จาตุรนต์ ฉายแสง:คดียึดทรัพย์ รัฐประหาร ตุลาการภิวัตน์ กับบรรทัดฐานที่สังคมไทยยังต้องการคำตอบ

 “กรณีการแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตนี้
ได้มีการร้องคัดค้านต่อศาลรัฐธรรมนูญมาแล้ว
ทั้งในสาระของกฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง
และศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่า
ทั้งหมดทุกประเด็นชอบด้วยกฎหมาย
และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน

รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ว่าการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นที่สุด
และย่อมมีผลผูกพันศาลและองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญด้วย

การที่ศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
นำเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไปแล้วขึ้นมาพิจารณาอีก
และวินิจฉัยไปในทางตรงข้าม
จึงไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ…” 

 0 0 0


ก่อนการตัดสินคดียึดทรัพย์ ผมได้คาดการณ์ว่าทรัพย์สินทั้ง 76,000 ล้านคงถูกยึดทั้งหมด โดยผมได้บอกไว้ด้วยว่าที่ผ่านมาผมมักทายการเมืองแม่น แต่ครั้งนี้ผมอยากให้ทายผิด และถ้าทายผิดผมก็จะดีใจ

ผลการตัดสินออกมา ปรากฏว่าผมทายผิด แต่ผมกลับไม่ได้ดีใจ ซ้ำร้ายยังรู้สึกสลดใจอย่างยิ่งด้วย

ที่ว่าทายผิดนั้นฟังเผินๆก็อาจจะเข้าใจไปได้ว่าเพราะมีการยึดทรัพย์ไม่หมดทั้ง76,000 ล้าน

แต่ในความเห็นของผมนั้น ที่ทายผิดคือ จากผลของคำพิพากษา ในที่สุดจะมีการยึดทรัพย์มากกว่า 76,000 ล้านอีกมาก นอกจากนั้นยังจะมีคดีร้ายแรงตามมาอีกหลายคดีดังที่ปรากฏเป็นข่าวไปบ้างแล้วด้วย

ก่อนการตัดสินคดีนี้ ผมได้เสนอความเห็นต่อคดีนี้และเรื่องที่เกี่ยวกับคดีนี้ไปบ้างแล้ว หลังการตัดสินคดี ผมเห็นว่าผลการตัดสินคดีนี้ได้เสนอปัญหาสำคัญๆ เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญและระบบยุติธรรมของประเทศ ในฐานะที่ผมสนใจที่จะผลักดันให้มีการแก้รัฐธรรมนูญและปฏิรูประบบยุติธรรม ผมจึงเห็นว่าควรเสนอความคิดเห็นเพื่อให้สังคมไทยได้ร่วมกันพิจารณาต่อไป

ผมคงไม่อยู่ในวิสัยที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในรายละเอียด และคิดว่าถ้าให้ทำหน้าที่อย่างนั้นคงไม่เป็นประโยชน์เท่าใดนัก ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้สันทัดกรณีจะดีกว่า

สิ่งที่ผมคิดว่าจะทำประโยชน์ได้มากกว่าก็คือ การหยิบประเด็นใหญ่ๆ ที่เห็นว่ามีประเด็นที่สังคมไทยควรจะได้นำมาศึกษาทำความเข้าใจกันอย่างจริงจังต่อไป โดยเฉพาะคำถามในเชิงหลักการและเชิงระบบของสังคมไทยอยู่หลายประการ ที่หากไม่ทำความเข้าใจและหาหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องให้ได้แล้ว ก็อาจเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทยต่อไปอีกยาวนาน ประเด็นที่สำคัญมีดังต่อไปนี้ 
 

๑.การรัฐประหารและกลไกที่คณะรัฐประหารตั้งขึ้นเป็นทางออกสำหรับการแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นหรือไม่
หากไม่มีการรัฐประหาร ไม่มีประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 และไม่มีการตั้ง คตส.ที่มีอำนาจอย่างนี้ ย่อมไม่อาจมีการพิจารณาคดีอย่างที่เกิดขึ้นไปแล้วได้

ดูจากคำพิพากษาในตอนท้ายก็จะเห็นว่า คำวินิจฉัยให้ยึดทรัพย์นั้นไม่ได้อาศัย พ.ร.บ.ป.ป.ช.อย่างเดียว แต่อาศัยประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 ด้วย

คดียึดทรัพย์จึงเป็นผลต่อเนื่องจากการรัฐประหารและการออกคำสั่งของคณะรัฐประหาร

ผู้ที่ยืนยันความจริงในข้อนี้ได้อย่างดีก็คือรัฐมนตรีวาการกระทรวงการคลังคนปัจจุบันนั่นเอง ที่ออกมารำพึงว่า “วันนี้สิ่งที่ผมคิดคือ ถ้าไม่มีการปฏิวัติในปี 49 และไม่มี คตส. เราจะเห็นความยุติธรรมปรากฏในคดีนี้หรือไม่”

เพียงแต่ว่าท่านถึงกับเห็นการรัฐประหารและการตั้ง คตส.เป็นเรื่องดีงาม เหมือนกับการ “เห็นกงจักรเป็นดอกบัว” ไป

คตส.ตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบความผิดของบุคคลคณะเดียวเป็นการเฉพาะ คือคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลก่อนการยึดอำนาจเท่านั้น และยังประกอบด้วยบุคคลหลายคนที่วางตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ถูกกล่าวหาอย่างโจ่งแจ้ง เป็นการขัดต่อหลักนิติธรรมอย่างยิ่ง คตส.ทำหน้าที่เป็นทั้งพนักงานสอบสวนและอัยการได้พร้อมๆกัน ซึ่งไม่เป็นไปตามระบบกฎหมายปรกติของประเทศ และยังสามารถดำเนินการโดยไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายวิธีพิจารณาความตามปรกติ

คตส.กระทำการโดยไม่ต้องเกรงกลัวต่อการกระทำผิดกฎหมายก็เพราะได้รับการคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญมาตรา 309 ซึ่งบัญญัติว่าการกระทำใดๆ ขององค์กรอย่างคตส.เป็นการกระทำที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น

เมี่อ คตส.มีที่มาที่ไม่ถูกต้องชอบธรรมและยังดำเนินการในลักษณะที่ไม่ชอบธรรมด้วย แม้คดีนี้จะตัดสินโดยศาลที่ไม่ได้มาจากคณะรัฐประหาร แต่เมื่อคดีเกิดขึ้นได้ก็เนื่องจากมีการรัฐประหาร และคณะรัฐประหารก็ยังได้แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมด้วยการออกคำสั่งที่ไม่ชอบธรรมด้วยแล้ว ความชอบธรรมในการพิจารณาตัดสินคดีนี้จึงได้รับความกระทบกระเทือนไปด้วย

การแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นที่อาศัยการรัฐประหารเป็นจุดเริ่มต้น จึงไม่อาจเป็นที่ยอมรับของประชาชนส่วนใหญ่ได้ 
 

๒. ปัญหาหลักการเกี่ยวกับการแบ่งแยกอำนาจและการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ
เรื่องที่คตส.กล่าวหาว่าดร.ทักษิณเอื้อประโยชน์และทำให้รัฐเสียหายนั้นมีอยู่ 5 เรื่องด้วยกัน มีอยู่ 2 เรื่องที่ คตส.เห็นว่าเป็นเรื่องที่ทำไปโดย ครม.ที่มี ดร.ทักษิณเป็นหัวหน้า คือเรื่องการแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตและการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ประเทศพม่า ส่วนอีก 3 เรื่องเป็นเรื่องที่ไม่ได้ทำโดยครม. แต่ คตส.เห็นว่า ดร.ทักษิณในฐานะหัวหน้ารัฐบาลย่อมมีอำนาจมากพอที่จะไปสั่งการให้เกิดการกระทำเหล่านั้นขึ้นได้

เรื่องทั้ง 5 เรื่องมีลักษณะคล้ายกันอยู่บางประการคือ ทุกเรื่องเป็นการกล่าวหาว่าเอื้อประโยชน์หรือทำให้รัฐเสียหาย ทั้งๆที่ไม่มีการทำผิดกฎหมาย

การออกมาตรการต่างๆตามที่ถูกกล่าวหานั้นเป็นการดำเนินงานของคณะรัฐมนตรีบ้าง คณะกรรมการของทางราชการบ้าง หรือคณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจบ้าง การดำเนินการต่างๆนั้นเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ที่มีกฎหมายรองรับให้กระทำได้

การออกมาตรการต่างๆของรัฐที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของรัฐ เอกชนและประชาชนนั้น จะทำอย่างไรจึงจะดีย่อมมีความเห็นแตกต่างกันได้เสมอ เมื่อผู้รับผิดชอบดำเนินการไปโดยเห็นว่าดี อาจมีคนส่วนหนึ่งเห็นว่าไม่ดีก็ได้

ปัญหามีว่าเมื่อมีคนเห็นว่าไม่ดีแล้ว อย่างไรจึงถึงขั้นที่จะลงโทษผู้รับผิดชอบได้ หากเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่นออกมาตรการไปทั้งๆที่กฎหมายไม่อนุญาตให้ทำได้ ฝ่าฝืนกฎหมายหรือละเว้นที่จะปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด ผู้ที่กระทำผิดกฎหมายเหล่านั้นย่อมต้องถูกดำเนินคดีและถูกลงโทษ

ผู้ที่ควรทำหน้าที่ในการตัดสินลงโทษคือศาลยุติธรรม

แต่ถ้าการดำเนินการนั้นไม่ผิดกฎหมาย การพิจารณาว่าการดำเนินการอย่างไรดีหรือดี จะใช้มาตรการหนึ่งๆให้เป็นประโยชน์ต่อรัฐหรือเอกชนหรือประชาชนอย่างไรจึงจะดี ย่อมเป็นปัญหานโยบาย ที่ฝ่ายบริหารจะต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภาและประชาชน

คำถามในเชิงระบบก็คือ ฝ่ายตุลาการพึงเข้ามาเป็นผู้ตัดสินในทางนโยบายมากน้อยเพียงใด นี่ก็คือปัญหาหลักการเกี่ยวกับการแบ่งแยกอำนาจ ระหว่างอธิปไตย 3 ฝ่าย

ในบรรดาเรื่องทั้ง 5 เรื่องนั้น เรื่องที่ควรกล่าวถึงเป็นพิเศษคือเรื่องการแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต

เรื่องนี้เป็นข้อกล่าวหาที่สำคัญที่สุดในบรรดาข้อกล่าวหาทั้ง 5 ข้อ และเป็นเรื่องที่มีปัญหาในเชิงหลักการและเชิงระบบที่ใหญ่ที่สุดด้วย

ผมจะไม่ลงในรายละเอียด แต่ในฐานะที่อยู่ใน ครม.ที่ออกกฎหมายนั้นด้วย ก็พอทราบถึงเหตุผลและความเป็นมาพอเล่าสู่กันฟังได้บ้าง

ความจริงแล้วการแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตไม่ได้เป็นความริเริ่มของครม.ทักษิณหรือตัวดร.ทักษิณเลย เรื่องนี้มีความเป็นมามาตั้งแต่ปี 2539 ที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีสมาชิกองค์การการค้าโลกหรือ WTO ทำให้ประเทศไทยต้องเปิดเสรีโทรคมนาคม ในปี 2540 สมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จึงได้มีแผนแม่บทพัฒนากิจการโทรคมนาคมขึ้น โดยได้รับอนุมัติจาก ครม. ตามแผนดังกล่าวนี้มีหลักอยู่ 3 ประการคือ

๑). ต้องยกเลิกการผูกขาดขององค์การโทรศัพท์และการสื่อสารแห่งประเทศไทย

๒). จัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อกำกับดูแลกิจการโทรคมนามคม

๓). ต้องแปรรูป กสท.และทศท.เป็นบริษัทมหาชน เพื่อที่จะนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ โดยรัฐบาลจะถือหุ้นเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือถือโดยประชาชน

แผนนี้ได้มีการดำเนินการต่อเนื่องโดยรัฐบาลต่อๆ มา และจากหลักการ 3 ประการข้างต้นนี้เอง จึงเป็นที่มาของการแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต

รัฐวิสาหกิจจำนวนมากได้รับผลประโยชน์จากสัมปทานซึ่งเกิดขึ้นได้จากความเป็นองค์กรของรัฐและใช้อำนาจตามกฎหมาย เมื่อจะเปลี่ยนเป็นบริษัทมหาชน ซึ่งมีเอกชนและประชาชนเข้ามาร่วมเป็นเจ้าของ จึงมีปัญหาต้องพิจารณาว่าผลประโยชน์จากสัมปทานนั้นควรยกให้ประชาชนผู้ถือหุ้นเข้ามาร่วมเป็นเจ้าของทั้งหมดและตลอดไปหรือไม่ ข้อสรุปที่ดีสำหรับเรื่องนี้ก็คือ ผลประโยชน์ที่เกิดจากการอาศัยความเป็นรัฐไม่ควรติดตามองค์กรไปด้วยทั้งหมด จนเป็นประโยชน์แก่เฉพาะผู้ร่วมเป็นเจ้าของบริษัทมหาชนเท่านั้น 

ในกรณีการแปรรูป ทศท. ภาษีสรรพสามิตจึงเป็นทางออก ทางออกที่เห็นร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ จำนวนมากที่ประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญทางด้านการคลัง การโทรคมนาคม และด้านอื่นๆ  

ไม่ว่าใครเป็นนายกรัฐมนตรีก็ย่อมต้องใช้วิธีเดียวกัน 

เมื่อมีการออกกฎหมายภาษีสรรพสามิตแล้ว ก็ได้มีการออกมติครม.เพื่อให้ผู้ประกอบการทุกเจ้าสามารถนำเอาภาษีสรรพสามิตไปหักออกจากค่าสัมปทานได้ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ คือให้รัฐมีรายได้ในรูปของภาษีสรรพสามิต โดยผู้ประกอบการจ่ายเท่าเดิม 

วิธีนี้ความจริงแล้วทำให้รัฐมีรายได้มากกว่าการคงรายได้ในรูปสัมปทานไว้ทั้งหมดด้วยซ้ำ เพราะในแต่ละปี ทศท.ส่งเงินรายได้เข้าคลังแต่เพียงส่วนน้อยเท่านั้น ในขณะที่ทุกบาททุกสตางค์จากภาษีสรรพสามิตเป็นรายได้เข้าคลังทั้งหมด

ข้อกล่าวหามีว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ริเริ่มให้มีการออกกฎหมายสรรพสามิต แล้วให้นำภาษีสรรพสามิตไปหักออกจากค่าสัมปทานตามข้อตกลงในสัญญาสัมปทานนั้นเป็นการใช้อำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรีโดยไม่สุจริต แทรกแซงองค์กรอิสระ กีดกันผู้ประกอบการในกิจการโทรคมนาคมรายใหม่ และเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัท เอไอเอส

ข้อกล่าวหาทั้งหมดนี้ ถ้าจะอธิบายในแต่ละประเด็น ก็สามารถทำได้ไม่ยาก แต่คงไม่มีประโยชน์มากนัก ที่ควรกล่าวถึงมากกว่าและสำคัญอย่างยิ่งก็คือ ประเด็นข้อกล่าวหาเหล่านี้ไม่ใช่ประเด็นใหม่ แต่เป็นประเด็นที่ได้มีการหยิบยกขึ้นมาคัดค้านการออกกฎหมายสรรพสามิต และการออกมาตรการยอมให้นำภาษีสรรพสามิตไปหักจากส่วนแบ่งรายได้มาก่อนแล้ว

หลังจากการออกกฎหมายและมาตรการดังกล่าว สส.ฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภาจำนวนหนึ่งได้ยื่นเรื่องคัดค้านในประเด็นเดียวกันนี้ต่อศาลรัฐธรรมนูญมาแล้ว

ผลปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าการออกกฎหมายและมาตรการดังกล่าวเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย และเป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน หักล้างข้อกล่าวหาเดียวกันนี้มาแล้วในทุกประเด็น

ผมได้นำข้อเปรียบเทียบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกับคำวินิจฉัยศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาไว้ด้วยแล้ว (เอกสารแนบ ๑)

ปัญหาจึงมีต่อไปว่าเมื่อศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้ดังกล่าวแล้ว เหตุใดศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจึงยังสามารถนำประเด็นเดียวกันมาพิจารณาใหม่ได้ จนนำไปสู่ข้อสรุปว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำการทุจริตตามข้อกล่าวหา เป็นการเอื้อประโยชน์ ทำให้รัฐเสียหาย และทำให้มีทรัพย์สินมากขึ้นผิดปรกติ ร่ำรวยผิดปรกติ และต้องถูกยึดทรัพย์ในที่สุด

นี่เป็นปัญหาเชิงหลักการว่าด้วยการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ และเป็นปัญหาเชิงระบบว่าด้วยการแบ่งแยกขอบเขตอำนาจหน้าที่และการถ่วงดุลกันของอำนาจอธิปไตยทั้งสาม

การแบ่งแยกอำนาจหน้าที่ออกเป็นฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการนั้น เป็นหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย คู่กับความเป็นนิติรัฐ ยึดหลักนิติธรรม แตกต่างจากระบอบการปกครองที่ให้รัฐบาลอยู่เหนือกฎหมาย เป็นกฎหมายเสียเอง หรือทำหน้าที่ตัดสินคดีความได้เองด้วย

ในการแบ่งแยกอำนาจนี้ให้ฝายบริหารบริหารบ้านเมืองไปแต่ต้องไม่ทำผิดกฎหมาย จะลงโทษใครก็ต้องใช้กฎหมายที่เขียนขึ้นโดยชอบ คือโดยความเห็นชอบของประชาชนส่วนใหญ่ นั่นคือต้องมีฝ่ายนิติบัญญัติที่มาจากประชาชนมาทำหน้าที่ในการออกกฎหมาย โดยทั่วไปแล้วก็มักกำหนดให้ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติสามารถเสนอกฎหมายได้ แต่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติที่จะเห็นชอบให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ได้

การจะให้ทุกคนทุกฝ่ายปฏิบัติตามกฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติได้บัญญัติไว้เป็นหน้าที่ของศาล

หากฝ่ายบริหารก็ดี หรือฝ่ายนิติบัญญัติก็ดีทำผิดกฎหมาย ศาลย่อมมีหน้าที่ลงโทษได้

ตราบใดที่กฎหมายที่ออกไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ การออกกฎหมายใหม่ย่อมสามารถแก้กฎหมายที่มีอยู่แล้วเสียอย่างไรก็ได้ การออกกฎหมายให้มีเนื้อหาสาระอย่างหนึ่งอย่างใดจึงไม่อาจเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายไปได้

หากมีผู้เห็นว่ากฎหมายที่ออกนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญก็สามารถร้องคัดค้านต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ในกรณีเช่นนี้ผู้ที่มีอำนาจวินิจฉัยก็คือศาลรัฐธรรมนูญ

แต่ศาลอื่นจะพิจารณาว่าการเสนอกฎหมายของฝ่ายบริหารและการเห็นชอบให้ออกกฎหมายของรัฐสภาเป็นการกระทำผิดกฎหมายหรือไม่ จึงไม่อาจกระทำได้

ยิ่งจะพิจารณาว่าการออกกฎหมายนั้นดีหรือไม่ เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติหรือไม่ยิ่งไม่ได้ เพราะนั่นเป็นปัญหานโยบายที่รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบต่อสภาและประชาชน

กรณีการแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตนี้ ได้มีการร้องคัดค้านต่อศาลรัฐธรรมนูญมาแล้ว ทั้งในสาระของกฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง และศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่าทั้งหมดทุกประเด็นชอบด้วยกฎหมาย และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน

รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ว่าการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นที่สุด และย่อมมีผลผูกพันศาลและองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญด้วย

การที่ศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนำเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไปแล้วขึ้นมาพิจารณาอีก และวินิจฉัยไปในทางตรงข้าม จึงไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ 
 

๓.ปัญหาการคุ้มครองกรรมสิทธิ์เอกชนจากการยึดเป็นของรัฐ
ทรัพย์สินที่ถูกยึดในครั้งนี้เป็นเงินในบัญชีในธนาคารอย่างถูกต้องตามกฎหมายในชื่อของลูกๆและน้องของดร.ทักษิณ บุคคลเหล่านี้ไม่ได้เป็นข้าราชการการเมือง ไม่มีกฎหมายให้ยึดทรัพย์บุคคลเหล่านี้ได้ จะยึดได้ก็ต่อเมื่อเงินเหล่านี้เป็นของดร.ทักษิณเอง

คตส.กล่าวหาว่าเงินนี้มาจากการขายหุ้น หุ้นที่ คตส.เห็นว่าเป็นของ ดร.ทักษิณ

หุ้นเหล่านี้เดิมเป็นของ ดร.ทักษิณและภรรยาจริง

แต่เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดว่ารัฐมนตรีจะถือหุ้นของบริษัทเกินกว่าจำนวนที่กำหนดไม่ได้ หรือจะถือหุ้นของบริษัทที่มีสัมปทานกับรัฐก็ไม่ได้ รัฐมนตรีคนใดมีหุ้นดังกล่าวอยู่ก่อนเข้ารับตำแหน่งจึงต้องขายหรือโอนให้ผู้อื่นไปเสีย ดร.ทักษิณจึงได้โอนหุ้นที่มีอยู่ให้ลูกและน้องไปก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่ง

ข้อกล่าวหาเรื่องโอนหุ้นแบบอำพราง ถือหุ้นแทนกัน ซุกหุ้น ปกปิดทรัพย์สิน จึงเข้ามาตรงนี้

เมื่อถือว่า ดร.ทักษิณเป็นเจ้าของหุ้นตัวจริง ก็สามารถโยงไปยังเรื่องเอื้อประโยชน์ ทำให้รัฐเสียหาย มีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นผิดปรกติ ร่ำรวยผิดปรกติ และดังนั้นจึงยึดทรัพย์ได้

หุ้นเป็นของใครและเงินในธนาคารเป็นของใครจึงเป็นประเด็นสำคัญเป็นอันดับแรก

คตส.กล่าวหาว่าการโอนหุ้นเป็นการโอนแบบอำพรางไม่ได้โอนจริง เหตุผลสำคัญคือ การที่ ดร.ทักษิณโอนหุ้นให้ลูกนั้นซื้อขายกันในราคาถูกกว่าปรกติ เมื่อลูกรับหุ้นมาแล้วก็ไม่แสดงความเป็นเจ้าของ นานๆ จะเข้าประชุมผู้ถือหุ้นครั้งหนึ่ง เวลาขายหุ้นให้เทมาเส็ค เทมาเส็คก็ไม่ได้ติดต่อกับลูกผู้มีชื่อเป็นเจ้าของหุ้น แต่กลับไปติดต่อกับลุงคือนายบรรณพจน์แทนเป็นต้น

ข้อกล่าวหาเหล่านี้มีน้ำหนักพอที่จะถือว่าหุ้นเหล่านี้ยังคงเป็นของ ดร.ทักษิณอยู่หรือไม่

ดร.ทักษิณโอนหุ้นให้ลูกที่บรรลุนิติภาวะแล้วและน้อง ซึ่งรัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามไว้

เมื่อกฎหมายอนุญาตให้โอนให้ลูกได้ การจะดูว่าซื้อขายกันในราคาเท่าไร ถูกหรือแพงผิดปรกติหรือไม่ ย่อมไม่สามารถใช้บรรทัดฐานอย่างปรกติได้ เพราะพ่ออาจจะให้ลูกเปล่าๆ ก็ยังได้

ส่วนการที่มีหุ้นแล้ว นานๆ จะเข้าประชุมครั้งหนึ่งก็เป็นเรื่องวิธีการดูแลธุรกิจของแต่ละคนที่อาจเลือกใช้วิธีอย่างไรก็ได้ ไม่ใช่เรื่องผิดปรกติ

ยิ่งเวลาขาย เทมาเส็คไม่ได้ติดต่อกับเจ้าของหุ้นเอง แต่กลับไปติดต่อกับลุง ก็ยิ่งไม่ใช่เรื่องผิดปรกติที่ลูกคนหนึ่งจะไว้ใจผู้ที่เป็นพี่ชายของแม่ตนเองให้ช่วยคิดและตัดสินใจแทนตนได้

ข้อกล่าวหาดังกล่าวจึงไม่อาจทำให้หุ้นที่โอนให้ลูกไปแล้วอย่างถูกต้องสมบูรณ์ตามกฎหมายกลับมาเป็นของพ่อไปได้

ตลอดระยะเวลาก่อนการขายหุ้น หุ้นนี้ไม่ใช่ทรัพย์สินของ ดร.ทักษิณ แต่เป็นของน้องและลูกอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ เมื่อขายแล้วได้เงินมา ก็ไม่ได้อยู่ในบัญชีธนาคารในชื่อของ ดร.ทักษิณ แต่อยู่ในบัญชีของน้องและลูก

ทรัพย์สินทั้งหมดจึงเป็นกรรมสิทธิ์โดยชอบด้วยกฎหมายของน้องและลูกของ ดร.ทักษิณ

การที่ศาลตัดสินตามข้อกล่าวหาของ คตส.ว่าทรัพย์สินยังเป็นของ ดร.ทักษิณ เพราะฉะนั้นจึงให้ยึดทรัพย์สินนั้นได้ มีคำถามใหญ่ๆ ตามมาอีกมากเช่น

ประเทศไทยเป็นประเทศเสรี รัฐธรรมนูญทุกฉบับรับรองกรรมสิทธิ์เอกชน ไม่อนุญาตให้รัฐยึดทรัพย์สินของเอกชนมาเป็นของรัฐได้ หากจะเวนคืนก็ต้องชดใช้ จะริบก็ต้องเกิดจากการกระทำผิดกฎหมายของเจ้าของกรรมสิทธิ์นั้น

แต่ถ้ามองจากของลูกและน้องของดร.ทักษิณซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินตามกฎหมายอยู่ ก็จะเกิดคำถามว่าทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของคนๆหนึ่งอย่างถูกต้องตามกฎหมายอาจตกเป็นของผู้อื่นไปได้ด้วยเหตุใดบ้าง และทรัพย์สินเอกชนจะถูกยึดเป็นของรัฐได้ด้วยเหตุใดบ้าง

จากกรณีที่เกิดขึ้น มีคำถามว่า การที่คนๆ หนึ่งได้ทรัพย์สินเป็นหุ้นมาด้วยการซื้ออย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีการจดทะเบียนอย่างถูกต้องเปิดเผยในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อขายให้ผู้อื่นก็ทำสัญญาด้วยตนเองเป็นนิติกรรมที่ถูกต้องตามกฎหมาย และต่อมาก็ได้ฝากเงินไว้กับธนาคารพาณิชย์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย สัญญานิติกรรมที่ถูกต้องในระบบของตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทยและในระบบธนาคารพาณิชย์ของประเทศไทย ไม่อาจปกป้องทรัพย์สินของผู้ที่ไม่ได้ทำผิดกฎหมายใดๆ ไม่ให้ทรัพย์สินเหล่านั้นต้องตกเป็นของรัฐเนื่องจากการกระทำผิดของผู้อื่นได้เลยหรือ

ในกรณีเดียวกันนี้ เมื่อมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์แล้ว ยังมีปัญหาเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่น่าสนใจตามมาอีกคือ ทรัพย์สินที่เหลือจากการยึดทรัพย์เป็นของใคร

ในเมื่อศาลเห็นว่าทรัพย์สินเป็นของ ดร.ทักษิณจึงสั่งให้ยึดได้ ทรัพย์สินที่เหลือจากการยึดก็ต้องเป็นของ ดร.ทักษิณ แต่ทำไมกระทรวงการคลังสั่งให้ยึดทรัพย์สินที่เหลือไว้เพื่อให้ลูกของ ดร.ทักษิณใช้ชำระภาษีจากการขายหุ้น

แสดงว่ากระทรวงการคลังยังถือว่า ทรัพย์สินที่เหลือไม่ใช่ของ ดร.ทักษิณ แต่เป็นของลูก โดยดูว่าเงินอยู่ในบัญชีใครก็เป็นของคนนั้น

เท่ากับว่ารัฐกำลังตีความแต่ในทางที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐ โดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายที่เกิดกับเอกชนและความยุติธรรมเลย

ความไม่ชัดเจนในเรื่องกรรมสิทธิ์เช่นนี้อาจมีผลให้เจ้าของเงินไม่ได้เงินคืนไปได้ง่ายๆ ต้องรอไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถูกอายัด หรือยึดทรัพย์จากกรณีอื่นๆ อีกก็เป็นได้ 
 

๔.จะคำนวณจำนวนทรัพย์สินที่เพิ่มมากขึ้นผิดปรกติอย่างไร
ผมได้วิจารณ์ทฤษฎีวัวกินหญ้าไว้แล้วว่าเป็นความคิดที่เลอะเทอะที่สุด ทฤษฎีนี้ดูจะไม่เป็นที่ยอมรับ และในที่สุดทรัพย์สินก็ถูกยึดไปบางส่วน ไม่ใช่ทั้งหมด

เนื่องจากกรณีที่ถูกกล่าวหาเกิดขึ้นในระหว่างที่ทรัพย์สินอยู่ในรูปของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อจะคำนวณว่าควรยึดเท่าไรและควรคืนให้เท่าไรจึงใช้ราคาหลักทรัพย์เป็นเกณฑ์ในการคำนวณ โดยใช้วันที่ผู้ถูกกล่าวหาเริ่มดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นเส้นแบ่ง

นี่เท่ากับถือว่ามูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดนับแต่วันที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นนายกรัฐมนตรีจนถึงวันที่มีการซื้อขายหุ้นเป็นการเพิ่มขึ้นโดยผิดปรกติทั้งหมด

แต่มูลค่าหุ้นขึ้นมาก จากสาเหตุอะไรแน่ และจะคำนวณกันอย่างไร

หุ้นของบริษัทต่างๆ ส่วนใหญ่ก็ขึ้นลงตามดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ จากวันที่ผู้ถูกกล่าวหาเริ่มดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจนถึงวันที่ขายหุ้น ก็ปรากฏว่ามูลค่าหุ้นของบริษัทใหญ่ๆในตลาดหลักทรัพย์ก็ขึ้นตามดัชนีตลาดหลักทรัพย์กันทั้งนั้น

การจะคิดว่ามูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้นเป็นเพราะมีการออกมาตรการต่างๆเท่านั้นจึงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

เหตุใดจึงไม่มีการคำนวณว่ามาตรการหนึ่งๆ ทำให้มูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนเท่าใด

นอกจากนี้ยังมีคำถามต่อไปได้อีกว่า เหตุใดจึงไม่ใช้วันที่เริ่มออกมาตรการเป็นเส้นแบ่งแทนที่จะใช้วันเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจตีความได้ว่าเป็นการถือว่าการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของผู้ถูกกล่าวหาตั้งแต่ต้นจนวันที่ขายหุ้น ล้วนเป็นเหตุให้ทรัพย์สินมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นทั้งสิ้น

ลำพังการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเท่านั้นย่อมไม่สามารถถือเป็นเหตุของการมีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นผิดปรกติได้

เมื่อดูข้อเท็จจริงเกี่ยวกับราคาหุ้นในวันที่ออกมาตรการต่างๆแล้ว ก็จะยิ่งเห็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างมาก คือในวันที่ออกมาตรการ 2 - 3 มาตรการแรกๆ นั้น ปรากฏว่าราคาหุ้นของบริษัทชินคอร์ปฯ กลับต่ำกว่าวันที่ผู้ถูกกล่าวหาเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มิได้สูงขึ้นอย่างที่อาจมีความเข้าใจกัน

นี่อาจเป็นสาเหตุที่ไม่อาจใช้วันที่ออกมาตรการเป็นเส้นแบ่ง เพราะถ้าใช้วันเหล่านั้น มูลค่าหุ้นที่กลับลดลงก็จะขัดแย้งกับข้อสรุปที่ว่ามาตรการต่างๆนั้นเป็นสาเหตุให้มีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้น

เรื่องนี้จึงจะเป็นปัญหาต่อไปว่าในกรณีที่มีการกล่าวหาว่าทรัพย์สินที่อยู่ในรูปของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เพิ่มมากขึ้นผิดปรกตินั้น จะคำนวณกันอย่างไรจึงจะเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

คดียึดทรัพย์นี้เป็นคดีประวัติศาสตร์ที่จะมีผู้คนจำนวนมากศึกษาและวิพากษ์วิจารณ์กันไปอีกนาน ผมหวังว่าความเห็นดังที่ได้เสนอมานี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจคดีนี้ โดยเฉพาะผู้ที่สนใจปัญหาจากการรัฐประหาร ปัญหาจากกระบวนการตุลาการภิวัตน์ และผู้ที่ต้องการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย และปฏิรูประบบยุติธรรมให้มีความยุติธรรมอย่างแท้จริง คงจะนำไปใช้ประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในทางสร้างสรรค์ต่อไปได้บ้างตามสมควร 
 

0 0 0
 
 
ข้อมูลประกอบ เอกสารแนบ 1

ลำดับ
คำวินิจฉัยศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
1
  หลักการและเหตุผลที่ผู้ถูกกล่าวหากับคณะรัฐมนตรีดำเนินการ เป็นเรื่องที่ขัดแย้งกันอยู่ในตัว เพราะการที่รัฐมนตรีในสมัยนั้นตรา พ.ร.ก.เพิ่มเติม พ.ร.บ. พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2546 และ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 พ.ศ.2546 ย่อมเป็นเหตุผลที่แสดงว่า ประสงค์จะหารายได้เข้ารัฐ แต่การที่คณะรัฐมนตรีชุดนั้นยอมให้ภาคเอกชนที่ประกอบธุรกิจในด้านกิจการโทรคมนาคม ซึ่งเสียภาษีสรรพสามิต สามารถนำภาษีที่ชำระให้แก่กรมสรรพสามิตไปหักออกจากค่าสัมปทานที่ต้องชำระให้แก่หน่วยงานของรัฐได้ จึงขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ในการตรา พ.ร.บ. ทั้งสองฉบับดังกล่าวอย่างชัดเจน
 ศาลรัฐธรรมนูญที่ 32/2548 ( หน้า 23 ) ได้มีคำวินิจฉัยดังนี้ “ การยอมให้นำภาษีสรรพสามิตไปหักจากส่วนแบ่งรายได้ดังกล่าว จึงมิใช่เป็นการเรียกเก็บค่าตอบแทนหรือค่าธรรมเนียมการอนุญาตการใช้คลื่นความถี่และการประกอบกิจการโทรคมนาคมแต่อย่างใด คงเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวที่ป้องกันมิให้เกิดผลกระทบต่อราคาค่าบริการโทรคมนาคมที่มีราคาสูงอันเกิดจากภาระภาษีสรรพสามิตที่ผู้ประกอบการผลักให้ผู้ใช้บริการเท่านั้น ในฐานะที่เป็นรัฐบาลจึงต้องคุ้มครองประชาชนที่เป็นผู้ใช้บริการ ในขณะเดียวกันรัฐก็ต้องคุ้มครองประโยชน์สาธารณะคือ รายได้จากการเก็นภาษีดังกล่าวด้วย ทั้งนี้หากรัฐบาลเห็นว่า นโยบายดังกล่าวหมดความจำเป็นแล้ว ก็สามารถยกเลิกหรือแก้ไขประกาศกระทรวงการคลังฉบับดังกล่าวได้เช่นกัน”
2
   หากคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กระทรวงการคลังออกประกาศกระทรวงการคลังเพิ่มอัตราภาษีให้สูงขึ้นร้อยละ 25 บริษัท เอไอเอส ซึ่งเสียภาษีแล้วก็สามารถนำไปหักออกจากค่าสัมปทานที่ต้องชำระแก่ ทศท.ได้ แต่ ทศท. จะไม่ได้รับประโยชน์จากค่าสัมปทานเลย เพราะต้องนำไปหักเป็นค่าภาษีสรรพสามิตจนหมดสิ้น หากกรณีเป็นเช่นนี้ย่อมเห็นได้ชัดเจนว่าบริษัทเอไอเอส ไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตเลย เพราะเอาค่าสัมปทานที่ ทศท. ได้รับไปหักออกจากภาษีจนครบถ้วน แต่ถ้า ทศท. ประสงค์จะขอใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมจาก กทช. ทศท. ย่อมต้องเสียภาษีสรรพสามิตในอัตราร้อยละ 25 มติคณะรัฐมนตรีที่ออกมาในลักษณะเช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อสถานะและความมั่นคงของ ทศท. อย่างรุนแรง
 ส่วนผู้ประกอบธุรกิจให้บริการโทรศัพท์รายใหม่ซึ่งจากต้องเสียค่าธรรมเนียมและค่าบริการในกิจการโทรคมนาคมให้แก่ กทช.แล้ว ยังต้องเสียภาษีสรรพสามิตอีกด้วย ทั้งที่ประกอบการธุรกิจรายใหม่ยังไม่มีลูกค้าเลย หรือมีลูกค้าน้อยกว่าบริษัทเอไอเอส ซึ่งครองตลาดอยู่ก่อนแล้ว การที่ผู้ประกอบการรายใหม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต กับค่าธรรมเนียมและค่าบริการในกิจการโทรคมนาคม ให้แก่ กทช. ซึ่งเป็นต้นทุนในการดำเนินการที่สูงกว่าบริษัทเอไอเอส อย่างมากทั้งที่ยังไม่มีลูกค้าเลยหรือมีลูกค้าน้อยกว่าบริษัทเอไอเอส จึงเป็นการยากที่ผู้ประกอบการรายใหม่จะเกิดขึ้นได้
 ศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 32 / 2548 (หน้า 24) ได้มีคำวินิจฉัยดังนี้
 “ การยอมให้มีการหักภาษีสรรพสามิตออกจากส่วนแบ่งรายได้ที่บริษัทเอกชนต้องจ่ายให้รัฐโดยผ่าน ทศท. และ กสท. ซึ่งเป็นคู่สัญญาเดิม เนื่องจากปัจจุบันหน่วยงานทั้งสองได้แปรรูปเป็น บริษัทมหาชน จำกัด แล้ว รายได้ที่เป็นส่วนแบ่งรายได้ที่เป็นค่าใช้ประโยชน์จากสัมปทานซึ่งเคยส่งมอบให้รัฐ ก็จะตกเป็นของผู้ถือหุ้น การที่รัฐกำหนดให้เก็บภาษีสรรพสามิตในกิจการโทรคมนาคม โดยให้หักจากส่วนแบ่งรายได้ที่ผู้ประกอบการรายเก่าต้องจ่าย ย่อมทำให้รัฐยังคงได้รับรายได้ในส่วนนี้ต่อไป โดยแปลงส่วนแบ่งรายได้บางส่วนเป็นภาษีสรรพาสามิต และมิใช่เป็นการแปลงหรือแก้ไขสัญญาสัมปทานแต่อย่างใด เพราะผู้ประกอบการรายเก่ายังคงต้องเสียค่าส่วนแบ่งรายได้เท่าเดิมเป็นไปตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ
3
 ผู้ถูกกล่าวหาได้ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ในการตรา พ.ร.ก. ทั้ง 2 ฉบับและออกประกาศกระทรวงการคลังรวมทั้งมีมติคณะรัฐมนตรีให้นำภาษีสรรพสามิตหักออกจากค่าสัมปธานซึ่งเป็นการกีดกันผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายใหม่ การกระทำอันเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ป จนเป็นเหตุให้รัฐได้รับความเสียหาย
 ศาลรัฐธรรมนูญที่ 32 / 2548 (หน้า 31) ได้มีวินิจฉัยประเด็นนี้ดังนี้
 “ การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตดังกล่าวมิได้มีวัตถุประสงค์ที่จะแทรกแซงเสรีภาพในการประกอบอาชีพหรือการแข่งขันโดยเสรี แต่อย่างใด แต่เป็นเพียงมาตรการของรัฐ ในการจัดหารายได้อันมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ แม้ว่าการยอมให้ผู้ประกอบการรายเก่าสามารถนำภาษีสรรพสามิตไปหักจากส่วนแบ่งรายได้ในขณะที่ผู้ประกอบการรายใหม่ไม่สามารถกระทำได้นั้น ซึ่งอาจทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน อันนำไปสู่การผูกขาดในการประกอบการ เมื่อผู้ประกอบการรายเก่าเสียค่าใช้ประโยชน์ในกิจการโทรคมนาคมในรูปส่วนแบ่งรายได้ให้รัฐและยังต้องเสียภาษีสรรพสามิตอีก ในขณะที่ผู้ประกอบการรายใหม่เสียค่าใช้ประโยชน์ในรูปภาษีสรรพสามิตเพียงอย่างเดียวอาจเกิดความไม่เป็นธรรม ซึ่งตามหลักของการบริหารภาษีที่ดีที่ว่าจะต้องจัดเก็บเสมอภาคและเป็นธรรม รัฐจึงยอมให้ผู้ประกอบการรายเก่าหักเงินที่จะต้องสียภาษีสรรพสามิตออกจากส่วนแบ่งรายได้ เพื่อรักษาความเป็นธรรมในการแข่งขัน
4
การกระทำอันเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ป จนเป็นเหตุให้รัฐได้รับความเสียหายเมื่อข้อเท็จจริงได้ความดังนี้ รูปคดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการลิดรอนอำนาจของ กทช. หรือไม่อีกต่อไป
 ศาลรัฐธรรมนูญที่ 32 / 2548 ( หน้า 22 ) ได้มีคำวินิจฉัยประเด็นนี้ดังนี้
 “การใช้อำนาจของรัฐในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากการประกอบกิจการโทรคมนาคมตามพระราชกำหนดนี้ มิได้เป็นการก้าวล่วงการใช้อำนาจของ กทช. ที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้เป็นองค์กรที่มีหน้าที่ตาม มาตรา 40 ไว้เป็นการเฉพาะ เนื่องจากการจัดเก็บภาษีสรรพาสามิตตามพระราชกำหนด มิได้เป็นเงื่อนไขหรือองค์ประกอบที่สำคัญในการกำหนดโครงสร้างอัตราค่าธรรมเนียม และค่าบริการของผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการ และไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะบังคับใช้เพื่อการกำกับกิจการโทรคมนาคม
กทช.ยังคงมีอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายทุกประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจในการกำหนดค่าตอบแทน หรือค่าธรรมเนียมการอนุญาตใช้คลื่นความถี่และการประกอบกิจการโทรคมนาคม หรือกำหนดโครงสร้างอัตราค่าธรรมเนียมและค่าบริการในกิจการโทรคมนาคม
 ดังนั้น การจัดเก็บภาษีสรรพาสามิตตามพระราชกำหนดนี้จึงเป็นการใช้อำนาจของรัฐบาลตามที่กฎหมายด้านภาษีกำหนดไว้ โดยไม่เป็นการใช้อำนาจที่ซ้ำซ้อนหรือเป็นการแทรกแซงการใช้อำนาจของ กทช.แต่อย่างใด
 ข้อวินิจฉัยของศาลฎีกาที่ว่า “การกระทำอันเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ป จนเป็นเหตุให้รัฐได้รับความเสียหาย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความดังนี้ รูปคดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการลิดรอนอำนาจของ กทช. หรือไม่อีกต่อไป” นั้น ศาลฎีกาย่อมไม่มีอำนาจวินิจฉัยเพราะคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเป็นเด็ดขาดย่อมมีผลผูกพันศาล และองค์กรอื่นของรัฐตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 268 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 216
 

Comments

ครับ ก็นี่แหละตุลาการภิวก

ครับ ก็นี่แหละตุลาการภิวก ที่ไอ้ธีรยุทธ มันยุแยงตะแคงให้เกิด แล้วมันก็หายหัวไปเฉยเลย ไม่เห็นมันจะคิดจะแสดงความรับผิดชอบอะไรเลย ครับผม

ต้องขอขอบคุณเว็บประชาไท

ต้องขอขอบคุณเว็บประชาไท สื่อบางสำนัก และคุณจาตุรนต์
ที่ทำให้ประชาชนในระดับรากหญ้าชาวบ้านอย่างเราๆ
ได้รับรู้ข้อมูลในอีกแง่มุมหนึ่ง
เพื่อจะได้นำมาวิเคราะห์หาข้อเท็จจริง
ว่าสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ พันธมิตรและคตส กล่าวหาทักษิณนั้นมันจริงเท็จอย่างไร

ไม่ว่าจะมีกลุ่มบุคคลกี่สี ไม่ว่าจะสีเหลือง สีฟ้า สีน้ำเงิน สีเขียว และสีแดง
แต่ดูเหมือนว่าทุกสีต่างก็รุมประณามว่ามีเพียงสีแดงสีเดียวเท่านั้นที่ช่างชั่วช้าทำให้บ้านเมืองเกิดกลียุค
เพราะทำเพื่อทักษิณเพียงคนเดียว

จะมีซักกี่คนที่คิดด้วยใจเป็นธรรมว่าบางคนที่เข้าร่วมชุมนุมกับเสื้อแดงเพราะ...
พวกเขาเกลียดการได้ซึ่งอำนาจของประชาธิปัตย์ที่ไม่มีความสง่าผ่าเผย
พวกเขาเกลียดการทำรัฐประหาร เกลียดการปล้นอำนาจไปจากประชาชนแบบหน้าด้านๆ
แล้วอ้างว่าทำเพื่อรักษาประชาธิปไตย
มันจะรักษาความเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไรในเมื่อวิธีการที่ได้มานั้นมันมาจากยึดอำนาจของทหาร

อาวุธทำลายอำมาตย์

อาวุธทำลายอำมาตย์ (Versionใหม่)
ก่อนที่จะเริ่มงานใหญ่ ประชาชนจะใช้อะไรเป็นอาวุธที่ไม่ผิดกฎหมาย อาวุธที่จะทำลายอำมาตย์และเครือข่ายได้เฉียบขาดของประชาชนคือการรวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเท่านั้น ความสมัครสมานสามัคคีมีมากเท่าใดย่อมมีพลังอำนาจมากทวีคุณ งานยากจะเป็นงานง่าย งานหนักจะเป็นงานเบา และประชาชนจะได้อาวุธที่มีอณุภาพร้ายทำลายอำมาตย์และเครือข่ายได้อย่างไม่ผิดกฎหมาย ไม่ต้องมีใครต้องตกเป็นผู้ต้องหา และไม่ต้องขอใครไปประกันใคร

วิธี ต้องทดลองใช้กับงานขนาดเล็กๆก่อนเป็นการซักซ้อมให้แต่ละคนเข้าใจอย่างถ่องแท้ เพราะการต่อสู้ต้องมีผลแพ้และชนะ เมื่อต้องการจะเป็นฝ่ายชนะที่ประชาชนไม่เคยได้ การฝึกฝนจนเกิดทักษะในการใช้
อดีตประชาชนมือเปล่าไม่อาจล้มรัฐบาลได้ แต่ปัจจุบันถ้าประชาชนรู้จักลำดับใช้อำนาจของประชาชนจะเป็นอาวุธที่สามารถเปลี่ยนแปลงการปกครองได้อย่างสงบ อะไรควรใช้ วิธีรณรงค์ อะไรควรใช้วิธีประชาวิจารณ์ อะไรควรใช้วิธีประชามติ ทั้งสามวิธีเป็นอาวุธต่างระดับของประชาชน อยู่ที่ว่าจะใช้อย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพ ล้ม ล้าง ทำลายเป้าหมายของประชาชนได้ดังใจ การร่วมแรงร่วมใจเป็น มติประชาคมเท่านั้นจึงจะทำให้ประชาชนเป็นฝ่ายชนะ
การทดลองใช้กับงานในลำดับรองๆผลการชนะจะทำให้เกิดความมั่นใจในวงกว้าง เกิดความฮึกเหิม หรือถ้าไม่อาจสามารถทำอะไรได้ก็จะได้รู้ว่าถ้าต้องการชนะ ประชาชนต้องแก้ไขปัญหาที่เป็นจุดอ่อนคืออะไร อย่างไร?

เป้าหมายล้มอำมาตย์เป็นงานใหญ่ เมื่ออำมาตย์แทรกอำนาจในโครงสร้าง เป้าหมายที่จะทำลายได้คือการแก้ไขที่โครงสร้าง ด้วยการใช้ มติประชาคม จะเป็นชัยชนะที่จะอยู่ในใจของทุกคนตราบนานเท่านาน ว่าการเรียกร้องประชาธิปไตยของคนไทยรุ่นใหม่ใช้นวัตกรรมใหม่ ใช้ภูมิปัญญา หล่อหลอมเป็นอาวุธ สามารถนำพาการเปลี่ยนผ่านอย่างสันติตามวิถีประชาธิปไตย โดยไม่มีใครต้องมาล้มตาย หรือบาดเจ็บเพราะอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่างกันระหว่างอำตยาธิปไตยนิยมกับประชาธิปไตยนิยม เราจะนิยมในอุดมการณ์ไหน เราก็ต่าง เป็นคนไทยด้วยกัน
งานทดสอบทดสอบพลังด้วยการรณรงค์ เลิกใช้บริการ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ทุกสาขา ซึ่งเป็นหนึ่งสถาบันการเงินที่สนับสนุนกลุ่มอำมาตย์ ถ้าประชาชนทำได้ชัยชนะลำดับอื่นไม่ไกลเกินกำลัง การล้มกลุ่มอำมาตย์จึงมีวิธีเดียวที่พวกเขาเกรงกลัว ความสามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มติประชาคม คืออาวุธของประชาชน พ่อไม่ต้องทิ้งงาน แม่ไม่ต้องหยุดขายของ เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยก็ไม่ลำบากใจมติเลิกใช้บริการธนาคารจะมีพลังกระเทือนถึงราคาหุ้น ทำลายทักษิณด้วยกรณีขายหุ้น ดาบแรกคืนสนองที่สะใจยิ่งกว่าการจะเผา เมื่อผู้ใช้บริการทั้งหลายคือประชาชน กิจการอยู่ได้ด้วยประชาชน แต่กลับร่วมทำร้ายประชาชน ร่วมทำร้ายระบอบการปกครอง ถึงเวลาประชาชนต้องให้บทเรียนแก่พวกเขาเป็นการโต้ตอบ ถ้าไม่มีคนใช้บริการเขาก็อยู่ไม่ได้ เริ่มที่ตัวเราก่อน อย่าลืมนี่คือดาบแรก จากนั้นในวาระการเลือกตั้งที่จะมาถึงมติประชาคมเสนอให้มีมติยกเลิกรัฐธรรมนูญ50 พรรคการเมืองไหนสนองประชาชนจะเลือกเป็นดาบที่สอง นี่คือดาบอาญาสิทธิ์คืนสนองของประชาชนต่อมือที่มองเห็น

ต้องขอขอบคุณ..คุณจาตุรนต์

ต้องขอขอบคุณ..คุณจาตุรนต์ ฉายแสง อีกครั้งที่ออกมาวิพากษ์อย่างสร้างสรรค์กับกระบวนการศาลเตี้ยที่ตัดสินคดีทีไร มีบทวิพากษ์อยู่เนืองนิตย์ เหล่าสาวกก็ออกมามารับลูกเป็นทิวแถว ทักษิณโกง ทักษิณทุจริต ยึดทรัพย์เหมาะสมแล้ว ดีแล้ว โดยจริตไม่มีมุมมองจรรโลงโลกที่ยุติธรรมอย่างจาตุรนต์เลย อย่างนี้ต้องโห่ฮานานหน่อย บ้านเมืองนี้ก็แปลกความเห็นทำไมมันแตกต่างกันยังฟ้า กะดิน....เป็นกำลังใจให้พรรคสีแดงครับ..นำความยุติธรรมคืนสู่สังคมไทย โดยมีจาตุรนต์เป็นนายก.

Love Thaksin

[quote=Love Thaksin]ต้องขอขอบคุณเว็บประชาไท สื่อบางสำนัก และคุณจาตุรนต์
ที่ทำให้ประชาชนในระดับรากหญ้าชาวบ้านอย่างเราๆ
ได้รับรู้ข้อมูลในอีกแง่มุมหนึ่ง
เพื่อจะได้นำมาวิเคราะห์หาข้อเท็จจริง
ว่าสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ พันธมิตรและคตส กล่าวหาทักษิณนั้นมันจริงเท็จอย่างไร

ไม่ว่าจะมีกลุ่มบุคคลกี่สี ไม่ว่าจะสีเหลือง สีฟ้า สีน้ำเงิน สีเขียว และสีแดง
แต่ดูเหมือนว่าทุกสีต่างก็รุมประณามว่ามีเพียงสีแดงสีเดียวเท่านั้นที่ช่างชั่วช้าทำให้บ้านเมืองเกิดกลียุค
เพราะทำเพื่อทักษิณเพียงคนเดียว

จะมีซักกี่คนที่คิดด้วยใจเป็นธรรมว่าบางคนที่เข้าร่วมชุมนุมกับเสื้อแดงเพราะ...
พวกเขาเกลียดการได้ซึ่งอำนาจของประชาธิปัตย์ที่ไม่มีความสง่าผ่าเผย
พวกเขาเกลียดการทำรัฐประหาร เกลียดการปล้นอำนาจไปจากประชาชนแบบหน้าด้านๆ
แล้วอ้างว่าทำเพื่อรักษาประชาธิปไตย
มันจะรักษาความเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไรในเมื่อวิธีการที่ได้มานั้นมันมาจากยึดอำนาจของทหาร[/quote]

การชุมนุมของเสื้อแดงหากทำโดยเพื่อประชาธิปไตยเเล้วไม่มีใครขัดขวาง เเต่สิ่งที่เเดงฝ่ายเลวกระทำชาวบ้านเขารับไม่ได้ดูอย่างไรก็เเค่อุ้งโจรเบ้าน เหตุฉะนี้อย่าหวังเลยจะได้มวลชน

รัฐธรรมนูญในระบบประชาธิปไตย!!

รัฐธรรมนูญในระบบประชาธิปไตย!!!
ผู้กระทำการรัฐประหาร ปฎิวัติโค้นอำนาจการปกครอง และยึดทรัพย์ผู้อื่น (ก็มันผิดถึงนิรโทษกรรมให้ตนเอง) เรียก
ว่า "โจร"

ส่วนผู้ปกครองที่มาโดยถูกต้องตามระบบประชาธิปไตย (หากทุจริต ก็มีระบบตัวสอบโดยรัฐสภา) เรียกว่า "ผู้เสียหาย หรือผู้ถูกกระทำ"

แล้วตุลาการ ไปรับรองการกระทำของ "ไอ้โจรกบฎ "ว่าถูกต้อง มันก็คือ ต่อให้เสียข้างมาท่วมถ้นอย่างไร มันก็คือตุลาการผู้สนับสนุนโจรกบฎนั้นเอง!!!

แล้วจะให้ประชาชนในระบบประชาธิปไตย ยอมรับได้อย่างไร???

รัฐธรรมนูญในระบบประชาธิปไตย!!

รัฐธรรมนูญในระบบประชาธิปไตย!!!
ผู้กระทำการรัฐประหาร ปฎิวัติโค้นอำนาจการปกครอง และยึดทรัพย์ผู้อื่น (ก็มันผิดถึงนิรโทษกรรมให้ตนเอง) เรียก
ว่า "โจร"

ส่วนผู้ปกครองที่มาโดยถูกต้องตามระบบประชาธิปไตย (หากทุจริต ก็มีระบบตรวจสอบโดยรัฐสภา) เรียกว่า "ผู้เสียหาย หรือผู้ถูกกระทำ"

แล้วตุลาการ ไปรับรองการกระทำของ "ไอ้โจรกบฎ "ว่าถูกต้อง มันก็คือ ต่อให้เสียข้างมาท่วมถ้นอย่างไร มันก็คือตุลาการผู้สนับสนุนโจรกบฎนั้นเอง!!!

แล้วจะให้ประชาชนในระบบประชาธิปไตย ยอมรับได้อย่างไร???

*จิตวิญญาณ

*จิตวิญญาณ ประชาธิปไตย
คนส่วนใหญ่ ทั่วไป ล้วนมีอยู่
อย่างไหนคือ ประชาธิปไตย ได้เรียนรู้
พร้อมจะสู้ เพื่อประชาธิปไตย

สู้เพื่อจิตวิญญาณ อันสูงส่ง
เพื่อดำรง ความเป็นคน ผลผ่องใส
สู้เผด็จการ รัฐประหาร มารจัญไร
ประชาชน มีชัย ได้แน่นอน

*ประชาชน คือพลัง อันยิ่งใหญ่
อำมาตย์ ภัยจะได้รับ การสั่งสอน
การต่อสู้ แม้ยาวนาน ถูกรานรอน
ราษฎร ธรรมดา กล้าสู้ตาย

*อำนาจรัฐ ที่ขัดต่อ ประชาธิปไตย
จะครองความยิ่งใหญ่ อย่าได้หมาย
อำนาจหิน ย่อมสูญสิ้น บิ่นทำลาย
รัฐยิ่งใช้ ยิ่งคลอนคลาย สลายลง

เป็นความเข้าใจของศาลฎีกาว่าตน

เป็นความเข้าใจของศาลฎีกาว่าตนเองเป็นศาลสูงสุด .... เป็นความบกพร่องโดยสุจริต
คมเหตุผลของคุณจาตุรนต์ แม้จะไมไ่ด้เป้นนักกฎหมายแท้ๆ ยังโต้แย้งและหักล้างคำพิพากษาศาลฎีกาได้ขนาด...

สาธุชนในบ้านเมืองไทย จงเข้าใจเถิดว่า ไม่มีหัวนักกฎหมายไทยคนใดออกมาวิพากษ์คำพิพากษาศาลฎีกา เป้นประเด็นที่น่าพิจารณาเป้นอย่างยิ่ง

เมืองไทยของเรา เป้นของเราทุกคนหรือไม่ น่าเศร้าใจนัก

ผมเองกำลังรอดูอยู่ว่า จะมีใคร

ผมเองกำลังรอดูอยู่ว่า จะมีใคร นักการเมืองนักวิชาการนักกฎหมายหน้าไหน ออกมาเขียนบทความและให้ความเห็น ไปในทางเดียวกับที่บทความนี้ว่ามา....ผมรอดูว่า

ใครหน้าไหน ที่เป็นผู้มีเกียรติและชื่อเสียงดีที่สุด ที่จะออกมาให้ความเห็นที่ปัญญานิ่ม ไร้เดียงสาเช่นนี้...

ถึงตอนนี้ ก็ อ๋อย...นี่แหละครับ

รัฐบาลใช้อำนาจบริหารออกพระราชกำหนดหรือส่งสภาออกพระราชบัญญัตินั้นทำได้ครับไม่ผิดอะไร แต่ นายกและครม.ที่ศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนและพิจารณาพิพากษาว่าได้ประโยชน์ส่วนตัวและครอบครัวจากการใช้อำนาจบริหารนั้นต้องถูกลงโทษ เป็นคดีที่แยกกันไป .....

ศาลอ่านคำพิจารณาให้ฟัง ๗ชั่วโมงยังไม่เข้าใจนี่ เสียชื่อนักการเมืองน้ำดีรุ่นใหม่ป่นปี้ อย่างนี้ ต้องเรียก รถไถเดินตาม แล้วครับ จะเรียกว่า ฟาย คงไม่ได้ เพราะทำท่าไอคิวจะน้อยกว่า.....

บทความนี้ไม่น่าเป็นของอ๋อย..เลยจริงๆนะ ครับ

ต่างคนก็ต่างมีเหตุผลของตัวเอง

ต่างคนก็ต่างมีเหตุผลของตัวเอง เชื่อในหลักการและเหตุผลที่ตัวเองคิดว่าถูกต้อง หลักการและเหตุผลของแต่ละคนที่คนๆ นั้นสามารถคิดวิเคราะห์และแยกแยะได้ด้วยตัวเอง มนุษย์มีสมองเท่ากัน มีความสามารถในการเอาตัวรอดอยู่ในตัวเอง และสันดานดิบก็มีอยู่ในตัวทุกคนเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เดินดินหน้าไหน นักวิชาการ ชาวนา ขี้ข้า หรืออำมาตรย์ ไม่มีใครโง่หรือฉลาดไปกว่ากัน ไม่มีใครฉลาดไปทุกเรื่องและก็ไม่มีใครโง่ไปทุกเรื่อง

ดังนั้นประชาธิปไตย์จึงเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางสำหรับประเทศที่เลือกใช้มันเป็นตัวตัดสิน คุณเลือกข้อ 1 ผมเลือกข้อ 2 ไม่ได้หมายถึงคุณฉลาดกว่าผม เช่นเดียวกันผมก็ไม่ได้ฉลาดไปกว่าคุณ ไม่ควรนำมาเป็นประเด็นในการดููถูกซึ่งกันและกันหรือเหยียดชนชั้นกัน

ให้ประชาชนได้เป็นคนตัดสิน

ใช้เวลาตั้ง 7

ใช้เวลาตั้ง 7 ชั่วโมง
ถึงกระนั้นก็ยังมีข้อสงสัยให้โต้แย้งได้

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?
>กรณีการแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตนี้ ได้มีการร้องคัดค้านต่อศาลรัฐธรรมนูญมาแล้ว ทั้งในสาระของกฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง และศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่าทั้งหมดทุกประเด็นชอบด้วยกฎหมาย และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน

รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ว่าการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นที่สุด และย่อมมีผลผูกพันศาลและองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญด้วย <

คุณจาตุรนต์ ได้แสดงความคิดเห็นตามหลักการ ไม่เห็นจะโง่ตรงไหน

อะไร เป็นตัวกระตุ้นและเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้ประชาชนลุกขึ้นถามหาความยุติธรรม?
ดูจากลิ่วล้อที่ออกมาตามข้อ 2.4 ปี 2550 แล้ว
ตระหนักว่าไม่มีทางประสานกันแล้ว
ใคร ใช้ลิ่มตอกแผ่นดิน?

*ไม่ยอมรับ หรอกคำ

*ไม่ยอมรับ หรอกคำ พิพากษา
กติกา มาจาก รัฐประหาร
ไม่ยอมรับ กับอำนาจ เผด็จการ
อันธพาล ปล้นประชาธิปไตย

*การอ้างอำนาจโจร..ปล้นสำเร็จ
เหมือนกล่าวเท็จ ต่อประชา พาเหลวไหล
หากยอมรับ กับอำนาจ นี้เรื่อยไป
ไม่มีวัน ประชาธิปไตย ได้ดำรง

*อำนาจโจร ปล้นครั้งนี้ ยังมีสู้
เพื่อกอบกู้ อธิปไตย ไว้สูงส่ง
โจรยังปล้น ไม่สำเร็จเสร็จ โดยตรง
ประชาชน รณรงค์ จงสู้โจร

*เพียงแต่สู้ อย่างสันติ มิรุนแรง
คนเสื้อแดง พร้อมสู้ ผู้หัวโขน
ใส่หน้ากาก ปล้นชิง พวกลิงทโมน
ล้วนพวกโจร อำมาตยาธิปไตย

*ไม่ยอมรับ หรอกคำพิพากษา
กติกา รัฐประหาร พวกมารใหญ่
หากยอมรับ กับอำนาจ นี้เรื่อยไป
ไม่มีวัน ประชาธิปไตย พ้นภัยโจร

ข้อสอบ โอ-เน็ต

ข้อสอบ โอ-เน็ต (อย่างที่มันให้นักเรียนสอบกัน) เมื่อบ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง นายกฯ อภิสิทธิ์ ควรจะเลือกตัดสินใจอย่างไร?

ก.ลาออก
ข.ยุบสภา
ค.อยู่ไปเรื่อยๆ เพราะมีคนอุ้ม
ง.ยั่วยุให้เกิดรัฐประหารอีกครั้ง

*ไม่ใช่เรื่อง ทุจริต

*ไม่ใช่เรื่อง ทุจริต คิดมิชอบ
เพียงระบอบ เชื่อได้ว่า พาไร้สุข
โจรหาเรื่อง ทรมา ฆ่าเจ้าทุกข์
เร่งรานรุก หาความชอบ ระบอบโจร

*ทฤษฎี “วัวกินหญ้า”มาจับผิด
เพราะโจรคิด แต่ยึดทรัพย์ รับค่าปล้น
ทฤษฎี วัวกินหญ้า บ้าเหลือล้น
ความคิดคน สัปดี้ กินขี้วัว

*แผ่นดินนี้ มีวัว อยู่ทั่วไป
ล้วนวัวไทย ของคนไทย ไม่ใช่ชั่ว
ต่างกินหญ้า พาคนไทย ได้กินวัว
ใยคิดมั่ว ยึดทรัพย์วัว เพียงตัวเดียว

*วัวกินหญ้า หลายพันตัว วัวกินหญ้า
เปรียบพ่อค้า หากำไร ได้ค่าเอี่ยว
อำมาตยา ก็หากิน พุงปลิ้นเชียว
ใยยึดวัว ตัวเดียว ไม่ยุติธรรม

การพิจารณา เมื่อ 26 กพ.

การพิจารณา เมื่อ 26 กพ. 2553

มี Foxes 9 ตัว

มี ลูกแกะ 1 ตัว

สรุปแบบ นิทานอีสป

มึงไม่ได้ทำก็พ่อมึงทำน้ำขุ่น

พ่อมึงไม่ได้ทำก็ปู่มึงทำ

ก็ปู่ผมอยู่ที่เมืองจีน

นั้นแหละมันไหลตามน้ำโขงมาถึงเมืองไทย

เป็นเด็กเป็นเล็กอย่างเถียงผู้ใหญ่

กูอ่านจนเหนียงยานแล้ว

ขอเวลาไปกินหญ้าก่อน

ทองดี wrote:บางกอก

[quote=ทองดี][quote=บางกอก]ผมเองกำลังรอดูอยู่ว่า จะมีใคร นักการเมืองนักวิชาการนักกฎหมายหน้าไหน ออกมาเขียนบทความและให้ความเห็น ไปในทางเดียวกับที่บทความนี้ว่ามา....ผมรอดูว่า

ใครหน้าไหน ที่เป็นผู้มีเกียรติและชื่อเสียงดีที่สุด ที่จะออกมาให้ความเห็นที่ปัญญานิ่ม ไร้เดียงสาเช่นนี้...

ถึงตอนนี้ ก็ อ๋อย...นี่แหละครับ

รัฐบาลใช้อำนาจบริหารออกพระราชกำหนดหรือส่งสภาออกพระราชบัญญัตินั้นทำได้ครับไม่ผิดอะไร แต่ นายกและครม.ที่ศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนและพิจารณาพิพากษาว่าได้ประโยชน์ส่วนตัวและครอบครัวจากการใช้อำนาจบริหารนั้นต้องถูกลงโทษ เป็นคดีที่แยกกันไป .....

ศาลอ่านคำพิจารณาให้ฟัง ๗ชั่วโมงยังไม่เข้าใจนี่ เสียชื่อนักการเมืองน้ำดีรุ่นใหม่ป่นปี้ อย่างนี้ ต้องเรียก รถไถเดินตาม แล้วครับ จะเรียกว่า ฟาย คงไม่ได้ เพราะทำท่าไอคิวจะน้อยกว่า.....

บทความนี้ไม่น่าเป็นของอ๋อย..เลยจริงๆนะ ครับ[/quote]
บทความของเดอะอ๋อย แยกประเด็นโต้แย้งได้แจ่มแจ้ง คนเลี้ยงควายอยู่กลางทุ่งอ่านก็เข้าใจได้ง่าย
คนที่มืดบอดเพราะอคติอย่างบางกอกเท่านั้นที่อ่านจนตายก็ไม่มีวันเข้าใจ
ไปตายซะเถอะไอ้บางกอก เผื่อได้เกิดใหม่เป็นคนเลี้ยงควายอยู่บ้านนอกอาจจะฉลาดขึ้นกว่านี้
แต่อย่าเผลอไปอาศัยท้องควายเกิดละ เดี๋ยวคนจะเรียกว่า"ไอ้ควาย" 5555555555[/quote]

เห็นด้วยๆๆๆๆ คุณบางกอกนี่หลุดออกทะเลไปเลย อ่านบทความเดอะอ๋อยแล้วไม่เข้าใจ(หรือแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ?) แต่ดันไปเข้าใจคำพิพากษา 7 ชั่วโมงที่วกวนสับสนน้ำท่วมทุ่งของศาลฎีกาฯ? แถมยังเรียกศาลฎีกาคดีการเมืองเป็นศาลรัฐธรรมนูญอีกด้วย เวรกรรมประเทศไทย

แปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต

แปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต ทำกับเอไอเอสเจ้าเดียว หรือทำกับ ดีแทค และทรูด้วย แล้วหุ้นของดีแทค และทรู ขึ้นในทิศทางเดียวกับ เอไอเอส หรือไม่ จะต้องตามไปยึดทรัพย์เจ้าของดีแทค หรือทรู ด้วยหรือไม่ นิติกรที่มิใช่นิติบริกร ช่วยตอบด้วย จะขอบคุณยิ่ง

การตัดสินที่ใช้แค่คำว่า

การตัดสินที่ใช้แค่คำว่า "ไม่สมควร" "ไม่เป็นการสมควร" "อาจเป็นการเอื้อประโยชน์" "เป็นเจ้าของหุ้นตัวจริง"

เพิ่งเคยเห็น The Court house แถเป็นปลาไหลปลาดุกก็งานนี้แหละ ถ้าไม่ตัดสินกันตามพฤตินัยที่ว่ากันด้วยหลักฐาน ต่อไปไอ้พวกนี้เวลาเมียหรือผัวไปมีชู้ก็บอกได้ว่า นาย/นาง นั้นไม่ใช่คู่ครองตัวจริง บอกว่าพ่อทำผิดไม่จ่ายภาษีแต่ดันไปอายัดเงินในธนาคารของลูก

ไอ้พวกนี้ถ้าพ่อมันฆ่าคนตายโทษประหารชีวิต แต่จับพ่อไม่ได้ มันจะตัดสินให้ประหารตัวมันเองหรือป่าว ฟังดูคล้ายกฏหมายประหารเจ็ดชั่วโคตร

ไอ้พวกนี้ "ดัดจริต" ปากก็บอกล้มทักษิณก็เพราะต้องการแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่น แต่ตัวพวกมันเอง นี่กู้เงินมาผลาญ ยังไม่เห็นอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน หลอกด่าคนอื่นสร้างกระแสให้ตัวสูงส่งไปวันๆ ละครน้ำหลังข่าวยังเลื่ยนไม่เท่า ชาวบ้านเห็นแล้วจะอ๊วก

มันคอรัปชั่นกันตั้งแต่โรงเรียนแล้วทำไมไม่ไปสนใจ ไปจนถึงหน่วยงานรัฐ เอกชน จะโกงร้อยบาทหรือร้อยล้านมันก็โกงเหมือนกัน ไอ้ที่โกงร้อยบาทวันนี้ได้ อีกหน่อยมันจะไม่กล้าโกงเป็นแสนเป็นล้านหรือ หรือไอ้ประเภทคนชั้นกลางบางส่วนที่หลงไหลในระบบอำมาตรย์ ตัวเองมีตำแหน่งหน้าที่การงานในหน่วยงานนั้นจึงคิดว่าสามารถถ่ายทอดให้ลูกได้เหมือนธุรกิจครอบครัว จึงใช้เส้นสาย พวกพ้อง ไอ้พวก "เด็กเส้น" ไอ้พวกนี้ก็ตัวถ่วง

อยากจะเป็นใหญ่ต้องเป็นคนถือกฏ ดังนั้นมันก็จึงวนเวียนอยู่กับการฉีกรัฐธรรมนูญ ทิ้งขว้างเป็นประจำ อเมริกาใช้รัฐธรรมนูญมาตั้งก่อตั้งประเทศ ปี คศ 1876 ยังไม่เคยฉีกทิ้งแม้แต่ครั้่งเดียว ถึงจะเอามาเปรียบเทียบไม่ได้เพราะ เอานิสัยคนทั้งสองประเทศมาเปรียบเทียบกันไม่ได้ แต่ก็อยากให้นำมาคิดว่าทำไม ตกลงเป็นคนหรือเป็นที่ระบบ

ประชาธิปไตยมักจะเติบโตด้วยตัวมันเอง อเมริกาหรือหลายๆ ประเทศก็ผ่านเหตุการณ์มามากมาย แต่พวกเขาก็เรียนรู้และปรับแก้ด้วยวิธีทางที่เขาเลือกแล้วคือ "ประชาธิปไตย" ประเทศไทยหลายครั้งหลายคราก็คล้ายๆ ว่าจะโต แต่มันก็มีเด็กล้มโต๊ะ ขี้แพ้ชวนตี เป็นประจำ ประเภทกฏกูอยู่เหนือกฏหมาย ใช้มาตรฐานของตัวเองวัดว่าตัวเองนั้นสูงส่งเหมือนทำตัวเป็นนาย (ในสมัยไพร่ทาส) แล้วก็บอกว่าตัวเองไม่ผิด คนอื่นผิดหมด ดังนั้นปากจึงบอกให้ไพร่เคารพกฏหมาย ไม่ต้องฉลาดกว่านักวิชาเกินบางคน ชาวบ้านเค้าก็คิดวิเคราะห์ได้ ทำตัวเป็นหงษ์ทั้งๆ มันก็เป็นแค่อีกาเท่านั้นเอง

ขอบคุณจาตุรนต์ ที่ให้ข้อมูล

ขอบคุณจาตุรนต์ ที่ให้ข้อมูล กลุ่มอำมาตย์มันยอมทำทุกอย่างเพื่อกำจัดทักษิณให้สิ้นซาก โดยไม่เฉลียวว่าตัวมันเองนั้นแหละจะไม่เหลือซาก ขอให้พี่น้องเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตยออกมากันให้มากวันที่14 แสดงพลังอย่างสันติให้โลกรู้ว่าคนไทยไม่ยอมรับรัฐประหารและพวกอำมาตย์

ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ

ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ ของคุณจาตุรนต์ ทำให้ผู้อ่านได้เข้าใจกรณียึดทรัพย์มากยิ่งขึ้น

เรียน คุณ จาตุรนต์

เรียน คุณ จาตุรนต์ ครับ
เราจะเรียกร้องความยุติธรรม อันใดเล่า
จาก ผู้ไร้ความยุติธรรม
ด้วยความเคารพ

ตุลาการภิวัตน์

ตุลาการภิวัตน์ กับบรรทัดฐานที่สังคมไทยยังต้องการคำตอบ

""""คำตอบ...คือ.......ภิวัฒน์ แปลว่า ฝ่ายมรึงผิดหมด ฝ่ายกรู ถูกหมด.........ไม่งั้นทำไมต้องภิวัฒน

แบบภิวัฒน์ จะมีอะไรแตกต่างาจากแบบเดิม์""""""""

"""""แต่...........คำตอบมันตรงกับความต้องการของกลุ่ม บอร์ด(Alex กับ Evan) กลุ่มเดียว5555555"""""

เห็นด้วยๆๆๆๆ

เห็นด้วยๆๆๆๆ คุณบางกอกนี่หลุดออกทะเลไปเลย อ่านบทความเดอะอ๋อยแล้วไม่เข้าใจ(หรือแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ?) แต่ดันไปเข้าใจคำพิพากษา 7 ชั่วโมงที่วกวนสับสนน้ำท่วมทุ่งของศาลฎีกาฯ? แถมยังเรียกศาลฎีกาคดีการเมืองเป็นศาลรัฐธรรมนูญอีกด้วย เวรกรรมประเทศไทย

บางกอก ตอบ

จริงด้วยครับที่ผมเรียกชื่อศาลผิดไป ทักมาก็ดีแล้ว ทำให้นึกสงสัยขื้นมาได้ว่าอ๋อยแกต้องออกมาเขียนความเห็นเพราะอะไร

ศาลฎีกาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินแม้วอย่างนี้ นักการเมืองคนอื่นที่อยู่ในครม.ยุคนั้นและซุกหุ้นเหมือนแม้ว ก็อาจถูกลงโทษเหมือนแม้วได้ถ้ามีการกล่าวโทษและมีหลักฐานให้ศาลไต่สวนได้...

ส่วนศาลรัฐธรรมนูญนั้น จะตะแบงอ่านกันอย่างไร ก็ไม่อาจแปลได้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญเห็นชอบว่าการที่ผู้บริหารประเทศซุกหุ้นแล้วออกกฏหมายเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทที่ตนซุกหุ้นไว้เป็นเรื่องถูกต้องตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ตราบนั้น ก็ไม่สามารถอ้างคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญมาช่วยเหลือคดีแม้วซุกหุ้นได้....

นักการเมืองในครม.ชุดที่ออกพรบ.สรรพสามิตที่เป็นปัญหาอยู่นั้น ใครซุกหุ้นตัวเดียวกับแม้วอยู่ ก็เหมือนวัวสันหลังหวะ รอว่าใครเขาจะส่งเชือดเมื่อไหร่...........

ผมเข้าใจ เห็นความจริง

ผมเข้าใจ เห็นความจริง ของประเทศไทย และตุลาการภิวัฒน์
ผมเชื่อ ธรณีนี่นี้เป็นพยาน.....................ดาบนี้คืนสนอง
อนาถแท้....ประเทศไทยที่พวกเรารัก....

ตอแหลแลนด์ยามนี้

ตอแหลแลนด์ยามนี้ ยึดตามธงที่อีแอบมารหน้าขาวปากแดงปักไว้หน้าส้วมเท่านั้น ต่อให้ต้องเผาบ้านเผาเมือง ต่อให้ต้องปิดประเทศ (เพราะไม่ใครเขากล้าคบ) ก็ต้องทำให้ธงของอีแอบมารหน้าขาวปากแดงโบกสะบัดอยู่เสมอ

*คนเขาชอบ พ่อค้า

*คนเขาชอบ พ่อค้า กว่าอำมาตยา
เขาจึงเลือก พ่อค้า พาอิ่มหนำ
เขาไม่เลือก อำมาตยา พาระกำ
อำมาตยา จิตต่ำ เลยทำลาย

*ตั้งรัฐบาล นอมินี อำมาตยา
เป็นประชาวิบัติ จัดเสียหาย
พาบ้านเมือง เคืองขุ่น แลวุ่นวาย
อำมาตย์ร้าย ทำลาย ความเป็นธรรม

*ปากอ้างเป็น ประเทศ ประชาธิปไตย
แต่ทำไม ใช้ระบอบ อุปถัมภ์
อภิสิทธิ์ อภิชน ดลชี้นำ
การกระทำ ล่วงล้ำ ทำลายล้าง

*ไม่ยอมรับ กับเสียง ชนส่วนใหญ่
ยังคงใช้ อภิสิทธิ์ ลิดรอนถาง
ใช้ผลพวง รัฐประหาร ผลาญอำพราง
มุ่งกวาดล้าง ฝ่ายประชาธิปไตย

*ใช้พลัง จารีต ขีดเส้นทาง
คอยขัดขวาง ความก้าวหน้า พามืดใหญ่
คือระบอบ อำมาตยา มหาภัย
ชิงอำนาจ อธิปไตย ด้วยใจพาล

ขอเป็นกำลังใจ ให้อาจารย์

ขอเป็นกำลังใจ ให้อาจารย์ ทั้งห้า ท่าน แม้จะอยู่ในคณะ ที่มีทั้งคฌะบดี และ อธิการบดีที่ทำงานให้ คมช. แต่ท่านยังมีความกล้าหาญ
อย่าเหมารวมกับการที่คนไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารซ่อนรูปว่าพวกนี้เป็นพวกทักษิณทั้งหมด นั่นเท่ากับการผลักให้เค้าไปเป็นพวกทักษิณ
แต่ผมเห็นว่า
คปค.ไม่ใช่รัฐฐาธิปปัตย์ เนื่องจากเข้ารับการโปรดเกล้า เมื่อ ๒๐ กันยายน ๒๕๔๙ ประกาศ และ องค์กรที่คปค.แต่งตั้งโดยไม่นำทูลเก้ลา ฯจึงไม่มีผล และ ไม่มีอำนาจ

เมื่ออำนาจตุลาการต้องถูกตรวจส

เมื่ออำนาจตุลาการต้องถูกตรวจสอบโดยประชาชน มันจะเป้นอย่างไร

สนุกดีออก ก็โปร่งใส่นะสิ ตรวจสอบได้ ประชาชนในชาติกำหนดอนาคตของตนเอง

ก็ในเมื่ออำนาจทั้งสามเป็นของประชาชนโดยประชาชนและเพื่อประชาชน

มิใช่เพื่อคณะใดคณะหนึ่ง โดยไม่ฟังเสียงที่แท้จริงของประชาชน

อ้าวพรรคไหนจะยกเลิก รธน. 50 รีบหาเสียง

ประชาชนจะเลือกพรรคนั้นแล้วเย้...........

ขอโทษ พรรคการเมืองใหม่ห้ามใช้สิทธิ์นี้

ลุกขึ้นเถิดพี่น้องไทย อย่าให้ชีวิตสูญเปล่า (ผู้ตาย14 ตุลา 16 และ 6 ตุลา19 พฤษภาทมิฬ) อย่าให้เขาเอาอำนาจเราไป จงสู้เถิดพี่น้องไทย ประชาธิปไตยไทยจะเบ่งบาน รักชาติต้องกล้าหาญ เรียกร้องสิ่งต้องการ ไม่ให้เผด็จการครองเมืองเรา ประชาชนต้องลุกขึ้นสุ้ ไม่มีสิ่งใดที่จะเสียหาย เผด็จการรัฐบาลหุ่นเชิดออกไป

กลมเกลียวกันไว้ให้เป้นหนึ่งเดียว ไม่มีสิ่งใดที่ได้มาซึ่งอิสรภาพ ความเสมอภาค โดยไม่เสียเลือดเนื้อ ในระบอบเผด็จการในโลกใบนี้

ตื่นเถิดชาวไทยอย่าหลับไหลลุ่มหลง ประชาธิปไตยจะเรืองดำรง ก็เพราะเราทั้งหลาย(เสื้อแดง) ถ้าเรามัวหลง(ไม่ออกมาสู้) เขาก็คงทำลาย ประชาธิปไตยสูญหาย ตื่นเถิดชาวไทย 14 มีนาดีเดย์

ขณะนี้

ขณะนี้ รมต.ชุดนี้ก็มีการซุกหุ้นกันอยู่ ประชาชนต้องออกมา ส่งเรื่องให้ศาลที่ตั้งโดยประชาชนเป็นคนเชือด พวกให้ เมียรมต.ถือหุ้น ยังหน้าด้านหน้ามึนออกทีวีอยู่

แถมทุจริตทุกโครงการ มีกลิ่นตุๆๆ ลาออกไปก็มี หน้าด้านก็ยังอยู่

ทุกวันนี้นะ ยิ่งดูข่าวเท่าไรก็ยิ่งรู้ใส้รู้พุงของรัฐบาล ปากว่า ตาขยิบ
ประโคมเรื่องความรุนแรง โถคนเสื้อแดงมีคุณธรรม ส่วนใหญ่(เมษา) ถูกใส่ร้ายทั้งนั้น

มีบทเรียน เสธ นักรบที่ราบสูงคงวางแผนมาดี

นิทานเวตาลของนักเรียนนอก

นิทานเวตาลของนักเรียนนอก เกียรตินิยมอันดับ 1 จาก Oxford แห่งเมืองผู้ดีอังกฤษ
ผู้มีนามว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แห่งกรุงสตรอเบอร์รี่แลนด์

นิทานเรื่องที่ 1 เอาดีใส่ตัว พวกๆของตัว (และพวกที่สนับสนุนตัวเอง)

เสียงของประชาชนพันธมิตรเสื้อเหลือง แค่ 1 เสียง
ผมก็ยินดีจะรับฟังและร่วมสนับสนุน
เพราะถือว่าสิ่งที่พวกเขาทำ
เป็นการแสดงออกถึงการเมืองและประชาธิปไตยภาคประชาชน
จะเห็นได้ว่ามีผู้คนจำนวนมากศรัทธาโดยดูจากยอดเงินบริจาค
จนสามารถนำมาเป็นทุนก่อตั้งพรรคการเมืองได้
มันจึงไม่มีความชอบธรรมที่รัฐบาลจะประกาศใช้ พรบ. ความมั่นคง
ในช่วงที่พวกเขาออกมาแสดงพลัง

จะเห็นได้ว่าช่วงที่ผมเข้ามาทำหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรี
เศรษฐกิจดีขึ้น เติบโตขึ้นมาก
ตัวที่บ่งชี้ได้คือมีการไหลเวียนเงินตราเข้ามาจากต่างประเทศอย่างมากมาย

นิทานเรื่องที่ 2 เอาชั่วให้คนอื่น (ที่พวกมันต่อต้านและไม่ได้สนุบสนุนพวกกระผม)

ถึงจะเป็นหลายล้านเสียงของประชาชนนปชเสื้อแดง
ผมก็ไม่ยินดีที่จะรับฟังและผมก็จะขอต่อต้านเต็มที่
เพราะผมถือว่าสิ่งที่พวกเขาทำ
เป็นการแสดงออกถึงการก่อความวุ่นวายของคนหมู่มากและจะนำไปสู่การสร้างความรุนแรง
ผู้คนที่มาร่วมชุมนุมมีแต่ถูกจ้างมาทั้งนั้น

ตอนนี้กำลังตรวจสอบท่อน้ำเลี้ยงอยู่
ว่าจะมีท่อยาวออกไปถึงเมืองดูไบหรือเปล่า
จะสังเกตได้จากมีการไหลเวียนเงินตราเข้ามาจากต่างประเทศอย่างมากมาย
ตั้งแต่ที่ผมเข้ามารับตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี

ดังนั้นมันจึงมีความชอบธรรมที่รัฐบาลจะประกาศใช้ พรบ. ความมั่นคง
พร้อมเกณฑ์กำลังพลทหารตำรวจ จำนวน 50,000 นาย เป็นอย่างน้อย
เพื่ออกมาปราบปราม