กสม. แจงเงินของ 'ชัยภูมิ' มาจากธุรกิจกาแฟ จี้ผบช.ภาค 5 หากมีหลักฐานก็เปิดต่อสังคม

กสม.ลงพื้นที่ วิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมชาวลาหู่ ระบุเงินมาจากการทำธุรกิจกาแฟเพื่อสุขภาพ ทำให้บัญชีมีเงินเข้ามาบ่อยๆ แต่ไม่ถึงหลักหมื่น ชี้ ผบช.ภาค 5 หากมีหลักฐานก็ขอให้เปิดเผยข้อมูลต่อสังคม

อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและการเมืองพร้อมด้วย เตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านสถานะบุคคล สิทธิกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ลงพื้นที่บ้านของชัยภูมิ หลังมีผู้ร้องเรียน (ที่มาภาพ เว็บไซต์ กสม.)

26 มี.ค.2560 สืบเนื่องจากเหตุการณ์ทหารวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมชาวลาหู่ เมื่อวันที่ 17 มี.ค. ที่ผ่านมา มีข้อสงสัยเกี่ยวกับพฤติการณ์การเสียชีวิตของชัยภูมิจากทั้งทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร รวมไปถึงพยานในเหตุการณ์หลายปาก (อ่านที่นี่)

ซึ่งเมื่อวันที่ 22 มี.ค.ทีผ่านมา เดลินิวส์ รายงานคำแถลงของผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พล.ต.ท.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผบช.ภ.5 ตอบโต้กระแสในโซเชียลเน็ตเวิร์ก โดย ผบช.ภ.5 ระบุตอนหนึ่งว่า ชัยภูมิ ผู้ตายทุกคนบอกว่าเรียนอยู่ม.4 อายุ 17 ปี แต่ในบัตรประจำตัวที่เราพบเกิด 2539 อายุ 21 ปี กลุ่มโลกโชลเซียลก็พยายามโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐให้เห็นว่ากระทำต่อเด็ก แต่ความจริงเขาอายุ 21 แล้ว อีกทั้งเส้นทางการเงินของ ชัยภูมิ ก็ไม่ธรรมดา มีเงินจำนวนมากโอนเข้าทุกอาทิตย์ ซื้อรถเงินสด ไม่มีการโอน รถดังกล่าวเป็นของนางแสงหล้า ผู้ต้องหาคนสำคัญในคดีค้ายาเสพติดที่กำลังหลบหนีอยู่ในพื้นที่ อีกทั้ง ชัยภูมิ ก่อนตาย 1 วันก็พาสาว 4 คนพร้อมเพื่อนชาย 1 คนไปเลี้ยงเที่ยว กินใช้จ่ายเงินหนาตลอดเวลา ถามว่าเด็กอายุขนาดนี้ ไม่มีงานทำ พ่อเสียชีวิต แม่สติไม่สมประกอบ ไม่มีงานทำ พี่ชายก็เป็นผู้ค้ายาเสพติดรายสำคัญมีชื่อในบัญชีดำ เด็กอายุขนาดนี้เอาเงินที่ไหนมาใช้จ่ายแบบฟุ่มเฟือย แม้ฉากหน้าจะเป็นนักอนุรักษ์ และอื่นๆ แต่หลังฉากก็เป็นอีกอย่าง อยากให้ทุกคนได้เห็นความจริง ชัยภูมิ นั้นเคยถูกตำรวจล่อซื้อยา มีหลักฐานครบทุกอย่างแต่หลบหนีการจับกุมไปได้ และในคดีนั้นทางตำรวจกำลังรวบรวมพยานหลักฐานและกำลังจะออกหมายจับอยู่แล้ว โลกโชเชียลทุกอย่างใช่จะเป็นความจริงเสม อขอให้ประชาชนเสพสื่อออนไลน์แบบมีสติ ให้ความเป็นธรรมต่อเจ้าหน้าที่ด้วย

ขณะที่วานนี้ (25 มี.ค.60) อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและการเมืองพร้อมด้วย เตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านสถานะบุคคล สิทธิกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ลงพื้นที่บ้านของชัยภูมิ หลังมีผู้ร้องเรียน โดยข่าวสดออนไลน์ รายงาน ความเห็นของ เตือนใจ ซึ่ง เตือนใจ เปิดเผยหลังลงพื้นที่ว่า จากการพูดคุยกับผู้ใหญ่บ้าน ทราบว่าชัยภูมิ เป็นเด็กกตัญญูต่อแม่ พ่อเลิกไปตั้งแต่เด็ก ตอนนี้ก็หาเงินมาให้พ่อเลี้ยงกับแม่ เด็กมีพรสวรรค์ แต่งเพลงทำกิจกรรม ต้องการให้เด็กลาหู่ห่างไกลยาเสพติด และรักความเป็นลาหู่ และสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่พิสูจน์มาไม่น้อยกว่า 5 ปี เสียดายที่ถูกวิสามัญ ในฐานะอนุกก.สิทธิ์ฯ ด้านชาติพันธ์ อยากให้สังคมไทยให้ความเป็นธรรม ไม่มองเหมารวมว่าคนชาติพันธุ์ต้องเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ในแต่สังคมก็มีคนดีและคนไม่ดี ชัยภูมิพยายามทำให้เห็นว่าเยาวชนต้องไกลจากยาเสพติด

เตือนใจ กล่าวอีกว่า ข้อมูลที่ได้ พบว่า ชัยภูมิ ทำธุรกิจกาแฟเพื่อสุขภาพ ร่วมกับพี่ที่อุปการะเขา ดังนั้นบัญชีของเขาจะมีเงินเข้ามาบ่อยๆ แต่ไม่ถึงหลักหมื่น เป็นแค่หลักพัน เป็นรายได้จากการขายกาแฟ แต่ถ้าผบช.ภาค 5 มีหลักฐานก็ขอให้เปิดเผยข้อมูลต่อสังคม ส่วนเรื่องระเบิดคนในพืนที่ก็ไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน ดังนั้นเรื่องเอาระเบิดไปปาคงไม่น่าถูกต้อง