ข้อสังเกตสำคัญว่าด้วยโทษและหลักฐานทางคอมพิวเตอร์ คดี 112 'ปิยะ'

คดีของโบรกเกอร์หนุ่มวัย 46 ปี ชื่อ ปิยะ พิพากษาในวันนี้ แม้เขาจะถูกจับกุมภายหลังรัฐประหาร (11 ธ.ค.2557) แต่คดีของเขาก็ขึ้นศาลอาญา เนื่องจากเป็นการกระทำผิดตามการกล่าวหา (โพสต์เฟซบุ๊ก) ก่อนมีคำสั่งคณะรัฐประหารให้คดี 112 ไปขึ้นศาลทหาร ผิดกับอีกหลายคดีที่มีลักษณะเดียวกันที่ถูกดำเนินคดีในศาลทหารแต่แรก และทำให้จำเลยต้องทำเรื่องขอให้โอนคดีมาศาลอาญา เช่น คดีของทอม ดันดี คดีของนักเขียนนามปากกา ‘รุ่งศิลา’ เป็นต้น

แม้จะพิจารณาต่างศาล แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ พวกเขาถูกคุมขังระหว่างต่อสู้คดี ไม่สามารถประกันตัวได้ ถูกคุมตัวนานหลายเดือนบางกรณีเกือบปีกว่าจะเริ่มพิจารณาคดี ศาลทหารนั้นพิจารณาคดี 112 เป็นการลับเป็นปกติ แต่คดีของปิยะศาลอาญาก็มีคำสั่งพิจารณาลับตามที่อัยการร้องขอเช่นกัน

นอกจากนี้สิ่งที่เหมือนกันและเพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก คือ โทษต่อกรรมที่สูงขึ้นของศาอาญา โดยปกติศาลอาญาจะพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้  สมัยปี 2551 คดีดา ตอร์ปิโดลงโทษจำคุก 6 ปี ต่อ 1 กรรม จนกระทั่งถึงคดีอำพล หรือ อากง SMS ในปี 2555 ลงโทษจำคุก 5 ปีต่อ 1 กรรม และกรณีหลังจากนั้นก็จะเห็นมาตรฐานของโทษจำคุก 5 ปีเรื่อยมา ต่างไปจากนี้มีให้เห็นน้อยมาก

ในขณะที่ศาลทหารนั้นพิพากษาคดีนี้โดยลงโทษสูงสุดถึง 10 ปีต่อ 1 กรรม เช่น คดีของพงษ์ศักดิ์ หรือ แซม พาร์ คดีของเธียรสุธรรม หรือใหญ่ แดงเดือด คดีของคฑาวุธ ดีเจชื่อดัง หรือจำเลยหลายคนในเครือข่ายบรรพต นอกจากนี้ก็ยังมีลงโทษจำคุก 9 ปี ในคดีของสมศักดิ์ บก.ไทยอีนิวส์ หรือลงโทษจำคุก 3 ปีก็เคยมี 1 กรณีในคดีโอภาส คดีเขียนผนังห้องน้ำห้างดัง

รายละเอียดคำพิพากษา คดีปิยะ อ่านที่ http://freedom.ilaw.or.th/th/case/645#progress_of_case


ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ (แฟ้มภาพ)

หลังคำพิพากษา ประชาไทพูดคุยกับยิ่งชีพ อัชฌานนท์ นักกฎหมายจากโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ไอลอว์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ติดตามคดีเกี่ยวกับเสรีภาพการแสดงออกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะคดีตามมาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มาหลายปี เพื่อวิเคราะห์ผลคำพิพากษาและสอบถามถึงพยานหลักฐาน โดยเฉพาะหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในคดีนี้ คดีที่ถูกกล่าวหาจากการใช้โซเชียลมีเดียซึ่งประชาชนไทยใช้กันหลายสิบล้านคนอย่างเฟซบุ๊ก

ประชาไท: การพิจารณาปิดลับในศาลอาญาเพิ่มขึ้นไหมในช่วงหลัง คาดว่าเป็นเพราะอะไร

ยิ่งชีพ: ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร แต่ช่วงประมาณหนึ่งปีมานี้ คดีที่จำเลยปฏิเสธและจะมีการสืบพยานกันศาลสั่งลับแทบทุกคดี เท่าที่นึกออกมีคดีชาญวิทย์ (ศาลจังหวัดนนทบุรี) คดีเดียวที่ไม่สั่งลับ ขณะที่ก่อนรัฐประหาร คดีส่วนใหญ่ไม่สั่งลับ จะสั่งลับแค่ 4-5 คดีเท่าที่มีบันทึกไว้

ประชาไท: โทษครั้งนี้ของศาลอาญาต่างไปจากเดิมใช่หรือไม่ คาดว่าเพราะอะไร

ก่อนหน้านี้ในคดีมาตรา 112 ที่ศาลอาญาตัดสินว่าจำเลยมีความผิด จะกำหนดโทษจำคุกจำเลย 5 ปี ต่อการกระทำ 1 กรรม เช่น คดีเจ้าสาวหมาป่า http://freedom.ilaw.or.th/th/case/558, คดี "ธเนศ" http://freedom.ilaw.or.th/case/614, คดีอัครเดช http://freedom.ilaw.or.th/th/case/577 และศาลนนทบุรีเพิ่งพิพากษาจำคุกชาญวิทย์ 6 ปี เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2558 http://freedom.ilaw.or.th/th/case/660 การกำหนดโทษจำคุกในคดีของปิยะ 9 ปีต่อการกระทำ 1 กรรม จึงเป็นสถิติสูงสุดของโทษในคดีมาตรา 112 ที่ตัดสินโดยศาลพลเรือนจากการบันทึกข้อมูลของไอลอว์

แต่เป็นเพราะอะไรนั้นไม่รู้ครับ

ประชาไท: หลักฐานที่ใช้ในคดีนี้เป็นอย่างไร โดยเฉพาะหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์

ยิ่งชีพ: คดีนี้ไม่มีทั้งหมายเลขไอพีแอดเดรส และตรวจคอมพิวเตอร์แล้วไม่เจออะไรเลย จึงถือว่าหลักฐานอ่อนมาก มีเพียงภาพถ่ายหน้าจอคอมพิวเตอร์ซึ่งผ่านการตัดต่อเอามารวมกันแล้วเท่านั้น หมายเลขไอพีและร่องรอยการตรวจคอมพิวเตอร์เป็นหลักฐานสำคัญที่ใช้ระบุตัวจำเลยในคดีที่ผ่านๆ มา เช่น คดีของธันฐวุฒิ คดีคธา เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีพยานบุคคลที่ศาลให้น้ำหนักและยกมาเป็นเหตุลงโทษจำเลยคือ อัจฉริยะ เขาเป็นคนมีอคติ ไม่น่าเชื่อถือ สังเกตจากที่เขาทำชมรมฯ ซึ่งทำหน้าที่ติดตามคดีหมิ่น ระหว่างเบิกความเขายังกล้าบอกว่าตั้งใจจะยกพวกไปกระทืบจำเลย แต่ศาลไม่ได้บันทึกคำนี้

คดีนี้พยานปากอื่นๆ และพนักงานสอบสวนไม่มีใครเคยเห็นโพสต์ต้นฉบับจากเฟซบุ๊กที่ชื่อนายพงศธร บันทอนเลย เคยเห็นแต่ภาพที่แคปเจอร์และแชร์ต่อๆ กันมาเท่านั้น ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้เท่ากับไม่มีพยานที่ยืนยันได้ว่ามีการกระทำผิดตามฟ้องเกิดขึ้นจริง อัจฉริยะเป็นพยานคนเดียวในคดีนี้ที่บอกว่าเคยเห็นโพสต์ต้นฉบับ แต่หลักฐานที่เขาปริ๊นท์ไปแจ้งความก็ไม่ใช่ภาพต้นฉบับ แต่เป็นภาพตัดต่อเอาหลายภาพมารวมกันและมีการแชร์กันในเฟซบุ๊ก เป็นภาพเดียวกับทีคนอื่นเห็นนั่นเอง