ยุกติ มุกดาวิจิตร: จดหมายถึง อ.อมรา พงศาพิชญ์

 

 
เรียนอาจารย์อมรา พงศาพิชญ์ที่นับถือ

ผมเฝ้าติดตามการทำงานในหน้าที่ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของอาจารย์อมรามาโดยตลอด ในฐานะที่เป็นผู้ศึกษามาทางมานุษยวิทยาด้วยกัน นักมานุษยวิทยารุ่นเยาว์ผู้ห่วงใยสังคมไทยอย่างผมย่อมยินดีที่วิชาชีพทางมานุษยวิทยาจะได้มีส่วนสร้างสรรค์สังคมที่ยุติธรรม ด้วยความละเอียดอ่อน ลึกซึ้งและกว้างขวางของสาระในวิชามานุษยวิทยาเพื่อการทำความเข้าใจมนุษย์ ผมเชื่อว่าวิชามานุษยวิทยาจะช่วยให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเล็งเห็นถึงปัญหาสิทธิมนุษยชนอย่างละเอียดอ่อนตามไปด้วย

อย่างไรก็ดี ขณะนี้เห็นได้ชัดว่าเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงในประเทศไทย แต่ผมสงสัยว่า อาจารย์อมราได้แสดงบทบาทของการเป็นนักสิทธิมนุษยชนที่เห็นแก่มนุษยธรรมอย่างลึกซึ้งจากการฝึกฝนให้ทำงานกับเพื่อนมนุษย์แบบนักมานุษยวิทยาหรือไม่

มานุษยวิทยากับสิทธิมนุษยชน
พวกเรานักมานุษยวิทยาคงไม่ค่อยได้ศึกษาเรื่องสิทธิมนุษยชนกันอย่างจริงจังหรอก แต่ในขณะที่โลกก้าวมาสู่ยุคปัจุบัน ที่ความเป็นสากลของหลักการหลายๆ ประการเป็นที่ยอมรับ เป็นบรรทัดฐานสำหรับมนุษยชาติ พวกเรานักมานุษยวิทยาก็ยอมรับหลักการเหล่านั้นมาโดยตลอด อาจารย์อมราคงมิได้จะต้องมาถกเถียงกับผมในประเด็นปลีกย่อยเหล่านี้หรอกนะครับ

เช่น การที่มานุษยวิทยาหลังฟราซ โบแอส บิดามานุษยวิทยาอเมริกันที่ผมมั่นใจว่าอาจารย์อมราก็จะต้องได้ศึกษามาไม่มากก็น้อย หรืออย่างน้อยอาจารย์ก็ต้องนับได้ว่าเป็นหลานศิษย์ของลูกศิษย์คนใดคนหนึ่งของโบแอส ได้ต่อสู้กับแนวคิดวิวัฒนาการที่หลงใหลในความสูงส่งชนชาติตนเอง (ethnocentrism) แล้วเขาเสนอให้ยอมรับว่า ความแตกต่างของมนุษย์ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเหนือหรือด้อยกว่ามนุษย์อีกกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อาจารย์ก็คงเคยสอนนักศึกษาว่า หลักการนี้พวกเราเรียกกันว่าวัฒนธรรมสัมพัทธ์ (cultural relativism) นอกจากนั้น หากใครร่ำเรียนมาทางมานุษยวิทยาแบบอาจารย์ ก็ย่อมทราบเช่นกันว่า โบแอสเป็นชาวยิว การที่เขาอพยพมาสหรัฐอเมริกานั้น ส่วนหนึ่งก็เนื่องจากการเริ่มเกิดกระแสคุกคามชาวยิวในเยอรมนีในต้นศตวรรษที่ 20

หรือการที่นักมานุษยวิทยาอย่างโคลด เลวี-สโตรสส์ ได้รับการยกย่องจากแวดวงนักมานุษยวิทยาโลก ก็มิได้เพียงเพราะเขาแสดงความปราดเปรื่องแบบที่หลายๆ คนในโลกนี้ไม่สามารถทำได้ ด้วยการวิเคราะห์โครงสร้างความสัมพันธ์ของสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ปรากฏในนิทานที่ดูไร้เหตุผลของคนทั่วโลกเท่านั้น หากแต่ด้วยความที่เขายืนยันมาตลอดถึงการที่มนุษย์ทั้งผองมีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน อันแสดงให้เห็นจากความสลับซับซ้อนของวิธีคิดในบรรดานิทานต่างๆ ตลอดจนความสลับซับซ้อนของระบบความคิดของมนุษย์ทั่วโลก ที่แสดงในระบบต่างๆ ของวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ การแต่งงานและเครือญาติ หรือแม้แต่อาหารการกิน

หากจะเล่าต่อไปเรื่อยๆ ถึงเกียรติประวัติของนักมานุษยวิทยาท่านต่างๆ ต่อการสร้างสรรค์ความเข้าใจกันและกันระหว่างมนุษย์ ผมและอาจารย์อมราก็คงจะแลกเปลี่ยนต่อกันไปได้ไม่มีวันสิ้นสุด แต่สิ่งที่อาจารย์น่าจะเห็นตรงกับผมคือ มานุษยวิทยามิได้แยกตนเองจากกระแสโลก หลักการสำคัญๆ ของมานุษยวิทยาสอดคล้องไปกับหลักการสากล ในเรื่องของสิทธิมนุษยชนพื้นฐานก็เช่นเดียวกัน นักมานุษยวิทยาย่อมเห็นตรงกันว่า การทำลายชีวิตมนุษย์ และการปิดกั้นสิทธิในการแสดงตัวตนของมนุษย์ ย่อมเป็นสิ่งที่มิอาจยอมรับได้ ไม่ว่าจะใช้มาตรฐานทางวัฒนธรรมใดๆ ประเทศไทยจึงไม่ควรได้รับการยกเว้นจากคำวิพากษ์วิจารณ์ของหลักการสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน


บทบาทต่อเหตุการณ์รุนแรง

แต่กระนั้นก็ตาม ผมยังไม่ได้เห็นบทบาทที่เหมาะสมของอาจารย์อมราต่อเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นเลย เรื่องที่เห็นได้ชัดในลำดับแรกเลยคือการที่มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมากในการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมของรัฐบาลเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 เป็นต้นมา กระทั่งข้อเท็จจริงจำนวนมากที่ต้องการการสืบสาวหาข้อสรุป ในกรณีการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 13 - 20 เมษายน 2553

อาจารย์อมราที่นับถือ ผมหวังว่าอาจารย์จะไม่ใช้วาทศิลป์ทำนองเดียวกันกับถ้อยคำที่รัฐบาลใช้เรียกปฏิบัติการเหล่านี้เลย เพราะนักเรียนมานุษยวิทยารุ่นเยาว์อย่างผม ที่คิดด้วยหลักการง่ายๆ ทางมานุษยวิทยา ก็ยังเห็นได้ไม่ยากว่า คนที่ยืนอยู่บนพื้นที่เหล่านั้นย่อมสำคัญกว่าพื้นที่และที่ว่าง หรือหากจะให้ผมอ้างนักทฤษฎีหรือใครต่อใครมายืนยันว่าคนสำคัญกว่าพื้นที่ ก็คงจะต้องยกชื่อนักมานุษยวิทยามาหมดโลกนั่นแหละ แต่คนที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีและลึกซึ้งที่สุดคงไม่พ้นนักภูมิศาสตร์ชื่ออองรี เลอร์แฟบวร์ ที่วิพากษ์การทำพื้นที่ให้ไร้ความเป็นมนุษย์ เพื่อการที่ผู้มีอำนาจจะได้สามารถแปลงพื้นที่เหล่านี้ไปเป็นผลผลิตและการขูดรีดมนุษย์ ถ้าพูดแบบเลอร์แฟบวร์ ซึ่งอาจารย์ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย ถ้อยคำแบบ ศอฉ.และรัฐบาลเป็นภาษาที่นายทุนอำมหิตใช้เข่นฆ่าผู้คนอย่างไม่เห็นหัวมนุษย์ชัดๆ

ต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ผมเห็นบทบาทอาจารย์อย่างชัดเจน ว่ามิได้แสดงความกระตือรือล้นที่จะประณามการกระทำของทุกฝ่าย และมิได้พยายามมุ่งค้นหาความจริง โดยเฉพาะการตั้งคำถามกับฝ่ายรัฐบาลว่าได้ใช้กำลังติดอาวุธสงครามเข้าสลายการชุมนุมจนเป็นเหตุให้มีคนบาดเจ็บและเสียชีวิตหรือไม่ แต่อาจารย์อมราในฐานะประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกลับให้ท้ายคำอธิบายของรัฐบาลอย่างน่าละอาย


บทบาทต่อการปิดกั้นสื่อ

ที่น่าละอายอย่างยิ่งคือ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกำลังปล่อยให้บทบาทในการค้นหาความจริงในประเทศนี้ ตกอยู่ในมือของคนส่วนน้อยของสังคมบางคน ที่นั่งอยู่บนโพเดียม เป็นนักวิชาการติดเก้าอี้ แบบที่นักมานุษยวิทยาต้นศตวรรษที่ 20 วิจารณ์นักมานุษยวิทยาวิวัฒนาการในสมัยวิคทอเรียน แต่เที่ยวไปไล่ตัดสินใครต่อใครโดยมิได้พยายามทำความเข้าใจพวกเขาจากมุมมองของพวกเขาเอง

ผมคงไม่ต้องเท้าความไปมากมายนักถึงเรื่องการปิดกั้นสิทธิในการแสดงออก ด้วยการปิดสื่อที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล หากเราจะไม่ยินดียินร้ายกับสื่อของ นปช. ผมก็ไม่เห็นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนยินดียินร้ายกับการปิดสื่อที่เสนอความจริงหลายด้าน หลายระดับความลุ่มลึก อย่าง “ประชาไท” แต่ประชาไทก็คงจะไม่ยินดีนักหรอกหากเขาจะได้รับการยกเว้นแต่ผู้เดียว เพียงเพราะพวกเขาเสนอมุมมองหลายด้านหลายระดับความลุ่มลึก เพราะทุกวันนี้ ศอฉ.เองนั่นแหละที่เสนอข่าวปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชัง ให้เกิดความแตกแยก อันเป็นภัยต่อความมั่นคงของชีวิตและทรัพย์สินของผู้คน และเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ โดยปราศจากคำประณามของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน

หากอาจารย์อมราเห็นว่าการประกาศแต่ละครั้งของ ศอฉ.จะก่อให้เกิดความมั่นคง ความสมัครสมานสามัคคีของคนในชาติขึ้นมาได้ อาจารย์คงจะยังไม่ได้อ่านงานที่ศึกษาเหตุหนึ่งแห่งความรุนแรงในรวันดา รวมทั้งความสลับซับซ้อนของการทำให้คนดำกลายเป็นคนอื่นจนกระทั่งสามารถถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรมได้อย่างสม่ำเสมอบนท้องถนนในสหรัฐอเมริกา หากจะยกเรื่องราวในสหรัฐฯ ประเทศที่อาจารย์อมราร่ำเรียนมาทางมานุษยวิทยาเอาไว้ก่อน เพราะต้องอาศัยกลวิธีการวิเคราะห์สื่ออย่างแยบยลพอสมควร แล้วมามองเฉพาะที่รวันดา การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่การปลุกปั่นของสื่อมวลชนมีส่วนรับผิดชอบอย่างยิ่งนั้น ให้บทเรียนกับคนทั่วโลกอย่างตรงไปตรงมาแก่ประเทศไทย

กรณีการเสนอข่าวของศอฉ. ก็มีทิศทางที่เป็นไปได้ว่าจะสร้างเงื่อนไขให้เกิดความแตกแยกที่นำไปสู่การทำลายล้างชีวิตกันอย่างในรวันดา หากว่าสื่อมวลชนไทย คณะวารสารศาสตร์ และคณะนิเทศศาสตร์ของสถาบันอันทรงเกียรติทั้งหลายในประเทศไทย ที่แสดงออกอย่างสม่ำเสมอว่าพวกเขาไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับการนำเสนอข่าวด้านเดียวของสื่อมวลชนไทย ไม่อยากเรียนรู้บทเรียนอะไรจากเพื่อนร่วมโลก ผมก็ยังหวังว่าอาจารย์อมราและคณะกรรมการสิทธิที่อาจารย์เป็นประธานอยู่ จะเข้าใจปัญหานี้เป็นอย่างดี

การที่ผมอ้างเรื่องราวในรวันดา คงไม่ทำให้อาจารย์อมราคิดเห็นเป็นว่า เรื่องที่รวันดาจะมาเทียบกับสังคมพุทธที่รักสงบอย่างเมืองไทยของเราได้อย่างไร แต่เพราะวิธีการทางมานุษยวิทยาย่อมสนับสนุนให้มีการศึกษาเปรียบเทียบบทเรียนจากสังคมต่างๆ เพื่อส่องสะท้อนแก่กัน และเพื่อให้ตระหนักว่าเราก็ไม่ได้ดีเด่นต่างจากเขาเท่าไรนัก

แต่หากอาจารย์จะอ้างแบบที่ใครต่อใครมักพูดกันว่า ประเทศของเรามีลักษณะพิเศษแตกต่างจากที่อื่นเป็นอย่างย่ิง เพราะเรามีใครต่อใครที่คำ้จุนหลักธรรมของประเทศอยู่ อาจารย์อมราก็ควรเลิกใช้ตำแหน่งศาสตราจารย์ทางมานุษยวิทยาเสียเถิด เพราะนั่นเท่ากับว่าอาจารย์อมราเลิกเชื่อในหลักการทางมานุษยวิทยาว่าด้วยความเท่าเทียมกันของมนุษย์ต่างสังคมไปแล้ว ผมเห็นว่า วิธีคิดในเชิงสัมพัทธ์นิยมดังกล่าวเป็นการบิดเบือนสัมพัทธ์นิยมมารับใช้อำนาจนิยมอย่างสามานย์ หาใช่สัมพัทธ์นิยมเพื่อมนุษยธรรมไม่


บทบาทต่อการคุกคามนักวิชาการ

อาจารย์อมราที่นับถือ อาจารย์คงมิได้ทำงานปกป้องสิทธิมนุษยชนจนมือเป็นระวิง จนกระทั่งไม่ทราบว่าขณะนี้มีเพื่อนนักวิชาการหลายคนกำลังถูกคุกคาม ถูกกักขัง ถูกไล่ล่า หลายคนในจำนวนนั้นอาจไม่ได้มีความผิดจริงตามข้อกล่าวหาของเจ้าหน้าที่รัฐหรือ ศอฉ. หลายคนยังไม่ได้ถูกตั้งข้อกล่าวหาด้วยซ้ำ แต่กลับถูกตัดสินด้วยวิธีการประโคมข่าวให้เกิดความเกลียดชังผ่านการสื่อสารทางเดียวของรัฐบาล และถูกกักขัง หน่วงเหนี่ยว โดยมิได้ดำเนินคดี หากนี่จะยังมิได้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างรุนแรง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนที่มีอาจารย์อมราผู้เป็นศาสตราจารย์ทางมานุษยวิทยาเป็นประธานอยู่ควรเปลี่ยนชื่อ ด้วยการใส่สร้อยท้ายอะไรก็ตาม ให้หมดความเป็นสากลของแนวคิดสิทธิมนุษยชนไปเสียดีกว่า

แน่นอนว่าประเทศต่างๆ ย่อมมีกฎหมายที่รับรองหรือปกป้องอำนาจอธิปไตยของประเทศ หากใครละเมิดอำนาจอธิปไตย ก็เท่ากับว่ากำลังทำลายสังคมนั้นอยู่ แต่ในฐานะนักมานุษยวิทยาที่ปวารณาตนเองว่าจะปกป้องสิทธิมนุษยชนของคนในประเทศ เราก็ต้องยอมรับได้ว่า ความคิดเห็นที่แตกต่างกันของบุคคลต่างๆ ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการแสดงออกและได้รับการรับฟัง ตราบเท่าที่ความคิดเห็นเหล่านั้นมิได้ละเมิดสิทธิของผู้อื่น การอ้างหลักการความมั่นคงของอำนาจอธิปไตยมาเพื่อกำจัดความคิดเห็นที่แตกต่าง เท่ากับไม่เคารพในความเป็นมนุษย์ของคนบางกลุ่ม

ผมสู้อุตส่าห์ใช้ความพยายามมากโข ในการศึกษางานรุ่นหลังทศวรรษ 1970 ที่นักมานุษยวิทยาอย่างเชอร์รี ออร์ตเนอร์ ประกาศให้พวกเราสืบสาวถึงบทบาทของมนุษย์ในการสรรค์สร้างพร้อมๆ กับถูกกระทำจากโครงสร้าง มานุษยวิทยาหลังแนวคิดมาร์กซิสม์ หลังแนวคิดโครงสร้างนิยม หลังแนวคิดสตรีนิยม จึงรุ่มรวยด้วยการยกย่องพลังในการต่อสู้กับระบบและโครงสร้างที่กดทับมนุษย์ หากนั่นจะไม่ถึงกับทำให้มานุษยวิทยากลายเป็นปัจเจกชนนิยมไปในชั่วข้ามทศวรรษ อาจารย์อมราคงเห็นด้วยกับผมว่า แนวโน้มใหม่ๆ ของมานุษยวิทยายิ่งทำให้เราเห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ คุณค่าของความแตกต่างหลากหลายที่ไม่เพียงจำกัดเฉพาะความหลากหลายทางวัฒนธรรม ไปสู่การยกย่องคุณค่าความหลากหลายของการสร้างสรรค์ของผู้กระทำการทางสังคมในโครงสร้าง (human agency) และคงไม่ใช่เฉพาะคนเล็กคนน้อยที่ยากจน ไร้อำนาจต่อรองใดๆ อยู่ชายขอบหรือใต้ถุนสังคมเท่านั้น ที่เราจะประยุกต์ใช้หลักการนี้ด้วย

หากเราในฐานะนักมานุษยวิทยาจะยอมรับร่วมกันถึงความเท่าเทียมกันของความคิดเห็นที่แตกต่าง เราก็ไม่สามารถตัดสินคนอื่นๆ หรือความคิดที่แตกต่างอื่นๆ จากความคิดที่แตกต่างของเราได้ ความอดกลั้นต่อความเห็นที่แตกต่าง คือมาตรฐานทางศีลธรรมแบบมานุษยวิทยาที่พวกเราสู้อุตส่าห์ฝึกฝนกันมาอย่างยากเย็นมิใช่หรืออาจารย์อมราที่นับถือ ผมเฝ้ารอดูอยู่ว่า ในเวลานี้อาจารย์อมราจะปกป้องสิทธิมนุษยชนในด้านการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นที่แตกต่างของเพื่อนนักวิชาการอย่างไร อย่างน้อยที่สุด จะทำอย่างไรที่จะให้พวกเขาได้รับความยุติธรรมตามกระบวนการยุติธรรมแบบปกติของประเทศ มิใ่ช่กระบวนการยุติธรรมที่รัฐธรมนูญที่ปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกงดเว้นในสภาวะที่ใช้ พรก. ฉุกเฉินอยู่อย่างทุกวันนี้


บทสรุป

อันที่จริงผมไม่เคยลืมเลยว่า ผมสงสัยในความเป็นนักสิทธิมนุษยชนของอาจารย์อมรามานานแล้ว ดังที่ได้เห็นจากเมื่อหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อาจารย์อมรารับตำแหน่งในสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ผมไม่สามารถยอมรับได้ว่าการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 จะอยู่บนหลักการใดๆ ของหลักสิทธิมนุษยชน หรืออยู่บนหลักการใดๆ ของหลักมานุษยวิทยา แต่ผมก็ยังมิได้แสดงออกแต่อย่างใด เนื่องจากหวังว่า อาจารย์อมราในขณะนั้น อาจจะตัดสินใจอย่างบริสุทธิ์ใจด้วยความหวังว่าจะได้นำเอาวิชาความรู้ทางมานุษยวิทยาเข้าไปหน่วงรั้งความเลวร้ายอันอาจจะเกิดขึ้นจากระบอบรัฐประหาร

แต่เมื่อเกิดการประกาศ พรก.ฉุกเฉิน ซึ่งจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ด้วยการยกเว้นบทบัญญัติต่างๆ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พรก.ฉุกเฉินจึงละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างร้ายแรง แต่อาจารย์อมราและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนก็มิได้ประณาม หรือแม้แต่ทัดทาน ท้วงติง หรือมิได้แม้จะแสดงความเห็นตักเตือนรัฐบาลสักเพียงเล็กน้อย จนขณะนี้รัฐบาลได้บริหารประเทศในสถานการณ์ที่เรียกว่า “ภาวะฉุกเฉินร้ายแรง” ในพื้นที่เกือบครึ่งประเทศ มาเนิ่นนานจนในบางพื้นที่ อย่างกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ถูกปกครองด้วยระบอบภาวะฉุกเฉินมาเป็นระยะเวลาเกินกว่า 50 วันแล้ว อาจารย์อมราและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนจะปล่อยให้ระบอบภาวะฉุกเฉิน ที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง กลายเป็นบรรทัดฐานในการปกครองประเทศไปหรืออย่างไร

วิชามานุษยวิทยาในปัจจุบันมิได้มุ่งเพียงเพื่อให้มนุษยชาติมีความรู้เกี่ยวกับมนุษย์ต่างๆ ทั่วโลก แต่มานุษยวิทยาปัจจุบันให้ความสำคัญกับการที่มนุษย์ต่างเผ่าพันธุ์ ต่างสังคม ต่างระบบคุณค่าทางวัฒนธรรม ต่างชนชั้น จะรู้สึกถึงความสุข ความทุกข์ ของเพื่อนร่วมโลก ของมนุษยชาติ หากอาจารย์อมราจะไม่รู้สึกรู้สากับการละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลในขณะนี้ ผมก็ยังหวังว่าอาจารย์จะรู้สึกตะขิดตะขวงใจที่จะต้องดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนโดยไม่เคารพหลักการของวิชามานุษยวิทยา แต่หากอาจารย์ไม่รู้สึกรู้สากับประเด็นต่างๆ เหล่านี้ ผมก็สงสัยเป็นอย่างยิ่งว่าอาจารย์จะยังคงเรียกตนเองว่านักมานุษยวิทยาได้หรือไม่

ด้วยความห่วงใยประเทศชาติและมนุษยชาติ
29 พฤษภาคม 2553
ยุกติ มุกดาวิจิตร

Comments

ขอบคุณอาจารย์ยุกติที่ช่วยท้วง

ขอบคุณอาจารย์ยุกติที่ช่วยท้วงติงเรื่องบทบาทของประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน

ขอให้อาจารย์อมราช่วยทบทวนบทบาทของตนเองและคณะกรรมการสิทธิฯ เสียใหม่อย่างจริงจังด้วย ปละโปรดใช้หลักพื้นฐานที่สุด คือ มนุษยธรรม ในการพิจารณาเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เชื่อว่าคณะกรรมการสิทธิฯ จะพบคำตอบที่เหมาะสม คนในบ้านเมืองจะปรองดองกันได้จริงหรือไม่ คณะกรรมการสิทธิฯ จะมีบทบาทเกี่ยวข้องอย่างสำคัญ ณ ห้วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานนี้

อาจารย์ยุกติ

อาจารย์ยุกติ

เห็นด้วยกับอาจารย์เป็นที่สุด ถึงแม้ว่าผมจะจบเพียงระดับปริญญาตรีทางด้านสังคมศาสตร์ (applied anthropology) แต่ผมก็เห็นด้วยกับอาจารย์ในหลักการ "มานุษยวิทยา" ที่เห็นคุณค่าของชีวิตมนุษย์ แต่ อมรา คนนี้น่าจะลาออก อันเนื่องมา้จากการละเว้นการปฏิบ้ัติหน้าที่อย่างสิ้นเชิง นอกจากนั้นยังมีคณะกรรมการสิทธิ์บางท่านมาสนับสนุนรัฐบาลอย่างออกหน้าออกตา พร้อมกับการยก "ผีทักษิณ" ขึ้นมาหลอกหลอนสังคมเหมือนนิทานหลอกเด็ก และสนับสนุนการล้อมปราบปราม อันหมายถึง "อันตรายต่อชีวิตของผู้คน"
ผมเห็นว่า เราควรเคลื่อนไหวเพื่อถอดถอน คณะกรรมการสิทธิ์ชุดดังกล่าว ที่มาจากการรัฐประหาร ไร้มนุษยธรรม ไร้เมตตาธรรม และที่สำคัญคือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่นักสิทธิมนุษยชน อย่างแท้จริง

ด้วยความเคารพ

ป.ล. ผมสันนิษฐานว่า

ป.ล. ผมสันนิษฐานว่า คณะกรรมการสิทธิฯ คงจะมีนโยบายการทำงาน คือ "สิทธิมนุษยชนแบบ พอเพียง" ให้ตายเถอะ พระเจ้าจอร์จ

นี่แหละคือสิ่งที่สังคมไทย

นี่แหละคือสิ่งที่สังคมไทย ตัองการ
ความจริง ความถูกต้อง ความเป็นธรรม เสมอภาค
คณะกรรมสิทธิมนุษยชนฯ ไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยเหรอ ที่รัฐบาล "ยัดข้อหาก่อการร้าย" ซึ่งเป็นข้อหาร้ายแรงให้ประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย
มันไม่ต่างกันกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ชอบยัดยาบ้า ยัดอาวุธ ยัดข้อหา จับแพะ ทำให้คนถูกเป็นคนผิดในอดีตหรอกนะ
แต่นี่พวกคุณทำ แล้วยังมีหน้าเอามาประจานตัวเองไปทั่วโลกอีก
อย่างนี้แล้ว คนเสื้อแดงทั้งหลาย ยังมีสิทธิการเป็นมนุษย์อยู่ไหม ? ถ้ามี ทำไมถึงถูกสั่งฆ่า ได้เหมือนสัตว์ข้างถนน
เลิกพูดได้แล้วคำว่าปรองดอง เพราะขณะที่ปากคุณเจี้ยวแจ้ว ออกทีวี ว่าปรองดอง แต่ "ใต้ตีนคุณ คุณเหยียบย่ำ และกดหัวประชาชนที่มีความคิดเห็นทางการเมื่องที่แตกต่างจากพวกคนไว้อยู่"
ช่วยยกตีนพวกคุณขึ้นหน่อยได้มั๊ย พวกเราจะได้ลุกขึ้นมาสมานย์ฉันทธ์ กับท่าน พวกเรารักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เช่นเดียวกับพวกคุณ เผลออาจรักมากกว่าพวกคุณด้วย เพราะพวกเรา ไม่ได้พูดว่ารักชาติไป น้ำลายไหลไป

อาจารย์อมราเอียงข้างใด

อาจารย์อมราเอียงข้างใด เห็นได้จากตั้งแต่ปฏิบัติตัวร่วมกับพันธมิตรในการขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และเมื่อถึงยุคเผด็จการทหาร ก็ไปทำงานกับคณะสนช.

ยังกล้าที่จะมารับหน้าที่เป็นกรรมการสิทธิฯ ทั้งที่ใจเลือกข้าง

จึงไม่แปลกเมื่อเห็นรัฐบาลประการภาวะูฉุก ประกาศพรก. การล้อมปราบประชาชนเมื่อ 10 เมษา 53 และ 13-19 พ.ค.53 จนกระทั่งนักวิชาการจุฬาฯโดนคุกคาม

หล่อนก็นั่งบื้อเฉยๆ การเฉยๆ ของสังคมไทย เขาแปลกันว่า.... ยอมรับนะคะ

แสดงว่ากรรมการสิทธิฯคณะนี้ยอมรับเผด็จการ ยอมรับการคุกคามทุกรูปแบบ แม้สวยชุดหนัง "กรรมการสิทธิฯ" หุ้มไว้อยู่ แต่ใจพวกเขาเลือกข้างกันแล้วแต่ต้น ก่อนที่จะมารับหน้าที่นี้อีก

ไม่อายใจตัวเอง ไม่อายสายตาสังคม และไม่อายต่อองค์กรสิทธิมนุษชนสากล ประเทศไทยมันมีคนแบบนี้อยู่ในอำนาจทุกแขนง ประเทศไทยจะไปรอดได้อย่างไร

ความเสื่อม ความเลวทรามทางจิตวิญญาณมันตกต่ำไปทุกขณะ

กรรมการสิทธิ์มักเป็นผู้ที่มีส

กรรมการสิทธิ์มักเป็นผู้ที่มีสิทธิ์พิเศษ ไม่เคยรู้จักการเสียสิทธิ์มาก่อน จะรู้รสชาติชาวยิวในสงครามโลกครั้งที่สองได้อย่างไร

แม้บทความจะเขัยนขึ้นด้วยเจตนา

แม้บทความจะเขัยนขึ้นด้วยเจตนาที่ดี เพื่อท้วงติงการทำงานของคณะกรรมการสิทธฯ แต่การยกบุคคลคนหนึ่งขึ้นมาเป็นเป้าโจมตี ก็ไม่ต่างอะไรกับที่ พธม. ทำกับทักษิณ ทั้งๆที่ ความเลวร้ายของ"ระบอบทักษิณ"ก็มิได้มาจากคุณทักษิณแต่เพียงผู้เดียว และก็ไม่ต่างอะไรกับที่ นปช. ทำกับเปรมฯ ซึ่งย่อมไม่ใช่ผู้รับผิดชอบต่อการใช้อำนาจของ"ฝ่ายอำมาตน์"แต่เพียงผู้เดียว การโจมตีลักษณะนี้ ทำให้เกินความเกลีบดชังต่อผู้ถูกกล่าวหา และนำสู่มาตรการที่จะต้องหามากระทำต่อผู้ถูกกล่าวหา และเมื่อไม่ได้ผล มาตรการก็ย่อมรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้านั่นเป็นเจตนาที่แท้จริงของบทความนี้ ผมก็ไม่มีข้อโต้แย้งอะไรแล้ว

เรียน

เรียน อ.ยุกติ
อมรา----------->ประธานคณะกรรมละเมิดสิทธิมนุษยชนฯ
คุณค่าของคนพวกนี้มันไม่มีเหลือแล้วครับ เป็นได้แค่ข้าทาศของ
เผด็จการกระหายเลือด!
ชีวิตที่สูญเสียไปร่วมร้อยบาดเจ็บเป็นพัน มันเปรียบแม้น้อยนิดยังไม่ได้
กับกรณี 7 ตค. 2552 หน้ารัฐสภา

ผมเป็นนักศึกษามานุษยวิทยาและส

ผมเป็นนักศึกษามานุษยวิทยาและสังคมวิทยาในระดับอนุบาล มีความคิดเห็นสอดคล้องกับอ.ยุกติ และท่านอื่นๆที่เล็งเห็นถึงหลักการสิทธิมุนุษยธรรมขั้นพืนฐาน ช่วงเวลาที่ผมได้รู้จักบทบาทและหน้าที่กรรมการสิทธิฯผมไม่เคยเห็นกรรมการสิทธิฯยุคไหนอ่อนแอ ได้โปรดเข้มแข็ง (เชื่อว่าหลายคนยังให้กำลังใจองค์กรนี้) กรุณาลุกขึ้นมาทักท้วงการกระทำรุนแรงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐหรือประชาชน ผมไม่อยากให้ใครยิงประชาชนที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม สิทธิ เสรีภาพ ภราดรภาพ ล้วนเป็นของสมาชิกทุกคนในสังคม ขณะเดียวกันผมไม่ต้องการให้ใครยิงทหารผู้ปฎิบัติหน้าที่ด้วยความจริงใจ

โอว บร๊ะเจ้า

[quote=โอว บร๊ะเจ้า]การยกบุคคลคนหนึ่งขึ้นมาเป็นเป้าโจมตี ก็ไม่ต่างอะไรกับที่ พธม. ทำกับทักษิณ ทั้งๆที่ ความเลวร้ายของ"ระบอบทักษิณ"ก็มิได้มาจากคุณทักษิณแต่เพียงผู้เดียว และก็ไม่ต่างอะไรกับที่ นปช. ทำกับเปรมฯ ซึ่งย่อมไม่ใช่ผู้รับผิดชอบต่อการใช้อำนาจของ"ฝ่ายอำมาตน์"แต่เพียงผู้เดียว การโจมตีลักษณะนี้ ทำให้เกินความเกลีบดชังต่อผู้ถูกกล่าวหา และนำสู่มาตรการที่จะต้องหามากระทำต่อผู้ถูกกล่าวหา[/quote]

คุณโอว บร๊ะเจ้า หากคุณไม่ตั้งใจมั่วเนียน ก็ต้องสับสนทางความคิดแน่ๆ การตรวจสอบและเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะ กับการสร้างกระแสความเกลียดชังตัวบุคคลเป็นคนละเรื่องกัน ไม่สามารถพูดเหมารวมกันไปหมดได้ว่าการเรียกร้องความรับผิดชอบคือการสร้างความเกลียดชัง เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น เราก็ไม่มีิสิทธิเรียกร้องความรับผิดชอบจากใครได้เลย แม้แต่นายอภิสิทธิ์หรือนายสุเทพที่เลือกใช้ความรุนแรงสลายผู้ชุมนุมทางการเมือง

ประเด็นที่คนส่วนใหญ่ประณามพธม.ก็ไม่ใช่ประเด็นเรื่องการเรียกร้องให้ทักษิณรับผิดชอบทางการเมือง เหมือนที่คุณแสร้งทำเป็นไม่รู้ แต่คือการที่พธม.ปฏิเสธระบบประชาธิปไตยหนึ่งคนหนึ่งเสียง และการบุกยึดสนามบิน

นางอมราในฐานะประธานกรรมการสิทธิที่กินเงินเืดือนจากภาษีประชาชน แต่กลับไม่ยอมปฎิบัติหน้าที่ปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชน ดังนั้นเราจึงมิสิทธิที่จะตั้งคำถามกับจรรยาบรรณและความรับผิดชอบของนางอมราในส่วนนี้ดังที่บทความชิ้นนี้พยายามจะทำอยู่

หากคุณโอว บร๊ะเจ้า ห่วงใยเรื่องการสร้างความเกลียดชังจริงดังที่เขียนแสดงความเห็นมา ผมเสนอว่าคุณควรช่วยตรวจสอบรัฐบาลและสื่อกระแสหลักเช่น ไทยทีวี เนชั่น กรุงเทพธุรกิจฯ ที่ต่างออกมาสร้างภาพให้คนเสื้อแดงและคนชนบทกลายเป็นปีศาจร้ายมุ่งทำลายชาติ นี่เป็นการสร้างความเกลียดชังกลุ่มคน ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งเสียกว่าความเกลียดชังรายบุคคลเสียอีก เพราะมันอนุญาตให้เกิดการตามจ้องล้างจ้องผลาญผู้อื่นโดยไม่เลือกหน้า ดังเช่นที่เราเห็นบรรดาชนชั้นกลางกรุงเทพฯ จำนวนหนึ่งกำลังดำเนินการอยู่

โอว บร๊ะเจ้า

[quote=โอว บร๊ะเจ้า]การยกบุคคลคนหนึ่งขึ้นมาเป็นเป้าโจมตี ก็ไม่ต่างอะไรกับที่ พธม. ทำกับทักษิณ ทั้งๆที่ ความเลวร้ายของ"ระบอบทักษิณ"ก็มิได้มาจากคุณทักษิณแต่เพียงผู้เดียว และก็ไม่ต่างอะไรกับที่ นปช. ทำกับเปรมฯ ซึ่งย่อมไม่ใช่ผู้รับผิดชอบต่อการใช้อำนาจของ"ฝ่ายอำมาตน์"แต่เพียงผู้เดียว การโจมตีลักษณะนี้ ทำให้เกินความเกลีบดชังต่อผู้ถูกกล่าวหา และนำสู่มาตรการที่จะต้องหามากระทำต่อผู้ถูกกล่าวหา[/quote]

คุณโอว บร๊ะเจ้า หากคุณไม่ตั้งใจมั่วเนียน ก็ต้องสับสนทางความคิดแน่ๆ การตรวจสอบและเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะ กับการสร้างกระแสความเกลียดชังตัวบุคคลเป็นคนละเรื่องกัน ไม่สามารถพูดเหมารวมกันไปหมดได้ว่าการเรียกร้องความรับผิดชอบคือการสร้างความเกลียดชัง เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น เราก็ไม่มีิสิทธิเรียกร้องความรับผิดชอบจากใครได้เลย แม้แต่นายอภิสิทธิ์หรือนายสุเทพที่เลือกใช้ความรุนแรงสลายผู้ชุมนุมทางการเมือง

ประเด็นที่คนส่วนใหญ่ประณามพธม.ก็ไม่ใช่ประเด็นเรื่องการเรียกร้องให้ทักษิณรับผิดชอบทางการเมือง เหมือนที่คุณแสร้งทำเป็นไม่รู้ แต่คือการที่พธม.ปฏิเสธระบบประชาธิปไตยหนึ่งคนหนึ่งเสียง และการบุกยึดสนามบิน

นางอมราในฐานะประธานกรรมการสิทธิที่กินเงินเืดือนจากภาษีประชาชน แต่กลับไม่ยอมปฎิบัติหน้าที่ปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชน ดังนั้นเราจึงมิสิทธิที่จะตั้งคำถามกับจรรยาบรรณและความรับผิดชอบของนางอมราในส่วนนี้ดังที่บทความชิ้นนี้พยายามจะทำอยู่

หากคุณโอว บร๊ะเจ้า ห่วงใยเรื่องการสร้างความเกลียดชังจริงดังที่เขียนแสดงความเห็นมา ผมเสนอว่าคุณควรช่วยตรวจสอบรัฐบาลและสื่อกระแสหลักเช่น ไทยทีวี เนชั่น กรุงเทพธุรกิจฯ ที่ต่างออกมาสร้างภาพให้คนเสื้อแดงและคนชนบทกลายเป็นปีศาจร้ายมุ่งทำลายชาติ นี่เป็นการสร้างความเกลียดชังกลุ่มคน ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งเสียกว่าความเกลียดชังรายบุคคลเสียอีก เพราะมันอนุญาตให้เกิดการตามจ้องล้างจ้องผลาญผู้อื่นโดยไม่เลือกหน้า ดังเช่นที่เราเห็นบรรดาชนชั้นกลางกรุงเทพฯ จำนวนหนึ่งกำลังดำเนินการอยู่

.............................

..............................ขอพื้นที่คืน - กระชับวงล้อม..............................
.........ทำงานงี่เง่าตั้งเป้าทำลายสถิติเทียนอันเหมิน แม่งฆ่าได้แค่เนี๊ยะ.........

.........

..............................................๑..........................................

..........

..........เมื่อกล้าขอต่อประชาก็กล้าให้.........เอ้าเอาไป license to kill แผ่นดินหื่น
กระหายเลือดกันนักชอบชักปืน..................ตีนที่ยืนเหยียบหน้าประชาชน
ประชาชนชั้นไพร่ไร้สาระ.........................สัตว์สวะสถุลสกุลกล่น
ยิงหัวเล่นทิ้งไปไม่กี่คน...........................ไม่ถึงร้อยไยร้อนรนพลเมือง
..........ให้ลาออกหยอกเย้าไม่เข้าท่า..........ยุบสภาอย่าเลยยังมีเรื่อง
ไปหาเสียงเสี่ยงแสนความแค้นเคือง.............กลัวจะเปลืองลูกปืนหมื่นคันรถ
จึงต้องรอบริหารทำงานต่อ........................เพราะเดี๋ยวก็กาละวาระหมด
อีกปีกว่า ๆ น่า..พางามงด........................รอให้ลดหดหู่คูหาพลัน
..........อันคำถามความรับผิดชอบตอบไปแล้ว..ก็เมื่อแมวมันดื้อด้านไก่ขานขัน
จึงต้องเชือดให้ลิงดูก็รู้กัน.........................ก็แค่มันเลือดไพร่ให้สำนึก

..................................................๒....................................

..........ทหารไทยไปสีลมไปชมสี..............ชมราตรีศรีสง่าหาซื้อตึก
ขอพื้นที่สีลมคืนให้ครื้นครึก.......................เพื่อยามดึกได้สอยดาวพราวพร่างฟ้า
เขาสอยดาวสาวสีลมชมหิ่งห้อย..................กระพริบพร้อยร้อยเล่ห์เสน่หา
กระชับวงล้อมห้อมหิ่งห้อยไม่น้อยหน้า...........พัฒน์พงศ์พาไพร่เร่เตร่สอยดาว
ตามมาขอพื้นที่คืนยื่นเรื่องที่......................เขาสอยดาวจันทบุรีมีเรื่องฉาว
พบตึกใหญ่โตหรูรู้เรื่องราว........................เลยถูกสาวร่วงด้วยปืนเออชื่นทรวง...!
ขอพื้นที่นายทุนทหารผลาญป่าไม้................ให้รู้ไว้ผองเราเฝ้าห่วงหวง
ขอพื้นที่ทีวีเว็บไซด์ไทยทั้งปวง..................สื่ออย่าลวงลงบทความตามเป็นจริง
..........สื่อหนังสือนิตยสารงานสร้างภาพ.......รู้บุญบาปกราบที่อกนรกสิง
มาอาศัยไทยแลนด์แดนพึ่งพิง....................สรรพสิ่งสัจธรรมนำสันดาน
ขอสัจธรรมนำมาอย่าทุเรศ........................ชวนสังเวชประเทศชาติ 2 มาตรฐาน
ชวนสังเวชในเขตอภัยทาน.......................ไยปล่อยมารพ่านเพ่นเดนมนุษย์
.........ไพร่เดนตายหมายกระชับวงล้อมบ้าง.....ไอ้พวกอ้างเอาปืนกราดอุบาทว์สุด
พี่น้องไทยไม่ใช่ฤา...ทั้งถือพุทธ.................เราต้องหยุดอภิสิทธิ์ปิดฉากไป
หน้าตาใสใจยักษ์ซ่อนนอนห้องหรู................แค่มาดูให้รู้เห็นไผเป็นไผ
ผลลัพธ์นั้นชนชั้นกลางล้างเลือดไพร่.............เพื่อไม่ให้มีคราบติดปิดกลิ่นคาว
แล้วร่วมร้องเพลงรักสมัครสมาน...................ร่วมซ่อมบ้านกันด้วยรักคล้ายชักว่าว
ว่าวสีสวยสดใสใกล้ดวงดาว........................ขอจบข่าวร้าวรานซ่อมบ้านเอย......
..........

เห็นด้วยกับอาจารย์ยุกติ

เห็นด้วยกับอาจารย์ยุกติ อาจารย์อมราน่าจะลาออกในเมื่อมองไม่เห็นคุณค่าของมนุษย์ว่าเท่าเทียมกัน การนิ่งเฉยถือว่าเป็นการก่ออาชญากรรมต่อพี่น้องเสื้อแดงซ้ำสอง

ลาออกไปเถอะครับ

ลาออกไปเถอะครับ ถ้ายังพอมียางอายอยู่บ้างคุณอมรา

หมดวาระเมื่อไหร่

หมดวาระเมื่อไหร่ ปูนซิเมนต์ไทยขอจ้างเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณากระเบื้องหนาตราช้างหน่อยนะจาน

อห.อมรา ฯ นี่ไม่ใช่ คน

อห.อมรา ฯ นี่ไม่ใช่ คน แล้ว
ทบทวน "ความเป้นมนุษย์" ของตนเองด่วน

เห็นด้วยกับอาจารย์ยุกติทุกประ

เห็นด้วยกับอาจารย์ยุกติทุกประเด็น และขอบคุณในความกล้าหาญทางจริยธรรมของนักวิชาการที่ออกมาวิจารณ์นักวิชาการรุ่นอาวุโส แม้อาจารย์อมราจะออกมาบอกว่า ต้องฟ้งกรรมการคนอื่น แล้วบทบาทของประธานคืออะไรที่ต่างจากกรรมการ ความพิการขององค์กรอิสระทั้งหลายเกิดจาก กรอบคิดแบบกรอบระบบราชการ และ ขุนนาง มากกว่าการใช้ความรู้ความชำนาญที่ตนสะสมมานานมาจนได้ทำงานในตำแหน้งสำคัญ ต้ดสินปัญหาสาธารณะ ปัญหาความทุกข๋ยากของประชาชน

บทเรียนจากความสูญเสัยครั้งนี้ เราควรคิดนอกกรอบให้มาก เนื่องจากบทบาทของคณะกรรมขององค์กรอิสระ หมิ่นเหม่ต่อการไม่ได้เป็นองค์อิสระที่เป็นที่พึ้งของประชาชน เหตุการณ่การปราบนี้ ต่างอย่างไรกับการปราบพั้น้องมลายู และให้ข้อกล่าวหาเขาว่าเป็น ผู้ก่อการร้าย ทำๆมเขาจึงรู้สึกเจ๋บปวดฝังลึก หลายรุ่นหลากวัย แล้วเราจะพึ่งใครได้อีกหละ ในเมื่อองค์กรอิสระไม่ทำหน้าที่นัน้

วันนี้อาจารย์ได้มีโอกาสใช้ความรุ้ทางมานุษยวิทยา ซึ่งมีพื้นที่น้อยมากๆในโครงสร้างอำนาจการบริหารงานของรัฐไทย ให่เป็นประโยชน์ เรามาถึงจุดที่ต้องให่ความสำคัญกับเรื่องสังคมวิทยา มานุษยวิทยามากขึ้นกว่ารัฐศ่สตาร์ตามกระแส หรือรัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ตามกระแส และขอให้เปิดใจกว่างว่าคนที่เขาออกมาใช้ความคิดเห็นที่ต้างจาก รัฐ และ "เหลือง" คือ "แดง.

ณ วันนี้เราต้องฟังให่มากว่าพี่น้องหลากกลุ่มต้องการอะไร คณะกรรมการชุดอาจารย์ ถือเป็นรุ่นที่สอง และอำนาจหน้าที่การทำงานมีมากทีเดียว ประเด็นหลักจึงน่าจะอยู่ที่ว่า จุดยืนของคณะกรรมการของอาจารย์ยืนอยู่ตรงไหน ไม่มีรัฐบาลไหนในโลกที่ได้รับการยอมรับให้ฆ่าประชาชน เหมือนกับบทเรียนที่รัฐเคยกระทำกับพี่น้องมลายู และปอเนาะ ด้วยข้อหาก่อการร้าย ตัวอย่างของอาจารย์ยุกติเรื่องการฆ่าหมู้ชาว รวันดาเป็นกรณีศึกษาของโลก ขอขอบคูนในความกล้าหาญของอาจารย์ยุกติ