วงอภิปรายย้ำเดินหน้าเลือกตั้ง เปรียบ \รัฐประหาร\" ยาสเตียรอยด์แก้ปัญหาได้แค่ช่วงแรก"

ในการอภิปราย “โฉมหน้ารัฐบาลและการเมืองไทยหลังเลือกตั้ง” บก.รายการข่าวทีวีไทย เปรียบรัฐประหาร ยาสเตียรอยด์แก้ปัญหาได้แค่ช่วงแรก นักรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ย้ำต้องเลือกตั้ง แนะคนงานแสดงจุดยืนชัดเจนต่อรัฐประหาร ด้านนักวิชาการเศรษฐศาสตร์เผยไม่คาดหวังจากเลือกตั้ง เพราะไม่มีนโยบายปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจ (19 มิ.ย.54) ที่ห้องประชุม 14 ตุลาฯ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาฯ มีการจัดอภิปรายเรื่อง “โฉมหน้ารัฐบาลและการเมืองไทยหลังเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน \รำลึก 20 ปี ทนง โพธิ์อ่าน\" อดีตวุฒิสมาชิกสายแรงงานและผู้นำแรงงานที่หายตัวไปอย่างลึกลับเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2534 หลังออกมาคัดค้านการยุบเลิกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ และต่อต้านการรัฐประหารของ รสช. เปรียบรัฐประหาร ยาสเตียรอยด์แก้ปัญหาได้แค่ช่วงแรก ก่อเขตต์ จันทเลิศลักษณ์ บรรณาธิการรายการข่าว ทีวีไทย กล่าวว่า ไม่แน่ใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นจุดจบหรือจุดเริ่มของปัญหากันแน่ และไม่รู้ว่ากองทัพจะทำอะไรตามมา อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่า การปฏิวัติที่ผ่านมาเป็นการทำลายประชาธิปไตยที่ชัดเจน พร้อมเปรียบเทียบว่าเป็นเหมือนยาสเตียรอยด์ที่แก้ปัญหาได้ในช่วงแรก แต่ไม่กินมากๆ จะมีผลข้างเคียง และชี้ว่าการรัฐประหารในปี 2549 นั้นทำให้เห็นแล้วว่ารักษาโรคไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงมองว่าวิธีนี้ไม่น่าจะแก้ปัญหาได้ และทำให้ปัญหาใหญ่โตขึ้นอีก ก่อเขตต์ระบุว่า ในโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง ยังมองไม่เห็นแนวโน้มที่ดีที่จะไม่เกิดความขัดแย้ง โดยพรรคที่ถูกคาดว่าน่าจะได้อันดับหนึ่งยังยืนยันว่า ถ้าได้เสียงข้างมากจะมีสิทธิตั้งรัฐบาล และเตือนไม่ให้มือที่มองไม่เห็นหรืออำนาจนอกระบบเข้ามายุ่ง ส่วนพรรคอันดับสองก็ยังระบุว่า ตัวเองมีสิทธิตั้งรัฐบาล หากพรรคอันดับหนึ่งตั้งรัฐบาลไม่ได้ รวมถึงมวลชนที่สนับสนุนพรรคอันดับหนึ่ง ก็บอกว่าต้องเอาคนผิดมาลงโทษ ถามว่าแล้วจะปรองดองกันได้หรือ และหากยิ่งได้เสียงถล่มถลาย ก็เท่ากับแรงกดดันจะมากขึ้น เช่นนี้แล้วจะไปต่ออย่างไร ก่อเขตต์ เสนอว่า ต้องอาศัยช่วงสองสัปดาห์นี้ ทำให้สิ่งที่คาดทุเลาลง โดยเรียกร้องให้พรรคการเมืองที่มีส่วนขัดแย้ง หากมีเจตจำนงที่แท้จริงที่จะยุติความขัดแย้ง ต้องทำหรือไม่ทำอะไรที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นมาอีก ย้ำต้องเลือกตั้ง แนะคนงานแสดงจุดยืนชัดเจนต่อรัฐประหาร ขณะที่ นฤมล ทับจุมพล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ส่วนตัวไม่คิดว่าประชาธิปไตยเท่ากับการเลือกตั้ง โดยมองว่าข้อผิดพลาดของพรรคไทยรักไทยคือ มองว่าเสียงที่เลือกตนมาคืออาณัติสวรรค์ เช่นเดียวกับที่ฝ่ายใช้รถถังมองว่านี่เป็นอาณัติสวรรค์ ซึ่งเธอมองว่าไม่ใช่ทั้งคู่ อย่างไรก็ตาม นฤมลย้ำว่า ประชาธิปไตยไม่มีการเลือกตั้งไม่ได้ เพราะการเลือกตั้งเป็นการแก้ความขัดแย้งแบบไม่ต้องใช้รถถังและไม่ต้องรบกัน ส่วนตัวไม่ว่าจะชอบหรือไม่การเมืองแบบคณิตศาสตร์ ที่มีการคำนวณเสียงจัดตั้งรัฐบาล แต่ในโลกปัจจุบันยังไม่มีวิธีอื่นนอกจากการเมืองแบบนี้ ส่วนตัวจึงยืนยันว่า การเลือกตั้งเป็นทางออกหนึ่งในการแก้ความขัดแย้ง และแม้จะคาดการณ์ได้ว่าพรรคไหนจะได้เป็นรัฐบาล ก็อาจจำเป็นต้องเล่นเกมแบบนี้ เพราะทำให้กระบวนการคลี่คลายความขัดแย้งได้ทำหน้าที่ ทั้งนี้ เธอตั้งข้อสังเกตว่า การเมืองบนถนนปัจจุบัน ไม่ใช่แบบสิบปีที่แล้ว ตอนนี้ไม่มีกฎกติกามารยาทหรือสนใจว่าใครจะรับได้รับไม่ได้ หรือชนชั้นกลางหรือสื่อจะเอาด้วยหรือไม่ เพราะเกิดความรู้สึกว่าการหยุดหรือทำให้ระส่ำระสายมีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งเธอตั้งคำถามว่า จะทำอย่างไรให้เรื่องนี้ศิวิไลซ์ กลับมาอยู่ในร่องในรอย และใช้กลไกทางรัฐสภาได้ ผู้ร่วมเสวนาถามว่าหากทักษิณกลับมาจะทำอย่างไร นฤมลตอบว่า ถ้าอยากกลับก็กลับมา แต่กรณีผิดสัญญาประกันก็ต้องยอมรับ หากบอกว่าไม่ยุติธรรมก็ต้องสู้คดี เธอแนะนำว่า ไม่ควรทำเรื่องธรรมดาให้เป็นข้อยกเว้น หรือทำให้เป็นเรื่องใหญ่มาก อย่างที่บางคนบอกว่าถ้ามาก็ต้องตายกันไปข้าง อย่าไปใช้มาตรการพิเศษแก้ปัญหาเรื่องที่ยังไม่ใช่สถานการณ์พิเศษ สำหรับบทบาทของขบวนการแรงงานไทยต่อสถานการณ์ความขัดแย้งนี้ นฤมลเสนอว่า ต้องกลับไปทำงานสร้างฐานมวลชน รวมถึงแสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่าไม่เอารัฐประหารอีกแล้ว นอกจากนี้ ยังเสนอให้ผู้ใช้แรงงานพูดคุยกันและประกาศท่าทีต่อประเด็นต่างๆ อาทิ ชาตินิยม ค่าจ้างขั้นต่ำ การย้ายฐานการผลิต เพื่อเป็นทางเลือกที่สามด้วย เผยไม่คาดหวังจากเลือกตั้ง เพราะไม่มีนโยบายปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ด้าน ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ รองศาสตราจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า คนที่จะมากุมอำนาจรัฐ เท่าที่พอจะรู้มีแค่สองกลุ่ม กลุ่มที่หนึ่งยังเชื่อในพลังอำนาจของราชการและตามด้วยทุน กลุ่มที่สอง เชื่อในพลังทุนและตามด้วยราชการ ในความคิดของตน นี่จึงไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างชนชั้น ไม่ใช่เรื่องของไพร่กับอำมาตย์ แต่เป็นการต่อสู้ของกลุ่มยุทธศาสตร์ที่ประกอบด้วยกลุ่มชนชั้นหลากหลาย โดยแต่ละกลุ่มมีส่วนผสมตั้งแต่ยอด-รากเหมือนๆ กัน อยู่ที่ว่าจะชูใครขึ้นมา เขากล่าวด้วยว่า ภายใต้การที่สังคมโลกเคลื่อนตัวไปสู่ระบบทุนนิยมเกือบทั้งหมด ในไทย จากปกติที่จะมีการสะสมทุนในภาคเอกชน แต่ขณะนี้ ทุนได้เข้ามากุมอำนาจรัฐ โดยบ้านเราแหล่งทุนที่ใหญ่ที่สุดคืองบประมาณ เพราะฉะนั้นการที่ทุนด้านหนึ่งสะสมทุนด้วยตัวเองจนยิ่งใหญ่ เมื่อเข้าถึงงบประมาณ เท่ากับทุนสองก้อนอยู่ในมือคนกลุ่มเดียว ส่งผลให้คนกลุ่มนี้มีพลานุภาพสูงตามมา ถ้าต้องการปฏิรูป ก็ต้องปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ถ้าไม่ปรับเท่ากับว่า นายจ้างผู้กุมทุนก็จะอยู่เหนือคนงานตลอดไป พ่อค้ามีอำนาจเหนือชาวนา มหาอำนาจเหนือประเทศเล็ก รัฐเหนือประชาชน อย่างไรก็ตาม ณรงค์กล่าวว่า เมื่อไม่มีพรรคใดพูดถึงการปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจ จึงไม่เคยคาดหวังอะไรจากการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะเลือกไป พรรคไหนเข้ามาก็อาศัยพลานุภาพทุนหมด ฉะนั้นมองว่าหลังการเลือกตั้ง ในทิศทางใหญ่ๆ ของการขับเคลื่อนทางสังคมและการเมืองจะไม่มีอะไรเปลี่ยน ยกเว้นนโยบายลูกกวาด ดังนั้น เขาเสนอว่าถ้าวันนี้ยังมีพลังไม่พอ ก็ต้องสะสมพลังไว้แก้ไขปัญหาต่อไป โดย \"นั่งบนภู ดูหมากัดกัน\" ไปก่อน ณรงค์เล่าว่า จากการเคยเป็นที่ปรึกษาพรรคการเมือง 4 พรรค ได้แก่ พรรคไทยรักไทย ประชาธิปัตย์ ความหวังใหม่ และกิจสังคม ไม่มีพรรคไหนสนใจสร้างความเข้มแข็งให้กระบวนการแรงงานเลย ที่หวังทำงานผ่านพรรคการเมืองไม่เป็นจริง นอกจากนั้นผู้นำแรงงานไปอยู่ในพรรค ก็ลืมฐานและถูกมติพรรคจำกัดไว้ พร้อมเสนอด้วยว่า ถ้าจำเป็นต้องเลือกพรรคใด ก็ให้เลือกพรรคเล็กๆ ที่ไม่มีชื่อเสียง เพื่อเป็นการเลือกพรรคเล็กเขกหัวพรรคใหญ่"

Comments

พวกเรามาช่วยกันเรียกร้องคะแนน

พวกเรามาช่วยกันเรียกร้องคะแนนดีให้บัตรเสียของพรรเพื่อไทยอันเกิดจากกลฉ้อฉลของรัฐ ฯ และ กกต. เพราะพวกเขามีเจนตาอำพรางทำให้ดูเสมือนมีพื้นที่ว่างตรงช่องโลโก้พรรคเพื่อไทย และเป็นหลุมพรางให้ผู้ลงคะแนนของพรรคเพื่อไทยเข้าใจผิด และกาตรงช่องว่างนั้น และทำให้เนบัตรเสีย

ประเทศไทยจะติดกับดักทางอำนาจอ

ประเทศไทยจะติดกับดักทางอำนาจอยู่อย่างนี้อีกนาน ตราบใดที่ผู้มีอำนาจตัวจริง ยังคิดว่า การเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีกรรม อย่างหนึ่ง แต่พอจัดการอำนาจบริหารจริงๆ กลับใช้อำนาจเก่าอำนาจโบราณมากำหนดกลไกบริหาร .....เมื่อรูปแบบการใช้อำนาจถูกบิดเบือนจากเจตนารมณ์ของคนส่วนใหญ่ โดยคนส่วนน้อย ที่ยังไม่ยอมปล่อยวางผลประโยชน์ คงยากที่จะแก้ปัญหาได้แบบยั้งยืน ดีสุดก็เท่าที่เห็นนั้นแหละ ......ได้ไม่คุ้มเสีย เพราะแม้จะจัดการปัญหาหนึ่งได้ แต่ก็สร้างปัญหาที่หนักหนาสาหัสกว่าเดิม เข้ามาแทนปัญหาเก่า ......ผู้มีอำนาจลองยอมเป็นผู้เสียสละเพื่อสังคม แล้วปล่อยให้กระบวนการจัดการที่มาแห่งอำนาจ ให้มาจากการมีส่วนร่วมของประชาชนจริงๆ โดยไม่มีการแทรกแซงจากอำนาจอื่น ไม่นานจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ก้าวกระโดดของสังคมไทย ซึ่งเป็นไปในแนวทางอารยะแบบสากล ผลรับคงไม่เลวร้ายอย่างทุกวันนี้

ปรากฏการณ์ที่ผ่านมา

ปรากฏการณ์ที่ผ่านมา พอจะเห็นแววแห่งการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นพอสมควร คนในสังคมกล้าที่จะพูดจะวิจารณ์ถึงสภาพปัญหาที่ฉุดรั้งพัฒนาการของประเทศไม่ให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น แม้จะต้องใช้เวลาบ้าง แต่เชื่อว่าคงไม่นานนัก

ความจริงปรากฏแล้ว........อโหส

ความจริงปรากฏแล้ว........อโหสิให้ฆาตกร 91
ทหารให้ถอยไปจัดระเบียบ..........พัก
โค้งต่อไป นายกหญิงเดินหน้าปรองดอง ฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยเร็ว ผดุงความยุติธรรม

ฟังคำอภิปรายของคนที่ได้ชื่อว่

ฟังคำอภิปรายของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นปัญญาชน จับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่ได้ความอะไร เสียเวลาไปเปล่า ๆ -พรรคการเมืองต่าง ๆ อย่าสร้างความวุ่นวาย -ขอให้ประชาชนไปเลือกตั้ง -ยุส่งให้ไปเลือกพรรคเล็กซะเลย ...โธ่เอ๋ย...กรรมของประชาชน เวรของประเทศไทย ...นี่หรือคือปัญญาชน ..ที่เป็นมันสมองของประเทศ -ที่ประชาชนหวังพึ่งพาอาศัย หวังฝากผีฝากไข้ ยามป่วยช่วยรักษา ฝากอนาคตของประเทศให้กับพวกเปรตปัญญาชนเหล่านี้ได้อย่างไร.

กระบวนการประชาธิปไตยไม่มีหวัง ? กระบวนการยุติธรรมพังพินาศ ? เพราะปัญญาชนบางคนไปยอมสยบรับใช้เผด็จการ.ทำรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ไปสร้างรัฐธรรมนูญ 2550 ตั้งองค์กรพิเศษขึ้นมาเพื่อกำจัดทักษิณ ทำลายระบบพรรคการเมือง ทำลายนักการเมือง ทำลายระบอบประชาธิปไตย ...

คตส.ตลก.รธน.กกต.ปปช.ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาสำหรับนักการเมือง พิจารณาความด้วยหลักนิติธรรม มีความยุติธรรมแล้วหรือ ไปดูเบื้องหลังของ มีชัย-วิษณุ-บวรศักดิ์-แก้วสรร-นาม-สัก-เจิมศักดิ์-วิชา-กล้านรงค์-จรัญ-ชัช-จารุวรรณ-รสนา-สนธิลิ้ม-จำลอง-แล้วอเน็จอนาถใจ

ทำไมม็อบเจ๊กลิ้มลองเหลืองอุจจาระจึงต่อต้านคัดค้านการแก้ไข-ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 ทั้งที่มีข้อบกพร่องมากมาย ขัดต่อหลักนิติธรรม-คุณธรรม-ประชาธิปไตย-เอื้อประโยชน์ให้ตุลาการ -นิรโทษกรรมให้วกเผด็จการคมช. พวกปัญญาชนจึงไม่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ตำหนิติติงพวกม็อบเน่าเหล่านั้น-หรือว่าเป็นพวกเดียวกัน?.

ทำไมพรรคประชาธิปัตย์ ขุนทหาร ม็อบเหลืองลิ้มลอง จึงจ้องคัดค้านต่อต้านการนิรโทษกรรมให้ทักษิณ..ทั้งที่ดูจากคำพิพากษาของศาล ไม่พบว่ามีการทุจริต ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ มตืครม. มติควบคุม กำชับกำกับการดูแลโดยใกล้ชิด ผู้อำนาจบารมีนอกรัฐธรรมนูญ

ทำไมในอดีตที่ผ่านมาจึงมีการนิรโทษกรรมให้คณะกรรมการราษฎร คณะปฏิวัติ คณะรัฐประหาร รสช.คมช. ทั้งที่มีการล้มระบอบสมบูรณาสิทธิราชย์ ล้มรัฐบาล ล้มรัฐสภา ล้มรัฐธรรมนูญ

ทำไมจึงมีการนิรโทษกรรมให้นักศึกษาที่หนีเข้าป่าหลัง 6 ตุลา 19.

ทำไมจึงมีการนิรโทษกรรมให้อทัย บุญเกิด อนันต์

ศอฉ.ขุนทหาร รอนายก นายกที่สั่งให้ทหารสลายชุมนุมที่ผ่านฟ้า ราชประสงค์ ทำให้คนตาย-เจ็บมากมาย ไม่ต่างไปจากปี 19-35 จะต้องรับผิด มีสิทธิ์ได้รับนิรโทษกรรมหรือไม่.หรือต้องรับโทษจากวิบากกรรมที่ได้กระทำ.

ไม่เอารัฐประหารอิกแย้ว .มีรัฐประหารทีใด ประเทศไทยถอยหลังหรือย่ำอยู่กับที่ ทุกทีไป กว่าจะฟื้นขึ้นมาได้..พวกขุนทหารที่ทำรัฐประหารและพวกสุนัขรับใช้ ทั้งนักการเมือง ปัญญาชน ทุจริต คอร์รัปชั่น รวยพุงกาง สะดือปลิ้นไปตาม ๆ กัน.ขณะที่ชาวบ้านยากจนข้นแค้นแสนเข็ญ เหมือนเดิม...

รัฐประหารแก้ปัญหาอะไรไม่ได้สักอย่าง ประชาชนยังไปหลงเชื่อน้ำคำซ้ำซาก..ไอ้พวกห่ารากพรรค์นั้น.

รัฐประหารแก้ปัญหาข้าวยากหมากแพงได้บ้อ

รัฐประหารแก้ปัญหาความยากจนได้ไหม

รัฐประหารแก้ปัญหาความแตกแยก แทรกแซงองค์กรได้ไหม

รัฐประหารแก้ปัญหาภาคใต้ได้ไหม

รัฐประหารแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ไหม

รัฐประหารแก้ปัญหาการทุจริต คอร์รัปชั่นได้ไหม

รัฐประหารแก้ปัญหาการเมืองได้ไหม

รัฐประหารแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้หม

รัฐประหารแก้ปัญหายาเสพติดได้ไหม

รัฐประหารแก้ปัญหาสังคมไหม

รัฐประหารแก้ปัญหาอาชญากรรมได้ไหม

รัฐประหารแก้ปัญหาชายแดนได้ไหม

รัฐประหารแก้ปัญหาการศึกษาได้ไหม.

รัฐประหารแก้ปัญหาอะไรไม่ได้เลย -แล้วจะทำรัฐประหารไปทำไม -เพื่อสำเร็จความใคร่ให้กัยคนบางคน? -เพื่อต้องการยื้อแย่งอำนาจ ?-เพื่อต้องการแย่งผลประโยชน์ ?-เพื่อต้องการกำจัดศัตรูคู่แข่งทาการเมือง การปกครอง?????

รัฐประหารทำลายประชาธิปไตย สร้างความแตกแยกที่มีอยู่ให้เพิ่มมากขึ้น

ฟังเสียงสะท้อน-ความคิดเห็นของประชาชน อย่าอ้างความจงรักภักดีบังหน้า เที่ยวกล่าวหาว่า มีคนดูถูกดูหมิ่นพระราชอำนาจ พูดจาจาบจ้วงล่วงเกินสถาบันฯ แล้วทำรัฐประหารเอประโยชน์ของตนเอง.