"ลำใย ไหทองคำ" กับเรื่องเล่าอีโรติกในวัฒนธรรมอิสาน

ข้อวิพากษ์ที่ถาโถมไปยังเด็กสาววัย 19 ปี ลำใย ไหทองคำ (คนที่ต่อสู้ทำงานอย่างสุจริตมาตั้งแต่วัยประถม) ทำให้ผมประหวัดถึงเรื่องราวทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับหมอลำและวัฒนธรรมการพูดถึงเพศสัมพันธ์ของคนอิสาน. . .

สมัยเด็ก ๆ บรรดาผู้ใหญ่รวมทั้งพ่อผมเอง มักจะเล่านิทานที่หมิ่นเหม่ศีลธรรมให้ฟังเสมอ . . . .

เช่น นิทานก้อม (เรื่องสั้นขำๆ) เกี่ยวกับลูกเขยหลอกกินตับแม่ยายที่กระท่อมกลางทุ่งนา พี่เขยหลอกกินตับน้องเมีย หรือพระแอบไปขึ้นสาว แต่ถูกหลอกให้ไปเจอพระอีกรูปหนึ่งแทน เรื่องพวกนี้จบลงด้วยเสียงหัวเราะ แต่ไม่ค่อยมีใครคิดว่ามันจะเป็นเรื่องจริง มันถูกเล่าเพื่อความสนุกของเด็ก ๆ และมักจะพูดถึงการมีเพศสัมพันธ์อย่างตรงไปตรงมาเสมอ เห็นเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวัน

เมื่อมีงานบุญออกพรรษาหรืองานบุญเดือนสี่ หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ไม่มีเงินจ้างหมอลำหมู่ (คณะหมอลำ) ก็มักจะจ้างหมอลำคู่ โดยมีหมอลำสองคนถูกจ้างมาลำบนเวทีเดียวกันในลักษณะประชันขันแข่งความสามารถทางลำหรือด้นกลอสด เวทีแสดงหมอลำก็มักจะตั้งอยู่ภายในวัด (เพราะเป็นงานบุญประเพณี) หมอลำคู่จะเริ่มเปิดเวทีด้วยกลอนไหว้ครู ไหว้พระรัตนตรัย นิทานชาดกหรือพุทธประวัติ พรรณนาอานิสงส์การทำบุญ ในช่วงหัวค่ำตั้งแต่ 20.00-21.00 น. หรือดึกกว่านั้นหน่อย ช่วงเวลาดังกล่าวจึงไม่มีอะไรให้บรรดาพวกคนหนุมคนแก่คึกคักมีแต่ชักชวนให้ศรัทธาในศาสนาและการบุญ

แต่เมื่อถึงช่วงดึกอาจจะ 22.00 น.เป็นต้นไป แนวการลำก็จะเปลี่ยนเป็นเรื่องสองแง่สองง่าม การเกี้ยวกันระหว่างหนุ่ม (แก่) กับสาวหมอลำ การต่อสู้กันด้วยกลอนลำ (เรียกว่า แก้กลอนลำ -ถ้าไม่เข้าใจให้ลองนึกถึงการแก้ทางมวยของมวยไทย) จะสร้างความคึกคักในยามดึกดื่นเที่ยงคนไปจนเกือบสว่าง (แล้วแต่ความสามารถของหมอลำว่าจะดึงผู้ชมไว้ได้จนถึงสว่างหรือไม่) เรื่องส่วนใหญ่ที่ลำสลับกันไปมาระหว่างคู่ชายหญิงก็มีหลากหลาย แต่เรื่องที่เรียกความสนใจได้ดีที่สุดก็คือเรื่องเซ็กส์ เกือบทั้งสิ้นเป็นเรื่องใต้สะดือ

หมอลำคู่มักจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเซ็กส์ (Dirty Joke) อย่างตรงไปตรงมา เช่น ตอนที่ผมอายุ 11 ขวบ หมอลำเคน ดาเหลา ได้รับความนิยมมากด้วยกลอนลำ "แตงสังหารสาว" วิทยุทุกสถานีเปิดกลอนลำนี้ให้ได้ยินกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งในงานบ้านและในงานวัด พอมีงานบุญก็จะได้ยิน "แตงสังหารสาว"ของเคน ดาเหลา (ซึ่งต่อมาได้รับยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ)

"แตงสังหารสาว" เล่าเรื่องราวของหญิงสาว ที่ทุกเช้าจะไปรดน้ำผักสวนครัวที่ปลูกไว้ในสวนท้ายหมู่บ้าน วันเกิดเหตุ ขณะตักน้ำรดแปลงปลูกแตง หญิงสาวแลเห็นผลแตงกวารูปร่างคล้ายอวัยวะเพศชาย เธอเกิดอยากรู้ว่าการมีอะไรกับไอ้นั่นจะเป็นยังไง ด้วยความมันจนลืมตัว ผลแตงเกิดหักและติดอยู่ข้างใน เอาออกไม่ได้ จนกระทั่งได้เวลาพระฉันเพล

พ่อจึงออกตามหาเพราะด้วยความเป็นห่วงว่าลูกสาวของตนจะเกิดเหตุร้าย กลอนลำจบด้วยประโยคคำพูดของพ่อที่สาบส่งลูกสาวให้ไปตายซะ เพราะนางโง่แทั "แข้วมึงมีบ่แพ้ เอาหีหยั่ม หน่วยบักแตง" (ฟันก็มี แต่ดันเอาหอยเคี้ยวผลแตงซะงั้น) แน่นอน ทั้งหมดเป็นเรื่องอารมณ์ขัน ที่ทุกคนฟังแล้วก็หัวเราะสนุกสนานกันไป

นอกจากกลอนลำ ยังมีเรื่องทำนองนี้ในหนังสือเทศน์ของพระที่เทศน์ในงานบุญแต่ละปีอีกด้วย

ในงานบุญออกพรรษาของชาวอิสาน (และล้านนา) จะมีการเทศน์ออกพรรษาโดยนิมนต์ภิกษุสามเณรจากวัดต่าง ๆ ในเขตตำบลใกล้เคียงกันมาเทศน์ในวัดประจำหมู่บ้านของแต่ละหมู่บ้าน ตอนนั้นผมอายุ 11 ขวบ บวชเป็นสามเณรที่บ้านของตนเอง จำได้ว่า ปีนั้นชาวบ้านเห็นพ้องต้องกันว่าควรเทศน์ "นิทานเสียวสวาด" ซึ่งผมจำไม่ได้ว่าเนื้อหาทั้งหมดของนิทานเรื่องนี้สั่งสอนอะไรบ้างเกี่ยวกับพุทธศาสนา แต่การเลือกเรื่องนี้มาเทศน์ในงานออกพรรษาของหมู่บ้านคงจะเป็นเพราะเป็นเรื่องที่สนุกสนาน (แต่ละปี หมู่บ้านจะเลือกนิทานหรือวรรณกรรมที่แตกต่างกันไป)

นิทานแบ่งเป็นผูกใบลาน ประมาณ 10-20 แผ่นต่อผูก แต่ละผูกจะต้องแบ่งย่อยเป็น 3-4 แผ่น (แผ่นละ 2 หน้า) แล้วแต่ว่าจะนิมนต์พระเณรมาเทศน์กี่มากน้อย จำได้ว่าคราวนั้นผมหนังสือเทศน์ที่มีเรื่องราวอีโรติกอยู่ด้วย จำไม่ได้ว่าเรื่องนี้ผู้ประพันธ์ต้องการให้ตัวละครคือเสียวสวาด (ผู้ฉลาดเฉลียว) ถกปริศนาธรรมกับฝ่ายตรงข้ามในเรื่องใด แต่ในตอนที่ผมได้รับมาเทศน์ให้โยมอุบาสกอุบาสิกาฟังนั้น เป็นตอนที่เสียวสวาดเล่านิทานเรื่องพระธุดงค์กับหญิงสาว

เรื่องมีอยู่ว่า หญิงสาวชาวบ้านไปขุดหน่อไม้ในชายป่าปลายห่างจากหมู่บ้านออกไป เมื่อเห็นหน่อไม้ นางก็มโนถึงอวัยวะเพศผู้ชายจนเกิดอารมณ์เพศ (เช่นเดียวกับ "แตงสังหารสาว") หน่อไม้อ่อน ๆ หักติดอยู่ข้างใน ไม่สามารถนำออกได้ด้วยตนเอง จนกระทั่งพระธุดงค์บังเอิญผ่านมาพบเข้า นางจึงขอร้องให้พระช่วยดึงหน่อไม้ออกจากช่องคลอดของตน โดยบอกว่าจะตอบแทนบุญคุณโดยยอมมีเพศสัมพันธ์กับพระ พระตกลง เมื่อพระนำหน่อไม้ออกจากช่องคลอดแล้วหญิงสาวจึงขอตัวกลับบ้านไปล้างเนื้อล้างตัวให้สะอาดเสียก่อน. . .

พระรออยู่ที่ชายป่า และเริ่มมโนถึงการมีอะไรกับหญิงสาว แต่รู้สึกว่าหญิงสาวล่าช้าเหลือเกิน พระธุดงค์รู้สึกกำหนัดพลุ่งพล่านจนทนรอไม่ไหวแล้ว เห็นที่ต้นไม้มีรูพอที่จะสอดอวัยวะเพศเข้าไปได้ จึงสอดอวัยวะเพศเข้ารูนั้น บังเอิญ มันเป็นรูตุ๊กแก ฝ่ายเจ้าตุ๊กแกเห็นอวัยวะเพศผุดเข้าผุดออก นึกว่างูจะเข้ามาทำร้ายตน จึงกัดอวัยวะเพศของพระธุดงค์นั้นทันที

เมื่อหญิงสาวมาถึง เห็นพระธุดงค์ร้องคร่ำครวญด้วยความเจ็บปวด ที่อวัยวะเพศมีตุ๊กแกติดอยู่ มันไม่ยอมปล่อยง่าย ๆ พระจึงขอให้หญิงสาวช่วยเอาตุ๊กแกออก หญิงสาวจึงหาวิธีทำให้ตุ๊กแกยอมปล่อยอวัยวะเพศของพระรูปนั้น

ทุกอย่างก็จบลงแบบเจ๊ากันไป หญิงสาวบอกว่านางไม่ต้องเสียตัวให้แก่พระเพื่อตอบแทนบุญคุณเพราะบุญคุณได้ถูกทดแทนเรียบร้อยแล้วต้ังแต่ช่วยพระรอดจากปากตุ๊กแก

เรื่องราวที่เหลือ. . . ผมก็จำไม่ได้แล้ว

ผมเคยลืมเรื่องราวที่ตนเองเคยเทศน์บนธรรมาสน์ที่มีฆราวาสญาติโยมผู้ถือศีลนั่งรายล้อมประนมมือรับฟังไปนานแล้ว จนกระทั่งเริ่มมีข้อวิพากษ์ท่าเต้นของลำใย และนามของค่าย "ไหทองคำ" จากหัวหน้า คสช.และระเบียบรัตน์ รวมทั้งผู้มีการศึกษา ที่รู้จักแต่วัฒนธรรมไทย (ภาคกลาง) ของตนเอง และพยายามตัดสินดีเลวของผู้อื่นอย่างมีอคติ ได้ทำให้ผมนึกถึงเรื่องราวอันอยู่ในวัฒนธรรมที่ตนเคยสัมผัสมาก่อน เมื่อนานมาแล้ว

การพูดเรื่องเพศและการมีเพศสัมพันธ์ในวัฒนธรรมอีสานช่างตรงไปตรงมา เป็นวัฒนธรรมที่มีนิทานก้อมแบบหมิ่นเหม่ศีลธรรมเต็มไปหมด ได้ฟังตั้งแต่เด็กเล็กจนกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่คนในสมัยนั้นก็ไม่มีใครในหมู่บ้านของผมที่กระทำการหมิ่นเหม่ต่อเรื่องศีลธรรมทางเพศ ผมได้ยินแต่ผู้ใหญ่เขาพูดกับลูกหลานว่า เมื่อมีอะไรกันแล้ว ก็ต้องเลี้ยงดูเป็นผัวเป็นเมียกันไปตลอดชีวิต อย่าปล่อยปละละทิ้ง

ในวันนี้ คนไทยจำนวนหนึ่งกำลังใช้จริยธรรม (ที่ไม่ได้ที่รากฐานทางจริยธรรมอะไรนัก) ไปกดทับความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยอ้างศีลธรรมอันดีงามเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ การรักนวลสงวนตัว วัฒนธรรมอันดีงามไทย ผมคิดว่า สิ่งที่คนเหล่านี้ขาดก่อนลงมือตัดสินจริยธรรมและความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นคือ การเรียนรู้วัฒนธรรมอื่นๆ การตระหนักรู้ถึงความไม่รู้ของตนเอง การตรวจสอบมาตรฐานทางจริยธรรมที่ตนเองยึดถือ และการรู้จักเคารพในวัฒนธรรมที่ต่างออกไป พวกเขาควรจะตรวจสอบตนเองว่ามีอคติทางจริยธรรมเจือปนอยู่ในคำตัดสินทางจริยธรรมหรือไม่ มากน้อยเพียงใด

ผมไม่แน่ใจว่า ปัจจุบันเรายังจะเชื่อมั่นได้ว่ามีมาตรฐานทางจริยธรรมแบบไทย ๆ แบบเดียวที่สามารถใช้ตัดสินคนทั้งประเทศอยู่อีกหรือ ?