnbsp; พรหมณี หลังทั้งสองคนทำกิจกรรมแจกเอกสารรณรงค์เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญและเอกสารโหวตโนของขบวนการประชาธิปไตยใหม่ที่บริเวณตลาดสดเทศบาลภูเขียว จ.ชัยภูมิ ในวันที่ 6 ส.ค. 2559 ก่อนมีการแจ้งข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 วรรคสอง/p /td td pคดีหมายเลจดำที่ 1370/2559/p pศาลจังหวัดภูเขียว/p /td td pพ.ร.บ.ิว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 มาตรา 61(1) วรรคสอง วรรคสาม/p /td td pนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 20 ม.ค. 2560 เวลา 09.00 น./p /td /tr tr td p9/p /td td pนายจือเซงnbsp; แซ่โค้วหรือสมอล บัณฑิต อานียา/p /td td pนายจือเซง แซ่โค้ว หรือสมอล บัณฑิต อานียา เป็นนักเขียนอิสระถูกดำเนินคดีข้อ ป.อาญา มาตรา 112 ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้มาก่อน โดยคดีเดิมศาลฎีกามีคำพิพากษารอลงอาญา เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ป่วยจิตเวช คดีนี้จำเลยได้แสดงความคิดเห็นในที่ประชุมพรรคการเมือง ในลักษณะเป็นการตั้งคำถามต่อสภาพสังคมไทยเท่านั้น/p /td td pคดีหมายเลขดำที่ 45 ก./2558/p pศาลทหารกรุงเทพ/p /td td pประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112/p /td td pนัดสืบพยานในวันที่ 20 ม.ค. 2560 เวลา 08.30 น./p /td /tr tr td p10/p /td td pคดีรินดา (สงวนนามสกุล)/p /td td pจำเลยถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมฯ แต่เนื่องจากการกระทำของจำเลยเป็นเพียงการโพสต์เฟซบุ๊กที่มีข้อความหมิ่นประมาท พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และภรรยา ทั้งนี้ศาลทหารเห็นว่าเป็นคดีหมิ่นประมาทจึงจำหน่ายคดีออกจากศาล แต่ปอท.ทำความเห็นสั่งฟ้องถึงอัยการศาลอาญาในข้อหาเดิม จากนั้นอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องในข้อหาตาม ม.14 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ 2550/p /td td pอยู่ในระหว่างดำเนินการรอฟังคำสั่งอัยการจึงยังไม่มีหมายเลขคดี/p /td td pนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ ม.14พ.ร.บ.คอมฯ 2550/p /td td pนัดพร้อมในวันที่ 23 ม.ค. 2560 เวลา 13.30 น./p /td /tr tr td p11/p /td td pคดี มาตรา 112 หมิ่นสมเด็จพระเทพฯ (กำแพงเพชร)/p /td td pมีการใช้ป.อาญา ม.112มาใช้กล่าวหาจำเลยว่าได้ร่วมกันกระทำความผิดโดยหมิ่นประมาทสมเด็จพระเทพฯ ซึ่งกฎหมายไม่ครอบคลุมถึง/p /td td pคดีดำหมายเลขที่1330/2559/p pศาลจังหวัดกำแพงเพชร/p /td td pประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 112/p /td td pนัดพิจารณาคดีในวันที่ 23 และวันที่ 26 ม.ค. 2560 เวลา 09.30 น./p /td /tr tr td p12/p /td td pคดีนักศึกษาฟ้องละเมิดเจ้าหน้าที่ที่สลายการชุมนุมที่หอศิลป์กรุงเทพฯ/p pวันที่ 22 พ.ค. 2558/p /td td p22 พฤษภาคม 2559 นักศึกษาและนักกิจกรรมได้ทำกิจกรรมรำลึกรัฐประหาร 1 ปี บริเวณหน้าหอศิลป์ฯ กรุงเทพฯ แต่ทหารและตำรวจได้สลายการชุมนุมและจับกุมนักศึกษาและมีการดำเนินคดี 9 คน/p /td td pคดีหมายเลขดำที่ พ.992/2559/p pศาลแพ่งกรุงเทพใต้/p /td td pละเมิดเรียกค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทน ตามพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539/p /td td pนัดชี้สองสถาน วันที่ 24 ม.ค. 2560 เวลา 09.00 น./p /td /tr tr td p13/p /td td pnbsp;/p pนายบุรินทร์ (สงวนนามสกุล)/p pnbsp;/p /td td pนายบุรินถูกกล่าวหาว่าแชทกับน.พัฒนรี แม่ของนายสิรวิชญ์โดยมีเนื้อหาที่เข้าข่ายผิด ม.112/p /td td pศาลทหาร/p /td td pประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112/p /td td pนัดสอบคำให้การในวันที่ 24 ม.ค. 2560 เวลา 08.30 น./p /td /tr tr td p14/p /td td pนายธเนตร อนันตวงษ์/p p(คดีตรวจสอบทุจริตอุทยานราชภักดิ์)/p /td td pประชาชนและนักศึกษาจัดกิจกรรมอย่างสงบและสันติ โดยการนั่งรถไฟไปตรวจสอบการทุจริตอุทยานราชภักดิ์ แต่ถูกทหารจับกุมและแจ้งความดำเนินคดี ต่อมามีการยื่นฟ้องนางสาวชนกนันท์ รวมทรัพย์ภายหลังจากการยื่นฟ้องนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ กับพวก/p /td td pคดีหมายเลขดำที่ 256/2559/p pศาลทหารกรุงเทพ/p /td td pฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 ข้อ 12nbsp; ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คนขึ้นไป/p /td td pนัดสอบคำให้การในวันที่ 25 ม.ค. 2560 เวลา 08.30 น./p /td /tr tr td p15/p /td td pคดีป่าไม้ ผลกระทบจากนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ จังหวัดนครพนม/p /td td pคดีนี้จำเลยทั้ง 22 คนมีทีดินทำกินอยู่ในเขตที่คสช.ประกาศให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 17/2557/p pต่อมาจำเลยทั้ง 22 คนถูกเจ้าหน้าที่ทหารอาศัยอำนาจตามกฎอัยการเข้าจับกุมและนำตัวไปแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาทำลายป่าไม้ตามพ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484/p /td td pคดีหมายเลขดำที่ 3737/2557/p pศาลจังหวัดนครพนม/p /td td pพ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 (30)/p /td td pนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 26nbsp; ม.ค. 2560/p /td /tr tr td p16/p /td td pนายเจริญ (สงวนนามสกุล)/p /td td pคดีนี้หลักฐานที่นำมาเอาผิดจำเลยโดยหลักก็มีเพียงคำซัดทอดของผู้ต้องหาอีกคนหนึ่งเท่านั้น ไม่มีประจักษ์พยานที่ชัดเจนแต่อย่างใด และเจ้าหน้าที่รัฐยังพยายามสอบถามจำเลยเพื่อเชื่อมโยงไปถึงขบวนการความรุนแรงทางการเมืองใต้ดินอีกด้วย รวมไปถึงยังมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่จำเลยถูกซ้อมทรมานด้วย/p /td td pคดีหมายเลขดำที่ 20 ก./2559/p pศาลทหารกรุงเทพ/p /td td pร่วมกันมีอาวุธระเบิด/p /td td pนัดสืบพยานในวันที่ 27 ม.ค. 2560 เวลา 08.30 น./p /td /tr tr td p17/p /td td pคดีนักศึกษาดาวดิน จัดกิจกรรมครบรอบ 1 ปีรัฐประหาร/p /td td pนักศึกษาดาวดินถูกจับกุมและดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/58nbsp; จากการจัดกิจกรรมครบรอบ 1 ปี รัฐประหารที่จังหวัดขอนแก่นในวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 แต่คดีนี้ไม่มีความคืบหน้าใดๆ/p pจนกระทั่งนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน ถูกจับกุมในคดีอันดับที่ 9 และได้ประกันตัวในวันที่ 19 สิงหาคม 2559 ตำรวจจากสภ.เมืองขอนแก่น ได้อายัดตัวและนำตัวส่งให้อัยการทหารยื่นฟ้องต่อศาลมณฑลทหารบกที่ 23ตอนกลางคืน/p /td td pคดีหมายเลขดำที่ 61/2559/p pศาลมณฑลทหารบกที่ 23/p /td td pข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/58 ข้อ 12 เรื่องชุมนุมทางการเมืองจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป/p /td td pนัดตรวจพยานหลักฐาน วันที่ 30 ม.ค. 2559 เวลา 8.30 น./p /td /tr tr td p18/p /td td pคดีนางแจ่มnbsp; (นามสมมุติ)/p /td td pเป็นกรณีโพสต์บนเฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับข่าวการทุจริตคอรัปชั่นการสร้างอุทยานราชภักดิ์ฯnbsp; โดยพาดพิงถึงบุคคลในรัฐบาล/p /td td pอยู่ระหว่างการพิจารณาของอัยการศาลจังหวัดพระโขนง/p /td td pประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และพรบ.คอมพิวเตอร์ฯ/p /td td pนัดฟังคำสั่งอัยการ วันที่ 30 ม.ค. 2560 สำนักอัยการศาลจังหวัดพระโขนง/p /td /tr /tbody /table pnbsp;/p div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

กรุงเทพโพลล์ ชี้ 75.2% หนุนพรรคการเมือง-คู่ขัดแย้งให้สัจจะวาจาสร้างความปรองดอง

Fri, 01/20/2017 - 16:23
pกลุ่มประชากรตัวอย่าง 47.2 % เชื่อมั่นค่อนข้างมาก หากลงนามข้อตกลง แล้วจะสร้างความปรองดองnbsp;72.1% มอง ม.44 ยังจำเป็นอยู่ในการสร้างความสามัคคีปรองดองnbsp;57.9% อยากให้ปฏิรูปให้แล้วเสร็จก่อนมีการเลือกตั้งnbsp;/p div style=text-align: center; !--break--!--break--/div div style=text-align: center;img alt= src=https://c1.staticflickr.com/1/310/32378332336_fb8f2ed6d3_b.jpg style=width: 600px; height: 988px; //div div20 ม.ค. 2560 กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “ทางออกของความปรองดองในสังคมไทย” โดยเก็บข้อมูลกับประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 1,216 คน พบว่า nbsp;ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 75.2 เห็นด้วยว่าควรให้พรรคการเมืองและคู่ขัดแย้งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาหารือทางออกโดยทำสัจจะวาจาร่วมกัน และให้ลงนามข้อตกลง (MOU) เป็นลายลักษณ์อักษรให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตาม เพื่อสร้างความปรองดองให้แก่สังคม โดยในจำนวนนี้ให้เหตุผลว่า nbsp;ประเทศจะเดินหน้าพัฒนาได้เร็วขึ้น (ร้อยละ 59.1) รองลงมาคือ จะได้เดินหน้าสู่การเลือกตั้งได้เร็วยิ่งขึ้น (ร้อยละ 47.1) และจะได้มีหลักฐานชัดเจน ไม่มีใครกล้าละเมิดข้อตกลง (ร้อยละ 43.0) ขณะที่ร้อยละ 20.5 เห็นว่า ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยังไงก็กลับมาขัดแย้งอยู่ดี และร้อยละ 4.3 ไม่แน่ใจ/div divnbsp;/div divเมื่อถามต่อว่าเชื่อมั่นมากน้อยเพียงใดว่าการสร้างความปรองดองโดยการทำ MOU ในข้างต้นจะช่วยทำให้สังคมเลิกขัดแย้ง แบ่งฝักฝ่ายได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ส่วนใหญ่ร้อยละ 47.2 เชื่อมั่นค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 43.8 เชื่อมั่นค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด ที่เหลือร้อยละ 9.0 ไม่แน่ใจ/div divnbsp;/div divส่วนข้อคำถามที่ว่า ม.44 ยังจำเป็นหรือไม่กับสังคมไทย หากรัฐบาลต้องการสร้างความสามัคคีปรองดอง ส่วนใหญ่ร้อยละ 72.1 เห็นว่าจำเป็นอยู่ ขณะที่ร้อยละ 19.8 เห็นว่าไม่จำเป็นแล้ว ที่เหลือร้อยละ 8.1 ไม่แน่ใจ/div divnbsp;/div divเมื่อถามว่าเห็นด้วยหรือไม่กับการรีเซ็ตนักการเมืองในปัจจุบัน ให้เว้นวรรคการเมือง 1 สมัย เพื่อให้ผ่านข้อครหาที่เป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง และให้นักการเมืองรุ่นใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทน หากยังไม่สามารถสร้างความปรองดองได้ ส่วนใหญ่ร้อยละ 67.2 ระบุว่า “เห็นด้วย” ขณะที่ร้อยละ 21.9 ระบุว่า “ไม่เห็นด้วย” และร้อยละ 10.9 ยังไม่แน่ใจ/div divnbsp;/div divสุดท้ายเมื่อถามว่าควรปฏิรูปสร้างความปรองดองให้แล้วเสร็จก่อนมีการเลือกตั้งหรือเดินหน้าเลือกตั้งเลยตามโรดแมปที่วางไว้ ส่วนใหญ่ร้อยละ 57.9 อยากให้ปฏิรูปให้แล้วเสร็จก่อนมีการเลือกตั้ง ส่วนร้อยละ 35.9 อยากให้มีการเลือกตั้งเลยตามโรดแมปที่วางไว้ และเดินหน้าปฏิรูปต่อไปพร้อมๆ กัน ที่เหลือร้อยละ 6.2 ยังไม่แน่ใจ/div divnbsp;/div div divรายละเอียดการสำรวจ :nbsp;/div divnbsp;/div div class=note-box divstrongวัตถุประสงค์การสำรวจ/strong/div div1)span class=Apple-tab-span style=white-space:pre /spanเพื่อสะท้อนความเห็นถึงแนวทางการปฏิรูปสร้างความปรองดอง ในสังคมไทย/div div2)span class=Apple-tab-span style=white-space:pre /spanเพื่อสะท้อนความเห็นว่าควรปฏิรูปสร้างความปรองดองให้แล้วเสร็จก่อนการเลือกตั้งหรือเดินหน้าเลือกตั้งเลยตามโรดแมปที่วางไว้/div divnbsp;/div divstrongประชากรที่สนใจศึกษาnbsp;/strongnbsp;การสำรวจใช้การสุ่มตัวอย่างจากประชาชนทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไป โดยการสุ่มสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์จากฐานข้อมูลของกรุงเทพโพลล์ ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) แล้วใช้วิธีการถ่วงน้ำหนักด้วยข้อมูลประชากรศาสตร์จากฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย/div divnbsp; nbsp; nbsp;nbsp;/div divstrongความคลาดเคลื่อน (Margin of Error)nbsp;/strongการประมาณการขนาดตัวอย่างมีขอบเขตของความคลาดเคลื่อน nbsp;± 3% ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%/div divnbsp;/div divstrongวิธีการรวบรวมข้อมูล /strongใช้การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ (Enumeration by telephone) โดยเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถามที่มีโครงสร้างแน่นอน ประกอบด้วยข้อคำถามแบบเลือกตอบ (Check List Nominal) และได้นำแบบสอบถามทุกชุดมาตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ก่อนบันทึกข้อมูลและประมวลผล/div divnbsp;/div divระยะเวลาในการเก็บข้อมูล nbsp;span class=Apple-tab-span style=white-space:pre /span: nbsp;17 – 18 มกราคม 2560/div /div divnbsp;/div divnbsp;/div /div divnbsp;/div div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

ความยุติธรรมไร้ความหมาย บทกวีจากกรงขังโดย ไผ่ ดาวดิน

Fri, 01/20/2017 - 12:51
!--break--!--break-- p style=text-align: center;img alt= src=https://farm1.staticflickr.com/484/32376242386_3e49d67c27_z_d.jpg style=width: 400px; height: 432px; /br /br /เมื่อความยุติธรรม ไร้ความหมายnbsp;br /br /นี่คือความท้าทาย ของสังคมnbsp;br /br /ชีวิตคนไม่ใช่ของเล่นnbsp;br /br /ใช่จะข่มจะเหง กันอยู่ได้br /br /เป็นแบบนี้ไม่มีหรอก ประชาธิปไตยbr /br /เอาแต่ใจ คืนความสุขแต่ปาก อ้างทำดี/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

รบ.ขออังกฤษหนุนกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยของไทย

Fri, 01/20/2017 - 02:31
pเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำไทย เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งnbsp;รัฐบาลไทยขอให้หนุนกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยของไทย/p p!--break--!--break--/p p style=text-align: center;img alt= src=http://www.thaigov.go.th/media/k2/items/cache/f483e85b0a4a7ab1d564163221b7d3a6_XL.jpg style=width: 500px; height: 333px; //p p19 ม.ค. 2560 a href=http://www.thaigov.go.th/index.php/th/government-th1/item/110391-%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%97%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล/a รายงานว่า เมื่อเวลา 10.30 น. ไบรอัน จอห์น เดวิดสัน เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล/p pภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ พล.ท วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวสรุปสาระสำคัญการหารือดังนี้/p divนายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีที่ได้พบกับ เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร เป็นโอกาสอันดีที่จะเดินหน้าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศต่อไปในอนาคต และแสดงความขอบคุณที่สหราชอาณาจักรแสดงความเสียใจต่อการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทั้งนี้ออท. สหราชอาณาจักร ย้ำความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างไทย-สหราชอาณาจักร และมีความสัมพันธ์อันดีในทุกระดับตั้งแต่ราชวงศ์ ไปจนถึงประชาชน การรับตำแหน่งครั้งนี้มุ่งหวังที่จะกระชับความสัมพันธ์และแสวงหาโอกาสความร่วมมือใหม่ๆ ระหว่างกัน/div divnbsp;/div divด้านสถานการณ์ทางเมือง นายกรัฐมนตรีทราบว่าสหราชอาณาจักรมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ทางการเมืองไทย อย่างไรก็ดีไทยกำลังเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อยากให้สหราชอาณาจักรสนับสนุนกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยของไทยด้วย ซึ่งเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรnbsp;สหราชอาณาจักร แสดงความเข้าใจถึงสถานการณ์ทางการเมืองไทย โดยเห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการเดินหน้าตาม Roadmap เพื่อปฏิรูปด้านต่างๆ และวางรากฐานไปสู่การมีประชาธิปไตยที่ยั่งยืน/div divnbsp;/div divนายกรัฐมนตรียินดีที่ทราบว่านายอะล็อก ชาร์มา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ สหราชอาณาจักร จะเดินทางเยือนไทยสัปดาห์หน้า (26-28 มกราคม 2560) และหวังจะได้ต้อนรับนายชาร์มาอีกครั้งในการหารือเชิงยุทธศาสตร์ไทย-สหราชอาณาจักรครั้งที่ 3 ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศของไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นในปีนี้ เพื่อหารือถึงประเด็นความร่วมมือที่หลากหลายทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา ความมั่นคง เป็นต้น/div divnbsp;/div divทั้งสองฝ่ายยินดีต่อความสำเร็จในการจัดการประชุมสภาผู้นำธุรกิจไทย-สหราชอาณาจักร (TUBLC) ครั้งแรก กลไกดังกล่าวเป็นตัวอย่างที่ดีของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือด้านการค้า การลงทุนที่มีมากขึ้น รวมถึงการแก้ไขปัญหา อุปสรรคต่างๆ ร่วมกัน ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีหวังว่าจะเห็นการขับเคลื่อนความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม จึงขอฝากออท. สหราชอาณาจักรในการร่วมมือกันเพื่อให้เกิดผลโดยเร็ว/div divnbsp;/div divในด้านเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีย้ำความสัมพันธ์ในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักร โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านหลัง Brexit ทั้งนี้ออท. สหราชอาณาจักร ยินดีสนับสนุนให้นักธุรกิจสหราชอาณาจักรเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้นตามนโยบาย New S-curve และ Thailand 4.0 ในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ อาทิ โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ นวัตกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล การบริหารทางการเงิน พลังงานแบบยั่งยืนและสาธารณสุข/div divnbsp;/div divในด้านการศึกษานายกรัฐมนตรีแสดงความขอบคุณที่ สหราชอาณาจักรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษากับไทยเป็นอันดับต้นๆ โดยไทยประสงค์จะเห็นโรงเรียนและมหาวิทยาลัยของสหราชอาณาจักรเข้ามาเปิดกิจการในประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งออท.สหราชอาณาจักรเห็นว่าการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ และยินดีที่สหราชอาณาจักรจะเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมด้านภาษาอังกฤษ รวมถึงการถ่ายทอดความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยี การสื่อสารโทรคมนาคมซึ่งจะช่วยสนับสนุนโครงการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ของไทยด้วย/div divnbsp;/div div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

ประวิตรยันที่รัฐประหารได้เพราะปชช.เอาด้วย ย้ำไม่อยากยึดอำนาจใครอยากมาแทนก็มา

Fri, 01/20/2017 - 02:13
pพล.อ.ประวิตร ระบุแนวคิดสร้างปรองดอง ให้นักการเมืองร่วมพูดคุย อยู่กันอย่างสันติ ยืนยันทหารเป็นตัวกลาง ไม่อยากปฏิวัติnbsp;อภิสิทธิ์ เผย ปชป.พร้อมร่วมมือปรองดอง/p p!--break--!--break--/p p style=text-align: center;img src=https://c2.staticflickr.com/2/1556/25709763522_51373aeff8.jpg //p p style=text-align: center;span style=color:#ff8c00;พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ (ที่มาภาพ แฟ้มภาพเว็บไซต์ทำเนียบฯ)/span/p p19 ม.ค. 2560 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงแนวคิดการเชิญนักการเมืองมาปรึกษาหารือและมาลงสัตยาบันร่วมกันเพื่อสร้างความปรองดองและยุติความขัดแย้ง ว่า เพราะอยากให้พรรคการเมืองอยู่กันอย่างสันติ/p divส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทยระบุว่า อยากให้ทหารลงนามเอ็มโอยูด้วยว่าจะไม่รัฐประหารอีก พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ทหารมีความเป็นกลาง ไม่มีความขัดแย้ง เช่นในสมัยของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ทำรัฐประหาร ไม่ได้อยู่ในความขัดแย้ง แต่อยากให้บ้านเมืองสงบ ไม่มีใครอยากจะปฏิวัติ/div divnbsp;/div div“ไม่ต้องไปเซ็นหรอก นอกจากบ้านเมืองไปไม่ได้แล้วและเกิดความขัดแย้งเท่านั้น ทหารจึงจะทำ พรรคเพื่อไทยคงคิดไปเองว่าทหารจะออกมาปฏิวัติ ผมอายุ 70 กว่าแล้ว อยู่มาตั้งแต่เด็ก ยืนยันได้ว่าไม่มีใครอยากปฏิวัติ คือถ้าจะปฏิวัติแล้วไม่มีประชาชนเอาด้วยก็ไม่มีทางทำได้เลย แต่ครั้งนี้ประชาชนเห็นชอบว่าเราจะเข้ามาทำให้เกิดความสงบ และเชื่อว่าทหารส่วนใหญ่คิดแบบนี้ ไม่มีใครที่อยากจะมายึดอำนาจ มามีอำนาจ ไม่เห็นมีอะไรดีเลย ใครอยากมาแทนผมก็มาเลยผมไม่ว่า” พล.อ.ประวิตร กล่าว/div divnbsp;/div divส่วนคำถามจะให้ความั่นใจกับนักการเมืองที่จะมาคุยอย่างไร พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ทหารจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย แต่จะทำหน้าที่รวบรวมความคิดเห็นจากพรรคการเมือง เพื่อทำข้อตกลงร่วมกัน ไม่มีระเบียบทางกฏหมายบังคับการคุย ถ้าคุยแล้วจะต้องออกมาเป็นระเบียบกฎหมายหรือพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ค่อยว่ากัน อะไรที่ต้องใช้กฎหมายต้องไปดูและต้องใช้ตามนั้น/div divnbsp;/div div“หรืออาจจะออกเป็นมาตรา 44 ที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ไม่ใช่ทหารอยากทำอะไรก็ทำ ไม่มีบทลงโทษใด ๆ เพราะเราจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ บทลงโทษมีอยู่แล้วในกฎหมายทั่วไป และไม่ห่วงหากพรรคการเมืองกลับคำ เพราะทุกฝ่ายรับรู้กันอยู่แล้วในข้อตกลงที่คุยกันร่วมกัน” พล.อ.ประวิตร กล่าว/div divnbsp;/div divส่วนกรณีที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูนิธิมวลมหาประชาชน ระบุว่าจะไม่ลงนามสัตยาบันร่วมด้วย พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เป็นเรื่องของอนาคต ต้องไปคุยกันเรื่องข้อตกลงก่อน ส่วนจะลงนามหรือไม่ลงนามเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพื่อให้เกิดความปรองดองและเราจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มองว่ามีความชัดเจนแล้ว/div divnbsp;/div h3span style=color:#0000cd;อภิสิทธิ์ เผย ปชป.พร้อมร่วมมือปรองดอง/span/h3 divขณะที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลตั้งคณะทำงานมาดูเรื่องปรองดอง ว่า การที่จะให้คณะกรรมการชุดนี้เดินสายพูดคุยกับผู้เกี่ยวข้องแต่ละฝ่าย ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ยินดีที่จะให้ข้อมูลและถือว่าการใช้วิธีการแบบนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ความปรองดองเดินหน้าไปได้ แต่สิ่งสำคัญจะต้องพูดคุยให้ครอบคลุมทุกฝ่าย รวมทั้งภาคสังคมและประชาชน อย่ายึดติดแค่พรรคการเมือง โดยต้องสรุปบทเรียนให้ถูกว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นล่าสุดไม่ได้เกิดจากพรรคการเมือง แต่เกิดจากความพยายามผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ เพราะหากตั้งโจทย์ผิด ก็ไม่สามารถทำให้ความขัดแย้งคลี่คลายได้ ดังนั้นจึงไม่ควรยึดติดกับการให้พรรคการเมืองมาลงนามสัตยาบัน เพราะพรรคการเมืองไม่สามารถตอบแทนประชาชนทุกคนได้ แต่อยากให้รัฐบาลและทุกฝ่ายย้อนกลับไปดูว่าที่มีปัญหาขัดแย้งกันไม่ได้เกิดจากผลการเลือกตั้ง/div div style=text-align: center;img src=https://c1.staticflickr.com/9/8860/27638177614_32f1efc9db.jpg //div div style=text-align: center;span style=color:#ff8c00;อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (ที่มาภาพ เพจ Abhisit Vejjajiva)/span/div div style=text-align: center;nbsp;/div div“ผมไม่ทราบว่าเนื้อหาสาระที่อยากให้ตกลงทำสัตยาบันกันเป็นอย่างไร แต่อยากย้ำว่าเรื่องของการลงนามในเอกสาร ไม่ได้เป็นหลักประกัน เพราะคนที่ไปลงนามกล้ายืนยันหรือไม่ว่าประชาชนจะเห็นด้วยเหมือนกับตัวเอง เพราะแม้กระทั่งพรรคการเมืองก็พูดไม่ได้ ผมจึงอยากให้นำเรื่องความขัดแย้งมาพูดกันแบบเปิดใจ และที่เคยขอความเห็นฝ่ายต่าง ๆ มา ก็ควรนำมาสรุป ซึ่งผมก็พร้อมที่จะให้ข้อมูล และอยากให้ความขัดแย้งมันจบเร็ว ๆ เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี แต่อย่าเอามาผูกติดกับการเลือกตั้ง ถ้าหวังว่าพรรคการเมืองอยากเลือกตั้ง แล้วให้มาตกลงกัน ถ้าไม่ตกลงแล้วจะไม่มีเลือกตั้ง ผมว่ามันก็ไม่จบ ควรว่ากันด้วยเหตุด้วยผล และผมว่าอย่าจับกันเป็นคู่ขัดแย้ง แต่ผมว่าทุกคนที่มีบทบาทในสังคมควรไปรับฟังความเห็นจากเขา” อภิสิทธิ์ กล่าว/div divnbsp;/div divอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า อยากให้คนที่ทำงานด้านความปรองดองคำนึงถึงเนื้อหาสาระและให้นำสิ่งที่คณะทำงานชุดเก่า ๆ เคยศึกษาและสรุปออกมา นำมาประกอบการทำงานสร้างความปรองดอง และสิ่งสำคัญขอยืนยันว่าการทำผิดกฎหมายหรือการใช้ความรุนแรงจะต้องมีความรับผิดชอบ โดยควรปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมเดินหน้าทำงาน หากจะยกเว้น ก็ควรนิรโทษให้เฉพาะกรณีของประชาชนที่มาชุมนุมแล้วทำผิดกฎหมายพิเศษและทำผิดเพียงเล็กน้อย ซึ่งเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีก็พูดมาตลอดว่าต้องรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย จึงอยากให้ยึดหลักการในส่วนนี้ และอยากให้มองไปข้างหน้าว่าขณะนี้โลกเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมการปลุกระดมและสร้างความขัดแย้ง โดยผ่านวิทยุชุมชน แต่ปัจจุบันมีอินเทอร์เน็ตและมีสังคมออนไลน์ที่จะต้องเข้าไปดูแลเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มเติม/div divnbsp;/div divที่มา สำนักข่าวไทย a href=http://www.tnamcot.com/content/6381261/a, a href=http://www.tnamcot.com/content/6380472/a/div div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

สนช.เห็นชอบพิธีสาร 7 ระบบศุลกากรผ่านแดน รมว.คลัง ชี้ทำให้ทันสมัยตามมาตรฐานสากล

Thu, 01/19/2017 - 20:03
pสนช.nbsp;เห็นชอบพิธีสาร 7 ระบบศุลกากรผ่านแดนและภาคผนวกทางเทคนิค : กฎเกณฑ์และพิธีการว่าด้วยศุลกากรผ่านแดนอาเซียนnbsp;รับหลักการร่าง พ.ร.บ.รับขนทาง อากาศระหว่างประเทศ และร่าง พ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ สร้างทางพิเศษสายบางพลี - สุขสวัสดิ์/p p!--break--!--break--/p pnbsp;/p p style=text-align: center;img alt= src=http://www.radioparliament.net/parliament/uploads/news/org_2088136598.jpg style=width: 500px; height: 247px; //p p19 ม.ค. 2560 ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ความเห็นชอบพิธีสาร 7 ระบบศุลกากรผ่านแดนและภาคผนวกทางเทคนิค : กฎเกณฑ์และพิธีการว่าด้วยศุลกากรผ่านแดนอาเซียน ด้วยคะแนนเห็นด้วย 196 เสียง ไม่เห็นด้วยไม่มี งดออกเสียง 2 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 2 เสียง/p divวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวชี้แจงสาระสำคัญของร่างพิธีสารดังกล่าวว่า เพื่อให้ความตกลงระหว่างประเทศมีผลผูกพันประเทศไทย ในการปฏิบัติพิธีการศุลกากรผ่านแดนโดยประเทศสมาชิกอาเซียน และจะอนุญาตให้ประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นขนส่งสินค้าผ่านแดนของตนเองได้ ยกเว้นสินค้าต้องห้าม ต้องจำกัดที่ได้กำหนดไว้ในพิธีสาร ทั้งนี้ต้องไม่มีการเก็บภาษีใดๆ สำหรับสินค้าที่ขนส่งผ่านแดน โดยศุลกากรของแต่ละประเทศสามารถดำเนินการได้ตามความจำเป็น เพื่อให้สามารถควบคุมการขนส่งผ่านแดนเป็นไปอย่างเหมาะสม ให้ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการปฏิบัติพิธีศุลกากรผ่านแดนอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมกำหนดให้ผู้ประกอบการผ่านแดนของประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศวางหลักประกันครั้งเดียว โดยถือว่าหลักประกันดังกล่าวมีความสมบูรณ์ในทุกประเทศและครอบคลุมถึงสินค้าตลอดเส้นทางการขนส่งผ่านแดน กำหนดให้ใช้แบบสำแดงทางศุลกากรที่เหมือนกันทั้งภูมิภาค ในการขนส่งผ่านแดน ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งและกระจายสินค้าในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงยกระดับการพิธีการศุลกากรให้มีความทันสมัยตามมาตรฐานสากล เป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมและอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างประเทศ/div divnbsp;/div divสมาชิก สนช.ได้ให้ความเห็นในหลายประเด็น อาทิ ควรคำนึงถึงการได้ประโยชน์ เสียประโยชน์หรือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ความเชื่อมโยงของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ความพร้อมของจุดผ่านแดนต่างๆในทางปฏิบัติ การควบคุม กำกับ ดูแลและการอำนวยความสะดวก/div h3span style=color:#0000cd;รับหลักการร่าง พ.ร.บ.รับขนทาง อากาศระหว่างประเทศnbsp;/span/h3 div divสนช. ยังมีมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ.รับขนทาง อากาศระหว่างประเทศ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ไว้พิจารณา ด้วยคะแนนเห็นด้วย 196 เสียง ไม่เห็นด้วยไม่มี งดออกเสียง 2 เสียง กำหนดระยะเวลาแปรญัตติ 7 วัน ระยะเวลาการดำเนินงานของ คณะกรรมาธิการ 30 วัน nbsp; nbsp;nbsp;/div divnbsp;/div divอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า เนื่องจากประเทศไทยจะเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาเพื่อการรวบรวมกฎเกณฑ์บางประการเกี่ยวกับการรับขนระหว่างประเทศทางอากาศ ค.ศ. 1999 (Convention for the Unification of Certain Rules for nbsp;International Carriage By Air, 1999) แต่โดยที่พระราชบัญญัติการรับขนทางอากาศระหว่าง ประเทศ พ.ศ. 2558 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันมีบทบัญญัติที่กำหนดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การรับขนทาง อากาศระหว่างประเทศยังมี่ครอบคลุมครบถ้วน จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมทบบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวเพื่อให้การเป็นไปตามอนุสัญญา/div /div h3span style=color:#0000cd;รับหลักการร่าง พ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ สร้างทางพิเศษสายบางพลี - สุขสวัสดิ์/span/h3 divนอกจากนี้ สนช. ยังมีมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ เพื่อสร้างทางพิเศษสายบางพลี - สุขสวัสดิ์ ในท้องที่อำเภอบางพลี อำเภอเมือง สมุทรปราการ และอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ พ.ศ. .... ไว้พิจารณาด้วยคะแนนเห็นด้วย 198 เสียง ไม่เห็นด้วย 1 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง กำหนดระยะเวลาแปรญัตติ 7 วัน ระยะเวลาการดำเนินงาน 30 วัน/div divnbsp;/div divอาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงความจำเป็นที่ต้องตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ว่า เนื่องจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้ทำการสำรวจที่ ที่จะต้องเวนคืน เพื่อสร้างทางพิเศษสายบางพลี - สุขสวัสดิ์ ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่ อ.บางพลี อ.เมืองสมุทรปราการ และ อ.พระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ พ.ศ. 2547 เสร็จแล้ว ทั้งนี้เจ้าของที่ดินส่วนใหญ่ตกลงขายที่ดินและยินยอมรับราคาค่าทดแทน ตามที่คณะกรรมการจัดซื้อและกำหนดค่าทดแทนทรัพย์สินได้กำหนดให้ แต่มีเจ้าของที่ดินจำนวน 77 แปลงไม่มาตกลงทำสัญญาซื้อขายและรับเงินค่าทดแทนจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ในการนี้เพื่อให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโอนมาเป็นของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย สมควรเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวต่อไป nbsp; nbsp;/div divnbsp;/div divขณะที่ สมาชิก สนช. ได้ให้ความเห็นและข้อสังเกตต่อร่างดังกล่าวอย่างหลากหลาย อาทิ ยังพบปัญหาในการเวนคืน ในกรณีเวนคืนที่ดินบางแปลงแต่แปลงที่เหลือไม่สามารถทำประโยชน์อื่นต่อได้ ราคาที่ให้ไม่เป็นไปตามท้องตลาดซึ่งเป็นการเอาเปรียบประชาชน จึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาและคำนึงถึงความเหมาะสม ความเป็นธรรมในการชดเชย การเยียวยาให้กับประชาชนที่ถูกเวนคืนที่ดิน พร้อมแนะควรให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์พื้นที่ว่างใต้ทางด่วน และฝากกรรมาธิการดูกรณีเจ้าของที่ดิน 77 รายข้างต้นว่า เหตุใดไม่มาทำสัญญาและรับเงินค่าทดแทน จนต้องออกกฎหมายให้เวนคืน เพื่อความถูกต้องเป็นธรรมต่อประชาชน อย่างไรก็ตามเห็นว่า หากจะมีการเวนคืนที่ดินในลักษณะนี้อีกจะต้องมีแผนในการต่อเชื่อมและใช้สถานที่ให้มีประโยชน์ร่วมกัน สามารถเชื่อมต่อระบบจราจรต่างๆ เข้าด้วยกันได้ เพื่อให้ได้ประโยชน์และความคุ้มค่า/div divnbsp;/div divเรียบเรียงจากa href=http://www.radioparliament.net/parliament/listNews.php?catId=1เว็บไซต์วิทยุรัฐสภา/a/div div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

จับตาตุรกีแก้รัฐธรรมนูญ กลายเป็นการเพิ่มอำนาจผู้นำเหนือรัฐสภาหรือไม่?

Thu, 01/19/2017 - 18:47
pธ.ค. ปีที่แล้วพรรคเอเคพีซึ่งเป็นพรรครัฐบาลตุรกีภายใต้การนำของประธานาธิบดี เรเซป ตอยยิบ เออร์โดกัน เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะการปกครองตุรกี ซึ่งทำให้เกิดข้อถกเถียงว่าจะกลายเป็นการทำลายระบบรัฐสภา เพิ่มอำนาจให้ประธานาธิบดีแต่เพียงผู้เดียวหรือไม่/p p!--break--!--break--/p p19 ม.ค. 2560 เรเซป ตอยยิบ เออร์โดกันเป็นผู้ที่มีอำนาจในตุรกีมากว่า 13 ปี เริ่มต้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและได้เป็นประธานาธิบดีในปี 2557 ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของเขาถูกเรียกว่าเป็น ระบอบประธานาธิบดีสไตล์ตุรกี เป็นการยกเลิกระบบรัฐสภาแบบเดิม สั่งยุบสำนักนายกรัฐมนตรีไปสู่ระบบประธานาธิบดีเปิดทางให้เออร์โดกันกลายเป็นผู้มีอำนาจบริหารหนึ่งเดียวในประเทศ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังอยู่ในการถกเถียงอภิปรายกันในสภา/p pร่างรัฐธรรมนูญตุรกีฉบับนี้ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาและผ่านการทำประชามติก่อน แต่ถ้าหากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของตุรกีมีผลบังคับใช้ จะทำให้ตุรกีไม่มีคณะรัฐบาลอย่างเป็นทางการแบบเดิมที่จะตอบรับกับรัฐสภา โดยจะเป็นการให้อำนาจประธานาธิบดีในการแต่งตั้งและปลดรัฐมนตรีออก นอกจากนี้ยังให้ประธานาธิบดีอยู่ในตำแหน่งได้ 5 ปี และยังคงดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคการเมืองไปในเวลาเดียวกันได้ การเลือกตั้งสมาชิกสภาในตุรกีก็จะเปลี่ยนมาเลือกกันทุก 5 ปี แทน 4 ปี และต้องเลือกในวันเดียวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดี/p pในแง่ของการจัดสรรอำนาจทางการเมือง รัฐบาลตุรกีมองว่าจะทำให้ประธานาธิบดีมีอำนาจมากขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้มีรัฐบาลผสมที่อ่อนแออีกแบบในอดีต นายกรัฐมนตรี บินาลี ยิลดิริม เคยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อในเรื่องนี้ว่ารัฐสภาเองก็จะเข้มแข็งขึ้นด้วยโดยมีอำนาจประธานาธิบดีคอยจัดการฝ่ายบริหารเพื่อระงับความขัดแย้ง/p pอย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์มองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในตุรกีกลับจะทำให้รัฐสภาอ่อนแอลง ทำลายระบบตรวจสอบถ่วงดุล และอาจจะถึงขั้นทำให้ตุรกีกลายเป็นระบบการปกครองที่ขึ้นอยู่กับคนๆ เดียว จากเดิมที่ฝ่ายต่างๆ ของรัฐบาลได้แก่ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการจะตรวจสอบถ่วงดุลกันเองไม่ให้ใครมีอำนาจมากเกินไป/p pผู้วิจารณ์ในเรื่องนี้คือเบอร์ทิล เอ็มราห์ โอเดอร์nbsp; ศาตราจารย์ด้านกฎมายรัฐธรรมนูญจากมหาวิทยาลัยค็อกในอิสตันบูลกล่าวว่าจากข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำให้ประธานาธิบดียังคงดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคในขณะที่มีการเลือกตั้งรัฐสภาและประธานาธิบดีไปพร้อมๆ กัน ทำให้ผู้ลงสมัครประธานาธิบดีมีอำนาจจะเลือกบัญชีรายชื่อ ส.ส. ได้ในการเลือกตั้งสมาชิกสภา ส่งผลให้ประธานาธิบดีมีอำนาจควบคุมรัฐสภาและวาระการประชุมของสภา นำไปสู่การทำลายระบบตรวจสอบถ่วงดุล/p pเลเวนต์ คอร์คุต ศาตราจารย์ด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเมดิโปลกล่าวในทำนองเดียวกันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจจะไม่ถึงขั้นทำให้ระบบตรวจสอบถ่วงดุลถูกขจัดโดยสิ้นเชิงแต่จะทำให้ระบบแตกต่างออกไปจากระบบสภาแบบคลาสสิกหรือระบบประธานาธิบดีแบบสหรัฐฯ ที่มีผู้นำพรรคกับผู้สมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นคนละคนกัน ทำให้มีวาระของแต่ละคนต่างกันได้ ทำให้มีการตรวจสอบถ่วงดุลกันได้ซึ่งระบบใหม่จะไม่มีในเรื่องนี้ คอร์คุตบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขยังขจัดสิทธิในการตั้งกระทู้ถามในสภาออกไป ทำให้ตั้งคำถามกับการกระทำของประธานาธิบดีไม่ได้ด้วย/p pอย่างไรก็ตาม ฝ่ายสนับสนุนรัฐธรรมนูญใหม่ตุรกีอย่าง เมห์เหม็ต อุคุม ที่ปรึกษาด้านตุลาการของเออร์โดกันกล่าวว่ารัฐธรรมนูญใหม่ของพวกเขาจะมีระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่ดียิ่งกว่าเดิม โดยอ้างว่าระบบปัจจุบันถ้าฝ่ายบริหารที่เป็นรัฐบาลมีเสียงข้างมากในสภาก็จะผ่านร่างกฎหมายได้โดยไม่มีการต่อต้าน แต่ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญระบุให้มีการแยกฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติออกจากกันมากขึ้น อุคุมอ้างอีกว่าสิทธิในการตั้งกระทู้ถามเป็นเรื่องไม่จำเป็นในระบบที่อำนาจฝ่ายบริหารคือประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งอยู่แล้ว ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ริบอำนาจกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีโดยสภาถ้าหากประธานาธิบดีกระทำความผิด/p pอย่างไรก็ตาม ระบบใหม่ของตุรกีจะมีการกระบวนการถอดถอนที่ซับซ้อนมาก โดยเริ่มจากการต้องใช้รายชื่อของผู้แทน 301 ใน 600 ของสภา และหลังจากนั้นต้องตั้งคณะกรรมการจากการโหวตลับโดยผู้แทน 360 เสียง และถ้าหากมีการไต่สวนพิจารณาแล้วว่าต้องส่งตัวประธานาธิบดีไปดำเนินคดีในศาลสูงสุด จะมีการดำเนินคดีกับประธานาธิบดีได้ก็ต่อเมื่อมีการโหวตลงคะแนนลับๆ จากผู้แทนเกิน 400 เสียงเท่านั้น ซึ่งคอร์คุต บอกว่าเป็นระบบที่ทำให้การถอดถอนประธานาธิบดีโดยสภาเป็นไปไม่ได้เลยในทางปฏิบัติ เพราะต้องอาศัยเสียงข้างมากในสภา 2 ใน 3 ในขณะที่รัฐสภาเต็มไปด้วยคนพรรคเดียวกับของประธานาธิบดี/p pโอเดอร์ ยังกล่าวถึงอีกมุมหนึ่งว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่นี้อาจจะทำให้สูญเสียอิสรภาพด้านตุลาการด้วย จากการที่ประธานาธิบดีมีอำนาจกว้างขวางเหนือสภาสูงแห่งผู้พิพากษาและอัยการ ขณะที่อุคุมอ้างว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำให้ตุลาการ เป็นอิสระมากขึ้น จากการที่ สภาสูงแห่งผู้พิพากษาและอัยการ/p pต้องดูกันต่อไปว่าถ้าหากร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญตุรกีจะผ่านความเห็นชอบจากสภาหรือไม่ ซึ่งอัลจาซีราระบุว่ามีโอกาสที่ร่างการแก้ไขจะผ่านสูงมากเนื่องจากสองพรรคการเมืองอย่างเอเคพี กับเอ็มเอชพี ที่มีท่าทีสนับสนุนการแก้ไขมีจำนวนในสภามากพอที่จะทำให้ผ่านการลงมติได้ และหลังจากผ่านมติในสภาแล้วก็จะไปสู่ขั้นตอนการลงประชามติจากประชาชนซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะจัดในช่วงเดือน มี.ค. - เม.ย. ที่จะถึงนี้/p pnbsp;/p pstrongเรียบเรียงจาก/strong/p pTurkey's constitutional reform: All you need to know, Aljazeera, 18-01-2017br /a href=http://www.aljazeera.com/indepth/features/2017/01/turkey-constitutional-reform-170114085009105.htmlhttp://www.aljazeera.com/indepth/features/2017/01/turkey-constitutional-reform-170114085009105.html/a/p pnbsp;/p div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor

จับตาตุรกีแก้รัฐธรรมนูญ กลายเป็นการเพิ่มอำนาจผู้นำเหนือรัฐสภาหรือไม่?

Thu, 01/19/2017 - 18:47
pธ.ค. ปีที่แล้วพรรคเอเคพีซึ่งเป็นพรรครัฐบาลตุรกีภายใต้การนำของประธานาธิบดี เรเซป ตอยยิบ เออร์โดกัน เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะการปกครองตุรกี ซึ่งทำให้เกิดข้อถกเถียงว่าจะกลายเป็นการทำลายระบบรัฐสภา เพิ่มอำนาจให้ประธานาธิบดีแต่เพียงผู้เดียวหรือไม่/p p!--break--!--break--/p p19 ม.ค. 2560 เรเซป ตอยยิบ เออร์โดกันเป็นผู้ที่มีอำนาจในตุรกีมากว่า 13 ปี เริ่มต้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและได้เป็นประธานาธิบดีในปี 2557 ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของเขาถูกเรียกว่าเป็น ระบอบประธานาธิบดีสไตล์ตุรกี เป็นการยกเลิกระบบรัฐสภาแบบเดิม สั่งยุบสำนักนายกรัฐมนตรีไปสู่ระบบประธานาธิบดีเปิดทางให้เออร์โดกันกลายเป็นผู้มีอำนาจบริหารหนึ่งเดียวในประเทศ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังอยู่ในการถกเถียงอภิปรายกันในสภา/p pร่างรัฐธรรมนูญตุรกีฉบับนี้ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาและผ่านการทำประชามติก่อน แต่ถ้าหากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของตุรกีมีผลบังคับใช้ จะทำให้ตุรกีไม่มีคณะรัฐบาลอย่างเป็นทางการแบบเดิมที่จะตอบรับกับรัฐสภา โดยจะเป็นการให้อำนาจประธานาธิบดีในการแต่งตั้งและปลดรัฐมนตรีออก นอกจากนี้ยังให้ประธานาธิบดีอยู่ในตำแหน่งได้ 5 ปี และยังคงดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคการเมืองไปในเวลาเดียวกันได้ การเลือกตั้งสมาชิกสภาในตุรกีก็จะเปลี่ยนมาเลือกกันทุก 5 ปี แทน 4 ปี และต้องเลือกในวันเดียวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดี/p pในแง่ของการจัดสรรอำนาจทางการเมือง รัฐบาลตุรกีมองว่าจะทำให้ประธานาธิบดีมีอำนาจมากขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้มีรัฐบาลผสมที่อ่อนแออีกแบบในอดีต นายกรัฐมนตรี บินาลี ยิลดิริม เคยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อในเรื่องนี้ว่ารัฐสภาเองก็จะเข้มแข็งขึ้นด้วยโดยมีอำนาจประธานาธิบดีคอยจัดการฝ่ายบริหารเพื่อระงับความขัดแย้ง/p pอย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์มองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในตุรกีกลับจะทำให้รัฐสภาอ่อนแอลง ทำลายระบบตรวจสอบถ่วงดุล และอาจจะถึงขั้นทำให้ตุรกีกลายเป็นระบบการปกครองที่ขึ้นอยู่กับคนๆ เดียว จากเดิมที่ฝ่ายต่างๆ ของรัฐบาลได้แก่ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการจะตรวจสอบถ่วงดุลกันเองไม่ให้ใครมีอำนาจมากเกินไป/p pผู้วิจารณ์ในเรื่องนี้คือเบอร์ทิล เอ็มราห์ โอเดอร์nbsp; ศาตราจารย์ด้านกฎมายรัฐธรรมนูญจากมหาวิทยาลัยค็อกในอิสตันบูลกล่าวว่าจากข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำให้ประธานาธิบดียังคงดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคในขณะที่มีการเลือกตั้งรัฐสภาและประธานาธิบดีไปพร้อมๆ กัน ทำให้ผู้ลงสมัครประธานาธิบดีมีอำนาจจะเลือกบัญชีรายชื่อ ส.ส. ได้ในการเลือกตั้งสมาชิกสภา ส่งผลให้ประธานาธิบดีมีอำนาจควบคุมรัฐสภาและวาระการประชุมของสภา นำไปสู่การทำลายระบบตรวจสอบถ่วงดุล/p pเลเวนต์ คอร์คุต ศาตราจารย์ด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเมดิโปลกล่าวในทำนองเดียวกันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจจะไม่ถึงขั้นทำให้ระบบตรวจสอบถ่วงดุลถูกขจัดโดยสิ้นเชิงแต่จะทำให้ระบบแตกต่างออกไปจากระบบสภาแบบคลาสสิกหรือระบบประธานาธิบดีแบบสหรัฐฯ ที่มีผู้นำพรรคกับผู้สมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นคนละคนกัน ทำให้มีวาระของแต่ละคนต่างกันได้ ทำให้มีการตรวจสอบถ่วงดุลกันได้ซึ่งระบบใหม่จะไม่มีในเรื่องนี้ คอร์คุตบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขยังขจัดสิทธิในการตั้งกระทู้ถามในสภาออกไป ทำให้ตั้งคำถามกับการกระทำของประธานาธิบดีไม่ได้ด้วย/p pอย่างไรก็ตาม ฝ่ายสนับสนุนรัฐธรรมนูญใหม่ตุรกีอย่าง เมห์เหม็ต อุคุม ที่ปรึกษาด้านตุลาการของเออร์โดกันกล่าวว่ารัฐธรรมนูญใหม่ของพวกเขาจะมีระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่ดียิ่งกว่าเดิม โดยอ้างว่าระบบปัจจุบันถ้าฝ่ายบริหารที่เป็นรัฐบาลมีเสียงข้างมากในสภาก็จะผ่านร่างกฎหมายได้โดยไม่มีการต่อต้าน แต่ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญระบุให้มีการแยกฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติออกจากกันมากขึ้น อุคุมอ้างอีกว่าสิทธิในการตั้งกระทู้ถามเป็นเรื่องไม่จำเป็นในระบบที่อำนาจฝ่ายบริหารคือประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งอยู่แล้ว ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ริบอำนาจกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีโดยสภาถ้าหากประธานาธิบดีกระทำความผิด/p pอย่างไรก็ตาม ระบบใหม่ของตุรกีจะมีการกระบวนการถอดถอนที่ซับซ้อนมาก โดยเริ่มจากการต้องใช้รายชื่อของผู้แทน 301 ใน 600 ของสภา และหลังจากนั้นต้องตั้งคณะกรรมการจากการโหวตลับโดยผู้แทน 360 เสียง และถ้าหากมีการไต่สวนพิจารณาแล้วว่าต้องส่งตัวประธานาธิบดีไปดำเนินคดีในศาลสูงสุด จะมีการดำเนินคดีกับประธานาธิบดีได้ก็ต่อเมื่อมีการโหวตลงคะแนนลับๆ จากผู้แทนเกิน 400 เสียงเท่านั้น ซึ่งคอร์คุต บอกว่าเป็นระบบที่ทำให้การถอดถอนประธานาธิบดีโดยสภาเป็นไปไม่ได้เลยในทางปฏิบัติ เพราะต้องอาศัยเสียงข้างมากในสภา 2 ใน 3 ในขณะที่รัฐสภาเต็มไปด้วยคนพรรคเดียวกับของประธานาธิบดี/p pโอเดอร์ ยังกล่าวถึงอีกมุมหนึ่งว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่นี้อาจจะทำให้สูญเสียอิสรภาพด้านตุลาการด้วย จากการที่ประธานาธิบดีมีอำนาจกว้างขวางเหนือสภาสูงแห่งผู้พิพากษาและอัยการ ขณะที่อุคุมอ้างว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำให้ตุลาการ เป็นอิสระมากขึ้น จากการที่ สภาสูงแห่งผู้พิพากษาและอัยการ/p pต้องดูกันต่อไปว่าถ้าหากร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญตุรกีจะผ่านความเห็นชอบจากสภาหรือไม่ ซึ่งอัลจาซีราระบุว่ามีโอกาสที่ร่างการแก้ไขจะผ่านสูงมากเนื่องจากสองพรรคการเมืองอย่างเอเคพี กับเอ็มเอชพี ที่มีท่าทีสนับสนุนการแก้ไขมีจำนวนในสภามากพอที่จะทำให้ผ่านการลงมติได้ และหลังจากผ่านมติในสภาแล้วก็จะไปสู่ขั้นตอนการลงประชามติจากประชาชนซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะจัดในช่วงเดือน มี.ค. - เม.ย. ที่จะถึงนี้/p pnbsp;/p pstrongเรียบเรียงจาก/strong/p pTurkey's constitutional reform: All you need to know, Aljazeera, 18-01-2017br /a href=http://www.aljazeera.com/indepth/features/2017/01/turkey-constitutional-reform-170114085009105.htmlhttp://www.aljazeera.com/indepth/features/2017/01/turkey-constitutional-reform-170114085009105.html/a/p pnbsp;/p div class=field field-type-text field-field-feed-pr div class=field-items div class=field-item odd ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /div
Categories: News Monitor