เดวิด สเตร็คฟัส:ยุทธศาสตร์ “สองมาตรฐาน” และ “ไม่เอานิรโทษกรรม” ของ นปช.

หมายเหตุผู้แปล บทความนี้แปลจากต้นฉบับชื่อ The United Front for Democracy against Dictatorship’s strategy on ‘double standards’ : a grand gesture to history ,justice and accountability โดยเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ Bangkok, May 2010: Perspectives on a Divided Thailand ที่กำลังจัดพิมพ์โดย Institute of Southeast Asian Studies (Singapore), Aekapol Chongvilaivan, Michael J. Montesano, and Pavin Chachavalpongpun เป็นบรรณาธิการ ในการแปลผู้แปลได้ตัดเชิงอรรถและตัดทอนข้อความบางส่วน อีกทั้งเรียบเรียงข้อความในบางช่วงให้เข้าใจง่ายขึ้น หากมีความผิดพลาดย่อมเป็นความรับผิดชอบของผู้แปล อนึ่ง ผู้แปลเห็นว่าบทความนี้เสนอข้อถกเถียงที่น่าสนใจต่อกรณีการตัดสินใจของแกนนำ นปช. เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม โดยเพิ่มเงื่อนไขให้นายสุเทพเข้าสู่ขั้นตอนกฎหมายในการรับทราบข้อกล่าวหา เพื่อแลกเปลี่ยนกับการสลายการชุมนุม ซึ่งได้มีการถกเถียงกันในหมู่คนเสื้อแดงว่าการตัดสินใจของแกนนำในครั้งนั้นสมควรหรือไม่ ผู้แปลเห็นว่าประเด็นนี้ควรจะมีการถกเถียงเพื่อสรุปบทเรียนอย่างจริงจัง และเห็นว่าบทความนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการถกเถียงในประเด็นนี้ต่อไป

 

วันที่ 10 พฤษภาคม 2553 อาจเป็นวันที่มีนัยสำคัญมากที่สุดวันหนึ่งในประวัติศาสตร์กฎหมายไทย เพราะมันเป็นวันที่แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) แสดงออกข้อเรียกร้องที่น่าสนใจยิ่งของเขา: ไม่เอานิรโทษกรรม เพราะนิรโทษกรรมจะให้อภัยให้ผู้ใช้ความรุนแรง  หนึ่งเดือนก่อนนั้นในวันที่ 10 เม.ย. เมื่อผู้ชุมนุมของ นปช.ที่พวกแกนนำยืนยันว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ที่มีแต่สองมือเปล่าเสียชีวิตไป 21 คน โดยกองทัพทหาร   นปช. ตัดสินใจอย่างชัดเจนในทันทีโดยการ: ยอมที่จะถูกจำคุกในคดีก่อการร้าย แลกกับการที่ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ รองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณ ต้องขึ้นศาลในฐานะเป็นผู้ต้องหาฆาตกรรม

เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยปรากฏในประวัติศาสตร์ไทย มีเพียงครั้งหนึ่งที่ ส.ส.หนุ่ม ซึ่งเป็นสมาชิกของสภาผู้แทนราษฎรที่เกิดขึ้นมาอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญแต่ได้ถูกคว่ำลงด้วยอำนาจของกองทัพ ได้ลุกขึ้นทวงถามความยุติธรรมและความจริง เขาคืออุทัย พิมพ์ใจชน เขาและเพื่อนอีกสองคนถูกตัดสินให้ถูกจำคุก 10 ปี จากถ้อยคำซึ่งถือว่าเป็นการท้าทายอำนาจผู้ปกครอง และคงไม่ผิดนักที่จะกล่าวว่าการลุกขึ้นท้าทายอำนาจของพวกเขา ได้นำมาสู่เหตุการณ์สำคัญภายหลังจากนั้น 15 เดือน นั่นคือการลุกขึ้นสู้ของมวลชนเพื่อขับไล่เผด็จการในเหตุการณ์เดือนตุลาคม 2516 

10 พฤษภาคม เป็นวันที่ทำให้การต่อสู้เพื่ออดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร และการเรียกร้องการเลือกตั้งใหม่ ได้ยกระดับกลายเป็นการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมและความเท่าเทียมกันในสังคมไทย

10 พฤษภาคม คือวันครบรอบ 1 เดือนของเหตุการณ์สังหารโหดโดยรัฐบาล ที่ทำให้ผู้ชุมนุมของ นปช.ที่พวกเขายืนยันว่าคือผู้บริสุทธิ์ที่มีมือเปล่าเสียชีวิตไป 21 คน การตามหาความรับผิดชอบกลายเป็นจุดหมายของการชุมนุม เหตุการณ์ 10 เมษายนได้เปลี่ยนทิศทางใหม่ของการเรียกร้องการเลือกตั้งไปสู่การตามหาความรับผิดชอบของรัฐบาลต่อการตายที่เกิดขึ้น ค่ำคืนวันที่ 10 พฤษภาคมที่ราชประสงค์ได้แสดงให้เห็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของการต่อสู้ หนึ่งในแกนนำ นปช.กล่าวว่า “ความยุติธรรมสำหรับผู้ตาย 20 กว่าคน คือสิ่งที่สำคัญที่สุด  ” ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ ประกาศ “ในขณะนี้การยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่ถือเป็นเรื่องเล็กมาก” เมื่อมีคำถามต่อแกนนำอีกคนหนึ่งคือ จตุพร พรหมพันธุ์ ว่าการชุมนุมของ นปช. ควรจะหยุดลงแล้วใช่หรือไม่ เขาตอบว่า “ไม่มีทาง ถ้ารัฐบาลไม่รับผิดชอบต่อการตายครั้งนี้ สำหรับหรับผมขอตายดีกว่า”

ในคืนนั้น ภายหลังจากที่ นปช. ได้รับข้อเสนออย่างไม่มีเงื่อนไขต่อการปรองดองของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งมีข้อสรุปมาแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า  เงื่อนไขใหม่จาก นปช. กลับถูกประกาศขึ้น ประการแรก การปรองดองต้องเกิดขึ้นพร้อมกับการยุติการปิดกั้นสัญญาณ PTV (หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องปิดสัญญาณของ ASTV ด้วย) พวกเขาเสนอว่า สื่อทุกชนิดต้องถูกควบคุมด้วย มาตรฐานเดียวกัน

เงื่อนไขที่สองซึ่งนับว่ามีนัยสำคัญสูงทางประวัติศาสตร์การต่อสู้คือ การเสนอว่าจะต้องไม่มีการนิรโทษกรรมทั้งฝ่ายรัฐบาลหรือพวกเขาเอง รูปธรรมของเงื่อนไขนี้เห็นได้ชัดเจนจากการเรียกร้องต่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้รับผิดชอบต่อการใช้กำลังเมื่อวันที่ 10 เมษายน ให้นายสุเทพแสดงความรับผิดชอบอย่างเป็นทางการ ตามข้อเรียกร้องจำนวนมากของญาติผู้สูญเสียชีวิตหรือบาดเจ็บ นายสุเทพต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีในข้อหาผู้สั่งการฆ่าและทำให้มีผู้บาดเจ็บ

แกนนำ นปช. เสนอว่า นายสุเทพ ต้องถูกปฏิบัติเหมือนผู้ต้องหาคนอื่นๆ คือการไปรับฟังข้อกล่าวหากับตำรวจในฐานะผู้ต้องหา และการเข้าสู่ขั้นตอนการประกันตัวเพื่อสู้คดี แม้จะทราบว่าภาพที่ พวกเขาอยากจะเห็นเป็นไปได้ยากยิ่ง สำหรับผู้มีอำนาจในสังคมไทย และยากยิ่งสำหรับนายสุเทพผู้มีท่าที่แข็งกร้าวมาโดยตลอด แต่นั้นก็เป็นเงื่อนไขสำคัญเพื่อแลกกับการยุติการชุมนุม

คำถามก็คือ ทำไม นปช. จึงยอมแลกการต่อสู้ที่ทำมา 2 เดือน กับการที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีตามกฎหมายตามปกติอย่างไม่มีข้อยกเว้น ? นี่คือผลของความขัดแย้งหรือความสับสนในหมู่แกนนำเองใช่หรือไม่? หรือว่านี่คือจุดสูงสุดของการต่อสู่ เพื่อแสดงให้เห็นว่า แม้ผู้มีอำนาจสูงสุดก็ไม่ควรจะได้รับการละเว้นภายใต้กฎหมายฉบับเดียวกัน ?ข้อเสนอของผู้เขียนก็คือ เหตุการณ์วันที่ 10 พฤษภาคม คือการยกระดับการต่อสู้ครั้งสำคัญของ นปช. และขณะเดียวกันก็คือการจัดวางรัฐบาลที่มีที่มาไม่ชอบธรรม ให้อยู่ในตำแหน่งผู้สิ้นอำนาจปกครองและจะต้องถูกไต่สวนอย่างถึงที่สุด

 

การยกระดับสู่ยุทธศาสตร์ “สองมาตรฐาน”

ภายหลังเหตุการณ์ 10 เมษายน การต่อสู้ของ นปช.ได้ค่อยๆยกระดับสู่การต่อสู้เรื่องสองมาตรฐาน ที่แสดงออกใน 2 ด้าน ด้านหนึ่ง คือการกระทำเลียนแบบเพื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ( พธม.) ด้านหนึ่ง คือ การจุดประเด็นเรื่องนิรโทษกรรม

กลางเดือนเมษายน แม้เป้าหมายการเรียกร้องให้ยุบสภายังคงอยู่ แต่ประเด็นสองมาตรฐานมีความสำคัญมากขึ้น แกนนำ นปช. มีความชัดเจนว่าปัญหาสองมาตรฐานแสดงความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ในการนี้แกนนำได้ จงใจกระทำการเลียนแบบ พธม.ที่ได้กระทำไว้ในปี 2551 แต่พวกเขาได้ชี้ให้เห็นความแตกต่างที่พวกเขาได้รับการปฏิบัติเมื่อเปรียบเทียบกับ พธม. ดังที่แกนนำได้แสดงความเห็นหลายต่อหลายครั้งในช่วงนั้น
 

การชุมนุมของ นปช. กระทบเศรษฐกิจและละเมิดสิทธิผู้อื่น...???

ถูกต้อง...!!! พวกเขาไม่ปฏิเสธในข้อนี้ แต่ได้ชี้ให้เห็นว่า การกระทำของพวกเขาเทียบไม่ได้เลยกับความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ พธม. เคยทำไว้ ดังที่สำนักงานเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ประมาณการว่า การชุมนุมของ นปช. หากเป็นไปจนถึงช่วงปลายเดือนพฤษภาคม (แม้ต่อมาจะรวมกรณีความสูญเสียจากเพลิงไหม้ในวันสลายการชุมนุมแล้วก็ตาม) น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง ของความเสียหายจำนวน 2.9 แสนล้านบาท ที่ พธม.ก่อขึ้นในปี 2551 สิ่งที่แตกต่างกันคือ รัฐบาลประชาธิปัตย์ในปี 2551 แทบจะไม่ได้ให้ความช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้เสียหายจากการก่อกรรมของ พธม. แต่ในช่วงที่การชุมนุมของ นปช.ยังไม่จบลงนั้นรัฐบาลได้มีทั้งการลดหย่อนภาษีและการให้เงินกู้แก่ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม และหลังจากเหตุการณ์ชุมนุมผ่านไปรัฐบาลก็ยิ่งกระตือรือร้นช่วยเหลือภาคธุรกิจผู้ได้รับผลกระทบอย่างออกหน้าออกตา


ผู้ชุมนุมที่ราชประสงค์ละเมิดกฎหมาย..???

ใช่...!!!  นปช.ยอมรับว่าการชุมนุมที่ราชประสงค์ผิดกฎหมาย แต่พวกเขายืนยันว่ามีสิทธิจะทำผิดกฎหมายเท่าๆกับที่ พธม. มีในปี 2551 โดยในครั้งนั้นศาลแพ่งได้มีคำสั่งในสองประเด็น หนึ่งมีคำสั่งศาลให้ผู้ชุมนุมออกจากหน้าทำเนียบรัฐบาลในกรณีการชุมนุมเมื่อเดือนสิงหาคม สองให้ผู้ชุมนุมออกจากสนามบินสุวรรณภูมิในเหตุการณ์ยึดสนามบินเมื่อเดือนธันวาคม ทั้งสองกรณี พธม.ดื้อแพ่ง ในขณะที่ฝ่ายตุลาการในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ไม่มีความจริงจังที่จะเอาผิดย้อนหลัง

สำหรับ นปช. พวกเขาร้องเรียนศาลปกครองให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ประกาศโดยรัฐบาลนับตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2553 หลังจากนั้น ในช่วงหนึ่ง นปช. ได้เรียกร้อง ต่อศาลเพื่อให้มีการคุ้มครองชั่วคราวต่อการชุมนุมที่ราชประสงค์ เพื่อคัดค้านความพยายามใช้กำลังสลายการชุมนุมของรัฐบาล แต่ความพยายามทั้งหมดของ นปช. ต่างจาก พธม. คือล้มเหลว
 

แกนนำ นปช. เป็นผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายและละเมิดกฎหมายอาญาขั้นร้ายแรง...???

จริง...!!! แต่ก็ไม่ต่างกับแกนนำ พธม. ที่ต้องคดีอาญากรณีขัดขวางการบินและเป็นผู้ก่อการร้ายในการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ในกรณีของ พธม. พวกเขาได้อุทธรณ์ทุกข้อกล่าวหาเพื่อปฏิเสธอำนาจรัฐบาล ในกรณีการยึดทำเนียบรัฐบาล เบื้องแรกแกนนำถูกแจ้งข้อกล่าวหา “ก่อการกบฏ” แต่ต่อมาในเดือนตุลาคม 2551 ศาลได้เพิกถอนคดีก่อการกบฏ เดือนพฤศจิกายน 2551 ข้อหาของ9แกนนำเปลี่ยนเป็น “การชุมนุมผิดกฎหมายและก่อความไม่สงบ” หลังจากนั้นกรมอัยการยังอ้างว่ายังไม่แน่ใจว่าสามารถแจ้งข้อกล่าวหาต่อ 9 แกนนำได้หรือไม่ ในขณะที่ทนายความของ พธม. ก็ขอเลื่อนการรับฟังข้อกล่าวหาได้ โดยอ้างว่าลูกความมีภารกิจที่ต่างจังหวัด และขอให้หาหลักฐานเพิ่มเติมประกอบการฟ้องของตำรวจ ความเป็นสองมาตรฐานได้แสดงออกอย่างชัดแจ้งต่อมาอีก เมื่อ พธม. ขอผลัดการรับฟังข้อกล่าวหาได้ต่อเนื่องถึง 9 ครั้ง จาก 23 เมษายน จนถึง 16 มิถุนายน ไม่น่าประหลาดใจที่จะพบว่าพรรคเพื่อไทยได้ร้องเรียนไปยังคณะกรรมการตรวจสอบการทุจริตแห่งชาติ ให้แสดงท่าต่อกรณีที่ตำรวจผัดผ่อนที่จะเรียกจำเลยเข้ารับฟังข้อกล่าวหา และแม้ว่าหลังจากนั้นจะมีการแจ้งข้อหาต่อแกนนำ126 คน แต่ก็พบว่าทั้งหมดได้รับการประกันตัว มีสองคนถูกคุมตัวในเวลาสั้นๆและถูกปล่อยตัวในเวลาต่อมา

แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับ นปช. มวลชนของ นปช. ที่ตกเป็นผู้ต้องหาถูกปฏิเสธการประกันตัว คำฟ้อง และคำตัดสินสำหรับพวกเขาเป็นไปอย่างเคร่งครัด ในช่วงก่อนที่เหตุการณ์จะถึงจุดเดือด ประมาณปลายเดือนเมษายน มวลชน นปช. 11 คน ถูกพิพากษาจำคุก 15 วัน ด้วยข้อหากีดขวางการจราจร ประมาณกลางเดือนพฤษภาคม อีกสำหรับ 27 คนถูกตัดสินจำคุก 6 เดือน ในข้อหามีส่วนร่วม ในการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย ในวันที่ 18 เมษายน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นำเสนอประเด็น “การสืบสวนกระบวนการก่อการร้ายของคนเสื้อแดง” ซึ่งนำไปสู่การอนุมัติงบประมาณก้อนโตของ ครม. ในวันที่ 2 พฤษภาคมเพื่อภารกิจของ DSI

นปช. แสดงให้เห็นว่ายุทธศาสตร์ของพวกเขาชัดเจน เพื่อเน้นให้เห็นการถูกเลือกปฏิบัติ นปช. ทำหลายๆอย่างที่พันธมิตรเคยทำมาก่อนในปี 2551 ต่างกันแต่ว่าพวกเขาไม่ได้ทำอะไรที่เสียหายเท่ากับที่ พธม. ได้ทำไว้ แกนนำ นปช. ตระหนักว่าเมื่อการชุมนุมยุติลงพวกเขาก็จะต้องเดินหน้าเข้าคุก พวกเขาอาจเลือกหนทางนิรโทษกรรมให้ตัวเอง แต่พวกเขากลับเลือกจะใช้ยุทธศาสตร์ 2 มาตรฐานเป็นแนวทางการต่อสู้ จตุพรได้กล่าวไว้ดังที่สื่อมวลชนรายงานว่าเขา “อยากถามสังคมว่าหากอยากเห็นคดีของ นปช. ถูกปฏิบัติอย่างเร่งรัดเป็นคดีพิเศษ ถ้าเช่นนั้น หมายความว่ากรณีของ พธม. ก็ต้องถูกดำเนินการในทำนองเดียวกันใช่หรือไม่”
 

การนิรโทษกรรม

หนทางเดียวที่แกนนำ นปช. จะบรรลุเป้าหมายการต่อสู้ในประเด็นสองมาตรฐานก็คือ พวกเขาต้องปฏิเสธการนิรโทษกรรม ซึ่งพวกเขาก็ได้แสดงให้เห็นว่ามันเป็นก้าวย่างที่สำคัญในประวัติศาสตร์การต่อสู้ของขบวนการประชาชนไทย ในขณะที่ขบวนการเคลื่อนไหวชเลียทหาร สนับสนุนรัฐประหาร ของกลุ่มปฏิกิริยาอย่าง พธม. ไม่มีความชอบธรรมพอที่อ้างความสืบเนื่องกับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในอดีต อย่างเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519 และ พฤษภาคม 2535 แต่สำหรับ นปช. เหตุการณ์เหล่านั้นกับเหตุการณ์ 10 เมษายน 2553 เป็นเรื่องเดียวกัน

การปฏิเสธการนิรโทษกรรมของ นปช. มีเหตุผลที่ชัดเจน การนิรโทษกรรมเป็นเครื่องมือล้างความผิดของคณะรัฐประหารที่เป็นมรดกสืบทอดมาตั้งแต่ทศวรรษ 2490 ในกรณีการรัฐประหารที่ไม่มีการหลั่งเลือด การนิรโทษกรรมคือเครื่องมือชำระมลทินเพื่อสร้างความบริสุทธิ์แก่ผู้ยึดอำนาจ แต่ในกรณีที่มีการสูญเสียเลือดเนื้ออย่างในปี 2519 และปี 2535 การนิรโทษกรรมเป็นมากกว่าการให้อภัยกัน แต่เป็นการเว้นโทษแก่กันอย่างเป็นทางการโดยมีกฎหมายรองรับ ในแง่นี้การนิรโทษกรรมจึงมีความหมายวิปริตที่หมายถึง การให้อภัยโดยผู้ตกเป็นเหยื่อ และกลายเป็นการหลงลืมความจริงและความยุติธรรม การนิรโทษกรรมเป็นกฎหมาย แต่ก็ไม่มีนักกฎหมายคนใดในประวัติศาสตร์ไทยคิดล้มล้างมัน ผลก็คือนักรัฐประหารคนใดๆก็ไม่ต้องกลัวที่จะก่อการหรือทำให้เกิดการนองเลือด กล่าวในอีกนัยหนึ่ง การนิรโทษกรรมก็คือการทำให้สังคมไม่มีความทรงจำใดๆหรือเป็นโรคความจำเสื่อมต่อการละเมิดประชาธิปไตย

หลังเหตุการณ์ 10 เมษายน  นปช. แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ต้องการให้เหตุการณ์นี้ถูกลืมไปอย่างไม่มีความหมาย และกลายเป็นว่าผู้มีอำนาจสามารถหยิบยื่นความตายให้แก่พลเมืองอย่างไม่ต้องรับผิดชอบ นปช. ได้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ยอมรับการนิรโทษกรรมใดๆ ดังที่ณัฐวุฒิ กล่าวในวันที่ 21 เมษายน ปฏิเสธการหยั่งเสียงว่าจะให้มีการนิรโทษกรรมของวุฒิสมาชิกบางคน เขากล่าวว่า “การนิรโทษกรรมจะมีเพื่อสิ่งใด ในเมื่อเพื่อนผม 20 กว่าคนสูญเสียไปในการต่อสู้กับรัฐบาล”

ในช่วงต้นของเดือนพฤษภาคม นายอภิสิทธิ์มีท่าทีราวกับจะบอกว่า นปช. ต้องการให้มีการนิรโทษกรรม แต่บางขณะนายกรัฐมนตรีก็ให้ข่าวปฏิเสธข่าวลือที่ว่าจะมีการนิรโทษกรรม ขณะที่หนังสือพิมพ์รายงานว่าการเจรจาตามแผนปรองดองระหว่างรัฐบาลกับ นปช. มีข้อติดขัดอยู่ที่เรื่องการนิรโทษกรรมที่ยังหาข้อยุติไม่ได้

แต่ข้อเท็จจริง อย่างน้อยก็ต่อการแสดงความเห็นต่อสาธารณะ แกนนำ นปช.ปฏิเสธเรื่องนิรโทษกรรมอยางแข็งขัน 4 พฤษภาคม วีระ มุสิกะพงษ์ กล่าวว่าแกนนำ นปช. ต้องการสู้คดีก่อการร้ายและล้มล้างสถาบัน 10 พฤษภาคม หนังสือพิมพ์บางกอกโพสท์รายงานข่าว “แกนนำ นปช. ไม่ต้องการนิรโทษกรรม” แต่ยืนยันที่จะให้ “กฎหมายถูกนำมาปฏิบัติอย่างเป็นมาตรฐานเดียวกัน” จวบจน 15 มิถุนายน แม้นายกฯอภิสิทธิ์จะได้เปรยเรื่องการนิรโทษกรรมขึ้นมาอีก ในครั้งนั้นจตุพรก็ออกมาแถลงว่า “การนิรโทษกรรมเหมือนกับเอากุ้งฝอยมาแลกปลาใหญ่ กุ้งฝอยคือผู้กระทำผิดอย่างพวกเรา แต่ปลาใหญ่คือรัฐบาล ผู้เกี่ยวข้องกับการบงการฆ่าผู้ชุมนุมเสื้อแดง”

ผู้เขียนได้เคยนำเสนอมาก่อนว่า ระบบศาลไทยได้ให้มรดกในการให้ความชอบธรรมกับการรัฐประหารของกองทัพ การตัดสินเพื่อเข้าข้างผู้ยึดอำนาจมักจะอ้างถึง “สถานการณ์ที่ไม่ปกติ” ประเทศไทยจึงกลายเป็นประเทศที่ “มีสภาวะยกเว้น” ที่รัฐอาจใช้อำนาจอย่างเป็นกรณีพิเศษได้ราวกับเป็นเรื่องปกติ

ที่ผ่านมาระบบยุติธรรมของไทยไม่เคยมีบทบาทมากนักในการถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหาร ตรงกันข้ามภายหลังรัฐประหารแต่ละครั้ง ศาลกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายบริหาร ประจักษ์พยานที่ชัดเจนของข้อกล่าวหานี้อาจเห็นได้จากกรณีคดียึดทรัพย์อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ภายหลังจากมีคำตัดสินของศาล นายสิทธิศักดิ์ วนาชกิจ โฆษกสำนักงานผู้พิพากษา แถลงว่าศาลไม่ได้มีอคติ และคำพิพากษาไม่ได้มีการตั้งธงไว้ล่วงหน้า ดังที่มีข้อวิจารณ์กัน และเขาได้สารภาพถึงธรรมชาติของระบบกฎหมายไทย ซึ่งน่าประหลาดใจยิ่งว่า

......พวกเขากล่าวว่า ศาลมักจะยอมรับ (กฎหมายที่สร้างโดยคณะรัฐประหาร) (ทั้งที่ตามหลักการที่ถูกต้อง) ศาลควรจะใช้กฎหมายที่ผ่านสภาเท่านั้น ในข้อนี้ผมอยากจะชี้ว่านับตั้งแต่ปี 2516 ถึงปัจจุบัน การรัฐประหารแต่ละครั้งได้รับการอุ้มชูมาโดยตลอด หลังจากยึดอำนาจ ผู้ก่อการรัฐประหารจะตรากฎหมายเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับพวกตน ในรูปของประกาศคณะปฏิวัติ ซึ่งก็ยังปรากฏสืบเนื่องมาในกฎหมายอาญาและกฎหมายต่างๆ ในการทำงานศาลปฏิบัติหน้าที่ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ หากกฎหมายที่มีอยู่ถูกต้องตามหลักนิติศาสตร์ ศาลก็ทำหน้าที่ตีความและบังคับใช้อย่างเท่าเทียมแก่ทุกบุคคล ไม่เช่นนั้นก็จะถูกกล่าวหากระทำการสองมาตรฐาน

การรัฐประหารไม่เพียงบ่อนทำลายระบบกฎหมาย แต่มันก็มักจะทำให้ทัศนะต่อการรัฐประหารผิดเพี้ยนไปด้วย ทว่าอุทัย พิมพ์ใจชน ในปี 2515 ได้ลุกขึ้นมาปฏิเสธความไม่แจ่มชัดอันนี้ ขณะที่คณะผู้ยึดอำนาจไม่เรียกสิ่งที่ตนเองทำว่าคือการรัฐประหาร แต่อุทัยยืนยันว่านั่นคือการรัฐประหารอย่างแท้จริง  สำหรับนายอภิสิทธิ์ที่ได้แสดงท่าทีดูดีว่าจะรักษา “การปกครองโดยกฎหมาย” แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ต้องการจะรับผิดชอบ “ข้อหาก่อการร้าย” สำหรับคนเสื้อแดงกลับเป็นการยัดเยียดที่แทบไม่มีหลักฐานใดๆยืนยัน  แต่สำหรับความล่าช้าของคดีความของ พธม. กลับบอกว่าเขาไม่มีอำนาจก้าวก่ายกระบวนการยุติธรรม  นายอภิสิทธิ์ไม่มีทางที่จะแก้ตัวต่อการทำตัวเป็นเครื่องมือของ พธม. ตามคำเรียกร้องของโฆษก พธม. ซึ่งเป็นโรคความจำเสื่อมเฉพาะบางกรณี ได้เสนอให้รัฐบาลใช้กำลังขั้นเด็ดขาดสลายการชุมนุมของพวกผู้ก่อการร้าย โดยไม่ลืมกล่าวอ้างถึงวีรกรรมของพวกเขาที่ยึดสนามบินเมื่อปี 2551 ว่า “พธม. จะปกป้องบ้านเมืองจนถึงที่สุด พวกเราชุมนุมโดยสงบโดยไม่ได้ทำลายหรือสร้างความวุ่นวายให้แก่ผู้ใดทั้งสิ้น” จุดจบของ “สองมาตรฐาน” ?

ข้อเปรียบเทียบการชุมนุมระหว่าง พธม. กับ นปช. เป็นตัวอย่างสมบูรณ์แบบที่แสดงให้เห็น การเมืองแบบไทยๆที่เต็มไปด้วยการเลือกปฏิบัติและความลำเอียง ซึ่งหมายถึงการที่ฝ่ายหนึ่งทำอะไรก็ไม่ผิด แต่อีกฝ่ายหนึ่งเมื่อทำเรื่องเดียวกันกลับกลายเป็นอาชญากรรม พธม.ต้องการให้ นปช. ถูกปราบปราม แต่สำหรับการกระทำแบบเดียวกันพวกเขากลับยืนยันว่าทำไปด้วยเจตนาดีอันบริสุทธิ์ กลุ่มก่อการรัฐประหาร 2549 ต้องการฟื้นฟูนิติรัฐ แต่พวกเขาปฏิเสธการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อต่อสู้กับข้อกล่าวหาล้มล้างรัฐบาล

นี่คือเหตุผลที่ชัดเจนว่าทำไมการยืนยันไม่รับการนิรโทษกรรมของ นปช. จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งสำหรับประวัติศาสตร์การเมืองไทย แกนนำ นปช. ยินดีรับผิดชอบต่อการชุมนุมที่ผ่านมาโดยพร้อมที่จะเอาตัวเข้าแลกในการเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อให้การตายในเดือนเมษายนและพฤษภาคมไม่กลายเป็นเรื่องโมฆะ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า 10 พฤษภาคม 2553 คือการท้าทายครั้งสำคัญต่อกระบวนการยุติธรรมของไทย ทั้งตำรวจ อัยการ และศาล ถูกผลักมาอยู่ในจุดที่พวกเขาจะต้องพิสูจน์ตัวเอง

การดำเนินคดีของ นปช. เมื่อเปรียบเทียบกับคดีของ พธม. , อภิสิทธิ์ และสุเทพ จะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้สังคมไทยและชาวโลกรู้ว่า ภายใต้กระบวนการยุติธรรมของไทย ทุกคนจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน หรือจะได้รับการปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน การปฏิเสธการนิรโทษกรรมของแกนนำ นปช. แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่พวกเขาเลือกคือ หนทางสู่ความจริง ความยุติธรรม และการรับผิดชอบ ดังนั้นไม่ว่าเราจะเห็นด้วยกับการตัดสินใจของแกนนำหรือไม่ อย่างน้อยที่สุดก็ควรจะยอมรับว่าพวกเขาได้เสนอสาระสำคัญของการต่อสู้ที่สมควรจะได้รับความชื่นชม และสิ่งนี้คือสิ่งคือสิ่งที่ นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาล เพื่อสืบสวนเหตุการณ์ความรุนแรงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ควรจะสำเหนียกไว้ในใจ แทนที่จะประกาศว่าการสืบสวนหาข้อเท็จจริง มีเป้าหมายเพื่อการให้อภัย มากกว่าการหาคนผิดและการรับผิดชอบ เพราะเมื่อไม่มีความยุติธรรมก็ไม่มีทางที่ความปรองดองจะเกิดขึ้นได้

ผู้เขียนได้เริ่มต้นบทความนี้ด้วยการอ้างว่า 10 พฤษภาคม คือหลักหมายใหม่บนเส้นทางของกฎหมายไทย ดังที่อุทัย พิมพ์ใจชน ถูกจำคุกในยุคของเขา ณัฐวุฒิ จตุพร และแกนนำคนอื่นๆคงมีชะตากรรมไม่ต่างกัน 10 พฤษภาคม (และการตายของวีรชน 10 เมษายน) จะเป็นหลักหมายสำคัญหากสังคมไทยจะตระหนักถึงคุณค่าของมัน บางที่ความผิดพลาดที่สำคัญของแกนนำ นปช. คือการประเมินผิดไปว่า คงไม่มีสังคมใดที่ทนได้กับการที่กองทัพได้ออกมาเข่นฆ่าประชาชนมือเปล่าของตนเองตายกว่า 20 ศพ แน่นอนใครๆก็ควรจะคิดว่ารัฐบาลใดๆในโลกก็ตามจะสูญเสียความชอบธรรมในการครองอำนาจต่อการตายในค่ำคืนด้วยน้ำมือของรัฐ  แต่กลับตาลปัตร เช้าวันรุ่งขึ้นกรุงเทพกลับให้ความสนใจต่อ “ชายชุดดำ” จากนั้นความตายของ นปช. ก็ดูเหมือนไม่ได้ขึ้นจริง และการฆาตกรรมที่ค่อยๆเพิ่มขึ้นระหว่าง 14 ถึง 19 พฤษภาคม ดูเหมือนจะไม่ใช่การสูญเสียชีวิตเพื่อนมนุษย์อีกต่อไป และแน่นอนนายสุเทพ แสดงความเห็นในทำนองว่าการตายเกิดขึ้นจากความต้องการของคนบางกลุ่ม และเขาก็ชี้ว่ามันมีความเชื่อมโยงกับครอบครัวของทักษิณที่อยู่หลังฉาก

“สองมาตรฐาน” ตามที่กล่าวมานี้ ในอีกด้านหนึ่งก็คือการละเว้นโทษในหลายๆกรณีที่ผ่านมา ด้วยจุดยืนของการคัดค้านสองมาตรฐานและการละเว้นโทษ สังคมไทยยังมีโอกาสแม้ว่าจะน้อยนิด ที่จะสร้างความยุติธรรมและธรรมเนียมของการรับผิดชอบให้เกิดขึ้น และหากการต่อสู้ที่แกนนำ นปช.ได้เริ่มขึ้นยังคงเป็นสิ่งสำคัญ สังคมไทยอาจจะได้มีการชำระประวัติศาสตร์กันใหม่ นับตั้งแต่เหตุการณ์ตุลาคม 2519, พฤษภาคม 2535 , การรัฐประหาร 2549 ไม่เว้นแม้แต่เหตุการณ์ตากใบและสงครามกับยาเสพติดในสมัยรัฐบาลทักษิณ

แกนนำ นปช. ได้แสดงให้เห็นเจตนารมณ์ที่จะเอาชีวิตของตนเองเข้าแลกเพื่อหยุดยั้งกฎหมายสองมาตรฐานที่ครอบงำสังคมไทยนับเนื่องมาจากรัฐประหาร 2549 ต่อจากนี้ไปก็ขึ้นอยู่กับสังคมไทยว่าจะตอบสนองการสูญเสียชีวิตของวีรชนด้วยการต่อสู้ให้ความยุติธรรมได้เกิดขึ้น หรือจะยอมให้ความเสียหายที่เกิดขึ้นถูกกลบเกลื่อนและสุมเอาไว้ด้วยความคับแค้นของผู้สูญเสีย และเป็นอีกครั้งที่ฉุดสังคมไทยให้จมอยู่กับบาดแผลในประวัติศาสตร์แห่งความหลงลืม.

 

 

หมายเหตุ:จากบทความเดิมชื่อ  ยุทธศาสตร์ “สองมาตรฐาน” และ “ไม่เอานิรโทษกรรม” ของ นปช.: ก้าวสำคัญสู่หน้าใหม่ของประวัติศาสตร์ ความยุติธรรม และความรับผิดชอบ

Comments

ยังมีมาตรฐานอยู่หรือผมว่ามันไ

ยังมีมาตรฐานอยู่หรือผมว่ามันไม่มีแล้วความยุติธรรมมีแต่พวกเผือกพวกมัน ภาษีประชาชนเอาไปใช้ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ก็ไม่ผิด บอกเอาไปให้สส.หาเสียงกลับไปซื้อคอมแจก เพราะไม่ต้องใช้เงินทำป้ายคนก็เลือก ทำไมต้องให้ใครอยากเป็นสส.ภาคใต้ในนามปชป.ต้องจ่ายเงินให้พรรคด้วยเพราะลงในนามพรรคได้อยู่แล้ว
กกต.ศาล หน่วยงานของรัฐทั้งนั้นต้องทำงานด้วยกันช่วยตรวจสอบให้กับประชาชนที่เป็นผู้จ่ายเงิน มันเป็นเงินของประชาชนไม่ใช่เงินของกกต.แค่เขียนตัวหนังสือตกไป เขียนแค่ ประธานกกต.ไม่ได้เขียนคำว่าประธานและนายทะเบียนพรรคการเมือง ตกคำว่า และนายทะเบียนพรรคการเมือง ก็โมฆะกันแล้วหรือน่าจะหาความจริง และยิ่งเงินผีเข้ามาใช้ในพรรคการเมือง เอามาไว้ซื้อเสียง ตั้ง258ล้านไม่ผิดแต่2หมื่นกว่าบาทผิด ทำกับข้าวเป็นวิทยาทานให้คนเกษียณดูทีวีที่บ้านผิด เข้าคูหากลับหน้ากลับหลังผิด รณรงค์เลือกตั้งล่วงหน้าทั้งที่คนไม่มีความจำเป็นอะไรเลยสิ้นเปลืองงบประมาณ ต้องจัดเลือกตั้ง2ครั้งไม่ผิด ลงขันช่วยกันฮั้วการแข่งขันไม่ส่งคนของพรรคลง ไม่ผิด พรรคการเมืองต้องบังคับเลยมีการเลือกตั้งแล้วต้องส่งสส.ลงทุกเขตเพราะพรรคการเมืองจะมาบริหารประเทศแล้วต้องพร้อมกับประชาชนก่อน แต่ทุกวันนี้ เหมือนอันตระพาลมีพรรคเล็กพรรคน้อยเรียกค่าตัว กฎหมายมันไม่มีใช้ ยิ่งทุกวันนี้ใช้พรก.กฏหมายมาร์คเท่านั้นจะทำอย่างไรกับคนอื่นได้หมด

ใช่ ประเด็นของเดวิด

ใช่ ประเด็นของเดวิด สเตร็คฟัสน่าสนใจมาก
ขอบคุณเดวิด สเตร็คฟัสและผู้แปล

ละครในฝัน """""""" มีกฎหมายใช

ละครในฝัน
""""""""

มีกฎหมายใช้บังคับ นับแต่ไหน
ยังสงสัย ว่ามี หรือไม่หนอ
มาตรฐาน ของใคร ชอบใจพอ
โลกตัดพ้อ ขนาดนี้ ชี้ความจริง

ข้อกำหนด บทกฎหมาย ที่นายสั่ง
มันเข้มขลัง คุ้มหัว จนกลัวยิ่ง
กลัวขนาด ไม่อาจใช้ กฎหมายจริง
แถมประวิง คดีร้าย ไม่อายโจร

บทละคร บทนี้ ชี้เห็นภาพ
เหยียบให้ราบ หากพวกไหน ไม่มีโขน
มาตรฐาน ไม่ต้องมี ผีตะโกน
จับมัดโยน ออกไป ให้พ้นจอ

บทกลอนบอก บทใหญ่ ให้คนเล่น
ออกมาเต้น ตามสั่ง ดั่งคำขอ
ละครฉากต่อไป ให้ปิดจอ
คนดูก็ นั่งงง สงสัยความ..

ใครเป็นคนออกแบบโครงสร้างการปก

ใครเป็นคนออกแบบโครงสร้างการปกครองของประเทศไทยเพื่อรับใช้ใคร มีนโยบายอย่างไร? เราๆท่านๆก็สำผัสแลัวว่าปัญหาของประเทศมันเป็นปัญหาด้านโครงสร้าง เราให้ความสำคัญแก่บุคคลมากเกินไปกว่าให้ความสำคัญเรื่องปากท้องของคนทั้งประเทศเหมือนกับนานาประเทศที่เขาเจริญแลัวทำกัน เราทุ่มเททรัพยากรต่างๆของส่วนรวมเท่าที่มีอยู่อย่างสิ้นเปลื้องไปพื่อเชิดชูบูชาบุคคลไปมากกว่าที่จะสนใจปัญหาความเป็นอยู่ของประชาชนส่วนใหญ่กำลังมีปัญหาบีบรัดอย่างรอบด้านทั้งๆอัตราส่วนความเติบโตของประชากร เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และเทคโนโลยี่ได้เปลี้ยนไปแลัวอย่างรวดเร็ว แต่เรายังยึดอยูกับโครงสร้างเก่าๆที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง กลไกต่างๆของการปกครองประเืทศไทยจึงไม่สอดคล้องต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกจึงเป็นผลให้ระบบต่างๆตกอยู่ในสภาวะตั้งรับและกลไกต่างๆในทางปฏิบัติจึงพิกลพิการประจานออกมาให้เห็นถึงความล้มละลายของระบบการปกครองที่ขาดความเชื่อมั่นต่อประชาชนทุกระดับไม่ว่าจะเป็น ระบบศาล มีการกล่าวขวัญอย่างครึกโครมว่าเป็นศาลสองมาตรฐาน ระบบราชการมีการคอรัปชั่นกันอย่างมโหฬารยืนหมูยืนแมวซื้อตำแหน่งหน้าที่กันอย่างอึกทึกคึกโครม และระบบการเมือง มีการจัดตั้งในค่ายทหาร รัฐมนตรีทำโครงการเพื่อชักเปอร์เซ็นต์ร้อยละ ๓๐% สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ มันสะท้อนให้้เห็นถึงความอัปลักษณ์ของโครงสร้างการปกครองที่เชิดชูและให้ความสำคัญต่อบุคคลที่ใช้อิทธิพลเข้าครอบงำสังคมไทยจนกลายเป็นวัฒธรรมแบบไทยๆที่ไม่มีกลไกใดๆแสดงความกล้าเข้าไปตรวจสอบได้ มันจึงเอื้ออำนวยต่อการกระทำความคิดและเป็นแบบอย่างในการลอกเลียนแบบเป็นบ่อเกิดระบบเส้นสายอยู่เต็มประเทศ สังคมไทยจึงเป็นสังคมที่ส่องกระจกด้านเดียว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด ปัญหาของสังคมไทยจึงเป็นสังคมที่มีความกดดันค่อนข้างสูงในสถานปัจจุบัน โอกาสที่จะปะทุจนปรอทแตกจึงมีความเป็นได้สูง ตามที่หลายๆฝ่ายคาดคะเนกัน ซึ่งความจริงน่าจะมีทางออกที่ดีกว่านี้ ถ้าเราเฉลี่ยผลประโยชน์ของชาติต่อทุกฝ่ายอย่างเสมอหน้า สร้างความเป็นธรรมให้เท่าเทียมกัน ทุกคนได้รับการปฏืบัติเท่าเทียมกันอย่างเสมอภาค สังคมไทยน่าจะก้าวเดินไปได้

ประเทศไทยนี่แปลก

ประเทศไทยนี่แปลก เห็นด้วยที่จะใช้คำว่า Amazing Thailand
แต่ไม่ใช่ในแง่ความงามหรือยิ้มสยามอะไรเทือกนั้นหรอกนะ แต่ในแง่
สำนึกทางการเมืองที่แสนแปลกประหลาด โดยเฉพาะของคนชั้นกลาง
ในกรุงเทพมหานคร ใครจะคิดว่า ทหารทำการปฏิวัติยึดอำนาจของ
ประชาชนไปเป็นของตนเอง แล้วฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง คนกรุงเทพยังลุก
ออกไปมอบดอกไม้ให้แถมขอถ่ายรูปกับรถถังเสียอีก น่าสมเพชเวทนาแท้ๆ

หรือการเข้าสู่อำนาจของอภิสิทธิ์จะมีการซิกแซกบิดเบี้ยวไม่ชอบมาพากล
อย่างไรก็ไม่รู้สึกรู้สา กูอยากให้เป็นซะอย่าง ห้ามว่าห้ามแตะ กู defend
ให้ทุกข้อ และที่แปลกคือพวกชอบอภิสิทธิ์เนี่ยะเกลียดสุเทพกับเนวินเป็นขี้
ทั้งๆที่อภิสิทธ์ได้เป็นนายกก็เพราะสองคนนี้จัดให้ คนจัดให้ถูกมองว่าเลว
แต่คนที่นั่งตีขิมรอเก้าอี้ที่คนเลวส่งมาให้ กลับถูกมองว่าแสนดี มันเป็นไป
ได้อย่างไร แล้วอย่างนี้จะไม่ให้บอกว่า amazing ไงไหว ว่างๆคนกรุงเทพ
ควรสำรวจตัวเองกันดูบ้างนะว่าพัฒนาการทางการเมืองของคุณมันหลุดจาก
ยุคก่อน 2475 หรือยัง