ศาลตัดสินคุก 2 ปี คดีเมาแล้วขับชนนักปั่นเสียชีวิต 3 ราย ที่เชียงใหม่

คดีเมาแล้วขับชนนักปั่นเสียชีวิต 3 ราย บนถนนเชียงใหม่-ดอยสะเก็ดเมื่อปี 58 ล่าสุดศาลตัดสินว่าแม้จำเลยจะบวชชี-ขอขมาญาติ รวมถึงชดใช้แก่ทายาทผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิต แต่เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างจึงจำคุก 4 ปี ยึดใบขับขี่ รับสารภาพลดเหลือ 2 ปี และจ่ายค่าเสียหายทางแพ่ง 2 ล้าน ด้านชมรมจักรยานและทายาทผู้เสียชีวิตอุทธรณ์ต่อเพราะเห็นว่าลงโทษเบา

กลุ่มนักปั่นจักรยานสมัครเล่น 15 ชมรมใน จ.เชียงใหม่ รวมตัวปั่นจักรยานไว้อาลัยแด่ผู้เสียชีวิตทั้ง 3 ราย จากเหตุเมาแล้วขับเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2558 (ที่มา: แฟ้มภาพ/สำนักประชาสัมพันธ์เขต 3 เชียงใหม่)

คดีอุบัติเหตุที่ น.ส.ภัทร์ชุดา อายุ 24 ปี นักศึกษาสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ ดื่มสุราและขับรถยนต์โตโยต้า ยาริส สีเทาดำ เฉี่ยวชนนักปั่นจักรยานสมาชิกชมรมจักรยานเสือสันทราย เสียชีวิตบนทางหลวงหมายเลข 118 ถนนเชียงใหม่-ดอยสะเก็ด หมู่ 4 ตำบลตลาดขวัญ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2558 โดยมีผู้เสียชีวิต 3 ราย คือนายพงษ์เทพ คำแก้ว อายุ 41 ปี นายสมาน กันธา อายุ 63 ปี นายชัยรัตน์ ย่องลั่น อายุ 65 ปี และมีผู้บาดเจ็บ 2 ราย

ล่าสุดที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีดำที่ 2952/2558 ที่พนักงานอัยการและทายาทเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส. ภัทร์ชุดา จำเลย ฐานความผิดกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และบาดเจ็บสาหัส และได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 มาตรา 300 และมาตรา 390 และความผิด พ.ร.บ.จราจรทางบก 2522 มาตรา 403 อนุ 2 มาตรา 157 มาตรา 1607

โดยในรายงานของไทยรัฐ ศาลพิเคราะห์จากพยานหลักฐานพบว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยมีปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย 67 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือว่าเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ที่กฎหมายกำหนด และแม้ว่าจำเลยจะเป็นนักศึกษา แต่จำเลยยังขับรถยนต์โดยประมาท ไม่อยู่ในช่องทางที่กฎหมายกำหนดไว้

ในชั้นสืบพยาน แม้ว่าจำเลยจะบวชชีและขอขมาต่อญาติผู้เสียชีวิตและวางเงินบางส่วนให้กับทายาทผู้เสียชีวิต รวมถึงบริษัทประกันภัยรถยนต์ของจำเลยจะได้ชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้ได้รับบาดเจ็บและทายาทผู้เสียชีวิตไปบางส่วนแล้วก็ตาม (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง) ศาลเห็นว่าเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างของสังคม จึงพิพากษาลงโทษจำเลยตามความผิดข้างต้นเป็นเวลา 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงเหลือ 2 ปี และให้ยึดใบขับขี่จำเลย

ส่วนการฟ้องทางแพ่งเรียกค่าเสียหายของโจทก์ บางรายศาลพิพากษาไม่เหมือนกัน เช่นคำร้องของโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ศาลยกคำร้อง แต่ของโจทก์ร่วมที่ 3 ศาลสั่งให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 1,720,000 บาท (หนึ่งล้านเจ็ดแสนบาทหมื่นบาท) และโจทก์ร่วมที่ 4-5 ศาลพิพากษาให้โจทย์ชดใช้ทางแพ่งเป็นเงิน 435,000 บาท (สี่แสนสามหมื่นห้าพันบาท)

ภายหลังคำพิพากษามีรายงานใน rider.in.th ระบุว่า ว่าทนายความของจำเลยดำเนินการเรื่องขอประกันตัวเพื่อต่อสู้คดีในชั้นศาลอุทธรณ์ต่อไป

ขณะที่นายกวิน ชุติมา กรรมการชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าทางชมรมร่วมกับ มูลนิธิเมาไม่ขับ และ สสส. เข้ามาช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ โดยหลังจากมีคำพิพากษาทางชมรมและทายาทผู้เสียชีวิตจะยื่นอุทธรณ์ต่อไป เพราะเห็นว่าคำพิพากษาน่าจะมีโทษที่รุนแรงกว่านี้ เพื่อป้องปรามคนที่เมาสุราแล้วขับรถ