รายงานเปิดตัวโครงการวิจัย “เขตแดนของเรา เพื่อนบ้านของเรา”

ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และคณะเปิดตัวโครงการวิจัยว่าด้วยเขตแดนไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ท่ามกลางกระแสระอุเรื่องเขตแดนไทย-กัมพูชา

 

งานเปิดตัวโครงการวิจัย “เขตแดนของเรา เพื่อนบ้านของเรา” “Our Boundaries- Our ASEAN Neighbors” เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2554 ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ร่วมกับภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยในงานมีการมอบสื่อวีซีดี,ดีวีดีและหนังสือซึ่งเป็นผลงานจากโครงการวิจัย ให้แก่ผู้เข้าร่วมงานฟรี

ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในฐานะหัวหน้าโครงการ ได้ชี้แจงถึงโครงการนี้ว่า ตนมีฐานะเป็น “ผู้รับจ้าง” จากกระทรวงการต่างประเทศ โดยเป็นงานแรกของมูลนิธิโครงการตำราฯ ที่ได้รับจ้างจากราชการไทย เราจึงเป็น "ผู้รับจ้าง" จาก "ผู้ว่าจ้าง" ตามสัญญาที่เราลงนาม สำหรับโครงการนี้ เป็นโครงการย่อย ที่รับมาแต่งานวิชาการ จากโครงการใหญ่ๆ ของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งหากใครต้องการทราบรายละเอียดโครงการอื่นๆ หรือส่วนอื่นๆ รวมทั้งงบประมาณทั้งหมด ต้องสอบถามจากกระทรวงการต่างประเทศ

สำหรับงานศึกษาวิจัยโครงการนี้ได้เผยแพร่ในรูปแบบประกอบด้วยหนังสือ 6 เล่ม และดีวีดี-วีซีดี 1 ชุด เป็นผลงานค้นคว้าวิจัยของมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ซึ่งมูลนิธิฯ มีประวัติการก่อตั้งขึ้นโดย ศ. ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เมื่อปี พ.ศ. 2509 และหาเงินเองโดยได้รับการบริจาคจากมูลนิธิร๊อคกี้เฟลเลอร์ ต่อมาได้รับบริจาคจากมูลนิธิโตโยต้า ญีปุ่น และปัจจุบันได้จาก มูลนิธิโตโยต้า ประเทศไทย โดย ศ. เพ็ชรี สุมิตร เป็นประธานคนปัจจุบัน ซึ่งงานวิจัย "เขตแดนของเรา เพื่อนบ้านอาเซียนของเรา" เป็นงานแรกที่ได้จากราชการไทย...

เลขาธิการอาเซียน ชี้ปัญหาเขตแดน-มรดกยุคล่าอาณานิคม
ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน กล่าวปาฐกถา ตอนหนึ่งว่า ปัญหาหลายอย่างในเรื่องเขตแดนควรปล่อยให้เป็นเรื่องเทคนิค ต้องลดอารมณ์ ลดการเมือง เพราะต้องกลับไปสู่หลักฐานข้อเท็จจริง ซึ่งความขัดแย้ง ความระหองระแหงในอาเซียน มีอยู่หลายคู่ในหลายจุด แต่เผอิญประเทศไทยอยู่ตรงกลางและมีมิตรประเทศอยู่รอบด้าน จึงมีประเด็นและมีข้อที่จะต้องเจรจาหาข้อยุติ จะต้องเข้าสู่กระบวนการมีบันทึกความตกลงหลายฉบับ ที่พูดถึงเรื่องความพยายามที่จะปักปันเขตแดน โดยหลักฐานที่เรามีคือหลักฐานที่เราทำไว้กับเจ้าอาณานิคม ขณะที่ประเทศเกิดใหม่ ก็เป็นรัฐที่รับมรดกต่างๆเหล่านั้นมาและเราจำเป็นจะต้องหาข้อยุติในเรื่องเขตแดนชายแดน

หกพันหกร้อยกว่ากิโลเมตร ซึ่งเป็นเขตแดนของเรา กับพม่า ลาว เขมร มาเลเซีย เรามีบันทึกข้อตกลงว่าจะทำการปักปัน กับหลายประเทศ เรื่องยังค้างคาอยู่ที่เรื่องการปักปันกับทุกประเทศ ยังไม่ได้ข้อยุติโดยสัตยาบันของทั้ง 2 ประเทศ ทั้งหมดจึงเป็น work in process เพราะฉะนั้นแผนที่อันใดก็ตามแต่ที่ท่านทั้งหลายชี้ไป คือแผนที่ที่อนุมานตามสนธิสัญญา ตามหลักฐานอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ ตามข้อตกลงที่บันทึกเอาไว้ แต่ในความเป็นจริงยังไม่มีการปักปันจากหลักเขตหนึ่ง ไปหลักเขตหนึ่งที่ชัดเจน ทั้งหมดนี้ยังเป็น work in process ทั้งหมดนี้คือ legacy จาก colonial period

แนะขยับข้อตกลง-เคารพภาวะอารมณ์
ทางแก้ไขมีอยู่ 2 อย่าง ซึ่งอันหนึ่งเป็นไปไม่ได้แล้ว ส่วนอีกอันหนึ่งยังเป็นไปได้ ทางหนึ่งคือ กลับไปก่อนยุคอาณานิคม (colonial period) สมัยที่บรรพบุรุษของเรายังกราบไหว้บูชาสถานที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ร่วมกัน โดยไม่เคยคำนึงถึงพรมแดน เพราะแผนที่ มาพร้อมกับ colonialism คอนเซปท์เรื่องแผนที่ มากับลัทธิอาณานิคม ในยุคอาณานิคมฝรั่งเศสกับอังกฤษ เป็นการเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเรา ต้องกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนโดยเอาแผนที่มาให้เห็น เพราะฉะนั้นนี่จึงเป็นทางหนึ่งคือถอยกลับไปก่อนมีการกำหนดแผนที่ ซึ่งก็เป็นไปไม่ได้แล้วในขณะนี้ แต่อย่างน้อยๆ สปิริตของมันน่าจะนำมาใช้ได้ คือยอมรับว่าคนทั้ง 2 ฟากฝั่งของเขตแดน (boundary) ซึ่งเกิดขึ้นโดยข้อตกลงตามอำนาจที่รัฐบาลพึงมี ก็ออกมาเป็นสนธิสัญญา ออกมาเป็นแผนที่ประกอบท้ายสนธิสัญญา แต่ในความเป็นจริงคือไม่เคยเดินจากหลักถึงหลัก ไม่เคยเดินตามร่องน้ำ ไม่เคยเดินตามสันปันน้ำ ทำกันเพียงบางส่วนแต่ยังไม่เสร็จ จึงยังถือว่ามันเสร็จสิ้นจบแล้วไม่ได้ แต่เป็นสปิริตของความเป็นมิตร ความเป็นเพื่อนบ้าน

วิธีที่ 2 คือ รอให้อาเซียนเป็นประชาคม (community) เหมือนในสหภาพยุโรป เรื่องนี้ผู้หลักผู้ใหญ่เคยใช้เป็นคำเตือน กรณีที่ผมแก้ไขเรื่องเนิน 491 สมัยผมเป็นรมช.ต่างประเทศ เป็นเขตแดนที่ยังไม่ชัดเจน ผู้ใหญ่ในแผ่นดินให้แนวคิดว่าในยุโรป มีรั้วที่เลื่อนได้เหมือนรั้วจราจร เดินทางข้ามประเทศกันได้ ถ้าเขาอยากจะตรวจก็ขอตรวจ แต่โดยปกติแล้วแทบจะไม่มีเส้นเขตแดน เพราะต้องการให้เกิดการไหลของประชากรได้ โดยไม่ต้องมีวีซ่า พาสปอร์ต เดินทางได้ทั่วยุโรป ดังนั้นต้องรออาเซียนเป็นประชาคม เขตแดนไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะต้องบูรณาการทางเศรษฐกิจต่อกัน ผลประโยชน์จากการมีพรมแดนติดกัน นั่นคือสปิริตหนึ่งของอาเซียน เพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม

เผอิญว่าประเทศไทยอยู่ตรงกลางไข่แดงของอาเซียน จึงมีประเด็นปัญหากับเพื่อนบ้านหลายคู่มากกว่าคนอื่น
ชาตินิยม อารมณ์ การเมือง เป็นปัจจัยที่มาเร่งมันคือ work in process ที่เราทำอยู่ในขณะนี้ ชาตินิยมดีในบางเรื่อง บางวาระ แต่ในอดีตดีกว่าปัจจุบัน เพราะบรรยากาศของโลกมันเปลี่ยนแปลงไป ในปัจจุบันทำไม่ได้ เพราะกฎเกณฑ์เปลี่ยนไปแล้ว ชัดเจนว่าแม้แต่คอนเซปชาตินิยม ก็ต้องปรับเปลี่ยนไปตามเวลาสภาพแวดล้อมทางประวัติศาสตร์ ฉะนั้น การพูดเจรจาหาโอกาส หาข้อยุติ ด้วยสติ ปัญญา สมาธิ ด้วยหลักฐาน ด้วยข้อเท็จจริง เป็นวิธีเดียวที่จะนำไปสู่ข้อยุติให้การแก้ปัญหา มิเช่นนั้นจะหาข้อยุติไม่ได้ ซึ่งต้องใช้เวลา เพราะรีบไม่ได้ เร่งไม่ได้ ต้องไปตามขั้นตอนและกระบวนการ บ่อยครั้งความแตกต่างเรื่องเทคโนโลยีที่มีอยู่ก็เป็นปัญหา เช่น เราบอกว่าเราใช้หลักฐานอ้างอิงโดยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เรามี แต่เขาบอกว่า เขาไม่มี เขาไม่พร้อม เพราะฉะนั้น ความเหลื่อมล้ำเรื่องเทคโนโลยี เรื่องเทคนิคก็เป็นปัญหาเหมือนกัน จึงต้องใช้เวลาให้ทั้ง 2 ฝ่ายที่จะต้องเจรจาด้วย มีความมั่นใจว่าทุกหลักฐาน ทุกเทคโนโลยี ทุกเอกสารอ้างอิง ทุกแผนที่ สามารถสร้างความมั่นใจให้ทั้ง 2 ฝ่าย แต่ละฝ่ายก็ต้องเสนอหลักฐานเหล่านี้เพื่อประกอบการพิจารณา

ทั้ง 2 ฝ่ายต้องเอาหลักฐานทั้งหมดมาพูดกันบนโต๊ะด้วยจุดประสงค์ของการหาทางออกด้วยสันติและมิตรภาพ มิฉะนั้นมันไม่สิ้นสุด

ในความเป็นจริงในทางปฏิบัติ ถ้าตกลงกันจุดใดไม่ได้ ก็ไปตกลงกันจุดอื่นได้ไหม ขยับกันเพื่อให้มีข้อยุติ ต้องใช้เป็นพื้นฐานในการเจรจา เช่น วัดจีน ที่ปาดังเบซา ทำที่ล้างจานล้ำเข้าไปในประเทศเพื่อนบ้าน 2-3 เมตร จะให้ย้ายหรือทำลายสิ่งที่ชาวบ้านใช้ประกอบพิธีกรรมพิธีการเป็นเวลาหลายสิบปีอย่างนั้นหรือ ทำไม่ได้ เพราะภาวะอารมณ์ (emotion) มันแรง เคารพในภาวะอารมณ์ ถือเป็นปัจจัยในการเจรจาเหมือนกัน เราจะยอมรับไม่ปรับสิ่งที่เป็นอยู่ แต่ปรับตรงอื่นได้ไหม ฉะนั้น ตลอดแนว ต้องยอมรับว่ายังไม่ define (กำหนด) ยังไม่ demarcate (ปักเขต) และ delineate (ขีดเส้น) ชัดเจน มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นใน 100 ปีนี้ ทางภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม ที่เปลี่ยนแปลงไปตามปกติสังคมมนุษย์

การที่สังคมตื่นตัวเรื่องเขตแดนเป็นเรื่องดี สังคมประชาธิปไตยต้องการการมีส่วนร่วมและมีความรู้สึกผูกพันกับข้อตกลงต่างๆที่พึงเกิดขึ้นเพราะรัฐบาลทำในนามของเราทุกคน แต่เราต้องเตรียมหลักฐานนำไปสู่การเจรจาพร้อมจะอะลุ่มอะหล่วย เพราะทุกอย่างยังไม่ตายตัวแต่เป็นมรดกในอดีต เราใช้อารมณ์ความรู้สึกของหมู่คณะของพวกไม่ได้ ท้ายที่สุดต้องใช้หลักฐาน เป็นประโยชน์ร่วมสร้างสปิริตอาเซียนสุดท้ายจะนำไปสู่ความปรองดองของประชาคมอาเซียน

ส่วนสัตยาบันของอาเซียนที่เกิดขึ้นช้าที่สุดคือประเทศประชาธิปไตย ที่ช้าสุดคือประเทศไทย เพราะไม่รู้จะเอาเข้าสภาตอนไหน

จากโลกาภิวัฒน์ ถอยหลังกลับไปทะเลาะเรื่องเขตแดน
ด้าน จิระนันท์ พิตรปรีชา ที่ปรึกษาสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ กล่าวว่า จิตสำนึกแห่งความเป็นชาติ เกิดขึ้นไม่นานเมื่อถึงจุดหนึ่งก็สวิงไปสู่ชาตินิยมที่รุนแรง ไม่สนใจข้อเท็จจริง เอาแต่ความรักเป็นที่ตั้ง ทั้งที่ไม่กี่ปีที่ผ่านมาเพิ่งพูดกันเรื่องโลกาภิวัตน์ แล้วจู่ๆ ก็กลับมามีปัญหาเรื่องเขตแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งที่ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ได้มีแค่เรื่องดินแดน แต่มีการทูตเชิงวัฒนธรรม เชิงเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระดับประชาชน ที่ไม่ได้ขึ้นกับเส้นบนแผนที่ เพราะระดับประชาชนมีความเกี่ยวดองกัน และความสมพันธ์ด้านรัฐก็มี Cultural Diplomacy ปัจจุบันตนเองก็ใช้ภาพถ่ายเป็นสื่อวัฒนธรรมกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเห็นด้วยกับสิ่งสร้างสรรค์เชิงบวก การให้การศึกษาสาธารณะในมุมกว้าง

ส่วนอารมณ์ความรู้สึกการเมืองที่วุ่นวาย จิระนันท์ กล่าวว่า สังคมไทยเปลี่ยนจากสังคมบริโภคนิยมไปเป็นสังคมบริภาษนิยม เพราะพูดอะไรออกไปก็โดนด่า และรู้สึกละอายใจที่ต้องนิ่งเสียตำลึงทอง ทั้งที่ไม่อยากได้ทอง แต่ต้องนิ่ง แล้วตอนหลังทำเรื่องทัศนศิลป์แล้วรู้สึกแฮปปี้มาก ไม่ต้องใช้ถ้อยคำที่ถูกนำไปตีความ

ที่ปรึกษารัฐบาลไทย ชี้ปัญหาเปิดเผยข้อมูลเจรจา จากมาตรา 190
พล.ร.อ.ถนอม เจริญลาภ อดีตเจ้ากรมอุทกศาสตร์กองทัพเรือ และที่ปรึกษารัฐบาลในฐานะผู้เชี่ยวชาญกฎหมายทะเลและเขตแดนทะเลมาตั้งแต่สมัยจอมพลถนอม กิตติขจร จนถึงรัฐบาลปัจจุบัน กล่าวว่าประเด็นเรื่องเขตแดนในการเมืองไทยจุดติดง่ายเหลือเกิน ในอดีต สงครามอินโดจีนก็เรื่องเขตแดน ก่อนจะขึ้นศาลโลกก็เรื่องเขตแดน ศาลโลกตัดสินแล้วก็เขตแดน ความจริงสมัยล่าอาณานิคมประเทศไทยเราไม่ได้เสียเอกราช แต่เราบอบช้ำและความเจ็บปวดในการสูญเสียห้าแสนตารางกิโลเมตรให้ฝรั่งเศสกับอังกฤษทำให้เรามีบาดแผลลึกอยู่ในอารมณ์ ฉะนั้น ใครจะจะเป็นนักการเมืองก็นำเรื่องเขตแดนไปใช้ปลุกม็อบได้ผล ถ้าต้องการปลุกม็อบด้วยเรื่องนี้ก็ใช้ได้ผลทุกครั้ง เช่นเรื่องปราสาทพระวิหาร ข้อมูลสับสนอลหม่าน เพราะคนอ่านคำพิพากษาและเอกสารที่เกี่ยวข้องไม่ครบ ฉะนั้นใครพูดอะไรก็เชื่อเพราะเอาแต่ฟังเขาเล่า ใครเล่าก็เชื่อหมด

ขณะที่กฎหมายระหว่างประเทศจะวางกรอบเอาไว้อย่างหลวมๆ เหตุผลเพราะเมื่อเวลามีอะไรจะได้คุยกันได้ระหว่าง 2 ประเทศที่เจรจากัน

นอดีต เราจะไม่เห็นการโจมตีกันของการเมืองภายในประเทศเอาเรื่องเขตแดนมาโจมตีกันเองโดยเฉพาะเมื่อเข้าสภาแล้วจะไม่เอาเรื่องเขตแดนมาตีกัน เพราะการปฏิบัติในอดีตพรรคการเมืองแยกการรักษาผลประโยชน์ของพรรคกับการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติออกจากกันได้ ไม่โจมตีเพื่อผลประโยชน์ของพรรคจนไปกระทบผลประโยชน์ของประเทศ ผมเคยเจรจาเขตแดนทางทะเลซึ่งให้สัตยาบันไปหมดแล้ว ไม่มีข่าวออกมาโจมตีในสิ่งที่ผมทำ รวมทั้งการประชุมในสภา ก็เห็นชอบทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล เพราะสมัยก่อนพรรคการเมืองเขาไม่เอาเรื่องผลประโยชน์ของประเทศระดับนี้ไปเล่นการเมือง เมื่อเราเจรจากลับมา ก็จะหอบเอกสารไปอธิบายที่พรรคการเมืองทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ให้โอกาสซักถามในพรรค ไม่ต้องซักในสภาผู้แทนราษฎร เพราะถ้าพูดในสภาแล้วเผยแพร่ต่อสาธารณะ จะส่งผลต่อการเจรจาระหว่างประเทศซึ่งมีได้มีเสีย ฉะนั้น อย่าซักในสภา ให้ซักถามได้เวลาไปอธิบายในพรรค เพราะเป็นเรื่องทางเทคนิค แต่สมัยนี้ ก็มีเจรจาเขตแดนทางทะเลแต่ผมจะไม่ยอมเป็นเจ้าหน้าที่เจรจาให้เด็ดขาดเพราะผมกลัว เดี๋ยวจะโดนรัฐธรรมนูญมาตรา 190

ขณะนี้เราเล่นกันไม่เลือกเวทีเลย เราตีกันเอง เหมือนกับไปตีกันที่ศรีสะเกษให้เขมรดู จำได้ไหม มีใครจะบุกเข้าไปและมีพวกที่ไม่ยอมให้บุกเข้าไป ส่วนเขมรก็นั่งกอดเข่าดูคนไทยตีกัน

สำหรับการแบ่งเส้นเขตแดนทำได้หลายวิธี เช่น เส้นเขตแดนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา ทำได้ถึง 20 กว่าวิธี ขึ้นอยู่กับจะใช้วิธีไหน มี 20 ซินาริโอ เพราะฉะนั้น ขอฝากไปถึงใครก็ตามที่ร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ท่านไม่เคยนั่งอยู่ในห้องเจรจาเขตแดน ท่านไม่รู้ด้วยว่าการเจรจาเขตแดนเจรจายังไง ผมบอกท่านว่าผมมี 20 วิธี แล้วท่านจะให้ผมมาบอกท่านว่าทั้ง 20 วิธีทำยังไง แบบนี้กัมพูชาหรือประเทศที่เราจะไปเจรจา ก็นอนกระดิกตีนสิ ไม่ต้องจ้างที่ปรึกษาแล้ว เพราะเอาจากบันทึกการประชุมสภาไทยก็พอแล้ว อย่ามาบอกว่าประชาชนต้องรู้รายละเอียดเรื่องเขตแดน ผมพูดในที่ประชุมกรรมาธิการ ในสภา บอกว่าเรื่องบางเรื่องผู้แทน(เจรจา)ต้องทำหน้าที่ผู้แทน(เจรจา) คุณจะคิดว่าคนขับแท็กซี่หรือแม่ค้ากล้วยแขกจำเป็นจะต้องมารู้เรื่องเทคนิคเจรจางั้นหรือ

ความสัมพันธ์เพื่อนบ้านต้องการอารมณ์ที่หลากหลาย
ด้านประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หลายคนพูดว่าปัญหาคือเรามีอารมณ์ แต่ผมคิดว่า ปัญหาคือเราขาดอารมณ์ เราขาดอารมณ์ที่หลากหลาย เช่นอารมณ์ขัน หรืออารมณ์อื่นๆ ที่จะช่วยให้เรื่องเขตแดนและความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านดีขึ้น แต่เรากลับมีอารมณ์หลากหลายน้อยเกินไปในการจัดการความขัดแย้ง

ผมคิดว่าพูดไปอย่างนี้เราก็รู้ตอนนี้มันยาก อย่างที่อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บอกว่าประเด็นปัญหาเรื่องนี้มันเกิดขึ้น ในสภาวะที่การเมืองตอนนี้มีความอ่อนไหวอย่างมาก โดยเฉพาะในประเทศไทยของเราเอง ตั้งแต่ต้นประเด็นนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการที่จะโจมตีฝ่ายตรงข้าม เป็นประเด็นทางการเมืองตั้งแต่ต้น ซึ่งยังไม่เห็นวี่แววว่า สภาวะทางการเมืองของเรา ที่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายแบ่งขั้วที่ยังไม่นิ่ง จะไปสิ้นสุดตรงไหน โดยความขัดแย้งเรื่องไทย-กัมพูชามันเป็นส่วนหนึ่งไปแล้วของการต่อสู้ภายในประเทศ ไม่ใช่ไทยกับกัมพูชาเท่านั้น มันเป็นการต่อสู้ภายในประเทศ ระหว่างกลุ่มการเมืองต่างๆ ตราบใดที่การเมืองแบ่งขั้วไม่นิ่งอย่างนี้ ประเด็นปัญหาเรื่องเขาพระวิหาร เรื่องพื้นที่ทับซ้อนพวกนี้ก็จะถูกหยิบยกขึ้นมาอยู่เสมอ

สำหรับผมคิดว่าตราบใดที่สภาวะการเมืองภายในประเทศไม่คลี่คลาย ปัญหาความขัดแย้งเรื่องเขาพระวิหารหรือเขตแดนจะยังอยู่ เพราะจะคลี่คลายได้ก็เมื่อสภาวะการเมืองนิ่งทั้งคู่ในคู่ขัดแย้งขณะนั้น

ในทางรัฐศาสตร์ จริงๆ แล้วสิ่งที่เราทำบาปมาตลอด ก็คือเราสอนสิ่งผิดๆ ให้แก่นักศึกษา โดยเฉพาะความเข้าใจเกี่ยวกับรัฐหรือรัฐชาติ ถ้าใครเรียนวิชารัฐศาสตร์ ก็ต้องเริ่มจากว่ารัฐคืออะไร เราจะต้องเริ่มจากว่ารัฐคืออะไร ซึ่งอันนี้เป็นรัฐศาสตร์เบื้องต้น รัฐชาติคืออะไร แล้วตามตำรา ก็จะบอกว่า มีองค์ประกอบ 4 อย่างคือ รัฐบาล อำนาจอธิปไตย ประชากร และดินแดนที่ชัดเจนแน่นอน ซึ่งตรงนี้เป็นมายาคติใหญ่หลวงที่วิชารัฐศาสตร์ ผลิตไว้ให้แก่มนุษยชาติ เป็นมายาคติ เพราะในความเป็นจริง เขตแดนของรัฐชาติไม่เคยนิ่ง ทุกรัฐชาติ มีหดมีขยายตลอดเวลาจนถึงทุกวันนี้ บางครั้งบอกไม่ได้ว่าตรงไหนเป็นของไทยหรือประเทศเพื่อนบ้าน เพราะตัวเขตแดนมันชัดเฉพาะบนแผนที่เท่านั้น พอไปสู่พื้นที่จริงมันไม่เคยชัดด้วยเหตุผลหลายประการ สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเปลี่ยน หลักเขตแดนไม่ชัดเจน ขณะที่ในยุโรปหรือประเทศจำนวนมากในโลกนี้อยู่กับเพื่อนบ้านตัวเองโดยการที่ยอมให้มีการคลุมเครือเอาไว้ เพราะหลายจุดหลายที่ถ้าทำให้ชัดเจนหมด เราก็ต้องรบกับเพื่อนบ้านตลอดเวลา ต้องปวดหัวตลอดเวลา ฉะนั้นบางพื้นที่ต้องปล่อยเอาไว้ ท้ายที่สุดก็ใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยไม่ต้องแบ่งให้ชัดเจน มิเช่นนั้นจะทะเลากันไปไม่รู้จบ เป็นผลผลิตของรัฐชาติสมัยใหม่ที่อยากจะมีเขตแดนที่ชัดเจน แต่มันยากที่จะทำให้ชัดเจน ขณะที่ กฎหมายระหว่างประเทศที่กำหนดหลวมๆ จะสามารถสร้างความยืดหยุ่นให้คนสามารถอยู่ร่วมกันได้ ให้ระหว่าง 2 ประเทศอยู่ร่วมกันได้

คนเริ่มพูดถึงชาตินิยมน้อยลง แต่หันไปพูดเรื่องภูมิภาคนิยมหรือโลกานิยม คือการอยู่ร่วมกันโดยคิดถึงมนุษยชาติเป็นหลักและลดความเป็นชาติลง ซึ่งพรมแดนเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในการที่จะทำให้เราก้าวข้ามพ้นจากรอบเรื่องชาติไปสู่เรื่องอะไรที่ใหญ่ขึ้น ทุกวันนี้สงครามระหว่างประที่เทศมาสู้รบกันด้วยอาวุธ แทบจะสูญพันไปจากการเมืองระหว่างประเทศแล้ว ฉะนั้นใครคิดในโหมดว่า การใช้กองทัพเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งประเทศเพื่อนบ้าน อยากจะให้เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ หรือควรจะสูญพันไปเลย เพราะทุกประเทศรู้ว่าเวลามีสงครามมันมีราคาที่ตามมาและเป็นราคาที่แพง

ปัญหาใหม่กับวิธีคิดเรื่องเขตแดน
ขณะที่ ดร.ธนาพล ลิ่มอภิชาต คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เรามักจะมองประวัติศาสตร์ว่าสยามเป็นเหยื่อที่ถูกรังแกโดยฝรั่งเศส แต่งานประวัติศาสตร์ในช่วงหลังค่อนข้างชัดว่ารัฐจารีตแบบเก่าของเราก็มีความเป็นจักรวรรดินิยมในความหมายแบบหนึ่งด้วย เราไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ว่าเราไปตีคนอื่น เราไม่ค่อยรู้มากนักว่าเราไปทำอะไรกับลาวไว้บ้าง ซึ่งความจริงเราจำเป็นต้องสถานะจารีตของสยามว่าเราคืออะไร รวมทั้งการเซ็นสนธิสัญญาในปี 1907 เป็นผลจากความพยายามตกลงผลประโยชน์ โดยชนชั้นนำไทยตกลงผลประโยชน์กับชาติตะวันตกแล้ว ถ้าไม่มีความรู้ชุดนี้เราก็คิดเพียงแต่ว่าเราเสียดินแดน ซึ่งเป็นเชื้อมูนสำคัญที่สังคมไทยคิดต่อประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นอคติที่เป็นปัญหาใหญ่ ฉะนั้น เรื่ององค์ความรู้มีความจำเป็นในการแก้ปัญหา

ในอนาคต เราอาจจะต้องคิดเกี่ยวกับเรื่องเขตแดนกันใหม่ มีปัญหาใหม่ เช่นอิทธิพลของจีน ที่มีบทบาทต่อลาวเวียดนามกัมพูชาพม่า รวมถึงการสร้างเขื่อนของจีน ในอนาคตอาจจะไม่ใช่ปัญหาเขตแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่อาจจะมีผลกระทบที่มาจากเขื่อน จะทำให้เรามีวิธีคิดเกี่ยวกับเขตแดนด้วยวิธีใหม่เพราะมีปัญหาใหม่หรือเปล่า ผมคิดว่าเป็นอีกอันที่เราจำเป็นต้องคิดกับมันในอนาคต

แนวทางแก้ปัญหา ควรลืมไปซะว่าเราเสียดินแดน เพราะความจริงเราไม่ได้เสียดินแดน ถ้าเราลงไปดูประวัติศาสตร์ดีๆ มายาคติเรื่องเสียดินแดนทำให้เราเข้าใจอะไรผิดไปมาก รวมทั้งทัศนะในการมองประเทศเพื่อนบ้านต้องขยายออกไปให้มากขึ้น เช่น การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม สร้างความสัมพันธ์ข้ามวัฒนธรรม เริ่มจากที่ตัวเราก่อน

000

ดร.ชาญวิทย์ กล่าวถึงรายละเอียดโครงการดังกล่าวนี้ว่า ได้รับความสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนให้จัดทำขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2553-54 โดยมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “โครงการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่สาธารณชน เรื่องเขตแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อสารคดี การประชุมเชิงปฏิบัติการ และการฝึกอบรม” และมี ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ กับ ดร. พิภพ อุดร เป็นหัวหน้าและรองหัวหน้าโครงการฯ ดังมีรายชื่อ ต่อไปนี้

1. ประมวลสนธิสัญญา อนุสัญญา ความตกลง บันทึกความเข้าใจ และแผนที่ ระหว่างสยามประเทศไทยกับประเทศอาเซียนเพื่อนบ้าน: กัมพูชา–ลาว–พม่า–มาเลเซีย (Collected Treaties – Conventions –Agreements – Memorandum of Understanding and Maps Between Siam/Thailand – Cambodia – Laos – Burma – Malaysia) โดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

2. ศาลโลก–ศาลอนุญาโตตุลาการ กับข้อพิพาทระหว่างประเทศ (International Court of Justices– Permanent Court of Arbitration)โดย พนัส ทัศนียานนท์, ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช, วิพล กิติทัศนาสรชัย

3. เขตแดนเวียดนาม–จีน–กัมพูชา–ลาว (Boundaries of Vietnam-China-Cambodia-Laos)โดยพิเชฐ สายพันธ์ และ สุริยา คำหว่าน

4. เขตแดนจีน–รัสเซีย–มองโกเลีย (Boundaries of China–Russia and Mongolia) โดย พวงทอง ภวัครพันธุ์และ รณพล มาสันติสุข

5. เขตแดนฝรั่งเศส–เนเธอร์แลนด์–แม่น้ำดานูบ (Boundaries of France–The Netherlands and The Danube River) โดย มรกต เจวจินดา ไมเออร์ และอัครพงษ์ ค่ำคูณ

6. เขตแดนสยามประเทศไทย–มาเลเซีย–พม่า–ลาว–กัมพูชา (Boundaries of Siam/Thailand–Malaysia – Burma–Laos –Cambodia) โดย อรอนงค์ ทิพย์พิมล, ธนศักดิ์ สายจำปา, ดุลยภาค ปรีชารัชช, สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี, อัครพงษ์ ค่ำคูณ

วัตถุประสงค์ของโครงการฯ คือ

1. ผลิตงานวิชาการในรูปแบบที่เป็น “หนังสือ-สื่อ-ดีวีดี-วีซีดี” ที่เข้าใจง่าย ที่ตั้งอยู่บนข้อมูลที่ถูกต้องทางวิชาการ ครบถ้วนเกี่ยวกับองค์กร (ศาลโลก-ศาลอนุญาโตตุลาการ) สถานะและแนวทางการแก้ไขปัญหา เขตแดน-พรมแดน-ชายแดนระหว่างไทย กับประเทศเพื่อนบ้าน คือ พม่า ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย รวมทั้งกรณีศึกษาที่น่าสนใจของประเทศต่างๆที่มีเขตแดน-ชายแดน-พรมแดนติดต่อกัน ทั้งในทวีปเอเชียและทวีปยุโรป เช่น เวียดนาม จีน รัสเซีย มองโกเลีย ตลอดจนฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และแม่น้ำดานูบ โดยครอบคลุมตัวอย่างทั้งที่ประสบความสำเร็จ และล้มเหลวในการแก้ปัญหาเขตแดน-พรมแดน-ชายแดน

2. นำผลงานวิชาการที่สำเร็จเป็น “หนังสือ-สื่อ-ดีวีดี-วีซีดี” แจกจ่ายอภินันทนาการ (ไม่มีจำหน่าย) ให้กับห้องสมุดมหาวิทยาลัย โรงเรียน หน่วยงานของรัฐและเอกชนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของสังคมและรัฐ ตลอดจนสื่อมวลชน จำนวนหน่วยละ 3,000
3. ดำเนินการจัดการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในรูปแบบของการเสวนา ประชุมปฏิบัติการ การฝึกอบรมทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี-ศรีสะเกษ-สุรินทร์-บุรีรัมย์ มหาวิทยาลัยนครพนม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฯลฯ ภายในเดือนมกราคม พ.ศ. 2554

4. ดำเนินการตอกย้ำภาพลักษณ์ที่ดีของประชาชนและสังคมไทย และสร้างความตื่นตัวถึงบทบาทการดำเนินงานของภาครัฐและเอกชน กับสถาบันการศึกษา ในการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน ในการมีความสัมพันธ์อันดีในฐานะ “ประชาคมอาเซียน” ร่วมภูมิภาคอุษาคเนย์ด้วยกัน ตลอดจนการหาวิถีทางแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีฉันท์มิตรประเทศที่มีความเท่าเทียมกันในโลกสมัยปัจจุบัน

มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ขอขอบคุณความร่วมมือและความสนับสนุนที่ได้จากองค์กรของรัฐ เอกชน และตัวบุคคล อาทิ กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวง การต่างประเทศ ตลอดจนข้าราชการทั้งอดีตและปัจจุบันนิรนามหลายท่าน ขอบคุณกรมแผนที่ทหาร กองบัญชากองทัพไทย กองบัญชาการทหารสูงสุด สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ หอสมุดปรีดีพนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี-ศรีสะเกษ-สุรินทร์-บุรีรัมย์ มหาวิทยาลัยนครพนม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสถาบันการศึกษาชั้นสูงทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ตลอดจน “กัลยาณมิตร” ต่างรุ่นต่างวัย ที่มีส่วนทั้งร่วมงานโดยตรง มีทั้งส่วนช่วยเหลือ ช่วยผลักดัน และให้คำแนะนำกับ “กำลังใจ” ในการดำเนินการโครงการฯ ที่ค่อนข้างใหญ่โตและอยู่ในสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ-สังคม-และการเมืองที่อ่อนไหวและเปราะบางในปัจจุบัน

เราหวังว่า “หนังสือ-สื่อ-ดีวีดี-วีซีดี” ชุดนี้ จะมีส่วนในการเสริมสร้างความคิด สติปัญญาให้กับเราๆ ท่านๆ ทำให้เราสามารถเข้าใจเรื่องราวของ “เขตแดน-พรมแดน-ชายแดน” ของ “รัฐสมัยใหม่” ที่เป็นมรดกตกทอดทางประวัติศาสตร์ที่มีมาจากอดีต มาจากการกระทำของบรรพชน ที่มีทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว ที่เราอาจจะพอใจหรือไม่พอใจก็ตาม แต่ก็เป็นสิ่งที่ยังอยู่กับเราในปัจจุบัน และจะคงยังมีต่อไปในอนาคต ที่เราจะต้องร่วมด้วยช่วยกันแก้ไขต่อไปทั้งนี้เพื่อเยาวชน-คนหนุ่มคนสาว-ลูก-หลาน-เหลน-โหลน “คนรุ่นใหม่” กับประเทศชาติบ้านเมืองของเรา

เรามีความหวังตามปณิธานของผู้ก่อตั้งของเรา คือ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 (1966) เป็นต้นมา ยึดมั่นเป็นแนวทางของวิชาการตามพุทธภาษิตในภาษาบาลีที่ว่า “นัตถิ ปัญญา สมาอาภา” และแปลเป็นไทยว่า “แสงสว่าง เสมอด้วยปัญญา ไม่มี” นั่นเอง

 

Comments

เอาหมาบ้ามาไล่กัดศัตรู

เอาหมาบ้ามาไล่กัดศัตรู หมาบ้าก็คือหมาบ้า
มันไล่กัดไม่เลือก ไล่กัดแม้แต่เจ้าของมัน

สักวันเจ้าของมันคงตบรางวัลงามๆด้วยกระสุนความเร็วสูง

งานนี้เห็นข่าวว่างบจัดจ้าง๗ล้

งานนี้เห็นข่าวว่างบจัดจ้าง๗ล้านบาท...โดยกระทรวงต่างประเทศ ผมติงนิดเดียวว่า

..ควรเปิด เวปไซด์ แถลงข้อมูลหลักฐานและผลงานให้ประชาชนได้ติดตามให้ความเห็นด้วย

..และ น่าจะรวมกลุ่มศึกษาของเทพมนตรี และคนอื่นที่พันธมิตรเอาข้อมูลมานำเสนอ เข้าอยู่ในคณะกรรมการด้วย ขัดแย้งอะไรกันที่จุดไหนได้หารือกันหาข้อสรุปในคณะกรรมการ ชาวบ้านได้ไม่ต้องฟังข้อมูลสองฝ่ายให้สับสน....ถ้าจะเพิ่มงบไปอีกสักเท่าตัว ก็ตัดงบโฆษณาไร้สาระของหน่วยงานราชการมาจ่ายก็แล้วกัน......

อ้อ ได้ข่าวว่าสมาคมนักหนังสือพิมม์ก็จะต้องคณะกรรมการศึกษาทำนองเดียวกันนี้ขึ้นมาเช่นกัน.....

ก็ดีครับ...... จับผิดกันไปในตัว

แล้วอย่าลืมกันไปนะครับว่า สำหรับนักการเมืองนั้น ความผิดแค่ "อาจจะ" ทำให้เสียดินแดนนั้น มีผลต่ออนาคตทางการเมือง........ตามคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ

สภาทนายความไม่ลองตั้งคณะกรรมการกับเขาสักชุดหรือครับ.........

ดูอาการแล้ว...ยากที่จะสำเร็จ

ดูอาการแล้ว...ยากที่จะสำเร็จ

ไม่มีหลักประกันอันใดว่า...ข้อสรุปของงานวิจัยชิ้นนี้ รัฐบาลจะนำมาปฏิบัติจริง

ยิ่งใกล้ช่วงหมดวาระ สิ่งที่ต้องทำ คือ การเรียกคะแนน

โครงการนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อลดแรงเสียดทานจากทุกภาคส่วน

และอีกทั้งเพื่อรักษาฐานเสียง พวกชาตินิยมรบกับเพื่อนบ้าน

พอได้รัฐบาลใหม่ ก็ต้องทำการศึกษาวิจัยกันใหม่ โดยอ้างเงื่อนไขเรื่องห้วงเวลา

สรุป...ไอที่กำลังตั้งเค้าโครงการที่จะทำวันนี้ "มันก็แค่ขายผ้าผืนนึ่ง เพื่อเอาหน้ารอดไปดาบหน้า"

ส่วนเรื่องมาตรา ๑๙๐

ส่วนเรื่องมาตรา ๑๙๐ ผมเห็นต่างจากท่านอดีตอธิการ

ผมเห็นว่า...ควรที่จะคงไว้ ถึงแม้จะอาจอ้างข้อเสียเรื่อง การแบไต๋บนโต๊ะเจรจา ทำให้เสียโอกาสในการต่อรอง

ถึงกระนั้น...ความเสียหายก็ไม่เท่ากับการเจรจาใต้โต๊ะ ตามแบบฉบับของเหล่านักการเมืองไทย

เงินกู้พม่าเอย สนธิสัญญาการค้ากับจีนเอย เป็นบทเรียนที่คนไทยต้องจำ

คนไทยเกือบทั้งชาติเสียประโยชน์ มีแค่คนบางนามสกุลเท่านั้นที่ได้ประโยชน์

อย่าลืมว่า...การเจรจาเรื่องเขตแดนกับเขมร ไม่ใช่จะทำสำเร็จในคนรุ่นนี้ ต้องรออีกหลายรุ่นกว่าจะสำเร็จ

เรื่องเขาพระวิหารเหตุเกิดไปนาน คนไทยยังไม่ลืม นอนตาไม่หลับเลย

จะให้ลืมได้ไง ไปเที่ยวทีไรเจ็บใจทุกที

ฝรั่งหัวทองยืนถ่ายรูปทุกมุมเสร็จ ยังเกาหัวบอก...ตัวปราสาทมันไปตั้งอยู่ในเขตเขมรได้อย่างไร

เจรจาใต้โต๊ะ แบบเอาแผ่นดินไทยไปแลกกับเกาะเล็กๆ ของเขมรที่มีบ่อนตั้งอยู่ ไม่มีคนไทยคนไหนเค้าเอาหรอก

ทำอะไรบนโต๊ะดีกว่า...ชาวบ้านจะได้ช่วยกันตรวจสอบ รอบคอบ ถูกต้อง และตรงใจประชาชน

ฝรั่งหัวทอง

ฝรั่งหัวทอง ฮ่าๆๆๆๆ
ฝรั่งขี้นกนะสิครับ

ถ้ายังอยู่ในประเทศไทย
พูดความจริงไม่ได้

ตดเหม็นให้ว่าหอม ชื่นใจ

ไม่เช่นนั้น ฮ่าๆๆๆๆ

[quote=Benni Deutschland]ส่วนเรื่องมาตรา ๑๙๐ ผมเห็นต่างจากท่านอดีตอธิการ

ผมเห็นว่า...ควรที่จะคงไว้ ถึงแม้จะอาจอ้างข้อเสียเรื่อง การแบไต๋บนโต๊ะเจรจา ทำให้เสียโอกาสในการต่อรอง

ถึงกระนั้น...ความเสียหายก็ไม่เท่ากับการเจรจาใต้โต๊ะ ตามแบบฉบับของเหล่านักการเมืองไทย

เงินกู้พม่าเอย สนธิสัญญาการค้ากับจีนเอย เป็นบทเรียนที่คนไทยต้องจำ

คนไทยเกือบทั้งชาติเสียประโยชน์ มีแค่คนบางนามสกุลเท่านั้นที่ได้ประโยชน์

อย่าลืมว่า...การเจรจาเรื่องเขตแดนกับเขมร ไม่ใช่จะทำสำเร็จในคนรุ่นนี้ ต้องรออีกหลายรุ่นกว่าจะสำเร็จ

เรื่องเขาพระวิหารเหตุเกิดไปนาน คนไทยยังไม่ลืม นอนตาไม่หลับเลย

จะให้ลืมได้ไง ไปเที่ยวทีไรเจ็บใจทุกที

ฝรั่งหัวทองยืนถ่ายรูปทุกมุมเสร็จ ยังเกาหัวบอก...ตัวปราสาทมันไปตั้งอยู่ในเขตเขมรได้อย่างไร

เจรจาใต้โต๊ะ แบบเอาแผ่นดินไทยไปแลกกับเกาะเล็กๆ ของเขมรที่มีบ่อนตั้งอยู่ ไม่มีคนไทยคนไหนเค้าเอาหรอก

ทำอะไรบนโต๊ะดีกว่า...ชาวบ้านจะได้ช่วยกันตรวจสอบ รอบคอบ ถูกต้อง และตรงใจประชาชน[/quote]

ครับขอตอบแยกประเด็นสำคัญๆเฉพา

ครับขอตอบแยกประเด็นสำคัญๆเฉพาะแต่ล่ะท่าน(เฉพาะท่านที่ผมเห็นว่าน่าสนใจ)

ขอเริ่มที่แม่งานอ.ชาญวิทย์ฯเลย ผมค่อนข้างให้ความสนใจผลงานที่รวบรวมมาโชว์ข้างล้างหลายผลงานฯนั้น? แบบนางงามล่ามงกฏ เอารางวัลมาข่มคนอื่น?ผมให้ความสำคัญกับตรงนั้นน้อยกว่า? ว่า คุณจะตอบโจทย์ เงื่อนไขปัญหานี้?อย่างไร?นางงานบนหลักเขต46จะตอบคำถามกรรมการว่าอย่างไรมากกว่า?ทั้งระยะเร่งด่วน ระยะกลางระยะยาว

ไม่ใช่มานั่งพล็อตเรื่องปัญหาเรื่องโน้นเรื่องนี้ เหมือนแต่งนิยายบนสวรรค์วิมาน จินตนาการแบบนางในวรรณคดี แบบนี้? เพราะเรื่องจริง? ข้อเท็จริงในจินตนาการแบบนั้น มันมีทั้งเป็นไปได้(อียูฯที่สะสมพัฒฯการร้อยพันปีจึงได้แบบนี้)และเป็นไปไม่ได้(นางในวรรณคดี)กับชุดความคิดจินตนาการหลงป่าอันนี้? เพราะเงื่อนไขความต่างและพัฒนาการความต่าง เช่นอ้างอิงยุโรปฯหรืออียู

มาเทียบเคียงในกรณีนี้ บนเงื่อนไขพัฒนาการความต่างผ่านตัวแปรหลายๆเงื่อนไขคุณภาพพัฒนาการทางปชต. เงื่อนไขสถานะภาพ ผู้ล่าฯหรือผู้ถูกล่าฯ(อาณานิคม) ตัวแปรแบบนี้มันจะเอามาเปรียบเทียบเป็นชุดความคิดสำเร็จรูปแบบจินตนาการบนวิมานฝันเห็นโลกยุคพระศรีอารย์ แบบจินตนาการคนพุทธ ที่ทุกคนยอมรับว่าคือเป้าหมายที่ทุกคนอยากได้สวยงาน แล้วความจริงล่ะ?

แต่เงื่อนไขข้อเท็จจริงปัจจุบันล่ะ? ดังนั้นชุดความคิดสำเร็จรูป โรดแม็ปแบบ"หลงป่าฯ"ที่พยายามตอบโจทย์ปัญหานี้? ภายใต้ความคิดสำเร็จรูปโลกไร้พรมแดนแบบอียูฯกับกรณีไทย,เขมร ที่มันยังเป็นชุดความคิดที่"หลงป่าฯ"อยู่ยังไกลตัวตนพัฒฯการเขตแดนแบบ"ไร้พรมแดน"ต้นแบบอียูฯมาก(ที่ผมนิยามไว้หลายครั้ง) แบบนี้ มันไกลตัวตนปัญหามาก

เอาง่ายๆเงื่อนไขปัจจุบันเขมร(โดยเฉพาะฮูนเซ็น) กำลังคิดอะไร?เดินยุทธศาสตร์อย่างไร? ในขณะที่คุณหลงป่าฯอยู่? ละเมอเพ้อเจ้อเรื่องโลกในวรรณคดี เขียนบทความหรือจ้อหน้าโพเลี่ยมฯ แบบละคร บนสวรรควิมาน จินตนาการที่ไกลตัวตนปัญหาที่ว่าเรื่อง"คน" หรือ"คนไทย","คนเขมร"ปัจจุบันไม่ใช่อียูฯหรือไม่ใช่ กินนรี,กินนรแบบนี้?

แล้วชุดความคิดสำเร็จรูปแบบหลงป่าฯนั้นเอามาเป็นโรดแม็ปให้รบ.ไทยขณะนี้ชุดนี้ กับสถานการณ์ เร่งด่วนขณะที่เขมรรุกคืบ แผ้วถางป่าฯสร้างหลักฐานสาระพัด เพื่อ ยืนยันโฉนด? เพื่ออยู่กับข้อเท็จจริงบนพัฒนาการรัฐชาติอีกแบบในภูมิภาคนี้(ที่อยู่กับความจริงข้อเท็จจริงขณะนี้) ที่มันต้องพัฒนาการไปตามข้อเท็จจริงปัญหา และมีระยะหวังผลเก็บเกี่ยวอย่างไร?ที่เขมรโดยฮุนเซ็นวางยุทธศาสตร์อย่างมีขั้นตอน,อยู่กับข้อเท็จจริงปัญหา?

ในขณะที่เราหลงป่าฯ? บนจิตนาการส่วนตัวตามชุดความคิดแบบหลงป่านั้น เขมรได้แผ้วทางเพื่อหาทางมัดเรา สร้างกับดักวางล่อเราไว้? อย่างมีแผนลำดับขั้นตอนที่เป็นข้อเท็จจริง? ในขณะที่ข้อเท็จจริงเราไปละเมอเพ้อพกโลกบนจิตนาการ(สร้างสวรรณวิมานกับนางในวรรณคดีกลางป่า) หรือพัฒนาการรัฐชาติแบบอียูฯ(ที่ใช้เวลาสะสมสร้างพัฒนามามากว่าเราหรือภูมิภาคนี้หลักหลายร้อยเกือบพันปี เขาจึงได้แบบนี้)

ไม่ใช่อยู่ได้มาบนจิตนาการเราฝ่ายเดียว สมมุติว่าเราลงมติทั้งประเทศว่าเอาแบบสวยงามๆนี้ล่ะ แต่เขมรกระทืบซ้ำตบหน้า แถมนวดหน้าด้วยฝ่าเท้าให้รบ.ไทยกรณีนี้แถมหยามว่า ไอ้นู๋มาร์คปฎิบัติการณ์"ฟันน้ำนมแบบนู๋ๆนี่น่ะ" ขากถุย???

แล้วแนวคิดแบบนี้ของชุดความคิดหลงป่านี้ จะสร้างนางในวรรณคดีต่อการตอบโจทย์เคสนี้ เอาไปเล่นเป็นลิเกให้แม่ยก นู๋มาร์คหรือแม่ยกคนไทยฟังดีกว่า เขมรหรือหงุนเซ็นไม่เก็ต?มันเด้กปัญญาอ่อน?

แล้วข้อเท็จจริงจริงๆ ก็ยังไกลกว่าความน่าจะเป็นแบบอียูฯมาก(ตามโรดแม็ปหลงป่าฯนั้น) ต่อโจทย์ระยะสั้นที่ตรงเงื่อนไขสถานการณ์ตอนนี้?มันคนล่ะเรื่องกันเลย ว่างๆขอท้าอ.ชาญวิทย์และพวกมาดีเบตกันบ้างน่ะครับ?ระหว่างสวรรควิมานจินตาการแบบนางในวรรณคดีของอ.และนู๋มาร์ค? กับข้อเท็จจริง? จริงๆที่ต้องตอบ? ของผม? เอาสิไฝ๋จะเป็นไผ๋?ผมท้าชนได้ทุกคนเลยครับในนี้เห็นลายมือทางความคิดแล้วครับ???

ครับ ขอต่อมาที่ท่านสุรินทร์ฯ

ครับ ขอต่อมาที่ท่านสุรินทร์ฯ เลขาธิการอาเซี่ยน จริงผมเสียดายท่านคนนี้ ไม่ได้ทำงานแทนกษิตฯ(อาจด้วยเหตุผลหลายอย่างรวมทั้งตำแหน่งนี้ของท่าน) ผมยอมรับว่าท่านสุรินทร์เป็นบุคคลงานต่างประเทศที่มีความสามารถ มีบารมี มีวุฒิภาวะคนล่ะเรื่องกับกษิตนโดยส่วนตัวท่านคนนี้ผมค่อนข้างช่นชมบทบาท(แต่เสียดายนิดๆที่เป็นคนปชป.)จนทำให้กรอบวิธีคิดแบบปชป.มันพันธนาการศักยภาพท่านมิดเลย?

เข้าเรื่องเลยดีกว่า ผมเห็นด้วยว่า เงื่อนไขการเจรจาด้านเขตแดน ต้องใช้หลายอย่างมาแบบนโต๊ะ?(ท่านกำลังเชียร์MOUตามสคริบฯผมรู้?ในแมสเซสตรงนี้) ส่วนตัว ผมเห็นด้วยตรงนี้ เพราะหลักการเจรจาคือต้องไม่เอาตัวเองเป็นหลัก?หรือเอาแต่ได้?ในเจตนามัดมือชกคู่เจรจา

แต่เงื่อนไขคือหรือเจรจา ต้อง หาที่มาที่ไปอ้างอิงที่มีน้ำหนัก เพื่อขีดกรอบประเด็นเจรจาให้แคบลง ดังนั้นแผนที่1/200000ของฝรั่งเศษที่คือหมัดเด็ดของเขมร(เคยน็อคเราที่ศาลโลก) กับการที่เราจะกลัวอันนี้ จนแบนมันเพื่อลดความเสี่ยง ในเหตุผลของพธม. เพราะเชื่อมั่นว่ามันเก้ฯ(แต่มันเคยเป็นน้ำหนักน้อคเราคราวศาลโลก)

ดังนั้นการขึ้นชกหรือเจรจา ถ้าบอกให้เขมรห้ามใช้มือหรือหมัดเด็ด(แผนที่1/200000)เพราะไทยมีหมัดเด็ดแล้วคือเข่า(สนธิสัญญา)เวทีเจรจา ถ้ามัดมือชกตั้งแต่ขั้นตอนนี้ มันไม่มีทางเปิดการเจรจาหาทางออกได้

ส่วนตัวผมไม่กลัวหลักฐานในศาลโลกเรื่องแผนที่เก้(1/200000) เพราะศาลโลกไม่ได้รับรองอย่างเป็นทางการ แค่อ้างอิงพยานหลักฐานที่มีตรงนั้นเพื่อยุติที่คำตัดสินตรงนั้นเท่านั้น(แต่กระทรวงการจิตเพศ(ต่างประเทศ)มันกลัวกลวงๆ) แต่ผมห่วงที่เราไปยอมรับกับลาว(แม้ต่างประเทศต่างอธิปไตยต่างเงื่อนไขข้อตกลงก็จริง แต่น้ำหนักการปฎิเสธแผนที่นี้มันจะน้อยลง)

ดังนั้นเราจึงต้องเน้นที่เคสบายเคส เช่นพระวิหารศาลตัดสินแล้ว?ทั้งที่ข้อเท็จจริงค้านคำตัดสิน? จุดที่ควรจบต้องจบ.? ส่วนจุดที่ยังไม่จบเช่นหลักเขต46 มันใช้หลักเกณฑ์อะไร?(ณ.ปัจจุบันที่อ้างอิงเป็นรูปธรรมที่สุดแคบสุด)เป็นหลักตรงนั้นมันแคบลงที่มีหลักเขตแล้ว แค่พิสูจน์ให้ตรงและยอมรับร่วมกัน แค่นั้น แล้วตัดประเด็นที่โยง เรื่องที่มันจบไปแล้ว หรือสรุปไปแล้วที่เคยมีหลักเขตไปแล้ว ไอ้1/200000ถีบมันออกไปไม่เกี่ยวแล้ว?(นี่ไงครับเราเอาแผนที่เก้เพื่อมาตีเขาเอาๆเพราะเขากล้าเปิดตัวเอาแผนที่เก้ที่ตัวเองเป้นรองมาต่อรอง)

เราต้องตัดสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องอื่นๆออกไปในกรณีเฉพาะนั้นๆ เช่นที่หลัก46แผนที่1/200000 ใช้ไม่ได้ เพราะมีหลักเขตแล้วตรงนี้ มันเป็นการปักปันร่วมแบบJBCไปแล้ว?ตรงนี้ประเด็นแค่พิสูจน์ว่ามันตรงไหนกันแน่? แค่นั้นอย่าพยายามโยงเรื่องที่จบไปแล้วมาพูดใหม่ นี่คือกรอบการเจรจา ? เหลือคือการต่อรอง และพิสูจน์ตามหลักฐานให้ตรงกัน แต่เราไม่ได้ปฎิเสธแผนที่1/200000น่ะ แต่เมื่อเอามาแบพิสูจน์ร่วมมันตกไปแค่นั้น?

ดังนั้นข้อเสนอท่านสุรินทร์ กรณี ให้ถอยกลับไปยังตอนที่ยังไม่มีเงื่อนไขการล่าอาณานิยม มันจึงเป็นไปไม่ได้?เพราะตอนนั้นตรงนั้นเกิดเงื่อนไขข้อตกลงร่วมหลายอัน ที่มีผลเกี่ยวเนื่องต่อเนื่องมีพันธผูกพันจนกลายมาเป็นพัฒนาการทางเขตแดนมาไกลแล้ว การกลับไปเท่ากับปฎิเสธสนธิสัญญาที่เป็นรูปธรรมที่สุด ในพัฒนาการด้านเขตแดนไทยเขมร(ที่เราเป็นต่อเสียด้วยทิ้งไป)

นั้นคือเราจะต้องเสริมพัฒนาการตรงนั้นต่อยอดเพื่อขีดกรอบให้แคบลง ไม่ใช่ถอยกลับไปหาสิ่งที่เป็นไปไม่ได้?(ทั้งสองทางนั้น) หรือ ก้าวข้ามเงื่อนไขเหล่านี้(อียูฯแต่ข้อเท็จจริงคือขี้กูมหาอำนาจอึไว้ให้) ไปหาสิ้งที่ยังเกิดไม่ได้ในพัฒนาการเขตแดนแถบนี้(เช่นชุดความคิดแบบอียูฯมันอีกไกลมาก) ผมอยากเสนอว่า ตัดประเด็น เหล่านี้ ทั้งพวกถอยกลับไปหายุคไม่มีพรมแดน(สมัยรัฐชาติแบบอาณาจักร เช่นขอมอยุธยามันบ้าไปแล้ว? มันไม่ใช่ประเทศแบบนี้) และข้าม ไปหายุคไร้พรมแดน(อียูที่ไกลตัวตนพัฒนาการเขตแดนแถบนี้มาก)

เพราะก่อนจะข้ามมันไปได้(ประเทศที่มีเขตแดนแบบยุโรป)มันต้องผ่านพัฒนาการแบบเขตแดนซึ่งยุโรปก่อนจะก้าวข้ามผ่านสงครามโลกมาตั้งสองครั้ง บวกกับพัฒนาการด้านปชต. เสมอกันบวกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ฯลฯ ก่อนจะมีพัฒนาการมาได้แบบนี้ ไกลกว่าแถบนี้ร่วมพันปี

ดังนั้นการยกสองขั่วที่เป็นไปยากมาก(ที่อ.ชาญวิทย์พาหลงป่าฯ)และกลับไปหายุคอาณษจักรแบบสุรินทร์ว่า ออกไปก่อน? แล้วขีดกรอบสองอย่างที่ห่างไกลข้อเท็จจริงมากนี้ ออกไปก่อน? มาว่ากันที่ข้อเท็จจริง จริงๆ ของปัญหาแคบๆตรงประเด็นก่อน

เพราะถ้าเอาตามท่านสุรินทร์เสนอ ว่าให้มีประชาคมอาเซี่ยนแบบอียูฯก่อนค่อยกลับมาว่าเรื่องนี้ โดยเอาเงื่อนไขเรื่องนี้ซุกระเบิดไว้ใต้พรม(แดน)ชั่วคราวก่อน? ในขณะที่เขมรไม่ได้พุดแบบเรา? เขารุกคืบจุดชนวนทางชายแดน เช่นสร้างงเงื่อนไขใหม่ๆการขึ้นทะเบียนปราสาทฯ เพื่อเป้าหมายพื้นที่ทับซ้อนทั้งหมดตามแผนที่1/200000 และผลประโยชน์ทางทะเลฯมหาศาล ที่วางพล็อตไว้ให้ไทยใกล้เกลือกินด่าง(ร่วมทุนกับต่างชาติอื่นๆที่ให้มากกว่าเรา ที่จะมาแบ่งแชร์กับไทยอย่างไม่น่าไว้ใจ)

เขมรได้สร้างเงื่อนไข จุดชนวนระเบิดลูกใหม่ไกล้ตูดท่านสุรินทร์ นั้นคือความเสียหายของผลประโยชน์ชาติมหาศาลรวมพื้นที่ชายแดนมหาศาล ถ้าแผนการจุดชบวนท่างชายแดนของเขมรสำเร็จ

นี่ไงครับเงื่อนไขที่รอ ประชาคมอาเซี่ยน ของท่านสุรินทร์ ตามชุดความคิดแบบอียูฯไม่ไหวเพราะ"กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้"แล้ว ไทยเสียหายมหาศาลเกินจะเอาคืน หรือกลับไปแก้ไขได้แล้ว(แบบพระวิหาร)เพราะไม่ทันเกมเขมร

แล้วผมฟันธงว่า กว่าต้นแบบประชาคมอาเซี่ยนตามจินตนาการชุดความคิดแบบนั้น สมมุติถ้าเกิดได้? ก็จะ ต่างจากอียูฯหรือเหมือนอียูตามต้นแบบไม่ถึง10%(สมมุติเกิดภายในสิบปีนี้) ส่วนที่เหลือมากกว่า90% คือหลอกตัวเอง?หลอกคนอาเซี่ยนกันเองว่าใช่? แต่ซุกเงื่อนไขระเบิดทางชายแดนไว้มหาศาลรอวันตูมเมื่อ่ไหร่ก็กลับไปที่เดิมเมื่อนั้น ท่านสุรินทร์

หรือไม่เชื่อผมก็ลองผิดลองถูกดูได้?โดยการใช่เวลาลองผิดลองถูกถอยหน้าถอยหลัง อีกไม่น่าจะต่ำกว่า30ถึง40ปีจึงจะได้พัฒนาการที่ใกล้ต้นแบบที่ว่า(แต่ยังไกลกว่าจะถึงเพราะเสียเวลาถอยหน้าถอยหลังแบบนี้จาเจตนาก้าวข้ามเงื่อนไขหลักที่ผมว่าแบบนี้แต่ข้ามยังไงก้ข้ามไม่พ้น เพราะมันคือเงื่อนไท่ต้องแก้สลักระเบิดที่ต้องถอดก่อนจะก้าวข้ามไปพุดเรื่องอื่นๆได้
แต่งา(ปัญหาเขมรไหม้แล้วจะรบกันหรือเปล่าไม่แน่ใจ)

นี่ไงครับ เงื่อนไขที่ผมบอกว่าจะก้าวข้ามอะไรไปต้องถอดเงื่อนไขทุนระเบิดทางชายแดนออกก่อน เพราะตูมมาเมื่อไหร่?ถอยกลับไปที่ไกลกว่าเก่าทุกครั้งครับ ท่านสุรินทร์และทีมงานฟันน้ำนม???

รู้ๆกัน

รู้ๆกัน แต่พูดความจริงในบางประเทศไม่ได้
ถ้ายอมรับกติกาสากล ก็จะเกิดผลประโยชน์แก่ประชาชน
ทว่า .....

ครับส่วนท่าน"จิระนันท์

ครับส่วนท่าน"จิระนันท์ พิตรปรีชา" ท่านมีต้นทุนการต่อสู้ ในหลายบริบททางสังคมที่สะสม บารมีต่อเรื่องจิตสาธารณะที่เป็นต้นแบบที่ดี(เท่าที่รู้จัก)

ส่วนต่อกรณีนี้ในความเห็นที่ให้มาสั้นๆของท่าน ต่อประเด็นอารมณ์ความรู้สึกมากว่าข้อเท็จจริง และโยงไปที่มิติเรื่องในเชิงความสัมพันธ์มันมีหลายมิติ เช่นวัฒนธรรม,เศรษฐกิจ แต่เงื่อนของคำว่ารัฐชาติแบบใหม่ ตลอดจนพัฒนาการของรัฐชาติแถบนี้

มันยังไม่ก้าวข้ามเรื่องเขตแดนแบบที่อื่นๆเช่นกรณียุโรป(อียูฯ) ที่ก่อนจะไปถึงต้นแบบอียูฯเขาต้องสร้างพัฒนาการแบบเขตแดนในการเผชิญปัญหาหลายกรณีมากในความขัดแย้ง ? ชัดๆที่สุดคือสงครามโลก และสงครามเย็น(โลกเสรีกับคอมมิวนิสต์) ที่เยอรมันยังต้องแยกเป็นสองประเทศเลย และพึ่งจะรวมกันได้ไม่เท่าไหร่เอง? ก่อนจะมาเป็นอียูฯได้

ดังนั้นกว่ายุโรปจะข้ามพ้นปัญหาเรื่องเขตแดน เขามีประวัติศาสตร์ความขัดแย้งมหาศาลซับซ้อนกว่าเรามาก มันจึงไม่ง่ายที่เราจะก้าวข้ามปัญหาเรื่องเขตแดนไปหาไร้พรมแดน ตามต้นแบบ"โรดแม็ปหลงป่า"นั้น?

นั้นคือรัฐชาติแถบนี้พึ่งจะ มีพัฒนาการเขตแดนตามพัฒนาการรัฐชาติอีกขั้น ที่ต้องมีลักษณะเสถียรมากขึ้น? เพื่อประโยชน์เชิงการบริหารจัดการต่อพื้นที่พลเมืองภายใต้สิทธิอธิปไตยกฏหมายของประเทศไหน?มันจึงส่งให้เงื่อนไขเขตแดนเป็นตัวแปรที่สูงกว่ามิติอื่นที่ท่าน"จิระนันท์ พิตรปรีชา"ยกมา เช่นเศรษฐกิจ,วัฒนธรรม,เพราะสองอย่างจะต้องถูกบริหารจัดการผ่านมิติเขตแดนในรัฐชาติอีกแบบที่เสถียรขึ้นในพัฒนาการกว่าเก่าในยุคอาณาจักรที่ใช้รูปแบบการปกครองหลวมๆ ผ่านหัวเมืองชั้นใน,นอกประเทศราช

เงื่อนไขรัฐชาติแบบนั้นไม่มีแล้ว มันชัดเจนขึ้น จึงจะเอามิติเศรษบกิจ,วัฒนธรรมไปเทียบเคียงแบบเก่าไม่ได้?หรือได้ก็เงื่อนไขแบบใหม่ไม่ใช่แบบเก่าๆ?

ส่วนประเด็นที่เรื่องอารมณ์ความรู้สึกของคนไทยขณะนี้ตัวแปรที่กระตุ้นที่ดีที่สุดคือท่าทีรบ.?ทั้งมิติการเข้าถึงฐานข้อมูลที่ชัดเจนไม่ได้?(แม้ตรงนี้เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ความมั่นคงจึงเทาๆตลอด) มันจึงโทษปชช.ไม่ได้ เพราะชุดข้อมูลที่ไม่ชัดเจนและตอบคำถามบนความโปร่งไสไม่ได้ แล้วพฤติกรรมมันส่อมากแต่อธิบายไม่ชัด?(เช่นจากฮั้ว1ทักษิณมาหาฮั้ว2ปชปงบวกอำมาตยฯจากชนชั้นปกครองมองข้ามหัวปชช.บนความรู้สึกที่แรงที่สุดขณะนี้จากความไม่ชัดเจนคลุมเครือจนส่อ?) นี่ไงเงื่อนไขกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกคน

เช่นชัดๆก็คือประเด็น เหตุผลอะไรท่าทีรัฐบาลไทยจึงหง๋อ?กับเขมรชนิด แทบกราบตีนเขมรแล้วตอนนี้? ถ้าบอกว่ามันลับฯ? แต่จริงๆเท่าที่ได้รับหรือเข้าถึงได้ มันเส้นผลบังภุเขา? หรือเขียนเท้า(ตีน)ตัวเองให้ใหญ่เกินไป จนสร้างเงื่อนไข ให้กลัวตีนตัวเองจะมากระทืบหน้าตัวเอง แบบวิตกจริต? ทั้งที่จริงๆแล้วนั้นอาจจะคือจุดแข็งของเราต่อเขมรก็ได้?

หลายๆอันเท่าที่ทราบ มันกลัวแบบกลวงๆ เช่นกรณี มีแผนที่แนบท้ายสนธิสัญญาที่หักล้างสนธิสัญญาหรือไม่? ตรงนี้ผมว่าเป็นความกลัวกลวงๆหรือไม่? เพราะเท่าที่ดูไม่มีอะไรเลย?ผมกล้าหักล้างข้อมูลนี้เป็นชุดๆว่ามันไม่มีอะไรจริงๆ เราเขียนเท้าใหญ่ให้ตัวเองกลัวตีนตัวเองกระทืบหน้าตัวเอง แค่นั้นไม่มีอะไร?

แต่สร้างเงื่อนไขที่คลุมเครือสับสนให้ปชช. แบบยิ่งปิดยิ่งดัง? ยิ่งขวางยิ่งจะทะลาย?เพราะมันเป้นการปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือ? จนสร้างความอยากรู้อยากเห็นเพราะมันไม่ชัดเจนแบบนี้ไง ผมจึงเห็นว่าเงื่อนไขหลักที่อารมณ์คนมันไปก่อน?เพราะแบบนี้ครับท่าน"จิระนันท์ พิตรปรีชา"???

ส่วนท่าน"พล.ร.อ.ถนอม

ส่วนท่าน"พล.ร.อ.ถนอม เจริญลาภ" ส่วนตัวไม่รู้จักทั้งส่วนตัวและแบบสาธารณะจึงขอลงไปที่ความเห็นเลย?

ผมตอบคำถามนี้ไปแล้วส่วนหนึ่งจากข้างบนผ่านหลายท่านในประเด็นท่าน"พล.ร.อ.ถนอม เจริญลาภ" โดยเฉพาะเหตุผลที่อารมณ์ความรู้สึกคนไทยจุดติดง่ายต่อเรื่องนี้ เพราะมันคลุมเครือระหว่าง ความลับฯกับผลประโยชน์ทับซ้อน ด้วยการอ้างความลับมาเป็นตัวช่วยในการหาผลประโยชน์ต่างตอบแทนระหว่างนักปกครอง สองประเทศ?

เช่นเขมรครอบงำผ่านฮุนเซ็น และเราก็คือพวก"นักปกครองปชต."ที่โยงกลุ่มทุนเก่ากลุ่มทุนใหม่ตามโครงสร้างอำนาจแบบไทยๆ เพราะสัดส่วนอำนาจมันแปรผันตรงกับสัดส่วนการครอบงำเข้าถึงประโยชน์ในตัวทรัพยากร สมัย ทักษิณ กลุ่มทุนใหม่มีอำนาจ

จนกลุ่มทุนเก่าไม่ไว้ใจ หรือกลัวมันจะสยายปีกผ่านผลประโยชน์มหาศาลทางทะเลฯตรงนั้น ในการเพิ่มสัดส่วนอำนาจมาครอบงำฝ่ายตน? จึงตีกันมันทุกเรื่องผ่านพธม. และหลายกรณีที่เป็นการต่อสู้เชิงอำนาจเพื่อเพิ่มสัดส่วนในการเข้าถึงผลประโยชน์มหาศาลตรงนี้ และเพิ่มสัดส่วนทางอำนาจการต่อรองตรงนี้(ที่ไปไกลถึงสัดส่วนอำนาจในภูมิภาคนี้ทั้งจากมหาอำนาจและบทบาทประเทสต่างในแถบนี้) เพราะอำนาจแปรผันตรงตามสัดสันการเข้าถึงผลประโยชน์หลายๆด้าน?

ที่สุดปชป.ที่เคยโจมตีทักษิณเรื่องนี้? พอได้เข้าสู่อำนาจพลิกสัดส่วนอำนาจมาได้ บวกกับกลุ่มทุนศักดินาล้าหลังที่โยงอำมาตยฯไฟเขียวรบ.นี้? แบบเต็มสูบ เต็มที่ทุกเรื่อง(ตั้งแต่งบประมาณที่เป็นสูญญากาศมานานผ่าน3รบทรท.ทำอะไรไม่ได้) แต่มาทะลักปล่อยเต็มที่ที่รบ.นี้หรือปชป.เพราะต่างตอบแทนทางอำนาจกันแล้วที่อ้างเศรษฐกิจพอเพียงๆนั้นน่ะกู้บานเลย?

ดังนั้นเรื่องนี้ มันจึงอาจจะเป็นการอั้วที่ใหญ่กว่ามหาศาลกว่าทักษิณสมัยนั้น?เพราะอำนาจสองขั่วไม่ดันกับแบบสมัยทักษิณ?เรื่องนี้ปัยหาเขมรจึงเป็นเอกภาพไม่ได้ภายใต้ตัวแปรแบบนี้เป็นตัวแปรหลัก???

นี่ไงครับ? มันเป็นไปได้ว่ากลัวแบบกลวงๆ หรือ กลัวบริโภคหมกเม็ดแบบนี้ไงครับ? แล้วท่าที บวก ตัวตนที่เป็นนักการเมืองที่เขี้ยวสุดๆแบบปชป. หรือเทพเมือก(ที่ตอบโต้ผมหรือใคร?(แต่จริงผมแน่ใจว่ามันว่าผม)ว่าจิตไม่สะอาดเลยระแวงเขาแบบนี้)มีเหรอจะโง่จริงๆที่ออกอาการแบบฟันน้ำนมในกรณีไม่นานนี้?ยกเว้น???

ผมจึงถามเทพเมือกและลุกพี่เทพเมือกสิว่า ส่องกระจกดูคราบอะไรๆๆๆต่างๆทั้งคราบเลือดคราบน้ำตา จนถึงฯลฯ ที่ติดตัวจากหลายๆมหาวิบากกรรมให้ประเทศสิ ? ว่ามันสะอาดพอไหม ก่อนจะไปว่าใคร เพราะฉายาเทพเมือกมันก็ชี้ตัวตนท่านอยู่แล้ว?

ดังนั้น ถ้ามันออกมาทางใดทางหนึ่งที่ไม่ใช่?(กลัวกลวงๆแบบกลัวตีนตัวเอง) หรือผลประโยชน์ทับซ้อนซ่อนเงื่อนเกมอำนาจสองประเทศ? มันจึงตรงมาตรงไปไม่ได้?จนถึงเอกภาพไม่ได้(เพราะมันไม่ตรงมาตรงไป) และเป็นเงื่อนไขหลักๆ ให้อารมณ์ความรู้สึกคนไทย มันพุ่งครับเพราะเขาไม่ไว้ใจพฤติกรรมนักปกครองทั้งหมดนี้ครับ???

ครับเพื่อไม่เป็นการถูกกล่าวหา

ครับเพื่อไม่เป็นการถูกกล่าวหาว่าเลือกปฎิบัติจึงขอ กัดทุกท่านแล้วกัน?

ครับมาที่"ประจักษ์ ก้องกีรติ" ต่อประเด็นการเมือง(เพราะประเด็นอื่นของท่านคล้ายคนอื่นจึงของเน้นเรื่องนี้) เพราะการเมืองเป็นตัวแปรเกี่ยวเนื่อง เรื่องนี้ปัญหานี้ ที่แน่นอนมีส่วนทั้งภายใน(ไทย,เขมร) ภูมิภาค ,มหาอำนาจในเชิงความพยายามจะเพิ่มสัดส่วนอำนาจต่อรองผ่านโครงสร้างอำนาจที่จะแปรผันตรงกับการครอบงำทรัพยากร ตรงนี้?

ผมเอาสั้นแคบมาที่ไมทยก่อน เพราะเป็นตัวแปรที่ปรับจูนแก้ไขได้ที่เรา อย่างที่รบ.นี้พยายามจะหนีปัยหาด้วยการพลางตัวหนีความผิดพลาดนี้มาโบ้ยให้ประเด็นนี้ผ่านนาย "ชวนนท์"(ที่หน้าที่ควรจะทำงานข้าราชการประจำในบทบาทหน้าที่ตรวจสอบความไม่ชอบมาพากล ความไม่ตรงมาตรงไปของฝ่ายการเมือง

แต่"ชวนนท์"กลับพยายามเล่นการเมืองเสียเองเกินหน้าที่ข้าราชการกระทรวงแต่ทำหน้าที่โฆกรบ. ประเด็นนี้คือถ้าเราไม่แยกแยะบทบาทหน้าที่ ข้อเท็จจริงออกจากการเมืองทุกอย่างจะเป็นเรื่องการเมืองหมด (รวมทั้งข้อเท็จจริงจริงก้จะแปรมาเป้นเรื่องการเมืองหมดแบบนี้ที่เป็นอยู่นี้)

แต่ถ้านายกแยกข้อเท็จจริงออกจากเรื่องการเมือง มันจะแยกแยะประเด็น แล้วเล่นแบบตรงมาตรงไปในการรักษาผลประโยชน์ชาติ เช่น เกิดเหตุ, คุณควรตรวจสอบหรือเรียกทั้งหมดที่เกี่ยวข้องประชุมตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ไม่ใช่อยู่ให้เทพเมือก เล่นการเมืองเลย ด้วยการฟันธงว่าเราผิดตั้งแต่วินาทีแรก

ฝ่ายกะลาโหม(กลาโหม) ถล่มซ้ำลงเกมการเมืองเพื่อเอาใจเขมร ในการให้การขัดแย้งข้อเท็จจริงหลายๆเรื่อง ทั้งที่เรื่องที่ควรทำคือเอาความชัดเจนออกมาก่อนกำหนดท่าที่ใดใดออกไปแบบมีเอกภาพ ไม่ใช่วันแรกนายกกับรองนายยก(เทพเมือก) ฝ่ายทหาร(ป๋าวิด วงพนัน(ปรวิทย์ฯ)) ให้การสวนหมัดกันเอง

แต่แน่นอนป๋าวิด(ประวิทย์) รับสัญญานสายตรงจากอำมาตยฯ มาร์คเลยต้องหุบปาก ทั้งที่มาร์คท่าทีตอนแรกเกือบใช้ได้ ตรงมาตรงไปดีแต่ยังไม่ถูกต้องในภาวะผู้นำ เพราะถ้าถุกต้องจริงต้องประชุมร่วมหาข้อเท็จจริงออกมาร่วมกัน ว่าข้อเท็จจริง,กรอบยุทธศาสตร์หลักคืออะไร

ก่อนจะกำหนดท่าที่ที่เป็นเอกภาพออกมา ชัดๆเลยเงื่อนไขตรงนี้คือที่ทับซ้อน ท่าที่ต้องเป็นเอกภาพในแบบพื้นที่ทับซ้อน(แม้ข้อเท็จจริงๆคือพื้นที่ไทยจากหลักฐานศูนยอพยพชี้ชัดมาก)ไม่ใช่แค่แก้เกี่ยวจัดฉากแค่เอกสารทำกินคนไทยแล้วโบ้ยว่าไปไกลกว่านั้น แต่ไกลยังไม่ถึงศุฯยอพยพที่ชี้ชัดว่ายังฝั่งไทย)

แต่ด้วยกรอบของMOUที่ตัวเองเล่นและถือ อยู่แต่ดันไม่เล่น ในส่วนที่เป็นต่อและจะช่วยเหลือให้ความเป็นธรรมคนไทย จนถึงศักดิ์ศรีคนไทยประเทศไทย แต่ดันไปเล่นเกมการเมืองแบบกราบตีนเขมรซ่ะงั้น

นี่ไงครับความบกพร่องเพราะเอาทุกเรื่องไปเล่นการเมืองหมดแบบไม่แยกแยะ ข้อเท็จจริงออกมา จนปชช.ต้องตั้งคำถาม ถามหาหลายๆเรื่อง แล้วไปโทปชช.เขาได้ยังไง ทั้งที่ตัวแปรชงเงื่อนไขนี้คือท่าที่รบ.ที่อ่อนหัดคลุมเคลือเสียหาย แบบนี้ จะไปโทษปชช.ในหน้าที่ตรวจสอบพวกคุณได้ไง

ส่วนกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ จะถวายฎีกาฯผมว่าไปจับสัญญาน"ป๋าวิด"ให้ดี เพราะเขารับสัญญานอำมาตย์สายตรง และเกมนี้รบ.นี้ยังได้ใจเดินหน้าต่อไปได้เพราะอะไร? แล้วพวกคุณทำไป มันจะได้อะไร? เขาฮั้วกันขนาดใหญ่แล้ว ผู้ปกครองปชต. เขาไฟเขียวใคร?

มันจะมีประโยชน์อะไรหรือไม่ผมว่าดูแลบทบาทหน้าที่สัดส่วนอำนาจต่อรองเจ้าของอำนาจที่แท้จริงให้ดีดๆมีพลัง ให้หลุดออกจาแหนายพราน แบบนกกระจิบที่จิกตีกันเองสร้างความอ่อนแอให้นายพราน นักปกครองปชต. เขามองข้าม แบบนี้ดีกว่า ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน เพราะเราไม่แช่ในพลังปชตงไงมันจึงได้ มหาวิกฤตที่ใหญ่ แบบนี้ในการหนีเสือปะยักษ์ไง???

อีกโดนไปแล้วยังไม่รู้จักจำ ยังจะบากหน้าไปโดนซ้ำแผลเก่ากับม.7ทำไปทำมาเกมนี้คนรับกินคือนายพรานอีกเช่นเดิมไม่แน่อาจจะมีปฎิวัติอีกรอบผ่านแผนนี้???

ปล.ไม่มีเวลาตรวจคำผิด คอมชักไม่ดีแล้วรีบส่ง

ขอเรียนเชิญอ่านข้อมูลไม่ใกล้ไ

ขอเรียนเชิญอ่านข้อมูลไม่ใกล้ไม่ไกล

ลองเช็คประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสและอังกฤษด้วยว่า
ทำไมทั้งสองประเทศจึงมีความจำเป็นต้องแสวงหาทรัพยากรในเอเซีย

http://www.spiritus-temporis.com/imperialism-in-asia/france-in-indochina.html